Inspired by Coach Ton

Inspired by Coach Ton พื้นที่แบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

05/10/2026

รายการที่ค้างมาเป็นปี กำลังบอกอะไรเรา
เมื่อวานผมอ่านบทความหนึ่งเรื่องรายการสิ่งที่ต้องทำครับ
อ่านจบแล้วผมก็เปิดรายการของตัวเองดู
ยาวเหยียดเหมือนเดิม

หลายข้อถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จากวันนี้เป็นพรุ่งนี้ จากพรุ่งนี้เป็นอาทิตย์หน้า

และมีบางข้อ ที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นปีแล้ว

ผมนั่งมองมันอยู่พักหนึ่ง แล้วถามตัวเองตรงๆ เลยครับ

นี่มันหมายความว่าอะไรกันแน่

ผมว่าผมไม่ได้ขี้เกียจ งานที่ต้องส่งคนอื่นผมทำเสร็จตลอด งานประจำไม่เคยหลุด

แต่ข้อที่ค้างนานที่สุด กลับเป็นเรื่องของตัวเองทั้งนั้น

ผมเลยลองไล่ดูทีละข้อ แล้วถามว่าทำไมมันถึงยังไม่ถูกทำ

ผมพบว่าคำตอบที่ได้ แบ่งออกเป็นสี่แบบครับ

แบบแรก มันไม่ใช่งาน มันคือความฝัน

บางข้อใหญ่เกินกว่าจะทำเสร็จในหนึ่งวัน มันเลยอยู่ในรายการแบบไม่มีวันถูกติ๊ก เพราะผมไม่เคยหั่นมันให้เล็กพอที่จะเริ่มได้

บทความที่ผมอ่านบอกไว้ดีมากครับ ว่า "จัดบ้าน" ไม่มีใครรู้จะเริ่มตรงไหน แต่ "คัดเสื้อผ้าหนึ่งชั้น" ลงมือได้ทันที

แบบที่สอง มันคือสิ่งที่ผมคิดว่าควรทำ ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำ

บางข้ออยู่ในรายการเพราะใครสักคนบอกว่าดี เพราะคนวัยเดียวกันเขาทำกัน หรือเพราะเคยตั้งใจไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่ใจจริงของวันนี้ อาจไม่ได้อยากทำมันแล้วก็ได้

ข้อแบบนี้เลื่อนไปกี่ปีก็ไม่ได้ทำครับ เพราะไม่มีแรงอะไรดึงมันออกมาเลย

แบบที่สาม ผมกลัวมัน

บางข้อพอจะเริ่มทีไร ใจมันวิ่งไปหาผลลัพธ์ก่อน ถ้าทำแล้วไม่ดีล่ะ ถ้าคนไม่ชอบล่ะ ถ้าเริ่มแล้วไปต่อไม่ไหวล่ะ

ปล่อยไว้ในรายการ อย่างน้อยมันก็ยังเป็นแค่ความเป็นไปได้

แบบที่สี่ ผมนั่งเงียบอยู่นานกว่าจะยอมเขียนออกมา

บางข้อ ผมไม่ได้ทำ เพราะลึกๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับมัน

ไม่คู่ควรจะได้ทำสิ่งนั้น ไม่คู่ควรจะได้เป็นคนแบบนั้น ไม่คู่ควรจะได้มีชีวิตแบบที่เขียนไว้

มันแปลกนะครับ

เพราะงานของคนอื่น ผมไม่เคยตั้งคำถามแบบนี้เลย ใครขอให้ช่วย ผมช่วยเต็มที่ ใครมาคุยด้วย ผมเชื่อในตัวเขาเต็มร้อย

แต่พอเป็นความฝันของตัวเอง ผมกลับเป็นคนแรกที่สงสัยในตัวเอง

ข้อแบบนี้แหละครับที่ค้างนานที่สุด ผมว่าเพื่อน ๆ ก็คงมีเหมือนกัน

เพราะต่อให้หั่นให้เล็กแค่ไหน ถ้าใจยังรู้สึกว่าไม่สมควรได้ มันก็ไม่ถูกเริ่มอยู่ดี

พอไล่มาถึงตรงนี้ ผมเข้าใจอะไรบางอย่างครับ

รายการที่ค้างนาน ไม่ได้บอกว่าเราขี้เกียจ

มันบอกว่าเรายังไม่ได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง

ยังไม่ได้หั่นให้เล็ก ยังไม่ได้ยอมรับว่าไม่อยากทำแล้ว ยังไม่กล้าเริ่ม หรือยังไม่อนุญาตให้ตัวเองได้มีสิ่งนั้น

