Training and Fleet Development for Thai Shipowners & Seafarers

Training and Fleet Development for Thai Shipowners & Seafarers

แชร์

กัปตันโก้
ผู้ที่อยากให้คนประจำเรือไทยมีความรู้และทำงานด้วยความปลอดภัยบนเรือ กลับไปพักหาครอบครัวที่เรารักโดยการเดินลง Gangway เท่ห์ๆ แทนการโดนหามลง

10/03/2026

TFDTSS Sharing Knowledge No.03-2026 กรณีศึกษาเรือน้ำมันชนกับเรือประมง 2 ลำ และมีลูกเรือประมงเสียชีวิต 13 คน

Sharing knowledge โพสต์นี้เลยมีเรื่องเกี่ยวกับการโดนกันของเรือมาเตือนกันครับ ตลอดการอยู่เรือ 20 ปีของผม ผมไม่เคยนำเรือไปชนกับอะไร เพราะอย่างหนึ่งที่ผมคิดอยู่เสมอขณะนำเรือและกำหนดให้นายนามของผมปฎิบัติตามก็คือ ผมจะไม่เอาเรือเข้าไปเสี่ยง ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน เรือตัดทางกัน ผมจะเลือก take action ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้แบบไม่ต้องลังเลหรือต้องมานั่งลุ้น หรือบางทีเลือกที่จะหลบก่อนด้วยซ้ำ ถ้าเห็นว่าเรือฝ่ายตรงข้ามไม่ทำอะไรและมันจะนำเราไปสู่ความเสี่ยง ถึงแม้บางทีผมจะเป็นเรือที่ต้อง Stand on vessel ก็ตาม ไม่มีใครเป็นพระเอกกลางทะเลครับ ลดอีโก้ลงให้เยอะๆ และปฎิบัติตามกฎ แล้วคุณจะปลอดภัย มาอ่านเรื่องที่เป็น case study ของเรากันดีกว่าครับ

มีเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติฮ่องกงโดนกันกับเรือประมง 2 ลำ ณ น่านน้ำทะเลญี่ปุ่น เป็นเหตุให้เรือประมงลำหนึ่งพลิกคว่ำและมีผู้เสียชีวิต 13 คน และจากรายงานของหน่วยงานทางด้านการขนส่งทางการขนส่งทางทะเลของ Hong Kong แจ้งว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติฮ่องกงลำนี้ โดนกันกับเรือประมงขณะลากอวนในน่านน้ำญี่ปุ่น โดยเส้นทางของเรือน้ำมันแล่นผ่านบริเวณที่เรือประมงหนาแน่น ด้วยการเปลี่ยนเข็มเพียงเล็กน้อยโดยระบบการถือท้ายอัตโนมัติแถมยังหลบเรือด้วยระยะห่างเพียงไม่กี่เคเบิลกับเรือประมงแค่นั้น

ตามกฎการเดินเรือสากล เรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวต้องเป็นฝ่ายที่จะหลบเรือประมงในขณะทำการประมงอยู่ โดยเรือได้เปลี่ยนเข็มไปทางขวา หลังจากที่โดนกันกับเรือประมงลำแรก โดยพยายามที่จะเอาเรือประมงลำที่สองไว้ทางซ้าย แต่ก็หลบไม่พ้น และได้ชนกับเรือประมงลำที่สองอย่างจัง ทำให้เรือประมงจมลงและคนบนเรือประมง 13 คนได้สูญหายไป

สาเหตุที่เป็นไปได้ในการเกิดอุบัติเหตุ

รายการงานสืบสวนสอบสวนเหตุเปิดเผยปัจจัยหลักที่นำไปสู่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ดังนี้

- จากหลักฐานที่เกี่ยวข้องพบว่าเรือบรรทุกน้ำมันไม่ได้ปฏิบัติตาม SMS ของบริษัทอย่างเคร่งครัด มีข้อบกพร่องในการจัดยามเรือเดิน โดยไม่มีการจัดยาม Look Out ในเวลากลางคืน ในขณะเกิดอุบัติเหตุ มีต้นเรืออยู่บนสะพานเดินเรือแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งไปกว่านั้น ต้นเรือไม่ได้ปฎิบัติตามที่กัปตันได้สั่งไว้คือ ให้นายยามเรือเดินเรียกกัปตันทันที เมื่อเรือประสบกับกลุ่มเรือประมงที่หนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นเรือไม่ได้มีการคำนวนระยะเฉียดและเวลาที่จะถึงระยะเฉียดของเป้าหมายอันตรายต่างๆ เลย

- เรือบรรทุกน้ำมันบกพร่องในปฎิบัติอย่างระมัดระวังอย่างเหมาะสมในการป้องกันการโดนกันกับเรือลำอื่น ในช่วงที่เรือแล่นผ่านบริเวณที่การจราจรอย่างหนาแน่น เช่น ยังใช้ระบบถือท้ายอัตโนมัติ และไม่มีคนช่วย Look out ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมตามข้อกำหนดเรื่องการป้องกันการโดนกันของเรือ

- พบข้อบกพร่องในการระแวดระวังภัย ปฎิบัติการค้นหาและช่วยเหลือของเรือน้ำมัน โดยไม่ได้ปฎิบัติทันทีหลังจากที่เรือโดนกัน ต้นเรือไม่ได้รายงานเรื่องการสูญหายของเรือประมงที่จมลงให้กัปตันทราบ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้

หน่วยงานทางด้านการขนส่งทางทะเลของ Hong Kong ได้รวบรวมมาตรการป้องกันต่างๆ เพื่อไม่ให้เหตุดังกล่าวเกิดซ้ำขึ้นอีกดังนี้

- นายเรือควรแน่ใจว่า มีการจัดยามเรือเดินที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อความปลอดภัยของการเข้ายามเรือเดินโดยเฉพาะในเวลากลางคืนและต้องแล่นผ่านบริเวณมีการจราจรหนาแน่น

- เรือทุกลำควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านช่วงที่มีเรือประมงอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น และควรรักษาระยะห่างให้มากที่สุด

- แนะนำให้เรือทุกลำปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องการป้องกันการโดนกันของเรืออย่างเคร่งครัดตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องปฎิบัติแน่เนิ่นๆ และเห็นได้ชัดเจน ในการหลีกเลี่ยงการโดนกัน

- บริษัทบริหารจัดการเรือต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยบนเรือ (SMS) ว่ามีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่ รวมไปถึงการจัดให้มีการฝึกอบรม Bridge resources and team management เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการและการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของคนประจำเรือ และความผิดพลาดจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

- เจ้าของเรือ, ผู้บริหารจัดการเรือ, ผู้ควบคุมเรือ, นายเรือ, นายยาม และคนประจำเรือ ตลอดจนนายท้ายเรือประมง ควรให้ความสนใจกับกรณีศึกษาที่มาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดดังกล่าว

ไหนๆ ก็คุยกันเรื่องข้อกำหนดเรื่องการป้องกันการโดนกันของเรือแล้ว เลยขอย้ำเตือนกฎดังกล่าวที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ให้ทุกคนตระหนักอีกครั้งครับ

