ตชด.เก่า เล่าเรื่อง

ตชด.เก่า เล่าเรื่อง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ตชด.เก่า เล่าเรื่อง, Pathum Thani.

ชีวิตในป่าเขาและป่าทึบมีอะไรซ่อนอยู่?
อดีต ตชด. ขอเปิดบันทึกเก่า เล่าประสบการณ์จริงสุดมันส์ ภารกิจระทึกขวัญ และเรื่องราวแนวตะเข็บชายแดนที่ไม่มีในตำรา มาล้อมวงฟังกันเพลินๆ ฝากกดติดตามเรื่องเล่าสนุกๆ จากป่าลึกของผมด้วยนะครับ

ฝุ่นลูกรัง และเตียงไม้ไผ่ หลังการปฐมนิเทศสิ้นสุดลง ผมและเพื่อนๆ ต่างต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ "ผู้บังคับหมวด" เพื่อน 2 ค...
15/09/2026

ฝุ่นลูกรัง และเตียงไม้ไผ่

หลังการปฐมนิเทศสิ้นสุดลง ผมและเพื่อนๆ ต่างต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ "ผู้บังคับหมวด"
เพื่อน 2 คนถูกส่งไปประจำที่อำเภอสังขละบุรีและทองผาภูมิ ส่วนผมมุ่งหน้าสู่ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 137 อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

สาเหตุที่ปลายทางต่างออกไป เป็นเพราะผมเลือกตำแหน่งนี้ไว้ตั้งแต่ยังอยู่โรงเรียนนายร้อย ต่างจากเพื่อนที่เลือกสังกัดกองกำกับการฯ แล้วต้องรอให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายอีกที

วันเดินทาง ผู้หมวดรุ่นพี่พร้อมพลขับมาด้วยรถกระบะตอนเดียวคันเก่าคร่ำคร่า พี่เขาไม่ได้จบจากสามพรานโดยตรง แต่เป็นนายตำรวจที่มาจากการสอบเป็นนายตำรวจวุฒิปริญญาตรี

สำหรับหมวดใหม่อย่างผม ที่นั่งวีไอพีในวันนั้นคือ ท้ายกระบะที่เต็มไปด้วยกองสัมภาระ
เส้นทางจากกาญจนบุรีตัดผ่านบ้านเก่า มุ่งสู่อำเภอจอมบึงและเข้าสู่สวนผึ้งในยุคราวๆ ปี พ.ศ. 2532 ไม่ได้เรียบกริบเหมือนปัจจุบัน มันคือถนนลูกรังสีแดงฉานตลอดสาย ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นรถคันหลัง ภาพพระเอกในหนังบู๊ยุคเก่าที่กระโดดลงจากรถแล้วฝุ่นเกาะหนาเตอะเต็มแผ่นหลัง... นั่นแหละครับคือสภาพชีวิตจริงของผม

เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่กองร้อย ความรู้สึกแรกที่กระแทกใจคือความกันดาร กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 137 เพิ่งย้ายมาตั้งที่ทำการใหม่ อาคารทุกหลัง รวมถึงป้อมและที่พัก ล้วนสร้างจากไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยหญ้าแฝก

ผมต้องพักร่วมกับรุ่นพี่ในเพิงพักเล็กๆ ไม่มีเตียงนุ่มๆ หรือฟูกหนาๆ มีเพียง "เตียงสับฟาก" ซึ่งเป็นการนำกระบอกไม้ไผ่มาสับทุบให้แผ่ออกเป็นแผ่นแล้วปูเป็นพื้นนอน ความแข็งและรอยขรุขระของไม้ไผ่พร้อมจะฝากรอยแดงไว้บนแผ่นหลังทุกครั้งที่พลิกตัว

โลกของการสื่อสารและสิ่งอำนวยความสะดวกถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ไฟฟ้าที่นี่เป็นระบบปลายสายที่ลากยาวมาจากอำเภอจอมบึง ช่วงเย็นที่ทุกคนเริ่มเปิดไฟ ไฟจะ "ตก" จนหลอดไฟเหลือเพียงแสงริบหรี่ ทั้งที่ทั้งอำเภอมีร้านค้าไม่ถึง 10 แห่ง และบ้านที่ใช้ไฟไม่ถึง 30 หลังด้วยซ้ำ เราใช้น้ำบาดาลที่เครื่องสูบจะทำงานแค่ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. ช่วงเย็น 16.00 น. - 18.00 น. เท่านั้น
ส่วนโทรศัพท์ทั้งอำเภอมีเพียง "เครื่องเดียว" ซึ่งเป็น โทรศัพท์สาธารณะ แบบหยอดเหรียญ แต่สามารถโทรเข้ามาที่โทรศัพท์เครื่องนี้ได้
หน่วยงานราชการ ที่ต้องติดต่อราชการหรือธุระส่วนตัวต้องนัดแนะเวลากันล่วงหน้าเพื่อรอรับสาย

