Bonus Achiraya

Bonus Achiraya

แชร์

IG:achryv 🦄🌈
For work: 094-516-4691 (คุณเอ็มมี่)

30/05/2026

จบฤดูกาลไปแปปเดียว Here We Go แล้ว 2 พลังแซร์บี้ชัดๆๆๆ

30/05/2026

ไก่ย่างที่อร่อยที่สุดในประเทศไทย อยู่หาดไร่เลย์ ใครอยากกินต้องไปกระบี่นู่นนนนน

Photos from Bonus Achiraya's post 29/05/2026

หมาพาหมามาดูหมา 🐶🤩

27/05/2026

ใครไปงานวิ่ง ก้าวท้าใจ10k บ้างค้าาาา ใครไปเจอกันนะๆๆ🥰🥰

#ก้าวท้าใจ10K
#ก้าวท้าใจ10KThailandChampionship2026PresentedbyLG

Photos from Bonus Achiraya's post 27/05/2026

กินๆๆๆๆๆ 🤤🍣🧋

27/05/2026

คิดถึงพี่ซอน🥹

💬ซน ฮึง-มิน พูดถึง เกมสุดท้ายของสเปอร์สในฤดูกาล 2025/26 และความสัมพันธ์ของเขากับทัพนักเตะไก่เดือยทอง

“ตอนที่นั่งดูเกมการแข่งขัน ผมรู้สึกกังวลและตื่นเต้นเหมือนตัวเองลงไปวิ่งเล่นอยู่บนสนามด้วยเลยครับ พอเอฟเวอร์ตันได้บอลทีไร ตัวผมเริ่มสั่นไปหมดเลย”

”มันเป็นทีมที่ผมมีความผูกพันและรักมาก ๆ การนั่งดูสเปอร์สตลอดทั้งฤดูกาลนี้มันเป็นอะไรที่บีบหัวใจและยากลำบากเหลือเกิน บ่อยครั้งที่ผมแอบคิดกับตัวเองว่า 'เราย้ายออกมาเร็วเกินไปหรือเปล่านะ?' ผมหวังว่าพวกเขาจะสามารถมอบฤดูกาลที่ดีกว่านี้และน่าประทับใจกว่านี้ให้กับแฟนบอลในปีหน้าได้นะ"

“พวกเขายังคงเป็นเพื่อนสนิทของผม และเรายังติดต่อพูดคุยกันอยู่เป็นประจำครับ จนถึงตอนนี้ เวลาที่สถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มยากลำบาก นักเตะบางคนยังโทรมาหาผมแล้วถามเลยว่า 'พวกเราควรทำยังไงกันดี?‘“

”กว่าที่ผมจะซ้อมเสร็จและกลับถึงบ้าน เวลาที่อังกฤษก็มักจะเป็นช่วงเย็นพอดี เราเลยได้คุยกันเวลานั้นครับ“

”ต้องขอบคุณพวกเขาเลยครับที่ทำให้ผมได้สัมผัสประสบการณ์การคว้าแชมป์ยูโรปาลีกเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาเป็นเพื่อนที่มอบความทรงจำดี ๆ ให้กับผมมากมาย ผมเลยมีความสุขมากจริง ๆ กับผลลัพธ์ในครั้งนี้"

26/05/2026

โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ฮีโร่ผู้เซฟ สเปอร์ส จากความอัปยศขั้นสุด... ซีซันหายนะแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก...

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในเกมนัดปิดฤดูกาลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ สนาม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม คือบรรยากาศมันช่างคล้ายกับช่วงเวลานี้ของปีที่แล้วอย่างน่าประหลาด

ไม่มีขบวนรถบัสเปิดประทุนแห่ฉลองแชมป์ แต่หลังบ่ายสองโมงเล็กน้อย แฟนบอลไก่เดือยทองหลายพันคนพากันปีนเสาไฟและป้ายรถเมล์ พร้อมจุดพลุควันสีน้ำเงิน-ขาว เด็กๆ ขี่คอพ่อตัวเอง ทุกคนต่างกระหายที่จะมอบการต้อนรับที่อบอุ่นและสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่มีถ้วยรางวัลมาตั้งโชว์กลางสนามตอนจบเกม แต่แฟนบอลสเปอร์สทุกคนยังคงปักหลักอยู่บนอัฒจันทร์เพื่อส่งเสียงเชียร์และร้องเพลงหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว ทั้งผู้จัดการทีม สตาฟฟ์ และนักเตะต่างซาบซึ้งจนน้ำตาซึมกับความสำเร็จครั้งนี้ รวมถึงความรักที่ส่งมาจากแฟนบอลบนอัฒจันทร์

นับตั้งแต่สนามแห่งนี้เปิดใช้งานในปี 2019 มีไม่กี่ครั้งหรอกที่จะเห็นบรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข พลังบวก และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้มากขนาดนี้ แฟนบอลพร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์ดังที่สุดให้กับผู้จัดการทีมอย่าง โรเบอร์โต เด แซร์บี ซึ่งยืนอยู่หน้าอัฒจันทร์ฝั่งใต้ (South Stand) ท่ามกลางทะเลสีขาวและเกลียวคลื่นแห่งความรักที่ซัดสาดเข้าหา จนเขาเองก็เกือบจะเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ตอนนี้เขาคือภาพลักษณ์ด้านบวกของสโมสร และเป็นชายที่ทีมจะขาดไม่ได้เลยในการวางแผนสำหรับฤดูกาลหน้า

