Youth Coach Revolution

  • Home
  • Youth Coach Revolution

Youth Coach Revolution ปฏิวัติวงการโค้ชกีฬาในระดับเยาวชน

ฝึกกีฬาให้ลูกหนักจนตำรวจและหน่วยงานคุ้มครองเด็กต้องมาบ้าน เป็นเหตุการณ์ที่ริชาร์ด วิลเลียม พ่อของวีนัสและเซเรนา วิลเลียม...
11/09/2026

ฝึกกีฬาให้ลูกหนักจนตำรวจและหน่วยงานคุ้มครองเด็กต้องมาบ้าน เป็นเหตุการณ์ที่ริชาร์ด วิลเลียม พ่อของวีนัสและเซเรนา วิลเลียม สองพี่น้องที่ต่างเคยขึ้นเป็นนักเทนนิสหญิงเดี่ยวมือ 1 ของโลกได้ทั้งคู่ เคยเล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตน ซึ่งฉากนี้ก็มีอยู่ในหนัง King Richard ด้วย

ซึ่งเค้าโกรธมากและได้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า

"ผมไม่ติดใจเลยนะถ้าคุณจะบอกว่าเราเข้มงวดกับเด็กพวกนี้ รู้ไหมเพราะอะไร? เพราะเราเข้มงวดจริงๆ ไง! นั่นมันคือหน้าที่ของเรา ที่จะคอยดูแลให้พวกเธอปลอดภัย ไม่ไปเดินเพ่นพ่านตามท้องถนน!"

"คุณอยากจะจับกุมพวกเราเพราะเรื่องนั้นเหรอ? ได้เลย! แต่สิ่งที่คุณไม่มีวันจะได้ทำ คือการมากดกริ่งประตูบ้านนี้ แล้วมาบอกว่าคุณได้ยิงสมองลูกๆของผมบนถนนพวกนั้น เพราะพวกเธอไปมั่วสุมกับพวกก๊วนคนเกเร หรือไปเสพยา! นั่นคือสิ่งที่คุณไม่มีวันจะได้พูดในบ้านหลังนี้!"

โดยริชาร์ดได้แสดงถึงผลการเรียนที่ดีเยี่ยมของลูกๆให้เจ้าหน้าที่ดู เพื่อที่จะยืนยันว่าสิ่งที่เค้าทำลงไปนั้น จะทำให้ลูกๆของเค้าหลุดออกไปจากสลัม สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เหล่านี้ให้ได้

ซึ่งผมคิดว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่ในลูกเล่นกีฬาจริงจังหน่อยหลายคนก็น่าจะเจอคำถาม การทักท้วง ทัดทานจากคนรอบตัวอยู่บ้างเหมือนกัน

“ซ้อมเยอะไปหรือเปล่า”

“เด็กจะเครียดไหม”

“ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้น”

“นี่มันทรมานเด็กหรือเปล่า”

ก็เลยเป็นที่มาของข้อความในภาพ ที่ผมคิดว่าถ้าริชาร์ดเจอทักท้วงในยุคนี้ก็คงตอบว่า

“"คุณบอกผมทรมานลูก ที่ให้ซ้อมกีฬาทุกวัน ผมว่าคุณเอาเวลาไปเตือนบ้านที่ปล่อย ให้ลูกอยู่แต่กับหน้าจอหรือต้องติวหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้า ป.1 จะดีกว่านะ"

เพราะนอกจากปัญหาเรื่องเด็กเกเร ยาเสพติด ที่เราเผชิญกันมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ภัยเงียบที่สังคมไม่ได้กังวลเท่าที่ควร แต่หน่วยงานระดับโลกทั้งหลาย ต้องออกมาเตือนให้งดหน้าจอถึง 1-2 ขวบ กำหนดเวลาใช้หน้าจอในแต่ละช่วงอายุ จนไปถึงหลายประเทศแบนโซเซียลมีเดียห้ามเด็กใช้กันไปเลย