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้หมวดใหม่อย่างผมรู้สึกถึงความสั่นคลอนมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องความกันดารของสถานที่ แต่เป็น "เรื่องปากท้อง"
สำหรับคนยุคนี้ แอปพลิเคชันสั่งอาหารหรือร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงคือเรื่องปกติ แต่ที่สวนผึ้งในวันนั้น ทางเลือกในการมีชีวิตรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับดาวบนบ่า หากแต่ฝากไว้กับ "ปลายจวัก" ของลูกน้องชั้นประทวน!
ความแร้นแค้นของกองร้อยไม่ได้ผลักไสแค่ความสะดวกสบาย แต่มันพรากเอาความอบอุ่นของครอบครัวไปด้วย ลูกน้องของผมหลายคนแต่งงานมีลูกเมียแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าพาครอบครัวมาทนลำบากในสภาพค่ายที่ยังเป็นแค่เพิงหญ้าแฝก พวกเขาต้องทิ้งคนรักไว้เบื้องหลัง กลืนกินความเหงา แล้วมารวมกลุ่มกันตั้งเตาทำกับข้าวกินกันเองตามมีตามเกิด

โชคดีที่ในหมู่ "ไอ้ชด" เหล่านี้ มีหลายคนที่เป็นพ่อครัวหัวป่าก์ รสชาติอาหารป่าเผ็ดร้อนที่ทำจากวัตถุดิบเท่าที่หาได้ กลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจ การล้อมวงกินข้าวร่วมกับลูกน้อง ไม่ใช่แค่การประทังความหิว แต่มันคือการ "ละลายกำแพงยศศักดิ์" ควันไฟจากเตาฟืนและกลิ่นแกงป่าดึงพวกเราให้กลายเป็นครอบครัวเดียวกัน ยอมรับในตัวตนของกันและกัน

ส่วนทางเลือกอื่นน่ะหรือ? หากคิดจะไปหาของกินข้างนอก ทั้งอำเภอมีร้านข้าวที่เปิดถึงแค่ "สองทุ่ม" เพียงร้านเดียวเท่านั้น! ส่วนร้านอื่นๆ พอตะวันตกดินก็ปิดเงียบราวกับเมืองร้าง หากวันไหนติดภารกิจกลับดึก หรือพลาดมื้อเย็นที่กองร้อย ความหิวโหยจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่คอยทรมานกระเพาะอาหารไปตลอดทั้งคืน
"ในป่า... เราไม่ได้รอดตายเพราะยศที่ติดตัวมา แต่เรารอดตายเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนที่ร่วมเป็นร่วมตายต่างหาก"

ค่ำคืนแรกในสวนผึ้ง... ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไร แสงไฟริบหรี่ที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ และแผ่นหลังที่ปวดร้าวจากการพลิกตัวบนเตียงไม้ไผ่ ผมทอดสายตาออกไปในความมืดมิด กลิ่นฟืนไฟจากมื้อค่ำยังลอยอวลบางๆ เป็นเครื่องตอกย้ำว่าชีวิตต่อจากนี้ต้องฝากไว้กับผู้คนเหล่านี้

ไม่มีเสียงหวานๆ จากสายโทรศัพท์ช่วยปลอบประโลมความเหงา มีเพียงความเงียบสงัดและสายตาของลูกน้องผู้กรำศึกที่กำลังประเมินผมอยู่เงียบๆ... เด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวพ้นรั้วโรงเรียนนายร้อย ผู้ซึ่งต้องฝากท้องและชีวิตไว้กับพวกเขา จะทนรับความกดดันในถิ่นทุรกันดารนี้ได้นานแค่ไหน?
ผู้หมวดหน้าใสที่นอนกัดฟันข่มความเจ็บปวดบนเตียงสับฟาก จะเอาชนะใจเหล่าตำรวจป่า ผู้ซึ่งมอบชีวิตให้กันและกันได้อย่างไร?

การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองในฐานะ "ผู้นำ" ที่ไม่ใช่แค่คนออกคำสั่ง แต่ต้องหลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับลูกน้อง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!

