Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา

Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา

Share

I've created this page to share my enthusiasm for cars and cars racing. I will post about a racing e

Photos from Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา's post 10/02/2024

Audi E-Tron GT Performance : แฝดเหลี่ยมจัดของ Taycan สุดหล่อสะกดทุกสายตา

ถ้าเราจะมาดูรถไฟฟ้าจาก Audi ค่ายสี่ห่วงชาวเยอรมัน ทุกคนคงคุ้นชื่อกับตระกูล E -Tron ซึ่งเปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2019 ในตัวถังแบบ SUV มาก่อน และมีการเพิ่มเติมตัวถังแบบ SUV Coupe ตามสมัยนิยมมาภายหลัง ในส่วนของตัวถังแบบสปอร์ตซีดานนั้น Audi เลือกที่จะใข้ชื่อ GT ต่อท้ายคำว่า Etron เข้าไป และเปิดตัวมาช่วงปลายปี 2020 โดยเปิดตัวมาสองรุ่น ได้แก่ E-tron GT Quattro (บ้านเราเรียก Performance) แรงม้า ประมาณ 470 ตัว ซึ่งเมื่อเข้า Boost mode จะพุ่งไปได้ถึง 523 แรงม้ากันเลยทีเดียว ส่วตัว Top นั้นจะได้รับ badge ‘RS’ อันจัดเป็นรุ่นตัวแรงของ Audi ซึ่งถ้าเทียบกับ Mercedes Benz ก็จะเป็น AMG ส่วน BMW ก็จะเป็นตระกูล M นั่นเอง โดยในส่วนของตัว RS E-Tron GT นั้นจะมีกำลังมากถึง 590 แรงม้า และกระโดดขึ้นไปเป็น 637 แรงม้าใน Boost Mode ครับ

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น เจ้า E-Tron GT นี่แขร์ Platfrom กับ Porsche Taycan จนจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นแฝดก็ย่อมได้ แต่ตัวถังภายนอก รวมทั้งการตบแต่งภายในนั้นก็จะมีความแตกแต่างกันอยู่พอสมควร เส้นสายตัวถังของ E-Tron GT นั้นจะออกมาในแนวเหลี่ยมคมสันในขณะที่ Taycan จะออกมาในแนวโค้งมนดูลื่นไหล ซึ่ง คหสต. ผม เจ้าE-Tron GT ดูหล่อเหลากว่าเพราะความเหลี่ยมสัน ออกแบนๆ เหมือนปลากระเบนนี่ล่ะครับ บวกกับความแบนต่ำเตี้ยเรี่ยดินของตัวรถ ทำให้มี stance ที่เป็นสปอร์ตซีดานกึ่งคูเป้ยิ่งเด่นชัดขึ้นมามากๆครับ ซึ่งคงไม่ใช้แอดคนเดียวที่คิดแบบนี้ ขับไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนมอง แม้กระทั่งฝรั่งต่างชาติยังยกนิ้ว (โป้ง) ให้เป็นระยะๆ เลยครับ

แต่ให้ความแบน ความเตี้ยเรี่ยดินของรถนี่ก็ทำให้การเข้าออกรถเป็นเรื่องที่ลำบากพอตัวเลยครับ กับการกะระยะของรถนี่ก็ต้องระวังกันอยู่บ้างเพราะตัวรถนั้นบานมากๆ และก็ยังเตี้ยอีกด้วย แต่ยังดีที่ยังสามารถยกสูงขึ้นได้ประมาณนึงเพื่อข้ามสิ่งกีดขวางได้ครับ

ไฟหน้าตัวนี้ได้มาเป็นแบบ full matrix เวลาขับตอนกลางคืนนี่ วิบวับๆ ส่องตรงนั้น หลบตรงนี้ ดูสนุกสนานเชียวครับ

