SuperAey - ซูเปอร์เอ้

SuperAey - ซูเปอร์เอ้ Liverpool FC, SSC Napoli
Story, History
ฟุตบอลและอะไรไปเรื่อย สุดๆ

จากบทความล่าสุดของ ดิ แอธเลติก ท่าทีของ แมนฯ ซิตี้ คือพยายามล้มคำตัดสินให้ได้ มากกว่าจะยอมรับว่า “โอเค เราผิดบางส่วน ช่ว...
03/10/2026

จากบทความล่าสุดของ ดิ แอธเลติก ท่าทีของ แมนฯ ซิตี้ คือพยายามล้มคำตัดสินให้ได้ มากกว่าจะยอมรับว่า “โอเค เราผิดบางส่วน ช่วยลดโทษให้หน่อยนะ”

แมนฯ ซิตี้ กำลังบอกว่า “คำตัดสินของคณะกรรมการเดิมมันผิด ขอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ตรวจใหม่”

และผลก็อาจออกมาได้ตั้งแต่ ชนะทั้งหมด ชนะบางส่วน ไปจนถึงแพ้ทั้งหมด

1.
สถานการณ์ตอนนี้คือยังไม่มีการยืนยันว่าจะลงโทษอย่างไร แต่โทษที่อาจเกิดขึ้นได้คือ

- ปรับเงินจำนวนมหาศาล
- ตกชั้นไปดิวิชันล่าง
- การริบหรือถอดแชมป์บางรายการ

ดังนั้นเดิมพันของการอุทธรณ์ครั้งนี้จึงใหญ่มาก และนี่คือเหตุผลที่ซิตี้ ต้องพยายาม ล้มคำตัดสินเดิม มากกว่าการเดินไปต่อรองว่าถ้าผิดแล้วช่วยลดโทษให้หน่อย

2.
กรอบเวลาของการอุทธรณ์ก็เริ่มเดินแล้ว

ตามกฎพรีเมียร์ลีก การพิจารณาอุทธรณ์ต้องใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน และต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 12 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อการพิจารณาจบ ต้องมีคำตัดสินภายใน 30 วัน

แมนฯ ซิตี้ ยื่นอุทธรณ์ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2026

นั่นหมายความว่า เส้นตายสำหรับการพิจารณาอุทธรณ์อยู่ที่ประมาณ 24 ธันวาคม 2026

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงรอคำตัดสิน

3.
บุคคลสำคัญของ แมนฯ ซิตี้ ออกมาสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันว่า สโมสรเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นอุทธรณ์

เฟร์ราน โซเรียโน ซีอีโอของสโมสร มองว่าแกนกลางของเรื่องที่พรีเมียร์ลีกกล่าวหานั้นตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาว่าเงินส่วนตัวของเจ้าของถูกนำเข้าสโมสรอย่างลับๆ ผ่านสปอนเซอร์จากอาบูดาบี

แต่ซิตี้บอกว่าเรื่องไม่ได้เป็นแบบนั้น

คำอธิบายของสโมสรคือ สปอนเซอร์จากอาบูดาบีบางรายมีภาระต้องจ่ายเงินให้ แมนฯ ซิตี้ ตามสัญญาอยู่แล้ว

หากบริษัทเหล่านั้นต้องการเงินเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติตามภาระดังกล่าว พวกเขาก็สามารถขอเงินสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ และซิตี้ยืนยันว่า ผู้ถือหุ้นเหล่านั้นคือ รัฐบาลอาบูดาบี ไม่ใช่เจ้าของแมนฯ ซิตี้

พูดง่ายๆ คือ ซิตี้กำลังบอกว่า เงินที่สปอนเซอร์นำมาจ่ายให้สโมสรไม่ใช่เงินจากกระเป๋าของ ชีค มันซูร์ แต่เป็นเงินที่บริษัทสปอนเซอร์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาบูดาบีเพื่อมาปฏิบัติตามสัญญา

4.
และซิตี้ บอกว่าไม่ได้มีแค่คำพูด แต่มีหลักฐานรองรับจำนวนมาก

ทั้ง

Bank statements
รายการโอนเงิน
เอกสารคำขอเงินทุน
เอกสารจากสปอนเซอร์
เอกสารจากรัฐบาลอาบูดาบี

ซิตี้ อ้างว่าเอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สปอนเซอร์เคยยื่นขอเงินจากรัฐบาลอาบูดาบีจริง เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติตามภาระทางการเงินที่มีต่อ แมนฯ ซิตี้

สโมสรเคยเรียกหลักฐานชุดนี้ว่าชุดหลักฐานที่หักล้างไม่ได้ และยังคงยืนยันจุดยืนนี้อยู่

5.
นี่คือจุดใหญ่ๆ จุดแรกที่ แมนฯ ซิตี้ พยายามจะล้มคำตัดสิน

มุมมองของ แมนฯ ซิตี้ เงินที่สโมสรได้มา เป็นเงินจาก "รัฐบาลอาบูดาบี" (ซึ่งถือเป็นคนละกระเป๋ากับเจ้าของทีม) นำไปสนับสนุนบริษัทสปอนเซอร์ แล้วบริษัทเหล่านั้นก็เอาเงินมาจ่ายค่าโฆษณาให้สโมสรตามปกติ ถือเป็นรายได้ที่ถูกต้อง

มุมมองของคณะกรรมการไม่เชื่อแบบนั้น แต่มองว่าเงินก้อนนี้มาจาก "กระเป๋าสตางค์ส่วนตัวของเจ้าของทีม (ชีค มันซูร์)" โดยตรง แล้วแกล้งโอนไปพักไว้ที่บริษัทสปอนเซอร์เพื่อใช้บังหน้า จากนั้นค่อยให้บริษัทสปอนเซอร์โอนเข้าสโมสรอีกที

คณะกรรมการมองว่า ซิตี้สร้างข้ออ้างเรื่องรัฐบาลอาบูดาบีขึ้นมาเป็นฉากบังหน้า เพื่อฟอกเงินส่วนตัวของเจ้าของให้กลายเป็นรายได้สปอนเซอร์ที่ถูกต้องตามกฎ

6.
เปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุด เรื่องนี้เหมือนคดีสลิปโอนเงินไม่ตรงกับคำให้การ

ซิตี้ อ้างว่าเงินสนับสนุนมาจากรัฐบาล แต่เอกสารลับที่หลุดออกมากลับพบแต่ชื่อบริษัทส่วนตัวของเจ้าของทีมเป็นคนจ่ายบิล แถมไม่มีชื่อหน่วยงานรัฐโผล่มาเลย

คณะกรรมการจึงมองว่า ข้ออ้างเรื่องรัฐบาลคือเรื่องที่เพิ่งแต่งขึ้นมาทีหลังเพื่อปกปิดความจริงที่ว่า เจ้าของทีมแอบควักเงินกระเป๋าตัวเองมาอัดฉีดสโมสร

ซิตี้ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินจากรัฐบาล แต่กลับไม่ปรากฏในบางหลักฐานสำคัญที่มีอยู่ก่อนหน้า (ข้อ 4 ซิตี้บอกว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม)

7.
ถ้าใครจำได้มันคือข้ออ้างเดิมที่เคยใช้รอดตัวในคดี UEFA/CAS แต่มุขนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว

หลักฐานที่หลุดออกมา คนในระดับบริหารสื่อสารกันชัดเจนว่าดึงเงินจากกระเป๋าเจ้าของทีมไปหมุนจ่ายให้เอติฮัด แต่พอโดนสอบสวน บอร์ดบริหารกลับเบี่ยงประเด็นบอกว่า "คนในสโมสรแค่เข้าใจผิดและสับสนกันไปเอง" แล้วเพิ่งมายกอ้างชื่อรัฐบาลในภายหลัง