คำปฏิญาณของตำรวจตระเวนชายแดนคืนแรก ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13  เป็นคืนที่ยาวนานกว่าปกติ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่กร...
25/08/2026

คำปฏิญาณของตำรวจตระเวนชายแดน

คืนแรก ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 เป็นคืนที่ยาวนานกว่าปกติ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดปีกแข่งกันอยู่ด้านนอก ไม่อาจกลบเสียงความคิดที่อื้ออึงอยู่ในหัว
อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้เก่าซอมซ่อและพื้นห้องแข็งๆ ไม่ได้ทำให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าได้รับการพักผ่อน แสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ด ทาบทับลงบนกระเป๋าเป้ใบเขื่อง ผมล้วงมือเข้าไปสัมผัสซองจดหมายและรูปถ่ายใบเล็กที่พกติดตัวมา แววตารวดร้าวและสัมผัสจากมือที่บีบแน่นของเธอในตอนที่รถหกล้อกำลังเคลื่อนตัวออกมายังคงสลักลึกและบาดความรู้สึก
"อยู่ในป่าเราจะติดต่อกันยังไง..." เสียงสั่นเครือนั้นยังก้องอยู่ในหู ผมหลับตาลงปล่อยให้ความคิดถึงทำหน้าที่ของมัน ความรักที่ต้องทิ้งไว้เบื้องหลังช่างเป็นความรู้สึกที่เปราะบางและปวดร้าว เด็กหนุ่มในวัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งก้าวพ้นรั้วโรงเรียนนายร้อย กำลังถูกทดสอบด้วยความเหงาและหน้าที่ ผมพลิกตัวไปมาในความมืด พยายามข่มตากับคำว่า "ผู้บังคับหมวด" ที่ต้องแบกรับชีวิตลูกน้องกว่า 40 นายในป่าลึก มันคือการต่อสู้ระหว่างหัวใจที่โหยหาความรัก กับหน้าที่ที่เรียกร้องความเด็ดขาด

รุ่งอรุณแรกของเริ่มต้นขึ้น ผมลืมตาตื่นด้วยความรู้สึกที่ยังสับสน แต่พยายาม อาบน้ำแต่งตัวแต่เช้าตรู่ สวมชุดปกติคอแบะเต็มยศ แม้อากาศยามเช้าของเมืองกาญจน์จะยังเย็นสบาย แต่ภายใต้เนื้อผ้าที่หนาหนักราวกับเสื้อเกราะนั้น อุณหภูมิในร่างกายกลับร้อนรุ่มไปด้วยความตื่นเต้นและประหม่า ผมก้าวเดินไปเข้าแถวร่วมกับนายตำรวจรุ่นพี่และเพื่อนข้าราชการชั้นประทวน เสียงร้องเพลงชาติ สวดมนต์ไหว้พระดังก้องกังวานไปทั่วลานหน้ากองกำกับ ก่อนจะตามด้วยการเปล่งเสียงกล่าวคำปฏิญาณตนของตำรวจตระเวนชายแดนที่ดังกึกก้อง ทรงพลัง และสลักลึกลงไปในจิตวิญญาณ...
“1: เทิดทูนและดำรงไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเอกลักษณ์ของความเป็นไทย รักษาไว้ซึ่งระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข
2: ความอยู่รอดของชาติและความผาสุขของประชาชนอยู่เหนือชีวิต และความเหนื่อยยากของตำรวจตระเวนชายแดน
3: ตำรวจตระเวนชายแดนทุกนาย จะต้องมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ประหยัด ขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม รับใช้ประชาชนและมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม สามารถพึ่งตนเองได้”

วินาทีที่สิ้นเสียงคำปฏิญาณ ผมรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือ "สนามจริง" ที่ไม่มีคะแนนช่วย ไม่มีอาจารย์คอยคุมสอบ มีเพียงชีวิตและเกียรติยศเป็นเดิมพัน

หลังเข้าแถวนายตำรวจใหม่ทั้ง 3 นายถูกพาเข้าไปยังห้องประชุมของกองกำกับการฯ เพื่อรายงานตัวและรับฟัง บรรยายสรุปการจัดหน่วยและแนะนำผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยในสังกัด แล้วรับฟังโอวาทจากท่านผู้กำกับการฯ

หลังจากเสร็จสิ้นในห้องประชุม ผมกับเพื่อนรวม 3 นาย ถูกพาไปยัง"ฝ่ายกำลังพล" เพื่อทำประวัติและศึกษาระบบงาน
ท่ามกลางแฟ้มเอกสารมากมาย ผมได้เอ่ยปากสอบถามรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่“ประจำแผนก”ด้วยความสนใจ ถึงเรื่องการบรรจุแต่งตั้งเพื่อรับ "เงินพิเศษค่าโดดร่ม" พี่เขาอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็นว่า เมื่อถึงวาระการบรรจุ จะมีการแต่งตั้งให้ตามตำแหน่งที่แต่ละคนได้รับมอบหมาย จากนั้นทุกคนจะต้องไปเข้ารับการฝึกโดดร่มเพื่อปรับอัตรา และที่สำคัญคือจะต้องทำการ "โดดร่มทบทวน" เป็นประจำทุกปี เพื่อรักษาสภาพร่างกายและความพร้อมให้สมกับเครื่องหมายปีกร่มบนหน้าอก

