04/09/2026
🔴🟢Red Dot สีแดง VS สีเขียว ต่างกันแค่สีจริงหรอ? 🔴🟢
หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ทำไม Green Reticle ถึงดูสว่างหรือเด่นกว่า Red Reticle ทั้งที่ตั้งค่าความสว่างใกล้เคียงกัน?
เหตุผลอาจจะมาจากตาของเราเอง เพราะในสภาพแสงปกติ ตามนุษย์มีความไวต่อแสงช่วงสีเขียวมากกว่า โดยมีจุด Peak อยู่ที่ประมาณ 555 นาโนเมตร ทำให้สีเขียวอาจดูเด่นกว่าสีแดง แม้กำลังแสงจาก LED จะใกล้เคียงกัน
แต่เมื่ออยู่ในสภาพแสงน้อย ดวงตาจะพึ่งพา Rod Cell มากขึ้น ซึ่งตอบสนองต่อแสงสีแดงน้อยกว่า จึงเป็นเหตุผลที่แสงสีแดงระดับต่ำรบกวนการปรับตัวของตาในที่มืดน้อยกว่า
แล้ว Green Dot ดีกว่า Red Dot ไหม?
คำตอบคือ “ไม่ได้ดีกว่าสำหรับทุกคน”
การมองเห็น Reticle(เส้นเล็ง/จุดเล็ง) ยังขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น
• สภาพแสง
• สีของพื้นหลัง
• ความสว่างของ Reticle
• ขนาด MOAของจุดเล็งหรือเส้นเล็ง
• คุณภาพเลนส์
• สภาพสายตาของแต่ละคน
รวมถึงคนที่มีสายตาเอียง ซึ่ง Green Reticle ไม่ได้ช่วยแก้สายตาเอียงโดยตรง แต่บางคนอาจรู้สึกว่ามองสีหนึ่งได้คมหรือสบายตากว่าอีกสี
สำหรับ OSight C, OSight SE และ OSight SE 6 MOA ที่มีให้เลือกทั้ง RD (แดง) และ GN (เขียว) ถ้ามีโอกาส แนะนำให้ลองมองทั้งสองสีด้วยตาตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีสีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน *สีที่เหมาะที่สุด* คือสีที่ตาของเรามองเห็นได้ชัด สบายตา และเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริงมากที่สุด
หากสนใจอ่านบทความเต็ม สามารถไปติดตามได้ที่ : https://www.premiereqm.com/articles/red-dot-vs-green-dot
#ตัวแทนจำหน่ายOSight
#ตัวแทนจำหน่ายOSightอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ับประกันสินค้าตลอดชีพLifetime
03/09/2026
จอใหญ่สะใจ กับ OSight SE "DPP" แบบ Enclosed emitter!
เทียบให้เห็นภาพกันแบบชัดเจนไปเลยครับ
28/08/2026
✨US Defense Update / ข่าวสารวงการกลาโหมสหรัฐ✨
เมื่อกระสุนขนาด 5.56NATO อาจจะยังไปต่อได้อีกไกล หลังจากอยู่คู่กับกองทัพสหรัฐมานานกว่า60ปี!
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา NSWC Crane ได้เปิดเผยรายละเอียดของโครงการ Hypervelocity Improved Capability Assault Rifle (HICAR) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาปืนCarbineสำหรับUSSOCOMเพื่อมาทดแทนโครงการURG-I (Upper Receiver Group-Improved) ที่ประจำการอยู่ในปัจจุบัน
สิ่งที่น่าสนใจของโครงการนี้คือ USSOCOM ยังคงเลือกที่จะพัฒนาอาวุธปืนบนพื้นฐานของกระสุน 5.56NATO โดยที่เพิ่มขีดความสามารถจากกระสุนให้มากกว่าเดิม
HICAR จะต้องสามารถใช้งานร่วมกับกระสุนM855A1(EPR), Mk262 และM855A1+ Hypervelocityที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดไว้ให้สำหรับทดสอบ ซึ่งในเอกสารระบุว่ากระสุนM855A1+ ถูกโหลดให้มีแรงดันสูงถึง 82,000 psi ซึ่งสูงกว่า M855A1(EPR) ที่โหลดไว้ที่ 61,000-62,000 psi ไว้อยู่ราวๆ20,000psi
หนึ่งในโจทย์สำคัญของโครงการHICARคือ การเพิ่มขีดความสามารถของระบบอาวุธและกระสุน โดยในเอกสารของโครงการได้ระบุเอาไว้URG-I ที่ประจำการอยู่ในปัจจุบัน มีระยะยิงที่มีประสิทธิภาพ(Effective range) อยู่ที่ประมาน300เมตร ในขณะที่USSOCOM ต้องการให้HICAR เพิ่มขีดความสามารถ โดยเพิ่มระยะยิงที่มีประสิทธิภาพไปถึง600เมตร หรือ มากกว่า
โดยจะอาศัยการพัฒนาร่วมกัน ในส่วนของตัวอาวุธ และกระสุนHypervelocity ซึ่งมุ่งเป้าในการเพิ่มความเร็วของหัวกระสุนเมื่อกระสุนถึงเป้าหมายในระยะไกล ขณะที่คงความคล่องตัว รูปแบบการใช้งาน และความคุ้นเคยของแพลตฟอร์ม M4A1 เอาไว้
ข้อกำหนดหลักที่น่าสนใจของโครงการนี้
1.ใช้กระสุนขนาด 5.56NATO
2.ลำกล้องยาว 11-12นิ้ว
3.ต้องสามารถใช้งานร่วมกับLower ของM4A1ได้ โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงในส่วนของLowerอย่างถาวร