คณะกรรมการพรีเมียร์ลีกชุดปัจจุบันไม่ซื้อข้ออ้างความสับสนนี้ พวกเขามองทะลุว่า ซิตี้แค่แต่งเรื่องย้อนหลังเพื่อปกปิดแผนการฟอกเงินส่วนตัวให้กลายเป็นรายได้สปอนเซอร์แบบเนียนๆ

ดังนั้นในชั้นอุทธรณ์ ซิตี้จึงต้องทำให้คณะกรรมการชุดใหม่เชื่อว่า หลักฐานที่พวกเขานำเสนอมีน้ำหนักมากพอที่จะหักล้างหลักฐานเก่าและเหตุผลของคณะกรรมการชุดแรก

8.
อีกแนวทางสำคัญคือ ซิตี้สามารถโจมตี วิธีที่คณะกรรมการชุดแรกตัดสินคดี

คณะกรรมการอุทธรณ์สามารถกลับไปตรวจสอบเอกสารที่มีอยู่ และตรวจว่าคณะกรรมการเดิมให้เหตุผลอย่างถูกต้องหรือไม่

หากมีข้อผิดพลาดด้านข้อเท็จจริง, ข้อผิดพลาดด้านกฎหมาย หรือการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ก็อาจมีเหตุให้กลับคำตัดสินทั้งหมด หรืออย่างน้อยบางส่วน

ซิตี้จึงใช้คำว่าไม่ปลอดภัยกับคำตัดสินเดิม และระบุชัดเจนว่าเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรงทั้งทางกฎหมาย หลักการ และข้อเท็จจริง

พูดง่ายๆ คือ ซิตี้ไม่ได้บอกแค่ว่าเราไม่เห็นด้วย แต่กำลังบอกว่าวิธีที่คุณตัดสินคดีนี้มีข้อผิดพลาด

หากทีมทนายของซิตี้ สามารถเจาะช่องโหว่และพิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดแรกทำคดีพลาดได้สำเร็จ นี่จะเป็นไพ่ตายสำคัญที่อาจนำไปสู่การล้มคำตัดสินทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็รอดพ้นจากข้อหาหนักๆ ไปได้

9.
คำว่า “sham” (นิติกรรมอำพราง) โผล่ในคำแถลงของพรีเมียร์ลีกหลายครั้ง และถูกใช้ในคำตัดสินของคณะกรรมการอิสระกับข้อตกลงสปอนเซอร์อาบูดาบีหลายรายการ รวมถึง Fordham Arrangement

ในทางกฎหมาย คำว่า sham ไม่ได้หมายถึงแค่ปลอมในภาษาทั่วไป แต่มีความหมายและองค์ประกอบเฉพาะ

ดังนั้นซิตี้สามารถโต้ได้ว่า การที่คณะกรรมการเรียกข้อตกลงเหล่านี้ว่า “sham” นั้น ต้องดูว่ามีองค์ประกอบทางกฎหมายครบหรือไม่ และเหตุผลที่นำไปสู่ข้อสรุปนั้นถูกต้องหรือไม่

10.
นอกจากเรื่องสปอนเซอร์เสื้อแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่เรียกว่า "Fordham Arrangement" ซึ่งเกี่ยวกับการจัดการลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์นักเตะ

สโมสรลงในบัญชีปี 2012-13 ว่าได้ขายลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ให้กับบริษัทภายนอกที่ชื่อ Fordham ทำให้สโมสรมีรายได้เพิ่มขึ้น 24.5 ล้านปอนด์ และยังลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้อีก 49.4 ล้านปอนด์ รวมแล้วช่วยแต่งตัวเลขในบัญชีให้ดูดีขึ้นถึง 73.9 ล้านปอนด์

คณะกรรมการสอบเส้นทางเงินแล้วพบว่า บริษัท Fordham แทบจะไม่มีความเป็นอิสระเลย แต่เป็นเพียงฉากหน้าหรืออารมณ์คล้ายๆ บริษัทนอมินี ที่รับเงินมาจากกระเป๋าของ ADUG (เจ้าของทีมซิตี้) อีกทอดหนึ่ง

คณะกรรมการมองว่านี่คือพฤติกรรมแบบชงเองกินเอง คือเจ้าของทีมตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า แล้วแกล้งทำเป็นซื้อลิขสิทธิ์จากสโมสรตัวเอง เพื่อเอาเงินส่วนตัวอัดฉีดเข้าไปแบบเนียนๆ และเสกให้มันกลายเป็นรายได้ที่ถูกต้อง

ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลหลักที่คณะกรรมการตราหน้าว่าดีลนี้คือนิติกรรมอำพราง (Sham)

11.
อีกหนึ่งจุดที่พิลึกพิลั่นที่สุด และอาจกลายเป็นช่องโหว่ชิ้นโตให้ แมนฯ ซิตี้ หยิบมาใช้โจมตีในชั้นอุทธรณ์ คือรายงานจาก เดอะ ไทมส์ ที่ระบุว่า ในคำตัดสินฉบับเต็มมีข้อความบางส่วนถูกเซ็นเซอร์ปิดทับไว้

ข้อความที่ถูกปิดทับนั้นมีใจความชวนงงว่า "ชีค มันซูร์ ไม่รู้เรื่อง" ว่าเงินส่วนตัวจำนวนมหาศาลถึง 854.5 ล้านปอนด์ ถูกโอนออกจากบัญชีของเขา และไหลผ่านเครือข่ายบริษัทสปอนเซอร์เพื่อส่งมายังสโมสร

นี่คือจุดที่ทีมกฎหมายของซิตี้ เตรียมขยี้ เพราะในการตัดสินคดีใหญ่ขนาดนี้ องค์ประกอบเรื่อง เจตนา (ใครรู้ ใครสั่ง และรู้เมื่อไหร่) เป็นเรื่องสำคัญมาก หากคณะกรรมการชุดแรกไม่สามารถอธิบายตรรกะตรงนี้ให้สมเหตุสมผลได้ หรือมีช่องโหว่ในการผูกเรื่องราว

น้ำหนักของข้อกล่าวหาที่ว่าสโมสร "จงใจ" ปกปิดเส้นทางการเงิน ก็อาจจะพังครืนลงมาได้เช่นกัน

12.
ไม้ตายสุดท้ายที่ แมนฯ ซิตี้ เตรียมนำมาใช้ คือการเล่นแง่ทางกฎหมายเรื่องขอบเขตอำนาจ

ซิตี้ ชี้ช่องโหว่ว่า แม้พรีเมียร์ลีกจะมีข้อบังคับให้สโมสรสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎของ UEFA แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรีเมียร์ลีกจะสามารถสวมรอยเป็นผู้บังคับใช้กฎหรือตั้งตัวเป็นศาลเพื่อพิจารณาโทษแทน UEFA ได้โดยตรง (พูดง่ายๆ คือ พรีเมียร์ลีกกำลังล้ำเส้นไปยุ่งกับกฎของคนอื่น)

หากซิตี้ ตบะแตกชนะในประเด็นนี้ได้ ข้อหาใดๆ ที่อ้างอิงจากกฎของ UEFA จะถูกปัดตกไปทันที

ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ทีมอย่าง เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล หรือ แอสตัน วิลล่า ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพรีเมียร์ลีกมีอำนาจนี้จริง ในอนาคตสโมสรเหล่านี้ก็อาจถูกพรีเมียร์ลีกไล่เช็คบิลย้อนหลังเรื่องการเงินของ UEFA ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามแม้ซิตี้จะหักล้างอำนาจของพรีเมียร์ลีกในส่วนของกฎ UEFA ได้สำเร็จ แต่มันก็เป็นเพียงการตัดปัญหาไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น