และการปล่อยไว้แบบนั้น มีราคาที่เราจ่ายทุกวันโดยไม่รู้ตัว

คือความรู้สึกผิดเล็กๆ ทุกครั้งที่เปิดรายการ

บทความที่ผมอ่าน มีนักจิตบำบัดเตือนไว้ว่า รายการที่ยาวเกินไปอาจกลายเป็นหลักฐานไว้ตำหนิตัวเอง

ผมอ่านแล้วรู้เลยว่า ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว

ช่วงนี้ผมเลยกำลังทดลองเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองอยู่ครับ

ผมเลิกรอให้หายกลัวก่อน แล้วค่อยเริ่ม

เพราะถ้ารอแบบนั้น บางข้อคงค้างไปอีกสิบปี

ผมลองทำทั้งที่ยังกลัวอยู่ ยอมให้มันออกมาไม่ดีในครั้งแรก

และที่ยากที่สุด คือยอมรับว่าเมื่อเราลงมือทำอะไรสักอย่าง ก็จะมีคนติ มีคนไม่เห็นด้วย มีคนมองว่าไม่ใช่

ก่อนหน้านี้ผมใช้รายการเป็นที่หลบคำตำหนิครับ

ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำ ก็ยังไม่มีใครวิจารณ์ได้

แต่ตอนนี้ผมเริ่มเห็นว่า คำตำหนิจากคนอื่นยังเจ็บน้อยกว่า ความรู้สึกที่เราตำหนิตัวเองทุกเย็นที่เปิดรายการแล้วเห็นข้อเดิมยังอยู่ที่เดิม

ส่วนข้อที่ผมรู้สึกว่าไม่คู่ควร ผมยังไม่ได้ลบมัน

ผมแค่เขียนไว้ข้างๆ ว่า ความคู่ควรไม่ได้มาจากการทำสำเร็จก่อน

มันมาจากการที่เรายอมให้ตัวเองลองเริ่ม

ยังไม่รู้ว่าการทดลองนี้จะไปได้ไกลแค่ไหนครับ

แต่อย่างน้อยรายการของผมตอนนี้ เริ่มมีข้อที่ค้างมานาน ถูกขยับเป็นครั้งแรก

แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ ในรายการของคุณ มีข้อไหนที่ค้างอยู่นานที่สุด

และถ้าถามตัวเองตรง ๆ มันค้างเพราะใหญ่เกินไป เพราะไม่ได้อยากทำแล้ว เพราะกลัว หรือเพราะลึก ๆ คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร 😀

ที่มาแนวคิด: Sammy Gecsoyler, The Guardian, 4 ตุลาคม 2026

พื้นที่แบ่งปันความรู้ แรงบันดาลใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

02/10/2026
ในวันที่ AI ทำงานแทนได้ สิ่งที่เหลือไว้คือตัวคุณสองสามอาทิตย์นี้หลายคนคงเหนื่อยกว่าปกติครับเรากำลังเจอปัญหาน้ำท่วมหลายพื...
02/10/2026

ในวันที่ AI ทำงานแทนได้ สิ่งที่เหลือไว้คือตัวคุณ
สองสามอาทิตย์นี้หลายคนคงเหนื่อยกว่าปกติครับ
เรากำลังเจอปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ บางคนต้องย้ายของหนีน้ำก่อนออกไปทำงาน บางคนติดอยู่บนถนนเป็นชั่วโมง บางทีมต้องทำงานกันแบบคนไม่ครบ

ข้างนอกยังมีข่าวองค์กรลดคน ข่าว AI ทำงานแทนได้มากขึ้นทุกเดือน
ถ้ารู้สึกหนักใจอยู่ ผมเข้าใจครับ
แต่ช่วงวิกฤตแบบนี้ ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งในทุกทีม

พอเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น แต่ละคนจะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดออกมาเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง

บางคนลุกขึ้นจัดตารางใหม่ทันที
บางคนโทรไล่ถามว่าเพื่อนร่วมทีมปลอดภัยไหม
บางคนนั่งคิดแผนสำรองเผื่อน้ำมาอีกรอบ
บางคนพูดแค่สองสามประโยค แต่ทำให้ทั้งทีมใจเย็นลง

นี่แหละครับคือจุดแข็ง
และเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนคุณไม่ได้

AI เขียนรายงานได้ สรุปประชุมได้ ทำตารางได้
แต่มันไม่รู้ว่าน้องคนไหนในทีมกำลังมีปัญหาที่บ้าน ไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้ต้องคุยด้วยท่าทีแบบไหน ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างๆ

ยิ่งงานที่ทำซ้ำได้ถูกเครื่องมือรับไปทำ สิ่งที่เหลือให้คนทำ ก็คือสิ่งที่เป็นตัวเราที่สุด

