Sector 3 Society

Sector 3 Society

Share

Full Send.

F1 ไม่ใช่แค่กีฬา — แต่มันคือเรื่องราวของคนที่ไม่หยุดพัฒนา 🏁
เจาะลึกข่าว • ถอดรหัส Tech F1 • เชื่อมต่อ Community ผ่าน F1 Watch Party
💜 Sector 3 Society | Final Sector.

14/08/2026

🧐 อนาคตของ Max Verstappen กับ Red Bull ยังคงไม่แน่นอน

ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามอง แม้แชมป์โลกหลายสมัยรายนี้จะมีสัญญากับทีมยาวไปจนถึงปี 2028 แต่เงื่อนไขบางอย่างภายในสัญญาอาจเปิดทางให้เขาสามารถย้ายออกจากทีมได้หลังจบฤดูกาลนี้

จนถึงตอนนี้ Verstappen ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าเขาจะอยู่กับ Red Bull ต่อไปในฤดูกาลหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ของทีมที่ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Guenther Steiner อดีตทีมบอสของ Haas แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์ดังกล่าวผ่านรายการพอดแคสต์ Up to Speed โดยมองว่า ตัวเลือกของ Verstappen ไม่ได้มีมากอย่างที่หลายคนคิด

Steiner กล่าวว่า หากถูกถามก่อนการแข่งขันที่ฮังการี เขาคงมองว่าการย้ายจาก Red Bull ไป McLaren เป็นเพียงการย้ายไปอยู่กับทีมที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน Hungarian Grand Prix มุมมองนั้นอาจเริ่มเปลี่ยนไป

“ถ้าคุณมาถามผมก่อนฮังการี ผมคงบอกว่าการย้ายไป McLaren เป็นแค่การย้ายไปอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น”

“แต่หลังจากฮังการี บางทีมันอาจไม่ใช่การย้ายแบบอยู่ระดับเดิมแล้วก็ได้ เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไป”

ประเด็นสำคัญสำหรับ Verstappen คือ หากเขาจะตัดสินใจออกจาก Red Bull เป้าหมายก็คงต้องเป็นทีมที่สามารถมอบโอกาสในการแข่งขันเพื่อชัยชนะและแชมป์โลกได้มากกว่าเดิม

แต่ Steiner มองว่า ใน Formula 1 ตอนนี้มีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์นั้นได้

“ถ้า Max จะย้ายไปที่ไหน แน่นอนว่าเขาต้องการย้ายไปทีมที่ดีกว่า Red Bull แต่ปัญหาคือ ตอนนี้มีทีมไม่มากนักที่ดีกว่า Red Bull”

แม้ Red Bull จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นเหมือนช่วงที่ทีมครองความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง แต่ Steiner ยังมองว่า พวกเขายังคงเป็นหนึ่งในทีมระดับแนวหน้าของ Formula 1

“บางทีตอนนี้ Red Bull อาจไม่ได้อยู่ในจุดที่พวกเขาต้องการ ไม่ได้อยู่แถวหน้าของกริดเหมือนเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังถือเป็นหนึ่งในสี่ทีมใหญ่ที่มีศักยภาพสูง”

เมื่อมองไปยังตัวเลือกอื่น Ferrari ดูจะไม่ใช่ปลายทางที่ง่ายนัก เนื่องจากทีมมีนักขับครบทั้งสองที่นั่งแล้ว

ส่วน Mercedes แม้จะเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับ Verstappen มาอย่างต่อเนื่อง แต่ Steiner มองว่าสถานการณ์ในตอนนี้อาจเปลี่ยนไป หลังทีมดูเหมือนจะมีนักขับที่พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในอนาคตได้

“ที่ Ferrari ผมคิดว่าที่นั่งเต็มแล้ว ส่วน Mercedes ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะเจอ Max Verstappen คนต่อไป ของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้พวกเขาอาจไม่ได้ต้องการ Max Verstappen ตัวจริงก็ได้”

นั่นทำให้สถานการณ์ของ Verstappen กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแม้เขาจะมีทางเลือกในการออกจาก Red Bull แต่คำถามสำคัญคือ มีทีมไหนบ้างที่สามารถมอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับเขาได้จริง

หาก Red Bull สามารถกลับมาสร้างรถที่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการต่อสู้ในระดับแชมป์โลกได้ การอยู่กับทีมเดิมอาจยังเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด

แต่ถ้าสถานการณ์ของทีมยังไม่ดีขึ้น อนาคตของ Verstappen หลังจบฤดูกาลนี้ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ที่สุดที่ต้องจับตามองในตลาดนักขับ Formula 1

📚 Ref: RacingNews365
📸 Image: Red Bull Content Pool
🟣 Final sector. Full send.

