06/03/2025
https://www.facebook.com/share/p/1BK8pVvrAU/?mibextid=wwXIfr
“ซ้อมหนัก แข่งบ่อย กดดัน หวังผล… ระวังเด็กอิ่มตัว”
ฟุตบอลเยาวชนในบ้านเรา หลายคนเชื่อว่า “ซ้อมให้หนัก แข่งให้เยอะ แล้วเด็กจะพัฒนาเร็ว”
ผปค.ส่วนใหญ่น่าจะคิดแบบนี้
แต่ถ้าไปดูที่ต่างประเทศ เขากลับ “จำกัดจำนวนชั่วโมงซ้อมต่อสัปดาห์” และ “ควบคุมระยะเวลาการเดินทางไปซ้อม” ทุกอย่างมีเหตุผลแน่นอนครับ เพราะอะไร?
ทำไมยุโรปถึงจำกัดการซ้อม?
ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี และสเปน มีแนวทางกำหนด จำนวนนาทีที่เด็กสามารถฝึกซ้อมได้ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อป้องกันปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจ
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากแต่ก็ควรคิดและใส่ใจครับ
- U12 (ต่ำกว่า 12 ปี) – ซ้อมได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 60-90 นาที รวมกันไม่เกิน 6-8 ชั่วโมง
- U15 (อายุ 13-15 ปี) – อาจเพิ่มเป็น 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ยังต้องมีเวลาพักที่เพียงพอเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและภาวะ Burnout
🔥 Burnout คืออะไร?
ทำไมอันตราย?
Burnout ในวงการกีฬา คือ ภาวะหมดไฟ หมดแรงบันดาลใจ หมดความสนุกกับเกม ซึ่งเกิดจากการฝึกซ้อมหนักเกินไปจนร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว
“สัญญาณของ Burnout ในนักฟุตบอลเด็ก”
❌รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้ไม่ได้ซ้อมหนัก
❌ ขาดความกระตือรือร้นในการฝึกซ้อมและการแข่งขัน
❌ มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง เพราะร่างกายไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่
❌ ขาดความมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกกดดันตลอดเวลา
ยุโรปให้ความสำคัญกับการป้องกัน Burnout อย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่า
“นักเตะที่ดีที่สุดไม่ใช่คนที่เก่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ไปได้ไกลที่สุดโดยไม่หมดไฟกลางทาง”
เส้นทางของฟุตบอล สามารถเปรียบเปรยได้เลยครับว่า ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น เรียกว่าเป็นการวิ่งมาราธอนได้เลย
ทุกอย่างต้องbalance และวางแผนให้ดี
ทำไมต้องจำกัดระยะเวลาการเดินทางไปซ้อม?
ในอังกฤษ และบางสโมสรในยุโรป มีกฎว่า เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี ไม่ควรใช้เวลามากกว่า 45 นาทีในการเดินทางไปซ้อม
เหตุผลสำคัญ
• ป้องกันความเหนื่อยล้า จากการเดินทางไกล ทำให้สมรรถภาพร่างกายลดลง
• ลดความเครียดทางจิตใจ เด็กที่ต้องเดินทางไกลทุกวันอาจรู้สึกหมดพลังและเริ่มหมดความสนุกกับฟุตบอล
• ให้เด็กมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างสมดุล
“ระวังเด็กอิ่มตัวก่อนถึงจุดสูงสุด”
ในไทย เด็กบางคนซ้อม 6-7 วันต่อสัปดาห์ เดินทางไกลวันละหลายชั่วโมง
🏃 ซ้อมหนัก 💥 แข่งบ่อย 🏆 กดดันให้ต้องชนะ
แต่ถ้าเด็กหมดไฟก่อนถึงวัยที่ควรพีค? จะรู้สึกอย่างไร?
นักเตะที่ไปถึงระดับโลก ไม่ใช่คนที่เก่งเร็วที่สุด
แต่คือคนที่ แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ จนไปได้ไกลที่สุด
⚽ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องซ้อมหนัก แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาอย่างสมดุล และต่อเนื่อง
ซ้อมให้เต็มที่ พักให้พอ สนุกกับเกม แล้วอนาคตจะไปได้ไกลกว่าที่คิด
#ฟันเฟืองเรื่องบอลเด็ก
#พัฒนาให้สุดพยายามให้เต็มที่ แต่ต้องไม่หมดไฟ
ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความพยายาม” แต่ยังเป็นเรื่องของ “การดูแลร่างกายให้พร้อมเสมอ”
เด็กที่ซ้อมหนัก ต้องมีโภชนาการที่ดีเพื่อรองรับการเติบโต และป้องกันภาวะ “Burnout”
💪 Proti Plus โปรตีนสำหรับเด็กและนักกีฬาเยาวชน
✅ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รองรับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง
✅ ฟื้นตัวไว ลดความเหนื่อยล้า ช่วยให้เด็กกลับมาพร้อมลุยในวันถัดไป
✅ โภชนาการที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับวัย สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแรง
ฝึกหนักแค่ไหนก็ไม่หมดไฟ ถ้าร่างกายพร้อม!