ภายในเป็นอีกจุดนึงที่มีความแตกต่างกับแฝด Taycan เพราะ Layout การจัดวางปุ่มควบคุมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ลูกเล่นต่างๆ ใน คหสต. แอดคิดว่าค่อนข้างทั่วไปไม่มีอะไรโดดเด่นมาก และยังดูไม่ค่อยจะหรูหราสมราคาค่าตัวราวๆ เจ็ดล้านสักเท่าไหร่นัก ระบบช่วยเหลือการขับขี่ก็เห็นจะมีแต่ Cruise Control แบบธรรมดาเหมือนรถเมื่อ 20 ปี ก่อน (ไม่มี Adaptive ไม่ต้องพูดถึง assist แบบอื่นๆ​) ยังดีที่มี Lane Keeping มาให้ (แต่ไม่มี Centering ไม่เลี้ยวตามเลน) แต่ถ้าพูดในแง่ของ ergonomic แล้ว การนั่งขับขี่จะกระชับมาก เรียกว่าออกแบบมา focus กับการขับขี่มากกว่าการนั่งสบายๆ ครับ

ว่าถึงเรื่องการขับขี่ แอดคิดว่าเป็นสิ่งที่เงินทั้งหมดที่คุณจ่ายไปมาลงกับตรงนี้แหละครับ สิ่งที่เหนือกว่าเรื่องพละกำลัง 4-500 กว่าม้า (ซึ่งในปัจจุบันสามารถหาได้จากรถไฟฟ้าอื่นๆ ได้ง่ายๆ ในราคาที่ถูกกว่าเยอะมาก) คือเรื่องของการขับขี่ และการทรงตัว โดยช่วงล่างของ E-Tron GT คันนี้เป็นแบบถุงลม ที่สามารถปรับเป็นแบบ comfort ที่ออกไปทางนุ่มนวลมาก ๆ แบบชนิดไม่รู้ว่ารถใส่ล้อ 21 นิ้วมา เป็น setting ที่เหมาะกับการเดินทางไกลที่เป็นทางตรงยาวๆ ที่ใช้ความเร็วสูงๆ แบบสบายๆ มากๆ ทำเวลาได้ดีสุดดดด แต่ถ้าไปเจอทางโค้งที่แคบหน่อยอาจจะรู้สึกว่ารถมันเอียงไปสักนิด แบบนั้น ปรับช่วงล่างไปเป็น Dynamic ช่วงล่างจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ต้องแลกกับการซับแรงกระแทก พวงมาลัยที่มีความรู้สึกเฉียบคม ประกอบกับท่านั่งที่เข้าที่ ทำให้เป็นรถที่ขับสนุกมากๆ ครับ

ส่วนในตัวคันเร่งเอง มีการเซ็ทไว้แบบหนักนิดหน่อยทำให้การออกตัวไม่พุ่งจนเกินไป สามารถออกตัวแบบนุ่มนวลได้ แต่ถ้ากระทืบคันเร่งออกไปเราจะได้เจอกับอาการวืดเล็กน้อยตามด้วยความพุ่งแบบเกาะๆ ออกไปเหมือนช้างถีบครับ

ในส่วนของอัตราการสิ้นเปลืองไฟฟ้า E-Tron GT มากับแบตเตอรี่ไซส์บิ๊กเบ้ม 93.4 kWh ใช้งานจริงจะเปลืองอยู่ประมาณ 19-21 kWh/100km วิ่งได้ราวๆ 400++ กิโลเมตรครับ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานของรถไฟฟ้าทั่วไปในสมัยนี้ จุดเด่นเห็นจะเป็นเรื่องของระบบไฟในรถที่เป็น 800V ทำให้ชาร์จกับตู้จ่ายไฟ DC บางรุ่น เช่นของตู้ ปตท. ซึ่งเป็นระบบ 1000V ได้ไวมากๆ ในระดับ 100 kW+ ไปจนถึง 80% เลยครับ

กล่าวโดยสรุป E-Tron GT แม้ว่าจะมีความแรงในระดับเดียวกับรถไฟฟ้าหลายๆ รุ่นที่ราคาถูกกว่า แต่สิ่งที่รถเหล่านั้นไม่สามารถให้ได้คือเสถียรภาพในการทรงตัว และ Driving Dynamic ระดับรถสปอร์ตชั้นนำ บวกกับความหล่อเหลาของหน้าตา ถือได้ว่าน่าจะเป็นรถที่ถูกใจเศรษฐีที่ชอบขับรถเองเป็นชีวิตจิตใจครับ

Photos from Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา's post 07/01/2024

