โทร ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Hybrid Coach ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Hybrid Coach, โค้ช, Bangkok
(1)

เพจสำหรับโค้ชที่ต้องการ "อัปเกรด" ทักษะสู่โค้ชยุคใหม่
ผสานศาสตร์ดั้งเดิมกับเครื่องมือล้ำสมัย
เพื่อให้คุณ "โค้ชได้คม ลึกซึ้ง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"
เรายังมีทีม Health Care Behind Team Athletes คอยสนับสนุนนักกีฬาของคุณอีกด้วย HYBRID COACH ENHANCEMENT: เพจสำหรับโค้ชที่ต้องการ "อัปเกรด" ทักษะสู่การโค้ชยุคใหม่ ผสานศาสตร์ดั้งเดิมกับเครื่องมือล้ำสมัย เพื่อให้คุณ "โค้ชได้คม ลึกซึ้ง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" พิเศษ! เรายังมีทีม Health Care Behind Team Athletes คอยสนับสนุนนักกีฬาของคุณอีกด้วย พบกับเคล็ดลับ เทคนิคเฉพาะ และชุมชนโค้ชที่พร้อมสนับสนุน
อยากเป็นโค้ชที่ "ใช่" และมีทีมดูแลนักกีฬาอย่างครบวงจรในยุค Hybrid?
กด "ถูกใจ" เพจนี้! มา "ยกระดับ" การโค้ชของคุณไปด้วยกัน!

อยากให้เด็กเก่งกีฬา…เราเข้าใจเส้นทางการพัฒนาของเขาดีพอหรือยัง?การเลือกว่าจะให้เด็กฝึกอะไร เมื่อไหร่ และมากแค่ไหน เป็นคำถ...
10/10/2026

อยากให้เด็กเก่งกีฬา…เราเข้าใจเส้นทางการพัฒนาของเขาดีพอหรือยัง?

การเลือกว่าจะให้เด็กฝึกอะไร เมื่อไหร่ และมากแค่ไหน เป็นคำถามสำคัญสำหรับทั้งโค้ช ครูพละ และผู้ปกครองครับ

Develop the Future | Part 1
วิทยาศาสตร์พัฒนานักกีฬาเยาวชน
โดย อ. ศุภนิธิ ขำพรหมราช

ชวนทำความเข้าใจโมเดล LTAD และ YPD ตั้งแต่การเล่นและพื้นฐานการเคลื่อนไหว ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถภาพและเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน พร้อมแนวทางปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย

เพื่อให้เราวางแผนระยะยาวได้ชัดขึ้น และช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะไปพร้อมกับความสุขในการเล่นกีฬา

เพราะทุกช่วงวัยมีสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริม และพื้นฐานวันนี้มีความหมายต่อเส้นทางกีฬาในวันข้างหน้าครับ

▶️ รับชมคลิปเต็มทาง YouTube
ลิงค์ในคอมเมนต์

#พัฒนานักกีฬาเยาวชน

10/10/2026

ปูพื้นฐานการเคลื่อนไหวให้แน่น เพื่อยกระดับการเป็นเทรนเนอร์มืออาชีพ! 🚀ในคอร์ส Basic Strength & Conditioning เฟสที่ 1 นี้ โค้ชต๊อดจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่อง Basic Movement การเคลื่อนไหวพื้นฐานที่เทรนเนอร์และคนออกกำลังกายทุกคนต้องรู้ให้แม่นยำ

🏋️‍♂️ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้กับโค้ชต๊อด:ทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น การเดิน, การวิ่ง, Hip Hinge, สแควต (Squat), ลันจ์ (Lunge) และการหมุน (Rotation) เหมาะสำหรับเทรนเนอร์มือใหม่ที่อยากมาปูพื้นฐานให้แน่น และเทรนเนอร์ที่ทำงานอยู่แล้วแต่อยากมารีเช็กความเข้าใจในระดับมาตรฐานสากล การันตีความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

🗓 วันที่จัดอบรม: 7 - 8 พฤศจิกายน 2569
📍 สถานที่: 1RM บางนา
⏰ เวลา: 09:00 - 17:00 น.
🔥 SPECIAL PROMO: EARLY BIRDเหลือเพียง 9,900 บาท (จากราคาปกติ 12,900 บาท)

สมัครภายใน 31 ตุลาคม 2569 นี้เท่านั้น!
📩 สนใจสมัครหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:Line:

#เทรนเนอร์

08/10/2026

ยกระดับการโค้ชของคุณให้คมและแม่นยำยิ่งขึ้น! 🚀ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรนเนอร์ นักกีฬา หรือผู้ที่อยากพัฒนาศักยภาพการออกกำลังกายของตัวเองให้ถูกวิธีและมีระบบ คอร์สนี้จะพาคุณไปปูพื้นฐานตั้งแต่ศูนย์จนถึงการวางโปรแกรมระยะยาวอย่างมืออาชีพ 🏋️‍♂️

พบกับคอร์ส ”Basic Strength & Conditioning“โดย โค้ชเอ (กมลชัย รัตนเดชากุล) Training Manager จาก Fitness Innovation Thailand และ Strength Coach ให้กับสมาคมกีฬาฟันดาบฯ และสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ : ปูพื้นฐานการวางโปรแกรมพัฒนาความแข็งแรง เทคนิคการฝึกเพื่อพัฒนาความแข็งแรงและพาวเวอร์ของกล้ามเนื้อ การกำหนดความเข้มข้นที่เหมาะสม วิธีการวางแผนฝึกซ้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาว (รายสัปดาห์ / รายเดือน)

🗓 วันที่จัดอบรม: 7 - 8 พฤศจิกายน 2569
📍 สถานที่: 1RM บางนา
⏰ เวลา: 09:00 - 17:00 น.

🔥 SPECIAL PROMO: EARLY BIRDเหลือเพียง 9,900 บาท
(จากราคาปกติ 12,900 บาท)
สมัครภายใน 31 ตุลาคม 2569 นี้เท่านั้น!

สนใจทักมาคุยกันหรือ แอดไลน์

สอนท่าได้…แล้ววิเคราะห์การเคลื่อนไหวเป็นหรือยัง?เมื่อผู้ฝึกทำท่าเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดต่างกัน โค้ชต้องมองให้ออกว่าอะไรคว...
07/10/2026

สอนท่าได้…แล้ววิเคราะห์การเคลื่อนไหวเป็นหรือยัง?

