11/09/2026
ฝึกกีฬาให้ลูกหนักจนตำรวจและหน่วยงานคุ้มครองเด็กต้องมาบ้าน เป็นเหตุการณ์ที่ริชาร์ด วิลเลียม พ่อของวีนัสและเซเรนา วิลเลียม สองพี่น้องที่ต่างเคยขึ้นเป็นนักเทนนิสหญิงเดี่ยวมือ 1 ของโลกได้ทั้งคู่ เคยเล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตน ซึ่งฉากนี้ก็มีอยู่ในหนัง King Richard ด้วย
ซึ่งเค้าโกรธมากและได้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า
"ผมไม่ติดใจเลยนะถ้าคุณจะบอกว่าเราเข้มงวดกับเด็กพวกนี้ รู้ไหมเพราะอะไร? เพราะเราเข้มงวดจริงๆ ไง! นั่นมันคือหน้าที่ของเรา ที่จะคอยดูแลให้พวกเธอปลอดภัย ไม่ไปเดินเพ่นพ่านตามท้องถนน!"
"คุณอยากจะจับกุมพวกเราเพราะเรื่องนั้นเหรอ? ได้เลย! แต่สิ่งที่คุณไม่มีวันจะได้ทำ คือการมากดกริ่งประตูบ้านนี้ แล้วมาบอกว่าคุณได้ยิงสมองลูกๆของผมบนถนนพวกนั้น เพราะพวกเธอไปมั่วสุมกับพวกก๊วนคนเกเร หรือไปเสพยา! นั่นคือสิ่งที่คุณไม่มีวันจะได้พูดในบ้านหลังนี้!"
โดยริชาร์ดได้แสดงถึงผลการเรียนที่ดีเยี่ยมของลูกๆให้เจ้าหน้าที่ดู เพื่อที่จะยืนยันว่าสิ่งที่เค้าทำลงไปนั้น จะทำให้ลูกๆของเค้าหลุดออกไปจากสลัม สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เหล่านี้ให้ได้
ซึ่งผมคิดว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ในลูกเล่นกีฬาจริงจังหน่อยหลายคนก็น่าจะเจอคำถาม การทักท้วง ทัดทานจากคนรอบตัวอยู่บ้างเหมือนกัน
“ซ้อมเยอะไปหรือเปล่า”
“เด็กจะเครียดไหม”
“ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น”
“นี่มันทรมานเด็กหรือเปล่า”
ก็เลยเป็นที่มาของข้อความในภาพ ที่ผมคิดว่าถ้าริชาร์ดเจอทักท้วงในยุคนี้ก็คงตอบว่า
“"คุณบอกผมทรมานลูก ที่ให้ซ้อมกีฬาทุกวัน ผมว่าคุณเอาเวลาไปเตือนบ้านที่ปล่อย ให้ลูกอยู่แต่กับหน้าจอหรือต้องติวหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้า ป.1 จะดีกว่านะ"
เพราะนอกจากปัญหาเรื่องเด็กเกเร ยาเสพติด ที่เราเผชิญกันมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ภัยเงียบที่สังคมไม่ได้กังวลเท่าที่ควร แต่หน่วยงานระดับโลกทั้งหลาย ต้องออกมาเตือนให้งดหน้าจอถึง 1-2 ขวบ กำหนดเวลาใช้หน้าจอในแต่ละช่วงอายุ จนไปถึงหลายประเทศแบนโซเซียลมีเดียห้ามเด็กใช้กันไปเลย
ซึ่งการซ้อมกีฬาแม้มันจะดูเหนื่อยดูหนัก แต่ก็เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ ผู้ใหญ่คอยดูแล แถมในปัจจุบันก็มีการรณรงค์ให้เด็กมีกิจกรรมทางกายให้เพียงพอ เพื่อให้เค้าเติบโตสมวัย สุขภาพจิตดี ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นที่ องค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองแนะนำให้มีกิจกรรมความเหนื่อยปานกลางขึ้นไปวันละ 60 นาที หรือ ที่จีนยกระดับนโยบายสุขภาพนักเรียน ดันเด็กประถม–มัธยมมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งในยุคที่ AI ครองเมืองไม่รู้จะเหลืองานอะไรให้มนุษย์ทำ อย่างน้อยการซ้อมกีฬามันก็เหมือนการเรียนเพื่อไปจะประกอบอาชีพหนึ่งทำนั้นเอง