สวัสดีทุกท่านครับ วันนี้จะมาเล่าต่อเรื่องการใช้ supercharger ในประเทศเพื่อนบ้านครับ เผื่อไว้เป็นแนวทางหากจะขับรถเทสล่าของท่านไปเที่ยวมาเลเซีย หรือยิงยาวไปสิงคโปร์ครับ

ในมาเลเซียเอง มี Supercharger อยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเกาะกลุ่มรวมๆ กันอยู่รอบๆ KL ครับ โดยจะมีอยู่ที่หนึ่งที่ไปอยู่ใน Malacca ลงไปทางใต้หน่อยครับ ซึ่งจุดนี้เองจะค่อนข้างเหมาะกับการชาร์จระหว่างทางที่จะไปสิงคโปร์ครับ แต่ก็ยังมีปัญหาแบบเดียวกับของไทยครับ ก็คือการที่ Supercharger ไม่ได้อยู่ติดเส้นทางหลัก หรือทางด่วนหลักๆ จะต้องมีการแวะออกจากทางหลัก หรือเข้าเมืองเพื่อไปใช้งานครับ ในบางครั้งมันก็จะเสียเวลาหน่อยๆ หรือบางทีเราก็อาจจะเลือกใช้สถานีอื่นๆ ที่อยู่ริมทางมากกว่าครับ

ส่วนทาง สิงคโปร์นั้นมีหลายที่มากๆ ครับ แต่จะเป็นจุดเล็กๆ ประมาณ 3 หัวจ่ายครับ และยังไม่นับรวมกับ destination charger ที่บางทีก็อยู่ตามโรงแรม หรือห้างครับ

ส่วนเรื่องการใช้งานนั้น เอาจริงๆ ก็จะเหมือนกับของไทย คือเสียบชาร์จแล้วไฟจะวิ่งเลย พอเสร็จก็จะตัดบัตรเครดิตที่เราผูกไว้กับ app ครับ

ทีนี้ความระทึกก็เกิดขึ้นกับเรา คือได้ลองไปใช้งาน supercharger ที่ Pavilion KL ตอนชาร์จก็ไฟเข้าตามปกติ แต่พอชาร์จเสร็จแล้ว มีเตือนมาที่ แอพว่า มี outstanding balance ต้องเคลียร์ก่อนไม่งั้นจะไม่สามารถใช้งาน supercharger อีกได้ครับ เราได้ลองกดจ่ายแบบ manual หลายครั้งก็ไม่ได้ ติด payment error ตลอด ต่อมาก็ได้ลอง add บัตรเครดิตใบอื่นๆ เข้าไป ก็ยังคงจ่ายเงินไม่ได้

ตอนนั้นปวดหัวกันมาก เพราะเรายังต้องเดินทางต่อไปสิงคโปร์ และน่าจะต้องใช้ supercharger อีกหลายครั้ง ถ้าเคลียร์ยอดนี้ไม่ได้ เราก็ยังจะไม่สามารถใช้งาน supercharger ได้อีก และจะกระทบต่อการเดินทางของเราแน่ๆ ครับ

คิดอะไรไม่ออก ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราลองไปให้ Tesla Center ที่KL เขาลองช่วยดีกว่า ซึ่งต้องขอบคุณทีมงาน Tesla Center KL มากๆ ที่มารุมกันช่วยแก้ปัญหาให้กับเรา (Shout out to Tesla Center at Pavilion Damansara. You guys are awesome 👍👍) สุดท้าย จบที่ว่า เราต้อง remove credit card ที่ผูกไว้ออกทั้งหมด แล้วค่อยๆ add บัตรกลับเข้าไป ทีละอัน จนเจออันที่ใช้ได้ (ซึ่งก็คือ บัตร กรุงศรี first choice อันเดิมกับที่เราเคย add เข้ากับบัญชีของ chargeV) ซึ่งเราก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้ได้อยู่บัตรเดียวครับ

เอาเข้าใจเราคิดว่าการใช้งาน supercharger นั้นถ้ามี app แล้วก็ควรที่จะ seamless ใช้งานได้ไม่ติดขัด แต่ก็ยังมีปัญหาแบบที่ว่าจนได้ ยังไงก็ขอเล่าสู่กันฟังไว้เผื่อท่านใดเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ครับ