เพราะทุกคนที่นี่ต่างรู้ดีว่า เด แซร์บี้ คือคนที่เซฟ สเปอร์ส ให้รอดพ้นจากการตกชั้น การเก็บได้ถึง 11 คะแนนจาก 6 นัดหลังสุด ท่ามกลางปัญหาเรื่องความมั่นใจและอาการบาดเจ็บของนักเตะ มันไม่ใช่แค่งานธรรมดา แต่มันคือ "ชัยชนะอันยิ่งใหญ่" ในฐานะผู้จัดการทีม เขาคือคนที่หลอมรวมสโมสรแห่งนี้ให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ด้วยพลังแห่งบุคลิกภาพ แนวคิด และการมองโลกในแง่ดีแบบสุดโต่งในยามที่สถานการณ์มืดมนที่สุด และเขายังทำให้ทุกคนในสโมสรกลับมารวมใจและมองไปข้างหน้าได้เป็นครั้งแรกในรอบปี ซึ่งเจ้าตัวยอมรับในคืนวันอาทิตย์ว่า นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพคุมทีมของเขาแล้ว

พูดกันตามตรง พลังแห่งความโล่งอกของคนที่นี่แรงกล้าจนแทบจะเอาไปเปิดไฟสปอตไลต์ในสนามสำหรับฤดูกาลหน้าได้เลย วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของสโมสรถูกปัดเป่าไปได้ เพราะหลายเดือนก่อนหน้านี้ ใครที่เกี่ยวข้องกับสเปอร์สต่างต้องสะดุ้งตื่นมากลางดึกเพราะหวาดผวาเรื่องการตกชั้น คิดไปถึงความเสียหายทางการเงิน สตาร์ดังย้ายทีม หรือการต้องเดินทางไปเยือน ลินคอล์น, เปรสตัน และ เร็กซ์แฮม ในฤดูกาลหน้า แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ "ความอัปยศอดสู" หากต้องตกชั้นจริงๆ ตอนที่ เด แซร์บี ออกมาเตือนเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า "ศักดิ์ศรี" ของสโมสรกำลังตกอยู่ในอันตราย นั่นคือการเตือนสติให้เห็นว่าเดิมพันครั้งนี้สูงแค่ไหน และมันจะน่าอายเพียงใดถ้าสโมสรระดับนี้ต้องตื่นมาเจอตัวเองอยู่ในลีกรอง

ปีที่แล้วสเปอร์สเพิ่งคว้าแชมป์ยูโรปาลีก ก่อนหน้านั้นจบอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีก พวกเขามี แฮร์รี เคน อยู่กับทีมจนถึงปี 2023 จบอันดับ 4 ในฤดูกาล 2021-22 และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปี 2019 ยิ่งไปกว่านั้น รายงานของยูฟ่าที่เปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า สเปอร์สมีรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 5 ในอังกฤษ และอันดับ 9 ของยุโรป แถมยังเล่นในสนามแห่งใหม่ที่ดีที่สุดในยุโรป ดังนั้น หากท็อตแนมต้องตกชั้น มันจะเป็นรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ในอาชีพของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ความกลัวนั้นผ่านพ้นไปแล้ว สเปอร์สจะได้เล่นในพรีเมียร์ลีกต่อไปในฤดูกาลหน้า สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นของตายมาตลอดชั่วอายุคน ทั้งศึกนอร์ทลอนดอนดาร์บี, โอกาสไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป หรือการได้ไฮไลต์ในรายการ Match of the Day จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งในฤดูกาล 2026-27 ของพวกเขา ส่วนความกังวลเรื่องผลกระทบด้านรายได้จากการถ่ายทอดสด ค่าตั๋ว และสปอนเซอร์ ก็สามารถพับเก็บไปได้ก่อน

แต่ห้ามปฏิเสธความจริงข้อนี้เด็ดขาด: นี่คือฤดูกาลที่หายนะอย่างแท้จริงสำหรับสเปอร์ส

การต้องมาลุ้นหนีตกชั้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมคือสถานการณ์ที่ย่ำแย่ การต้องมานั่งยืมจมูก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้แพ้ 3 จาก 4 นัดหลังสุดเพื่อที่ตัวเองจะได้รอดตาย เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าสิ้นดี การแพ้ถึง 17 นัดในลีกสองฤดูกาลติดต่อกัน ถือเป็นการตบหน้าศักยภาพและประเพณีอันยิ่งใหญ่ของสโมสร การเล่นในสนามระดับนี้ เก็บค่าตั๋วแพงขนาดนี้ แต่ชนะเกมเหย้าในลีกได้แค่ 3 นัด มันตลกร้ายชัดๆ

