08/06/2026
ในปี 2004 อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แบบไร้พ่ายทั้งฤดูกาล ณ เวลานั้น ไม่มีใครคิดเลยจริงๆ ว่าทีมปืนใหญ่ ต้องรอคอยแชมป์หนต่อไป นานถึง 22 ปี
เอาเป็นว่า ตั้งแต่ย้ายมาสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ยังไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดแม้แต่หนเดียว และแฟนปืนใหญ่ยุค Gen Z ก็ไม่เคยสัมผัสโมเมนต์ฉลองแชมป์ พวกเขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าความสุขจากการได้แชมป์มันเป็นอย่างไร
อาร์แซน เวนเกอร์ ลาออกจากตำแหน่งในปี 2018 จากนั้นอูไน เอเมรี่ เข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งจริงๆ เอเมรี่ ก็ไม่ได้มีผลงานแย่นัก แต่สุดท้ายผู้บริหารสโมสร เลือกจะไล่ออก แล้วแต่งตั้งคนที่ "ใช่กว่า" นั่นคือ มิเกล อาร์เตต้า
อาร์เตต้า ไม่เคยคุมทีมชุดใหญ่กับสโมสรไหนมาก่อน แต่เขามีดีเอ็นเอของอาร์เซน่อลเต็มตัว หลักการเดียวกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตอนขึ้นมาคุมบาร์เซโลน่าหนแรกในปี 2008 ก็ไม่เคยมีประสบการณ์คุมชุดใหญ่เหมือนกัน
สิ่งที่ผู้บริหารของอาร์เซน่อล ย้ำตั้งแต่วันแรก คือคำว่า Trust The Process แปลว่า "จงเชื่อมั่นในกระบวนการ" สโมสรเชื่อจริงๆ ว่าด้วยมือของอาร์เตต้าจะสามารถนำพาทีมปืนใหญ่ เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง
3 ซีซั่นแรกของอาร์เตต้า ทีมจบอันดับ 8, 8 และ 5 ตามลำดับ ไม่ได้เข้าไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก คือถ้าเป็นสโมสรอื่น ไล่โค้ชออกไปนานแล้ว แม้แต่แฟนบอลก็ยังมีกระแส ออกมาเป็นระยะ แต่อาร์เซน่อลเชื่อว่า อาร์เตต้าคือคนที่ใช่ และให้เวลาในการสร้างทีมต่อไปอีก
เมื่อผ่านไป 3 ซีซั่น เลือดเก่าโดนถ่ายออกไป เลือดใหม่เข้ามาสู่ทีม คราวนี้ทีมปืนใหญ่เก่งขึ้น พัฒนาขึ้น และสามารถจบอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก ได้ 3 ซีซั่นติดต่อกัน
ซีซั่นที่ 7 ของมิเกล อาร์เตต้า 2025-26 มาถึง สิ่งที่เขาเรียนรู้ คือถ้าจะเป็นแชมป์ เกมรับต้องดีกว่านี้
ย้อนกลับไป ในฤดูกาล 2022-23 อาร์เซน่อลยิงได้ถึง 88 ลูก เยอะมาก แต่เกมรับเสียไป 43 ลูก ก็เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ทีมโดนแมนฯ ซิตี้ ที่เสียประตูน้อยกว่าถึง 10 ลูก ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปได้
การซื้อตัวของอาร์เซน่อล พวกเขาซื้อมาร์ติน ซูบีเมนดี้ กองกลางจากเรอัล โซเซียดัด มายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ (55.8 ล้านปอนด์) เรื่องความสามารถไม่ต้องพูดถึง นี่คือตัวเก็บกวาดระดับท็อปไฟว์ของโลกในตอนนี้
นอกจากนั้น ซื้อคริสเตียน นอร์การ์ด จากเบรนท์ฟอร์ด มาเป็นสำรอง (12 ล้านปอนด์) จริงอยู่นอร์การ์ดอาจได้เล่นน้อยมาก แต่นักเตะปืนใหญ่พูดตรงกันว่า นี่คือนักเตะที่มาซ้อมเร็วที่สุด และกลับบ้านช้าที่สุด เป็น Role Model ที่ดีมากๆ สำหรับผู้เล่นคนอื่นๆ
ตามด้วยคริสเตียน มอสเกร่า ตัวรับจากบาเลนเซีย และ ปิเอโร่ อินคาปิเอ้ จากเลเวอร์คูเซ่น เอามาใช้สับเปลี่ยนหมุนเวียนในแนวรับ สร้าง squad depth ให้กว้างขึ้น
ส่วนตัวรุก ก็ทุ่มเงินมากกว่า 170 ล้านปอนด์ ซื้อ โนนี่ มาดูเอเก้, วิคเตอร์ โยเคอเรส และ เอเบเรชี่ เอเซ่ มาเสริมทีม อย่างเคสของมาดูเอเก้ อาจโดนแฟนๆ วิจารณ์ในช่วงแรกว่าซื้อแพงไปไหม เพราะตอนเขาอยู่เชลซีก็ไม่ได้เด่นมาก แต่ในภายหลังมาดูเอเก้ ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษไปบอลโลก ก็คงพอฟันธงได้ว่า ซื้อถูกตัวแล้ว
ส่วน วิคเตอร์ โยเคอเรสเป็นการซื้อตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ในแง่ว่า อาร์เซน่อลขาดหาย หน้าเป้า เบอร์ 9 มานานแล้ว ไค ฮาแวตซ์ ก็เล่นฟอลส์ไนน์ หรือ กาเบรียล เชซุส ก็ยืนปีกมากกว่า การมีสไตรเกอร์ของจริงเข้ามา เพิ่มมิติใหม่ๆ ในแนวรุกได้เพียบ และที่สำคัญ โยเคอเรสทำให้ท่า "ใส่หน้ากาก" กลายมาเป็นท่าฮอตฮิตของทีมปืนใหญ่ด้วย
ส่วนเอเซ่ เจ้าของเบอร์ 10 คนใหม่ ก็เป็นการคว้าตัวตัดหน้าสเปอร์ส ที่จะเซ็นกันอยู่แล้ว จนแฟนๆ ปืนใหญ่สะใจแบบสุดๆ
ในตลาดซัมเมอร์ 2025 ทีมที่ใช้เงินซื้อนักเตะมากที่สุดในโลกคือลิเวอร์พูล ทะลุ 400 ล้านปอนด์ แต่ถ้านับเฉพาะ ราคาสุทธิ (ตัวซื้อ ลบ ตัวขาย) อาร์เซน่อล คือทีมที่ใช้เงินมากที่สุดในโลก 254 ล้านปอนด์
การทุ่มเงินซื้อผู้เล่นใหม่ที่คุณภาพดีมาก ด้วยเงินขนาดนี้ บวกกับการที่ไม่ยอมขายคีย์แมนออกไปเลยแม้แต่ตัวเดียว แสดงให้เห็นเจตจำนงว่าอาร์เซน่อล "จะเอาแชมป์ปีนี้"
เครดิตในการซื้อ-ขายที่สุดยอดขนาดนี้ ต้องยกให้ อันเดรีย แบร์ต้า ผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่ ที่มาแทนเอดู
แฟนบอลรู้จักผลงานของแบร์ต้าตอนที่เป็นผู้อำนวยการกีฬาของแอตเลติโก้ มาดริด ซื้อตัวเก่งๆ มาเพียบ จนช่วยทีมตราหมีคว้าแชมป์ลาลีกา 2 สมัย แล้วพอย้ายมาอาร์เซน่อลปั๊บ ในปี 2025 ก็โชว์สายตาที่ยอดเยี่ยมในการซื้อตัวทันที
สำหรับฤดูกาล 2025-26 สิ่งที่กรุยทางให้อาร์เซน่อลก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์ได้ มี 5 เหตุผลหลักๆ