ปล. ใน Malaysia รถไฟฟ้ายังไม่เจอมาก ยิ่ง Tesla ยิ่งน้อย แต่ที่เจอๆ นี่ Highland ทั้งหมดเลยครับ

Photos from Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา's post 01/01/2024

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ ขอให้เป็นปีที่ดีของทุกท่านนะครับ

ตามที่สัญญากันไว้ วันนี้จะมาเล่าเรื่องการใช้งานสถานีชาร์จในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซียและสิงคโปร์ ครับ

ในมาเลเซียนั้นถ้าดูตอนนี้ จะมีผู้ให้บริการสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นหลายๆ เจ้า โดยเจ้าหลักๆ ก็จะมี Jom+charge กับ chargEV ครับ ทั้งสองเจ้า ใช้ระบบแสกนผ่านแอพ ผูกบัตรเครดิตเหมือนของเมืองไทย สามารถหาโหลดแอพได้ใน store ได้เลยครับ โหลดมาแล้วก็ลงทะเบียน (สามารถใช้เบอร์ไทยได้แล้ว) และผูกบัตรได้เลยครับ

ทีนี้ สิ่งที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังคือขั้นตอนการผูกบัตร ซึ่งดูจะมีความยุ่งยากอยู่สักนิดหน่อย กล่าวคือแอดได้ลองใช้บัตรเครดิตหลายๆ ใบผูกดู แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายมาจบที่ Krungsri First Choice ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรนะครับ ถ้าเพื่อนๆ จะมาใช้งาน แนะนำว่าให้ลงทะเบียนและผูกบัตรให้เรียบร้อยก่อนจะข้ามประเทศมา จะได้มีเวลาลองดูว่าบัตรไหน ใช้ได้ หรือใช้ไม่ได้ก่อนที่จะมาชาร์จหน้างานนะครับ

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ที่มาเลเซีย จะคิดหน่วยการชาร์จเป็นนาที ไม่ได้คิดเป็นหน่วยแบบบ้านเราครับ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะกฎหมายเกี่ยวกับการขายไฟฟ้าของเขาครับ ส่วนราคาก็จะขึ้นอยู่กับขนาดความแรงของตู้ครับ โดยจะมีตั้งแต่ 20-180kw กันเลยครับ (เจอ 350kw ตู้นึงแต่ยังไม่ได้ลองครับ)

และถึงแม้จะเป็นช่วงเทศกาลแต่ที่ชาร์จเขาไม่มีต่อคิวครับ 😅

ไว้ตอนหน้า จะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับ supercharger ของ Tesla ในต่างแดนครับ

Photos from Part Time Racer - นักซิ่งนอกเวลา's post 31/12/2023

มาเลเซีย สิงคโปร์ ไม่มีคิวชาร์จนะครับ 😅

28/12/2023

ห่างหายไปนานกับการอัพเพจ จนหลายท่านคิดว่าเพจร้างไปแล้ว 😅

แต่โผล่มาอีกที อยู่ KL เลยครับ 555555 เที่ยวนี้มาลองใช้สถานีชาร์จในต่างประเทศด้วยรถไทย มีเรื่องเล่าเยอะแยะมากมายครับ

รอติดตามกันนะครับ 🏎️🏎️

25/03/2023

แอดได้มีโอกาสนำเจ้า​ ​ ออกเดินทางไกลไปแอ่วเจียงใหม่​ เลยจะขอนำมาแชร์กันว่าการเดินทางไกลด้วยรถ​ Tesla มันเป็นอย่างไรครับ

ทริปนี้เป็นทริประยะสั้น​ ออกเดินทางค่ำๆ​ วันศุกร์​ และกลับวันอาทิตย์​ เพื่อทดสอบการวิ่งทางไกลล้วนๆ​ ขาไปเราไปพักที่นครสวรรค์​ก่อนแล้วจึงออกเดินทางไปเชียงใหม่ในตอนเช้าของวันถัดไป​ การนับเวลาการเดินทางมันจึงจะไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่​ เราจะนับเวลาเฉพาะขากลับ​ กทม.​ ที่จะเป็นการยิงยาวรวดเดียวแทนครับ​ และเราจะไป​ focus ที่จุดชาร์จ​ และการบริหารการชาร์จแทนครับ