#โภชนาการที่ดีคือพลังสำคัญของนักกีฬา
✅ ข่าวสารใหม่ล่าสุด, บอกโปรดีลดีๆ, ของแถมและ coupon codes > Line OA:
🛍️ พร้อม SHOP กด
Line Shopping: https://shop.line.me/
Shopee: https://shopee.co.th/protiplusprotein
🙃 ติดตามเราเพิ่มได้ที่
FB | IG: Protiplus.protein
Youtube: Proti Plus Protein
#โปรตีนผง #โปรตีนโปรติพลัส #โปรตีนสำหรับนักกีฬาเยาวชน
#โภชนาการนักกีฬา #นักบอลเยาวชน #ฟุตบอลเด็ก #ฝึกซ้อมให้เต็มที่ #พัฒนาให้สุด
16/12/2024
https://www.facebook.com/share/19YynQEn7D/?mibextid=wwXIfr
100 แชมป์ 1,000 ถ้วยรางวัล
ในยุคที่อะคาเดมี่ฟุตบอลเปิดสอนและพาเด็กๆ ลงแข่งขันเพื่อชิงถ้วยรางวัลและความเป็นเลิศต่างๆ ผู้ปกครองหลายท่านคงหวังที่จะใช้ฟุตบอลเป็นสะพานนำลูกหลานเข้าสู่โรงเรียนชื่อดังหรือสถาบันฟุตบอลที่มีชื่อเสียง
แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า ไม่ว่าอะคาเดมี่ไหนหรือสถาบันใดที่เปิดรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อด้านฟุตบอล พวกเขาไม่เคยถาม ว่าเด็กได้แชมป์อะไรมาบ้าง หรือกวาดถ้วยรางวัลมากี่ใบ
ไม่มีใครสนใจว่านักเตะยอดเยี่ยมกี่สมัย ดาวซัลโวกี่ครั้ง หรือแม้แต่เป็นตัวจริงหรือตัวสำรองในทีม
ตอนคัดตัว ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
สิ่งที่สำคัญคือความสามารถและการแสดงศักยภาพในวันนั้น ว่าคุณโชว์ทักษะพื้นฐาน เทคนิค และสกิลต่างๆ ได้ดีแค่ไหน
ลองมองดูรอบตัวคุณ มีอะคาเดมี่ไหนบ้างที่เด็กติดทีมกันทั้งชุด? มีสถาบันไหนที่รับเด็กเพราะชื่ออะคาเดมี่อย่างเดียว?
คำตอบคือ ทุกคน ทุกจังหวัดมีโอกาสเท่ากัน อยู่ที่คุณจะกล้าเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าร่วมการคัดตัวหรือไม่
อย่าปิดกั้นตัวเอง
หากคุณเก่งพอ ทุกสถาบันล้วนมีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาศักยภาพของคุณเพื่อก้าวต่อไป
อย่าด้อยค่าตัวเอง
จงตั้งใจฝึกฝนและพัฒนาฝีเท้าของตัวเอง เมื่อโอกาสมาถึง คุณจะได้คว้ามันไว้ได้ทัน
สำหรับปีนี้ ใครที่ยังคัดไม่ติด อย่าเพิ่งท้อ ขอให้มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อรอวันที่โอกาสครั้งใหม่จะมาถึง
รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และมีน้ำใจนักกีฬา
นี่คือหัวใจของนักกีฬา และทักษะชีวิตที่แท้จริง ขอให้ฟุตบอลเป็นสะพานที่พาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตของพวกเราทุกคน
.คิดอ่าน
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน
20/11/2024
https://www.facebook.com/share/19JRA1jD9Z/?mibextid=WC7FNe
ผมว่าใครที่อยู่ในวงการฟุตบอลต้องเคยพบเจอกับเหตุการณ์นี้ไม่กับตัวเองก็คนรอบตัวครับ นั่นก็คือ “การเอาความฝันของตัวเองไปใส่ลูก” หลายครั้งที่พ่อแม่เอาฝันของตัวเองไปยัดใส่ลูกตั้งแต่เด็กๆเพราะอยากให้ลูกเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ ติดทีมชาติ หรือประสบความสำเร็จในเส้นทางที่ตัวเองเคยฝันไว้
แต่คำถามที่เราควรจะถามตัวโตๆคือ “ถามลูกแล้วหรือยัง” เพราะว่าในตอนเด็กไปจนถึงอาจจะกระทั่งมัธยมปลายเลยด้วยซ้ำ เด็กอาจจะยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอในการตกตะกอนตัวเองว่าเค้าอยากที่จะทำงานอะไรกันแน่ในอนาคต และปัญหาการยัดฝันของตัวเองไปใส่ลูกนั้นส่งผลเสียหลายอย่างมากกว่าที่คิดครับ
1.รู้ตัวอีกทีก็เล่นเป็นแต่ฟุตบอล
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆครับ เด็กๆบางคนที่เล่นบอลมาตลอดชีวิตในช่วงที่เป็นรอยต่อว่าในวัยผู้ใหญ่อยากจะเป็นอะไร เค้ากลับมีคำตอบเพียงแค่ว่า “ไม่รู้ ไม่เป็นนักบอลก็ไม่รุ้จะเป็นอะไร” ซึ่งแน่นอนครับถ้าเด็กคนนั้นเก่งมากๆก็ดีไป แต่ในชีวิตผมว่าเราเห็นกันมานักต่อนักแล้วว่าเด็กๆบางคนฝีเท้าอาจจะยังไม่ถึงระดับเป็นนักบอลอาชีพได้ แต่ก็ตามฝันจนสุด และบางครั้งสุดเกินไป สุดเกินจนที่ไม่สามารถหันหลังกลับไปมีทางเลือกอื่นๆในชีวิตได้อีกแล้ว เพราะบางคนโดนพ่อแม่เอาความฝันของตัวเองใส่หัวตั้งแต่เด็กว่า “โตไปต้องเล่นบอลติดทีมชาติ ต้องเล่นบอลอาชีพ”
2.ถามลูกและติดตามลูกเสมอ
ไม่ว่าฝันของลูกคืออะไร พ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าควรจะมีทางเลือกสำรองให้กับเค้าครับ เรียนต้องควบคู่ไปด้วย เราพูดมาเสมอว่าการเรียนคือห้ามทิ้ง เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า แม้ว่าฝันของเค้าคืออยากจะเป็นนักฟุตบอลสุดลิ่ม ทิ่มประตูขนาดไหน เค้าก็ควรจะต้องมีทางเลือกอื่นๆในชีวิตเหลือไว้ให้พอกลับตัวได้ด้วยครับ
3.ฝันได้ แต่ต้องอยู่กับความจริง
ท้ายที่สุดนี้อย่างที่เรารู้กันครับความฝันต้องเดินควบคู่กับความจริง ฝันของลูก = พ่อแม่สนับสนุนแต่ต้องอยู่บนหลักความจริง ทำใจให้เป็นกลางในการประเมินสถานการณ์ต่างๆในชีวิตลูก มีแตะเบรก เหยียบคันเร่งตามแต่สถานการณ์