ซึ่งการซ้อมกีฬาแม้มันจะดูเหนื่อยดูหนัก แต่ก็เป็นกิจกรรมที่พ่อแม่ ผู้ใหญ่คอยดูแล แถมในปัจจุบันก็มีการรณรงค์ให้เด็กมีกิจกรรมทางกายให้เพียงพอ เพื่อให้เค้าเติบโตสมวัย สุขภาพจิตดี ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นที่ องค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองแนะนำให้มีกิจกรรมความเหนื่อยปานกลางขึ้นไปวันละ 60 นาที หรือ ที่จีนยกระดับนโยบายสุขภาพนักเรียน ดันเด็กประถม–มัธยมมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งในยุคที่ AI ครองเมืองไม่รู้จะเหลืองานอะไรให้มนุษย์ทำ อย่างน้อยการซ้อมกีฬามันก็เหมือนการเรียนเพื่อไปจะประกอบอาชีพหนึ่งทำนั้นเอง

ส่วนในอีกประเด็นที่ตรงข้ามกับการปล่อยปละละเลย ก็กลายเป็นเข้มงวดจนเกิดผลเสีย แต่หลายคนกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่มันเป็นปัญหาใหญ่จนประเทศไทยเราเองก็ต้องออกกฏหมายห้ามเด็กสอบเข้าประถม 1 เนื่องจากมีปัญหาพ่อแม่และโรงเรียนเร่งเด็กเล็กเรียนหนักเกินไป

การเอาเด็กเล็กรีบเข้าเรียน เด็กบางคนยังไม่พร้อมร้องไห้ตั้งแต่เข้าเรียนจนเลิกเรียน เอาเด็กในวัยที่กำลังต้องเล่นเพื่อพัฒนาสมอง เคลื่อนไหวใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่พัฒนาระบบประสาทมานั่งนิ่งๆในห้องเรียน รีบบังคับอ่านเขียน เด็กเรียน/เรียนพิเศษเวลารวมเกินกว่ากฏหมายแรงงานอีก แบบนี้หลายคนกลับมองว่าปกติ

ทว่าพอผู้ปกครองคนไหนให้เด็กซ้อมกีฬาเยอะหน่อยกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต

แน่นอน ผมไม่ได้กำลังบอกว่า “ซ้อมเยอะ/ซ้อมจริงจัง = ดี”

เพราะในวงการกีฬาเด็กเองก็มีปัญหาร้ายแรงเหมือนกัน

โดยในหนัง ริชาร์ดก็ได้พูดกับเจ้าหน้าที่อีกว่า "อยากจับเราเพราะเรื่องนั้นเหรอ? ก็เอาสิ! คุณควรจะไปจับพวกพ่อแม่ตามการแข่งขันเทนนิสโน่น พวกนั้นต่างหากที่สมควรถูกจับ!" ซึ่งในชีวิตจริงริชาร์ดก็ตัดสินใจถอนลูกสาวทั้งสองออกจากการแข่งเยาวชนอันตึงเครียดทันที เพื่อให้พวกเธอได้เติบโตตามวัย และป้องกันไม่ให้ถูกความกดดันและชื่อเสียงครอบงำจนเสียคน

เพราะในกลุ่มพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นนักกีฬา ก็มีปัญหาไม่ว่าจะเร่งให้เด็กแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ กดดัน ซ้อมหนักจนผิดวิธี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เล็กๆ มีเด็กหมดไฟและบาดเจ็บจนเลิกเล่นกีฬามากจน หลายประเทศต้องทำแคมเปญมาให้ความรู้ผู้ปกครองว่าควรพัฒนานักกีฬาเด็กอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น LTAD ของแคนาดา Balance is Better ของนิวซีแลนด์ Project Play ของอเมริกา ฯ เป็นต้น

ปัญหา ก็คือ ทฤษฎีในตำรา กับ บริบทในชีวิตจริง

ในด้านการเรียนอนุบาลทฤษฎีให้เน้นเล่น แต่ชีวิตจริง ป.1 ต้องสอบเข้า รัฐออกกฏหมายห้ามสอบเด็กเข้าประถม 1 แต่โรงเรียนยอมเสียค่าปรับเพราะเอาค่าสมัครมาจ่ายแล้วยังเหลือกำไรเยอะแยะ