นอกจากนี้ รุ่นพี่ยังได้ให้คำแนะนำที่เปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงกำลังใจชั้นดีว่า ตำรวจตระเวนชายแดนนั้นจะมีสิทธิได้รับพิจารณา "ขั้นพิเศษ" สำหรับกำลังพลที่ได้รับการบรรจุในอัตราของ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) พี่เขาส่งยิ้มแล้วสำทับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ตั้งใจทำงานให้ดีนะน้อง อยู่ ตชด. ถ้าทำงานเก่งและทุ่มเท โอกาสที่จะได้ความดีความชอบ 'สองขั้น' แทบทุกปีก็อยู่แค่เอื้อม" คำพูดนั้นช่วยจุดไฟแห่งความมุ่งมั่นในใจให้ลุกโชนขึ้นมา

แต่ในขณะที่ผมกำลังตื่นเต้นกับความก้าวหน้า สวัสดิการ และบทบาทของการเป็นนักกระโดดร่ม คำอธิบายในแฟ้มถัดมาก็ทำให้ผมต้องตระหนักถึงความจริงอันเย็นเยียบ งานกำลังพลไม่ได้มีแค่เรื่องการบรรจุ เลื่อนยศ เลื่อนเงินเดือน หรือความดีความชอบเท่านั้น แต่มันยังครอบคลุมไปถึง "การเป็นสมาชิกกองทุนฌาปนกิจ" และสวัสดิการเมื่อเสียชีวิตการปฏิบัติหน้าที่ มันคือความจริงที่กระแทกใจอย่างจัง องค์กรนี้ดูแลเราตั้งแต่วันแรกที่จรดปากกาเซ็นชื่อ... จนถึงวันสุดท้ายที่ร่างไร้วิญญาณถูกนำขึ้นเชิงตะกอน เป็นการเตือนสติว่า ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ป่าตะเข็บชายแดน ขาข้างหนึ่งของเราก็เหยียบอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตายแล้ว

ตลอด 3 วัน ชีวิตของผู้หมวดใหม่คือการเดินสายศึกษางานให้ครบทั้ง 5 แผนก ตั้งแต่ กำลังพล, การข่าว, ยุทธการ, ส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงกิจการพลเรือน ท่ามกลางความเครียดและความแปลกในสถานที่ แต่โชคดีที่มีนายตำรวจรุ่นพี่คอยเป็นพี่เลี้ยงตลอดเวลา

นอกจากการกินมื้อเช้าแบบเงียบๆ คนเดียวที่ร้านสวัสดิการแล้ว มื้อเที่ยงและมื้อเย็นคือช่วงเวลาแห่งการละลายพฤติกรรม พี่ๆ พาน้องใหม่ไปกินดื่มสังสรรค์ตามประสาคนหนุ่ม

ในค่ำคืนหนึ่ง ท่ามกลางเสียงแก้วกระทบกัน นายตำรวจรุ่นพี่ที่ผ่านสมรภูมิมาก่อนได้ตบไหล่ผมเบาๆ แต่หนักแน่นไปด้วยความหมาย สายตาของพี่เขาจริงจังยามเอ่ยคำสอนที่ผมจำฝังใจมาจนถึงวันนี้
"จำไว้นะน้อง... ในป่า ความลังเลคือความตาย เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ต้องเด็ดขาดและกล้าที่จะออกคำสั่ง ความสงสารหรือความอ่อนแอเก็บซ่อนมันไว้ข้างใน เพราะนับแต่วินาทีนี้ เอ็งคือ 'ผู้นำ' ลูกน้องอีก 43 ชีวิตฝากลมหายใจไว้ที่การตัดสินใจของเอ็ง ถ้าผู้นำไม่กล้าฟันธง ลูกน้องก็ตายทั้งหมู่"

เมื่อการศึกษางานที่กองกำกับการฯ สิ้นสุดลง พรุ่งนี้แล้วสินะ... ที่ผมจะต้องเดินทางมุ่งหน้าสู่ "กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน" พื้นที่ปฏิบัติการจริงที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปประชิดแนวชายแดน คืนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง ผมนอนเบิกตาโพลงท่ามกลางความมืด จินตนาการถึงภาพฐานปฏิบัติการกลางป่าดิบทึบที่มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ และอันตรายที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด...