คำจำกัดความของ “เรือขณะทำการประมง หมายความถึง เรือที่หาปลาโดย ตาข่าย, เบ็ด, อวน หรืออุปกรณ์ในการหาหรือดักจับปลาอื่นๆ ที่ทำให้เรือไม่สามารถเดินเรือได้อย่างคล่องตัว แต่ไม่รวมถึงเรือที่กำลังลากเบ็ด หรืออุปกรณ์หาปลาอื่นๆ ที่ไม่ส่งผลต่อความคล่องตัวในการบังคับเรือ และคำจัดกัดความของ “เรือกล” คือเรือที่มีใบจักรขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์

ตาม Rules of the Road ข้อที่ 18 เรื่องความรับผิดชอบซึ่งกันและกันระหว่างเรือ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดข้อที่ 18 เรื่องความรับผิดชอบซึ่งกันและกันระหว่างเรือ นอกเหนือจากข้อกำหนดข้อที่ 9 การเดินเรือในร่องน้ำแคบ, ข้อที่ 10 การจัดการและวางแผนการจราจร และข้อที่ 13 การแซงเรือลำอื่น เรือกลทุกลำต้องหลีกทางให้กับ

1. เรือที่ไม่อยู่ในบังคับ
2. เรือที่บังคับการเดินเรือไม่คล่องตัว
3. เรือขณะทำการประมง
4. เรือใบ

เป็นไงครับ 13 ชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกับความไม่รับผิดชอบของต้นเรือคนหนึ่ง ไม่อยากให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับเรือสัญชาติไทยทุกลำครับ ดังนั้นฝากนายยามเรือเดินทุกท่านด้วยนะครับ ถ้าใครยังไม่แม่นเรื่องกฏการเดินเรือ แม้กระทั่งนายเรือเอง ผมว่าคุณก็กำลังเอาเรือ, คนประจำเรือ, สินค้า และสิ่งแวดล้อมทางทะเล ไปตกอยู่ในความเสี่ยงครับ ใครอยากลอง Test ความรู้ COLREG ของตัวเอง TFDTSS มีบริหาร test online อยู่นะครับ inbox มาถามแล้วกัน 😊

13/02/2026

TFDTSS Sharing Knowledge No.02-2026 การกู้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ลอยอยู่ในทะเล

ผมเติบโตมาจากเรือตู้คอนเทนเนอร์เลยหล่ะครับ อยู่กับมันมา 20 ปี เคยนึกเล่นๆ อยู่เหมือนกันว่า วันดีคืนดีเกิดตู้มันหล่นน้ำกลางทะเล จะทำอย่างไรกับมัน ? ถ้าเรือที่มี Ship’s crane และมี Cargo sling ก็น่าจะพอไหว หยุดเครื่องลอยลำให้ลูกเรือใส่เสื้อชูชีพใส่ Life line แล้วว่ายน้ำเอาเชือกไปผูกที่ขาตู้ ลากเข้ามาใกล้ๆ เรือด้วยกว้านเชือก แล้วค่อยเอา Cargo sling ไปใส่เพื่อยกขึ้นเรือ นั้นคือแผนที่เคยคิดไว้ในกรณีคลื่นลมไม่แรง แต่ในชีวิตจริงก็ไม่เคยเกิดขึ้นในการทำงาน ไม่ว่าจะคลื่นแรงขนาดไหน เพราะผมตรวจสอบอุปกรณ์ Lashing ของตู้อยู่เสมอ อย่างมากก็เคยเจอเหตุคลื่นซัดขึ้นมากระแทกตู้จนเสียหาย

ในแต่ละปี จากสภาวะโลกร้อน ทำให้สภาพคลื่นลมแปรปรวนมากขึ้น ส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าหลายร้อยตู้ล่วงน้ำสูญหายในทะเลมากขึ้น ผลกระทบจากการสูญหายของตู้คอนเทนเนอร์นั้นรุนแรงมาก เมื่อตู้เหล่านั้นล่วงจากเรือลงไปในทะเลแล้ว อาจลอยอยู่บนผิวน้ำหรือจมลง ในทั้งสองกรณีจะส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างแน่นอน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าทั้งหมด ต้องสูญเสียเงินมหาศาลจากสินค้าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการกู้ตู้เหล่านั้น ดังนั้นแผนการบรรทุกตู้บนเรือ หรือ Stowage Plan, การวางตู้ในตำแหน่งที่ถูกต้องบนเรือ ตลอดจนการ Lashing ตู้ให้แน่นหนา จึงเป็นการป้องกันปัญหาตู้ล่วงน้ำ และทำให้ตู้ส่งถึงเมืองท่าปลายทางด้วยความปลอดภัย

การขนส่งสินค้าทางทะเลด้วยตู้คอนเทนเนอร์

ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางทะเลด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะสะดวกรวดเร็วและสินค้าจะปลอดภัย เพราะอยู่ในตู้ การบำรุงรักษาตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการขนส่งทางทะเลเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์สัมผัสกับน้ำและความชื้นตลอดเวลา การปฏิบัติตามคำแนะนำในการบำรุงรักษาตู้คอนเทนเนอร์จะช่วยให้บริษัทขนส่งและเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์สามารถยืดอายุการใช้งานของตู้คอนเทนเนอร์ได้นานขึ้น

เมื่อตู้คอนเทนเนอร์ถูกบรรทุกลงเรือ จะมีขั้นตอนความปลอดภัยมากมาย เช่น สินค้าที่หนักต้องถูกบรรทุกลงในระวางแทนวางบนปากระวาง เพื่อให้ GM ของเรือไม่เสีย, สินค้าอันตรายต้องวางให้ถูกตำแหน่งตามที่ IMDG Code กำหนด, ตู้ที่เป็นตู้ Re**er ต้องวางให้อยู่ใกล้บริเวณปลั๊กบนเรือ, ประตูตู้ต้องหันไปทางท้ายเรือเพื่อกันน้ำเข้าเวลาเรือฟันคลื่น, อุปกรณ์ Lashing ตู้ต้องเป็นไปตาม Cargo Securing Manual และขันให้แน่นจนตู้อยู่นิ่ง ไม่สามารถให้ตัวได้แม้โดนคลื่นแรงๆ มิฉะนั้น ตู้อาจล่วงน้ำได้เมื่อเจอคลื่นลมแรงๆ

ตู้คอนเทนเนอร์สามารถสูญหายในทะเลได้อย่างไร ?

ในระหว่างการขนส่งสินค้าในทะเลมีความเสี่ยงหลายประการในการที่ตู้จะสูญหายในทะเล เช่น โจรสลัด, ภัยคุกคามทางไซเบอร์, เรือโดนกัน, สภาพอากาศเลวร้าย, การคำนวนการทรงตัวของเรือผิดพลาด เมื่อเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง จนตู้คอนเทนเนอร์ตกลงไปในทะเล บางส่วนอาจลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่บางส่วนอาจจมลงสู่ก้นทะเลตามน้ำหนักของสินค้าภายใน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถกู้ตู้คอนเทนเนอร์ที่สูญหายกลับมาได้

สาเหตุของการสูญหายของตู้คอนเทนเนอร์มีอะไรบ้าง ?

สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจาก Human Error เนี่ยแหละครับ ที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์สูญหายในทะเล และตู้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการกู้คืนจากทะเลเสียด้วยสิ สาเหตุบางประการของการสูญหายของตู้คอนเทนเนอร์ ได้แก่

1. การวางแผนการจัดวางตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่ดี ตู้คอนเทนเนอร์จะถูกบรรทุกลงเรืออย่างเป็นระบบและวางแผนการจัดวางตามขนาดและน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะช่วยในการใช้พื้นที่บนเรือบรรทุกสินค้าและทำให้การจัดเรียงตู้คอนเทนเนอร์มีประสิทธิภาพ บางครั้งมีการบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มากเกินกว่าที่เรือจะรับได้ ซึ่งนำไปสู่การเสียสมดุลของเรือในทะเลที่มีคลื่นลมแรง ซึ่งอาจทำให้เรือพลิกคว่ำได้

2. การแจ้งน้ำหนักตู้คอนเทนเนอร์ไม่ถูกต้อง ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์อาจจงใจบันทึกข้อมูลจำเพาะของสินค้าที่ไม่ถูกต้อง เช่น น้ำหนักหรือปริมาตร เพื่อประหยัดค่าขนส่ง ซึ่งนำไปสู่แผนการจัดวางตู้คอนเทนเนอร์ที่ผิดพลาด หากตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่เหล่านี้ถูกวางไว้ในระดับที่สูงกว่าในกองตู้คอนเทนเนอร์ มีโอกาสสูงที่ตู้คอนเทนเนอร์จะล้มลงเมื่อเรือออกเดินทาง

3. การ Lashing หรือการผูกยึดตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่เหมาะสม คนประจำเรือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ผูกยึดตู้คอนเทนเนอร์อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ตู้คอนเทนเนอร์ลื่นหรือเคลื่อนที่จากตำแหน่งระหว่างการเดินทาง หากตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้ผูกยึดอย่างเพียงพอ อาจมีความเสี่ยงที่จะล้มลงและกระแทกตู้คอนเทนเนอร์อื่นๆ ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้ตกลงมาจากเรือและล่วงลงน้ำ

ผลกระทบของตู้คอนเทนเนอร์ต่อสิ่งมีชีวิตและการเดินเรือในทะเล

1. สีที่ทาตู้คอนเทนเนอร์อาจหลุดลอกและเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล เนื่องจากส่วนประกอบหลักคือตะกั่วที่ใช้ป้องกันสนิม

2. หากทิ้งตู้คอนเทนเนอร์ไว้ในมหาสมุทร ตู้คอนเทนเนอร์จะขึ้นสนิมและสึกกร่อนในที่สุด สัตว์ทะเลอาจได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตได้ หากไปสัมผัสกับส่วนที่ขึ้นสนิมของตู้คอนเทนเนอร์

3. วัสดุบรรจุภัณฑ์ของตู้คอนเทนเนอร์ เช่น ไม้รอง ตาข่าย หรือพลาสติก อาจหลุดลงสู่ทะเล ทำให้สัตว์ทะเลไปติดได้

4. หากตู้คอนเทนเนอร์บรรจุสินค้าอันตราย เช่น ปิโตรเลียมหรือสารเคมี จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การรั่วไหลของน้ำมันจากตู้คอนเทนเนอร์จะสะสมอยู่บนผิวมหาสมุทร ป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องถึงพื้นทะเล และทำลายพืชพรรณใต้ทะเล

5. ตู้คอนเทนเนอร์ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เรือที่แล่นผ่านอาจมองไม่เห็น และวิ่งไปชน ทำให้เรือได้รับความเสียหายอย่างมาก

ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีติดตามตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตามตู้ว่าอยู่ไหนแล้ว เหมือนเวลาเราซื้อของจาก Shopee แหละครับ เรายังรู้เลยว่าของที่เราสั่งถึงไหนแล้ว มีอะไรบ้างที่เขาใช้ติดตามตู้

1. RFID – เทคโนโลยีระบุตัวตนด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFID) ถูกใช้โดยท่าเรือและบริษัทขนส่งเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการเดินทาง แท็ก RFID จะติดอยู่กับตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเครื่องอ่าน RFID สามารถตรวจจับได้ ฉลากอัจฉริยะเหล่านี้ทำงานบนสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุและส่งข้อมูลตำแหน่งของตู้คอนเทนเนอร์ไปยังฝ่ายขนส่ง

2. GPS – ระบบกำหนดตำแหน่งทั่วโลก (GPS) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีติดตามตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้การนำทางด้วยดาวเทียมเพื่อติดตามตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์ GPS จะถูกติดตั้งบนตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งสัญญาณไปยังซอฟต์แวร์เกี่ยวกับตำแหน่งของตู้คอนเทนเนอร์

3. Internet of Thing (IOT) เป็นเทคโนโลยีการติดตามที่ใช้เซ็นเซอร์ IOT เพื่อให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า IOT ในการขนส่งสินค้าช่วยในการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและสภาพของตู้คอนเทนเนอร์สินค้าตลอดการขนส่ง

กระบวนการกู้ตู้คอนเทนเนอร์ทำอย่างไร ?

การกู้ตู้คอนเทนเนอร์ที่สูญหายในทะเลเป็นเรื่องซับซ้อนและท้าทาย การค้นหาและกู้ตู้คอนเทนเนอร์ด้วยด้วยวิธีแบบธรรมดาๆ เป็นเรื่องยากมาก แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการติดตามตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้การกู้ตู้คอนเทนเนอร์ที่สูญหายทำได้ง่ายขึ้น ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่เจ้าของตู้ก็จะปล่อยให้จมทะเลไป ถ้าน้ำบริเวณนั้นลึกมากพอ เพราะค่าใช้จ่ายในการกู้ตู้แพงมาก และประกันภัยของสินค้าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการสูญเสียและความเสียหายของตู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การกู้ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าอันตราย เพราะมันจะส่งผลกับสิ่งแวดล้อมทางทะเล ขั้นตอนในการกู้ตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากทะเล ให้พิจารณาตามนี้

1. การแบ่งปันข้อมูล หน่วยงานทางทะเลที่เกี่ยวข้อง บริษัทขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ควรได้รับแจ้งเกี่ยวกับการสูญหายของตู้คอนเทนเนอร์

2. การค้นหาตู้คอนเทนเนอร์ที่สูญหาย บริษัทขนส่งต้องใช้เทคโนโลยีการติดตามตู้คอนเทนเนอร์ เช่น GPS เพื่อระบุและยืนยันตำแหน่งของตู้คอนเทนเนอร์ทันที เรือลำอื่นที่แล่นผ่านบริเวณนั้นก็สามารถรายงานตำแหน่งของตู้คอนเทนเนอร์ได้เช่นกัน