เพราะหัวใจสำคัญที่พรีเมียร์ลีกกัดไม่ปล่อยคือข้อหาการทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริงคณะกรรมการมองว่า ต่อให้ตัดสิทธิ์การตัดสินของ UEFA ทิ้งไป แต่พฤติกรรมการซ่อนรายจ่ายและปั่นรายได้มันเกิดขึ้นจริงในบัญชีของสโมสร ซึ่งหากนำตัวเลขที่แท้จริงกลับมาคำนวณใหม่ ยังไงเสีย แมนฯ ซิตี้ ก็หนีความผิดเรื่องการละเมิดกฎการเงินไม่พ้นอยู่ดี

13.
แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดีเพื่อร้องขอความเมตตาหรือต่อรองขอลดหย่อนโทษ แต่กำลังพุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตคำตัดสินเดิม โดยพยายามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดตั้งแต่การประเมินหลักฐาน การตีความข้อเท็จจริง ไปจนถึงการใช้กฎหมาย

หากทีมทนายทำสำเร็จและชี้ให้เห็นรอยรั่วของคำตัดสินเดิมได้ คดีนี้อาจพลิกล็อคล้มกระดานได้ทั้งหมดหรือบางส่วน

แต่ในทางกลับกัน หากคณะกรรมการอุทธรณ์ชุดใหม่ยังคงมองว่าหลักฐานและคำให้การของซิตี้ไม่มีความน่าเชื่อถือและข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของการฟอกเงิน บทลงโทษขั้นเด็ดขาดก็จะยังคงรออยู่

วัดกันด้วยคำถามเดียวว่า "คำตัดสินเดิมผิดพลาดจริงหรือไม่?" ไม่ใช่การมานั่งต่อรองปาหี่ว่า "ถ้าผิดจริง ลดโทษให้หน่อยได้ไหม?"

แมนฯ ซิตี้ มองว่าพวกเขาแพ้ไม่ได้ เพราะบทลงโทษนั้นมันมหาศาล

ส่วนเรื่องที่มีการพูดถึงว่าอาจมีเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งทางกฎหมายของคดี เพราะสิ่งที่พิสูจน์ได้ในชั้นอุทธรณ์ท้ายที่สุดก็ยังต้องกลับมาที่ หลักฐานและกฎหมาย

งานนี้ แตกเป็นแตก แบกเอาไว้ก็หนัก

สรุปจาก ดิ แอธเลติก ที่ชวนนักกฏหมายเข้ามาพูดคุย
ผิดพลาดอย่างไรอธิบายเพิ่มเติมได้ครับ

✍

ความมั่นใจ ความสามารถนั้นยังอยู่ครบ อย่างที่เห็นกับฟอร์มทีมชาติล่าสุดมันตอบคำถามได้กว้างๆ พอสมควรว่า โฟลเรียน เวียตซ์ ไม...
02/10/2026

ความมั่นใจ ความสามารถนั้นยังอยู่ครบ อย่างที่เห็นกับฟอร์มทีมชาติล่าสุด

มันตอบคำถามได้กว้างๆ พอสมควรว่า โฟลเรียน เวียตซ์ ไม่ได้เสียตัวตนเสียความมั่นใจอะไรไปเลยสักนิด

สิ่งที่เวียตซ์ ต้องการตอนนี้คือ บทบาทที่ชัดเจน พื้นที่ที่เหมาะกับตัวเอง

ตอนนี้กำลังค่อยๆ ปรับ

ร็อบโบ้ บอกว่า ฤดูกาลนี้ควรถูกนับเป็นฤดูกาลแรกของนักเตะใหม่ เพราะฤดูกาลแรกเข้ามาในทีมที่ไม่มีใครพร้อมจะช่วยให้ใครปรับตัวได้ง่าย ตรงกันข้าม ทั้งทีมกำลังอยู่ในช่วงที่หนักและดิ่งลงไปพร้อมกัน

ไหนๆ ก็ซื้อมาในราคาระดับนั้นแล้ว

ก็คงต้องรออีกสักหน่อย เพราะถ้าคิดขาย แล้วไปเฉิดฉายกับทีมอื่นผมคงนึกเสียดายแย่

แค่ต้องได้เวลามากพอที่จะเป็นเวียตซ์ ในแบบที่เหมาะกับลิเวอร์พูลที่สุด

1. ทำสัญญาอำพรางกับสปอนเซอร์- สโมสรมีรายได้จากสปอนเซอร์มากกว่าความเป็นจริง- สโมสรมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริงพูดง่าย ...
29/09/2026

1. ทำสัญญาอำพรางกับสปอนเซอร์

- สโมสรมีรายได้จากสปอนเซอร์มากกว่าความเป็นจริง
- สโมสรมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริง

พูดง่าย ๆ คือ ทำตัวเลขในบัญชีให้ดูสวย เพื่อให้ผ่านกฎการเงิน

2. เงินค่าสปอนเซอร์บางส่วนไม่ได้มาจากสปอนเซอร์จริง

บริษัทสปอนเซอร์บางราย จ่ายเงินเพียงบางส่วนของมูลค่าสัญญา

ส่วนที่เหลือถูกระบุว่า Abu Dhabi United Group (ADUG) ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสร เป็นฝ่ายออกเงินให้

ตัวอย่างเช่น สมมติสัญญาสปอนเซอร์มูลค่า 100 ล้านปอนด์ แต่บริษัทสปอนเซอร์จ่ายจริงแค่ 30 ล้านปอนด์ ส่วนอีก 70 ล้านปอนด์ มาจาก ADUG

ในบัญชีจึงถูกทำให้ดูเหมือนว่า แมนฯ ซิตี้ ได้รับรายได้จากสปอนเซอร์ 100 ล้านปอนด์

3. ใช้ข้อตกลงอื่นเพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความจริง

ไม่ได้แต่งแค่ฝั่งรายได้ แต่มีการจัดโครงสร้างข้อตกลงที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก ADUG เพื่อให้ซิตี้สามารถบันทึกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่าที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นมีการเล่นทั้งสองด้าน รายได้ และ ค่าใช้จ่าย

ผลคือบัญชีดูแข็งแรงกว่าความเป็นจริง

4. มีข้อตกลงหมุนเงินเกี่ยวกับสิทธิ์ภาพลักษณ์นักเตะ

ข้อตกลงที่เรียกว่า sham circular arrangement กับบริษัทชื่อ Fordham ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ภาพลักษณ์ของนักเตะ

และข้อตกลงดังกล่าวก็ได้รับเงินสนับสนุนจาก ADUG เช่นกัน

แก่นของเรื่องคือ มีการจัดโครงสร้างธุรกรรมหลายชั้นจนเงินและค่าใช้จ่ายในบัญชีไม่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

5. ตัวเลขที่ถูกปรับแต่งมีมูลค่ามากกว่า "900 ล้านปอนด์"

พรีเมียร์ลีกระบุว่า แผนการเหล่านี้ทำให้ซิตี้ สามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายที่แสดงในบัญชีได้รวมมากกว่า 900 ล้านปอนด์ ตลอดช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

6. ยื่นบัญชีที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

เมื่อโครงสร้างพวกนั้นถูกนำไปลงบัญชี ผลที่ตามมาคือ ซิตี้ถูกพบว่ายื่นบัญชีที่คลาดเคลื่อน/บิดเบือนข้อเท็จจริง

และทำให้ผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลฟุตบอล ไม่เห็นสถานะทางการเงินที่แท้จริงของสโมสร

7. ถ้ารายงานตัวเลขจริง ซิตี้จะละเมิดเพดานการใช้เงินอย่างมาก

หากข้อตกลงทั้งหมดถูกบันทึกในบัญชีอย่างถูกต้อง ซิตี้จะละเมิดทั้งกฎการใช้จ่ายของพรีเมียร์ลีกและกฎของ ยูฟ่า อย่างมีนัยสำคัญมาก