เหตุผลแรก คือ เกมรับในระดับสุดยอด 38 นัดในพรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อลเก็บคลีนชีทได้ครึ่งหนึ่ง 19 นัด! บ้าไปแล้ว แนวรับภูผาหินของจริง
ดาวิด รายา คว้าถุงมือทองคำ 3 สมัยติดต่อกัน ผมยังจำได้ ตอนที่อาร์เซน่อลซื้อรายาเข้ามา ทั้งๆ ที่มีแอร่อน แรมส์เดล อยู่แล้ว แฟนบางส่วน ตั้งคำถามว่าจะเปลืองเงินซื้อใหม่ทำไม แต่วันนี้ก็เห็นผลแล้วว่า รายาเขาของจริง
แผงกองหลัง กาเบรียล มากัลเญส กับ วิลเลียม ซาลิบา ยิ่งเล่นยิ่งลงตัว ส่วนคนอื่นๆ ทิมเบอร์ส, ไวท์, มอสเกร่า, คาลาฟิออรี่, อินกาปิเอ้ ทุกครั้งที่ได้ลงก็ทำหน้าที่ได้ดีมากๆ
ตลอด 38 นัด อาร์เซน่อลเสียไปแค่ 27 ประตู ค่าเฉลี่ยยังไม่ถึง 1 ลูกต่อ 1 เกมด้วยซ้ำ ยอดเยี่ยมมากๆ
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้เกมรับทีมปืนใหญ่ดีขึ้น คือ กาเบรียล ไฮน์เซ่ โค้ชทีมชุดใหญ่ ที่ถูกจ้างในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อสอนเกมรับโดยเฉพาะ และเขาก็ทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่องเลย
เหตุผลที่สอง คือ พวกเขารู้แล้วว่าการเล่นในระบบลีก การ "ตบทีมเล็กให้หมด" สำคัญกว่า "การเล่นดีเฉพาะกับทีมใหญ่"
ยกตัวอย่างเช่น ในฤดูกาล 2023-24 อาร์เซน่อลไม่แพ้ แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, เชลซี และ สเปอร์ส แม้แต่นัดเดียว ทั้งเหย้าและเยือน รวม 10 นัด คือเจอทีมใหญ่เล่นดีมากๆ แต่กลับไปเสียแต้มง่ายๆ เช่นแพ้ เวสต์แฮม คาบ้าน หรือ แพ้ฟูแล่มที่อยู่ครึ่งล่างของตาราง
มาปีนี้ อาร์เซน่อล อาจทำแต้มหลุดบ้างกับทีมใหญ่ มีแพ้หงส์ แพ้เรือ แพ้ผี แต่กับทีมเล็กพวกเขากวาดเรียบ เก็บแต้มได้เป็นชิ้นเป็นอันมาก
เหตุผลที่สาม คือ การเล่นเซ็ตพีซ ที่ทรงประสิทธิภาพมาก เชื่อหรือไม่ ว่าทุกรายการปีนี้ อาร์เซน่อลยิงประตูจากลูกเซ็ตพีซไป 36 ลูก! ที่ผู้คนบอกว่า เตะมุมแต่ละครั้ง น่ากลัวราวกับจุดโทษ อันนี้ไม่เกินจริงเลย
นิโคลัส โจเวอร์ โค้ชเซ็ตพีซของทีม วางหมากแปลกๆ ให้คนไปยืนในบางจุด แล้วสุดท้ายบอลก็หล่นถึงทุกทีแบบงงๆ ซึ่งผู้เล่นที่ทำประตูได้จากเตะมุม มีสารพัดเลย ทั้งกาเบรียล, ซาลิบา, โยเคอเรส, ทิมเบอร์ส, คาลาฟิออรี่ ฯลฯ คือไม่รู้เซ็ตแผนกันยังไง แต่เหมือนว่า ใครๆ ก็พร้อมจะทำประตูได้
แฟนๆ ทีมอื่นแซะว่า Corner Kick Merchants คือวันๆ คิดแต่จะเอาเตะมุม คงไม่มีไอเดียจะทำแบบอื่นแล้วมั้ง แต่อาร์เซน่อลจะไปสนอะไร ในเมื่อใช้แล้วมันได้ประตู
เหตุผลที่สี่ คือ Squad Depth ที่ดีมากๆ สามารถเลือกใช้ตามสถานการณ์ได้ หรือตอนมีตัวเจ็บ ก็โรเทชั่นเอาคนอื่นลง ก็มีคุณภาพไม่ด้อยกว่ากัน
โยเคอเรส เป็นกองหน้าตัวหลักในยามปกติ แต่เกมชี้เป็นชี้ตาย ก็มีไค ฮาแวตซ์ ที่มีสกิลยิงเกมใหญ่ กองกลางก็มีให้เลือกเพียง ซูบีเมนดี้, ไรซ์ หรือแม้แต่ลูอิส-สเคลลี่ ก็ขยับมายืนกลางได้ แบบที่ทำในช่วงท้ายซีซั่น
เหตุผลที่ห้า คือความคงเส้นคงวามากที่สุด พวกเขาเยือกเย็นมาก แม้ในโมเมนต์ที่โดนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แซงหน้าได้ในช่วงปลายฤดูกาล แต่ยังไม่ท้อถอย ยังรักษาสติเอาไว้ได้ นำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีในตอนจบ
แต่อีกสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ คู่แข่งทีมอื่น ก็พร้อมใจหลุดวงโคจรไปด้วย อย่างแมนฯ ซิตี้ พอเสียเดอ บรอยน์ แล้วทีมก็แผ่วไปอย่างเห็นได้ชัด, ลิเวอร์พูล กับ เชลซี หลุดวงโคจรไปหลายกิโลเมตร ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ด ยุคอโมริมก็ทำเสียแต้มไปเยอะเกินกว่าจะมาลุ้นแชมป์ในยุคคาร์ริก
อาร์เซน่อลปีนี้ ทำแต้มน้อยกว่า ฤดูกาล 2023-24 ที่ได้รองแชมป์เสียอีก แต่ยังมากพอ ที่จะเป็นแชมป์ลีกได้ พวกเขาฉกฉวยโอกาสนี้เอาไว้แบบไม่พลาด
ถ้าเราดูในตอนจบ อาร์เซน่อล ทิ้งห่างแมนฯ ซิตี้อันดับสอง 7 คะแนน อาจคิดว่าซีซั่นนี้ "ขาด" กว่าปีอื่นๆ แต่ถ้าดูในดีเทลแล้ว ทีมปืนใหญ่ไม่ได้คว้าแชมป์โดยง่ายเลย
แฟนๆ ต้องมีหัวใจที่แกร่งมาก และอารมณ์ขึ้นลงแบบไบโพลาร์ แฮปปี้ วิตก มีความสุข มีความเศร้า วนเวียนไปหลายรอบมาก
สำหรับโมเมนต์แห่งชีวิตของอาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ มีอยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือประโยค It's not done ของดีแคลน ไรซ์ ในเกมแพ้แมนฯ ซิตี้ เพราะมันโชว์คาแรคเตอร์ของทีมที่ไม่ยอมแพ้แค่นี้
กับอีกครั้งคือ ช่วงทดเจ็บในเกมเจอเวสต์แฮม นัดที่ 36 ของฤดูกาล ที่โดนยิงตีเสมอ แต่กรรมการเช็ก VAR แล้วประกาศออกไมค์ว่า "After review West Ham number 19 commits a foul" ริบสกอร์ของเวสต์แฮม ทำให้อาร์เซน่อลชนะในเกมนั้น 1-0 คือถ้าไม่มีช็อตนี้ อาจโดนแมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ นอกจากได้แชมป์ลีก อาร์เซน่อล ได้สร้างสถิติที่น่าสนใจขึ้นมาหลายอย่างมากๆ เช่น
- เอเซ่ กลายเป็นนักเตะคนแรกในยุคพรีเมียร์ลีก ที่ทำแฮตทริกได้ ในนอร์ธ ลอนดอน ดาร์บี้