11/08/2026

ชาวโคราช เตรียมตัวให้พร้อม เพราะความสนุกกำลังจะกลับมา กับ F1 Watch Party 🎉

10/08/2026

🏁 เบื้องหลังดีลที่เปลี่ยนอาชีพ Max Verstappen เมื่อ Red Bull กล้าให้สิ่งที่ Mercedes ยังให้ไม่ได้

ก่อนที่ Max Verstappen จะกลายเป็นหนึ่งในนักขับที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ Formula 1 เขาเคยอยู่ท่ามกลางการแข่งขันแย่งตัวระหว่างสองทีมใหญ่อย่าง Mercedes และ Red Bull

Jos Verstappen พ่อของ Max ได้ย้อนเล่าถึงช่วงเวลานั้น โดยเปิดเผยว่าฝั่งของ Verstappen เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และมีทีมงานเล็กๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่แรก

ทีมดังกล่าวประกอบด้วย Jos, Max และ Raymond Vermeulen ผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งยังคงทำงานร่วมกับ Max มาจนถึงทุกวันนี้

ในเวลานั้นทั้ง Toto Wolff จาก Mercedes และ Helmut Marko จาก Red Bull ต่างให้ความสนใจในตัว Max อย่างจริงจัง หน้าที่ของครอบครัว Verstappen จึงไม่ใช่เพียงการเลือกทีมที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นการหาสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาของนักขับวัยรุ่นคนหนึ่ง

👉 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการพบกันที่ Hockenheim

Jos เล่าว่า Marko เดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมบอกว่าเขามีเวลาคุยเพียง 20 นาที แต่ประโยคแรกของเขาก็ตรงประเด็นทันที

“ปีหน้า ผมต้องการให้ Max มาอยู่กับเราใน F1”

ข้อเสนอนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับ Jos เพราะในตอนนั้น Max ยังมีอายุน้อยมาก แต่แทนที่จะปฏิเสธ เขากลับขอให้ Red Bull ให้เวลาลูกชายของเขามากกว่านั้น

Jos เสนอว่าข้อตกลงควรเป็นระยะเวลา 2 ปี เพราะเขามองว่า Max จำเป็นต้องใช้ฤดูกาลแรกเพื่อเรียนรู้และปรับตัว ก่อนจะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาในปีที่สอง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเร็วกว่าที่เขาคาดไว้

Max เปิดตัวใน Formula 1 กับ Toro Rosso ในปี 2015 และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จน Red Bull ตัดสินใจเลื่อนเขาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาลที่สอง

หลังจากนั้นไม่นาน Verstappen ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเหตุใด Red Bull ถึงยอมเดิมพันกับนักขับวัยรุ่นคนนี้ตั้งแต่แรก

เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญในเส้นทางของ Max ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของทีมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครพร้อมมอบโอกาสให้เขาก้าวขึ้นสู่ Formula 1 ได้เร็วที่สุด

และในเวลานั้น Helmut Marko กับ Red Bull คือฝ่ายที่พร้อมเสี่ยงมากกว่าใคร

📚 Ref: RacingNews365
📸 Image: Red Bull Content Pool
🟣 Final sector. Full send.

09/08/2026

🏁 Max Verstappen ยืนยัน Verstappen Racing ไม่ไป F1 มุ่งสร้างทีมล่าชัยใน Endurance

Max Verstappen ยืนยันว่า Verstappen Racing ทีมแข่งของเขา ไม่มีแผนก้าวเข้าสู่ Formula 1 โดยเป้าหมายในอนาคตคือการพัฒนาทีมให้สามารถแข่งขันเพื่อชัยชนะในหลายประเภท โดยเฉพาะ Endurance Racing

Verstappen อธิบายว่า เขาไม่ได้ต้องการสร้างทีมขึ้นมาเพียงเพราะความสนุกในการแข่งรถ แต่ต้องการให้ทีมสามารถต่อสู้ในกลุ่มหัวแถวและมีโอกาสคว้าชัยชนะอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม การขยายทีมในอนาคตจะขึ้นอยู่กับเส้นทางของเขาเองใน Formula 1 ด้วย ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาจะตัดสินใจอย่างไรกับอาชีพนักแข่ง

สำหรับการทำทีม F1 นั้น Verstappen ปฏิเสธอย่างชัดเจน เพราะมองว่าภาระงานสูงเกินไป ทั้งปฏิทินการแข่งขันที่ยาวถึง 24 สนาม และความรับผิดชอบที่เจ้าของทีมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เขายังยอมรับว่า แม้สามารถมอบหมายให้คนอื่นดูแลการดำเนินงานประจำวันได้ แต่ด้วยนิสัยของตัวเอง เขาคงไม่สามารถปล่อยทีมแข่งไว้โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้

ดังนั้นเป้าหมายของ Verstappen Racing จึงชัดเจนว่า ไม่ใช่การเข้าสู่ F1 แต่คือการเติบโตไปบนเส้นทาง Endurance Racing พร้อมมาตรฐานที่ต้องแข่งขันเพื่อชัยชนะ

📚 Ref: RacingNews365
📸 Image: Red Bull Content Pool
🟣 Final sector. Full send.