Gallup แบ่งจุดแข็งของคนไว้ 34 แบบ ใน 4 กลุ่มใหญ่ คือ ลงมือทำให้สำเร็จ, ขับเคลื่อนและโน้มน้าว, สร้างความสัมพันธ์ และคิดเชิงกลยุทธ์

ผมใช้เครื่องมือนี้กับคนที่ผมโค้ชมาหลายปี และอยากแชร์ 5 อย่างที่ทีมทำได้เลยในช่วงนี้ครับ

หนึ่ง รู้ว่าตัวเองเก่งอะไรจริงๆ

ไม่ใช่สิ่งที่ตำแหน่งบอกว่าเราต้องเก่ง แต่คือสิ่งที่เราทำแล้วมีพลัง ทำแล้วลืมเวลา ลองสังเกตตัวเองช่วงวิกฤตนี้ก็ได้ครับ ว่าคุณลุกขึ้นมาทำอะไรเป็นอย่างแรก

สอง ให้งานไปหาคนที่เหมาะ

ยุคที่ทีมคนน้อยลง เราไม่มีเวลาให้ทุกคนทำทุกอย่างอีกแล้ว หัวหน้าที่รู้ว่าใครเก่งอะไร จะจัดงานได้แม่นกว่าการแบ่งให้เท่ากัน

สาม ให้ AI รับงานที่ไม่ใช่จุดแข็งไป

คนที่เก่งเรื่องคน แต่เกลียดงานเอกสาร ให้ AI ช่วยร่างเอกสาร แล้วเอาเวลาที่ได้คืนไปคุยกับคน ใช้เครื่องมือเติมจุดที่เราไม่ถนัด แทนที่จะฝืนทำทุกอย่างเอง

สี่ ลงทุนกับจุดแข็งให้ลึกขึ้น

ในวันที่งานพื้นฐานใครก็ทำได้ด้วย AI ความโดดเด่นจะมาจากสิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นมากๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้พอใช้ทุกอย่าง

ห้า คุยเรื่องจุดแข็งกันในทีมบ่อยๆ

ไม่ต้องรอประเมินปลายปีครับ ประชุมทีมครั้งหน้า ลองถามกันสั้นๆ ว่าอาทิตย์นี้ใครได้ใช้จุดแข็งของตัวเองตรงไหนบ้าง

การลดคนอาจไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้

น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม เราก็ควบคุมไม่ได้

แต่การรู้ว่าตัวเองมีค่าตรงไหน…
เป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ ทั้งเครื่องมือและสถานการณ์

ขอให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมปลอดภัยนะครับ ดูแลตัวเองและคนรอบข้างก่อนเรื่องงานเสมอ

แล้วคุณล่ะครับ ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา คุณลุกขึ้นมาทำอะไรเป็นอย่างแรก

#งานประจำทำแล้วมีความสุข

ที่การเปลี่ยนแปลงยาก อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งพอเมื่อก่อนเวลาผมออกไปวิ่ง ผมใช้ช่วงนั้นคิดเรื่องงานตลอดครับปัญหาที่ค้าง ไอ...
01/10/2026

ที่การเปลี่ยนแปลงยาก อาจไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งพอ
เมื่อก่อนเวลาผมออกไปวิ่ง ผมใช้ช่วงนั้นคิดเรื่องงานตลอดครับ

ปัญหาที่ค้าง ไอเดียใหม่ๆ ประชุมพรุ่งนี้ หูก็เปิดเพลงจังหวะเร็วๆ ไว้ดันตัวเองให้ไปต่อ

ทำแบบนี้มาหลายปี จนคิดว่านี่แหละคือวิธีวิ่งของผม
จนวันหนึ่งผมลองเปลี่ยนนิดเดียว
ปิดเพลง เลิกคิดงาน ให้การวิ่งเป็นแค่การวิ่ง

สามสี่วันแรกฝืนมากครับ หัวมันคอยจะวิ่งกลับไปหาเรื่องงานอยู่ตลอด เหมือนร่างกายถามว่าจะทำแบบนี้ไปทำไม

แต่พอผ่านไปสักพัก ผมกลับวิ่งได้นานขึ้น เหนื่อยน้อยลง และหัวโล่งกว่าเดิมเยอะ
เรื่องเล็กแค่นี้ ใช้เวลาเปลี่ยนเป็นอาทิตย์
ผมเลยเข้าใจคนที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงมันยากครับ

เพราะมันยากจริงๆ
แต่ที่มันยาก ไม่ใช่เพราะเราไม่เก่งพอ
มันยากเพราะสมองเราถูกออกแบบมาให้รักษาสิ่งที่คุ้นเคยไว้ ต่อให้สิ่งนั้นไม่ได้ดีกับเราแล้วก็ตาม