- แม็กซ์ ดาวแมน กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด ที่ยิงได้ในพรีเมียร์ลีกด้วยวัย 16 ปี กับอีก 73 วัน อาร์เตต้าทำให้เห็นเลยว่าทีมของเขา ไม่ใช่แค่มีแต่ตัวเก๋า ตัวดาวรุ่งสุดๆ อนาคตของชาติ ก็มีเหมือนกัน
- อาร์เซน่อลคือทีมที่ทำประตูจากเตะมุม ได้มากที่สุดตลอดกาลในยุคพรีเมียร์ลีก 19 ลูก ในซีซั่นเดียว
- อาร์เซน่อลคือทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ที่ไม่เสียจุดโทษ และ ไม่โดนใบแดง แม้แต่ครั้งเดียว ตลอด 38 นัดในฤดูกาลนี้
- สร้างประวัติศาสตร์ คว้าชัยชนะมากที่สุดตลอดกาล 44 นัด (ทุกรายการ) ทำลายสถิติเดิม 41 นัด ในฤดูกาล 1970-71
22 ปี ที่รอคอย สิ้นสุดลงด้วยแชมป์ และเป็นแชมป์แบบมีสไตล์ เล่นดีสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ แทบไม่พลาดเลย
ในถ้วยอื่นๆ ของทีมปืนใหญ่ ซีซั่นนี้ พวกเขาเข้าชิงอีก 2 ถ้วย คือคาราบาว คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่แพ้แมนฯ ซิตี้ และ เปแอสเชตามลำดับ
เธียร์รี่ อองรี เคยกล่าวเอาไว้ว่าทีมของเขาคือ Invincibles แต่ถ้าหากอาร์เซน่อลทีมนี้คว้าแชมป์ยุโรปได้ด้วยล่ะก็ จะถูกขนานนามว่า Unforgettables (ถูกจดจำไปตลอดกาล) แต่ก็น่าเสียดายที่มันไม่เกิดขึ้น
ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก อาร์เตต้าวางแผนมาโอเคแล้ว เล่นเน้นเกมรับ มั่นใจในจุดแข็งของตัวเอง คือถ้าเจอเปแอสเชที่สุดยอดเรื่องเกมรุก แล้วไปเปิดหน้าแลก มีหวังพังพอดี สุดท้ายก็ยื้อมาถึงจุดโทษจนได้
เมื่อถึงจุดโทษ ทุกอย่างก็อยู่ที่โชคชะตาแล้ว เพียงแต่วันนี้ มันไม่เข้าข้างอาร์เซน่อลแค่นั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองโลกในแง่ดีอะไรสักอย่าง ก็ต้องบอกว่า ทีมปืนใหญ่ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละสเต็ปในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
2023-24 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย
2024-25 ตกรอบ 4 ทีมสุดท้าย
2025-26 รองแชมป์
ถ้าลำดับมาเรื่อยๆ แบบนี้ ไต่มาแบบขั้นบันได บางทีฤดูกาล 2026-27 พวกเขาอาจไปถึงแชมป์จริงๆ ก็ได้ ใครจะรู้
ในวันที่แพ้ เปแอสเชที่บูดาเปสต์ แฟนปืนใหญ่หลายคนเสียน้ำตา เพราะอุตส่าห์เข้าชิงยุโรปทั้งที ก็ต้องมาจบเจ็บๆ อีกแล้ว 2006 ก็เจ็บ 2026 ก็ยังเจ็บอีก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะปลดล็อกการได้เป็นราชายุโรปเสียที
แต่ก็นั่นล่ะครับ แฟนปืนใหญ่ก็คงต้อง Trust the Process ต่อไป ถ้าหากวันหนึ่งอาร์เตต้า ทำทีมมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ อนาคตเขาก็มีโอกาสพาทีมไปถึงแชมป์ยุโรปได้เหมือนกัน
แต่เอาจริงๆ นะครับ แม้จะเศร้าจากการแพ้นัดชิง แต่บทสรุปนั้น คุณได้ 1 แชมป์ลีก กับ 2 รองแชมป์บอลถ้วย ยังจะขออะไรได้มากกว่านี้อีกหรือ?
ถ้าถามแฟนอาร์เซน่อล ตอนเริ่มฤดูกาลว่า "จบซีซั่น คุณจะได้แชมป์ลีก แต่จะแพ้ 2 นัดชิงบอลถ้วยนะ คุณจะเอาไหม?" เชื่อเถอะ ว่าแฟนๆ ปืนใหญ่คงรีบกระโดดคว้าไว้แบบไม่ลังเลเลยครับ
บทสรุปในฤดูกาลนี้ ต้องบอกว่า แม้จะไปไม่ถึง Unforgettables แต่มันก็เป็นซีซั่นที่ดีที่สุดของอาร์เซน่อล นับจากยุคไร้พ่าย
คำว่า "ซีซั่นที่ดีที่สุด" ไม่ได้หมายถึงแต่ในสนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรยากาศของแฟนบอลนอกสนามอีกด้วย ความศรัทธาที่เคยสูญหายไปนาน ตอนนี้มันกลับมาแล้ว ดูได้จากเสียงเพลง North London Forever ที่กึกก้องยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต
หลังจากได้รองแชมป์มา 3 ปีติดต่อกัน ผ่านความเศร้า ความความเจ็บช้ำมานักต่อนัก ในที่สุด อาร์เซน่อลก็หลุดพ้นจากคำว่าพระรองเสียที
วันนี้พวกเขาทำได้แล้ว และบางทีมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่อีกมากมายที่รออยู่ในอนาคตก็ได้ ใครจะรู้
[ ตัดเกรด อาร์เซน่อล ซีซั่น 2025-26 : A ]
-------------------
ทิ้งท้ายด้วยคำขอบคุณ ถึงคลีนิกสายตา "มัทยา วิชั่น เซ็นเตอร์" ผู้สนับสนุนที่น่ารักของวิเคราะห์บอลจริงจังเช่นเคยนะครับ อยากบอกว่าเจ้าของมัทยานี่เป็นแฟนอาร์เซน่อลตัวยงด้วยนะครับ ดีใจกับการคว้าแชมป์ของทีมปืนใหญ่ด้วยจริงๆ
มัทยา วิชั่น เซ็นเตอร์ คือร้านแว่นโปรเกรสซีฟ ที่เชี่ยวชาญการตัดแว่นแบบเฉพาะบุคคล (tailor-made) เพราะพวกเขาเชื่อว่า แต่ละคนก็มีสายตาต่างกัน ดังนั้นแว่นก็ควรมีเลนส์ และกรอบ ที่เหมาะสมกับคนคนนั้นที่สุด
มัทยา วิชั่น เซ็นเตอร์ มีนักทัศนมาตรที่เรียนจบด้านสายตามาโดยตรง จะช่วยเรื่องการวัดสายตา และการเลือกแว่นที่เหมาะกับคุณให้ครับ โดยแว่นของลูกค้าทุกคน จะผ่านการควบคุมมาตรฐานโดย พญ.มัทยา ขวัญอโนชา จักษุแพทย์ที่เป็นสเปเชียลลิสต์เรื่องแว่นโปรเกรสซีฟโดยเฉพาะ
ตามคอนเซ็ปต์ของเขาเลยครับ The Clear Mind sees Beyond ที่แปลว่า เพราะเข้าใจ ... จึงมองได้ไกลกว่า มัทยา วิชั่นเซ็นเตอร์ เข้าใจเรื่องแว่นโปรเกรสซีฟเป็นอย่างดี การันตีได้จากคนหลากหลายวงการที่ใช้บริการครับ
ปัจจุบันมัทยา มีทั้งหมด 5 สาขา คือ โรงพยาบาลพญาไท 1, เดอะ คริสตัล เลียบทางด่วนรามอินทรา, เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เมกา บางนา ครับผม ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น หรือเช็กข้อมูลก่อนที่เว็บไซต์ของเขา ได้เลยนะครับผม