หรือพูดง่าย ๆ คือ

ตัวเลขที่ถูกนำเสนอทำให้ดูเหมือนผ่านกฎ แต่ถ้าใช้ตัวเลขตามความเป็นจริง ซิตี้จะเกินข้อจำกัดทางการเงินอย่างมาก

8. พยายามขัดขวางการสอบสวนของพรีเมียร์ลีก

ไม่ให้ความร่วมมือกับพรีเมียร์ลีก

จาก 4 ข้อกล่าวหาเรื่องนี้ คณะกรรมการพบว่า ผิด 3 ข้อ

และในแถลงการณ์พรีเมียร์ลีกใช้คำว่า

“made concerted efforts to stop and frustrate the PL investigation”

ความหมายประมาณว่า มีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะหยุดหรือทำให้การสอบสวนของพรีเมียร์ลีกติดขัด

ดังนั้นประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ให้ข้อมูลช้าธรรมดา แต่คณะกรรมการมองว่ามีการกระทำหลายครั้งที่เข้าข่ายขัดขวางกระบวนการสอบสวน

อันนี้คร่าวๆ จากแถลงการณ์พรีเมียร์ลีก

แมนฯ ซิตี้ เตรียมอุทธรณ์ โดยสโมสรอ้างว่ามีสิ่งที่มองว่าเป็นข้อผิดพลาดในด้านกฎหมาย หลักการ และข้อเท็จจริง ในคำตัดสิน

ความเห็นส่วนตัว คิดว่ารอดยาก

แมนฯ ซิตี้ ถูกตัดสินว่าผิดทุกข้อกล่าวหาจาก 115 ข้อกล่าวหา

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือสู้เป็นรายข้อกล่าวหาให้ได้เยอะที่สุด ให้เหลือน้อยที่สุด

หลังจากสู้จนหมดทุกอย่างแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องเจอกับเรื่องบทลงโทษ ซึ่งยังต้องรอประกาศจากพรีเมียร์ลีก อีกที

ทั้งนี้อาจมีการอุทธรณ์เรื่องบทลงโทษด้วย ขึ้นอยู่กับคำสั่งสุดท้ายและสิทธิภายใต้กฎพรีเมียร์ลีก

เกิดที่เขตเมอร์ซีย์ไซด์ทางเหนือแม้จะไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่ก็พอจะอธิบายกว้างๆ ได้ว่า เขาเกิดที่ลิเวอร์พูลครอบครัวย้ายขึ้นไ...
27/09/2026

เกิดที่เขตเมอร์ซีย์ไซด์ทางเหนือ

แม้จะไม่ใช่ใจกลางเมือง แต่ก็พอจะอธิบายกว้างๆ ได้ว่า เขาเกิดที่ลิเวอร์พูล

ครอบครัวย้ายขึ้นไปทางเหนือ และ จูเลียน วอร์ด เติบโตในแคว้นคัมเบรีย

ตอนอายุประมาณ 17-18 ปี ย้ายกลับมาเมอร์ซีย์ไซด์ เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ในสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา ควบคู่ไปกับการเตะฟุตบอลกึ่งอาชีพเพื่อหารายได้ส่งเสียตัวเองเรียน

การเข้าเรียนที่นี่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยมีความร่วมมือกับสโมสรพรีเมียร์ลีกในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินผลงานการแข่งขัน

เคยเล่นฟุตบอลกึ่งอาชีพในตำแหน่งกองกลางให้กับทีมชุดใหญ่ของ มอร์แคมบ์ ลีกระดับล่างของอังกฤษ จนถึงปี 2002

พูดง่ายๆ คือ ในขณะที่ยังเตะฟุตบอลอยู่ วอร์ดก็เริ่มได้เห็นอีกโลกหนึ่งของวงการฟุตบอลไปพร้อมกัน

ระหว่างปี 2001-2002 ได้รับการว่าจ้างจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (The FA) ให้ทำงานเป็นนักวิเคราะห์ผลงานให้ทีมชาติอังกฤษชุด U17, U19 และ U20

จากนั้นไม่นานในวัยเพียง 21–22 ปี ProZone บริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยีวิเคราะห์ฟุตบอลในเวลานั้นดึงตัวเขาไปร่วมงานในฐานะที่ปรึกษาด้านฟุตบอล โดยรับผิดชอบวิเคราะห์คู่แข่งและจัดทำข้อมูลให้กับสโมสร เปรสตัน นอร์ท เอนด์

จากนักเตะลีกล่าง เริ่มกลายเป็นคนที่นั่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์

และดูเหมือนว่า เส้นทางหลังจอนี่แหละ กำลังจะพาเจ้าตัวไปไกลกว่าที่ตัวเองเคยคิด

ช่วงปี 2005 วอร์ด ย้ายไปเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือ เพื่อศึกษาปริญญาเอก (PhD) ที่ มหาวิทยาลัยอัลสเตอร์ ในหัวข้อ “กลยุทธ์การจัดการพรสวรรค์ในฟุตบอลอาชีพ” หรือกลยุทธ์การจัดการพรสวรรค์ในฟุตบอลอาชีพ

ระหว่างเรียนปริญญาเอก ก็ยังเล่นฟุตบอลระดับสูงให้ ลาร์น ภายใต้การคุมทีมของ เคนนี ชีลส์ ระหว่างปี 2005-2007 ก่อนย้ายไป ลิสเบิร์น ดิสทิลเลอรี ในช่วงปี 2007-2008

ด้านหนึ่งคือการวิจัยในระดับปริญญาเอก อีกด้านหนึ่งคือฟุตบอลจริงๆ ในสนาม

สองโลกนี้ค่อยๆ หลอมรวมกันเป็นวิธีคิดของ วอร์ด ทำให้มองเห็นนักเตะได้รอบด้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องฝีเท้า แต่รวมถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่และปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการพัฒนาด้วย

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวอร์ด เกิดขึ้นในปี 2008 ตอนที่ คาร์ลอส เคยรอซ อดีตผู้ช่วยผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติโปรตุเกส

เคยรอซ ต้องการทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

เครือข่ายที่วอร์ดสร้างไว้ระหว่างทำงานกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษจึงช่วยให้ชื่อของเขาถูกแนะนำไปถึง เคยรอซ

โอกาสครั้งนี้ทำให้วอร์ด ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในไอร์แลนด์เหนือ และก้าวเข้าสู่งานเบื้องหลังเต็มตัวในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์และแมวมองเชิงเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส นี่คือก้าวแรกที่พาเขาสู่เวทีฟุตบอลระดับนานาชาติ

การทำงานที่ลิสบอน ทำให้วอร์ด ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะต้องร่วมงานกับนักเตะระดับโลกอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด, เดโก และริคาร์โด คาร์วัลโญ ทำให้ต้องเรียนภาษาโปรตุเกสอย่างจริงจังจนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว

ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ หน้าที่ของวอร์ด ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์จุดอ่อนคู่แข่ง ไปจนถึงนำข้อมูลและแท็กติกลงใน ไอพอดและไอโฟน เพื่อให้นักเตะแต่ละคนศึกษาเป็นการส่วนตัว

ช่วงเวลาในโปรตุเกส ไม่ได้แค่ยกระดับทักษะการทำงานของวอร์ด แต่ยังทำให้เขาสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารและเอเยนต์ในวงการฟุตบอลแดนฝอยทอง

มันมีภาษา
มีวัฒนธรรม
มีความสัมพันธ์
มีการเจรจา
และมีความเข้าใจคน

วอร์ด ได้ทั้งหมดนั้นจากโปรตุเกส

หลังจบฟุตบอลโลก 2010 วอร์ด ย้ายกลับอังกฤษและเข้าร่วมงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในตำแหน่งนักยุทธศาสตร์ด้านการแมวมองทวีปอเมริกาใต้