เพราะนี่คือฤดูกาลที่ความล้มเหลวจากการบริหารงานที่ผิดพลาดสะสมมาหลายปีตามมาเช็กบิลสเปอร์ส เป็นฤดูกาลที่กลุ่มเจ้าของทีมรื้อระบบการบริหารจนพังพินาศแล้วต้องมานั่งตามล้างตามเช็ดอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นฤดูกาลที่ทุกภาคส่วนของสโมสร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ, บอร์ดบริหาร, ผู้จัดการทีม, นักเตะ และแฟนบอล ต่างหันหลังให้กันในบางช่วงเวลา และเป็นฤดูกาลที่สโมสรขาดผู้นำที่มีพลังบวกจนกระทั่งการมาถึงของ เด แซร์บี ในช่วงปลายเดือนมีนาคม มันคือฤดูกาลที่สโมสรดูเหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่บ่อยครั้ง

ความย้อนแย้งของภาพความสุขในตอนท้ายวันอาทิตย์ก็คือ จริงๆ แล้วฤดูกาลนี้ควรจะเป็นฤดูกาลที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

แม้ว่าสเปอร์สจะคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้ในฤดูกาลก่อน แต่โจทย์ใหญ่ของช่วงซัมเมอร์คือการผลัดใบ สโมสรเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้ทีมต้องจบอันดับ 17 เหมือนเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว (ใครจะไปคิดว่าการจบอันดับเดิมในเดือนพฤษภาคมปีนี้ จะกลายเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งฉลองกันใหญ่โตขนาดนี้?) แอนจ์ ปอสเตโคกลู ถูกปลดออกไป และแทนที่ด้วย โธมัส แฟรงค์ จากเบรนท์ฟอร์ด โค้ชที่ถูกมองว่ามีความเน้นผลลัพธ์และความยืดหยุ่น ซึ่งน่าจะเป็นยาถอนพิษชั้นดีให้กับปรัชญาเกมรุกที่เปราะบางของคนก่อน

ตรรกะในตอนนั้นคือ การตั้งเฮดโค้ชที่เน้นความปลอดภัยไว้ก่อนจะช่วยให้สเปอร์สมีเกมรับที่เหนียวแน่นและแพ้ยาก เหมือนอย่างที่แฟรงค์เคยทำไว้กับเบรนท์ฟอร์ด แต่ปัญหาก็คือ การหันหลังให้ฟุตบอลเกมรุกของปอสเตโคกลู ซึ่งเป็นแนวทางที่นักเตะทุกคนเชื่อมั่น เท่ากับเป็นการทำลายตัวตนที่ยึดเหนี่ยวสโมสรแห่งนี้เอาไว้ และนั่นกลายเป็นการเลือกผู้จัดการทีมที่แย่ที่สุดและเป็นครั้งสุดท้ายของ แดเนียล เลวี

นอกสนามก็มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงยิ่งกว่า

ตระกูลลูอิส (ผู้ถือหุ้นใหญ่) รู้ดีว่าผลงานของสเปอร์สในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาค่อนข้างน่าผิดหวังทั้งในและนอกสนาม พวกเขาจึงจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารอย่าง Gibb River เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานในช่วงต้นปี 2025 นำไปสู่การแต่งตั้ง CEO คนแรกนับตั้งแต่ ENIC (กลุ่มลงทุนที่ตระกูลลูอิสถือหุ้นอยู่ 70%) เข้ามาควบคุมสโมสรในปี 2001 ชายคนนั้นคือ วินัย เวนเกตชัม เขาเข้ามาในช่วงต้นซัมเมอร์ด้วยความหวังว่าจะนำความโปร่งใส ความหวัง และพลังบวกมาสู่ทีม

ช่วงแรกทุกอย่างดูสามัคคีกันดี เลวี และ เวนเกตชัม ร่วมกันอัดคลิปวิดีโอลงช่องยูทูบของสโมสร ซึ่ง CEO คนใหม่บอกว่าเขาและประธานสโมสรทำงาน "ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋" เวนเกตชัม และ แฟรงค์ เองก็พูดภาษาเดียวกัน ทั้งคู่คุยกันเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและการสื่อสาร อารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะถูกแทนที่ด้วยความอดทนและทำตามกระบวนการ ดูเหมือนว่า เวนเกตชัม, แฟรงค์ และผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคอย่าง โยฮัน ลันเก จะเป็นคนประเภทเดียวกัน คนในสโมสรต่างบอกว่าทั้งสามคนคือหนึ่งในกลุ่มคน ไนซ์ (Nice) ที่สุดในวงการฟุตบอล

แต่การเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สเปอร์สมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เบรนท์ฟอร์ดอาจจะเป็นสโมสรที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ทุกคนในตึกเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่นักเตะสเปอร์สที่แฟรงค์เข้ามาเจอนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทีมนี้เต็มไปด้วยแข้งอีโก้สูง นักเตะบางคนคิดว่าถ้าพวกเขาระเบิดฟอร์มในสนามได้ พฤติกรรมเหลวแหลกในการซ้อมก็ควรได้รับการยกเว้น ปัญหาเรื่องวินัยและการมาสายกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง และหากแฟรงค์ต้องการประสบความสำเร็จ เขาต้องทำให้นักเตะยอมรับในมาตรฐานของเขาให้ได้ ซึ่งผลลัพธ์คือเขาเหลวแหลกในการทำสิ่งนั้น