07/06/2026
ถ้าเราเข้าไปดูเกมพรีเมียร์ลีกในสนาม แล้วยกมือถือขึ้นถ่ายคลิป คำถามคือลิขสิทธิ์ของคลิปนั้น เป็นของเรา หรือเป็นของพรีเมียร์ลีก
นี่เป็นดราม่าที่น่าสนใจมาก และเอาจริงๆ นี่ก็เป็นมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนด้วย ดังนั้นเราจะไปอธิบายเหตุการณ์แบบเข้าใจง่ายนะครับ
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายน เมื่อเพจวาทะลูกหนัง (4.9 ล้าน ฟอลโลเวอร์ส) ลงคลิปชื่อ "โกนาเต้ เดินออกจากลิเวอร์พูล ปิดฉาก 5 ปีแห่งความทรงจำ" ลงในโซเชียลมีเดีย โดยทางเพจได้รับรายได้จากคลิปนี้ด้วย เพราะมีสปอนเซอร์อยู่คือเครื่องดื่มลีโอ
ในคลิปมีความยาว 6.29 นาที มีฟุตเทจผสมกัน ระหว่างภาพ Official ในการถ่ายทอดสด กับภาพในมุม Fan Cam ที่แฟนๆ ถ่ายจากบนอัฒจันทร์
คลิปนี้เผยแพร่มาได้ 2 วัน ก็เกิดประเด็นขึ้น เมื่อคนที่ถ่ายกล้องมุม Fan Cam ปรากฏว่าเป็นคนไทย เขาคือเจ้าของเพจ Fotosuck ที่มีผู้ติดตาม 76K ฟอลโลเวอร์ส
เจ้าของเพจ Fotosuck โพสต์เดือดทันทีบอกว่า "ปกติผมชอบดูช่อง วาทะลูกหนังนะครับ แต่ไม่ชอบเวลาที่คุณดูดคลิปคนอื่นมาตัดต่อลงแล้วไม่เคยขอ ไม่เคยให้เครดิต ทำแบบนี้มาหลายรอบแล้ว ฝากปรับปรุงหน่อยนะครับ"
แต่ปาม-หริรักษ์ เกื้อสุข เจ้าของเพจวาทะลูกหนังได้มาอธิบายบอกว่า เขาเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของผู้ถือลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในประเทศไทย และมีสิทธิ์ใช้คลิปได้ทุกอย่างจากพรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็นภาพแบบ Official หรือ ภาพจาก Fan Cam ก็ตาม
ดราม่าก็เริ่มจากตรงนี้ครับ มีผู้คนสงสัยว่า เฮ้ย เรายกมือถือถ่ายเอง คลิปอยู่ในกล้องเรา แต่เจ้าของคลิปดันเป็นพรีเมียร์ลีก แบบนี้มันใช่หรือ? แล้วพรีเมียร์ลีก สามารถส่งต่อให้คนอื่น อย่างเพจต่างๆ ใช้ได้แบบฟรีๆ เลยงั้นหรือ
ก่อนที่จะไปอธิบาย ผมอยากให้ทุกคนทราบข้อมูล 2 เรื่องนี้ ก่อนนะครับ
1- พรีเมียร์ลีก มีเอเยนซี่ที่ดูแลประเทศไทยอยู่นะครับ นอกจากนั้น ยังมี JAS ที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ในไทยทั้งหมดด้วย ผู้ถือลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกได้จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับหลายเพจ หลายช่อง หลายมีเดีย เพื่อให้ช่วยทำคอนเทนต์พรีเมียร์ลีกออกไปสู่วงกว้างให้เยอะที่สุด โดยจะแลกกับสิทธิประโยชน์บางอย่าง (เช่น ใช้ฟุตเทจได้ หรือจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน) ซึ่งตัวผมเองเคยทำคอนเทนต์ให้พรีเมียร์ลีกโดยตรงเช่นกัน
และ 2- ถ้าคุณไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับพรีเมียร์ลีก แล้วไปเอาคลิปพรีเมียร์ลีกลงในโซเชียลมีเดียล่ะก็ ทางพรีเมียร์ลีกในฐานะเจ้าของสิทธิ์ จะไปแจ้งแพลตฟอร์มเพื่อให้คุณเอาคลิปลงทันที (เพราะมันเป็นลิขสิทธิ์ของเขา) ซึ่งเจ้าของเพจหรือช่องนั้นๆ จะโดนแพลตฟอร์มทำการ Strike หรือ ลงโทษใบเหลือง-ใบแดงอีกด้วย
สำหรับเรื่องเพจวาทะลูกหนัง ใช้ภาพจากกล้อง Fan Cam ของคนอื่น ประเด็นนี้ เราต้องแยกเป็นสองมุม คือกฎเกณฑ์ กับ ความรู้สึก
ในมุมของกฎเกณฑ์นั้น ในเมื่อคลิปโกนาเต้เกิดที่สนามแอนฟิลด์ งั้นผมอ้างอิงมาจาก Regulations ของสโมสรลิเวอร์พูล เอฟซี เลยนะครับ เนื้อหาระบุว่า
- อนุญาตให้พกพาโทรศัพท์มือถือเข้าสนามได้ และถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามได้ แต่เนื้อหาทุกอย่าง ห้ามนำไปเผยแพร่ต่อให้บุคคลที่สามดู รวมถึงห้ามโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียด้วย
- ถ้าถ่ายคลิปแล้วนำไปเผยแพร่ ไม่ว่าในคลิปจะเป็นนักเตะ, แฟนบอล หรือ ตัวสนาม สิทธิ์ในคลิปนั้นจะถูกโอน (Assigned) เป็นของพรีเมียร์ลีก และ สโมสรฟุตบอลโดยทันที
หมายความว่า ทันทีที่เราเดินเข้าไปในสนามปั๊บ มันเป็นเขตแดนของพรีเมียร์ลีกทันที ก่อนซื้อบัตรเข้าชม เราต้องรู้อยู่แล้วว่าถ้าเผยแพร่รูป หรือ คลิปปั๊บ พรีเมียร์ลีกจะมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการเอาคลิปนั้น มาเป็นของตัวเอง
เงื่อนไขมันมีเขียนอยู่นะครับแบบชัดเจนมากๆ คุณต้องรู้ก่อนซื้อตั๋วเลย ถ้าหากใครทำใจไม่ได้กับกฎนี้ ว่าเราอุตส่าห์ถ่ายคลิปมา แล้วมันเป็นของพรีเมียร์ลีกได้ไง ก็ไม่ต้องเข้าไปดูในสนามตั้งแต่แรกครับ หรือ อีกวิธีคือถ่ายคลิปไว้ แล้วเก็บไว้ดูเองโดยไม่โพสต์ครับ
กฎนี้ ไม่ได้สร้างขึ้นมาแบบเลื่อนลอยนะครับ มันคือการปกป้อง ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ตัวจริงครับ
ตัวอย่างเช่น โมโนแม็กซ์ ซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกหมื่นล้าน จากนั้นลงไฮไลท์ ประตูที่บรูโน่ เฟอร์นันเดส ทำแอสซิสต์ลูกที่ 21 ได้ แต่สมมุติ มีคนอยู่ในสนามแล้วถ่ายคลิปบรูโน่ในจังหวะเดียวกัน แล้วมาลงในโซเชียลมีเดียของตัวเอง