ทำงานเรื่องการโค้ชคนมาอีกจำนวนหนึ่ง ผมเห็นอย่างหนึ่งซ้ำๆ
คนส่วนใหญ่ไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงหรอกครับ
เขากลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ระหว่างทาง

กลัวเสียความมั่นคง กลัวเสียหน้า กลัวว่าลองแล้วไม่ได้ผลจะดูไม่ดี

ความกลัวพวกนี้มีเหตุผลทั้งนั้น
ปัญหาคือพอเราคิดอยู่คนเดียว ความกลัวมันมักดังกว่าเสียงอื่นในหัว

นี่คือเหตุผลที่ผมทำงานโค้ชครับ
ไม่ใช่เพราะผมรู้คำตอบแทนใคร

แต่เพราะบางครั้งเราแค่ต้องการใครสักคน ช่วยแยกให้เห็นว่าเสียงไหนคือความกลัว เสียงไหนคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

แล้วค่อยๆ หาก้าวแรกที่เล็กพอจะเริ่มได้
เหมือนการปิดเพลงตอนวิ่งของผม ที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทั้งใบ แต่เปลี่ยนวิธีที่ผมอยู่กับตัวเองไปเลย

ใครที่อยากลองคิดเรื่องนี้ด้วยตัวเองก่อน หนังสือ Full-Time Job to WIN ที่ผมเขียนไว้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ ผมเขียนจากชีวิตจริงของคนทำงาน ที่อยากเติบโตโดยไม่ต้องทิ้งทุกอย่างที่มี

ส่วนใครอยากมีคนคุยด้วย ทักมาคุยกันได้ครับ

แล้วคุณล่ะครับ มีเรื่องไหนที่อยากเปลี่ยนมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มสักที

เวทีไม่ได้สร้างใคร มันแค่เปิดม่านเย็นนี้ผมนั่งรถกลับบ้านครับวันนี้เป็นอีกวันที่เหนื่อยมาก นั่งทำงานติดกันทั้งวัน เรื่องง...
24/09/2026

เวทีไม่ได้สร้างใคร มันแค่เปิดม่าน
เย็นนี้ผมนั่งรถกลับบ้านครับ
วันนี้เป็นอีกวันที่เหนื่อยมาก นั่งทำงานติดกันทั้งวัน เรื่องงานค้างเต็มหัว นั่งพิงเบาะแล้วไม่อยากคิดอะไรต่อแล้ว

ผมเปิดมือถือเลื่อนไปเรื่อย ๆ แล้วเจอคลิปที่คนแชร์กันเต็มฟีด

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่กลางเวทีใหญ่ในอเมริกา ถือกีตาร์ไฟฟ้า

แล้วพิธีกรก็ประกาศชื่อเธอเป็นแชมป์
เนเน่ รอยัล เด็กไทยวัยสิบหกจากภูเก็ต
วินาทีนั้นเธอทรุดตัวลงไปนอนกับพื้นเวที

ผมกดดูซ้ำอยู่หลายรอบครับ

คลิปแค่ไม่กี่นาที แต่ความเหนื่อยทั้งวันของผมเบาลงไปอย่างน่าประหลาด

ผมเลยอยากรู้ว่าเธอผ่านอะไรมา
พออ่านย้อนหลัง ภาพในหัวผมก็ค่อยๆ ชัดขึ้น

เด็กอายุหกเจ็ดขวบ นั่งแกะเพลงจากคลิปในอินเทอร์เน็ต ทีละโน้ต ทีละท่อน กีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกเป็นมือสอง

โตขึ้นมาหน่อยก็ออกไปยืนเล่นเปิดหมวกตามตลาดนัด ตามหาดป่าตอง

ผมนึกภาพตลาดนัดตอนหัวค่ำ ไฟหลอดสีส้ม คนเดินผ่านไปมา ส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดฟัง

แต่เด็กคนนั้นก็ยังเล่นต่อไป

และข้าง ๆ เธอ มีคุณพ่อที่เคยฝันอยากเป็นมือกีตาร์แต่ไม่มีโอกาส ท่านเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ แล้วเอาความฝันที่ตัวเองไปไม่ถึง มาวางเป็นตารางซ้อมให้ลูกทีละวัน

ดูคลิปเนเน่จบ ผมนึกถึงผู้หญิงอีกคนขึ้นมาทันทีครับ

ซูซาน บอยล์

ปี 2009 บนเวทีประกวดความสามารถที่อังกฤษ รายการตระกูลเดียวกัน

ผู้หญิงวัยสี่สิบเจ็ด เดินออกมาในชุดเรียบๆ ผมไม่ได้เซ็ต ท่าทางประหม่า

พอเธอบอกว่าฝันอยากเป็นนักร้องอาชีพ คนดูทั้งฮอลล์หัวเราะ กรรมการมองหน้ากันแบบไม่เชื่อ
แล้วเธอก็เริ่มร้องเพลง I Dreamed a Dream