3. การประเมินตู้คอนเทนเนอร์ จำเป็นต้องทราบถึงสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนัก และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยในการประเมินความเสี่ยงและประเมินความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากตู้คอนเทนเนอร์

4. การแจ้งเจ้าหน้าที่ หน่วยยามฝั่งและหน่วยงานอื่นๆ จะได้รับแจ้งเกี่ยวกับตำแหน่งที่เกิดเหตุ ขอบเขตที่สามารถพบตู้คอนเทนเนอร์ได้ ข้อมูลจำเพาะของตู้คอนเทนเนอร์ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

5. การประสานงานกับบริษัทกู้ภัย บริษัทเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการดำเนินการกู้ภัยทางทะเล ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยจะประเมินสถานการณ์และร่างแผนการกู้ภัย ซึ่งบริษัทกู้ภัยจะดำเนินการตามแผนพร้อมทรัพยากรที่จำเป็น

6. การส่ง ROV (Remotely Operated Vehicle) คือ ยานสำรวจใต้น้ำที่ควบคุมจากระยะไกล ผ่านสายเคเบิลที่เชื่อมต่อกับบนเรือ มีกล้องและเซ็นเซอร์สำหรับทำงานในทะเลลึก) จะถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุเพื่อกู้ตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์เหล่านี้จะดำลงไปในทะเลเพื่อทำการตรวจสอบตู้ที่จมอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีแขนกลที่ช่วยในการติดตั้งแท่นขุดเจาะหรือยกอีกด้วย

7. เทคนิคการยก เมื่อพบตำแหน่งของตู้คอนเทนเนอร์แล้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะพิจารณาเทคนิคการยกโดยอิงจากความลึกของตำแหน่งที่พบตู้คอนเทนเนอร์ สภาพของตู้คอนเทนเนอร์ และสิ่งของภายใน เทคนิคมาตรฐาน ได้แก่ เครน ตะขอเกี่ยว หรืออุปกรณ์พิเศษ ส่วนใหญ่ก็จะยกขึ้นมาวางบนเรือ Barge ใหญ่ๆ เพื่อลำเลียงกลับขึ้นฝั่ง จะมีน้อยครั้งที่ใส่ทุ่นลอยไว้ที่ตู้ แล้วลากเข้าฝั่ง วิธีการแบบนี้อาจใช้กับตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าอันตรายมากๆ

8. การลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่เกิดการรั่วไหลของน้ำมัน จะมีการดำเนินการเพื่อกำจัดสารพิษออกจากผิวน้ำทะเลและทำความสะอาดระบบนิเวศน์ทางทะเล จะมีการตรวจสอบพื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตในน้ำได้รับอันตรายและเพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

9. ขั้นตอนหลังการกู้ตู้ขึ้นมา หากบริษัทขนส่งสินค้าได้อ้างสิทธิ์ในตู้คอนเทนเนอร์และกำลังดำเนินการอยู่ ตู้คอนเทนเนอร์จะถูกส่งกลับไปยังบริษัทดังกล่าวหลังจากดำเนินการเอกสารอย่างถูกต้องแล้ว มิเช่นนั้น ตู้คอนเทนเนอร์จะได้รับการตรวจสอบ ทำความสะอาด และกำจัดอย่างเหมาะสม

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตู้ที่ลอยอยู่ในทะเล เป็นตู้ที่บรรทุกสินค้าอันตรายหรือเปล่า ?

มันมีข้อกำหนดตาม IMDG Code อยู่ครับว่าตู้สินค้าอันตรายทุก ต้องติดป้ายสินค้าอันตรายบนตู้คอนเทนเนอร์ ในการการขนส่งทางทะเล เพื่อให้มั่นใจถึงการมองเห็น ความชัดเจน และความทนทาน โดยเป็นความรับผิดชอบของ ผู้ส่งสินค้าหรือผู้ขนส่ง มีหน้าที่รับผิดชอบในการจำแนกประเภท การบรรจุ การทำเครื่องหมาย และการติดป้ายสินค้าอันตรายและตู้คอนเทนเนอร์อย่างถูกต้อง ดังนั้นเห็นตู้ลอยอยู่ในทะเล ให้สังเกตป้ายบนตู้ครับ ว่ามีหรือเปล่า โดยข้อกำหนดของป้ายก็มีดังนี้ครับ

1. ขนาดป้ายต้องมีรูปทรงเพชร (สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่จุดยอด) โดยมีความยาวด้านอย่างน้อย 250 มม. x 250 มม.

2. ตำแหน่งที่ติด ป้ายสำหรับอันตรายหลักและอันตรายรองทั้งหมดต้องแสดงไว้บนทั้งสี่ด้าน (ทั้งสองด้านข้าง ด้านหน้า และด้านหลัง) ของตู้คอนเทนเนอร์

3. ความทนทาน ป้ายต้องทำจากวัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศ สามารถต้านทานการหลุดลอกหรือการเสื่อมสภาพ แม้หลังจากแช่ในน้ำทะเลอย่างน้อยสามเดือน

4. ความชัดเจน ป้ายต้องมองเห็นได้ชัดเจน อ่านง่าย และแสดงบนพื้นหลังที่ตัดกัน โดยปราศจากสิ่งกีดขวาง

5. ความถูกต้อง อนุญาตให้แสดงเฉพาะป้ายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ในปัจจุบันเท่านั้น ป้ายเก่าหรือไม่เกี่ยวข้องต้องถูกลบออก

6. เอกสารประกอบ ในการขนส่งต้องมีเอกสารประกอบที่ถูกต้อง รวมถึงใบแจ้งสินค้าอันตราย (Dangerous Goods Declaration - DGD) และใบรับรองการบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ (Container Packing Certificate - CPC) ซึ่งรับรองว่าได้ปฏิบัติตามกฎการบรรจุ การทำเครื่องหมาย และการติดป้ายทั้งหมดแล้ว

ข้อมูลที่จำเป็นต้องมีบนตู้คอนเทนเนอร์

นอกเหนือจากป้ายจำแนกประเภทอันตรายแล้ว อาจจำเป็นต้องมีเครื่องหมายและข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่

• หมายเลข UN ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าอันตรายเฉพาะนั้นๆ
• ชื่อสินค้าที่ถูกต้องสำหรับการขนส่ง (Proper Shipping Name) ของสิ่งของที่บรรจุอยู่
• เครื่องหมายมลพิษทางทะเล (สัญลักษณ์ปลาและต้นไม้) หากสินค้าถูกระบุว่าเป็นสารอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น UN 3077 หรือ UN 3082)
• เครื่องหมายการจัดการเฉพาะ เช่น ลูกศร "การวางแนวบรรจุภัณฑ์" (บนด้านแนวตั้งตรงข้ามสองด้าน) หรือป้าย "การรมยา" หากมี