หรือรัฐจะพยายามปกป้องเด็กไม่ให้ต้องเร่งติว อยากให้เด็กอนุบาลเรียนรู้ผ่านการเล่น พัฒนา EF แต่ถึงเวลาขึ้น ป.1 เด็กต้องสอบ RT(Reading Test) ผอ.ก็กดดันครูเพราะอยากได้ผลคะแนนดีๆ ครูประถมก็เลยไปกดดันครูอนุบาลว่าต้องให้เด็กอ่านออกเบื้องต้นมาก่อน ทั้งๆที่ตามหลักสูตรประถม 1 เด็กแค่สะกดคำพื้นฐานได้ก็พอ

ถ้าจะทำตามทฤษฎีไม่เร่งเรียนก็อาจจะต้องไปหาโรงเรียนอนุบาลทางเลือกแพงๆ แถมไปเรียนแล้วบางทีก็เสียโอกาสแข่งขัน พลาดโรงเรียนที่สิ่งแวดล้อมดี ใกล้บ้าน ราคาประหยัด ต้องไปเสียเงินแพงขึ้นไกลขึ้น พ่อแม่เลยเลือกสู้เร่งเรียนแข่งขันไปเลยดีกว่า

ส่วนด้านกีฬามีแข่งขาไถกันชิงแชมป์ประเทศไทยกันตั้งแต่ 2 ขวบ มีแข่งบอลตั้งแต่ U6 มีแข่งบาสเป็นลีคตั้งแต่ U10 มีคนไปแข่งโอลิมปิคได้ตั้งแต่ 10 ขวบ ใช้โควต้าร์นักกีฬาเข้าเรียนต่อตั้งแต่อายุ 12 ถ้าเล่นดีก็มีอคาเดมีให้ทุนเรียนฟรี ทีมชาติก็คัดกันไปตั้งแต่ U14

แล้วถ้าทำตามทฤษฎีกว่าจะได้ฝึกเพื่อการแข่ง รอกันไปจนอายุ 15 ปี ทำตามทฤษฎีเด็กฝึกได้วันละ 1 ชั่วโมงอาทิตย์ละ 2 วัน ปีละ 6 เดือน ฯ
มันก็ทำให้เสียโอกาสอะไรหลายอย่าง เพราะถ้าแข่งได้แชมป์ได้โคว์ต้าร์นักกีฬาก็ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้ทุนอคาเดมีก็ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ติดทีมชาติก็ได้สวัสดิการบางอย่าง ได้อยู่ในสายตาโค้ชชุดใหญ่ ได้สปอร์นเซอร์ ฯ

แล้วเราจะหาบาลานซ์ได้อย่างไร จะทำตามทฤษฎีแล้วมันจะได้ผลดีจริงมั้ย มีงานวิจัยยืนยันหรือเปล่า เหมาะกับบริบทเมืองไทยหรือไม่

เพื่อนๆมีแนวทางกันอย่างไร ?

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจแก่นของทฤษฎีและข้อจำกัดของบริบทแล้วนั้น เรายังสามารถ เลือกแนวทางที่ได้ประโยชน์ของทั้งสองฝั่งได้ โดยเราทำให้การฝึกซ้อมให้สนุกไม่น่าเบื่อจนเด็กรักกีฬาได้โดยไม่ต้องไปใช้วินัยบังคับ เราเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยไม่ต้องกดดันจนเด็กหมดไฟ เราฝึกหนักฝึกเยอะแล้วปลอดภัยได้แถมมีพื้นฐานที่ดีมากกว่าเด็กที่ฝึกตามทฤษฎีเป๊ะๆได้ เพราะถ้าผมและลูกมีความฝันร่วมกันคือการเป็นนักกีฬา ผมก็บอกได้เลยว่าถ้าทำตามทฤษฎีเป๊ะๆนี่ก็พลาดไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องข้อมูลที่ไม่อัพเดท คำแนะนำที่ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงความเชื่อผิดๆที่ออกมาจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญ

ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร มาเจาะลึกเคสนักกีฬาที่พ่อแม่เคี่ยวเข็ญกันมาตั้งแต่เด็ก เรื่องไหนดีควรทำตาม เรื่องไหนควรประยุกต์ใช้แนวคิดตามทฤษฎีปักหมุดกันไว้ได้เลยครับ

โค้ชเป้ง
* ส่วนใครอยากมาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติ ผมและ โค้ชแจ้ Sports Collab วิทยากรด้านฟิตเนสระดับ Pro License ได้จัด workshop การพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้นมา อ่านรายละเอียดได้ในคอมเมนท์เลยครับ

ผมยุ่งๆอยู่ช่วงนี้ แต่เดี๋ยวเสร็จงานนี้เมื่อไร ก็จะว่างจัด workshop กันแล้ว ใครสนใจก็ปักหมุดรอกันได้นะครับ
02/09/2026

ผมยุ่งๆอยู่ช่วงนี้ แต่เดี๋ยวเสร็จงานนี้เมื่อไร ก็จะว่างจัด workshop กันแล้ว ใครสนใจก็ปักหมุดรอกันได้นะครับ

28/08/2026

ทำไมครูพละไม่มีค่าตอบแทน? ตอนดูแลเด็กเล่นหลังเลิกเรียน/ทำทีมโรงเรียนในนอกเวลางาน ทั้งๆที่ในโรงเรียนรัฐ วิชาอื่นก็สามารถเก็บเงินค่าเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนได้

ตอนผมไปช่วยทำแผนพัฒนากีฬาชาติ พบปัญหาว่าเด็กกลับบ้านไปก็ไม่มีอะไรทำ ส่วนมากก็ไปอยู่หน้าจอ หรือบางกลุ่มก็ไปมั่วสุม

แต่จะให้วิ่งเล่นอยู่โรงเรียน หลายโรงเรียนก็ทำการห้าม ปิดโซน เพราะไม่มีใครดูแล และเสี่ยงจะโดนผู้ปกครองต่อว่าในกรณีเด็กบาดเจ็บ

พอโรงเรียนไม่มีกิจกรรม ผู้ปกครองก็ต้องเสียเวลามารับเพื่อไปส่งอะคาเดมี่ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูง แล้วก็เสียเวลานั่งรอหรือรับส่ง 2 รอบ

คำถาม แล้วเราจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างไรดี
บางทีหา key stone ให้เจอ แก้ให้ตรงจุด
ปัญหาทั้งหมดก็น่าจะคลี่คลายได้ 🧐

22/08/2026

"สิ่งสุดท้ายที่เด็กเล็กต้องการเลยก็คือการออกกำลังกายแบบมีแบบแผน

​ตั้งแต่วัยเตาะแตะจนถึงอายุประมาณ 8 ขวบ สิ่งที่พวกเขาต้องการก็แค่การเคลื่อนไหวร่างกายเยอะๆ ในรูปแบบที่หลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้

​เป้าหมายไม่ใช่เรื่องของเทคนิคที่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือความสนุก ความมั่นใจ และความผูกพัน

​มันไม่ใช่เรื่องของการฝึกซ้อมเลย แต่มันเป็นเรื่องของการเล่นสนุกมากกว่า"

ชอบข้อความด้านบนจากในคลิปมาก ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่า

เด็กจำเป็นต้องฝึก FMS (Fundamental Movement Skills) ให้ถูกต้องตั้งแต่เล็กจริงมั้ย?

เดี๋ยวจะเรียบเรียง และเอางานวิจัยมาให้อภิปรายกัน

21/08/2026

ต้องทำการเคลื่อนไหวให้ถูกต้องตั้งแต่เด็กจริงหรือ ?