ลูกน้องกว่า 40 ชีวิตที่กำลังรอผู้หมวดคนใหม่จะเป็นคนแบบไหน? พวกเขาคือ "เสือป่า" ที่กรำศึกและผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน พวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจเด็กหนุ่มจบใหม่ที่เพิ่งถอดเครื่องแบบนักเรียนนายร้อยอย่างผมหรือไม่? การเดินทางเข้าสู่ป่าตะเข็บชายแดนในวันพรุ่งนี้ จะเป็นบททดสอบแรกที่แท้จริง... ที่ไม่ได้วัดแค่ความรู้ในตำรา แต่คือการพิสูจน์จิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้นำ ว่าผมคู่ควรกับดาวบนบ่าหรือไม่!

รายงานตัว “ผู้บังคับหมวด”ดวงตะวันยังไม่ทันพ้นขอบฟ้า ทว่าแสงไฟริมถนนสายรังสิตกลับสะท้อนประกายวาววับจาก เครื่องหมายสีเงิน ...
21/07/2026

รายงานตัว “ผู้บังคับหมวด”

ดวงตะวันยังไม่ทันพ้นขอบฟ้า ทว่าแสงไฟริมถนนสายรังสิตกลับสะท้อนประกายวาววับจาก เครื่องหมายสีเงิน บนบ่าของผม...

เช้าวันแรกของการรายงานตัว ผมยืนหน้ากระจกในชุดปกติกากีคอแบะเต็มยศที่ถูกรีดจนกลีบโง้ง คอเสื้อที่ปิดชิดและเนื้อผ้าที่หนาหนัก ให้ความรู้สึกราวกับเสื้อเกราะที่ห่อหุ้มเด็กหนุ่มลูกชาวเรือคนหนึ่งไว้

ด้านหลังของผมมีหญิงวัยกลางคนยืนอยู่... แม่ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่แววตาและรอยยิ้มที่ทอดมองมานั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด มือที่เคยหยาบกร้านจากการจับเชือกผูกเรือฝ่ากระแสน้ำ เอื้อมมาปัดฝุ่นที่หัวไหล่ให้ผมอย่างแผ่วเบา ลูกชายชาวเรือที่เคยอาศัยข้าวก้นบาตร วันนี้ได้สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติและกำลังจะก้าวออกไปรายงานตัวทำหน้าที่ลูกผู้ชาย

การโบกแท็กซี่จากรังสิตในเช้าวันนั้น ผมก้าวขึ้นรถด้วยหัวใจที่พองโต เบาะหนังของรถแท็กซี่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายขึ้นเลย เพราะเสียงหัวใจผมเต้นแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ มุ่งหน้าสู่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ความกังวลที่จะต้องเผชิญหน้ากับผู้บังคับบัญชาที่ยังไม่รู้จัก ผสมปนเปกับความตื่นเต้นในก้าวแรกของชีวิตข้าราชการ

ในวันปฐมนิเทศ ท่ามกลาง “ผู้บังคับหมวด” จบใหม่จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จำนวน 50 ชีวิตในห้องประชุมที่แอร์เย็นเฉียบ
วินาทีที่ผมก้าวออกไปรายงานตัวต่อหน้าผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น เปล่งเสียงบอกชื่อ และตำแหน่งด้วยความหนักแน่น มันคือการประกาศว่าผมพร้อมแล้วที่จะเป็นตำรวจของประชาชน พร้อมเดินทางไปรับใช้ประชาชนตามแนวชายแดนที่ทุรกันดาร

เข้าสู่วันที่สองและสามของการปฐมนิเทศ เราถูกสั่งให้เปลี่ยนมาเป็น "ชุดฟาร์ติก" สีเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของตำรวจป่า และในชุดนี้นี่เองที่สอนบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมให้ผม

เช้าวันนั้น ผมกระโดดขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทาง ทันทีที่กระเป๋ารถเมล์เดินเข้ามาใกล้ เขาไล่สายตามองชุดสีเขียวของผม ก่อนจะเอ่ยปาก "น้อง รด. จ่ายค่ารถด้วย"
ผมชะงัก ดาวผ้าสีขาวบนบ่าของผมคงกลมกลืนไปกับสีเขียวทึมๆ กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ตำรวจในเครื่องแบบได้รับการยกเว้นค่าโดยสาร ก็เล่นเอาคนมองกันทั้งคันรถ มันเป็นตลกร้ายที่คอยเตือนสติผมว่า ไม่ว่ายศถาบรรดาศักดิ์จะสูงแค่ไหน ในสายตาของชาวบ้าน เราก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง

จนกระทั่งวันที่สาม... วันที่การปฐมนิเทศสิ้นสุดลง และถึงเวลาที่ลูกนกจะต้องบินออกจากรังอย่างแท้จริง
"เป้สนาม" ใบเขื่อง และ "ถุงทะเล" ที่บรรจุสัมภาระทั้งชีวิตถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย เช้าวันนี้บรรยากาศต่างไปจากวันแรก รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของแม่ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใย มือคู่นั้นของแม่เอื้อมมาดึงตัวผมเข้าไปกอดแน่น แม่ไม่พูดอะไร มีเพียงหยาดน้ำตาใสๆ ที่ไหลซึมเปื้อนบ่าเสื้อชุดฟาร์ติกของผม

หยดน้ำตาของแม่... หญิงชาวเรือผู้ยอมฝืนใจปล่อยมือลูกชายให้ขึ้นฝั่งเพื่ออนาคตในวันวาน แต่วันนี้เธอกำลังจะต้องปล่อยมือลูกชายอีกครั้ง... สู่ป่าลึกอันแสนอันตรายที่ไม่มีหลักประกันใดๆ

"ไปทำหน้าที่ของลูกให้ดีนะ... แม่จะรออยู่ที่นี่"
ผมก้มลงกราบแทบเท้าแม่ สัมผัสได้ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้ง การก้าวเดินออกจากบ้านในเช้าวันนี้ มันคือการจากลาอ้อมกอดที่ปลอดภัยที่สุดในชีวิต

หลังเสร็จสิ้นการปฐมนิเทศในตอนเย็นของวันที่สาม ไม่มีรถตู้ปรับอากาศมารอรับที่กองบัญชาการฯ มีเพียงผู้บังคับหมวดรุ่นพี่พร้อม“รถบรรทุกหกล้อไดน่า”คันใหญ่ที่มีที่นั่งสองแถวไม้กระดานด้านหลัง

ผมโยนเป้และถุงทะเลขึ้นท้ายรถ หันมาร่ำลา ใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตา
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความรวดร้าวที่พยายามซ่อนเร้น เธอรู้ดีว่าเส้นทางที่ผมเลือก ไม่ใช่การเป็นพนักงานสอบสวนในหัวเมืองต่างจังหวัด หรือการเดินตรวจตราในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ แต่คือป่าตะเข็บชายแดนที่ทุรกันดาร

"อยู่ในป่าเราจะติดต่อกันยังไง.." เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือของเธอบีบมือผมแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหายไป
ผมไม่มีคำตอบที่สวยหรู มีเพียงคำสัญญาใต้แสงไฟสลัวว่า "พี่จะดูแลตัวเอง เราจะเขียนจดหมายถึงกันเหมือนสมัยตอนเรียนที่สามพราน แล้วพี่หาเวลากลับมาหานะ"

รถหกล้อกระแทกกระทั้นไปตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี ลมตีปะทะหน้าจนชาหนึบ นำพากลิ่นฝุ่นและควันรถลอยฟุ้ง ทว่าไม่อาจกลบความรู้สึกโหวงเหวงในอก ผมเอนหลังพิงถุงทะเล มองทิวทัศน์ของตึกรามบ้านช่องที่ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นทิวเขาและแมกไม้ทึบ

เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนที่ต้องเดินทางไกลไปตามภาคต่างๆของประเทศ คงต้องเดินทางข้ามคืน นอนเบียดเสียดหลับกันหลังรถอย่างความเหนื่อยล้า
แต่ผม... พร้อมเพื่อนรวม 3 ชีวิตที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองกาญจน์ กลับตาสว่าง

ความคิดถึงอ้อมกอดและน้ำตาของแม่ รวมถึงสัมผัสจากการกุมยังคงอุ่นวาบอยู่ในใจ ความรักที่ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง คือราคาที่ผมยินดีจ่าย เพื่อแลกกับการได้สวมวิญญาณ "ผู้พิทักษ์ชายแดน"

เมื่อล้อรถหกล้อหยุดหมุนที่หน้ากองกำกับการฯ  รุ่นพี่พาพวกเราเดินนำไปยังห้องพักรวม ที่พักชั่วคราวของเราคืนนี้เป็นแฟลตเก่าซอมซ่อ ผมวางถุงทะเลลงบนพื้น กวาดสายตามองห้อง หันไปสบตาเพื่อนร่วมชะตากรรม... ไม่มีใครพูดอะไร แต่แววตาของเราบอกสิ่งเดียวกัน
ป่าตะเข็บชายแดนกำลังรอเราอยู่... ชีวิตของ ตชด. และบททดสอบแห่ง หน้าที่ งาน ความรับผิดชอบ และความรักได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

จากลูกคลื่นแห่งเจ้าพระยา สู่ป่าตะเข็บชายแดน: ปฐมบทแห่งอดีต ตชด.เสียงน้ำกระทบกราบเรือยามค่ำคืน คือเพลงกล่อมเด็กบทแรกและบท...
23/06/2026

จากลูกคลื่นแห่งเจ้าพระยา สู่ป่าตะเข็บชายแดน: ปฐมบทแห่งอดีต ตชด.