การได้ทำงานกับสโมสรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและทุ่มงบมหาศาลเพื่อไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งลงเอยด้วยแชมป์ในฤดูกาล 2011-2012 ทำให้วอร์ด ได้เรียนรู้การบริหารงานในระดับสโมสรยักษ์ใหญ่

ตั้งแต่การสร้างเครือข่ายแมวมองนอกยุโรป ไปจนถึงการค้นหานักเตะระดับแนวหน้าในตลาดอเมริกาใต้

ปี 2012 ย้ายมาร่วมงานกับลิเวอร์พูล หน้าที่หลักคือโฟกัสตลาดยุโรปใต้ (สเปนและโปรตุเกส) สร้างเครือข่ายแมวมอง

ปี 2015 ลิเวอร์พูลเริ่มมองเห็นช่องว่างระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ วอร์ดได้รับมอบหมายให้สร้างระบบใหม่ พร้อมรับตำแหน่งผู้จัดการเส้นทางการยืมตัวและความร่วมมือด้านฟุตบอล

งานหลักคือไม่ใช่แค่หาสโมสรให้เด็กไปเล่นแล้วจบ แต่เป็นการสร้างระบบติดตามนักเตะอย่างใกล้ชิด สร้างเครือข่ายกับสโมสรที่มีแนวทางการเล่นใกล้เคียงกับลิเวอร์พูล และใช้ข้อมูลสถิติเพื่อติดตามพัฒนาการของนักเตะแต่ละคน

เป้าหมายคือทำให้การยืมตัวกลายเป็นขั้นบันได จากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่การส่งนักเตะออกไปหาประสบการณ์

อย่าส่งนักเตะไปยืมตัวเพียงเพราะต้องหาที่ลง ต้องหาที่ที่เหมาะกับนักเตะคนนั้นจริงๆ

การปล่อยยืมทำให้นักเตะได้ลงเล่นจริง พัฒนาฝีเท้า และเพิ่มมูลค่าก่อนถูกขายออกไป ตัวอย่างชัดเจนคือ ริอาน บรูว์สเตอร์ ที่ยิง 11 ประตูจาก 22 นัดระหว่างยืมตัวกับสวอนซี ซิตี้ ก่อนย้ายไปเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในปี 2020 ด้วยค่าตัวสูงถึง 23.5 ล้านปอนด์

ยังมี แฮร์รี วิลสัน ที่ผ่านการยืมตัวหลายครั้ง ก่อนย้ายถาวรไปฟูแล่มด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ , ไรอัน เคนต์ ที่ย้ายไป เรนเจอร์ส ด้วยค่าตัวสูงสุด 7.5 ล้านปอนด์ และ มาร์โก กรูยิช ที่กลับไปปอร์โตแบบถาวรด้วยค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์

การยืมตัวไม่ได้เป็นเพียงการหาที่ลงให้ดาวรุ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วย เปลี่ยนทรัพยากรจากอะคาเดมีให้กลายเป็นมูลค่าทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้สโมสรนำเงินกลับไปลงทุนกับทีมชุดใหญ่ต่อได้

จากนั้นเป็นต้นมาลิเวอร์พูล ขายดาวรุ่งได้กำไรงามหลายคน ที่สำคัญคือมันเป็นกำไรล้วนๆ FSG เลิฟมากๆ

ส่วนหนึ่งก็ต้องชมโครงสร้างที่ วอร์ด วางไว้ให้

จูเลียน วอร์ด ทำงานเชื่อมโยงกับทั้ง เดวิด วูดไฟน์ ที่มีประสบการณ์ด้านการจัดซื้อผู้เล่นและฐานข้อมูล, แบร์รี ฮันเตอร์ หัวหน้าแมวมองคนสำคัญของสโมสร และ เปโดร มาร์เกส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของ FSG ซึ่งเคยทำงานที่เบนฟิกาและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาดีล ดาร์วิน นูนเญซ

แม้ภายหลังจะมีรายงานเรื่องความเห็นต่างเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ แต่ในระดับส่วนตัว เยอร์เก้น คล็อปป์ ชื่นชม จูเลียน วอร์ด ตั้งแต่แรก เพราะวอร์ด เป็นคนที่รู้จักระบบของสโมสรและเข้าใจบริบทของทีมมาตั้งแต่ช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม

จุดแข็งของวอร์ด คือการเชื่อมคน เชื่อมข้อมูล และเชื่อมระบบเข้าหากัน มากกว่าการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การกลับมาของเขาสามารถต่อระบบเดิมของลิเวอร์พูลได้แทบจะทันที

และเมื่อขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาในปี 2022 เขาก็ต้องเปลี่ยนจากคนสร้างระบบ มาเป็นคนที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง

ด้วยความที่พูดภาษาโปรตุเกสได้คล่องและมีเครือข่ายในโปรตุเกสแน่น ทำให้การปาดหน้าสเปอร์สในดีลของ หลุยส์ ดิอาซ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในรายของ ดาร์วิน นูนเญซ ก็เป็น วอร์ด ที่บินไปโปรตุเกสเพื่อเจรจากับผู้บริหารเบนฟิกาโดยตรง พร้อมช่วยวางโครงสร้างค่าตัวและโบนัส จนลิเวอร์พูลปิดดีลสถิติสโมสรสำเร็จ

จากนั้นยังมีการเดินทางไปเจรจาต่อสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ถึงประเทศกรีซ ในช่วงพักร้อนของนักเตะ

มีดีล โคดี้ กั๊กโป ที่ลิเวอร์พูลขยับอย่างรวดเร็วจนปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

มีการวางรายละเอียดดีลของ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เอาไว้เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสะดุด

และก็มี อาร์ตูร์ เมโล ดีลที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของตลาด หลังปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้แดนกลางของทีมขาดแคลนอย่างหนัก

มันเป็นด้านที่แตกต่างของ วอร์ด คนเดียวกันที่เคยนั่งคิดว่าจะส่งเด็กคนหนึ่งไปยืมตัวที่ไหนดี วันหนึ่งต้องมานั่งโต๊ะเจรจาดีลนักเตะราคาเป็นสิบๆ ล้านปอนด์

หลังลาออกจากลิเวอร์พูลในปี 2023 ชื่อของ วอร์ด ตกเป็นเป้าหมายของหลายสโมสร อาแจ็กซ์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ก็เลือกที่จะปฏิเสธทั้งหมด

คำถามสำคัญที่ว่าทำไม ลิเวอร์พูลถึงเลือกผู้ชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง?