จุดชาร์จที่เราแวะพัก​ จริงๆ​ ที่วางแผนไว้มี​ 2 จุด​ คือ​ Elex​ ที่​ PT คลองขลุง​ 4 กำแพงเพชร​ ระยะทางจากจุดเริ่มต้นประมาณ​ 330 กิโลเมตร​ กับจุดที่​ 2 คือ​ Elex​ ที่​ PT​ ลำปาง​ ซึ่งห่างจากจุดชาร์จที่แรกประมาณ​ 280 กิโลเมตร​ครับ​ เหตุผลที่เลือกใช้​ Elex​ เป็นหลักก็เพราะว่าสถานีชาร์จทั้ง​ 2 จุด​ ให้กำลังไฟสูงสุดถึง​ 125 kW ทำให้ชาร์จได้เร็วมาก (แต่เป็นแบบ​ share ถ้ามีคนมาชาร์จคู่​ ความเร็วจะลดลงประมาณครึ่งนึงครับ)​ ส่วนข้อเสียก็คือ​ ราคาค่าไฟจะเป็น​ Flat​ rate ไม่มี​ on/off peak เหมือนกับของ​ PTT​ หรือ​ PEA Volta ครับ

เอาจริงๆ​ เดินทางไปเชียงใหม่นี่​ เราจะแวะชาร์จแค่หนเดียว​ ที่คลองขลุงก็ได้นะครับ​ แต่ต้องชาร์จเยอะๆ​ หน่อย​ เผื่อไว้​ 90-95% เลย​ เพราะขาขึ้นเหนือ เลยกำแพงเพชร​ไป​ จะเริ่มเป็นเส้นทางขึ้นเนิน​ ซึ่งจะใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติครับ​ แต่ถ้าใช้วิธีนี้​ ก็อาจจะใช้เวลาชาร์จนานขึ้น​ เพราะรถ​ Tesla นั้นถึงแม้ว่าจะรับกำลังไฟในการชาร์จได้ถึง​ 250 kW แต่ด้วยสถานีชาร์จ​ จ่ายไฟสูงสุด​ที่​ 125 kW​ ไฟที่เข้ารถก็จะเป็น​ 125 kW​ ไม่ใช่​ 250 kW ครับ

นอกจากนี้​ เป็นธรรมชาติของรถไฟฟ้า​ ณ​ ปัจจุบัน​ ที่จะรับกำลังไฟได้สูงในช่วงที่ประมาณประจุในแบตเตอรี่​ต่ำๆ​ และจะแปรผกผันกันไปเมื่อไฟในแบตเตอรี่​มีมากขึ้นครับ​ สำหรับ​ Tesla นี้​ เมื่อชาร์จกับตู้​ Elex​ ไฟจะเข้าเต็ม​ๆ​ 125 kW ตั้งแต่​ 0-ประมาณ​ 50% ครับ​ และจะลดหลั่นไปเรื่อยๆ​ แต่ยังอยู่หลัก​ 100 จนถึงประมาณ​ 70% ครับ​ ดังนั้นสำหรับผม​ จุดที่จะมีประสิทธิภาพ​การชาร์จ​มากที่สุด​ คือเดินทางไปถึงจุดชาร์จด้วยปริมาณ​ไฟต่ำๆ​ แล้วชาร์จจนถึงประมาณ​ 50-60% ในระหว่างนั้นก็หาจุดชาร์จถัดไปในรัศมี​ 2-300 กิโลเมตร​ แบบนี้จะใช้เวลาต่อจุดไม่เกิน 20-25 นาที​ และจะเป็นระยะกำลังดีสำหรับ​คนขับที่จะจอดพักด้วยครับ

หรือถ้ามีอะไรทำระหว่างชาร์จไปด้วย​ เช่น​ กินข้าว​ แบบนี้​ เราก็อาจจะปล่อยให้ชาร์จเยอะๆ​ แล้วเล่นเป็นแบบชาร์จจุดเดียวก็ได้นะครับ