เสียงน้ำกระทบกราบเรือยามค่ำคืน คือเพลงกล่อมเด็กบทแรกและบทเดียวที่ผมรู้จัก...
หลายคนเกิดและเติบโตบนพื้นดินที่มั่นคง แต่สำหรับ "ลูกชาวเรือ" อย่างผม โลกทั้งใบคือผืนน้ำที่ทอดยาวของแม่น้ำเจ้าพระยา ชีวิตที่ลอยล่องไปตามกระแสน้ำ แม้จะดูอิสระเสรี แต่มันคือความเวิ้งว้างที่ไร้หลักประกันใดๆ พ่อแม่ของผมเป็นชาวเรือที่หาเช้ากินค่ำ หยาดเหงื่อของท่านหยดลงผสมกับน้ำในแม่น้ำสายนี้เพื่อแลกกับข้าวสารให้ลูกได้อิ่มท้อง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่สอนให้ผมรู้ว่า **"ถ้าอยากรอด ต้องเข้มแข็งกว่ากระแสน้ำ"**

เมื่อถึงวัยที่ต้องจับดินสอแทนการจับเชือกผูกเรือ พ่อแม่จำใจต้องปล่อยมือผมให้ขึ้นฝั่ง ไม่ใช่เพื่อความสุขสบาย แต่เพื่อ "อนาคต" ที่ท่านมอบให้ไม่ได้บนเรือลำน้อย ผมถูกส่งเข้า **โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์** โรงเรียนประจำสำหรับเด็กด้อยโอกาส

คืนแรกของการจากลา: ผมยังจำความรู้สึกที่ต้องนอนรวมกับเด็กแปลกหน้านับร้อยคนได้ดี ไม่มีเสียงคลื่น ไม่มีอ้อมกอดแม่ มีเพียงเสียงสะอื้นของเด็กๆ ที่คิดถึงบ้านประชันกันในความมืด
ที่นี่สอนให้ผมรู้จักคำว่าระเบียบวินัย ความอดทน และการแบ่งปัน เรามีกินเท่ากัน มีใช้เท่ากัน ขัดเกลาให้เด็กชาวเรือที่เคยตามใจตัวเอง กลายเป็นไม้ที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอย

เมื่อก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา ทุนทรัพย์ที่มีน้อยนิดบีบบังคับให้ผมต้องหาที่พึ่งใหม่ และ "วัด" คือสถานที่ที่อ้าแขนรับเด็กหนุ่มไร้บ้านอย่างผม ผมกลายเป็น **"เด็กวัด"** อย่างเต็มตัว
"ข้าวก้นบาตรทุกคำ คือข้าวที่ต่อชีวิต สร้างเลือด สร้างเนื้อ และสร้างอนาคต"

ชีวิตในแต่ละวันเริ่มต้นก่อนรุ่งสาง เดินตามหลังหลวงอาบิณฑบาตด้วยเท้าเปล่าบนถนนที่เย็นเฉียบ หน้าที่ปัดกวาดลานวัด ล้างห้องน้ำ และกินข้าวที่เหลือจากพระ สอนให้ผมรู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตน การลบอีโก้ และที่สำคัญที่สุดคือ "การรู้คุณค่าของสิ่งที่ได้รับ"
ใต้แสงไฟสลัวในกุฏิ ผมท่องหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะรู้ดีว่า โอกาสเดียวที่จะพลิกชีวิตได้คือ "การศึกษา"

ความเพียรพยายามสัมฤทธิ์ผล เมื่อเด็กวัดลูกชาวเรือคนนี้ สามารถสอบผ่านประตูเหล็กแห่ง **"โรงเรียนนายร้อยตำรวจ"** ได้สำเร็จ
มันคือความภาคภูมิใจที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก วันที่ได้สวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย ผมมองตัวเองในกระจกแล้วนึกถึงพ่อแม่ที่ยังอยู่บนเรือ นึกถึงข้าวก้นบาตรที่เคยกิน

ทุกหยาดเหงื่อและการฝึกที่หนักหน่วงในรั้วสามพราน ไม่เคยทำให้ผมท้อถอย เพราะความลำบากในอดีตได้สร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ที่แข็งแกร่งที่สุดไว้ให้ผมแล้ว