อีกปัญหาหนึ่งคือ คุณภาพของขุมกำลังมันไม่ได้ดีขนาดนั้น เคนย้ายออกไปหลังจบฤดูกาล 2022-23 ส่วน ซน ฮึง-มิน ก็โบกมือลาไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว สเปอร์สไม่เหลือผู้เล่นระดับโลกเลย ทีมแย่ลงจากการขาดการลงทุนมานานหลายปี ไม่มีสโมสรใดในลีกอาชีพ 4 ดิวิชันบนของอังกฤษที่จ่ายค่าจ้างนักเตะเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับรายได้เท่ากับสเปอร์สอีกแล้ว โดยฤดูกาลก่อนคิดเป็นแค่ 45 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จริงอยู่ว่าพวกเขาเริ่มทุ่มเงินค่าตัวมากขึ้น แต่กลับได้ผลตอบแทนน้อยมาก ยิ่งการผ่าตัดเข่าของ เดยัน คูลูเซฟสกี ในเดือนพฤษภาคม และ เจมส์ แมดดิสัน ในเดือนสิงหาคม ยิ่งทำให้แนวรุกขาดแคลนคุณภาพเข้าไปใหญ่ ความกดดันในการเซ็นสัญญาคว้าบิ๊กเนมจึงมหาศาล

เลวีพยายามผลักดันเพื่อคว้าตัว อองตวน เซเมนโย, มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ และ เอเบเรชี เอเซ่ แต่ก็เหลวหมด สเปอร์สถูกบังคับให้มองหาตัวเลือกสำรองลำดับท้ายๆ พวกเขาซื้อ โมฮัมเหม็ด คูดุส จากเวสต์แฮม และ ซาวี ซิมอนส์ จากแอร์เบ ไลป์ซิก รวมถึงยืมตัว ชูเอา ปาลินญา จากบาเยิร์น มิวนิก

เป้าหมายของเสียงวิจารณ์ไม่ได้ตกไปที่ เวนเกตชัม หรือ ลันเก้ แต่พุ่งตรงไปที่ เลวี เขาถูกแฟนบอลรุมประณาม โดยเฉพาะความล้มเหลวในการคว้าตัว เอเซ่ ที่สุดท้ายย้ายไปอยู่กับอริร่วมเมืองอย่าง อาร์เซนอล แทน

เลวีต้องดิ้นรนอย่างหนักในช่วงท้ายตลาดเพื่อยกระดับทีม จนกระทั่งได้ตัว ร็องดาล โคโล มูอานี มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว แต่ไม่มีใครคาดคิดถึงข่าวช็อกโลกที่จะตามมาในอีกไม่กี่วันต่อมาในวันที่ 4 กันยายน และตัวเลวีเองก็คงไม่คิดเช่นกัน

หากไม่ใช่เพราะชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เมืองบิลเบา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสเปอร์สในปี 2025 คงเกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อ 8 เดือนก่อน

นั่นคือวันที่ เลวี บริหารท็อตแนมมาเกือบ 25 ปีราวกับเป็นเจ้าของเอง และสร้างสโมสรจนเป็นอย่างทุกวันนี้ ได้รับแจ้งว่า "เวลาของเขาหมดลงแล้ว" เขาถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลุดจากบอร์ดบริหาร กลายเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ในพื้นที่ของสโมสร และทรัพย์สินส่วนตัวของเขาถูกจัดฉากใส่รถตู้ส่งกลับไปให้ที่บ้าน

มันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายว่านี่คือการหักดิบที่กะทันหันขนาดไหน แม้ว่าตระกูลลูอิสจะพิจารณาเรื่องนี้มาตลอดปีที่แล้วก็ตาม นี่คือการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาเข้ามาเป็นเจ้าของสเปอร์ส และส่งผลกระทบที่รุนแรงที่สุด

ตลอดระยะเวลา 24 ปีในตำแหน่งประธานสโมสร เลวีสะสมอำนาจไว้มากมายจนคนในมักพูดกันว่า สโมสรนี้บริหารงานเหมือนธุรกิจที่มีเจ้าของดูแลเอง หรือเหมือนบริษัทครอบครัว เลวีเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทุกรายละเอียด ตั้งแต่การจ้างโค้ช, การเซ็นสัญญานักเตะ, เรื่องการเงินและหนี้สิน ไปจนถึงรายละเอียดการออกแบบสนาม เขาเป็นคนที่มีอำนาจล้นมือมากกว่าใครๆ ในพรีเมียร์ลีก กลยุทธ์, ตัวตน, วัฒนธรรม และการบริหารของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนวิ่งเข้าหาเลวีทั้งสิ้น ตระกูลลูอิสเคยปล่อยปละละเลยให้เขาจัดการไป แต่วันนี้ความรับผิดชอบทั้งหมดตกมาอยู่ที่พวกเขาแล้ว