ไม่ถึงนาที ฮอลล์ที่เคยหัวเราะเงียบกริบ

แล้วทุกคนก็ลุกขึ้นยืนปรบมือ

รู้ไหมครับว่าซูซานไม่ได้แชมป์ปีนั้น เธอได้ที่สอง
แต่วันนี้คนทั้งโลกยังจำเธอได้

นั่งอยู่ในรถ ผมพยายามคิดว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวกันยังไง

คนหนึ่งอายุสิบหก อีกคนสี่สิบเจ็ด
คนหนึ่งเล่นกีตาร์ร็อก อีกคนร้องเพลงละครเวที
คนหนึ่งได้แชมป์ อีกคนไม่ได้

แล้วผมก็นึกออกครับ
ทั้งสองคนไม่ได้กลายเป็นคนเก่งบนเวทีนั้น

เขาเก่งมาก่อนแล้ว
เนเน่เก่งตั้งแต่คืนที่ยืนเล่นในตลาดนัด ซูซานร้องเพลงได้แบบนั้นมาตลอดชีวิต

เวทีไม่ได้สร้างอะไรให้เขาเลย

มันแค่เปิดม่าน ให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว
ผมมองตัวเองในกระจกรถ ชายวัยทำงานที่เพิ่งผ่านวันเหนื่อยๆ มาอีกวัน

ช่วงนี้ผมเขียนหนังสือ โค้ชคน เขียนบทความ สอนหนังสือ ทำคลาสออนไลน์ ลองทำอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ

หลายวันก็รู้สึกเหมือนยืนเล่นอยู่ในตลาดนัด ไม่แน่ใจว่ามีใครฟังอยู่หรือเปล่า

แล้วก็เป็นวัยที่หลายคนคงคิดว่าช้าไปแล้วสำหรับการเริ่มอะไรใหม่

แต่ซูซานเริ่มถูกมองเห็นตอนสี่สิบเจ็ด
และเนเน่ก็ต้องใช้เกือบสิบปี กว่าจะมีคนหยุดฟัง

สองคนนี้บอกผมเหมือนกันครับ

ว่าไม่มีคำว่าเร็วไปหรือช้าไป
มีแค่ว่าวันนี้เรายังเล่นอยู่หรือเปล่า

รถจอดพอดี ผมเก็บมือถือลงกระเป๋า

ความเหนื่อยยังอยู่ครับ แต่มันเบากว่าตอนขึ้นรถเยอะ

ขอบคุณเนเน่ที่ทำให้เย็นวันธรรมดาของผมมีพลังขึ้นมา

ขอบคุณซูซานที่เตือนว่าคนหัวเราะใส่ความฝันเรา ไม่ได้แปลว่าความฝันนั้นผิด

และขอบคุณทุกคนที่ยังเล่นต่ออยู่ในตลาดนัดของตัวเอง แม้ยังไม่มีใครหยุดฟัง

ม่านของคุณยังไม่เปิดเท่านั้นเองครับ

แล้วคุณล่ะครับ ตอนนี้มีอะไรที่คุณยังเล่นต่ออยู่ ในวันที่ยังไม่มีใครปรบมือให้บ้าง

ทางกว้างแค่ไหน เราก็เดินเลนเดิมเช้านี้ผมเดินบน skywalk ไปทำงานครับทางกว้างมาก กว้างพอให้คนเดินขนานกันได้สักสามสี่คนแต่พอ...
22/09/2026

ทางกว้างแค่ไหน เราก็เดินเลนเดิม
เช้านี้ผมเดินบน skywalk ไปทำงานครับ
ทางกว้างมาก กว้างพอให้คนเดินขนานกันได้สักสามสี่คน