ส่วนในอีกประเด็นที่ตรงข้ามกับการปล่อยปละละเลย ก็กลายเป็นเข้มงวดจนเกิดผลเสีย แต่หลายคนกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่มันเป็นปัญหาใหญ่จนประเทศไทยเราเองก็ต้องออกกฏหมายห้ามเด็กสอบเข้าประถม 1 เนื่องจากมีปัญหาพ่อแม่และโรงเรียนเร่งเด็กเล็กเรียนหนักเกินไป
การเอาเด็กเล็กรีบเข้าเรียน เด็กบางคนยังไม่พร้อมร้องไห้ตั้งแต่เข้าเรียนจนเลิกเรียน เอาเด็กในวัยที่กำลังต้องเล่นเพื่อพัฒนาสมอง เคลื่อนไหวใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่พัฒนาระบบประสาทมานั่งนิ่งๆในห้องเรียน รีบบังคับอ่านเขียน เด็กเรียน/เรียนพิเศษเวลารวมเกินกว่ากฏหมายแรงงานอีก แบบนี้หลายคนกลับมองว่าปกติ
ทว่าพอผู้ปกครองคนไหนให้เด็กซ้อมกีฬาเยอะหน่อยกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต
แน่นอน ผมไม่ได้กำลังบอกว่า “ซ้อมเยอะ/ซ้อมจริงจัง = ดี”
เพราะในวงการกีฬาเด็กเองก็มีปัญหาร้ายแรงเหมือนกัน
โดยในหนัง ริชาร์ดก็ได้พูดกับเจ้าหน้าที่อีกว่า "อยากจับเราเพราะเรื่องนั้นเหรอ? ก็เอาสิ! คุณควรจะไปจับพวกพ่อแม่ตามการแข่งขันเทนนิสโน่น พวกนั้นต่างหากที่สมควรถูกจับ!" ซึ่งในชีวิตจริงริชาร์ดก็ตัดสินใจถอนลูกสาวทั้งสองออกจากการแข่งเยาวชนอันตึงเครียดทันที เพื่อให้พวกเธอได้เติบโตตามวัย และป้องกันไม่ให้ถูกความกดดันและชื่อเสียงครอบงำจนเสียคน
เพราะในกลุ่มพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นนักกีฬา ก็มีปัญหาไม่ว่าจะเร่งให้เด็กแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ กดดัน ซ้อมหนักจนผิดวิธี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เล็กๆ มีเด็กหมดไฟและบาดเจ็บจนเลิกเล่นกีฬามากจน หลายประเทศต้องทำแคมเปญมาให้ความรู้ผู้ปกครองว่าควรพัฒนานักกีฬาเด็กอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น LTAD ของแคนาดา Balance is Better ของนิวซีแลนด์ Project Play ของอเมริกา ฯ เป็นต้น
ปัญหา ก็คือ ทฤษฎีในตำรา กับ บริบทในชีวิตจริง
ในด้านการเรียนอนุบาลทฤษฎีให้เน้นเล่น แต่ชีวิตจริง ป.1 ต้องสอบเข้า รัฐออกกฏหมายห้ามสอบเด็กเข้าประถม 1 แต่โรงเรียนยอมเสียค่าปรับเพราะเอาค่าสมัครมาจ่ายแล้วยังเหลือกำไรเยอะแยะ
หรือรัฐจะพยายามปกป้องเด็กไม่ให้ต้องเร่งติว อยากให้เด็กอนุบาลเรียนรู้ผ่านการเล่น พัฒนา EF แต่ถึงเวลาขึ้น ป.1 เด็กต้องสอบ RT(Reading Test) ผอ.ก็กดดันครูเพราะอยากได้ผลคะแนนดีๆ ครูประถมก็เลยไปกดดันครูอนุบาลว่าต้องให้เด็กอ่านออกเบื้องต้นมาก่อน ทั้งๆที่ตามหลักสูตรประถม 1 เด็กแค่สะกดคำพื้นฐานได้ก็พอ