03/08/2026

🧐 อย่าคาดหวังว่าอัปเกรดของ Williams จะทำให้ทีมกลับมาแข่งขันได้

เป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่า ช่วงพักฤดูร้อนของ Formula 1 ถือเป็นการพักหายใจที่ Williams กำลังต้องการ หรือเป็นเพียงช่วงเวลา 4 สัปดาห์ที่ต้องอยู่ห่างจากสนาม ซึ่งมีแต่จะยืดความเจ็บปวดของทีมออกไปเท่านั้น

Williams น่าจะเข้าสู่ช่วงพักนี้ด้วยบรรยากาศที่ย่ำแย่ที่สุดในบรรดาทุกทีมบนกริด

Cadillac แม้ตอนนี้จะหล่นไปอยู่ท้ายตารางเพียงลำพัง แต่ก็รับมือกับครึ่งฤดูกาลแรกใน F1 ไม่ได้ดูย่ำแย่ไปเสียทั้งหมด

Aston Martin เองก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่หมด แต่การอัปเกรดที่นำมาใช้ใน Hungarian Grand Prix ก็ช่วยให้ผลงานของทีมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ส่วน Haas แม้จะมีรถ VF-26 เพียงบางคันที่ทำผลงานได้ในแต่ละสุดสัปดาห์ แต่ผลงานโดยรวมก็ยังดีกว่าทีมที่อยู่ถัดลงมา

สำหรับ Williams เห็นได้อย่างชัดเจนว่าทีมไม่ได้อยู่ในจุดที่ต้องการ



👉 ปัญหาไม่ได้เกิดจากลักษณะสนามเพียงอย่างเดียว

อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะสรุปว่า ผลงานอันย่ำแย่ของ Williams ในฮังการีเกิดจากลักษณะของ Hungaroring ซึ่งเต็มไปด้วยโค้งยาว 180 องศา และมักเปิดเผยจุดอ่อนที่พบในรถ Williams มาหลายยุคสมัย

หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดสุดสัปดาห์คืออาการ three-wheeling ซึ่งทำให้รถมีเพียงสามล้อที่สัมผัสพื้น และกลับมาเป็นปัญหากับนักขับทั้งสองคนอีกครั้ง

แต่ไม่ควรหลงเชื่อว่าลักษณะของสนามคือสาเหตุหลักทั้งหมด

ความจริงคือ นี่กำลังกลายเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังอย่างหนัก และจุดสูงสุดด้านความสามารถในการแข่งขันของ Williams อาจผ่านพ้นไปนานแล้ว

ฮังการีไม่ใช่เพียงสุดสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดของ Williams ในฤดูกาลนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นสุดสัปดาห์ที่ James Vowles หัวหน้าทีมบอกว่าหนักหนาสาหัสอย่างมาก

Williams ตามหลังกลุ่มผู้นำถึง 4.422% จากการวัดช่องว่างความเร็วของแต่ละทีม โดยนำเวลาต่อรอบที่ดีที่สุดของ Williams มาเปรียบเทียบกับเวลาที่เร็วที่สุดของสุดสัปดาห์

ที่สำคัญกว่านั้น ทีมยังยอมรับหลายเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ซึ่งบ่งชี้ว่าระดับผลงานในปัจจุบันอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ Williams ไปแล้ว



👉 การพัฒนาของ Aston Martin ยิ่งตอกย้ำว่า Williams ตามหลังอยู่ไกลแค่ไหน

ความจริงข้อนี้ดูเหมือนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตลอดสุดสัปดาห์ที่ฮังการี

การพัฒนาครั้งใหญ่ของ Aston Martin ไม่เพียงทำให้คู่แข่งหลายทีมในกลุ่มกลางกริดเริ่มกังวล แต่ยังช่วยเน้นย้ำว่า Williams ตามหลังอยู่ไกลเพียงใด

Alex Albon เริ่มต้นสุดสัปดาห์ด้วยการยอมรับว่า เพซของ Aston Martin ที่ได้รับการอัปเกรดอาจทำให้การผ่าน Q1 เป็นเรื่องท้าทาย

อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์เขายังคงยืนยันว่า Aston Martin คือทีมที่ Williams จำเป็นต้องพยายามเอาชนะให้ได้

แต่การต่อสู้ครั้งนั้นจบลงอย่างเด็ดขาดด้วยความได้เปรียบของ Fernando Alonso และกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ Williams ต้องกลับมาเผชิญกับความจริง

“เราได้แต่ฝันว่าจะมีอัปเกรดแบบนั้น” Albon กล่าว

“มันทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมาก เพราะสำหรับเราเอง เราก็รู้ว่าอัปเกรดที่ Baku ของเราคืออะไร และมันไม่ใช่แบบนั้น”

เมื่อถึงวันอาทิตย์ น้ำเสียงของ Albon เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากความมุ่งมั่นกลายเป็นทั้งความเหนื่อยล้าและการยอมรับสถานการณ์

เขาไม่เชื่อว่าอัปเกรดใน Azerbaijan Grand Prix จะสามารถแก้ไขจุดอ่อนของรถได้ทั้งหมด เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของแพ็กเกจดังกล่าวถูกกำหนดและพัฒนาไปแล้วเป็นเวลานาน

สิ่งที่ Williams กำลังทำในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการพยายามแก้ไขรถฤดูกาลปัจจุบัน แต่เป็นการทำให้มั่นใจว่ารถของปีหน้าจะไม่มีลักษณะปัญหาแบบเดียวกันอีก