แต่พอมองไปข้างหน้า คนที่เดินอยู่ทั้งหมดกลับเดินชิดซ้ายเหมือนกันหมด รวมทั้งผมด้วย

ทางว่างอยู่ตรงกลางทั้งเส้น ไม่มีใครเดินเลย

ผมเลยลองเดินออกมากลางทางดูครับ

รู้สึกแปลกๆ อยู่สองสามก้าวแรก เหมือนทำอะไรผิดที่ผิดทาง

ทั้งที่ไม่มีป้ายไหนบอกว่าห้ามเดิน

พอเดินต่อไปสักพักก็นึกขึ้นได้ว่า ชีวิตเราก็เป็นแบบนี้อยู่หลายเรื่อง

เราเดินเลนเดิมเพราะเมื่อวานเดินเลนนี้

เลือกทางเดิมเพราะปีที่แล้วก็เลือกทางนี้

ทำแบบเดิมเพราะที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้มาตลอด

ไม่ได้มีใครบังคับครับ ไม่มีกฎข้อไหนเขียนไว้

แค่เคยชิน

และความเคยชินมันเงียบมาก มันไม่เคยบอกเราว่ากำลังจำกัดอะไรเราอยู่

น่าสนใจอีกอย่างคือ คนที่เดินสวนมาก็เดินชิดข้างเหมือนกัน

ทั้งที่เราสองฝ่ายมีพื้นที่เหลือเฟือระหว่างกัน

เราแค่ต่างคนต่างคิดว่าต้องอยู่ตรงนี้

ในที่ทำงานก็เหมือนกันครับ

หลายครั้งเราไม่กล้าเสนอไอเดียใหม่ ไม่ใช่เพราะมีใครห้าม

แต่เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน

หลายคนไม่กล้าขอย้ายทีม ไม่กล้าบอกว่าอยากลองงานอีกแบบ ไม่กล้าเริ่มอะไรนอกเวลางาน

ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้

แต่เพราะเลนที่เราเดินอยู่มันคุ้นเคยจนรู้สึกว่านั่นคือทางเดียวที่มี

วันนี้ผมไม่ได้จะบอกว่าให้ออกจากเลนเดิมทุกเรื่องนะครับ

บางเลนเราเดินเพราะมันเหมาะกับเราจริงๆ

แต่บางเลน เราเดินเพราะไม่เคยลองถามตัวเองว่ายังจำเป็นต้องเดินตรงนี้อยู่ไหม

สองอย่างนี้ต่างกันมากเลย

ทางข้างหน้ามันกว้างกว่าที่เราคิดเสมอครับ

เราแค่ต้องมองขึ้นมาจากพื้นบ้าง

แล้วคุณล่ะครับ มีเรื่องไหนในชีวิตที่คุณทำแบบเดิมมานาน จนลืมถามไปแล้วว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น

คำถามที่ไม่มีใครถามเราเลยเมื่อวานผมนั่งรอลิฟต์ที่ออฟฟิศครับมีน้องสองคนยืนคุยกันอยู่ข้างๆ คนหนึ่งบ่นว่าปีนี้เหนื่อยมาก อี...
21/09/2026

คำถามที่ไม่มีใครถามเราเลย
เมื่อวานผมนั่งรอลิฟต์ที่ออฟฟิศครับ

มีน้องสองคนยืนคุยกันอยู่ข้างๆ คนหนึ่งบ่นว่าปีนี้เหนื่อยมาก อีกคนตอบว่าเหมือนกัน แล้วก็หัวเราะกันแห้งๆ

ลิฟต์มา ทั้งคู่ก็เดินเข้าไป เงียบไปจนถึงชั้นที่ลง

ผมยืนดูแล้วนึกขึ้นมาว่า บทสนทนาแบบนี้เราได้ยินกันทุกวัน

แต่แทบไม่มีใครถามต่อว่า เหนื่อยเรื่องอะไร แล้วอยากให้มันเป็นยังไง

ที่ทำงานเราถูกถามว่างานถึงไหนแล้ว ตัวเลขเป็นยังไง ส่งทันไหม

แต่คำถามว่าเราอยากเป็นใคร เราเก่งเรื่องอะไรจริงๆ อีกห้าปีอยากให้ชีวิตหน้าตาแบบไหน

คำถามพวกนี้ไม่มีในตารางประชุมครับ
แล้วหลายคนก็เดินมาถึงกลางทางของชีวิตการทำงาน
ทำได้ดีหลายอย่าง แต่พอถามว่าชอบอะไร กลับตอบไม่ได้

ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้นครับ

ตอนที่ยังไม่มีใครเคยถามผมแบบนี้ ผมก็ทำงานไปวันๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน

วันที่มีคนถามผมจริงๆ ผมตอบไม่ได้ทันที นั่งเงียบไปพักใหญ่

แต่ความเงียบวันนั้นแหละครับที่เปลี่ยนอะไรหลายอย่าง

ทุกวันนี้ผมเลยทำหน้าที่ถามคำถามนั้นให้คนอื่นบ้าง

ไม่ใช่เพื่อบอกว่าเขาควรทำอะไร

แต่เพื่อสร้างพื้นที่เงียบพอ ให้เขาได้ยินคำตอบของตัวเองสักที

และสิ่งที่ผมเห็นคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกไปทำตามฝันหรอกครับ

หลายคนกลับไปทำงานเดิม แต่ทำด้วยความเข้าใจตัวเองที่ต่างไป

รู้ว่าตัวเองเก่งตรงไหน รู้ว่าควรสู้เรื่องอะไร รู้ว่าอะไรที่ไม่ต้องฝืนอีกแล้ว

เท่านี้ก็เปลี่ยนเช้าวันจันทร์ของเขาไปแล้ว

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากมีใครสักคนถามคำถามนั้นกับตัวเองบ้าง