ตระกูลลูอิสหวังว่าการเอาเลวีออกจะช่วยนำสโมสรเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยโครงสร้างการบริหารที่ทันสมัย โครงสร้างแบบรวมศูนย์อำนาจถูกยกเลิก และเปลี่ยนมาเป็นการกระจายอำนาจ พวกเขาหวังว่าหลังจากขาดทุนและหลงทิศหลงทางในสนามมาหลายปี นี่จะเป็นวิธีที่จะทำให้ทีมกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง

แต่มันคือความเสี่ยงที่มหาศาล เลวีมีอิทธิพลและเป็นส่วนสำคัญของสเปอร์สมากเกินไป การตัดเขาออกไปเท่ากับทำให้ระบบทั้งหมดสั่นคลอน แม้เขาจะตัดสินใจผิดพลาด มีจุดบอด หรือก้าวพลาดไปบ้างตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังเป็น "กาว" ที่เชื่อมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่ไม่มีเลวี ก็เหมือนกับสโมสรฟุตบอลแห่งใหม่ เวนเกตชัมอัดคลิปวิดีโอที่สนามซ้อมหลังการปลดเลวี โดยบอกกับโลกว่า "ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ" แต่ความจริงมันต่างกันลิบลับ สโมสรในยุคหลังเลวีต้องจัดระเบียบใหม่เกือบทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ เหมือนอย่างที่เวนเกตชัมมักพูดเป็นการส่วนตัวว่า มันเหมือนกับการซ่อมเครื่องบินในขณะที่เครื่องกำลังบินอยู่กลางอากาศ

เวนเกตชัมกลายเป็นศูนย์กลางของโปรเจกต์ยกเครื่องครั้งนี้ ในฐานะ CEO เขาไม่ได้อยู่ใต้โอวาทของเลวีอีกต่อไป แต่ต้องรายงานตรงต่อประธานสโมสรคนใหม่ฝ่ายบริหารอย่าง ปีเตอร์ ชาร์ริงตัน อดีตนายธนาคารผู้เจนโลก ซึ่งเข้ามานั่งในบอร์ดตั้งแต่เดือนมีนาคมในฐานะตัวแทนของตระกูลลูอิส ชาร์ริงตันเป็นประธานในการประชุมบอร์ดครั้งแรกยุคหลังเลวีเมื่อวันที่ 26 กันยายน ไม่มีคนจากตระกูลลูอิสเข้ามานั่งในบอร์ด แต่หนึ่งเดือนหลังจากนั้น บอร์ดบริหารคนที่ 5 ก็ถูกเพิ่มเข้ามา นั่นคือ เอริก ฮินสัน ผู้บริหารธุรกิจการบินชาวอเมริกันที่ทำบริษัทจำลองการบินในฟลอริด้า

ในโลกยุคใหม่นี้ เวนเกตชัมจะได้รับอำนาจในการรันสโมสรผ่านทีมผู้นำบริหาร (Executive Leadership Team) ที่เขาตั้งขึ้นมา มีการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ๆ เข้ามาตลอดทั้งฤดูกาล และในเดือนตุลาคม โครงสร้างฝั่งฟุตบอลก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดย ฟาบิโอ ปาราติชี หนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิทของเลวีคัมแบ็กกลับมาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสองผู้อำนวยการกีฬา ร่วมกับ ลันเก้ ที่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมา

นี่คือการเปลี่ยนโครงสร้างที่แหวกแนวที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ สเปอร์สเปลี่ยนจากสโมสรที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่คนเดียว กลายเป็นสโมสรที่อำนาจกระจายไปอยู่กับคนหลายคน ทุกคนเอาแต่พูดเรื่องการกระจายอำนาจและการร่วมมือกัน แต่สตาฟฟ์บางคนกลับมองว่าสโมสรเริ่มบริหารงานด้วย "ระบบคณะกรรมการ" ที่มีคนตัดสินใจมากเกินไป ระหว่างเวนเกตชัม, ผู้อำนวยการกีฬาสองคน, บอร์ดบริหาร และตระกูลลูอิส มันไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนว่าอำนาจและความรับผิดชอบที่แท้จริงอยู่ที่ใคร มันทำให้คนเริ่มตั้งคำถามว่า สเปอร์สในโฉมใหม่นี้จะรับมืออย่างไรหากต้องเผชิญกับวิกฤต?

ทุกคนที่สเปอร์สต่างอยากเห็น โธมัส แฟรงค์ ประสบความสำเร็จ เขาเป็นคนป๊อปปูลาร์ สุภาพ และอัธยาศัยดี เขาพยายามทำความคุ้นเคยกับทุกคนที่ร่วมงานด้วย เขาอุทิศตนให้กับการคุมทีม ทำงานวันละ 16 ชั่วโมงเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมแบบเบรนท์ฟอร์ด และไม่มีใครอยากเห็นเขาทำสำเร็จมากไปกว่ากลุ่มผู้บริหารของทีมอีกแล้ว เพราะนี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ว่ายุคใหม่นี้จะแตกต่างและดีกว่าเดิม