เมื่อผู้ฝึกทำท่าเดียวกัน แต่มีข้อจำกัดต่างกัน โค้ชต้องมองให้ออกว่าอะไรควรปรับ และจะเลือกวิธีฝึกอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละคนครับ

BASIC STRENGTH & CONDITIONING
หลักสูตร 2 วัน ที่เชื่อมความเข้าใจร่างกายกับการโค้ชและการออกแบบโปรแกรม

เรียนรู้ตั้งแต่กลไกกล้ามเนื้อและข้อต่อ พื้นฐานการเคลื่อนไหว เทคนิคการใช้คำสั่ง ไปจนถึงการปรับระดับท่าฝึกและวางโปรแกรม พร้อมฝึกโค้ชผ่านสถานการณ์จริง

เลื่อนดูทั้ง 6 ภาพ เพื่อรู้จักเนื้อหาและผู้สอนของเราได้เลยครับ 👉

📅 7–8 พฤศจิกายน 2569
📍 1 RM บางนา
พร้อมประกาศนียบัตรเมื่อจบหลักสูตร

🔥 Early Bird 9,900 บาท
จากราคาปกติ 12,900 บาท
สมัครภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569

ทัก DM หรือ LINE เพื่อสมัครและรับรายละเอียดครับ

#พัฒนาโค้ช #ออกแบบโปรแกรมฝึก

เริ่ม Sn**ch ให้ถูกทางพื้นฐานที่ผู้ฝึกและโค้ชควรเข้าใจบาร์ไม่ขึ้น…อาจไม่ได้แปลว่าแรงไม่พอบางครั้งเรามีแรงมากพอ แต่ยังจัด...
06/10/2026

เริ่ม Sn**ch ให้ถูกทาง
พื้นฐานที่ผู้ฝึกและโค้ชควรเข้าใจ

บาร์ไม่ขึ้น…อาจไม่ได้แปลว่าแรงไม่พอ

บางครั้งเรามีแรงมากพอ แต่ยังจัดตำแหน่งร่างกาย ส่งแรง และเคลื่อนตัวเข้ารับบาร์ได้ไม่สัมพันธ์กัน

Sn**ch จึงเป็นท่าที่ต้องเรียนรู้ทั้ง “การส่งบาร์ขึ้น” และ “การพาตัวเองเข้าไปรับบาร์” ครับ

สำหรับผู้เริ่มต้น การแยกท่าออกเป็นส่วนเล็ก ๆ แล้วค่อยเชื่อมเข้าด้วยกัน ช่วยให้เข้าใจว่าแต่ละช่วงต้องทำอะไร และรู้ว่าควรกลับไปแก้ตรงไหนเมื่อยกพลาด

──────────

01 ก่อนแตะบาร์ ดูความพร้อมให้ครบ

เริ่มจากช่วงการเคลื่อนไหวที่ท่าต้องใช้ ทั้งข้อเท้า สะโพก กระดูกสันหลังส่วนอก และหัวไหล่

คำถามคือ เราเข้าถึงตำแหน่งเหล่านั้นและควบคุมร่างกายได้หรือยัง?

ยกแขนเหนือศีรษะได้ โดยไม่ต้องแอ่นหลังชดเชยมากเกินไปหรือไม่?

ย่อตัวและพับสะโพกได้ โดยยังรักษาสมดุลหรือเปล่า?

จากนั้นจึงดูความแข็งแรงและการควบคุมพื้นฐาน เช่น Squat, Hip Hinge และการประคองอุปกรณ์เหนือศีรษะ ก่อนค่อยพัฒนาความเร็วในการส่งแรง

ผู้เริ่มต้นสามารถใช้ท่อ PVC หรือบาร์ฝึกน้ำหนักเบา เพื่อเรียนรู้ตำแหน่งและจังหวะก่อนเพิ่มน้ำหนัก

หากมีอาการเจ็บหรือประวัติบาดเจ็บที่ยังส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ควรประเมินความพร้อมและปรับการฝึกเป็นรายบุคคลครับ

──────────

02 เรียนรู้ตำแหน่งรับบาร์ก่อนเร่งส่งแรง

ก่อนฝึกส่งบาร์ขึ้น เราควรรู้ก่อนว่าเมื่อบาร์อยู่เหนือศีรษะ ร่างกายต้องรองรับมันอย่างไร

เริ่มด้วยอุปกรณ์เบา ฝึกเหยียดแขนและประคองหัวไหล่อย่างมั่นคง ให้บาร์อยู่เหนือฐานรองรับบริเวณกลางเท้า โดยคุมลำตัวได้

จากนั้นฝึกย่อตัวในระยะที่ยังรักษาตำแหน่งนี้ได้

ไม่จำเป็นต้องรีบลงนั่งลึกตั้งแต่ครั้งแรก เพราะความลึกควรเพิ่มตามความพร้อมและการควบคุมของผู้ฝึก

การรู้ตำแหน่งรับบาร์ ช่วยให้การเรียนรู้ช่วงส่งแรงมีเป้าหมายชัดขึ้นครับ

──────────

03 เริ่มจากบนลงล่าง เพื่อให้ท่าซับซ้อนน้อยลง

Top-Down เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ Sn**ch ได้เป็นขั้นตอน

เราเริ่มจากบริเวณต้นขาส่วนบนหรือ Power Position ซึ่งอยู่ใกล้ช่วงส่งแรง แล้วค่อยขยายระยะลงมาที่เหนือเข่า ใต้เข่า และพื้น

เมื่อระยะสั้นลง ผู้ฝึกมีสิ่งที่ต้องจัดการน้อยลง จึงโฟกัสกับสมดุล การส่งแรง และการเข้ารับบาร์ได้ง่ายขึ้น

แต่ลำดับการสอนปรับได้ตามพื้นฐานของแต่ละคนครับ

──────────

04 กริปและ Power Position ต้องชัด

จุดเริ่มต้นในการหาความกว้างกริปคือ ยืนตรงและเหยียดแขนลง ให้บาร์อยู่ใกล้รอยพับสะโพก แล้วปรับให้เหมาะกับสัดส่วนและตำแหน่งเหนือศีรษะของแต่ละคน