ทักมาคุยกันได้ครับ ยังไม่ต้องตัดสินใจอะไร คุยก่อนได้

แล้วคุณล่ะครับ ครั้งสุดท้ายที่มีคนถามคุณว่าอยากให้ชีวิตการทำงานเป็นแบบไหน คือเมื่อไหร่

เช้าวันจันทร์ที่ฝนตก... กับ “จิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ” ในชีวิตคุณ  ตื่นมาเช้านี้ในกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลายคนมองออกไปนอกหน้าต่าง เ...
21/09/2026

เช้าวันจันทร์ที่ฝนตก... กับ “จิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ” ในชีวิตคุณ ตื่นมาเช้านี้ในกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลายคนมองออกไปนอกหน้าต่าง เจอสายฝนพรำ รถติด และบรรยากาศที่อยากจะซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มมากกว่าการออกไปเผชิญหน้ากับความจริง

ความรู้สึก “เอาไว้ก่อน” หรือ “ยังไม่พร้อม” มันมักจะทำงานได้ดีเป็นพิเศษในเช้าแบบนี้

เคยถามตัวเองไหมครับ... ทำไมเวลาเราจะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง เราถึงรู้สึกว่า “มันต้องสมบูรณ์แบบก่อน” หรือ “ต้องทำเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้นถึงจะนับว่าสำเร็จ”?

หลายครั้งที่เราติดหล่มอยู่กับความคิดที่ว่า

"เรายังดีไม่พอ"

"กลัวทำตามแผนไม่ได้ กลัวผิดพลาด"

"ความสำเร็จมันต้องยิ่งใหญ่ และต้องใช้เวลานาน"

ความเชื่อเหล่านี้ล่ะครับที่ทำให้เราเหนื่อยฟรี ตั้งมาตรฐานไว้สูงลิ่วจนไม่กล้าแม้แต่จะเริ่มก้าวแรก แล้วก็จบลงด้วยคำว่า "เอาไว้ก่อน"

ลองปรับมุมมองใหม่ (Reframe) ในเช้าวันจันทร์นี้ดูครับ

ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ปลายทาง
แต่มันคือ "การวางจิ๊กซอว์ทีละชิ้น" ระหว่างทาง แค่วันนี้คุณตื่นมา ล้างหน้า ออกไปทำงาน หรือทำสิ่งเล็ก ๆ ใน To-Do List ได้สำเร็จ นั่นก็นับเป็น 1 ความสำเร็จแล้ว

ไม่จำเป็นต้องมีแผนเป๊ะ 100% ถึงจะเริ่มได้
ชีวิตจริงไม่เหมือนในตำรา หนังสือเล่มแรกที่ขายดี หรือโครงการดีๆ หลายอย่างในโลก เกิดขึ้นจากการ "ทำทีละ Step" โดยไม่มีแผนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

คุณมีดีพออยู่แล้วในตอนนี้
อย่ารอให้โลกหรือใครมาประทับตราว่าคุณเก่งแค่ไหน หันกลับมามองสิ่งที่คุณมีวันนี้ หน้าที่การงาน บทบาทการเป็นพ่อแม่/ลูกที่ดี หรือแม้แต่ความตั้งใจที่คุณอยากพัฒนาตัวเอง ทั้งหมดนี้คือหลักฐานยืนยันว่า "คุณคู่ควรกับความสำเร็จแล้ว"

เช้าวันจันทร์ที่ฝนตกและรถติด อาจจะดูเหนื่อยหน่อย
แต่อย่าปล่อยให้มันหยุดยั้งการเติบโตของคุณ

วันนี้... ไม่ต้องตั้งเป้าจะเปลี่ยนโลกหรอกครับ
แค่มองหา "จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ 1 ชิ้น"

แล้วลงมือทำมันอย่างมีความสุขก็พอ

ขอให้เป็นสัปดาห์ที่ใจฟู และได้วางจิ๊กซอว์สวยๆ เพิ่มขึ้นอีกชิ้นนะครับ!