แต่ถ้าเรือของคุณโชคร้าย สูญเสียตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมาก โดยเฉพาะตู้ที่เป็นสินค้าอันตราย การกู้ซากอาจจำเป็นเพื่อกู้คืนสินค้าที่สูญหายและหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีทางอาญาเพิ่มเติมเนื่องจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม การกู้ซากตู้คอนเทนเนอร์ที่จมน้ำเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน บริษัทกู้ซากคิดค่าบริการมหาศาลและไม่สามารถรับประกันได้เสมอว่าจะกู้คืนสินค้าได้ทั้งหมด ในบางกรณี ตู้คอนเทนเนอร์อาจหาไม่พบ โดยเฉพาะในทะเลลึก แม้ว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่เป็นตู้ Re**er จะลอยตัวได้ดีกว่าและลอยอยู่ได้นานกว่าตู้สินค้าแห้งทั่วไป แต่ตู้คอนเทนเนอร์ส่วนใหญ่จะจมลงสู่ก้นทะเลภายในเวลาประมาณ 2 เดือน

สินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่สูญหายอาจยังคงถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งเป็นเวลาหลายปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ ในปี 1997 เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เลโก้ถูกคลื่นยักษ์ซัด และจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังพบอิฐเลโก้หลายร้อยชิ้นถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งที่คอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ

เพื่อนๆ อาจแปลกใจที่รู้ว่า การนำสินค้าใดๆ ที่พบถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งนั้นผิดกฎหมาย หากพบสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกคลื่นซัดตกทะเล จะต้องแจ้งให้หน่วยงานชายฝั่งทราบ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ส่งสินค้า หรือของบริษัทประกันภัย หากมีการยื่นเคลมและได้รับการชดเชยไปแล้ว

ใครอยู่เรือคอนเทนเนอร์ ก็ lashing ตู้ให้ดีๆ ก่อนออกเดินทางนะครับ จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลากู้ตู้ขึ้นมาจากทะเล 😀

13/02/2026

วันนี้มาชวนคุยเรื่องระบบ ISM บนเรือครับ ไหนลองตอบคำถาม 8 ข้อต่อไปนี้หน่อย ถ้าน้องตอบได้ น้องน่าจะทำงานบนเรือด้วยความปลอดภัยสมกับเจตนารมย์ของ ISM และแคล้วคลาดปลอดภัยจากการถูกกักเรือของ Port State Control พี่จะไม่ได้ถามถึงทฤษฏี แต่พี่อยากให้น้องตรวจสอบตัวเองว่า น้องดูแลระบบ ISM บนเรือดีมากน้อยแค่ไหน

1. น้องแน่ใจได้อย่างไร ว่าระบบ ISM ได้ถูกนำมาใช้บนเรืออย่างถูกต้องและจริงจัง ที่ไม่ใช่แค่งานเอกสารเท่านั้น
2. เกี่ยวกับข้อบกพร่อง เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และน้องมีวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง (Correctio action) อย่างไร ?
3. ปัญหาเกี่ยวกับรายงาน เมื่อมีคนประจำเรือรายงานข้อบกพร่องเกี่ยวกับความปลอดภัยบนเรือ น้องมีขั้นตอนการจัดการกับมันอย่างไร และสามารถอธิบายถึงความแตกต่างของ Observation, Non-conformity และ Major Non-Conformity ได้หรือไม่ ?
4. การตรวจสอบประจำปี (Internal Audit) มีการตรวจสอบครั้งสุดท้ายไปเมื่อไหร่ และใครเป็นคนมาตรวจสอบ พบข้อบกพร่องหรือไม่ ถ้ามีแก้ไขได้ตามเวลาที่กำหนดหรือเปล่า ?
5. SMC และ DOC หมดอายุหรือยัง และมีการทำ Internal & External audit ตามวงรอบที่กำหนดไหม ?
6. ใครคือ DPA และ DPA มีหน้าที่อะไร นอกจากนี้จะสามารถติดต่อ DPA ได้อย่างไรเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
7. น้องจะต้องทำการตรวจสอบแก้ไข (Master’s Review) ระบบการจัดการความปลอดภัย (SMS) บนเรือบ่อยแค่ไหน ทำไปครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และในการตรวจสอบนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ?
8. น้องสามารถอธิบายเกี่ยวกับนโยบายด้านความปลอดภัยและการรักษาสิ่งแวดล้อมของบริษัทเป็นคำพูดของน้องเองได้หรือไม่ ?

เอาใจช่วยให้คนประจำเรือทุกคนทำงานด้วยความปลอดภัยตามระบบ ISM ครับ 🥰

12/02/2026

TFDTSS Sharing Knowledge No.01-2026

สวัสดีครับแฟนคลับ TFDTSS ที่รักทุกท่าน หายไปพักใหญ่ๆ เลยสำหรับบทความดีๆ ที่อยากมาเล่าสู่กันฟัง เดี๋ยวนี้ Chat GPT และ Google Gemini ทำเอาคนเขียนความรู้อย่างผมท้อไปเหมือนกัน ใครอยากรู้เรื่องอะไร ก็ไปกดถามมันแป๊บเดียว ก็มีคำอธิบายคำตอบออกมาครบถ้วน ผมเลยมาถามตัวเองว่า แล้วผมจะมาเหนื่อยเขียนบทความเหล่านี้ทำไม ? แต่ในที่สุดก็แพ้เสียงในหัวของตัวเองเองว่า ความรู้บางอย่าง มันเขียนมาจากประสบการณ์ของผมเอง ซึ่ง AI มันไม่มีแน่นอน และอีกอย่างก็เป็นความตั้งใจที่อยากจะฝากอะไรให้เป็นประโยชน์ในวงการพาณิชย์นาวีบ้าง ไงถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ กด Like เป็นกำลังใจกันหน่อยนะครับ จะได้มีแรงฮีดมาแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ต่อไป 😄

เท่าที่สังเกต คนประจำเรือไทยขี้เกียจอ่านหนังสือหรืออะไรยาวๆ เพื่อเพิ่มความรู้ตัวเอง แต่เชื่อผมสิ คุณเสียเวลาไม่กี่นาที อ่านเรื่องเหล่านี้ มันก็เป็นกำไรชีวิตของตัวเองแล้ว ในโพสต์นี้จะมาเล่าให้ฟังเรื่องน้ำมันหกล้นในทะเลกันครับ พวกเราจำเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลครั้งล่าสุดในบ้านเราได้ไหมครับ ล่าสุดก็น่าจะเป็นเรือ Container ที่กำลังจมแถวๆ ภูเก็ตไงครับ แต่ที่ผ่านมาก็ที่เหตุการณ์ที่อ่าวพร้าว แต่ถ้าเป็นระดับ World Class อย่างรุนแรงมากๆ ก็คงเป็นกรณีเรือ Exxon Valdez ในปี 1989 จนเกิดเป็นข้อกำหนดให้เรือน้ำมันมีเปลือกเรือ 2 ชั้นต่อมา หรืออย่างกรณีของเรือ Prestige ในปี 2002 ที่ทำให้เรือ Single Hull ถูกตรวจสอบมากขึ้น และภาพการรั่วไหลของน้ำมัน คราบน้ำมันที่ปนเปื้อนในทะเล หรือที่ติดอยู่ตามสัตว์ทะเลต่างๆ เหล่านั้นไม่เคยเป็นภาพที่น่ามองเลย ด้วยเหตุนี้เอง การระวังและป้องกันไม่ให้เหตุดังกล่าวเกิดคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราต้องทำเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่สวยงามเอาไว้