แต่หลังจากเริ่มต้นได้สวย ทุกอย่างก็เริ่มเน่าเฟะ ผลงานเกมเหย้าอันย่ำแย่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทั้งการเจอบอร์นมัธ, วูล์ฟส์, แอสตัน วิลลา, เชลซี และ ฟูแล่ม สเปอร์สดูห่างไกลจากทีมที่แฟนบอลอยากให้เป็นอย่างสิ้นเชิง

ทีมไม่มีไอเดียหรือจินตนาการในการครองบอล คู่แข่งต่างประหลาดใจที่สเปอร์สเป็นทีมที่เดาทางง่ายและหยุดได้ง่ายขนาดนี้ ทุกจังหวะการเล่นเหมือนเดิมหมด: เซ็นเตอร์แบ็กส่งให้ฟูลแบ็ก จ่ายให้ปีก แล้วก็วนลูป แฟนบอลและนักเตะหมดศรัทธาอย่างรวดเร็ว นักเตะรายหนึ่งบ่นเป็นการส่วนตัวว่า แนวทางของแฟรงค์เหมาะกับ "ทีมเล็ก" และเขารู้สึกว่าตัวเองได้โชว์ศักยภาพแค่ "10 เปอร์เซ็นต์" เท่านั้นเพราะแท็กติกที่รัดกุมเกินไป

สิ่งที่สเปอร์สต้องการในตอนนั้นคือ ผู้นำที่มีพลังบวกพาทีมผ่านพ้นวิกฤต ปอสเตโคกลูรู้เสมอว่าเขาต้องแสดงความแข็งแกร่งในฐานะเฮดโค้ช ต้องคอยปกป้องสโมสรในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ การพร้อมเอาตัวเข้าแลกของเขาทำให้นักเตะยังคงหนุนหลังในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่แฟรงค์ แม้จะเป็นคนฉลาดและมีความคิดลึกซึ้ง แต่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความต้องการของการเป็นหน้าเป็นตาให้กับสโมสรใหญ่ นักเตะรู้เรื่องนี้ดี และบางคนรู้สึกว่าแฟรงค์ไม่มีพาวเวอร์หรือบุคลิกที่แข็งแกร่งพอสำหรับงานที่กดดันขนาดนี้

โฟกัสส่วนใหญ่ไปตกอยู่กับเรื่องวัฒนธรรม, ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมาตรฐาน แต่กลับไม่มีผู้นำในกลุ่มนักเตะเลย แหล่งข่าวจากสนามซ้อมระบุว่า ในยุคของแฟรงค์ นักเตะไม่ได้ซ้อมด้วยความเข้มข้นเหมือนตอนอยู่กับปอสเตโคกลู ตอนที่ เจด สเปนซ์ และ มิกกี ฟาน เดอ เฟน เดินผ่านแฟรงค์ไปดื้อๆ หลังเกมแพ้เชลซีเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน โดยเมินคำขอของโค้ชที่อยากให้ไปตบมือขอบคุณแฟนบอล นั่นคือสัญญาณเล็กๆ ที่บ่งบอกอะไรได้มากมายเกี่ยวกับความไม่เคารพที่นักเตะมีต่อเฮดโค้ช (เรื่องการมาสายยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง) และความไม่ใส่ใจต่อแฟนบอล

สิ่งที่เป็นภาพจำของช่วงไม่กี่เดือนต่อมา ไม่ใช่แค่ฟุตบอลที่ห่วยแตก แต่คือ "ความร้าวฉาน" แฟนบอลเริ่มโห่ใส่นักเตะ เช่น โห่จังหวะเปิดบอลของ กูเยลโม วิคาริโอ้ ในเกมกับฟูแลม ฝั่งนักเตะเองก็เริ่มหันมาต่อต้านแฟนบอล ฟาน เดอ เฟ่น ไปยืนทะเลาะกับแฟนบอลฝั่งทีมเยือนหลังเกมแพ้บอร์นมัธเมื่อต้นเดือนมกราคม ยิ่งไปกว่านั้น แฟนบอลยังพุ่งเป้าโห่ใส่แฟรงค์โดยตรงตลอดทั้งเดือนนั้น สโมสรกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

หลังเกมพ่ายเวสต์แฮมคาบ้านเมื่อวันที่ 17 มกราคม บอร์ดบริหารต้องตัดสินใจ แฟนบอลเลือกข้างแล้ว ปาราติชีเองก็สรุปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้วว่าแฟรงค์ไม่ใช่คนที่ใช่และต้องถูกเปลี่ยนตัว (สุดท้ายปาราติชีก็ชิงย้ายไปฟิออเรนตินาในช่วงท้ายตลาดหน้าหนาว)

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าเลวียังอยู่ เขาจะไม่ปล่อยให้สถานการณ์นี้ลากยาวแน่นอน เขารู้ดีว่าการปลดคนเร็วเกินไปยังดีกว่าปลดช้าเกินไป แต่น่าเสียดายที่สัจธรรมข้อนี้เดินออกไปพร้อมกับเขา

ในขณะที่สเปอร์สต้องการผู้นำที่เด็ดขาดเพื่อเปลี่ยนทิศทาง พวกเขากลับลังเล และปล่อยให้แฟรงค์อยู่ในตำแหน่งต่อไป