มาดูเรื่องอัตราการใล้พลังงานกันบ้าง​ ทั้งทริปเราวิ่งไป​ 1,760 กิโลเมตร​ ใช้ไฟไปทั้งสิ้น​ 297 kWh เฉลี่ยแล้วใช้ไฟตก​ 169 Wh/km อันนี้คือการใช้งานจริง​ วิ่งประมาณ​ 110-120 ไม่ได้เน้นประหยัด​ มีวิ่งขึ้นดอยอินทนนท์​เล่นๆ​ รอบนึงด้วยครับ​ คำนวนแล้วไฟเต็มๆ​ ได้ประมาณ​ 443 กิโลเมตร​ครับ​ ค่าใช้จ่ายถ้าตีว่าเราชาร์จนอกบ้านตามปั๊ม​ ค่าไฟหน่วยละ​ 7.5 บาท​ ค่าใช้จ่ายก็จะประมาณ​ 2,227.50 บาท​ หรือตกกิโลเมตร​ละ​ 1.26 บาทครับ​

เน้นอีกทีว่า​ ที่คิดให้ดูด้านบนเป็นค่าไฟสำหรับการเดินทางไกล​ ที่ต้องชาร์จนอกบ้านตลอดนะครับ​ กลับกันถ้าเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน​ ที่ชาร์จไฟบ้าน​ ราคาก็จะถูกกว่านี้เยอะครับ​ เช่น​ สมมติเราใช้ไฟบ้านในอัตราเดียวกัน​ ตีค่าไฟกลมๆ​ รวม​ vat และ​ ft ต่างๆ​ เป็น​ 4.5 บาท​ต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร​จะตกอยู่ราวๆ​ 76 สตางค์เท่านั้นเองครับ

ส่วนที่ว่า​ เชียงใหม่​ กทม​ ใช้เวลานานเท่าไหร่​ เราออกจากเชียงใหม่​ 13.00​ น. โดยซื้ออาหารจากร้านที่เราชอบติดรถไว้​ แวะชาร์จที่​ PT คลองขลุงและนั่งทานอาหารเย็นไปด้วย​ ทานเสร็จรถก็ได้ไฟมาพอดีกลับถึงบ้าน เราถึงบ้านเวลา​ ประมาณ​ 21.30 น.​ ครับ​ ก็ถือว่าใช้เวลา​ ราวๆ​ 8.30 ชม.​ รวมชาร์จ​และทุกสิ่ง​ ซึ่งถ้าผมเทียบกับตัวเองที่เคยขับรถน้ำมันอยู่​ ก็ราวๆ​ นี้ครับ​ ซึ่งมีข้อสังเกตุว่า​ ถ้าบริหารการชาร์จดีๆ​ โดยแบ่งซอยการชาร์จ​ออกเป็นช่วงสั้นๆ​ ที่ไฟเข้าแบตได้เต็มกระแส​ ไม่แช่กินข้าวนาน​ ก็น่าจะถึงบ้านเร็วกว่านี้ครับ

นี่ก็เป็นรายงานทริปคร่าวๆ​ ของเรานะครับ​ หวังว่าพอจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ​ บ้างครับ

ปล.​ เชียงใหม่มีสถานีชาร์จ​เพิ่มขึ้นหลายจุดแล้วครับ​ ในภาพนี่ก็ไปเจิม​ PTT​ EV​ สักหน่อยครับ

ราคาอย่างเป็นทางการ Prodrive P25 Boxer 2.5 Turbo 400 แรงม้า : 55,000,000 บาท | 1 ใน 25 คันทั่วโลก - HeadLight Magazine 21/03/2023

รถในฝัน ของชาวซูบารุครับ ในฝันจริงๆ ราคานี้ 😂😂😂

ราคาอย่างเป็นทางการ Prodrive P25 Boxer 2.5 Turbo 400 แรงม้า : 55,000,000 บาท | 1 ใน 25 คันทั่วโลก - HeadLight Magazine ราคาอย่างเป็นทางการ Prodrive P25 Boxer 2.5 Turbo 400 แรงม้า : 55,000,000 บาท | 1 ใน 25 คันทั่วโลก

r/TeslaLounge on Reddit: 4 superchargers blocked by trucks. So annoying :( 18/03/2023