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราไม่สามารถคาดเดาผลกระทบได้ วันหนึ่งเราอาจเจอกับเหตุสุดวิสัยที่น้ำมันจากเรือเรากำลังรั่วไหลออกจากเรือลงสู่ท้องทะเลอย่างรวดเร็วจนยากที่จะควบคุม ดังนี้ TFDTSS Sharing Knowledge โพสต์นี้จึงจะมาบอกเล่าให้ฟังถึงการปฏิบัติการเมื่อเกิดวิกฤติน้ำมันรั่วหกล้นลงทะเล รวมไปถึงการรักษาฟื้นคืนสภาพแวดล้อมให้อยู่คู่กับชาวเรืออย่างเราไปนานๆ ครับ

การเกิดน้ำมันรั่วไหลจากเรืออาจมองได้เป็น 2 แบบครับ อย่างแรกคือการรั่วไหลบนเรือแต่ปริมาณนิดหน่อยและไม่ส่งไหลลงทะเล และอย่างที่สองคือการรั่วไหลแล้วไม่สามารถควบคุมได้ส่งผลให้น้ำมันที่รั่วนั้นลงสู่ทะเลแล้วกระทบกับสภาพแวดล้อมหรืออาจตีวงกว้างไปถึงชายฝั่ง

น้ำมันรั่วไหลบนเรือ

มีความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ที่ยกมาต่อไปนี้ อาจเกิดขึ้นแล้วควบคุมไว้ได้ หรือที่แย่ที่สุดคือเกิดผลกระทบในวงกว้างเป็นมลภาวะทำลายสภาพแวดล้อมทางทะเล โดยอาจมีสาเหตุมาจาก

• น้ำมันรั่วไหลจากการขนถ่ายไปมาภายในระบบตามท่อหรือช่องเปิดต่างๆ เช่น sounding pipe
• น้ำมันรั่วไหลระหว่างการรับน้ำมันเชื้อเพลิง หรือขนถ่ายน้ำปนเปื้อนน้ำมันจากเรือ ซึ่งหากเรามีแผนฉุกเฉินการเกิดมลภาวะที่เกี่ยวกับน้ำมันจากเรือที่ดี อุปกรณ์และการฝึกฝนที่ จริงจัง ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงผลเสียต่อสภาพแวดล้อมทางทะเลได้

ทีนี้มาดูกันว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่ว เราควรทำอย่างไรบ้าง

1) เมื่อพบเห็นน้ำมันรั่วบนดาดฟ้าเรือ ต้องรีบปิดรูระบายน้ำข้างเรือ (Side scuppers) หรือทุกช่องเปิดต่างๆที่น้ำมันสามารถไหลลงสู่ทะเลได้ และตะโกนแจ้งลูกเรือ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ทั้งบนดาดฟ้าและในห้องเครื่องทราบ
2) หยุดทำการขนถ่ายน้ำมันทันที และทำการหาแหล่งที่มาของการรั่วไหล
3) ให้นายเรือเรียกรวมพลกรณีฉุกเฉิน โดยให้ลูกเรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่ระบุใน Muster List ที่เกี่ยวกับสถานี Oil Spillage
4) จัดการทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วออกมาโดยใช้ SOPEP Equipment (Oil Spill Response Kit)
5) ถ่ายน้ำมันถังที่รั่วออกไปเก็บไว้ถังอื่น เพื่อให้อยู่ในระดับที่ไม่พบการรั่วซึม
6) อาจนำเศษขี้เลื่อยโรยไว้บริเวณรูระบายน้ำข้างเรือ เพื่อช่วยดูดซับน้ำมันไม่ให้รั่วไหลไปนอกเรือ
7) เก็บน้ำมันที่แผ่กระจายออกมา ใส่ถัง 200 ลิตร และทำความสะอาดพื้นที่อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ
😎 นายเรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงใน incident report และเรียกลูกเรือประชุมหารือ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

น้ำมันรั่วไหลขณะรับน้ำมันเชื้อเพลิง หรือน้ำปนเปื้อนน้ำมัน

คำแนะนำเบื้องต้นเมื่อเกิดน้ำมันรั่วไหลขณะรับน้ำมันเชื้อเพลิงมีดังนี้

1) ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลบริเวณท่อรับน้ำมัน เพราะเป็นจุดที่จะเห็นการรั่วไหลเป็นจุดแรก และเมื่อพบเห็นการรั่วไหล ควรตะโกนหรือวิทยุ หรือใช้ปุ่มฉุกเฉิน แจ้งให้หยุดการขนถ่ายน้ำมันทันที
2) ในระหว่างการถ่ายน้ำปนเปื้อนน้ำมันก็เช่นกัน หากพบเห็นการรั่วซึมของน้ำมัน ให้ปิดสวิตซ์ปั๊มทันทีแล้วจึงแจ้งเตือนโดยการกดปุ่มฉุกเฉิน ซึ่งโดยส่วนมากตำแหน่งมักจะอยู่บริเวณท่อรับน้ำมัน
3) รายงานต้นกล และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ทราบ
4) รูระบายน้ำบนปากระวาง ควรทำการอุดก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ถ้าพบน้ำมันหกล้นบนปากระวาง ควรตรวจสอบรูระบายน้ำอีกทีและนำขี้เลื่อยไปโรยไว้รอบๆ รู
5) นายเรือควรประกาศเพื่อรวมพลลูกเรือในกรณีฉุกเฉิน ลูกเรือจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเองที่กำหนดไว้ในสถานการณ์น้ำมันหกล้น
6) ถาดรองน้ำมันที่ท่อรับน้ำมัน ต้องถูกจะตรวจสอบเพื่อไม่ให้น้ำมันล้นออกมา และต้องมีถังเปล่าขนาด 200 ลิตรเตรียมไว้ หากจำเป็นต้องใช้
7) ขาดไม่ได้เลยคือถังดับเพลิงชนิดโฟม ควรเตรียมไว้ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอขณะทำการขนถ่ายน้ำมัน

แล้วถ้ามันพลาดถึงขนาดว่าน้ำมันรั่วไหลไปนอกตัวเรือล่ะ?