“ใช่ มันน่าหงุดหงิด” Albon ยอมรับ



👉 Williams ตามหลังคู่แข่งด้านการพัฒนา

Vowles ก็แสดงท่าทีในลักษณะเดียวกันหลังจบสุดสัปดาห์

เขายอมรับว่า Williams ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงฤดูหนาว ทั้งจากการที่รถมาถึงการทดสอบล่าช้าและยังมีน้ำหนักเกิน

เมื่อรวมกับการที่ทีมเริ่มหันความสนใจไปยังรถปี 2027 ผลที่ตามมาคือ Williams ถูกคู่แข่งทิ้งห่างออกไป

Vowles ยอมรับว่า Williams ต้องลดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มคิดแนวทางพัฒนารถ ไปจนถึงการผลิตชิ้นส่วน และนำมาใช้งานจริงในสนาม

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความล่าช้าเพียงอย่างเดียว เพราะทีมยังมีแนวคิดใหม่สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของรถไม่มากพอด้วย

“จำนวนแนวทางพัฒนารถที่เราคิดขึ้นได้ภายในทีม ยังไม่อยู่ในระดับที่ควรจะเป็น” Vowles กล่าว

“และสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราคือ คู่แข่งหลายทีมกำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีระดับที่สูงกว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้ในวันนี้”



👉 ความหวังกับรถ B-spec กำลังลดลง

ก่อนหน้านี้ ความหวังของ Williams ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลถูกฝากไว้กับแพ็กเกจอัปเกรดสำหรับ Azerbaijan Grand Prix

Vowles เคยอธิบายแพ็กเกจนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นรถ B-spec ซึ่งจะประกอบด้วยการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งแชสซีที่ได้รับการออกแบบใหม่และชิ้นส่วนอื่นๆ

เป้าหมายคือการลดน้ำหนักของ FW48 แก้ไขข้อบกพร่องด้านแอโรไดนามิก และลดปัญหาในการขับขี่ที่ Albon และ Carlos Sainz กำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเชิงบวกที่เคยมีต่ออัปเกรดนี้ดูเหมือนจะลดลงไปแล้ว

Vowles ชี้ให้เห็นว่า Aston Martin นำแพ็กเกจขนาดใหญ่มาใช้ ทั้งในแง่ของการลดน้ำหนักรถและการปรับปรุงด้านแอโรไดนามิก

Williams ก็มีแพ็กเกจของตัวเองเช่นกัน แต่จะยังไม่มาถึงจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงท้ายของปี และที่สำคัญกว่านั้น เป้าหมายหลักของแพ็กเกจดังกล่าวคือการสร้างรากฐานที่ถูกต้องสำหรับรถฤดูกาลหน้า

นี่ถือเป็นการเปลี่ยนน้ำเสียงอย่างชัดเจนจากก่อนหน้านี้ ซึ่ง Williams เคยมองว่าอัปเกรด Baku อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาล



👉 อัปเกรด Baku อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเก็บคะแนน

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบด้านการแข่งขัน Vowles ยอมรับตรงไปตรงมาว่า อัปเกรดใน Baku จะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ Williams กลายเป็นทีมที่สามารถเก็บคะแนนได้อย่างสม่ำเสมอ

“และนั่นคือสิ่งที่เราต้องกลับไปทบทวนและทำความเข้าใจว่า เรายังสามารถทำอะไรได้อีกในฤดูกาลนี้”

ในปีแรกของกฎ F1 ชุดใหม่ ซึ่งแพ็กเกจอัปเกรดสามารถสร้างความแตกต่างได้ครั้งละหลายเสี้ยววินาที คำพูดนี้ยิ่งตอกย้ำว่า Williams อาจมีโอกาสกลับมาแข่งขันอย่างจริงจังได้ยากในฤดูกาลนี้

ย้อนกลับไปใน British Grand Prix เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม Vowles เคยอธิบายว่า Silverstone จะเป็นจุดกำหนดมาตรฐานพื้นฐานด้านประสิทธิภาพของรถ ก่อนที่รถ B-spec จะมาถึงในเดือนกันยายน

เขายังกล่าวว่า Williams จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นในฐานะองค์กรว่า ทีมสามารถทำงานด้านวิศวกรรมและสร้างรถด้วยคุณภาพที่เหมาะสมได้ภายในหนึ่งฤดูกาล

ไม่มีทางตีความคำพูดนั้นเป็นอย่างอื่นได้

มันหมายถึงการพัฒนารถในฤดูกาลปัจจุบัน และเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในเวลานี้ Williams กำลังล้มเหลวอย่างหนักในด้านดังกล่าว



👉 เมื่อความคาดหวังถูกปรับกลับไปเป็นศูนย์

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าความท้าทายของ Williams เป็นเรื่องง่าย

Vowles เคยเปรียบเทียบภารกิจของทีมกับการ “ขับเครื่องบินไปพร้อมกับสร้างเครื่องบินลำนั้นขึ้นมาใหม่ในเวลาเดียวกัน”