ปรากฏว่า คนที่แอบถ่ายในสนาม ดันได้ยอดวิว มากกว่าคลิปจากโมโนแม็กซ์ แบบนี้มันจะแฟร์กับคนเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์หรือครับ จริงไหม
คิด worst case บางคนอาจซื้อตั๋ว 100 ปอนด์ เข้าไปดูในสนาม จากนั้นเอามือถือมาถ่ายคลิปรัวๆ ทั้งเกม แล้วเอาไปตัดต่อแล้วสร้างเอ็นเกจเมนต์ให้ตัวเองฟรีๆ โดยไม่ต้องแคร์คนซื้อลิขสิทธิ์ตัวจริงก็ได้จริงไหมครับ
ถ้าเราเคยไปดูบอลก็จะทราบดีว่าเขาจะห้ามเอากล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ เข้าสนามโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เราถ่ายอะไรออกไปได้ คอนเทนต์ทุกอย่างของเขาคือลิขสิทธิ์ครับ เพียงแต่ในยุคปัจจุบัน มือถือมันเก็บภาพได้สุดยอดใกล้เคียงกับกล้องแล้ว แล้วจะให้เจ้าหน้าที่จะยึดมือถือแฟนบอลทุกคนก็เป็นไปไม่ได้อีก ดังนั้นจึงอนุโลมให้เอามือถือเข้าสนามได้ครับ แต่เรื่องการถ่ายคลิป ก็เป็นอีกประเด็น
แปลว่า ในเคสของเพจ Fotosuck เมื่อเอามาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ก็ถือว่าคลิปนั้น เป็นสินทรัพย์ของพรีเมียร์ลีกไปโดยปริยายครับ
เพจวาทะลูกหนัง เป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ถือลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกในประเทศไทย ที่สามารถเข้าถึงฟุตเทจได้ทุกอย่าง ทั้งคลิป Official และ Fan Cam นอกจากนั้นยังลงคลิปได้ทุกแพลตฟอร์ม โดยไม่โดน Strike ดังนั้นคลิปโกนาเต้อันนี้ เขาก็สามารถใช้ได้เช่นกันครับ
มันต่างจากกรณีของ Pond on News ที่ใช้ฟุตเทจจากสำนักข่าวอื่นมาตัดต่อ สร้างคอนเทนต์ให้ตัวเองนะครับ เพราะอันนั้นคุณไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะใช้แต่แรกอยู่แล้ว
แต่เคสนี้ คลิปเป็นสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีก (ที่ยึดมาทันที ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย) และ วาทะลูกหนังก็ใช้สิทธิ์นั้นในการสร้างงานของตัวเองครับ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าครีเอเตอร์ทุกคน จะได้สิทธิ์จากทางพรีเมียร์ลีกแบบนี้นะครับ คุณต้องเป็นพาร์ทเนอร์กับ ผู้ถือลิขสิทธิ์จริงๆ เสียก่อนครับ คุณต้องสร้างประโยชน์ให้พรีเมียร์ลีกพอสมควร จนเขาคิดว่า การยกฟุตเทจให้ใช้ เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าครับ
อันนี้เราว่ากันแบบตามกฎเลยนะครับ แต่แน่นอน ในเรื่องความรู้สึกมันก็อีกประเด็น
สำหรับคนที่อยู่ในสนาม เสียตั๋วเครื่องบินไปเอง เสียเงินซื้อบัตรเข้าชมไปเอง และอุตส่าห์จับโมเมนต์สำคัญได้ด้วยมือถือตัวเองแท้ๆ ก็จะรู้สึกแย่มากๆ ที่โดนคนอื่นเอาไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ง่ายๆ เลย
แต่เรื่องนี้ สามารถหาทางออกร่วมกันได้ อาจมีการพูดคุยกันก่อนจะใช้ และให้เครดิตว่าถ่ายมาจากใคร ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายครับ
จริงๆ มีคนถ่ายคลิปบางคน มีวิธีแก้ คือติดลายน้ำตัวใหญ่ๆ เอาไว้เลยในคลิปตัวเอง แม้จะถูกพรีเมียร์ลีกยึดไป แต่คนเอาไปใช้ต่อ ก็จะติดลายน้ำของเราเต็มๆ
เรื่องการถ่ายคลิปในสนามฟุตบอล อยากให้นึกภาพ เวลาเราไปโรงหนัง (ซึ่งเป็นพื้นที่ ของเจ้าของโรงโดยสมบูรณ์) ต่อให้เราจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าไปดู ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะยกมือถือมาถ่ายคลิปได้ใช่ไหมครับ
เราสามารถเผยแพร่คลิปสั้นๆ ในโรงภาพยนตร์ แล้วโพสต์ว่า Fan Cam ได้ไหมล่ะครับ ก็ไม่ได้ใช่ไหม ส่วนในสนามฟุตบอล เขาอนุโลมให้เราถ่ายได้ แต่จริงๆ คอนเทนต์ทุกอย่างมีพรีเมียร์ลีกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมดครับ
ผมอยากยกเคสหนึ่งที่ต่างประเทศให้ฟังครับ ย้อนกลับไปในปี 2020 เลอบรอน เจมส์ ไปเห็นรูปตัวเองในอินเตอร์เนต แล้วเอามาโพสต์ต่อในอินสตาแกรมตัวเอง
ปรากฏว่า รูปนั้นคนถ่ายคือ สตีฟ มิตเชลล์ ช่างภาพมืออาชีพ เขาฟ้องศาล ว่าเลอบรอนเอารูปเขาไปใช้ โดยไม่ได้ขอ เรียกเงิน 150,000 ดอลลาร์
เลอบรอน ก็มึนงง เพราะนั่นคือ "รูปถ่ายของเขาเอง" แต่มิตเชลล์บอกว่า ต่อให้เป็นรูปใบหน้าคุณเองก็ไม่สำคัญ เพราะนี่คือรูปที่ผมถ่าย โดยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากผู้จัดงานแล้วด้วย ซึ่งตอนจบของเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ายไกล่เกลี่ยกันได้ เลอบรอนยอมตัดใจจ่ายเงินไปจำนวนหนึ่งเพื่อปิดคดี
เคสของเลอบรอน นั่นเป็นใบหน้าของเขาเองแท้ๆ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้ เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของภาพ ที่ขออนุญาตอย่างถูกต้อง
ที่ผมยกมาเปรียบเทียบ เพื่ออยากบอกว่า บางครั้งเรื่องความรู้สึก กับ เรื่องกฎเกณฑ์ มันดูไปคนละทางครับ
ดังนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็ต้องศึกษากฎเกณฑ์ของอีเวนต์นั้นๆ หรือ สถานที่นั้นๆ ให้ดีมากๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมารู้สึกผิดหวังในภายหลังครับ
บทสรุปของดราม่าครั้งนี้ ในมุมหนึ่งต้องขอบคุณต้นเรื่อง เพจ Fotosuck ที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา และเป็นโอกาสให้ฝั่งวาทะลูกหนังได้ออกมาอธิบายตัวเอง