เพราะ จูเลียน วอร์ด ไม่ได้เป็นแค่คนที่เคยนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการกีฬา

แต่เป็นคนที่ใช้เวลามากกว่าทศวรรษเดินอยู่ในระบบของลิเวอร์พูล ตั้งแต่แมวมองยุโรป คนสร้างระบบยืมตัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการกีฬา จนขึ้นมานั่งเก้าอี้ใหญ่ ก่อนจะออกไป แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งในฐานะคนของ FSG

และตอนนี้กลับมาเป็นคนคุมฝ่ายฟุตบอลของลิเวอร์พูลในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญอีกครั้ง

ไมค์ กอร์ดอน ระบุว่าความรู้และประสบการณ์ของ จูเลยีน วอร์ด จะช่วยยกระดับฝ่ายฟุตบอล และจะช่วยสนับสนุน อันโดนี่ อิราโอล่า รวมถึงอธิบายการแต่งตั้งครั้งนี้ว่าเป็นความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานกับสโมสร

ส่วน วอร์ด เองก็พูดถึงเรื่องเดียวกัน

ความตื่นเต้น

ความไว้วางใจ

และประสบการณ์มากกว่าหนึ่งทศวรรษกับลิเวอร์พูล

จูเลียน วอร์ด อาจไม่ใช่คนที่แฟนบอลเห็นบนหน้าหนึ่งบ่อยที่สุด แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา งานของเขาแทบไม่เคยอยู่บนหน้าฉากอยู่แล้ว

มันอยู่ในระบบ อยู่ในเครือข่าย อยู่บนโต๊ะเจรจาและอยู่ในคนที่เขาช่วยผลักให้เดินไปข้างหน้า

ครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างสะพานให้นักเตะดาวรุ่งเดินจากอะคาเดมีไปสู่ทีมชุดใหญ่ วันนี้ดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูล กำลังเรียกคนสร้างสะพานคนนั้นกลับมา

เพื่อสร้างสะพานให้กับสโมสรทั้งสโมสรอีกครั้ง

✍

เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้สร้างทีมที่แพ้ให้กับมาตรฐานปกติเขาสร้างทีมที่ทำคะแนนระดับประวัติศาสตร์ แล้วดันไปเจอทีมที่ทำคะแนน...
26/09/2026

เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้สร้างทีมที่แพ้ให้กับมาตรฐานปกติ
เขาสร้างทีมที่ทำคะแนนระดับประวัติศาสตร์ แล้วดันไปเจอทีมที่ทำคะแนนสูงกว่าอีกที

จำนวนแชมป์อย่างเดียวอาจเล่าเรื่องไม่ครบ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาบังคับให้ทีมตรงข้ามต้องสร้างมาตรฐานที่แทบไม่เคยมีมาก่อน เพื่อเอาชนะ แม้เพียง 1 แต้ม

97 ไม่พอ

92 ไม่พอ

ต้อง 99 ถึงจะได้แชมป์

เพราะแบบนั้น ผมโคตรไม่ชอบเวลาที่ความยิ่งใหญ่ของคล็อปป์ ถูกวัดกันด้วยจำนวนถ้วยอย่างเดียว

เยอร์เก้น คล็อปป์ มักถูกเปรียบเทียบด้วยคำว่า “ได้พรีเมียร์ลีกแค่ครั้งเดียว”

มันเป็นคำอธิบายที่สั้นเกินไป สำหรับผู้จัดการทีมที่สร้างทีมพังๆ จนไปถึง 97 คะแนน แล้วพบว่า 98 ยังมีอยู่จริง

ทำ 92 คะแนน ก็ยังมี 93 รออยู่

เหมือนจังหวะเวลาเล่นตลก ประเคนคู่แข่งให้คล็อปป์ โดยเฉพาะ
สร้างทีมที่ดีมากๆ ได้แล้ว แต่ก็ยังเจอทีมที่ดีกว่าอยู่ดี

ไม่ได้เจอมาตรฐานเดิมๆ
เจอมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอาชนะเขาโดยเฉพาะ

✍

▪️ เบื้องหลังฤดูกาลอันหนักหน่วงของลิเวอร์พูล ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องแท็กติกหรือฟอร์มการเล่น แต่คือบาดแผลทางจิตใจแสนสาหัส...
23/09/2026

▪️ เบื้องหลังฤดูกาลอันหนักหน่วงของลิเวอร์พูล ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องแท็กติกหรือฟอร์มการเล่น แต่คือบาดแผลทางจิตใจแสนสาหัสจากการสูญเสียเพื่อนรักอย่าง ดีโอโก้ โชต้า
▪️ ความกดดันที่นักเตะใหม่ต้องแบกรับ
▪️ ซูฮกวิธีการเยียวยาจิตใจลูกทีมของ อาร์เน่อ สล้อธ
▪️ เบื้องหลังการให้สัมภาษณ์ไฟลุกของ โม ซาลาห์
▪️ สปีชปลุกใจของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในค่ำคืนปาฏิหาริย์เหนือ บาร์เซโลน่า
▪️ พูดถึง โฟลเรียน เวียตซ์
▪️ และอื่นๆ

(Gary Neville): คุณมีโอกาสได้ลงเล่นร่วมกับ มิลอส เคอร์เคซ เมื่อปีที่แล้ว คุณแนะนำเขาอย่างไรหรือช่วยเขาอย่างไร หากเขาต้องการประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล

(Robertson): "ผมพยายามเต็มที่แล้วฮะ อย่างเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าผมค่อนข้างโชคดีนะที่ยังได้อยู่กับทีมต่อ และผมพยายามประคับประคองและช่วยสอนเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะมันเป็นการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่มากๆ"

"เราทุกคนรู้ข้อนี้ดี จากการเล่นให้สโมสรอย่างบอร์นมัธ หรือฮัลล์ หรือทีมอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ได้จะดิสเครดิตสโมสรเหล่านั้นนะ แต่การย้ายมาลงเล่นให้กับหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่และกดดันที่สุดในโลก มันเป็นเรื่องที่โคตรจะยากเลย"

"และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเห็นใจและสงสารเขา รวมไปถึงพวกนักเตะใหม่ทุกคนที่ย้ายเข้ามาเมื่อฤดูกาลที่แล้วมากๆ ก็คือ มันเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากสาหัสเอาการเลย"

"พวกเขาย้ายเข้ามาในช่วงเวลาที่เราเพิ่งจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ และหลังจากนั้นมาตรฐานของพวกเราก็ดร็อปลงไปดื้อๆ และเราทุกคนก็ฟอร์มตกกันถ้วนหน้า แต่มันกลับกลายเป็นว่า เพราะสโมสรทุ่มเงินไปค่อนข้างเยอะกับพวกเขา พวกนักเตะใหม่เลยกลายเป็นแพะรับบาปและโดนเพ่งเล็งโจมตีมากกว่าใครเพื่อน"

"ผมคิดว่าในบางครั้งเขาก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นะ และคุณก็รู้มันยากนะ เพราะผมเองก็เคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ที่ฮัลล์มาแล้ว คือที่นั่น เราไม่ค่อยจะได้ครองบอลบุกบ่อยนักหรอก เกมๆ นึงอาจจะได้เติมเกมบุกขึ้นไปเต็มที่ก็แค่ 3-4 ครั้งเท่านั้น ในขณะที่เมื่อคุณย้ายมาใส่เสื้อลิเวอร์พูล คุณต้องเติมเกมบุกขึ้น-ลง 10 ถึง 12 ครั้งต่อเกม!"

"ดังนั้นการตัดสินใจในเสี้ยววินาที จังหวะการเปิดบอลของคุณ และทุกสิ่งทุกอย่างมันจะกลายเป็นเรื่องที่บีบคั้นมาก เพราะมิลอสเขาเป็นกองหลังสไตล์กัดไม่ปล่อย ดวลตัวต่อตัวเก่งมาก บอกเลยว่าไม่มีปีกคนไหนอยากเผชิญหน้ากับเขาหรอก"

"เขาเป็นกองหลังที่เหลือเชื่อจริงๆ นะ เขากล้าเผชิญหน้า มีความก้าวร้าวเวลาเล่น และดุดันสุดๆ ผมมักจะคอยเตือนสติเขาอยู่เสมอว่า 'ใจเย็นไอ้น้อง ตอนที่เราได้ครองบอลขึงเกมบุก 60-70% น่ะ แค่ช้าลงหน่อย'"

"ผมรู้สึกว่าเขาเริ่มจะซึมซับและทำแบบนั้นได้เนียนตาขึ้นจริงๆ นะในฤดูกาลที่แล้ว เขาเริ่มต้นได้ดีอีกครั้งในฤดูกาลนี้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าผู้จัดการทีมคนใหม่ (อิราโอล่า) ย้ายเข้ามาคุมทีมอีกแล้ว ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ เขาเคยร่วมงานกับโค้ชคนนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ทุกคนในทีมต้องเริ่มพยายามปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่อีกครั้ง"

"ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นฟูลแบ็คชั้นยอดของลิเวอร์พูลได้แน่ๆ ผมไม่เคยสงสัยในศักยภาพของเขาเลย เพราะเขามีแพสชั่นและทัศนคติที่ถูกต้อง และผมคิดว่าแฟนๆ ลิเวอร์พูลจะสามารถเห็นดีเห็นงามและชื่นชอบในความขยันทุ่มเทของเขา"

"แฟนบอลพร้อมจะซัพพอร์ตนักเตะสไตล์นี้อยู่แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ผมรู้สึกอุ่นใจว่า 'รู้อะไรไหม ไอ้หมอนี่มันจะเอาตัวรอดได้ มันจะทำผลงานได้สบายๆ'"

"ส่วนเรื่องนอกสนามผมมักจะสอนรุ่นน้องหรือเด็กใหม่ทุกคนเสมอว่า 'อย่าไปหลงระเริงหรือติดกับดักพวกนั้นนะ' เพราะเวลาที่คุณสวมเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล หรือทีมใหญ่ๆ มันจะมีเสียงนกเสียงกา เสียงวิจารณ์รอบข้างดังโวยวายเต็มไปหมด"

"โซเชียลมีเดียเอย อะไรเอย และบางครั้งเวลามีนักเตะใหม่เพิ่งย้ายเข้ามา พวกเขาก็มักจะอยากรู้อยากเห็น อยากไปนั่งอ่านทุกคอมเมนต์ ทุกข่าวที่เขียนถึงพวกเขา และผมแค่รู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันไม่ได้มีประโยชน์หรือส่งผลดีอะไรต่อพวกเขาเลยแม้แต่น้อย"

"ผมไม่ได้เจาะจงเฉพาะตัวเขานะ ผมพูดรวมๆ ผมแค่มักจะบอกน้องๆ ว่า 'ฟังนะ แค่โฟกัส... พวกพี่จะคอยซัพพอร์ตนายเอง พยายามใช้ชีวิตอยู่แค่ในโลกฟองสบู่ของทีมเราก็พอ'"

"และคุณรู้ไหม พอทำแบบนั้นไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะเก่งและแกร่งขึ้นเอง และผมคิดว่าเราได้เห็นพัฒนาการนั้นจากตัวเขาแล้ว รวมไปถึงโฟลเรียน และทุกคนด้วย"

"ลองดู อีซัค ในฤดูกาลนี้สิ เขาออกสตาร์ทได้ร้อนแรงสุดๆ ไปเลย ดังนั้นเด็กพวกนี้จะเติบโต พวกเขาทุกคนจะประสบความสำเร็จและมีช่วงเวลาที่ดีที่ลิเวอร์พูลแน่ๆ ผมไม่สงสัยเลยซักนิด"

(Carragher): ก่อนหน้านี้เราคุยกันว่า บางคนอาจมองว่าทีมมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อลุ้นแชมป์มากเกินไป มีทั้งนักเตะใหม่เข้ามาและคนเก่าออกไปเยอะมาก

แต่สิ่งที่คนภายนอกมักหลงลืมไปสนิท คือเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับพวกคุณ นั่นคือการจากไปของ ดีโอโก้ โชต้า

ผมรู้ดีว่าคุณกับเขาสนิทกันแค่ไหน สำหรับคนนอกอย่างพวกเรา ทำได้แค่วิจารณ์และเดาเอาว่ามันคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากแสนสาหัส ผมเลยอยากรู้ว่า บรรยากาศจริงๆ ในห้องแต่งตัวตอนนั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง?

(Robertson): "มันยากมาก ที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด หรือแม้แต่จะให้ย้อนกลับไปนึกถึง เพราะสิ่งที่เราต้องเผชิญตอนนั้นมันคือความเลวร้ายและหดหู่ที่สุดแล้ว"

"พอพูดถึงนักเตะใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา ผมรู้สึกเห็นใจและสงสารพวกเขาจับใจเลยนะ พวกเขาแบกความคาดหวังและค่าตัวมหาศาลเพื่อมาร่วมทีม แต่กลับต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จิตใจของทุกคนกำลังแตกสลาย กว่าพวกเขาจะปรับตัวเข้ากับทีมได้ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน เพราะตอนนั้นพูดตามตรงว่า เราไม่มีกะจิตกะใจจะแคร์เรื่องฟุตบอลเลยแม้แต่นิดเดียว"

"นั่นคือความจริงที่โหดร้ายอ่ะนะ เราไม่สนเรื่องฟุตบอลเลย เพราะเพิ่งสูญเสียเพื่อนที่สนิทที่สุดในห้องแต่งตัวไปแบบไม่มีวันกลับ"

"เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา เมื่อคุณสูญเสียจุดสมดุลหรือจุดพีกในใจไปเพราะความเศร้า คุณก็ไม่มีทางโชว์ฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาได้เลย ผมยอมรับว่าฤดูกาลที่แล้วเราสูญเสียจิตวิญญาณและความกระหายในการแข่งขันไปพอสมควร"

"บางครั้งเราถึงกับแอบตั้งคำถามในใจว่า 'เราจะเตะบอลบ้าๆ นี่ไปเพื่ออะไร? ประเด็นมันอยู่ตรงไหน?' เมื่อหันไปมองสิ่งที่ครอบครัวและลูกๆ ตัวเล็กๆ ของโชต้าต้องเผชิญ พวกเราทุกคนจมดิ่งอยู่กับความเศร้า เพราะสำหรับเรา เขาไม่ใช่แค่นักฟุตบอลคนหนึ่ง"

"เขาคือเพื่อนร่วมทีม เพื่อนสนิท และเป็นเหมือนครอบครัว ดังนั้นสำหรับนักเตะหน้าใหม่ มันจึงเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างไม่อาจหาคำบรรยายได้เลย"

"เชื่อไหมว่า แค่หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่เขาจะจากไป ผมเพิ่งไปร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานของเขามาหมาดๆ การต้องเปลี่ยนความรู้สึกจากการได้เห็นเขามีความสุขที่สุดในชีวิตในวันแต่งงาน แล้วสัปดาห์ต่อมากลับต้องมาทนเห็นครอบครัวของเขาหัวใจสลายแบบต่อหน้าต่อตา มันคือห้วงเวลาที่มืดมนและยากลำบากที่สุดเท่าที่คุณจะเคยพบเจอมาในชีวิตเลย"

(Jill Scott): แล้วตอนนั้นคุณมีพื้นที่ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมทีมได้โศกเศร้า หรือร้องไห้ระบายออกมาบ้างไหม? หรือต้องพยายามฝืนบอกตัวเองว่า 'ฉันต้องกลับไปทำหน้าที่นักเตะอาชีพ เพราะมีความกดดันเรื่องผลงานรออยู่' ลึกๆ แล้วพวกคุณสามารถจับเข่าเปิดอกคุยกันได้ทุกเรื่องเลยหรือเปล่า?