แต่ในเวลานี้ เป็นเรื่องยากที่จะโต้แย้งว่า Williams กำลังทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ

โดยเฉพาะเมื่อการประเมินด้านการแข่งขันถูกปรับลดลงจนแทบกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์

เมื่ออัปเกรดซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นความหวังสำคัญ ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเก็บคะแนนได้อย่างสม่ำเสมอ การพยายามนำเสนอภาพรวมในเชิงบวกก็เริ่มฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป

สำหรับ Williams ช่วงพักฤดูร้อนอาจช่วยให้ทีมได้หยุดหายใจชั่วคราว

แต่เมื่อการแข่งขันกลับมา ปัญหาเดิมก็ยังคงรออยู่ และอัปเกรดที่ Baku อาจไม่ใช่คำตอบที่ทีมเคยหวังเอาไว้


📚 Ref: F1
📸 Image: XPB Images
🟣 Final sector. Full send.

31/07/2026

🚨 | อัปเดตแก้ไขข้อมูลเวลาแข่งขัน

ขออนุญาตอัปเดตและแก้ไขข้อมูลเรื่องเวลาแข่งขัน F1 ที่สนามเซปัง (มาเลเซีย) จากโพสต์ก่อนหน้านี้ครับ โดยได้รับการยืนยันเรียบร้อยแล้วว่า การแข่งขันจะจัดขึ้นในช่วงบ่าย ไม่ใช่การแข่งยามค่ำคืน (Night Race) ตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้

ต้องขออภัยสำหรับความคลาดเคลื่อนของข้อมูลเวลาในโพสต์ก่อนหน้านี้ด้วยครับ 🙏

28/07/2026

🤔 ขับแบบไม่คิด หรือมีข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้น? Piastri เดือดใส่ Sainz หลังเหตุธงฟ้าขัดข้อง

ระบบธงฟ้าอัตโนมัติที่ทำงานผิดพลาดใน Hungarian Grand Prix กลายเป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าระหว่าง Carlos Sainz และ Oscar Piastri หลังทั้งคู่เกิดการสัมผัสกันในช่วงที่ Sainz กำลังจะถูกน็อกรอบ

สำหรับ Sainz ปัญหาของระบบถือเป็นข้อแก้ตัวที่ค่อนข้างฟังขึ้นสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ในมุมของ Piastri สิ่งที่ Sainz ทำถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และยังสะท้อนความขัดแย้งกับคำวิจารณ์ที่เขาเคยมีต่อนักขับคนอื่น

และ Piastri ไม่ใช่คนเดียวที่ไม่พอใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะ Toto Wolff หัวหน้าทีม Mercedes ถึงขั้นใช้คำรุนแรงโจมตีการทำงานของทีมกลุ่มกลาง โดยเปรียบเทียบเจ้าหน้าที่บางคนบนพิทวอลล์ว่าเป็น วิศวกร Teletubbies ที่ไม่ยอมแจ้งให้นักขับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านหลัง



👉 ระบบธงฟ้าขัดข้องตั้งแต่ช่วงต้นการแข่งขัน

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นหลังการแข่งขันผ่านไปประมาณ 9 รอบ เมื่อระบบธงฟ้าอัตโนมัติเริ่มส่งสัญญาณผิดพลาด ทั้งที่ยังไม่มีนักขับคนใดกำลังถูกน็อกรอบจริงๆ

เมื่อมีการตรวจพบความผิดปกติ ระบบอัตโนมัติจึงถูกระงับอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้มาร์แชลและนักขับได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

หลังจากนั้น การแจ้งธงฟ้าต้องกลับไปใช้ระบบ Manual มาร์แชลต้องเป็นผู้โบกธงข้างสนาม ขณะที่นักขับจะไม่ได้รับการแจ้งเตือนบนพวงมาลัยเหมือนตามปกติ

สถานการณ์นี้ทำให้ทีมต้องรับภาระมากขึ้นในการแจ้งข้อมูลให้นักขับของตัวเองรับรู้ว่า มีรถที่กำลังจะเข้ามาน็อกรอบจากด้านหลัง

ปัญหาคือ นักขับบางคนยังคงเห็นสัญญาณธงฟ้าปรากฏขึ้นผิดๆ จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะแยกให้ออกว่า สัญญาณใดเป็นของจริง และสัญญาณใดเกิดจากความผิดพลาดของระบบ



👉 Sainz ไม่รู้ว่า Piastri กำลังจะน็อกรอบ

เหตุการณ์ระหว่าง Sainz กับ Piastri เกิดขึ้นในช่วงที่นักขับ Williams กำลังต่อสู้กับ Fernando Alonso เพื่อตำแหน่งในกลุ่มท้าย

ขณะเดียวกัน Piastri ซึ่งกำลังลุ้นชัยชนะกับ Lando Norris เพื่อนร่วมทีม McLaren ก็เข้ามาเพื่อทำการน็อกรอบ

แต่ Sainz ระบุว่าเขาไม่รู้ว่า Piastri กำลังเข้ามาจากด้านหลัง เพราะไม่มีสัญญาณธงฟ้าปรากฏบนพวงมาลัย