1) อันดับแรกเลยคือนายเรือต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ชายฝั่งทันที ไม่ว่าจะเป็น Port State Control, เจ้าของเรือ หรือเจ้าหน้าที่สำนักงาน
2) มีมาตรการป้องกันในการจำกัดพื้นที่ของน้ำมันที่หกล้นไปในทะเลโดยการใช้บูม ตลอดจนประสิทธิภาพในการใช้ SOPEP equipment ที่จะป้องกันไม่ให้น้ำมันหกล้นออกนอกตัวเรือไปมากกว่านี้
3) สามารถใช้สารเคมีในการขจัดคราบน้ำมันได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐเจ้าของเมืองท่าเสียก่อน
4) ภายใน 24 ช.ม. นายเรือต้องติดต่อหน่วยงานบนบกที่รับผิดชอบในการกำจัดคราบน้ำมันดูแลรับผิดชอบ
5) ทางเรือจำเป็นต้องลงบันทึกเหตุการณ์อย่างละเอียดใน Bridge log book, Engine room log book and Oil Record Book เกี่ยวกับน้ำมันที่รั่วไหล

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าไม่พูดถึงวิธีการกำจัดหรือทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วไหลก็คงไม่ได้ หลักๆ แล้วในทางปฏิบัติมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีครับ ซึ่งผมจะยกมาให้ศึกษากันดังนี้

1. ใช้ Booms จำกัดวงกว้าง

วิธีที่ง่ายและนิยมใช้กันมากก็คือการควบคุมการกระจายตัวของน้ำมันที่รั่วไหลโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Booms ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนรั้วที่กั้นขอบเขตของน้ำมันที่แพร่กระจายออกไปไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง หรือกระจายตัวไปไกลเกินกว่าที่จะควบคุม ซึ่ง Booms จะประกอบไปด้วย
1.1 Freeboard ที่จะลอยตัวเหนือผิวน้ำ คอยกั้นไม่ให้น้ำมันที่รั่วไหลออกมากระจายตัวเกินกว่าที่จะควบคุม
1.2 Skirt จะมีลักษณะเสมือนชายกระโปรงถ่วยปลายด้วยโซ่อยู่ใต้ผิวน้ำคอยกั้นน้ำมันที่รั่วไหล
1.3 สายเคเบิลหรือโซ่ ที่ร้อยเข้ากับส่วนที่สำคัญที่สุดของบูม และเพื่อช่วยในการทรงตัวของบูม

2. ใช้เก็บคราบน้ำมันโดยใช้ Skimmers

เมื่อควบคุมการแพร่กระจายน้ำมันที่รั่วไหลได้แล้ว เราก็ต้องกำจัดน้ำมันที่รั่วไหลออกจากน้ำทะเล โดยอาจใช้ Skimmers ดูดน้ำมันขึ้นมาจากผิวน้ำ ซึ่งเครื่อง Skimmers จะทำหน้าที่เสมือนเครื่องดูดฝุ่น ดูดน้ำมันขึ้นมาจัดเก็บเพื่อรอการดำเนินการต่อไป

3. การใช้สารดูดซับ (Sorbents)

สารดูดซับเป็นการที่ใช้วัสดุสังเคราะห์ หรือใยธรรมชาติในการซับน้ำมันออกจากผิวน้ำ ซึ่งการทำงานอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำคือปล่อยให้อนุภาคของน้ำมันซึมเข้าไปตามเยื่อผิวของตัวดูดซับ หรืออีกแบบหนึ่งคือให้อนุภาคน้ำมันเกาะกับผิวบนกากใยของตัวดูดซับ ซึ่งวัสดุที่นิยมใช้มักจะเป็นกากใยธรรมชาติ เช่น หญ้าฟาง แร่เวอร์มิคูไลท์ พีทมอส เป็นต้น

4. เผาน้ำมันที่รั่วไหล

วิธีการนี้เป็นวิธีการที่สามารถขจัดน้ำมันที่บนผิวน้ำได้มากถึง 98% เลยทีเดียว นั่นก็การเผาน้ำมันทิ้ง แต่ควรคำนึงถึงตำแหน่งที่เหตุเกิดด้วย เพราะการเผาไหม้อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตตามมาได้ ทั้งนี้ปริมาณความเข้มข้นของน้ำมันบนผิวน้ำ (ความหนา) ต้องไม่ต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร เพราะหากบางมากไปจะไม่สามารถก่อไฟให้ติดได้ แต่ในปัจจุบันวิธีนี้อาจไม่ได้รับการยอมรับ เพราะส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

5. ใช้สารเคมีที่ทำให้น้ำมันแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ (oil spill dispersant)

หากสถานการณ์แย่มากถึงขนาดไม่สามารถใช้อุปกรณ์ควบคุมวงกว้างของน้ำมันที่รั่วไหลออกไปได้ สิ่งที่ต้องทำคือเร่งการแตกตัวของน้ำมันให้เร็วขึ้นด้วยการใช้สารเคมีช่วยเร่งปฏิกิริยา อาทิ Corexit 9500 ฉีดพ่นลงบนผิวของน้ำมัน โดยสารเคมีดังกล่าวจะทำหน้าที่สลายโมเลกุลของน้ำมันให้แตกตัว เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสให้น้ำมันจับตัวกับน้ำ ซึ่งจะช่วยให้น้ำมันนั้นสลายตามธรรมชาติได้เร็วขึ้น

6. การฉีดด้วยน้ำร้อนและล้างด้วยแรงดันสูง

กรณีที่น้ำมันรั่วไหลขึ้นสู่ชายฝั่ง หรือออกไปนอกพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์พวก boom, skimmer หรือ sorbents กำจัดได้ มักจะใช้เครื่องฉีดน้ำร้อนแรงดันสูง (อุณหภูมิน้ำที่ใช้ฉีดสูงถึง 170 องศาเซลเซียส) ฉีดน้ำมันออกจากพื้นที่นั้นเข้าสู่ผิวน้ำบริเวณที่สามารถใช้อุปกรณ์กำจัดน้ำมันทิ้งได้

7. ใช้แรงงานคน

การกำจัดน้ำมันตามพื้นผิวต่างๆ หรือคราบน้ำมันที่เกาะอยู่บนวัตถุใดๆก็ตาม อาจต้องใช้แรงงานคนในการทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วไหล ซึ่งหลักๆแล้วอุปกรณ์ที่ใช้เก็บพวกเศษตะกอนน้ำมันก็อย่างเช่นพลั่ว คราด หรืออาจจะมือของผู้ปฏิบัติงานเอง (โดยต้องสวมถุงมือป้องกัน) หรือบางครั้งอาจมีความจำเป็นที่ต้องใช้เครื่องจักรเข้าช่วยในบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานเข้าไม่ถึง

8. การใช้สารลดแรงตึงผิวชีวภาพ (biosurfactant) ที่ผลิตจากจุลินทรีย์บางชนิด

การทำความสะอาดโดยใช้จุลินทรีย์ทางชีวภาพเข้าไปช่วยขจัดสารพิษจากน้ำมันนิยมใช้ในแนวชายฝั่ง ในทางกลับกันหากการรั่วไหลเกิดขึ้นในทะเลอาจไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ซึ่งการทำความสะอาดด้วยจุลินทรีย์ชีวภาพนี้จะเน้นในเรื่องของการกำจัดสารเคมีที่เป็นพิษจากน้ำมัน โดยใช้จุลินทรีย์จำพวกแบคทีเรีย ฟังไจ สาหร่าย เข้าไปกัดกินและทำปฏิกิริยาเมตาบอลิซึมกับสารปิโตรเคมี และเมื่อย่อยสลายจะได้ออกมาเป็นสารพวกกรดไขมันหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลายๆครั้งที่เราอาจเห็นว่ามีการเพิ่มปุ๋ยที่เป็นฟอสฟอรัสเบส หรือไนโตรเจนเบสเข้าไปช่วยให้จุลินทรีย์เติบโตได้ดีขึ้นในสภาวะแวดล้อมบริเวณนั้นเพื่อฟื้นคืนสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง

9. เพิ่มความหยุ่นให้กับน้ำมัน

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ภาพที่เราเห็นมักจะเป็นการที่หลายๆหน่วยงานพยายามป้องกันไม่ให้น้ำมันกระจายเป็นวงกว้างไปกระทบหรือปนเปื้อนหลายบริเวณ ที่เราเห็นบ่อยๆก็คงเป็นการใช้ Booms อย่างไรก็ตาม ในแต่ละวิธีก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง
ไม่นานมานี้เริ่มมีการนำสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์เข้ามาช่วยจำกัดกรอบการแพร่กระจายของน้ำมันให้แคบลง สามารถกู้คืนสภาพแวดล้อมทางทะเลได้เร็วขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือสารประกอบโพลิเมอที่เรียกว่า “Elastol” หรือชื่อทางเคมีที่เรียกว่า ‘Polyisobutylene’ นั่นเอง การทำงานของ Elastol จะคล้ายๆกับการทำวุ้น คือจะไปจับกับน้ำมันแล้วขยายตัวเป็นเจลาติน (กึ่งเหลวกึ่งแข็ง) หยุ่นๆอยู่บนผิวน้ำ ที่สามารถเก็บไปทำลายได้ง่าย

10. การปล่อยให้สลายตัวตามธรรมชาติ

ง่ายที่สุดเลยคือปล่อยให้ธรรมชาติให้รักษาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำ สายลม แสงแดด หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆอย่างจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ วิธีนี้เหมาะสำหรับเหตุที่เกิดไกลมากจากแหล่งที่มีสิ่งมีชีวิตสำคัญอาศัยอยู่ หรือที่ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึง หรือการใช้เทคโนโลยีต่างๆเข้าช่วยมีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็นไม่คุ้มค่ากับการดำเนินงาน

เมื่อเราหยุดการรั่วไหลของน้ำมันได้แล้ว การบำบัดรักษาก็ทำได้ไม่ยากเกินความสามารถ เนื่องมาจากส่วนหนึ่งน้ำมันก็ค่อยๆย่อยสลายหายไปเอง แล้ววิธี Clean up เหล่านี้ เราควรใช้อะไรอย่างไรล่ะ? โดยทั่วไปนั้นจะอาจพิจารณาวิธีการที่เราใช้ได้จากผลกระทบที่เกิดนั้นใกล้ไกลชายฝั่งมากแค่ไหน เช่น

- ไกลมาก ระยะ 200 ไมล์ทะเลจากฝั่ง อาจไม่ต้องใช้วิธีใดๆเลย ปล่อยให้ธรรมชาติบำบัดตัวเอง นอกเสียจากว่าเหตุการณ์ที่เกิดนั้นรุนแรงมาก
- ระหว่าง 20 – 200 ไมล์ทะเล อาจเลือกใช้ Booms หรือ Skimmers
- ในระยะค่อนข้างใกล้ 20 – 10 ไมล์ทะเล อาจใช้สารเคมีทำให้น้ำมันแตกตัว
- ส่วนระยะที่ใกล้ชายฝั่งมากๆ ก็จะใช้จุลินทรีย์ในการกำจัด

อย่างไรก็ตาม หากน้ำมันที่รั่วไหลออกไปกระทบสิ่งมีชีวิตตามท้องทะเลหรือชายฝั่ง เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก นึกถึงว่าหากเป็นตัวเราที่ถูกครอบคลุมไปด้วยน้ำมันดำๆ ผิวเราจะถูกทำลายแค่ไหน ไอระเหยจะทำร้ายปอด หรืออาจทำลายระบบหายใจเรามากเท่าไหร่ เช่นเดียวกับที่มันทำร้ายสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบเหมือนกัน

10 ขั้นตอนที่ได้เล่าถึงไปข้างต้น เป็นแนวทางพื้นฐาน ซึ่งการดำเนินงานแก้ไขฟื้นคืนสภาพแวดล้อมก็ต้องมีการนำมาปรับใช้ขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันที่รั่วไหล ความรุนแรง สภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งสภาวะแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้เหตุการณ์ที่เกิดรุนแรงมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ก็เป็นได้

ผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหล

น้ำมันที่รั่วไหลสู่แหล่งน้ำจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพ ทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ เริ่มจากน้ำมันบางส่วนระเหยไป น้ำมันที่เหลือจะเปลี่ยนสภาพไปตามคุณสมบัติเฉพาะของชนิดน้ำมันนั้นๆ และปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด กระแสน้ำ อุณหภูมิ ฯลฯ

คราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช สาหร่าย และพืชน้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงสภาวะการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น (ปลา สัตว์หน้าดิน ปะการัง ฯลฯ) รวมถึงนกน้ำด้วย เกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหารที่เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิต (แพลงก์ตอนพืช) ผู้บริโภคขั้นต้น (แพลงก์ตอนสัตว์/ปลา) จนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้ายซึ่งก็คือมนุษย์

คราบน้ำมันยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประมงและการเพาะลี้ยงชายฝั่ง เช่น สัตว์น้ำตายจากคราบน้ำมัน ขาดออกซิเจน ชายหาดสกปรกจากคราบน้ำมัน ทำลายทัศนียภาพ มีกลิ่นเหม็น ไม่เหมาะกับการท่องเที่ยวและพักผ่อน ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นและระดับประเทศ

ความรุนแรงของผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งชนิดของน้ำมัน ปริมาณที่รั่วไหล สภาพภูมิศาสตร์ของบริเวณที่เกิดรั่วไหล กระแสน้ำ กระแสลม การขึ้น-ลงของน้ำทะเล ตลอดจนความหลากหลายและความสมบูรณ์ของทรัพยากรรอบๆบริเวณนั้น ที่สำคัญบริษัทที่ทำน้ำมันหกล้น ต้องรับผิดชอบในการเก็บและทำลายคราบน้ำมันที่ทำให้เกิดมลภาวะในทะเล ให้ธรรมชาติกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งค่าใช้จ่ายมหาศาล อาจถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเลยทีเดียว และก็ส่งผลถึงคนประจำเรือที่อาจต้องตกงานแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นมาช่วยกันป้องกันการเกิดมลภาวะทางทะลที่เกิดจากน้ำมัน ตาม MARPOL Annex I กันนะครับ 😊

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่

310/12 ซ. ลาดพร้าว 107 ถ. ลาดพร้าว คลองจั่น บางกะปื
Bangkok
10240