ช่วงตลาดหน้าหนาว สเปอร์สเซ็นสัญญาบิ๊กเนมคนเดียว ยอมทลายเพดานค่าจ้างเพื่อคว้าตัว คอเนอร์ กัลลาเกอร์ จากแอตเลติโก มาดริด ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่คุ้มค่า เพราะกัลลาเกอร์เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในยุคของ เด แซร์บี้ แต่พวกเขากลับขยับตัวช้าเกินไปในการอุดรอยรั่วของทีมที่โดนโรคเดี้ยงเล่นงาน โดยเฉพาะในแนวรุก

ตอนที่ ลันเก้ ออกมาบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะซื้อตัวเพราะ "ความเครียดหรือตื่นตระหนก" มันสะท้อนให้เห็นเลยว่ากลุ่มผู้บริหารคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าความเป็นจริงที่เป็นอยู่

จนกระทั่งเกมแพ้นิวคาสเซิลคาบ้านเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เวนเกตชัม และ ลันเก้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือ พวกเขาเรียกแฟรงค์เข้ามาคุย และเจ้าตัวก็รู้ชะตากรรมดี แฟรงค์ต้องจากไปโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ทั้งเรื่องฟุตบอลหรือวัฒนธรรมองค์กรที่เขาถูกจ้างมาให้ทำ และต้องเป็นหน้าที่ของคนอื่นที่จะเข้ามาอุดเรือที่กำลังจมลำนี้

วันที่สเปอร์สปลดแฟรงค์ โอลิมปิก มาร์เซย์ ก็ตัดสินใจแยกทางกับ โรเบอร์โต้ เด แซร์บี้ เช่นกัน ปาราติชี่ เคยพยายามเสนอชื่อเด แซร์บี้ ในสโมสรมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ มันยังเร็วเกินไปที่กุนซือชาวอิตาเลียนจะกระโดดมารับงานเผือกร้อนที่สเปอร์สทันที เมื่อไร้ทางเลือก สเปอร์สจึงหันไปใช้แผนสำรองอีกแผนที่ปาราติชี่เคยดันไว้ นั่นคือการเซ็นสัญญาระยะสั้นกับ อีกอร์ ตูดอร์ (แม้ปาราติชีจะย้ายไปฟิออเรนตินาแล้ว แต่แนวคิดของเขายังมีอิทธิพลอยู่)

ตรรกะคือ ทูดอร์ แม้จะไม่มีประสบการณ์ในฟุตบอลอังกฤษ แอย่างน้อยเขาก็เป็นโค้ชสายดับเพลิงจอมเก๋า เขาเคี่ยวเข็ญนักเตะอย่างหนักในการซ้อมและพูดความจริงแบบขวานผ่าซาก แต่ทว่าอาการบาดเจ็บกลับทำลายขุมกำลังที่ย่ำแย่อยู่แล้วจนหมดสิ้น แมดดิสัน, คูลูเซฟสกี, คูดุส, วิลสัน โอโดแบร์ และ โรดริโก เบนตันกูร์ ไม่ได้ลงเล่นให้เขาเลยแม้แต่นาทีเดียว

ทุกครั้งที่สเปอร์สเจอสถานการณ์กดดัน พวกเขาจะสติแตกและทรุดฮวบ ทั่งเกมแพ้คริสตัล พาเลซ, แอตเลติโก มาดริด และ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เกมลีก 5 นัดสำคัญถูกทิ้งขว้างไปในยุคของทูดอร์ ผู้ซึ่งแทบไม่ได้ทิ้งร่องรอยหรือความประทับใจอะไรไว้เลย และความผิดพลาดในการตั้งเขามารับงาน ยิ่งตอกย้ำความกลัวที่ว่า กลุ่มผู้บริหารไม่รู้เลยว่าเรือของตัวเองมีน้ำรั่วเข้ามามากขนาดไหน

หลังจากล้มเหลวซ้ำซาก ความมั่นใจของนักเตะก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง แหล่งข่าวใกล้ชิดกับนักเตะเผยว่า การขาดผู้นำในทีมทำให้ไม่มีใครคอยดึงสติหรือปลุกเร้าอารมณ์หลังจากทีมแพ้ ในช่วงที่ทูดอร์คุมทีม มีนักเตะรายหนึ่งถึงขั้นบอกกับเพื่อนร่วมทีมว่า เขาไม่ได้กังวลเรื่องตกชั้นเท่าไหร่ เพราะมั่นใจว่าจะได้ย้ายทีมแน่ๆ ในช่วงซัมเมอร์ และการพังทลายของความเป็นผู้นำ, ความเป็นปึกแผ่น และที่สำคัญที่สุดคือ "ความเชื่อมั่น" นี่แหละ คือสิ่งที่ฉุดสเปอร์สให้ดิ่งลงเหว

มันต้องมีใครสักคนทำอะไรสักอย่าง เวนเกตชัมรู้ดีว่าสิ่งที่สเปอร์สต้องการคือ "แนวคิดแบบสโมสรเดียว" (One-club mentality) เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน เรื่องนี้ถูกโฟกัสมาสักพักแล้ว ในช่วงมกราคมซึ่งเป็นสัปดาห์ท้ายๆ ของแฟรงค์ มีการตั้งซุ้มกาแฟและเค้กที่ล็อบบีของสนามซ้อมเพื่อกระตุ้นให้นักเตะเข้ามาพูดคุยและคลุกคลีกันมากขึ้น