สำหรับ Hook Grip ให้นิ้วโป้งโอบบาร์ แล้วใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางจับทับนิ้วโป้ง เพื่อช่วยให้จับบาร์ได้มั่นคงระหว่างเร่งความเร็ว

ส่วน Power Position ให้บาร์อยู่ใกล้รอยพับสะโพก เข่างอเล็กน้อย ลำตัวค่อนข้างตั้ง และรักษาสมดุลบนเท้า

ตำแหน่งนี้แตกต่างจากช่วงที่บาร์อยู่เหนือเข่า ซึ่งลำตัวยังเอนไปข้างหน้าและไหล่อยู่เหนือหรือหน้าบาร์

สิ่งสำคัญคือเข้าใจตำแหน่งของแต่ละช่วง ไม่ใช้คำสั่งเดียวกับทุกช่วงของท่าครับ

──────────

05 เชื่อมการส่งแรงกับการพลิกบาร์

High Pull ช่วยฝึกการส่งแรงจากขาและสะโพก แล้วเชื่อมกับการดึงของช่วงบน ให้ข้อศอกเคลื่อนขึ้นและออกด้านข้าง โดยรักษาบาร์ให้ใกล้ตัว

อย่ารีบงอแขนกระชากจนรบกวนการส่งแรงจากช่วงล่าง และไม่ต้องยกข้อศอกให้สูงที่สุดจนเสียสมดุล

ส่วน Muscle Sn**ch ช่วยฝึกต่อจังหวะจากการดึง ไปสู่การพลิกบาร์และเหยียดแขนเหนือศีรษะ โดยไม่ย่อตัวลงรับอีกครั้งหลังส่งแรง

ท่านี้จึงช่วยให้เข้าใจทั้งแนวบาร์ จังหวะพลิกบาร์ และการทำงานของแขนครับ

เมื่อทำได้ดีขึ้น จึงค่อยเชื่อมไปสู่ Hang Power Sn**ch ซึ่งเพิ่มการเคลื่อนตัวลงใต้บาร์และรับบาร์ในท่าย่อตื้น

──────────

06 การรับบาร์ต้องมีสมดุล

หลังส่งแรง ผู้ฝึกต้องเคลื่อนตัวเข้ารับบาร์ พร้อมเหยียดแขนและประคองหัวไหล่ให้มั่นคง

เท้าอาจขยับออกสู่ระยะที่เหมาะกับการย่อตัว แต่ไม่จำเป็นต้องกระโดดสูงหรือกางเท้ากว้างมาก

เมื่อรับบาร์แล้ว ให้กลับมามีฐานรองรับเต็มเท้า ทั้งโคนนิ้วโป้ง โคนนิ้วก้อย และส้นเท้า โดยไม่บังคับให้ทุกจุดรับน้ำหนักเท่ากันตลอดเวลา

สังเกตว่าผู้ฝึกคุมบาร์และลำตัวได้หรือไม่ หรือยังต้องก้าวไล่ตามบาร์เพื่อรักษาสมดุล

รับบาร์ได้หนึ่งครั้ง กับรับบาร์ได้อย่างมั่นคงและทำซ้ำได้ คือคนละระดับของทักษะครับ

──────────

07 ขยายระยะ โดยรักษาคุณภาพเดิม

เมื่อฝึกจากต้นขาส่วนบนได้ดีแล้ว จึงค่อยลดตำแหน่งเริ่มต้นลง

ระหว่างพาบาร์ลง ให้พับสะโพกและงอเข่าตามตำแหน่ง รักษาลำตัวให้มั่นคงและบาร์อยู่ใกล้ขา โดยไม่ฝืนเชิดอกจนแอ่นหลัง

ช่วงเรียนรู้ เราอาจใช้จังหวะช้าหรือหยุดค้าง เพื่อเช็กตำแหน่งและสมดุล ก่อนเร่งความเร็วในช่วงส่งแรง

แต่เมื่อเชื่อมเป็นท่าเต็ม การเคลื่อนไหวควรต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องดึงช้าจากพื้นทุกครั้ง

ส่วน Scoop คือจังหวะที่เข่ากลับเข้ามาใต้บาร์ ขณะลำตัวตั้งขึ้นเพื่อเตรียมส่งแรง

อย่าตีความว่าเป็นการกระแทกสะโพกใส่บาร์ เพราะอาจทำให้บาร์พุ่งออกหน้าแทนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งรับ

──────────

08 โค้ชควรหาสาเหตุก่อนเลือกวิธีแก้

เมื่อเห็นบาร์เหวี่ยงออกหน้า อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็นปัญหาที่สะโพกเพียงอย่างเดียว

ต้องย้อนดูว่าบาร์เริ่มห่างตัวตรงไหน สมดุลเสียเมื่อไร และผู้ฝึกพลิกบาร์เข้ารับอย่างไร

หากเสียตำแหน่งตั้งแต่ก่อนผ่านเข่า อาจใช้การดึงช้าหรือหยุดค้างเพื่อฝึกตำแหน่งใหม่

หากปัญหาอยู่ช่วงส่งแรง อาจลดระยะกลับมาฝึกจาก Power Position

หากปัญหาอยู่ช่วงพลิกบาร์ อาจใช้ Muscle Sn**ch น้ำหนักเบาเพื่อฝึกจังหวะนั้นโดยเฉพาะ

เช่นเดียวกับการใช้แขนมากเกินไป ต้องดูว่าแขนเริ่มดึงเมื่อไร และรบกวนแรงจากขาหรือไม่ ไม่ใช่สั่งให้ “เลิกใช้แขน” เพราะแขนยังมีบทบาทในการพาตัวเองเข้ารับบาร์

แนวบาร์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงสมบูรณ์ แต่ควรอยู่ใกล้ตัวและไปจบในตำแหน่งที่รับได้อย่างสมดุลครับ

──────────

09 ฝึกการปล่อยบาร์ตั้งแต่เริ่มเรียน

การเรียน Sn**ch ควรรวมถึงการออกจากท่าเมื่อยกพลาดด้วย

เมื่อเสียการควบคุม ไม่ควรฝืนรั้งบาร์ไว้เหนือศีรษะ ให้ปล่อยบาร์และเคลื่อนตัวออกจากแนวตกของบาร์