เรื่องนี้ นี่เป็นปัญหาระดับโลกจริงๆ ครับ 55555 ผู้ใช้ Reddit ท่านหนึ่งได้รายงานเข้ามาในกลุ่ม r/TeslaLounge ว่า ไปพบเจอหัวชาร์จ Superchargers จำนวน 4 หัว ถูกบล๊อคด้วยรถปิ๊คอัพ Full Size และแถมยังถอยจอดเข้าไปเลยด้วย

แอบไปส่องมาตรการในการจัดการ ก็เหมือนกับว่า ยังมีความแตกต่างกันระหว่างพื้นที่อยู่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าของพื้นที่เป็นหลักครับ

r/TeslaLounge on Reddit: 4 superchargers blocked by trucks. So annoying :( Posted by u/Big-Replacement-7684 - 65 votes and 23 comments

08/03/2023

เดี๋ยวจะหาว่า​ แอดโพสต์​แต่เรื่องรถไฟฟ้า​ ลืมรถน้ำมันไปแล้วหรือไง​

ยังไม่ลืมครับ​ รถซิ่งยุค​ 90 ยังให้ความมันส์แบบดิบๆ​ ได้เสมอ​ โดยเฉพาะจังหวะที่​ Turbo กำลังไต่ทำลม​ รถไฟฟ้าแรงขนาดไหนก็ให้ความรู้สึกนี้ไม่ได้ครับ

ว่าแต่รุ่นนี้​ พอจะเรียกว่า​ Impreza ท้ายแมว​ ได้ไหมครับ​ 😹

04/03/2023

แอดใช้งานเจ้า​ มาก็เกือบจะครบ​ 1 สัปดาห์​แล้ว​ ขอสรุป​ สิ่งที่ได้พบเจอมาตามนี้ครับ

- รับรถวันแรก​ ไม่มีประเด็น​เหมือนที่เพื่อนๆ​ ท่านอื่นเจอ (เช่นโดนเลื่อนรับรถ​ หรืออะไรต่างๆ)​ มีติดขัดเล็กน้อย​ pair bt ไม่ได้​ แต่​ reset หน้าจอแล้วหายครับ

- งานประกอบ​ OK ดี​ ไม่มีชิ้นส่วนงานที่ห่างหรือเกยกัน​ สีสวยงามดี​ ไม่มีร่องรอยใดๆ​ ครับ

- ในวันรับรถ​ ทาง​ Tesla จะมีอุปกรณ์​เสริมมาขาย​ เช่น​ emergency charger ม่านหลังคา​ key fob และอื่นๆ​ แอดเองจัด​ emergency charger กับม่านหลังคาแท้มาครับ

- หลังคากระจก​ ขับกลางวันแดดร้อน​ พอเอาอยู่​ ปรับที่นั่งเตี้ยๆ​ ไม่ได้รู้สึกร้อนมากนัก​ แต่ก็ต้องรอดูตอนเมษาที่บ้านเราจะร้อนจัดอีกที​ ตอนนี้ม่านที่ซื้อมาเลยยังไม่ได้ใช้

- จุดที่ทำให้ร้อนมากคือ​ กระจกบังลมหน้าและข้างที่ใสมากๆ​ จึงต้องติดฟิล์ม​ช่วย​ รถสเปคไทย​ มีฟิล์มมาอยู่แล้วในส่วนของบานคู่หลังและฝาท้าย​ ส่วนตัวแอดติดฟิล์ม​ 40% รอบคัน​ ไม่มืดเกินไปในส่วนหน้า​ และไม่ดำเกินไปในส่วนหลังรถครับ

- ช่วงล่าง​ ออกเฟิร์ม ไม่ได้แข็งบ้าบอ​ ถ้ามาจากรถซิ่งถือว่านั่งสบาย​ ขนาดล้อ​ 21 แต่ยางบางมากต้องระวังหลุม กับถ้าเจอถนนคอนกรีตก็มีสะเทือนเหมือนกันครับ

- Model Y เหมือนว่าจะเป็นรถ​ CUV เราอาจจะคาดหวังว่ามันจะมี​ ground clearance ที่มากกว่ารถปกติ​ แต่ไม่ครับ​ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีฐานล้อที่ค่อนข้างยาวกว่าปกติ​ และเป็นตัว​ Performance​ ซึ่งจะมีช่วงล่างที่เตี้ยกว่ารุ่นปกติ