ถ้า ฝันของพ่อแม่ = ฝันของลูก ก็เหมือนด้านบนเลยครับ พยายามฝ่าฟันไปด้วยกันพร้อมอยู่บนความเป็นจริง
แต่ถ้าเกิดว่า ฝันของพ่อแม่ ≠ ฝันของลูก เราคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ต้องกลับมาทบทวนแล้วล่ะครับ ว่าอยากให้ลูกมีความสุขหรืออยากให้ลูกตอบสนองความสุขของเราครับ
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน
02/11/2024
https://www.facebook.com/share/p/fjHxkPvwFZ3zjWGY/?mibextid=WC7FNe
⚽️ Individual (ความสามารถเฉพาะตัว)
คือ ความสามารถเฉพาะบุคคลในการเล่นของนักกีฬาฟุตบอล ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นเกมรุก (Attacking Play) และในสถานการณ์ที่เป็นเกมรับ(Defending Play)รวมถึงสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนการเล่น(Transition Play)
โดยเราสามารถจำแนก ความสามารถเฉพาะตัว ได้ดังนี้
1. Basic Technique (Fundamental)คือ ทักษะพื้นฐานของการเล่นฟุตบอล เช่น การเลี้ยงบอล การส่งบอล การรับบอล การโหม่ง การควบคุมลูกบอล การยิงประตู ที่ใช้ในการเล่นเกมรุก หรือ การเข้าสกัด การตัดบอล ที่ใช้ในการเล่นเกมรับ เป็นขั้นพื้นฐานที่นักกีฬาฟุตบอลจะต้องรู้และต้องมีทักษะที่ดี
2. Skills คือ ความสามารถของนักกีฬาฟุตบอล ในการนำทักษะพื้นฐานต่างๆ มาใช้ในสถานการณ์จริง (สถานการณ์1ต่อ1) ทั้งในสถานการณ์ที่เล่นเกมรุก เกมและในสถานการณ์ที่ต้องเล่นเกมรับ รวมถึงในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนการเล่น ซึ่งในขั้นนี้ จะต้องมีการตัดสินใจ(Dicision Making) เข้ามาร่วมด้วยตลอดเวลา พูดง่ายๆคือ เป็นการนำทักษะพื้นฐาน มาร่วมกับการตัดสินใจ เพื่อนำมาใช้ในสถานการณ์จริง
3. Game Understanding คือ ความเข้าใจในการเล่นในสถานการณ์ต่างๆของการเล่นฟุตบอล เช่น เด็กๆต้องรู้ว่า ในสถานการณ์เกมรุก ในพื้นที่ไหน จะทำอย่างไร เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ เช่น พื้นที่นี้ จะส่งให้เพื่อนหรือจะเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้หรือ จะป้องกันอย่างไร หากอยู่ในสถานการณ์การเล่นเกมรับ
โดย เป็นการนำ Technique และ Skill รวมกับการตัดสินใจที่ดี มาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์
หากมีความเข้าใจ ในหลักการของ Individual ทั้ง 3 ข้อแล้ว นำเอามาประกอบรวมกัน และมาปรับใช้ในการฝึกซ้อมและการแข่งขันจริงได้ เด็กๆ แต่ละคนจะมีความสามารถเฉพาะตัวดีและนำไปสู่การเล่นเป็นกลุ่มที่ดี และสุดท้ายภาพรวมของการเล่นเป็นทีมก็จะดีตามไปด้วย
#เรียนฟุตบอลกับบอล
30/10/2024
https://www.facebook.com/share/p/GJQMWppzBKL3xtsT/?mibextid=WC7FNe
“ อาชีพนักฟุตบอล ความจริงที่ต้องต่อสู้มากกว่าความฝัน ”
✌️ต้องทุ่มเท และอุทิศชีวิต หากอยากเป็นนักกีฬาที่ได้เงินเดือนหลักแสน หลักล้าน
• ไม่ใช่ทุกคนที่เล่นฟุตบอลแล้วจะได้ไปถึงฝัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะก้าวไปสู่อาชีพหรือ ระดับทีมชาติ
• กว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเงินเดือนหลักแสน และทีมชาตินั้น คุณต้องมีทั้งพรสวรรค์,ความสามารถ, ความแข็งแกร่ง,ความอดทน,ระเบียบวินัยและทัศนคติที่เหนือมากกว่าคนอื่นและที่สำคัญต้องมีโชคชะตาเข้าข้างด้วย
#ระยเวลา
• หลายคนเริ่มฝึก เริ่มเล่นตอน6-7 ขวบ กว่าจะได้เป็นนักเตะอาชีพ เร็วหน่อยก็17-18 เวลาพอดีก็20 ขวบ ระยะเวลา 10-12ปี กว่าจะถึงฝัน ลองมองดูว่า ระยะเวลาที่ยาวนาน ต้องผ่านอะไรบ้าง กับฟุตบอลที่เปลี่ยนไป และโลกที่หมุนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ
#ความทุ่มเท
• คุณต้องทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อฟุตบอล ต้องวินัยและมุ่งมั่นในการฝึกซ้อม ต้องเอาชนะใจตัวเองและเอาชนะคนอื่นหากอยากเป็นยอดนักบอลคุณต้องซ้อมมากกกว่าคนอื่น เหนื่อยกว่าคนอื่น เพื่อนซ้อมเสร็จ ต้องซ้อมเพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือ ซ้อมเพิ่มเติมกับครู หรือโค้ช ทำทุกวิถีทางเพื่อให้พัฒนาอยู่เหนือคนอื่น ต้้องดูแลร่างกายตัวเองและพักผ่อนอย่างดี จึงจะแตกต่างจากคนอื่น ถ้าซ้อมหรือใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา คุณก็จะได้เป็นแค่นักฟุตบอลธรรมดาๆเท่านั้น
#ชีวิตนอกสนาม
• เช่นเดียวกันกับชีวิตนอกสนาม ต้องดูแลตัวเองให้อยู่ในกรอบในระเบียบ ไม่สนใจในสิ่งที่ไม่ดี หลายๆคนต้องเข้าไปอยู่ในหอพักนักกีฬา ก็มีทั้งเพื่อนดีและไม่ดีหรือการที่ได้ออกจากบ้านมาดูแลตัวเอง มีเรื่องราวมากมายให้ต้องผ่าน มีเพื่อนขี้เกียจ มีเพื่อนที่ชวนสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อนชวนเที่ยว มียาเสพย์ติด มีโซเชี่ยล มีผู้หญิง มีสิ่งไม่ดีมากมาย เราจะอยู่กับมันและเอาตัวรอดจากสิ่งพวกนี้ได้ยังไง ถ้าจิตใจเราแข็งแกร่ง มุ่งมั่นเราก็รอด ใจกระจอกก็แพ้(ซึ่งก็มีแพ้กันมาเยอะ)
#โซเชียลมีเดีย