ควรให้โค้ชสาธิตและฝึกด้วยอุปกรณ์เบา ในพื้นที่โล่ง พร้อมอุปกรณ์และพื้นที่รองรับการปล่อยบาร์อย่างเหมาะสม

ความมั่นใจส่วนหนึ่งเกิดจากการรู้ว่า เมื่อยกไม่สำเร็จ เราจะออกจากท่าอย่างไรครับ

──────────

เริ่ม Sn**ch ให้ถูกทาง คือการสร้างพื้นฐานที่ทำซ้ำได้

เข้าถึงตำแหน่งได้
ควบคุมร่างกายได้
ส่งแรงได้สัมพันธ์กัน
และรับบาร์ได้อย่างมั่นคง

จากนั้นจึงค่อยเพิ่มความเร็ว ความซับซ้อน และน้ำหนักตามความพร้อม

สำหรับโค้ช สิ่งสำคัญคือมองให้ออกว่า ผู้ฝึกติดอยู่ตรงไหน และเลือกขั้นฝึกที่ช่วยแก้ปัญหานั้นได้

──────────

ถ้าอยากเข้าใจ Olympic Lifting ให้ลึกขึ้น ทั้งการฝึกด้วยตัวเองและการสอนผู้อื่น มาเรียนรู้และลงมือฝึกกับเราในคอร์ส

Olympic Lifting for Hybrid
Hybrid Training Season 2.1: The Next Level

วันที่ 17–18 ตุลาคม 2569
เวลา 09:00–16:00 น. ณ Area 13

เรียนรู้ทั้ง Biomechanics ลำดับการฝึก เทคนิคการโค้ชและประเมินท่า รวมถึงการนำ Olympic Lifting ไปใช้ในโปรแกรม Hybrid

เลือกเรียน 1 คอร์ส หรือแพ็กเกจ 2 คอร์สได้ตามเป้าหมาย

ทัก Line OA:
เพื่อสอบถามรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลยครับ

Hybrid Coach Enhancement
Raise the Standard

🔥 ยก Sn**ch ยังไงให้โดนสะโพก ไม่เจ็บแขน ไม่ภาระหลัง?หลายคนยก Sn**ch แล้วรู้สึกหนักแขน หรือบาร์เหวี่ยงออกนอกตัว ปัญหาหลัก...
05/10/2026

🔥 ยก Sn**ch ยังไงให้โดนสะโพก ไม่เจ็บแขน ไม่ภาระหลัง?

หลายคนยก Sn**ch แล้วรู้สึกหนักแขน หรือบาร์เหวี่ยงออกนอกตัว ปัญหาหลักๆ มักมาจาก "จังหวะการส่งแรงและการจับ Power Position" ครับ!

ในคลิปนี้เรามาลงช็อตต่อช็อต ตั้งแต่การเช็ก Mobility, การหาจุดจับบาร์, การทำ High Pull ไปจนถึงจังหวะใช้แรงระเบิดจากสะโพก (Triple Extension) 🏋️‍♂️✨

💡 3 หัวใจสำคัญของ Sn**ch ในคลิปนี้:
🔹 บาร์ต้องชิดลำตัวตลอดเวลา ไม่เหวี่ยงออกหน้า
🔹 ใช้แรงถีบจากหน้าขาและสะโพก แขนเป็นแค่ตัวส่งบาร์
🔹 จังหวะ Landing ต้องมั่นคง ลงเต็มเท้า

ใครเป็นเทรนเนอร์หรือกำลังฝึก Olympic Lift อยู่ ลองเอา Drill ในคลิปนี้ไปซ้อมตามกันดูครับ!

👇 ดูคลิปเต็มแล้วลองเช็กฟอร์มตัวเองกันได้เลย!

🏋‍♀ 17-18 ตุลาคม 2569 เราเปิดคลาส Olympic Lifting รุ่นที่ 2 สามารถลงทะเบียนได้แล้ววันนี้

**ch #สายเวท #เทคนิคออกกำลังกาย

05/10/2026

อยากฝึกยกน้ำหนัก Olympic Lifting แต่กลัวเจ็บ? ไม่เคยยกมาก่อนก็เรียนได้! 🏋️‍♂️✨

หลายคนอยากลอง Olympic Lifting หรือท่าสาย CrossFit/Hybrid แต่ติดปัญหาไม่แน่ใจเรื่องท่าทาง กลัวบาดเจ็บ หรือฝึกเองแล้วไม่พัฒนา...

ในคอร์ส Olympic Lifting for Hybrid นี้ คุณจะได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน เทคนิคการจัดท่า ไบโอเมคานิกส์ และการใช้กล้ามเนื้อที่ถูกต้อง โดยโค้ชมืออาชีพที่จะดูแลอย่างใกล้ชิด 🗣️

”ขนาดไม่เคยยกมาก่อน ยังได้ความรู้จัดเต็ม ปลอดภัย และเข้าใจชัดเจนขึ้นมากๆ“
— รีวิวจากผู้เข้าเรียนจริง

🗓 วันที่: 17 - 18 ตุลาคม 2569
📍 สถานที่: Area 13 🔥 โปรโมชั่น Early Bird ราคาพิเศษ!

• Single Course: 4,900 บาท
• Pack คู่ 2 Courses (Duo Pass): 9,000 บาท (จากปกติ 13,800 บาท)

ทักเลยวันนี้พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ

30/09/2026

ยกระดับการฝึก Olympic Lifting ของคุณให้แข็งแกร่งและปลอดภัยกว่าเดิม!คลาส Olympic Lifting Preparation & Injury Prevention (Course 2) โดยโค้ช Evgeniy Glushkov เหมาะสำหรับทั้งโค้ชและนักกีฬาที่อยากเข้าใจเทคนิคแบบเจาะลึก ภายในคลาสเดียว คุณจะได้เรียนรู้:
🔥 วิธี Warm-Up ที่ถูกต้องเฉพาะทาง
🛡️ เทคนิคป้องกันอาการบาดเจ็บ (ไหล่ ข้อมือ เข่า หลังล่าง) เมื่อต้องยกเวทหนัก
⚙️ ฝึกท่าเสริมพิเศษ เช่น Drop Sn**ch, Sn**ch Balance, Tall Clean และ Tall Jerk เพื่อให้คุณรับน้ำหนักใต้บาร์ได้เร็วและแข็งแรงขึ้น 📅 พบกันวันที่: 18 ตุลาคม 2569 (เวลา 09:00 - 16:00 น.)
📍 สถานที่: Area 13 📌 สนใจสมัครเรียนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทักแชทได้เลย!