Navigation รองรับการเสิร์จภาษาไทย​แล้ว​ แต่​ voice ไทยต้องรอ​ update (ตอนนี้มีโชว์ว่าให้​ up ได้แล้วครับ)​

อุปกรณ์​จุกจิกอื่นๆ​ แอด สั่ง​กันรอยหน้าจอแบบกระจก​ ติดง่าย​ มีกรอบมาให้ วางโบ๊ะแล้วเอานิ้วรูดได้เบย​ แต่บางมุมจะออกแสงฟ้า​ ซึ่งก็จะมีแบบ anti glare ด้วยซึ่ง จะแพงกว่าหน่อย​ กับแผ่นรองฝากระโปรงท้าย​ เผื่อไว้ขนของ​ เบาะจะได้ไม่เป็นรอยครับ​ งานไม่ได้งามมากมาย​แต่ใช้งานได้ครับ​ ทุกอย่างสามารถหาตำกันได้จาก​ e-commerce ชั้นนำทั่วไป

- พรมมีติดรถมา​คุณภาพปานกลาง​ ยังคิดว่าไม่ต้องซื้อใหม่ครับ ขอลองใช้ดูก่อนครับ

- Wall charger อันนี้กะต้องซื้อเพิ่มเอง​ แอดนัดติดตั้งหลังวันรับรถ​ เพราะจะได้ลองชาร์จไปเลย เลือกแค่​ 7 kW เพราะชาร์จค้างคืนน่าจะพอ​ และไม่ต้องไปยุ่งกับระบบไฟในบ้านเพิ่มเติม​ เครื่องชาร์จของ​ Tesla รับได้ถึง​ 22 kW อยู่แล้ว​ วันหน้าถ้าอยากปรับเปลี่ยนก็ตั้งที่เครื่องใหม่ได้

- แอดชาร์จรถทุกวัน​ โดยเซต​ Charging limit ไว้ที่​ 70% เพื่อถนอมแบต​ และตั้งให้ชาร์จหลัง​ 5 ทุ่มเพื่อลด load ไฟในบ้านครับ​ ทั้งนี้หากเราจะมีแผนเดินทางไกล​ ก็สามารถปรับให้เป็น​ 100% เป็นครั้งคราวไปครับ

- Supercharger ที่​ ctw ใช้ง่ายมากๆ​ (ที่สำคัญตอนนี้จะฟรี​ 😅)​ ไปถึง กดเปิดฝาจากหัวชาร์จได้เลย​ แนะนำว่าถ้าจะมา​ ให้กดนำทางมา​ เพื่อให้รถรู้ว่าเราจะมาชาร์จ​ มันจะทำการอุ่นแบตให้มีอุณหภูมิ​ที่เหมาะสม​ ไฟจะได้เข้าเต็มกำลังครับ

อีกอย่างคือ​ ตอนเสียบหัวชาร์จ​ ต้องแน่ใจว่าแน่นจริงๆ​ นะครับ​ รอจนกระทั้งหัวมันล็อคเข้ากับตัวรถ​ ไม่งั้นไฟไม่เข้าครับ

- สี​ อ่อนแอสมคำร่ำลือ​ เจอทิชชู่เช็ดหน่อยเป็นขนแมวเลย แนะนำให้ปกป้อง​จะดีกว่าครับ

ไว้ถ้าออกทริปจะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ​ 🏎️🏎️

28/02/2023

Week นี้ไม่ได้มี​ update อะไรมากครับ​ เพราะแอดมัวแต่ยุ่งไปรับเจ้า​ (Tesla Model​ Y Performance) สี​ Midnight Silver Metallic สเปคศูนย์ไทย​ เข้าสู่ครอบครัว​ เดี๋ยวคงจะได้มี​ update การใช้งานต่างๆมาฝาก​เพื่อนๆครับ

Want your business to be the top-listed Gym/sports Facility in Kuala Lumpur?

Click here to claim your Sponsored Listing.

Location

Website

Address


168 Jalan Bukit Bintang
Kuala Lumpur
55100