กลับมาอ่านเรื่องจุดแข็งที่ตัวเองเคยเขียนผมเคยเขียนบทความเรื่อง “จุดแข็งกับองค์กรแห่งอนาคต” เอาไว้ ใจความสำคัญคือ คนในองค...
20/09/2026

กลับมาอ่านเรื่องจุดแข็งที่ตัวเองเคยเขียน
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “จุดแข็งกับองค์กรแห่งอนาคต” เอาไว้ ใจความสำคัญคือ คนในองค์กรแตกต่างกัน และองค์กรควรเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ใช้สิ่งที่ตัวเองถนัด

วันนี้เมื่อกลับมาอ่าน ผมอยากนำแนวคิดนั้น
มาทบทวนตัวเองด้วยครับ

ในภาพประกอบบทความ ผมเขียนไว้สามคำว่า ค้นหา เห็นคุณค่า และฝึกฝน อ่านแล้วดูเป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่พอนำมาใช้กับชีวิตจริง ก็มีรายละเอียดให้เรียนรู้อีกมาก

อย่างแรกคือการค้นหา เราต้องเริ่มสังเกตว่า ตัวเองคิด รู้สึก และลงมือทำเรื่องต่าง ๆ อย่างไร

สำหรับผม หนึ่งในลักษณะที่เห็นชัดคือ ความรับผิดชอบ เมื่อรับปากแล้ว ผมจะรู้สึกผูกพันกับสิ่งนั้น อยากทำให้เสร็จและไม่อยากให้คนที่ไว้วางใจต้องผิดหวัง

ผมมี การใฝ่เรียนรู้ ชอบศึกษาเรื่องใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่นำมาใช้กับงานได้ มี การมองอนาคต ซึ่งทำให้ชอบคิดถึงความเป็นไปได้ข้างหน้า และมี การลงมือทำ ที่มักทำให้รู้สึกว่า ถ้าน่าสนใจก็ลองเริ่มสักนิดน่าจะดี

ส่วน ความกล้านำและตัดสินใจ เป็นอีกด้านที่ผมต้องเรียนรู้ว่าจะใช้อย่างไรให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องพูดให้ชัดในเรื่องที่พูดยาก

แต่รู้ชื่อเหล่านี้แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ดีทุกครั้งครับ

จึงมาถึงขั้นที่สอง คือการเห็นคุณค่า ผมต้องมองให้ออกว่าลักษณะเหล่านี้ช่วยงานและช่วยคนอื่นอย่างไร เช่น ความรับผิดชอบช่วยสร้างความไว้วางใจ การใฝ่เรียนรู้ช่วยให้ผมนำความรู้ใหม่มาแบ่งปัน ส่วนการมองอนาคตช่วยให้ผมคิดเชื่อมโยงงานวันนี้กับสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นต่อไป

ขณะเดียวกันก็ต้องเห็นผลที่ตามมาด้วย ถ้ารับผิดชอบจนรับทุกเรื่อง ผมอาจทำไม่ไหว ถ้าอยากเริ่มเร็วโดยยังคุยกันไม่ชัด เพื่อนร่วมทีมอาจต้องตามแก้รายละเอียดภายหลัง

ขั้นที่สาม คือการฝึกฝน จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในงานธรรมดาทุกวัน

ฝึกรับปากให้ชัดทั้งขอบเขตและเวลา ฝึกนำสิ่งที่เรียนรู้มาทดลองกับงานจริง ฝึกอธิบายภาพอนาคตให้เป็นขั้นตอนที่คนอื่นทำตามได้ และฝึกฟังให้ครบก่อนตัดสินใจ

สำหรับผม นี่คือการค่อย ๆ พัฒนาพรสวรรค์ให้เป็นจุดแข็งที่ใช้สร้างผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อมองตัวเองแบบนี้ ผมก็เข้าใจคนในทีมมากขึ้น คนที่ขอเวลาคิดอาจช่วยตรวจสิ่งที่ผมรีบมองข้าม คนที่ชอบรายละเอียดอาจช่วยให้แนวคิดเริ่มใช้งานได้จริง คนที่รับฟังเก่งอาจช่วยให้ทีมได้ยินเรื่องที่ยังไม่มีใครกล้าพูด

การพัฒนาด้วยจุดแข็งจึงต้องมีทั้งพื้นที่ให้ใช้ความถนัดและโอกาสฝึกสิ่งที่ยังจำเป็นต่องาน เราอาจเริ่มจากคุยกันว่า งานแบบไหนที่แต่ละคนทำได้ดี อยากพัฒนาอะไร และต้องการความช่วยเหลือตรงไหน แล้วลองปรับการแบ่งงานสักเรื่อง

กลับมาอ่านบทความเก่าวันนี้ ผมยังเชื่อในแนวคิดเดิมครับ แต่เห็นชัดขึ้นว่า การรู้จักจุดแข็งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรานำมันไปใช้ และยอมรับด้วยว่าเราต้องอาศัยความสามารถของคนอื่น

สัปดาห์นี้ เราจะเปิดโอกาสให้ตัวเองหรือคนในทีมได้ใช้สิ่งที่ถนัดกับงานชิ้นไหนบ้างครับ?

#โค้ชต้น
#จุดแข็ง
#พัฒนาทีม
#งานประจำทำแล้วมีความสุข

ที่อยู่

Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Inspired by Coach Ton โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์