4.จะต้องใช้งานร่วมกับกระสุน M855A1(EPR), Mk262 และ M855A1+ (Hypervelocity) ได้
5.ระบบของตัวปืนจะต้องถูกออกแบบให้รองรับ แรงดันในรังเพลิง แรงดันและความเร็วของลูกเลื่อน ที่เพิ่มขึ้นได้
6.จะต้องผ่านมาตราฐานการตก โดยที่ปืนไม่ลั่น ขณะคันบังคับการยิงอยู่ในตำแหน่งห้ามไก(Safe)
7.ในการทดสอบนี้ จะใช้ที่เก็บเสียงยี่ห้อ HUXWRX รุ่น FLOW 556k L “Black Magic” เป็น ที่เก็บเสียงสำหรับHICAR โดยจะมีการกำหนดที่เก็บเสียงที่เหมาะสมอีกครั้ง ในอนาคต
8.HICARจะต้องใช้งานร่วมกับระบบช่วยการมองเห็น/อุปกรณ์เสริมประจำอาวุธ ในโครงการVASWA ที่มีใช้งานในปัจจุบันได้
เป้าหมายรองเพิ่มเติม
1.ความแม่นยำระดับ 1MOA แต่มีเป้าหมายที่0.5MOA โดยเป็นการทดสอบแบบไม่ใช้ที่เก็บเสียง และทดสอบโดยใช้ปืน 3กระบอก ทำการยิงกระบอกละ1กลุ่ม กลุ่มละ10นัด ที่ระยะ100เมตร ด้วยกระสุนBlack Hills Mk262 Mod1 C น้ำหนัก 77เกรน (โดยที่แต่ละกลุ่มกระสุนจะต้องไม่มีExtreme spreadเกิน 2.5MOA)
2.น้ำหนักปืนเปล่า ไม่รวมกระสุนและที่เก็บเสียง ต้องไม่เกิน8ปอนด์ แต่มีเป้าหมายอยู่ที่6.5ปอนด์
3.ความยาวโดยรวม จะต้องไม่เกิน31นิ้ว แต่มีเป้าหมายอยู่ที่28นิ้ว
4.อายุการใช้งานของลำกล้อง ขั้นต่ำ8,000นัด แต่มีเป้าหมายที่20,000นัด
5.จำนวนการยิงเฉลี่ยก่อนเกิดการติดขัด ขั้นต่ำ800นัด แต่มีเป้าหมายที่1,600นัด ต่อการติดขัด1ครั้ง
6.จำนวนการยิงเฉลี่ยก่อนเกิดความเสียหายที่ต้องแก้ไข ขั้นต่ำ5,000นัด แต่มีเป้าหมายที่10,000นัด
7.น้ำหนักไก ต้องต่ำกว่า5ปอนด์ แต่มีเป้าหมายอยู่ที่3ปอนด์
8.ระบบการยิง Safe-Semi auto โดยมีเป้าหมายคือFull auto
9.HICAR จะต้องใช้กับอุปกรณ์VASที่USSOCOMใช้งานอยู่ในปัจจุบันได้
10.แรงรีคอยจะต้องน้อยกว่าปืน MK17 ขนาด7.62NATO เพื่อไม่ให้อุปกรณ์VASเสียหาย
11.ต้องใช้แม็กกาซีนGen3ของMagpul
12.ต้องมีรางPicatinny ที่ตำแหน่ง12นาฬิกาต่อเนื่อง ยาว16นิ้ว
13.ลักษณะการใช้งาน คล้ายคลึงกับ M4A1
14.เกลียวปากลำกล้อง 1/2*28 หรือ 5/8*24
15.จะต้องใช้งานร่วมกับกระสุนที่ประจำการในปัจจุบันได้ด้วย
*ขยายความ VASWA -> อุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งกับอาวุธเพื่อช่วงในการเล่ง เช่น กล้องเล็ง,IR Laser/Illuminator และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ*
และล่าสุด Geissele Automatics ได้ออกมาโชว์ต้นแบบ(Prototype) ที่จะส่งเข้าโครงการHICAR
ต้นแบบของGeissele ใช้ลำกล้องยาว 11.5นิ้ว และจากข้อมูลที่เปิดเผย เมื่อยิง กระสุนสามารถทำความเร็วได้ที่ 2,700 ฟุต ต่อวินาที ด้วยกระสุนหนัก 77เกรน พร้อมสาธิตการยิงเป้าหมายที่ระยะประมาณ800หลา
แต่อย่างไรก็ตาม USSOCOMยังไม่ได้ประกาศผู้ชนะ หรือได้รับเลือก ของโครงการนี้
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจของโครงการนี้คือ ความพยายามคงพื้นฐานและความคุ้นเคยของระบบอาวุธM4A1เอาไว้ แทนที่จะไปใช้แพลทฟอร์มใหม่ทั้งหมด
หรือจริงๆแล้ว โจทย์ของโครงการHICARอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่า
"กระสุนขนาด 5.56NATO ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอไหม?"
แต่กลายเป็นว่า
"เราจะสามารถพัฒนากระสุนขนาด 5.56NATO ให้มีประสิทธิภาพได้ไกลอีกแค่ไหน โดยที่ยังรักษาข้อดีของแพลทฟอร์มM4 เอาไว้ได้?"
ตามกำหนดการของโครงการ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในขั้นWhite Paper (ข้อเสนอทางเทคนิคเบื้องต้น) จะเข้าสู่Pitch day (วันเสนอข้อมูล) ในวันที่ 15-16 กันยายน 2026 ซึ่งจะสาธิตด้วยกระสุนแบบ M855A1+ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอPrototype (ต้นแบบ) ต่อไป
แหล่มที่มา: SAM.gov(เว็บไซต์กลางสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ)
เลขที่ประกาศ (Notice ID): N0016426SCA004
Photo from (ภาพจาก): Geissele Automatics