สุดท้ายแล้ว การถกเถียงครั้งนี้ สร้างประโยชน์มาก เพราะทำให้คนไทยที่จะไปดูบอลในสนาม ได้เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ของพรีเมียร์ลีกมากขึ้น ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ครับผม
06/06/2026
ในเกมอุ่นเครื่อง ผลลัพธ์ จะแพ้ ชนะ เสมอ ไม่ใช่เรื่องมีความหมายที่สุด สิ่งสำคัญจริงๆ คือ เราใช้ประโยชน์จาก 90 นาที ได้คุ้มค่าขนาดไหน และเราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
ก่อนจะเขียนบทความนี้ อยากบอกว่าผมรักบอลไทยนะครับ โดยเฉพาะทีมชาติ สิ่งไหนดีๆ ผมกล่าวชมแน่นอน แต่อันไหนที่มันแปลก ผมก็ต้องตั้งคำถามเช่นกันครับ
เอาล่ะครับ เริ่มกันเลย
สิ่งที่ฮัดสันต้องรู้แน่นอน คือ ทีมชาติไทยในปี 2026 นี้ จะ "มีหลายชุด"
1- ชุดปัจจุบัน เกมอุ่นเครื่องกับคูเวต และ จีน
2- ชุด AFF ที่นักเตะบางคนมาไม่ได้แน่นอน เพราะอยู่นอกฟีฟ่าเดย์ เช่น เอราวัณ กานิเยร์, ธีรภัทร ปรือทอง, สุภโชค สารชาติ กลุ่มตัวต่างชาติ คุณไปขอสโมสรเขาไม่ได้หรอก รวมถึงหลายสโมสรในไทย ก็มาไม่ได้แน่ โดยเฉพาะ 3 ทีมที่เล่น 5 ถ้วย (บุรีรัมย์, ท่าเรือ, ราชบุรี) กลุ่มนี้ ปล่อยนักเตะได้มากสุดก็ทีมละ 1-2 คน
3- ชุด FIFA Asean จะเป็นการใช้งานแบบฟูลทีม เตรียมตัวไปแข่งเอเชียนคัพ ต้นปี 2027
นักเตะจะเข้า จะออก กันตลอดเวลา ใน 3 squad นี้ ไม่มีทางที่คุณจะได้ชุดฟูลทีม ไปจนถึงฟีฟ่า อาเซียนนั่นล่ะครับ ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องมีคือ "แนวทางบางอย่าง" ไอเดียฟุตบอล ว่าจะเล่นแบบไหน แล้วให้นักเตะที่แตกต่างกันในแต่ละแคมป์ ปรับตัวเข้ากับแผนของคุณ
สำหรับเกมกับคูเวตนัดนี้ ไทยอยู่อันดับ 15 ของเอเชีย (93 ของโลก) เจอกับ คูเวต อันดับ 23 ของเอเชีย (133 ของโลก) ห่างกัน 40 อันดับพอดี
ผมเห็นบางคอมเมนต์บอกว่า "คูเวตไม่ได้อ่อนขนาดนั้น แต่ที่อันดับร่วงไปอยู่ตรงนี้เพราะโดนฟีฟ่าแบน" คืองี้ครับ ฟีฟ่าเคยแบนคูเวตจริง แต่ปลดล็อก ให้กลับมาเตะตามปกติ ในปี 2017 นะครับ หรือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว
แต่แน่นอน คูเวตไม่ใช่ทีมที่แย่ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้เล่นเกมทีมชาติมา ครึ่งปีเต็มๆ จากเหตุการณ์สงครามที่ตะวันออกกลาง นักเตะหลายคน
พวกเขามีทีมที่โอเค แต่ทีมชุดนี้ไม่ได้เล่นฟุตบอลด้วยกันมาครึ่งปี จากเหตุการณ์สงครามในตะวันออกกลาง คือเพิ่งมารวมตัวกัน ในแมตช์นี้เอง
นอกจากนั้น โค้ชของคูเวต ยังตั้งใจ "ลองทีมจริงๆ" ด้วยการเรียกตัวนักเตะเลือดใหม่เต็มทีม ใน 26 คนที่เลือกมา มีนักเตะอายุเกิน 30+ แค่ 5 คนเท่านั้น แถมใน squad มีเด็กอายุ 17 ปีด้วย
ในภาพรวม ไทยเหนือกว่าครับ บวกกับการเล่นในบ้าน แค่คาดหวังชนะ 1 ลูก มันก็ไม่น่ายากเกินไปครับ
ตลอด 90 นาที ที่สนามบีจี ส่วนตัวก็มีทั้งเรื่องที่ชอบ และ ไม่ชอบครับ
เอาเรื่องที่ไม่ชอบก่อนนะครับ
1- ถ้าคุณคิดจะลองทีม จะมาลองสายเลือดเก่าทำไม ก็ลองด้วยสายเลือดใหม่สิ
ผมขอยืนยันว่าโค้ชทุกคนมีสิทธิ์ทดลองทีมได้ คำพูดที่ว่า "ทีมชาติไม่ใช่เวทีทดลองของใคร" อันนี้มันไร้สาระครับ เกมอุ่นเครื่องแบบนี้แหละ ที่จะใช้เทสต์ระบบการเล่นที่คุณตั้งใจจะใช้ในอนาคต
แต่ผมถามตรงๆ เลยนะ เอาสุรชาติ สารีพิมพ์ วัย 40 เป็นตัวจริง และใช้นักเตะอายุ 30+ เป็นตัวจริง 6 คน อันนี้คือการวางแผนเพื่ออนาคตจริงๆ หรือ?
ย้อนกลับไปเกมที่มาซาทาดะ อิชิอิ เสมอลาว 1-1 เกมนั้นเขาทดลองตัวเหมือนกัน แต่ใช้นักเตะอายุ 30+ แค่ 3 คนเท่านั้น (พรรษา 33, นิติพงษ์ 31, รุ่งรัฐ 32) โดยแต่ละคนก็ยัง อายุไม่ได้เยอะมาก สามารถเล่นทีมชาติได้อีกพักใหญ่
อีก 8 คนที่เหลือ เป็นนักเตะอายุน้อยๆ ทั้งสิ้น เช่น เสกสรรค์ ราตรี, วิลเลียม ไวเดอเฌอ, ชิษณุพงษ์ โชติ เป็นต้น
คือการอุ่นเครื่องเนี่ยะ ไม่ต้องชนะก็ได้ แต่อย่างน้อย มันควรโฟกัสที่การให้โอกาสเด็กๆ มากกว่านี้
2- ธีรภัทร และ เอราวัณ ทับตำแหน่งกัน
ธีรภัทร ได้ลงเล่นเป็นตัวจริง กับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในตำแหน่งปีกขวา ขณะที่เอราวัณ มีตำแหน่งถนัดที่สุดก็คือปีกขวาเช่นกัน ดังนั้นใน "เกมแรก" ของทั้งคู่ ในนามทีมชาติ ก็ควรให้เขาได้เล่นตำแหน่งที่ถนัดที่สุดของตัวเองไหม?
มันมีวิธีที่ดีกว่า เช่น ให้ธีรภัทร กับ เอราวัณ ลงเล่นคนละครึ่งในด้านขวา เพื่อให้พวกเขาได้ปล่อยของเต็มที่
ผมไม่มีปัญหากับสุรชาติ ผมชอบเขาด้วยซ้ำ เพราะเป็นผู้เล่นที่ใจสู้เกินร้อย และอุทิศตัวเองมากๆ แต่คือ เขาถูกเรียกตัวมาแทนอิคลาสที่บาดเจ็บ นั่นแปลว่า คุณไม่มีแผนจะใช้งานเขาแต่แรกด้วยซ้ำ
เมื่อไม่อยู่ในแผนแต่แรก แต่ฮัดสันดันส่งลงตัวจริงเฉยเลย แทนที่จะทดลอง เอราวัณ หรือ ธีรภัทร คนใดคนหนึ่งตั้งแต่ต้นเกม ยังไงก็แปลกครับ
3- ใช้ศุภนันท์ แบ็กซ้าย
ฮัดสันเรียกตัวแบ็กมา 3 คน เป็นแบ็กขวาทั้งหมด แล้วพอเล่นจริง ก็เอาศุภนันท์มาเล่นเป็นแบ็กซ้ายเฉพาะกิจ คำถามคือประเทศไทย สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีแบ็กซ้ายที่พอใช้การได้จริงๆ หรือ?