ในเดือนมีนาคม ความกดดันในการตามหาความสามัคคีและความมั่นใจกลับมาทวีความรุนแรงและเร่งด่วนกว่าเดิม เวนเกตชัมกล่าวในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาแฟนบอลเมื่อวันที่ 3 มีนาคม โดยยอมรับถึงปัญหาเรื้อรังในการบริหารสโมสร และบอกว่าหน้าที่ของเขาคือการ "มองโลกในแง่ดีเข้าไว้"

ก่อนเกมเจอกับพาเลซเมื่อวันที่ 5 มีนาคม เวนเกตชัมเขียนจดหมายถึงสตาฟฟ์ทุกคน ยอมรับถึง "ความวิตกกังวล" จากอันดับในตารางคะแนน แต่ก็พยายามปลุกใจว่า "ขอให้พวกเราร่วมมือกัน จงนิ่งเข้าไว้ มั่นใจในแนวทางรับมือ และรู้ว่าเราจะผ่านมันไปได้... เราจะแข็งแกร่งไปด้วยกัน"

มีการเอาไวท์บอร์ดไปตั้งไว้ที่ ลิลลีไวท์ เฮาส์ (อาคารสำนักงานของสโมสร) เพื่อให้สตาฟฟ์เขียนข้อความให้กำลังใจนักเตะ แม้นักเตะบางคนจะซาบซึ้งกับสิ่งนี้ แต่พนักงานออฟฟิศกลับไม่ได้กระตือรือร้นด้วยเท่าไหร่ เพราะพวกเขารู้สึกว่า ฟอร์มการเล่นที่ห่วยแตกของพวกนักเตะนั่นแหละที่ทำให้สโมสรต้องมาเจอกับวิกฤตแบบนี้

สุดท้ายแล้ว สิ่งเดียวที่จะเซฟสเปอร์สได้ก็คือ "ผู้จัดการทีมคนใหม่" และในเดือนมีนาคม พวกเขาก็กลับไปหา เด แซร์บี อีกครั้ง คราวนี้ยอมทุ่มสัญญาระยะยาวพร้อมค่าเหนื่อยระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก สโมสรหวังว่าจะได้ตัวเขามาคุมทีมทันเกมเจอ ฟอเรสต์ วันที่ 22 มีนาคม ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายก่อนเบรกทีมชาติ แต่สุดท้ายกว่าจะปิดดีลได้ก็เป็นช่วงปลายเดือน และเขาเพิ่งได้คุมซ้อมมื้อแรกในวันที่ 4 เมษายน

งานแรกและงานที่สำคัญที่สุดของเขาในการพาสเปอร์สรอดตกชั้น คือการปลดล็อก "กำแพงในใจ" เด แซร์บี้ มองออกว่าในช่วงแรก นักเตะต้องการ "พี่ชายหรือพ่อ" มากกว่าโค้ช และนั่นทำให้เขาแก้คำสาปที่เกาะกุมสเปอร์สไว้ได้สำเร็จ

มันชัดเจนทันทีว่า เด แซร์บี้ ซึ่งเป็นไพ่ใบสุดท้ายของบอร์ดบริหาร คือชายคนเดียวที่สามารถเติมเต็มสิ่งที่สเปอร์สขาดหายไปตลอดทั้งฤดูกาล ทั้งตัวตนและสไตล์การเล่นที่หายไปนับตั้งแต่ยุคปอสเตโคกลู, พลังบวกที่ทำให้ทุกคนพร้อมกลับมาหนุนหลังทีม และความชัดเจนในภารกิจที่ช่วยปลุกเร้านักเตะ ซึ่งไม่มีใครหน้าไหนทำได้แบบนี้อีกแล้ว

แม้แต่เกมที่เสมอไบรตัน 2-2 ที่น่าเจ็บปวด แต่มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนในแง่ของความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ โครงสร้างทีม, ความสามัคคี และความเชื่อมั่นที่สเปอร์สแสดงออกมาในเกมชนะ วูล์ฟส์, แอสตัน วิลลา และ เอฟเวอร์ตัน คือสิ่งที่ไม่เคยเห็นเลยตลอดทั้งซีซันอันมืดมนนี้

เด แซร์บี้ เซฟ สปอร์ส เอาไว้ได้ในวินาทีสุดท้ายจริงๆ เขาควรได้รับเครดิตนี้ไปแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือในสโมสร มีหน้าที่ต้องไปทำการบ้าน และสาบานกับตัวเองซะว่า... หายนะแบบนี้ ต้องไม่มีวันเกิดขึ้นอีก...

ที่มา Jack Pitt-Brooke | The Athletic

Photos from Bonus Achiraya's post 26/05/2026

ฉันตื่นแล้วนะ วันนี้ฉันตื่นเช้า🙋🏻‍♀️

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


496 502 Phloen Chit Rd, Lumphini, Pathum Wan, Bangkok 10330
Bangkok
10330