• นอกจากในสนาม-นอกสนาม โลกภายนอกก็สำคัญ โซเชียลมีเดีย วันนี้สำคัญมากเป็นดาบสองคม มีทั้งด้านดีและไม่ดี หากใช้ในด้านดี ก็จะมีคนชื่นชม แต่หากใช้ไม่ดี ทัศนคติต่างๆจะถูกส่งผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ นักฟุตบอลหลายๆคน มีคนติดตามเป็นแสน เป็นล้านคน หรือนักบอลเก่งๆหลายชีวิตต้องพังเพราะอ่อนไหวไปกับเสียงวิพากย์วิจารณ์บนโลก ออนไลน์บ้าง โพสในสิ่งที่ไม่สมควรบ้าง มันจะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบั่นทอนจิตใจสำหรับนักกีฬา
• การจะเดินทางไปสู่จุดสุดยอดของนักฟุตบอลปัจจัยต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ และถ้าทำสำเร็จก็ถือว่าเป็นโชคดีของตัวเองและครอบครัว
• และฟุตบอลไม่ได้มีแค่การฝึก การซ้อม การแข่งเท่านั้น แต่ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การรู้ในเส้นทางที่จะไป มีคนที่คอยแนะนำในขั้นตอนต่างๆ จนกว่าจะถึงเป้าหมาย
• ต้องทุ่มเท และอุทิศให้กับฟุตบอล ถึงจะไปสู่เป้าหมายได้ เพราะไม่มีใครที่ไม่ทุ่มเท แล้วประสบความสำเร็จ
• นักกีฬาอาชีพ คืออาชีพเสี่ยง พร้อมที่จะจบเส้นทางและโดนปลดระวางได้ทุกวินาที เป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนสูง แต่ไม่ใช่อาชีพที่มีสวัสดิการที่ดีนัก ไม่ใช่อาชีพที่มีบำนาญหลังการเลิกเล่น ไม่มีความแน่นอนรองรับ
#ถ้าไปไม่ถึงฝัน
• แล้ววันนึงถ้าไม่สำเร็จกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพละ
แล้วจะเป็นยังไง...จะทำอะไรต่อ หลายๆคน หลายๆครอบครัวได้มองมุมนี้บ้างรึป่าว หรือบางคนมองไปที่ปลายทางอย่างเดียว ว่าต้องสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เป็นทีมชาติ แต่ไม่ได้มองว่าระหว่างการเดินทาง ได้วางแผนไว้บ้างรึป่าว ว่าต้องทำอย่างไร ถ้าไปไม่ถึงฝัน
⚽️ ฟุตบอลอาชีพสวยงามเสมอ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายหรือใครก็ได้ ที่จะไปถึงได้ฝันกันทุกคน
แล้วถ้าเราไปไม่ถึงฝันละ ครอบครัวจะทำอย่างไร เด็กๆจะทำอย่างไร ได้มีการวางแผนรึป่าว
• มีนักฟุตบอลอีกมากมาย ที่ตอนเยาวชนเก่งมาก ติดทีมชาติ แต่ไม่ได้เล่นอาชีพ ต้องเป็นลูกจ้าง เตะบอลเดินสายได้เงินเยอะบ้าง น้อยบ้าง ถ้าเก่งได้เยอะก้ดีไป แต่ได้น้อยก้พอปะทังชีวิต เพราะเค้าไม่เรียนหนังสือ ไม่มีการวางแผนในขั้นตอนชีวิต
✅ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะมุ่งมั่นหรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะลุบเพื่อนักเตะอาชีพได้หรือไม่ ก็อย่าเพิ่งทิ้งการเรียนให้เรียนควบคู่กันไป เพราะการศึกษาสำคัญสำหรับตัวเราเสมอ ถ้าหากไปไม่ถึงฝัน ฟุตบอลอาชีพ เรายังมีการศึกษา เพื่อนำไปทำในสิ่งอื่นๆ อีก
เพราะไปไม่ถึงฝันก็ยังมีความรู้ที่จะไปทำอย่างอื่นให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้นะครับ
สุดท้ายจริงๆ
ไม่ว่าคุณจะฝันว่าอยากเป็นอะไร คุณก็ต้องทุ่มเท ให้มากกว่าคนอื่น เพื่อไปถึงฝันให้ได้
29/10/2024
https://www.facebook.com/share/X2AA8N27dgWZ3zTm/?mibextid=WC7FNe
ในหลากหลายเรื่องราวที่เรานำเสนอไป ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือในฐานะพ่อแม่คือการดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในทุกมิติครับ เพราะฟุตบอลไม่ได้มีแค่เรื่องของฟุตบอล และแต่ละเส้นทางก็ไม่ได้มีแต่สิ่งสวยงามไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะในเรื่องของความปลอดภัย การดูแลด้านจิตใจ หรือการเติบโตในด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากทักษะในสนามฟุตบอลแล้ว ยังมีอุปสรรคและปัจจัยภายนอกที่เราต้องระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการป้องกันไม่ให้ลูกตกเป็นเหยื่อของสิ่งไม่ดี
การส่งลูกไปฝึกซ้อมหรือแข่งในสถานที่ต่างๆ บางครั้งเด็กๆ อาจพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ เช่น การใช้คำหยาบคาย การแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการสอนทัศนคติที่ผิดๆ ยังไม่รวมถึงสิ่งไม่ดีที่ตัวผู้ปกครองต้องพบเจอเองแล้วก็ว่าจะมีผลกระทบต่อลูก ดังนั้น เราที่เป็นพ่อแม่ต้องใส่ใจในการเลือกสภาพแวดล้อมให้กับลูก และเตรียมพร้อมพูดคุยและแก้ไขทัศนคติของลูกเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เหล่านี้
การดูแลลูกในเส้นทางฟุตบอลไม่ใช่แค่การส่งลูกไปฝึกซ้อมและปล่อยให้โค้ชดูแล เพราะการพัฒนาทักษะฟุตบอลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว ได้ครับ พ่อแม่ต้องมีบทบาทในการตรวจสอบความปลอดภัยของลูก ติดตามความรู้สึก ความเป็นอยู่ และการพัฒนาทั้งในด้านร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือหอพักประจำ เพราะสิ่งแวดล้อมที่ลูกได้รับมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเขาในอนาคต
พ่อแม่ที่ดูแลอย่างใกล้ชิดต้องทำอย่างไร?