จริงอยู่ว่าก่อนเกม ศุภนันท์ กับ อนันต์ ยอดสังวาลย์ มีการซักซ้อมกันก่อนเล่น ว่าจะขึ้นเกมฝั่งซ้ายแบบไหน แต่คนมันไม่ได้ชำนาญตำแหน่งนี้แต่แรก จะคาดหวังให้เล่นดีก็คงยาก
แมตช์นี้ฮัดสันไม่ได้เซ็ตแผนเพื่ออนาคต เพราะถ้าคิดถึงอนาคตจริง ศุภนันท์ก็ต้องเล่นแบ็กขวา (ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาลงเล่นทุกนัดก่อนหน้านี้) ไม่ใช่มาลองอะไรที่ไม่ใช้แน่ๆ ในอนาคต4แบบนี้ครับ
4- นักเตะลงเล่นแบบสะเปะสะปะ
ผมคุยกับธีรภัทร ปรือทอง หลังเกม เขาบอกว่า ก่อนลงครึ่งหลัง โค้ชให้เขายืนเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก จากนั้นระหว่างเกมก็ให้เปลี่ยนตำแหน่งอีก ไปยืนปีกขวาบ้าง ซ้ายบ้าง
จู๊ด เบลล์ เริ่มครึ่งหลังเป็นหน้าเป้า จากนั้นโยกไปเป็นปีกขวา คุณจะเอายังไง เหมือนว่าฮัดสันโยนนักเตะลงน้ำ ให้ดิ้นรนว่ายเอง ผลลัพธ์ก็ออกมาอย่างที่เห็นนั่นล่ะครับ
5- ผู้รักษาประตูจะเปลี่ยนไหม
ปฏิวัติ คำไหม พาแบงค็อกจบอันดับ 5 ไทยลีก ไม่ได้โควต้าไปเอเชีย ขณะที่ผลงานส่วนตัวในช่วงหลังก็ดร็อปลงไปจริงๆ ประตูที่ 2 ที่เสีย ถ้าเขาปัดขาดกว่านี้ ก็คงไม่โดนซ้ำแล้ว
ไม่แน่ใจว่า เกมทดลองแบบนี้ มันไม่ควรเปลี่ยนผู้รักษาประตูดูหรอ? สรานนท์ อนุอินทร์ ที่เก็บคลีนชีทได้มากสุดในไทยลีก ไม่ควรได้ออกสตาร์ตตัวจริงบ้างหรือ
6- การทดลองทีมต้องมีจุดประสงค์
เราเคยได้ยินกันใช่ไหมครับว่า "เอาตัวใหม่ๆ มาทดลอง จะได้รู้ว่าเข้ากับแผนได้ไหม"
แปลว่าคุณต้องมี "แผน" ก่อน แล้วเอานักเตะมาใส่ตามตำแหน่งต่างๆ เพื่อเช็กดูว่า คนนี้เข้ากับแผนหรือเปล่า เล่นได้ไหม แต่ฮัดสันไม่มีแผนเป็น Blueprint ว่าจะทำทีมอย่างไร ไปในแนวทางไหน แล้วแบบนี้ เราจะรู้ได้ไง ว่านักเตะที่เลือกมาเข้ากับแผนได้หรือเปล่า
--------------------
นี่คือเรื่องที่ไม่ชอบนะครับ แต่เรื่องที่ชอบก็มีเช่นกัน
1- ฮัดสันติดอาวุธ ยิงไกลให้กับทีมชาติไทยได้จริงๆ
สี่เกมของฮัดสัน ยิงประตูรวม 11 ลูก ปรากฏว่า 5 จาก 11 เป็นการยิงนอกเขตโทษ คิดเป็น 45.5% เลยทีเดียว
ความน่าสนใจคือ ประตูการยิงไกลทั้งหมด มาจากกองกลาง 5 คน ได้แก่ สารัช อยู่เย็น, ธีราทร บุญมาทัน, เสกสรรค์ ราตรี, ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร และ กฤษฎา กาแมน ฮัดสันกระตุ้นให้นักเตะกองกลาง กล้าเล่น กล้ายิงนอกเขตโทษ และผลลัพธ์ก็ออกมาดีมาก
นี่อาจเป็นอาวุธสำคัญของทีมชาติไทยต่อไปได้ครับ อย่างน้อยเราก็เห็นว่ามิดฟิลด์ของเรา เล่นแถวสองได้ดีมากจริงๆ
2- เสกสรรค์ ราตรี พัฒนาขึ้นมากๆ
เสกสรรค์ เป็นคนไทยที่ยิงเยอะที่สุดในไทยลีก (8 ลูก) สถิตินี้ ไม่ใช่เรื่องฟลุ้ก ถ้าใครดูฟอร์มกับระยอง ก็ต้องยอมรับว่า เขาเล่นได้โดดเด่นมากๆ
เสกสรรค์เป็นคนเคลื่อนที่ฉลาด วางเท้าได้ดี เคลื่อนที่ถูกต้องเสมอ ผมจำได้ดี ตอนที่เสกสรรค์ถูกอิชิอิดันขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ใน AFF มีคนตั้งคำถามเยอะมาก ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร แต่ ณ เวลานี้ กระดูกของเขาแข็งแล้ว
--------------------
ตอนนี้เกมจบแล้ว ทุกคนก็มูฟออนกันไป แล้วไปเกมที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือการปะทะจีน ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายนนี้
ยุคอิชิอิ ไปเยือนเสิ่นหยาง เราได้ผลเสมอ 1-1 ออกมาแบบน่าชนะ เพราะสร้างโอกาสได้เยอะกว่ามาก ก็คาดหวังครับ ว่าเราจะได้ผลการแข่งขันที่ดีเช่นกัน ในยุคฮัดสันครั้งนี้
ความน่าสนใจคือ นี่จะเป็นการเจอทีมแรงค์กิ้งสูงกว่าเป็นครั้งแรกของฮัดสันด้วย (คะแนนเรียลไทม์ จีนแซงไทยแล้ว) ก่อนหน้านี้ เจอทีมอันดับห่างกัน 40-50 อันดับ มาคราวนี้ เป็นบททดสอบที่หนักหนาของจริงครับ
ผมอยากบอกว่า เกมอุ่นเครื่องมีไว้ให้ทดลอง ดังนั้น จบเกมเราต้องได้อะไรบางอย่างกลับมา ถ้าเล่นแบบแค่เอาตัวรอดไปนัดต่อนัดครับ แล้วการลองทีม จะไปมีความหมายอะไร จริงไหมครับ
อยากให้ฮัดสันคิดถึงระยะยาว คิดถึงเอเชียนคัพไว้เยอะๆ ถ้าไปดูคู่แข่งร่วมกลุ่มของเรา ญี่ปุ่นกับกาตาร์กำลังจะเล่นบอลโลก ส่วนอินโดนีเซีย อุ่นเครื่องถล่มโอมานมา 3-0 นะครับ
อีก 6-7 เดือน เอเชียนคัพก็จะมาแล้ว มันไม่ใช่เวลาที่จะโยนทิ้งแต่ละเกมไปฟรีๆ แบบไม่ได้อะไรกลับมา ถูกไหมล่ะครับ
สำหรับเกมไทย เจอ จีนครั้งนี้ จะไม่มีสื่อมวลชนไทยไปทำข่าวแม้แต่เจ้าเดียวครับ
ตอนแรกผมก็จะไปนะครับ ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้หมดแล้ว ไปที่หังโจว แต่ฝ่ายต่างประเทศของสมาคม ไม่สามารถติดต่อให้สมาคมฟุตบอลจีน ทำ AD Card ให้นักข่าวไทยได้ครับ
เหลือเชื่อนะครับ นี่เป็นครั้งแรกเลย ที่ผมไปทำข่าวต่างประเทศ แล้วไม่ได้ AD Card ทั้งๆ ที่ตอนบอลโลกที่เสิ่นหยาง ผมก็ไปจีน ก็ได้ AD Card แบบไม่มีปัญหา แต่คราวนี้ก็นะ ถ้าไม่ฝั่งจีนเข้มงวดขึ้นมาก ก็เป็นเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยก็ไม่มีพาวเวอร์พอที่จะผลักดันได้ครับ
แต่แน่นอนครับ ว่าไทยรัฐ ทีวี จะถ่ายทอดสดเกม จีน vs ไทย ที่หังโจวครับ ยังไงเราก็ได้ดูแน่นอน แล้วมาดูกันนะครับ ว่าเกมนั้น ที่เจอคู่แข่งในระดับที่ยากขึ้น ฮัดสันจะแก้ปัญหาอย่างไร
3 เกมของฮัดสัน เสีย win rate 100% ไปแล้ว ช่วงฮันนีมูนกับทีมชาติก็จบลงแล้วด้วย จากนี้ไปเขาจะเจอความกดดันที่มากขึ้นครับ