“เราไม่มีไฟธงฟ้าบนพวงมาลัย ซึ่งตามปกติแล้ว ตอนที่เรากำลังต่อสู้เพื่อตำแหน่ง มันจะช่วยให้เราเข้าใจว่าเรากำลังจะถูกน็อกรอบหรือไม่” Sainz อธิบาย

Sainz บอกว่า ในจังหวะนั้นเขากำลังต่อสู้กับ Alonso และพยายามชิงไลน์ด้านในก่อนเข้าโค้ง ทำให้ไม่ได้คาดคิดว่า Piastri จะเข้ามาจากด้านหลัง

ยิ่งไปกว่านั้น รถ McLaren ยังอยู่ในจุดอับสายตาของเขา ทำให้ Sainz เชื่อว่าแทบไม่มีทางหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้

“บางทีการสื่อสารที่ดีกว่านี้เล็กน้อยอาจช่วยได้ แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้”



👉 ถ้าเราไม่ช้าขนาดนี้ ก็คงไม่มีธงฟ้ามากขนาดนี้

แม้ Sainz จะยอมรับว่ากฎธงฟ้ามีความชัดเจน แต่เขายังใช้เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความเร็วของ Williams ด้วย

“ถ้าเราไม่ได้ช้าขนาดนี้ ก็คงไม่มีธงฟ้ามากขนาดนี้ ดังนั้นเรารู้ว่าทางแก้คืออะไร”

กรรมการตัดสินลงโทษ Sainz ด้วยโทษเวลา 5 วินาที จากเหตุขัดขวางและปะทะกับรถของ Piastri

เดิมทีบทลงโทษควรเป็น 10 วินาที แต่ถูกลดลง เนื่องจากกรรมการมองว่า มีปัจจัยบรรเทาโทษจากทัศนวิสัยที่จำกัดในการมองเห็นธงฟ้า ซึ่งช่วยลดระดับความผิดของ Sainz ลง

เมื่อถูกถามว่า ปัญหาของระบบควรถูกนำมาพิจารณาหรือไม่ Sainz ตอบว่า

“พูดตามตรง ผมรู้สึกเสียใจกับ Oscar มาก แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าผมมีข้อแก้ตัวที่ค่อนข้างฟังขึ้นสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น”



👉 Sainz มองว่า Piastri อาจระวังได้มากกว่านี้

Sainz ไม่ได้มองว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่ตัวเขาเพียงฝ่ายเดียว

เขาตั้งคำถามว่า Piastri ซึ่งกำลังต่อสู้เพื่อตำแหน่งบนโพเดียม ควรจะวางรถอย่างระมัดระวังมากกว่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนทราบว่าระบบธงฟ้ากำลังมีปัญหา

“ผมไม่รู้ว่าเขาเองควรจะระมัดระวังมากกว่านี้สักหน่อยด้วยหรือไม่ เพราะเขาคือคนที่กำลังต่อสู้เพื่อตำแหน่งบนโพเดียม”

Sainz ยอมรับโทษ 5 วินาทีโดยไม่ได้ติดใจมากนัก เพราะในเวลานั้นเขากำลังต่อสู้อยู่เพียงอันดับ 18

และเมื่อถูกถามว่าได้เข้าไปพูดคุยกับ Piastri แล้วหรือยัง เขาตอบว่าไม่จำเป็น

Sainz มองว่านี่เป็นเพียงอุบัติเหตุจากการแข่งขัน และ Piastri ก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์ได้เมื่อทราบว่าระบบธงฟ้ามีปัญหา



👉 Piastri ไม่รับข้อแก้ตัวของ Sainz

อย่างไรก็ตาม ความหวังของ Sainz ที่ว่า Piastri จะเข้าใจเหตุการณ์ อาจไม่เป็นไปตามนั้น

Piastri ซึ่งภายหลังต้องออกจากการแข่งขันขณะอยู่ในอันดับสอง จากรายงานปัญหาระบบเกียร์ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจบการแข่งขัน

เขาบอกว่าอยู่ด้านหลัง Sainz มาตลอดหนึ่งเซกเตอร์ และมีธงฟ้าปรากฏอยู่ตามจุดมาร์แชล

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้น”

สำหรับ Piastri การถูกชนโดยรถที่กำลังถูกน็อกรอบ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วงที่เขากำลังต่อสู้เพื่อชัยชนะ

“ความจริงที่ว่าเขาไม่เห็นผม ไม่มีใครบอกเขา หรือเขาขาดการรับรู้สถานการณ์โดยสิ้นเชิง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

Piastri เชื่อว่าเวลาที่เสียไปจากเหตุการณ์กับ Sainz เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Norris สามารถขยับขึ้นไปอยู่ข้างหน้าเขาได้ หลังการเข้าพิตครั้งที่สอง



👉 เขาสู้เพื่ออันดับสุดท้ายเหมือนกำลังชิงแชมป์โลก

เมื่อมีการอธิบายกับ Piastri ว่า Sainz กำลังมีสมาธิกับการต่อสู้กับ Alonso เขาตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา

“เขากำลังต่อสู้กับ Fernando เพื่ออันดับสุดท้าย ราวกับว่ามันคือการต่อสู้ชิงแชมป์โลก”

Piastri ย้ำว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเสียตำแหน่งผู้นำการแข่งขัน และยังกล่าวถึงนิสัยของ Sainz ที่มักวิจารณ์นักขับคนอื่น

“เขาเป็นคนที่ค่อนข้างชอบวิจารณ์คนอื่น และก่อนหน้านี้คนอื่นๆ ก็เคยตำหนิเขาเรื่องการสร้างความหงุดหงิดในสนามมาแล้ว”

“ในเมื่อคุณทำแบบนั้นเสียเอง บางทีคุณก็ควรกลับไปมองสิ่งที่ตัวเองเคยวิจารณ์คนอื่นบ้าง”

เมื่อ ViaPlay ถามถึงความขัดข้องของระบบธงฟ้า Piastri ก็ยังมองว่าปัญหาของระบบไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น

“สำหรับผม นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวเลย มันต้องเป็นหนึ่งในสิ่งที่โง่ที่สุดที่ผมเคยเห็นในสนามแข่ง ผมไม่สนใจจริงๆ ว่าเขาให้ข้อแก้ตัวอะไรมา”



👉 Toto Wolff เดือด เรียกบางทีมว่า “วิศวกร Teletubbies”

ดราม่าเรื่องธงฟ้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่าง Sainz กับ Piastri เท่านั้น

ในช่วงท้ายการแข่งขัน รถที่ถูกน็อกรอบบางคันยังเข้าไปขัดขวางการต่อสู้เพื่อตำแหน่งที่สามระหว่าง Kimi Antonelli และ Lewis Hamilton

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Toto Wolff ไม่พอใจอย่างหนัก

“ระบบของมาร์แชลไม่ทำงาน และรถที่อยู่ด้านหลังก็ป้องกันตำแหน่งระหว่างการต่อสู้ของ Lewis กับ Kimi”

Wolff กล่าวต่อว่า

“มันเป็นเรื่องน่าอับอายจากวิศวกร Teletubbies บางคนที่นั่งอยู่บนพิทวอลล์ของทีมเหล่านี้ โดยไม่ยอมบอกนักขับว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นด้านหลัง”

คำวิจารณ์ของ Wolff ชี้ว่า ถึงแม้ระบบอัตโนมัติจะขัดข้อง แต่ทีมยังมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลให้นักขับรับรู้ว่า มีรถที่เร็วกว่าและกำลังต่อสู้ในกลุ่มหน้ากำลังตามเข้ามา



👉 Bearman ยอมรับว่าเป็นฝันร้าย

Ollie Bearman เป็นอีกคนที่ได้รับผลกระทบจากระบบธงฟ้าที่ผิดปกติ

เขาได้รับโทษเวลา 5 วินาที จากการเพิกเฉยต่อธงฟ้าขณะกำลังถูก Isack Hadjar จาก Red Bull น็อกรอบ

Bearman ยอมรับว่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาขัดขวางการแข่งขันของใคร

“ผมรู้สึกแย่เกี่ยวกับโทษธงฟ้าในเหตุการณ์กับ Hadjar เพราะพูดตามตรง มันค่อนข้างเป็นฝันร้าย”

เขาอธิบายว่า ในบางส่วนของสนาม นักขับแทบไม่มีเวลามองกระจก ขณะเดียวกันหน้าจอธงฟ้าก็ปรากฏขึ้นแทบทุกๆ รอบ

“มันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าธงนั้นหมายถึงคุณ รถที่อยู่ด้านหลัง หรือรถที่อยู่ด้านหน้ากันแน่”

Bearman บอกว่าเขาเริ่มเห็นธงฟ้าตั้งแต่รอบที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติอย่างชัดเจน

“พวกเราไม่ได้ช้าขนาดที่จะถูกน็อกรอบภายใน 6 รอบ”

ตั้งแต่รอบที่ 6 จนถึงรอบที่ 70 เขามองเห็นสัญญาณธงฟ้าแทบทุกครั้งที่ขับผ่าน

ต่างจากระบบปกติที่จะแสดงหมายเลขรถให้เห็นอย่างชัดเจน ครั้งนี้มีเพียงสัญญาณสีน้ำเงิน ทำให้ยากที่จะรู้ว่าเป็นคำเตือนสำหรับใคร

“ผมต้องพึ่งพาทีมอย่างมาก เพื่อช่วยพาผมผ่านสถานการณ์ธงฟ้าเหล่านั้น”



👉 ปัญหาระบบ หรือปัญหาการรับรู้สถานการณ์?