EP.10Olympic Lifting ไม่ได้เริ่มจากการเลือกท่า…แต่เริ่มจากการเข้าใจนักกีฬาเมื่อพูดถึง Olympic Lifting คำถามแรกที่หลายคนน...
30/09/2026

EP.10

Olympic Lifting ไม่ได้เริ่มจากการเลือกท่า…แต่เริ่มจากการเข้าใจนักกีฬา

เมื่อพูดถึง Olympic Lifting คำถามแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็น…

ควรฝึก Sn**ch หรือ Clean & Jerk?

ควรเริ่มจาก Hang หรือยกจากพื้น?

ควรใช้ท่าเต็มหรือเลือกเฉพาะ Pull?

ควรยกหนักกี่เปอร์เซ็นต์ ทำกี่เซต กี่ครั้ง?

คำถามเหล่านี้สำคัญครับ

แต่ยังไม่ใช่คำถามแรกที่เราควรถาม

เพราะก่อนจะเลือกท่า เราต้องรู้ก่อนว่า…

คนที่อยู่ตรงหน้าเราคือใคร?

เขากำลังฝึกเพื่ออะไร?

มีความสามารถและข้อจำกัดอะไร?

อยู่ในช่วงใดของโปรแกรม?

และ Olympic Lifting จะเข้ามาช่วยพัฒนาอะไร ที่การฝึกส่วนอื่นยังให้ไม่ได้ดีพอ?

หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้

ต่อให้เลือกท่าที่ดี ใช้เทคนิคที่ถูกต้อง และมีโปรแกรมที่ดูสมบูรณ์บนกระดาษ

การฝึกนั้นก็อาจไม่ตอบโจทย์นักกีฬาจริง ๆ ครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

01 | ท่าที่ดีที่สุด…ไม่มีอยู่จริงหากไม่รู้ว่าใช้กับใคร

ไม่มี Variation ใดดีที่สุดสำหรับนักกีฬาทุกคน

Clean แบบท่าเต็มอาจเหมาะกับคนหนึ่ง

Hang Power Clean อาจเหมาะกับอีกคน

ส่วน Clean Pull หรือ Jump Shrug อาจตอบโจทย์นักกีฬาอีกคนได้มากกว่า

ความแตกต่างไม่ได้เกิดจากว่าท่าใด “ดีกว่า” กันครับ

แต่เกิดจากเป้าหมาย ประสบการณ์ ความพร้อม และต้นทุนของการเรียนรู้ที่ต่างกัน

นักกีฬาที่มีพื้นฐาน Olympic Lifting ดีอยู่แล้ว อาจใช้ท่าเต็มเพื่อพัฒนาเทคนิคและ Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่นักกีฬาที่มีเวลาฝึกจำกัด ยังควบคุมตำแหน่งไม่ได้ หรือมีภาระจากการวิ่งและ Conditioning สูง อาจได้ประโยชน์มากกว่าจาก Variation ที่เรียบง่ายกว่า

ก่อนเลือกท่า เราจึงควรถามว่า…

ท่านี้ตรงกับเป้าหมายหรือไม่?

ผู้ฝึกมีพื้นฐานเพียงพอหรือยัง?

ประโยชน์ที่ได้คุ้มกับเวลาและความล้าที่ต้องจ่ายหรือเปล่า?

และมีทางเลือกอื่นที่สร้าง Stimulus ใกล้เคียงกัน ด้วยความซับซ้อนที่น้อยกว่าหรือไม่?

การเลือกท่าที่เหมาะสมจึงไม่ได้สะท้อนว่าโค้ชรู้จักท่าฝึกมากแค่ไหน

แต่สะท้อนว่าโค้ชเข้าใจนักกีฬามากแค่ไหนครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

02 | ก่อนพัฒนา Power ต้องรู้ก่อนว่าแรงหายไปตรงไหน

นักกีฬาบางคนแข็งแรงมาก

Squat ได้หนัก

Deadlift ได้ดี

แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องออกแรงอย่างรวดเร็ว กลับส่งความแข็งแรงนั้นออกมาได้ไม่เต็มที่

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แรงน้อยเกินไปครับ

แต่อาจอยู่ที่…

สร้างแรงไม่ทันเวลาที่มี

ส่งแรงไม่ต่อเนื่อง

สูญเสียตำแหน่งระหว่างทาง

ออกแรงผิดทิศทาง

หรือประสานการทำงานของขา สะโพก ลำตัว และแขนให้อยู่ในจังหวะเดียวกันไม่ได้

ในทางกลับกัน นักกีฬาบางคนเคลื่อนที่ได้เร็ว แต่ยังไม่มีพื้นฐาน Strength เพียงพอรองรับแรงต้านที่เพิ่มขึ้น

อีกคนอาจสร้างแรงและส่งแรงได้ดี แต่ยังรับและควบคุมบาร์ไม่มั่นคง

ส่วนอีกคนอาจทำทุกอย่างได้ดีตอนใช้น้ำหนักเบา แต่รูปแบบเปลี่ยนทันทีเมื่อน้ำหนักหรือความล้าเพิ่มขึ้น

ภาพที่เห็นอาจเหมือนกันว่า…

“บาร์ไม่ขึ้น”

แต่สาเหตุเบื้องหลังอาจต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การประเมินที่ดีจึงไม่ได้มีไว้เพียงค้นหาว่าอะไรผิด

แต่มีไว้ช่วยตัดสินใจว่า…

อะไรคือข้อจำกัดสำคัญในเวลานี้

และควรใช้การฝึกแบบใดเพื่อแก้ข้อจำกัดนั้นครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

03 | Progression ที่ดี ไม่ได้วัดจากการไปถึงท่าเต็มเร็วที่สุด

หลายคนมอง Progression เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านให้ครบ