-ติดตามพัฒนาการลูกอย่างต่อเนื่อง: อย่าละเลยที่จะพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับการฝึกซ้อม การแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของเขาในแต่ละวัน การรับฟังความคิดเห็นของลูกและรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไรจะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนการดูแลให้เหมาะสมได้
-เลือกโค้ชและสโมสรอย่างระมัดระวัง: พ่อแม่ต้องตรวจสอบประวัติของโค้ช สโมสร และสภาพแวดล้อมของสถานที่ที่ลูกต้องไปฝึกซ้อมหรือแข่งให้ดี การดูแลลูกในส่วนนี้จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
-สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับโค้ชและสโมสร: ความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองและโค้ชมีความสำคัญ เพราะเมื่อโค้ชและผู้ปกครองร่วมมือกันในการดูแลเด็ก เด็กก็จะได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลและเป็นระบบ
-คนดีๆ ในวงการฟุตบอลมีอยู่มาก
ถึงแม้ว่าในวงการฟุตบอลเด็กจะมีเรื่องที่ต้องระวัง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะเจอแต่คนไม่ดีตลอดเวลา เพราะจริงๆ แล้ว จากประสบการณ์ที่ผมได้อยู่ในวงการนี้มา ในวงการฟุตบอลยังมีคนดีๆ ที่มุ่งมั่นพัฒนาเด็กอย่างเต็มที่อีกมากมาย โค้ชและสโมสรหลายแห่งมีความตั้งใจที่จะสร้างเด็กให้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งและเป็นคนดีมีคุณภาพ พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสอนและดูแลเด็กๆ อย่างเต็มที่ จนบางครั้งผมอดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมไปกับความพยายาม ความเอาใจใส่ และความเสียสละของบุคลากรเหล่านั้น
พ่อแม่จึงต้องมองหาและร่วมมือกับโค้ชและบุคคลากรด้านต่างๆเหล่านั้นในการพัฒนาลูก ไม่ใช่แค่การดูแลด้านทักษะฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถรับมือกับอุปสรรคในชีวิตได้
-สรุป
การดูแลลูกอย่างใกล้ชิดในเส้นทางฟุตบอลเป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองทุกคนควรทำ อยากจะให้ทุกคนทำอย่างเต็มที่ตามบริบทและกำลังของแต่ละครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัย การดูแลด้านจิตใจ หรือการปลูกฝังทัศนคติที่ดี การเลือกโค้ช สภาพแวดล้อม และสังคมให้ลูกอย่างเอาใจใส่จะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นนักฟุตบอลที่มีคุณภาพทั้งในด้านทักษะและความเป็นมนุษย์ พ่อแม่จึงควรตระหนักว่าความสำเร็จของลูกในอนาคตขึ้นอยู่กับการดูแลอย่างใกล้ชิดและการตัดสินใจที่ดีของพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนครับ
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน
10/10/2024
https://www.facebook.com/share/p/QqocG3hAUnGooKrc/?mibextid=WC7FNe
เรื่องเล่าจากทางบ้าน
เส้นทางฟุตบอลของ “ต้น”
วันนี้ผมจะเล่าเรื่องของ “ต้น” เด็กชายธรรมดาที่เกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่า “หาเช้ากินค่ำ” พ่อแม่ของต้นทำงานหนักเพื่อให้ครอบครัวอยู่รอด แต่พวกเขาไม่เคยละเลยที่จะสนับสนุนความฝันของลูกชาย ซึ่งก็คือฟุตบอล
จุดเริ่มต้นของความสนุกในวัย4ขวบ
เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ “ต้น” อายุได้ 4 ขวบ ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเริ่มวิ่งเล่นเตะบอลกับพ่อที่สนามโรงเรียนแถวบ้าน แม้จะยังไม่มีทักษะอะไรมาก แต่ทุกครั้งที่พ่อเห็นต้นวิ่งตามลูกบอล วิ่งเล่นกับพี่ ๆ พ่อก็จะเห็นรอยยิ้มของลูกชาย ความสนุกในดวงตาของเด็กที่ยังไม่รู้จักคำว่าแพ้ชนะ
พ่อจึงตัดสินใจพาต้นไปฝึกฟุตบอลกับทีมเด็กในหมู่บ้าน โค้ชที่สอนก็เป็นครูพละในโรงเรียนแถวบ้าน
สนามฝึกซ้อมอาจไม่ใช่สนามหญ้าสวยงาม เป็นเพียงลานดินธรรมดา ๆ แต่สำหรับต้น มันคือโลกที่เต็มไปด้วยความสนุก ทุกครั้งที่ได้จับลูกบอลเขาก็รู้สึกเหมือนได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
ความมุ่งมั่นตั้งแต่ยังเล็กในช่วงอายุ 5-7 ขวบ
เมื่อเข้าสู่อายุ 5 ขวบ แม้ต้นจะยังเล็ก แต่พ่อแม่ก็สังเกตเห็นว่า ต้นมีความสนใจและความมุ่งมั่นในการฝึกฟุตบอลมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก ต้นก็ยังอยากไปสนามทุกวันเพื่อเตะบอล ฝึกกับพ่อ และเล่นกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนแถวบ้าน เด็กคนอื่นอาจจะเล่นแล้วพักบ่อย ๆ แต่ต้นกลับวิ่งเล่นไม่หยุด ด้วยความสนุกและรอยยิ้ม