เหตุการณ์ที่ Hungarian Grand Prix เปิดให้เห็นปัญหาสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือความผิดพลาดของระบบธงฟ้าอัตโนมัติ ซึ่งทำให้นักขับไม่สามารถเชื่อถือสัญญาณที่ได้รับได้อย่างเต็มที่

อีกด้านคือความรับผิดชอบของทีมและนักขับ ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์รอบตัวให้ได้ แม้ระบบช่วยเหลือจะไม่ทำงานตามปกติ

ในมุมของ Sainz ปัญหาทางเทคนิคและจุดอับสายตาทำให้เหตุการณ์นี้แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ในมุมของ Piastri การไม่รู้ว่ารถผู้นำการแข่งขันอยู่ด้านหลัง ไม่ว่าจะเกิดจากนักขับหรือทีม ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

และเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีผลโดยตรงต่อการต่อสู้เพื่อชัยชนะ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำว่า “อุบัติเหตุจากการแข่งขัน” จะไม่เพียงพอสำหรับ Piastri


📚 Ref: F1
📸 Image: XPB Images
🟣 Final sector. Full send.

27/07/2026

มาเชียร์ทีมโปรดในศึก Hungarian GP 🇭🇺

26/07/2026

🧐 Red Bull ของ Verstappen แย่ลงเรื่อยๆ ที่ฮังการี

Max Verstappen เจอกับควอลิฟายที่ยากลำบากใน Hungarian Grand Prix หลังเขาบอกว่า RB22 ของเขามีอาการแย่ลงเรื่อยๆ ระหว่างการวิ่ง จนท้ายที่สุดกลายเป็นรถที่ขับไม่ได้เลย



1. ปัญหาไม่ใช่แค่ยาง แต่เป็นตัวรถ

Verstappen อธิบายว่า ปกติสิ่งที่แย่ลงระหว่างการวิ่งควรเป็นยาง แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่าตัวรถเองต่างหากที่เสียสมดุลมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาบอกว่า เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยาง แต่อยู่ที่ตัวรถ นั่นคือเรื่องใหญ่สำหรับทีม



2. รถแย่ลงทุกครั้งที่วิ่ง

สิ่งที่ Verstappen กังวลคือ รถไม่ได้ดีขึ้นเมื่อวิ่งมากขึ้น แต่กลับแย่ลงเรื่อยๆ ในทุกๆ รอบ

ยิ่งเขาขับมากเท่าไร รถก็ยิ่งยากต่อการควบคุม และยิ่งยากที่จะรีดเวลาต่อรอบออกมาให้ได้อย่างเต็มที่



3. ท้ายรถเสียอาการ

จังหวะที่ Verstappen หมุนในโค้งสุดท้ายของ Q3 เป็นภาพสะท้อนปัญหานี้ชัดเจน

เขาบอกว่าตอนเลี้ยวเข้าโค้ง ท้ายรถแทบไม่เกาะเลย ทำให้รถเสียอาการและควบคุมได้ยากมาก



4. ข้อมูลชี้ว่ารถสูญเสียประสิทธิภาพด้านแอโร

หลังจบควอลิฟาย Verstappen บอกว่าเขาต้องกลับไปดูข้อมูลด้วยตัวเองก่อน แต่จากที่ทีมเห็น มีสัญญาณว่ารถสูญเสียประสิทธิภาพด้านแอโร และอาการนั้นยังแย่ลงเรื่อยๆ จนต้องหาคำตอบให้ได้ว่าปัญหามาจากตรงไหนกันแน่



5. ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Verstappen ยอมรับว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในปีนี้ที่เขารู้สึกถึงอาการลักษณะนี้

แต่สิ่งที่ทำให้แก้ยากคือ แต่ละครั้งเหมือนจะเป็นปัญหาคนละแบบ ทำให้ทีมควบคุมและจัดการได้ยากกว่าเดิม



6. รถโอเวอร์สเตียร์มากขึ้นเรื่อยๆ

โดยปกติ รถควรจะดีขึ้นเมื่อทีมมีข้อมูลมากขึ้นระหว่างสุดสัปดาห์

แต่สำหรับ Verstappen รถของเขากลับโอเวอร์สเตียร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนบางโค้งแทบควบคุมไม่ได้ตั้งแต่ช่วงเข้าโค้ง



7. Hadjar ก็เจอสุดสัปดาห์ที่น่าผิดหวัง

Isack Hadjar เพื่อนร่วมทีมก็หมุนกับ RB22 เช่นกัน แม้จะเกิดขึ้นใน Q2

ฝั่ง Hadjar ไม่ได้พูดถึงอาการของตัวรถโดยตรง แต่ยอมรับว่า Red Bull ไม่มีความคืบหน้าเลย ตลอดสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่ผลควอลิฟายอันดับ 8 ของเขา ตามหลัง Verstappen อยู่สองตำแหน่ง ถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวังมาก



⚠️ สัญญาณเตือนของ Red Bull

ปัญหาของ Red Bull ที่ฮังการีไม่ได้อยู่แค่ตำแหน่งสตาร์ต แต่คืออาการของรถที่ดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อยๆ ระหว่างการวิ่ง

สำหรับ Verstappen สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ รถไม่ได้ค่อยๆ ดีขึ้นตามปกติเมื่อทีมมีข้อมูลมากขึ้น แต่กลับเสียสมดุลและขาดความมั่นคงมากกว่าเดิม จนสุดท้ายกลายเป็นรถที่เขาบอกว่าขับไม่ได้เลย


📚 Ref: F1
📸 Image: XPB Images
🟣 Final sector. Full send.

Want your business to be the top-listed Gym/sports Facility?

Website