ถ้าจะทำตามทฤษฎีไม่เร่งเรียนก็อาจจะต้องไปหาโรงเรียนอนุบาลทางเลือกแพงๆ แถมไปเรียนแล้วบางทีก็เสียโอกาสแข่งขัน พลาดโรงเรียนที่สิ่งแวดล้อมดี ใกล้บ้าน ราคาประหยัด ต้องไปเสียเงินแพงขึ้นไกลขึ้น พ่อแม่เลยเลือกสู้เร่งเรียนแข่งขันไปเลยดีกว่า
ส่วนด้านกีฬามีแข่งขาไถกันชิงแชมป์ประเทศไทยกันตั้งแต่ 2 ขวบ มีแข่งบอลตั้งแต่ U6 มีแข่งบาสเป็นลีคตั้งแต่ U10 มีคนไปแข่งโอลิมปิคได้ตั้งแต่ 10 ขวบ ใช้โควต้าร์นักกีฬาเข้าเรียนต่อตั้งแต่อายุ 12 ถ้าเล่นดีก็มีอคาเดมีให้ทุนเรียนฟรี ทีมชาติก็คัดกันไปตั้งแต่ U14
แล้วถ้าทำตามทฤษฎีกว่าจะได้ฝึกเพื่อการแข่ง รอกันไปจนอายุ 15 ปี ทำตามทฤษฎีเด็กฝึกได้วันละ 1 ชั่วโมงอาทิตย์ละ 2 วัน ปีละ 6 เดือน ฯ
มันก็ทำให้เสียโอกาสอะไรหลายอย่าง เพราะถ้าแข่งได้แชมป์ได้โคว์ต้าร์นักกีฬาก็ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้ทุนอคาเดมีก็ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ติดทีมชาติก็ได้สวัสดิการบางอย่าง ได้อยู่ในสายตาโค้ชชุดใหญ่ ได้สปอร์นเซอร์ ฯ
แล้วเราจะหาบาลานซ์ได้อย่างไร จะทำตามทฤษฎีแล้วมันจะได้ผลดีจริงมั้ย มีงานวิจัยยืนยันหรือเปล่า เหมาะกับบริบทเมืองไทยหรือไม่
เพื่อนๆมีแนวทางกันอย่างไร ?
ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจแก่นของทฤษฎีและข้อจำกัดของบริบทแล้วนั้น เรายังสามารถ เลือกแนวทางที่ได้ประโยชน์ของทั้งสองฝั่งได้ โดยเราทำให้การฝึกซ้อมให้สนุกไม่น่าเบื่อจนเด็กรักกีฬาได้โดยไม่ต้องไปใช้วินัยบังคับ เราเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยไม่ต้องกดดันจนเด็กหมดไฟ เราฝึกหนักฝึกเยอะแล้วปลอดภัยได้แถมมีพื้นฐานที่ดีมากกว่าเด็กที่ฝึกตามทฤษฎีเป๊ะๆได้ เพราะถ้าผมและลูกมีความฝันร่วมกันคือการเป็นนักกีฬา ผมก็บอกได้เลยว่าถ้าทำตามทฤษฎีเป๊ะๆนี่ก็พลาดไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องข้อมูลที่ไม่อัพเดท คำแนะนำที่ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความเชื่อผิดๆที่ออกมาจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญ
ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร มาเจาะลึกเคสนักกีฬาที่พ่อแม่เคี่ยวเข็ญกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องไหนดีควรทำตาม เรื่องไหนควรประยุกต์ใช้แนวคิดตามทฤษฎีปักหมุดกันไว้ได้เลยครับ
โค้ชเป้ง
* ส่วนใครอยากมาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติ ผมและ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรด้านฟิตเนสระดับ Pro License ได้จัด workshop การพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้นมา อ่านรายละเอียดได้ในคอมเมนท์เลยครับ