เริ่มจากท่าง่าย

เพิ่มความซับซ้อน

แล้วจบที่ Sn**ch หรือ Clean & Jerk แบบท่าเต็ม

แต่ท่าเต็มไม่ควรเป็นเป้าหมายอัตโนมัติของนักกีฬาทุกคนครับ

Progression ที่ดีควรช่วยให้ผู้ฝึก…

เข้าใจตำแหน่ง

รับรู้การเคลื่อนไหวของตัวเอง

สร้างแรงได้ในทิศทางที่เหมาะสม

ควบคุมจังหวะได้

และทำซ้ำได้ด้วยคุณภาพที่สม่ำเสมอขึ้น

หากเพิ่มความซับซ้อนแล้วคุณภาพลดลง

ผู้ฝึกไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไร

หรือความล้าจากการเรียนรู้ท่ารบกวนเป้าหมายหลักของการฝึก

การกลับไปใช้ Variation ที่เรียบง่ายกว่า ไม่ได้แปลว่าถอยหลังครับ

แต่อาจเป็นจุดที่เหมาะที่สุดสำหรับการเรียนรู้ในเวลานั้น

บางคนพร้อมเปลี่ยนจาก Pull ไปสู่ Catch

บางคนต้องใช้เวลากับ Power Position เพิ่ม

บางคนเข้าถึงตำแหน่งได้แล้ว แต่ยังควบคุมตำแหน่งนั้นไม่ได้

และบางคนอาจไม่จำเป็นต้องฝึกท่าเต็มเลย หากเป้าหมายของเขาบรรลุได้ด้วย Variation ที่ตรงกว่า

Progression จึงไม่ควรถูกกำหนดจากชื่อท่า

แต่ควรถูกกำหนดจากคุณภาพที่ผู้ฝึกแสดงออกมาครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

04 | การเตรียมร่างกายที่ดี ต้องเชื่อมกับสิ่งที่จะฝึก

Warm-up ที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ร่างกายร้อน หรือรู้สึกเหนื่อยก่อนเริ่มยก

แต่ควรเตรียมความพร้อมให้ตรงกับงานที่กำลังจะเกิดขึ้น

หาก Session ต้องการความเร็ว

Warm-up ควรช่วยเตรียมระบบประสาทและการเคลื่อนไหว ให้พร้อมสำหรับการสร้างแรงอย่างรวดเร็ว

หากผู้ฝึกมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตำแหน่ง

การเตรียมร่างกายควรช่วยให้เข้าสู่ตำแหน่งนั้นได้ดีขึ้น

หากปัญหาอยู่ที่การควบคุม

การเพิ่ม Range of Motion อย่างเดียวอาจไม่พอ

ผู้ฝึกต้องได้ฝึกสร้างแรงและรักษาตำแหน่ง ในช่วงการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้จริงด้วย

และหากมีประวัติอาการเจ็บหรือข้อจำกัดเฉพาะบุคคล

การเตรียมร่างกายยิ่งต้องสะท้อนความต้องการของคนนั้น ไม่ใช่ใช้ Routine เดียวกับทุกคน

Warm-up จึงไม่ควรแยกออกจาก Main Session

แต่ควรเป็นส่วนแรกของกระบวนการเดียวกัน

ตั้งแต่เตรียมตำแหน่ง

สร้างการรับรู้

กระตุ้นคุณสมบัติที่ต้องใช้

แล้วค่อยพาเข้าสู่การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนขึ้นครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

05 | Coaching ไม่ใช่การพูดทุกสิ่งที่มองเห็น

เมื่อผู้ฝึกทำท่าไม่สำเร็จ โค้ชอาจเห็นข้อผิดพลาดหลายอย่างพร้อมกัน

เสียตำแหน่ง

บาร์ออกไปด้านหน้า

สะโพกขึ้นเร็ว

แขนทำงานเร็วเกินไป

รับบาร์ไม่มั่นคง

เท้าเคลื่อนมากเกินความจำเป็น

แต่การเห็นทุกอย่างไม่ได้แปลว่าเราควรแก้ทุกอย่างใน Rep เดียวครับ

สิ่งที่เกิดช่วงท้ายอาจเป็นผลต่อเนื่องจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

หากเลือกต้นเหตุได้ถูก ข้อผิดพลาดหลายอย่างอาจดีขึ้นพร้อมกัน

แต่หากแก้เฉพาะภาพที่เห็นโดยไม่เข้าใจสาเหตุ ผู้ฝึกอาจเพียงเปลี่ยนจากการชดเชยแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง

Cue ที่ดีไม่จำเป็นต้องยาวหรือซับซ้อน

แต่ต้องเหมาะกับปัญหา

ผู้ฝึกเข้าใจได้

และทำให้การเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องการ

หลังให้ Cue เราต้องสังเกตต่อว่า…

การเคลื่อนไหวดีขึ้นจริงหรือไม่?

ดีขึ้นเพียง Rep เดียว หรือทำซ้ำได้?

เมื่อเพิ่มน้ำหนัก ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?

และผู้ฝึกเริ่มจัดการการเคลื่อนไหวของตัวเองได้หรือยัง?

เป้าหมายของ Coaching ไม่ใช่ให้ผู้ฝึกต้องรอคำสั่งจากโค้ชทุกครั้ง

แต่คือช่วยให้เขาเข้าใจ รับรู้ และแก้การเคลื่อนไหวของตัวเองได้ดีขึ้นครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

06 | Dose ที่เหมาะสม สำคัญพอ ๆ กับท่าที่เลือก

แม้จะเลือก Variation เหมาะสม

วาง Progression ได้ดี

และสอนเทคนิคถูกต้อง

แต่หากปริมาณไม่เหมาะสม ผลลัพธ์ก็อาจต่างจากที่ตั้งใจครับ

น้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้ความเร็วและตำแหน่งเปลี่ยน

จำนวนครั้งต่อเซตมากเกินไป อาจทำให้ Rep หลัง ๆ ไม่สะท้อนคุณสมบัติเดียวกับ Rep แรก

เวลาพักน้อยเกินไป อาจทำให้ลักษณะของการฝึกเอนจากการพัฒนา Power ไปสู่การฝึกความทนต่อความล้ามากขึ้น

ส่วน Volume ที่สูงเกินความจำเป็น อาจรบกวน Running, Strength และ Conditioning ในวันถัดไป

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…

“นักกีฬาทำได้มากแค่ไหน?”