พ่อเล่าว่า “บางครั้งพ่อเห็นต้นซ้อมจนเหนื่อย หอบ แต่พอถามว่าจะพักไหม ต้นก็ส่ายหัว แล้วบอกว่าขออีกหน่อย “สิ่งนี้ทำให้พ่อแม่เห็นว่า ลูกชายมีความมุ่งมั่นอย่างมาก ชอบโดยไม่มีแรงกดดันจากพ่อแม่เลย และไม่ใช่แค่เล่นเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่เขาเริ่มมีความท้าทายกับตัวเอง อยากเก่งขึ้นในทุกวัน
ช่วงอายุ 6-7 ขวบ ต้นก็ยังคงซ้อมอย่างสม่ำเสมอ บางวันหลังเลิกเรียน เขาจะรีบกลับบ้านเพื่อเอาลูกบอลออกไปซ้อมกับพ่อ บางครั้งพ่อแม่ต้องบอกให้หยุดพักบ้าง แต่ต้นมักจะบอกเสมอว่า “อยากเก่งขึ้น อยากเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่เราเห็นในทีวี ”
ความชอบเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุ 7 ขวบ
เมื่ออายุ 7 ขวบ ความชอบฟุตบอลของต้นจากที่รู้ว่าชอบอยู่แล้วเริ่มชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ในตอนนั้นเขาเริ่มดูการแข่งขันฟุตบอลทางTV กับพ่อ อยู่บ่อยๆ และเริ่มรู้จักนักฟุตบอลชื่อดังหลายคน ต้นบอกกับพ่อแม่อย่างจริงจังว่า “ต้นสนุกมากกับการเล่นบอล และอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อยากให้คนดูต้นในทีวี ต้นจะเล่นให้ทีมชาติ” คำพูดนี้มาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่แสดงออกผ่านการซ้อมอย่างหนักทุกวัน แม้ตัวจะเล็กกว่าเพื่อนหลายคน เนื่องจากต้นเป็นเด็กค่อนข้างตัวเล็กเเละโตช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน แต่ต้นก็ไม่เคยลดละความพยายาม
เมื่ออายุ 8 ขวบ ต้นเริ่มเข้าทีมฟุตบอลของโรงเรียน นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับการฝึกซ้อมและการแข่งขันจริงจัง ที่นั่นเอง ต้นได้พบกับความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพื่อน ๆ หลายคนในทีมมีประสบการณ์มากกว่าและดูเก่งกว่าต้น ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวหรือทักษะในการเล่น
บางครั้งเพื่อน ๆ ในทีมก็แซวว่า “ซ้อมหนักขนาดนี้ แต่ทำไมเล่นจริงแล้วไม่เห็นเก่งขึ้นเลย” หรือ “ขยันซ้อมก็จริง แต่ไม่คิดว่าจะทันพวกเรานะ” คำพูดเหล่านี้ก็เป็นลักษณะ เด็กเเซวกันทั่วไป แต่ก็เป็นคำพูดที่ทำให้ต้นรู้สึกกดดัน แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขากลับมุ่งมั่นที่จะฝึกซ้อมให้หนักขึ้นกว่าเดิม
ต้นใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปที่สนามซ้อมทุกวัน มุ่งมั่นทั้งในวันที่ซ้อมกับทีมโรงเรียน และ ซ้อมคนเดียว ในวันที่บอลโรงเรียนไม่มีซ้อม เล่นกับกำแพง ควบคุมบอล ฝึกเลี้ยงบอลในพื้นที่แคบ เขาไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย เพราะเขาพูดคุยกับพ่อแม่อยู่ตลอดและรู้ว่า หากต้องการเก่งขึ้นมันต้องมีการเสียสละและการทำงานหนักมากกว่าคนอื่น
เมื่ออายุ 10 ขวบ พ่อแม่ของต้นพาเขาไปคัดเลือกที่สโมสรชื่อดังในจังหวัดใหญ่ นั่นเป็นโอกาสที่ต้นเฝ้ารอ เพราะต้นและครอบครัวเชื่อว่าการได้เล่นให้สโมสรใหญ่คือก้าวสำคัญในการเดินตามฝันของเขาที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ในระหว่างการคัดตัว โค้ชคนหนึ่งได้พูดเป็นนัยกับกลุ่มผู้ปกครองที่พาเด็กมาคัดว่า หากครอบครัวไหนมีเงินสนับสนุนบ้าง ก็อาจจะได้รับการพิจารณาและดูแลเป็นพิเศษ
พ่อของต้นปฏิเสธข้อเสนอนั้นทันที ด้วยหลายเหตุผล และเหตุผลหลักเพราะเขาเชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง พ่อบอกกับต้นว่า “เราอาจไม่มีเงินซื้อโอกาส แต่ความมุ่งมั่นและความพยายามจะพาเราไปเอง ถ้าลูกเก่งจริง โอกาสจะมาเอง” ต้นฟังแล้วเข้าใจดี และตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และด้วยความพยายามนั้น ต้นก็สามารถคัดติดสโมสรใหญ่ได้สำเร็จ นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งแรกในเส้นทางฟุตบอลของต้น
ในช่วงที่ต้นอยู่ในสโมสรใหญ่ เขาเริ่มเจอกับเพื่อนบางคนที่พยายามกลั่นแกล้ง บูลลี่เขาในเรื่องของฐานะ การแบ่งกลุ่มเล่นพรรคเล่นพวก และแม้แต่การเย้ยหยันความพยายามของเขา เนื่องจากโค้ชเห็นถึงความขยันและตั้งใจของต้น จึงมักให้โอกาสต้นอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เพื่อนบางคนอิจฉา
แต่แทนที่จะโต้ตอบ ต้นกลับใช้ความมุ่งมั่นในสนามเป็นคำตอบ เขาเลือกที่จะฝึกซ้อมหนักขึ้นทุกวัน ไม่ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนจิตใจ ความตั้งใจของต้นไม่ได้แสดงออกด้วยคำพูด แต่ด้วยการกระทำ และทุกครั้งที่ลงสนาม ต้นจะทุ่มเทอย่างเต็มที่
จุดเปลี่ยนที่สำคัญ: วัย 14 ขวบ
เมื่ออายุ 14 ปี ความพยายามของต้นก็เริ่มเห็นผลชัดเจน เขาได้รับเลือกให้เป็นตัวหลักของทีมเยาวชนสโมสรใหญ่ โค้ชมอบหมายให้ต้นฝึกซ้อมกับรุ่นพี่ที่เก่งกว่า และให้เขาลงสนามในการแข่งขันข้ามรุ่นหลายครั้ง โค้ชมักพูดถึงต้นว่า “เขาอาจไม่ได้มีพรสวรรค์มาตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ”