ชีวิตนักเรียนนายร้อยดำเนินมาถึงปีสุดท้าย ปีที่ทุกคนต้องเลือกเส้นทางเดินของตนเอง หลายคนฝันถึงการเป็นนักสืบมือฉมังในเมืองหลวง หลายคนอยากเป็นตำรวจจราจร หรือสายงานที่มีความก้าวหน้าชัดเจน
แต่แล้ว... ในวันที่มีการแนะนำหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้นักเรียนนายร้อยเลือกไปรับราชการ มีรุ่นพี่จากหน่วยงานหนึ่งก้าวขึ้นมาบนเวที ภาพที่ฉายบนจอไม่ใช่การไล่ล่าผู้ร้ายกลางเมืองใหญ่ ไม่ใช่การตั้งด่านตรวจจับ แต่เป็นภาพของ...
* เฮลิคอปเตอร์ที่บินฝ่าเมฆหมอกไปสู่ยอดเขา*
*ครูในชุดสีเขียวที่กำลังสอนหนังสือเด็กชาวเขาด้วยกระดานดำเก่าๆ*
*การแบ่งปันยารักษาโรคให้ชาวบ้านที่ห่างไกลความเจริญ*
หน่วยงานนั้นคือ "ตำรวจตระเวนชายแดน" (ตชด.)“

วินาทีนั้น เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านหัวใจ ภาพของเด็กน้อยบนดอยในจอภาพ ซ้อนทับกับภาพของเด็กชาวเรือที่ต้องไปอยู่โรงเรียนสงเคราะห์ ซ้อนทับกับภาพเด็กวัดที่อาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิต ผมตระหนักได้ทันทีว่า ผมมาไกลถึงจุดนี้ได้ เพราะโอกาสที่สังคมมอบให้

ตชด. ไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์แนวเขตแดนของชาติ แต่คือผู้มอบโอกาส เป็นครู เป็นหมอ เป็นที่พึ่งของคนที่อยู่ชายขอบที่สุดของประเทศ คนที่ขาดแคลนและถูกลืม... เหมือนที่ผมเคยเป็น

วันเลือกตำแหน่ง ผมเลือกหน่วยงานนี้โดยไม่ลังเล การเสียงปรบมือของเพื่อนๆ
ผมยอมทิ้งความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ป่าเขาลำเนาไพร ด้วยปณิธานเดียวคือ "ไปเป็นผู้ให้ เหมือนที่เคยเป็นผู้รับมาตลอดชีวิต"

นี่คือปฐมบทชีวิตของผม... จากน้ำตาเด็กชาวเรือ สู่หยาดเหงื่อใต้ร่มเงาพระธรรม และการตัดสินใจติดดาวบนบ่าเพื่อเดินเข้าป่าในฐานะ ตชด.

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เพจ "ตชด.เก่า เล่าเรื่อง" พื้นที่ที่ผมจะขอแบ่งปันความทรงจำ รอยยิ้ม คราบน้ำตา และเรื่องราวหลังม่านหมอกชายแดน ที่หน้ากระดาษประวัติศาสตร์อาจไม่เคยบันทึกไว้ครับ

คร้าบ
29/05/2023

คร้าบ

28/05/2023

แจ็ครัสเซลล์ เทอร์เรีย (Jack Russell)
เป็นสุนัขตัวเล็กที่เต็มไปด้วยพลัง เป็นสายพันธุ์ที่มีพลังงานสูงและต้องการพื้นที่มากเพื่อวิ่งเล่นปลดปล่อยพลังงาน

แจ๊ครัสเซลล์เป็นสุนัขที่รักเจ้าของมากและเข้ากับเด็กได้ดี แต่พลังงานสูงอาจเล่นแรงๆและเกิดการบาดเจ็บกับเด็กเล็ก

แจ็ครัสเซลล์เติบโตได้ดีในสภาพอากาศปานกลาง แต่ก็ทนอากาศหนาวที่ไม่หนาวเย็นเกินไปได้ เลี้ยงง่ายไม่ขี้โรค แข็งแรงทนทาน

แจ็ครัสเซลล์ เป็นสุนัขนักล่าที่เก่ง สามารถไล่สัตว์แปลกๆที่บุกรุกเข้าบ้านได้ตั้งแต่สุนัข แมว ตัวเงินตัวทอง หนู งูชนิดต่างๆ กิ้งก่า ตุ๊กแก จิ้งจก นก ฯลฯ อย่างไม่เกรงกลัว

แจ๊ครัสเซลล์ชอบสำรวจสิ่งรอบตัว รอบบ้าน มีความฉลาดมาก ทำตามคำสั่งได้ดี อารมณ์ดี แต่อาจเห่าบ่อยหรือเห่าเก่งพอสมควร ซึ่งสามารถฝึกเข้าสังคมและฝึกการเห่าตั้งแต่อายุยังน้อยจะป้องกันพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้

Pipat Ruangkachon

ที่อยู่

Pathum Thani
12000

เบอร์โทรศัพท์

+66815426949

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ตชด.เก่า เล่าเรื่องผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์