แต่คือ…

“ต้องทำเท่าไร จึงเพียงพอสำหรับการปรับตัวที่ต้องการ?”

บาง Session อาจต้องการเพียงไม่กี่เซตที่มีความเร็วและคุณภาพสูง

บางช่วงอาจเน้นเทคนิคด้วยน้ำหนักเบา

บางช่วงอาจเพิ่มแรงต้านเพื่อพัฒนา Force Production

และบางช่วงอาจลด Volume เพื่อรักษาความพร้อมสำหรับการแข่งขันหรือการฝึกส่วนอื่น

Dose ที่เหมาะสมจึงไม่มีค่าตายตัวครับ

เพราะต้องเปลี่ยนตามเป้าหมาย ความพร้อม ภาระการฝึกสะสม และช่วงเวลาของโปรแกรม

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

07 | ตำแหน่งของท่าในโปรแกรม เปลี่ยนผลลัพธ์ที่เราได้รับ

ท่าเดียวกัน

น้ำหนักเท่ากัน

จำนวนครั้งเท่ากัน

อาจให้ผลลัพธ์ต่างกัน หากถูกวางไว้คนละตำแหน่งในโปรแกรม

เมื่อทำในช่วงที่ร่างกายสด ผู้ฝึกมีโอกาสสร้างความเร็ว รักษา Timing และควบคุมตำแหน่งได้ดีกว่า

แต่หากวางหลังการวิ่งหนัก Heavy Strength Training หรือ Conditioning ปริมาณสูง

ท่าเดิมอาจกลายเป็นการฝึกอีกแบบหนึ่ง

สำหรับนักกีฬา Hybrid เราจึงต้องกำหนดให้ชัดว่า…

วันนี้เป้าหมายหลักคืออะไร?

Olympic Lifting เป็นงานหลักหรืองานสนับสนุน?

ต้องการพัฒนา Power สูงสุด?

ต้องการฝึกเทคนิค?

หรือต้องการประเมินความสามารถในการรักษาคุณภาพ เมื่อความล้าเริ่มเข้ามา?

การฝึก Power ภายใต้ความล้ามีประโยชน์ในบางช่วงครับ

แต่โดยหลักการ ควรเกิดขึ้นหลังจากนักกีฬามีคุณภาพพื้นฐานให้รักษาไว้ได้แล้ว

ไม่ใช่เพิ่มความล้าตั้งแต่ต้น แล้วหวังว่าการพยายามทำท่าให้สำเร็จจะพัฒนา Power ได้เอง

หากเป้าหมายคือการนำ Power ไปใช้จริงในสนาม นักกีฬาอาจต้องทั้งสร้าง Power ได้ดี และรักษาคุณภาพนั้นไว้เมื่อความล้าเข้ามา

แต่ในหลายกรณี ก่อนจะฝึกให้รักษาคุณภาพภายใต้ความล้า เราควรสร้างคุณภาพพื้นฐานนั้นขึ้นมาให้มั่นคงก่อนครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

08 | อย่าวัดความสำเร็จจากน้ำหนักบนบาร์เพียงอย่างเดียว

น้ำหนักที่ยกได้เป็นข้อมูลสำคัญ

แต่ไม่ควรเป็นข้อมูลเดียวในการประเมินความก้าวหน้า

นักกีฬาอาจยกหนักขึ้น

แต่บาร์ช้าลง

ตำแหน่งเปลี่ยน

Timing ไม่สม่ำเสมอ

หรือใช้การชดเชยมากขึ้น

ในทางกลับกัน แม้น้ำหนักบนบาร์ยังไม่เพิ่มมาก ผู้ฝึกอาจ…

สร้างความเร็วได้ดีขึ้น

เคลื่อนบาร์ในเส้นทางที่มีประสิทธิภาพขึ้น

ทำซ้ำตำแหน่งได้สม่ำเสมอขึ้น

รับบาร์ได้มั่นคงขึ้น

ใช้ความพยายามน้อยลงกับน้ำหนักเดิม

หรือรักษาคุณภาพได้นานขึ้นเมื่อเกิดความล้า

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพัฒนาการครับ

การประเมินที่ดีจึงต้องย้อนกลับไปที่เป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น

หากต้องการพัฒนา Power เราต้องดูคุณภาพของแรงและความเร็ว

หากต้องการพัฒนาเทคนิค เราต้องดูความสม่ำเสมอและความสามารถในการทำซ้ำ

หากต้องการนำไปใช้กับกีฬา เราต้องดูว่าความสามารถนั้นส่งต่อไปยังสิ่งที่นักกีฬาต้องทำจริงหรือไม่

เพราะตัวเลขจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ากำลังใช้มันตอบคำถามอะไรครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

09 | โปรแกรมที่ดีต้องเปลี่ยนได้ เมื่อข้อมูลเปลี่ยน

โปรแกรมไม่ควรเป็นคำสั่งตายตัวที่นักกีฬาต้องทำให้ครบทุกอย่าง

แต่ควรเป็นสมมติฐานที่เรานำไปทดลองกับคนจริง

เราเลือกท่า

กำหนด Dose

จัดลำดับการฝึก

สังเกตผลลัพธ์

แล้วใช้ข้อมูลที่ได้ปรับการตัดสินใจต่อไป

หากผู้ฝึกรักษาคุณภาพไม่ได้ตามที่คาด เราอาจลดน้ำหนัก เพิ่มเวลาพัก หรือลดจำนวนครั้ง

หาก Variation ที่เลือกซับซ้อนเกินไป เราอาจถอยกลับไปสร้างพื้นฐานบางส่วน

หาก Olympic Lifting เริ่มรบกวนงานสำคัญด้านอื่น เราอาจลด Volume เปลี่ยนตำแหน่งในสัปดาห์ หรือเลือกท่าที่มี Fatigue Cost ต่ำลง

และหากนักกีฬาพัฒนาเร็วกว่าแผน เราก็เพิ่มความท้าทายได้ โดยไม่ต้องรอให้ครบจำนวนสัปดาห์ที่เขียนไว้