จากเด็กที่เคยถูกดูถูกว่าไม่มีทางไปได้ไกล ต้นกลายเป็นนักเตะที่เพื่อน ๆ ในทีมเริ่มยกให้เป็นแบบอย่าง เขาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการซื้อโอกาส แต่มาจากความตั้งใจและการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ
บทเรียนจากเรื่องราวของต้นที่เราอยากให้เรียนรู้ และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์
เรื่องของต้นไม่ได้เกี่ยวกับพรสวรรค์ที่โดดเด่น แต่มันคือเรื่องราวของเด็กชายที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อคำพูดหรืออุปสรรคใด ๆ เขาเชื่อในคำสอนของพ่อแม่ที่ว่า “ความมุ่งมั่นและความพยายามจะนำพาไปถึงจุดหมาย แม้จะไม่มีเงินซื้อโอกาส” และวันนี้ต้นได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นั่นคือความจริง
เราไม่รู้ว่าในอนาคตต้นจะประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ความพยายามทำให้เขามาอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจุดเริ่มต้นของใคร แต่วัดจากการที่คุณยอมทุ่มเทและไม่ยอมแพ้ แม้จะมีอุปสรรคมากแค่ไหนก็ตาม
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน
09/10/2024
https://www.facebook.com/share/p/viiB5pNW3zZ679Lt/?mibextid=WC7FNe
ในวงการฟุตบอลเยาวชน หลายครั้งเรามักได้ยินคำว่า “โค้ช สร้าง เด็ก" ซึ่งหมายถึงโค้ชที่มุ่งมั่นมีใจรักในการสอน และเน้นการพัฒนาเด็กให้มีความสามารถและมีคุณภาพ ไม่เพียงแต่ในการเล่นฟุตบอล แต่รวมถึงการเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคมด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีโค้ชบางคนที่มีแนวคิดและวิธีการทำงานที่ตรงข้ามกัน เราเรียกโค้ชกลุ่มนี้ว่า "เด็ก สร้าง โค้ช" ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคำที่หลายคนต้องเคยได้ยินแน่ๆครับ
คำว่า "เด็กสร้างโค้ช" หมายถึงโค้ชที่เน้นการดึงเด็กที่มีเก่งๆเข้ามาในทีม เอามารวมกันไม่ได้เพื่อพัฒนาหรือสร้างทักษะของเด็กคนนั้นให้ดีขึ้น หรือดึงมาเพื่อแค่ประคองทรงเด็กของตัวเองซึ่งยังไม่ได้แข็งมากแต่ส่งแข่งเพื่อหาประสบการณ์แต่อย่างใด แต่เน้นเพื่อใช้ความสามารถที่เด็กมีอยู่แล้วให้สร้างผลงานและความสำเร็จของทีม ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมามักเป็นประโยชน์ต่อตัวโค้ชในแง่ของชื่อเสียงและผลงานมากกว่าการพัฒนาศักยภาพของเด็กและวงการฟุตบอลไทยจะเดินไปข้างหน้ากว่านี้ได้ยังไงถ้าทุกคนยังไม่ตระหนักในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่ “เด็ก สร้าง โค้ช” กำลังเป็นอยู่
หนึ่งในปัญหาหลักของ"เด็ก สร้าง โค้ช" คือการให้ความสำคัญกับผลการแข่งขันมากกว่าการพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง โค้ชในกลุ่มนี้มักจะเลือกเด็กที่เก่งอยู่แล้วและสามารถทำผลงานได้ดีในสนาม แต่กลับละเลยหน้าที่สำคัญที่สุดของโค้ช คือการพัฒนาทักษะและจิตใจของเด็กให้เติบโตอย่างสมบูรณ์
ในระยะสั้น ทีมอาจได้รับชัยชนะและความสำเร็จ แต่ในระยะยาวเด็กๆ เหล่านั้นที่อยู๋ในทีมจะขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะและศักยภาพของตัวเอง เพราะโค้ชไม่ได้เน้นการฝึกสอนเพื่อการพัฒนา เด็กเหล่านี้ก็อาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้อะไรใหม่ๆในสนามแข่งขันจริง หรือการพัฒนาทักษะที่สำคัญต่อการเติบโตเป็นนักฟุตบอลหรือแม้แต่คนที่ดี เพราะว่ากีฬานั้นสอนมากกว่าแข่งเรื่องทักษะกีฬา แต่ยังสอนในเรื่องของทักษะชีวิตด้วย
โค้ชที่มุ่งหวังแต่ผลการแข่งขันมักจะละเลยการฝึกฝนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อการพัฒนาในระยะยาว ผมอยากตั้งคำถามว่าแม้แต่ Coaching point (หัวข้อหรือเรื่องที่โค้ชเน้นและต้องการให้เด็กได้รับในแต่ละแบบฝึกซ้อม) ที่เป็นเรื่องพื้นฐานของการฝึกซ้อม โค้ชเหล่านี้ได้เน้นและเอาใจใส่แบบจริงจังมั้ย ? จากประสบการณ์ที่สัมผัสมาและผมเชื่อว่าหลายคนก็มีคำตอบเช่นเดียวกัน คำตอบคือ “ไม่”
สรุป
ในท้ายที่สุด หน้าที่หลักของผู้ปกครองคือการ "สังเกต" และ "เลือก" โค้ชที่เหมาะสมให้กับลูก โค้ชที่ดีไม่ใช่แค่ผู้ที่สร้างชัยชนะ แต่เป็นคนที่เน้นพัฒนาเด็กในทุกมิติจริงๆ ทั้งในเรื่องของทักษะฟุตบอล ความรับผิดชอบ และการเติบโตในฐานะคนที่มีคุณภาพ