ทฤษฎีในตำรา กับ บริบทในชีวิตจริง ในด้านการเรียนอนุบาลให้เน้นเล่น แต่ ป.1 ต้องสอบเข้า รัฐออกกฏหมายห้ามสอบเด็กเข้าประถม 1 ...
15/08/2026

ทฤษฎีในตำรา กับ บริบทในชีวิตจริง

ในด้านการเรียนอนุบาลให้เน้นเล่น แต่ ป.1 ต้องสอบเข้า รัฐออกกฏหมายห้ามสอบเด็กเข้าประถม 1 แต่โรงเรียนยอมเสียค่าปรับ(5 แสน) เพราะเอาค่าสมัครมาจ่ายแล้วยังเหลือกำไรเยอะแยะ

เหมือนรัฐจะพยายามปกป้องเด็กไม่ให้ต้องเร่งติว อยากให้เด็กอนุบาลเรียนรู้ผ่านการเล่น พัฒนา EF แต่ถึงเวลาขึ้น ป.1 เด็กต้องสอบ RT(Reading Test) ผอ.ก็กดดันครูเพราะอยากได้ผลคะแนนดีๆ ครูประถมก็เลยไปกดดันครูอนุบาลว่าต้องให้เด็กอ่านออกเบื้องต้นมาก่อน ทั้งๆที่ตามหลักสูตรประถม 1 เด็กแค่สะกดคำพื้นฐานได้ก็พอ

ถ้าจะทำตามทฤษฎีไม่เร่งเรียนก็อาจจะต้องไปหาโรงเรียนอนุบาลทางเลือกแพงๆ แถมไปเรียนแล้วบางทีก็เสียโอกาสแข่งขัน พลาดโรงเรียนที่สิ่งแวดล้อมดี ใกล้บ้าน ราคาประหยัด ต้องไปเสียเงินแพงขึ้นไกลขึ้น พ่อแม่เลยเลือกสู้เร่งเรียนแข่งขันไปเลยดีกว่า

ส่วนด้านกีฬามีแข่งขาไถกันชิงแชมป์ประเทศไทยกันตั้งแต่ 2 ขวบ มีแข่งบอลตั้งแต่ U6 มีแข่งบาสเป็นลีคตั้งแต่ U10 มีคนไปแข่งโอลิมปิคได้ตั้งแต่ 10 ขวบ ใช้โควต้าร์นักกีฬาเข้าเรียนต่อตั้งแต่อายุ 12 ถ้าเล่นดีก็มีอคาเดมีให้ทุนเรียนฟรี ทีมชาติก็คัดกันไปตั้งแต่ U14

แล้วถ้าทำตาม LTAD กว่าจะได้ฝึกเพื่อการแข่ง รอกันไปจนอายุ 15 ปี

มันก็ทำให้เสียโอกาสอะไรหลายอย่าง เพราะถ้าแข่งได้แชมป์ได้โคว์ต้าร์นักกีฬาก็ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้ทุนอคาเดมีก็ประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ติดทีมชาติก็ได้สวัสดิการบางอย่าง ได้อยู่ในสายตาโค้ชชุดใหญ่ ได้สปอร์นเซอร์ ฯ

แล้วเราจะหาบาลานซ์ได้อย่างไร จะทำตามทฤษฎีแล้วมันจะได้ผลดีจริงมั้ย มีงานวิจัยยืนยันหรือเปล่า เหมาะกับบริบทเมืองไทยหรือไม่

เพื่อนๆมีแนวทางกันอย่างไร ?

ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจแก่นของทฤษฎีและข้อจำกัดของบริบทแล้วนั้น เรายังสามารถเลือกแนวทางที่ได้ประโยชน์ของทั้งสองฝั่งได้ ใครสนใจก็ปักหมุดกันไว้ เดี๋ยวผมมาแชร์ให้อ่านกัน

Address

96 ถนนชักพระ แขวงตลิ่งชัน

10170

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Youth Coach Revolution posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

  • Want your business to be the top-listed Gym/sports Facility?

Share