การปรับโปรแกรมไม่ได้แปลว่าแผนเดิมล้มเหลวครับ

แต่สะท้อนว่าเรากำลังใช้ข้อมูลจากนักกีฬา มากกว่ายึดติดกับสิ่งที่อยู่บนกระดาษ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

10 | สุดท้ายแล้ว Olympic Lifting เป็นเพียงเครื่องมือ

ตลอดซีรีส์นี้ เราพูดถึงองค์ประกอบมากมาย

เมื่อนำมาจัดเป็นกระบวนการของโค้ช จะเห็นเป็นห้าส่วนที่เชื่อมต่อกันครับ

เข้าใจว่าแรงเกิดขึ้นอย่างไร

Strength และ Power

การสร้างและส่งแรง

ตำแหน่งและ Bar Path

Timing

การรับและควบคุมบาร์

เลือกให้เหมาะกับคน

การเลือก Variation และ Progression ที่ตรงกับเป้าหมายและความพร้อม

เตรียมและควบคุมการเคลื่อนไหว

Specific Warm-up

Mobility

และ Movement Control

กำหนดปริมาณและตำแหน่งในโปรแกรม

Dose

และการวางท่าไว้ในสัปดาห์ ให้ทำงานร่วมกับ Strength, Running และ Conditioning

โค้ชและติดตามผล

การวิเคราะห์ความผิดพลาด

การใช้ Coaching Cue

การรักษา Power เมื่อความล้าเข้ามา

และการปรับโปรแกรมตามข้อมูล

ทุกส่วนสำคัญ

แต่ไม่มีส่วนใดควรถูกแยกออกจากนักกีฬาที่อยู่ตรงหน้าเราครับ

เพราะ Olympic Lifting ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของนักกีฬา Hybrid

มันคือเครื่องมือที่เราเลือกใช้ เพื่อพัฒนาความสามารถบางอย่าง

บางคนต้องการสร้าง Power ให้สูงขึ้น

บางคนต้องการส่งแรงให้มีประสิทธิภาพขึ้น

บางคนต้องการพัฒนาการประสานงาน

บางคนต้องการเรียนรู้การรับและควบคุมแรง

และบางคนอาจยังไม่พร้อม หรือไม่จำเป็นต้องใช้ Olympic Lifting ในเวลานั้นเลย

การเป็นโค้ชจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกคนยกท่าเดียวกัน

แต่คือการเข้าใจว่า…

ใครควรฝึกอะไร

ควรเริ่มจากตรงไหน

ต้องใช้มากเท่าไร

ควรวางไว้เมื่อใด

และจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำอยู่ ช่วยให้นักกีฬาเข้าใกล้เป้าหมายจริง ๆ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

Olympic Lifting ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการเลือกท่าที่ยากที่สุด

ไม่ได้วัดจากน้ำหนักที่ยกได้มากที่สุด

และไม่ได้จบลงเมื่อผู้ฝึกทำท่าเต็มได้สำเร็จ

แต่เริ่มจากการเข้าใจว่า…

นักกีฬาต้องการพัฒนาอะไร

ข้อจำกัดสำคัญอยู่ตรงไหน

ท่าใดให้ประโยชน์ตรงที่สุด

และปริมาณเท่าไรจึงเพียงพอ

เพราะคุณค่าของ Olympic Lifting ไม่ได้อยู่ที่ตัวท่าเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ความสามารถของโค้ชในการเลือก ใช้ และปรับท่านั้น ให้เหมาะกับคนและเป้าหมายที่แตกต่างกัน

นี่คือจุดที่การรู้จัก “ท่าฝึก”

เปลี่ยนไปสู่การเข้าใจ “การโค้ช”

และนี่คือบทสรุปของซีรีส์ Olympic Lifting for Hybrid ครับ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ในคลาส Olympic Lifting for Hybrid: The Next Level

เราจะไม่ได้เรียนเพียงวิธีทำ Sn**ch หรือ Clean & Jerk

แต่จะพาไปเข้าใจ Olympic Lifting ตั้งแต่ต้นทางจนถึงการนำไปใช้จริง

ตั้งแต่ Biomechanics และกลไกการสร้างแรง

Progression จากพื้นฐานไปสู่ท่าที่ซับซ้อน

Specific Warm-up

การเลือก Variation

Practical Coaching และการวิเคราะห์ความผิดพลาด

ไปจนถึงการวาง Olympic Lifting ร่วมกับ Strength, Running และ Conditioning อย่างเป็นระบบ

เพื่อให้คุณไม่ได้เพียงมีท่าฝึกเพิ่มขึ้น

แต่สามารถตัดสินใจได้ว่า…

ใครควรใช้ท่าไหน

ควรฝึกอย่างไร

และจะทำให้ Olympic Lifting สร้างประโยชน์กับนักกีฬา Hybrid ได้จริงอย่างไรครับ

Olympic Lifting for Hybrid: The Next Level

17–18 ตุลาคม 2569

สถานที่ Area 13

เลือกเรียนแบบ Single Course หรือ Duo Pass ได้

หากอยากเข้าใจ Olympic Lifting ให้ลึกกว่าการจำท่า

และนำไปใช้กับนักกีฬาได้อย่างมีเหตุผล

ทักเลยครับ

29/09/2026

Movement Concept & The 7 Fundamental Movement Patterns 🧠💪
บรรยากาศความเข้มข้นจากหลักสูตร LTAD (Long-Term Athlete Development) เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา โดย อ.ศุภนิริ ขำพรหมราช Pop Supanithi POP Fitness Studio
ในคลิปนี้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับหัวใจสำคัญของการฝึกความแข็งแรง (Strength Training) ที่ผู้ฝึกสอนต้องเข้าใจระดับความสามารถและประสบการณ์ของนักกีฬา เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ และเจาะลึกถึง The 7 Fundamental Movement Patterns (รูปแบบการเคลื่อนไหวพื้นฐาน 7 รูปแบบ ได้แก่ Squat, Hip Hinge, Push, Pull, Lunges, Rotation และ Gait) พร้อมการประยุกต์ใช้ทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skills Classification) ในรูปแบบ Progression & Regression เพื่อให้เหมาะสมกับเป้าหมายของนักกีฬาแต่ละคนครับ

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

026422733

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Hybrid Coach โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Hybrid Coach:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่