แต่ส่วนตัว ผมชอบเขานะครับ อยากให้ได้คุมทีมต่อไปนานๆ เลย ไม่อยากให้เดี๋ยวเปลี่ยน เดี๋ยวเปลี่ยนบ่อยๆ ครับ
สุดท้ายผมอยากบอกว่า ทีมชาติเป็นของทุกคน เราสามารถวิจารณ์ได้แน่นอน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุภาพนะครับ
ชมก็ได้ ตำหนิก็ได้ ไม่มีใครมาห้ามความคิดของเราได้หรอกครับ
มีสำนวนภาษาอังกฤษ หนึ่งประโยคที่ผมชอบมาก เขาบอกว่า
If there is no criticism, every compliment is a lie
แปลว่า ถ้าไม่มีคำตำหนิ ทุกคำชมคือเรื่องโกหกครับ
อะไรไม่ดีก็ต้องคุยกัน ต้องแชร์กัน เพราะถ้าเราเอาแต่ชื่นชมกันแบบเกินเบอร์ เราจะไม่รู้กันเลย ว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง และเมื่อเกมสำคัญจริงๆ มาถึง กว่าจะเห็นข้อผิดพลาด จะมาแก้ไขอะไรเอาตอนนั้นก็คงไม่ทันแล้วครับ
05/06/2026
อย่างที่ผมเขียนก่อนเกมครับ ว่าแอนโธนี่ ฮัดสันเขาบอกเองเลยนะ ว่าไม่มีแผนอะไรที่ชัดเจนในอนาคต ไม่มีไอเดียว่าจะสร้างทีมชาติไทยด้วยระบบการเล่นแบบไหน
สิ่งที่ฮัดสันคิด คือ "นัดต่อนัด" เจอคู่แข่งทีมไหน ก็เอาตัวรอดให้ได้ในเกมนั้นก่อน
โค้ชบางคนจะมีแผนการเล่นในใจก่อน จากนั้นเอานักเตะมาใส่ในระบบ แต่ฮัดสันไม่ได้คิดอย่างนั้น
การแก้แผนไปนัดต่อนัด บางคนบอกว่าดี ก็ไม่ว่ากันครับ แต่จะแปลกใจอะไรล่ะครับ ถ้าเราจะเล่นฟุตบอลแบบไม่มีทรงขนาดนี้ ก็โค้ชไม่ได้ติดตั้งวิธีการเล่นให้นักเตะไง ว่าคุณต้องเล่นแบบนี้ 1 2 3 4
ไทย เสมอ คูเวต 2-2 ในเกมที่เล่นแย่มาก สิ่งที่เสียคือ win rate 100% ของฮัดสันที่เหลือ 75% แล้วตอนนี้
นอกจากนั้นยังเสียคะแนนฟีฟ่า จะหมูมากาไก่ อย่างน้อยคุณก็ควรชนะก่อน สักลูกก็ยังดี เพื่อไม่ให้คะแนนฟีฟ่าลด แต่เมื่อผลออกเสมอ แต้มก็ต้องลดอย่างช่วยไม่ได้
เอราวัณ กานิเยร์, ธีรภัทร ปรือทอง และ จู๊ด เบลล์ ได้ลงพร้อมกันก็จริง แต่เต็มไปด้วยความสับสน เอราวัณเล่นตรงกลาง ขยับไปขวา แล้วไปซ้าย ไม่รู้จะยืนตรงไหนกันแน่
เราดูก็รู้เลยว่า เป็นการเล่นแบบไม่เป็นระบบ หวังใช้แค่ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นในการเจาะเข้าทำเท่านั้น
2 ประตูสวยๆ ที่ได้ในครึ่งแรก อาจทำให้ไทยนำ 2-0 แต่ถ้าเราดูรูปเกม ก็จะเห็นอยู่ครับว่า เราไม่ได้เล่นดีเลย ขึ้นนำเพราะความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ
การเล่นเอาตัวรอดไปนัดๆ แบบที่ฮัดสันพูด แบบนี้จะให้ผมกล่าวชื่นชมได้หรือครับ อย่างน้อยมันก็ต้องรู้ว่า อยากสร้างฟุตบอลของตัวเองในทิศทางไหน ถูกไหมครับ
ส่วนเรื่องอายุของผู้เล่น ก็ตามนั้นครับ ทุกคนคงเห็นกัน ว่าเราให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งแค่ไหน พีฬาวัช (27 ปี) ได้ลงเล่นทดเจ็บ ส่วนคคนะ คำยกไม่ได้สัมผัสเกมสักนาที
มีช่วงหนึ่งของเกม มีนักเตะอายุ 30+ ถึง 7 คนในสนาม! ผมไม่คิดว่ามันเป็นการวางแพลนเพื่ออนาคตเลยครับ
ถ้าจะมีเกมที่่เราทดลองใช้ดาวรุ่งเยอะๆ มันก็ควรเป็นเกมนี้ ที่ไม่มีผลได้เสีย แต่เราก็เลือกจะเข็นแต่ตัวอายุเยอะๆ ลงเล่นแบบนั้น
หวังจะ Win now แต่ก็ยังไม่ Win อีกต่างหาก
ผมไม่ได้อยากดราม่า ทุกคนรู้ดีว่าผมชอบฮัดสัน เคยสัมภาษณ์เขาหลายครั้ง และขอบคุณที่เขาพาทีมชาติไทย เข้ารอบเอเชียนคัพได้
แต่สิ่งที่เขาบอก คือ ตอนนี้ทำทีมแบบไม่รู้ว่าระบบการเล่นหลักที่จะใช้คืออะไร ขอเปลี่ยนแบบเกมต่อเกม ให้รอดไปได้เป็นเกมๆ เท่านั้น
แบบนี้จะให้ชม ก็คงยากจริงๆ ครับ อย่างน้อยมันก็น่าจะมี main idea ในวิธีการเล่นไหม
แต่เอาล่ะ วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเจาะในดีเทลอีกครั้งนะครับ
แล้วจากนี้ ผมจะไปคุยกับฮัดสันที่เพรส คอนเฟอเรนซ์ และ สัมภาษณ์นักเตะที่มิกซ์โซนนะครับ ใครมีประเด็นอะไรอยากถาม พิมพ์ทิ้งไว้ได้เลยนะครับ
05/06/2026
เห็นแง่บวกอะไรกันไหมครับ หลังจบครึ่งแรกที่ไทยนำคูเวต 2-0
สิ่งที่ผมพอจะเห็นคือ ความยืดหยุ่นของเสกสรรค์ ราตรี เขาเล่นตำแหน่ง no.10 ก็จริง แต่วิ่งส่ายหาพื้นที่ตลอด บางครั้งขยับไปเล่นหน้าเป้า บางครั้งก็ไปยืนปีกขวา เป็นผู้เล่นที่เดาทางยากครับ
เสกสรรค์ เป็นโจ๊กเกอร์ของแอนโธนี่ ฮัดสันมาหลายเกมแล้ว ตั้งแต่นัดแรกสุดกับสิงคโปร์ (ยิง) นัดชี้ชะตากับเติร์กฯ (ไปบล็อกนายทวารให้โดดไม่ถึงบอลในประตูชัย)
เกมนี้ก็เป็นคนซัดให้เรานำ 1-0 เขาเช็กไลน์ได้เยี่ยม แล้วยิงเข้ามุมอย่างสวย เป็นคนที่คู่ควรกับคำชมครับ
อีกสองคนที่เล่นได้โอเคเลย คือ คู่มิดฟิลด์ สารัช อยู่เย็น ทำแอสซิสต์ ส่วน กฤษฎา กาแมน ยิงประตู 2-0
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ผมคิดว่ายังไม่โดดเด่นมากนัก โดยเฉพาะริมเส้นซ้าย-ขวา ที่ประสานงานกันไม่คลิกอย่างแรง
ฝั่งขวา วาริส-สุรชาติ ยังมีให้เห็นนิดหน่อย แต่ฝั่งซ้าย ศุภนันท์-อนันต์ นี่ต้องบอกว่าหายไปจากเกม
ผมมีข้อสังเกตคือ 2 คนที่ยิงประตู เป็นกลุ่มนักเตะอายุต่ำกว่า 30 ปีครับ และทั้งสองคนเป็นตัวหลักของฮัดสันอยู่แล้ว
ถ้ามองแค่ชัยชนะ ไทยคงชนะได้ครับ คูเวตนี่อยู่อันดับ 134 ของโลกห่างจากเรา 40 อันดับ เล่นในบ้านไม่ชนะก็แย่แล้วครับ
แต่การเลือกนักเตะ 30+ ออกสตาร์ต 6 คน ในเกมที่ควรใช้ทดลองผู้เล่นใหม่ๆ ยังไงผมก็ไม่เห็นด้วยครับ
เอาเป็นว่า ครึ่งหลังเราคงได้เห็น เอราวัณ จู๊ด และ ธีรภัทรแล้วนะครับ หวังว่าจะได้ดูทีมแห่งอนาคตของไทย ลงเล่นใน 45 นาทีที่เหลือนะครับ