หากผู้ปกครองพบว่าโค้ชไม่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาลูกได้ดี หรือมุ่งเน้นผลการแข่งขันเกินไปจนลืมหน้าที่การพัฒนาเด็ก ก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะ "เปลี่ยนโค้ช" การหาคนที่เหมาะสมที่เห็นคุณค่าของการพัฒนาระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน
05/10/2024
https://www.facebook.com/share/p/BpBAvvwmQQipTauH/?mibextid=WC7FNe
สำหรับเส้นทางการเล่นฟุตบอล ผมเชื่อว่าปลายทางพ่อแม่ก็ล้วนซัพพอร์ตเพื่อให้ลูกเติบโตไปในเส้นทางฟุตบอลให้ได้ไกลที่สุดครับ และการก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพหรือนักฟุตบอลระดับทีมชาติ แน่นอนว่าต้องเสียสละหลายๆอย่างในชีวิตครับ เช่นเสียสละช่วงเวลาเล่นกับเพื่อนในช่วงวัยรุ่น เสียสละช่วงเวลาที่จะได้ทำงานอดิเรกอย่างอื่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าบางครอบครัวอาจเลือกเสียสละไปก็คือ “การเรียน” ครับ อาจจะเพราะคิดว่าต้องมุ่งมั่นกับฟุตบอลให้เต็มที่ แต่ความจริงที่หลายคนอาจมองข้ามคือ เส้นทางสู่ความสำเร็จในวงการฟุตบอลไม่ได้หยุดเพียงแค่ฝีเท้าหรือความสามารถในสนามไม่ถึงขั้นเท่านั้น แต่ว่าสามารถหยุดหรือ “ไปไม่สุด” กับอุปสรรคหลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือ แต่รวมถึงการหลงอยู่ในความสำเร็จ การเข้าสู่วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ การหลงแสงสีเป็นต้น วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมามองรอบด้านไปด้วยกันครับ ว่าเส้นทางนักฟุตบอล มีปัจจัยหรือสิ่งเร้าอะไรบ้างที่เราควรจะต้องระวังและดูแลลูกๆอย่างเหมาะสม รวมถึงได้รู้ถึงอีกเหตุผลว่า ทำไมการศึกษาถึงสำคัญครับ
1. โรคหลงความสำเร็จ
เด็กๆ หลายคนที่เริ่มประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลตั้งแต่ยังอายุน้อยมักจะได้รับการยกย่องและชื่นชมจากผู้คนรอบข้าง การได้รับความสนใจมากๆตั้งแต่เด็กทำให้เด็กบางคนรู้สึกว่าเค้าเก่งพอแล้วและไม่จำเป็นต้องพัฒนาหรือเรียนรู้เพิ่มเติม
2. หลงแสงสี
ปัจจัยคลาสสิกในเส้นทางฟุตบอลเด็กเลยครับ เมื่อเด็กๆเริ่มโตขึ้น มีเพื่อนมีสังคม เด็กบางคนต้องการการยอมรับจากเพื่อนและทำอะไรบางอย่างตามเพื่อนโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตที่เสี่ยง การลองทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย การตามเพื่อนแบบผิดๆ เหล่านี้อาจทำให้เด็กๆเสียคนได้เลย ทั้งเรื่องปาร์ตี้ การทำทุกอย่างแบบผู้ใหญ่แต่วุฒิภาวะไม่มากพอ เด็กที่ยังไม่สามารถควบคุมตนเองได้ดีอาจตกเป็นเหยื่อของการใช้ชีวิตที่ผิดๆได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นพ่อแม่อย่างเราต้องดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดครับ พยายามบริหารการพูดคุยให้ดี และพยายามไม่ใช้การบังคับ
3. วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ
วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ เพราะฉะนั้นการพูดคุยและสื่อสารกับพ่อแม่ยิ่งสำคัญมาก
4. การวางตัวกับเพศตรงข้ามที่ไม่เหมาะสมตามวัย
เมื่อเด็กๆ เติบโตและเริ่มมีเรื่องเพศตรงข้ามเข้ามาเป็นธรรมดาครับ แต่เราต้องสอนเค้าเรื่องการวางตัวและสอนเรื่องความเหมาะสมของระดับของความสัมพันธ์ และที่สำคัญคือต้องสนับสนุนกันให้ชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นและเหมาะสมกับวัย
-ดังนั้นการศึกษา และการดูแลจากพ่อแม่ถึงสำคัญที่สุด
การศึกษาจะเป็นหลักประกันที่มั่นคงมากๆให้กับเด็กๆครับ เพราะฟุตบอลมันมีปัจจัยหลายอย่างมากๆที่จะไม่สำเร็จ ไม่ใช่แค่ฝีมือไม่ถึง แน่นอนว่าการตั้งใจเรียนไม่ใช่การไม่เต็มที่กับฟุตบอลครับ แต่คือทางเลือกสำรองที่เราต้องใส่ใจอย่างมีคุณภาพ เมื่อถึงวันที่พวกเขาอาจก้าวไม่ถึงนักฟุตบอลอาชีพ พวกเขาจะยังมีความรู้และทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดในสายอาชีพอื่นๆ ได้ การมีการศึกษาที่ดีจะเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของพวกเค้า
ดังนั้นเป็นไปแทบจะไม่ได้เลยครับที่ลูกของเรา (โดยเฉพาะในเด็กรุ่นใหม่ที่สิ่งเร้าเยอะมากๆ) จะมีแค่ทางเลือกเดียวนั่นก็คือฟุตบอลครับ ต้องเรียน และพ่อแม่ต้องดูแลเอาใจใส่เสมอ และพยายามมองให้ครบทุกมุมครับ เพราะถ้าโฟกัสแค่ฟุตบอล แต่ไม่ได้โฟกัสสิ่งอื่น จิ๊กซอว์ที่เรียกว่า “ชีวิต” มันก็จะไม่ครบสมบูรณ์ได้ ต้องถามตัวเองแล้วว่าเราอยากส่งเสริมลูกให้เป็นเพียง “นักฟุตบอล” หรือส่งเสริมให้เค้าเป็นคนที่ “มีความสามารถรอบด้าน“ เพื่อเอาตัวรอดและสามารถอยู่ได้อย่างมีคุณภาพในสังคมยุคปัจจุบันที่นับวันมีแต่การแข่งขันที่มากขึ้นทุกวัน
.....................
#ฟุตบอลของทุกคน