(Robertson): "เราไม่ได้ฝืนเลย พวกเราจับกลุ่มกอดคอคุยกันเยอะมาก เรื่องนี้ต้องให้เครดิต อาร์เน่อ ผู้จัดการทีมของเราเลย เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและเข้าใจสถานการณ์นี้ดีสุดๆ"

"โปรแกรมปรีซีซั่นของเราแทบจะถูกยกเลิกไปเลย อาร์เน่อประกาศชัดเจนเพื่อเห็นแก่สภาพจิตใจของพวกเราว่า 'ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ไหว ไม่อยากลงซ้อม ก็ไม่ต้องซ้อม กลับไปพักได้เลย' ถ้าวันไหนเขาเห็นว่าใครกำลังดิ่งหรือแบกรับความเศร้าไม่ไหว เขาก็จะให้พัก นี่คือแนวทางของเขาตลอดช่วงปรีซีซั่น"

"นอกจากนี้ ทางสโมสรยังมีนักจิตวิทยาประจำทีมที่ชื่อ 'ลี' เข้ามาช่วยตั้งกลุ่มเล็กๆ ให้พวกเรา บรรยากาศมันเป็นกันเองมาก ประมาณว่า 'ถ้าอยากไปนั่งจิบกาแฟเงียบๆ แล้วเปิดใจระบายความรู้สึก ก็มาได้เลย' เราจัดเซสชั่นบำบัดจิตใจแบบนี้กันบ่อย และมันก็ช่วยเยียวยาพวกเราได้เยอะจริงๆ"

"มันเป็นช่วงเวลาที่สาหัสเกินทน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อดสงสารภรรยาและลูกๆ ของเขาอย่างจับใจไม่ได้ โลกทั้งใบของพวกเขาพังทลายลงมา"

"พวกเราอาจจะใจสลายและเศร้าหมอง แต่สำหรับครอบครัวของเขา ทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้นมามันคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แม้กระทั่งในตอนนี้ก็ตาม"

"พวกเราพยายามประคับประคองและก้าวผ่านมันไปด้วยกัน เราย้ำเตือนกันเสมอว่าจะไม่มีวันลืมเขา และจะจดจำเขาไว้ตลอดไป แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อใช่มั้ย"

"สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาเล่นฟุตบอล เราไม่มีทางเลือกอื่น พวกเราแค่พยายามงัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาเท่าที่สภาพจิตใจจะอำนวย และนั่นแหละคือเหตุผลหลักว่าทำไมผลงานของเราในฤดูกาลที่แล้วถึงลุ่มๆ ดอนๆ และยากลำบากเหลือเกิน"

(Gary Neville): แอนดี้ พอได้ฟังคุณเปิดใจเล่าแบบนี้แล้ว ผมรู้สึกเลยว่าที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักจะวิจารณ์กันแค่ผิวเผิน และเอาแต่เดากันไปเองว่าทำไมจู่ๆ ลิเวอร์พูลถึงฟอร์มตกไปดื้อๆ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เชื่อไหมว่า ผมไม่เคยเห็นนักเตะลิเวอร์พูลชุดนั้นคนไหน ออกมาพูดเปิดอกถึงผลกระทบที่แท้จริง ต่อสภาพจิตใจของพวกคุณแบบนี้เลย

การที่คุณยอมรับตรงๆ ว่าตอนนั้น 'ไม่อยากแม้แต่จะเล่นฟุตบอล' หรือถึงขั้นต้องยกเลิกการซ้อมไปดื้อๆ ในบางวัน มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันหนักหนาสาหัสแค่ไหน

อย่างที่เรารู้กัน ฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลโดนทั้งสื่อและแฟนบอลวิจารณ์อย่างหนักเรื่องฟอร์มการเล่น จนท้ายที่สุดผู้จัดการทีมอย่าง อาร์เน่อ สล้อธ ก็ต้องโบกมือลาตำแหน่งไป

ผมเลยอยากถามว่า คุณคิดว่าบาดแผลในใจและความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ ควรจะถูกนำมาเป็นปัจจัยสำคัญ ในการประเมินผลงานของผู้จัดการทีมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ไหม? เพราะถ้ามองย้อนไปปีก่อนหน้านั้น เขายังพาทีมทำผลงานได้ในระดับมาสเตอร์พีซอยู่เลย

เมื่อลองนึกถึงความบอบช้ำที่ทุกคนต้องเผชิญ คุณคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ทั้งการสูญเสียเพื่อนร่วมทีม อาการช็อก และบาดแผลทางใจที่พวกคุณต้องแบกรับ โดยเฉพาะในช่วงท้ายฤดูกาล ควรจะเป็นสิ่งที่บอร์ดบริหารหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อตัดสินอนาคตของเขาไหม?

เรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ ควรจะถูกนำมาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเพื่อเซฟเก้าอี้ให้ อาร์เน่อ สล้อธ ได้อยู่คุมทีมต่อไปหรือเปล่า?

(Robertson): "เป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะสุดท้ายแล้ว โลกของฟุตบอลมันถูกขับเคลื่อนและตัดสินกันด้วยผลการแข่งขันล้วนๆ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่สามารถทำผลงานออกมาได้ดีพอ นั่นแหละ มันคือสัจธรรมและข้อเท็จจริงอันโหดร้ายที่เราทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับมัน"

(Gary Neville): สิ่งที่พวกคุณเจอมันคือเรื่องที่หนักหนาสาหัสมากๆ เลยนะ มันเป็นสถานการณ์วิกฤตที่เลวร้ายขั้นสุดโต่งเลยนะเว้ย

(Robertson): "คุณลองนึกภาพย้อนกลับไปช่วงซัมเมอร์ก่อนที่เรื่องเศร้าจะเกิดขึ้นสิ ตอนนั้นเราเพิ่งจะมีขบวนแห่ฉลองแชมป์ลีกที่ยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรลิเวอร์พูล เราทุกคนยืนยิ้มกว้างอยู่บนรถบัสเปิดประทุน เคลื่อนผ่านใจกลางเมืองท่ามกลางแฟนบอลสีแดงนับล้านคนที่ออกมาร่วมฉลอง วันรุ่งขึ้น พวกเราจับมือ กอดคอลากันอย่างมีความสุขเพื่อแยกย้ายไปพักร้อน"

"แต่เชื่อไหมว่า ครั้งต่อไปที่ผมได้เจอเพื่อนร่วมทีมแบบพร้อมหน้าพร้อมตาคือการมาเจอกันที่สนามบินเพื่อบินไปร่วมงานศพของเขาที่โปรตุเกส นั่นคือภาพจำต่อมาที่ผมได้เห็นหน้าเพื่อนๆ"

"การที่ความรู้สึกของเราถูกกระชากลงมาจากจุดสูงสุด จากการยืนชูถ้วยแชมป์บนรถแห่ท่ามกลางรอยยิ้มของคนนับแสน ดิ่งลงเหวมาสู่การต้องเห็นทีมงานและเพื่อนนักเตะทุกคนในสภาพที่จิตใจแตกสลายและร้องไห้ระงม มันไม่ใช่เรื่องปกติเลย มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะต้องเผชิญเลย"

"เพราะงั้น ถ้าถามว่าเรื่องนี้ควรถูกนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินผลงานไหม? บางทีก็อาจจะควรนะ แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ พอกลับมาเตะฤดูกาลใหม่ เรารู้ดีว่าต้องยกระดับฟอร์มและกลับมาเก็บชัยชนะให้ได้ ผมเข้าใจดีว่าทำไมแฟนๆ ถึงผิดหวังและหัวเสียกับฟอร์มที่ย่ำแย่ของเรา ผมเข้าใจความโกรธแค้นนั้นได้"

"แต่สิ่งที่ผมอยากจะย้ำให้ทุกคนฟังก็คือ ในช่วงเวลาเริ่มต้นที่มืดมนแบบนั้น บอส (อาร์เน่อ) โคตรจะสุดยอดเลย"

"เขาดีกับพวกเรามากๆ และช่วยเยียวยาจิตใจพวกเราได้มหาศาล เขาเข้าใจสถานการณ์และรับมือกับช่วงปรีซีซั่นได้ดีสุดๆ เขาไม่เคี่ยวเข็ญหรือกดดันพวกเราจนเกินไป ไม่พยายามสร้างความตึงเครียดหรือการแข่งขันแย่งตำแหน่งใดๆ ในตอนนั้น เพราะเขาแค่อยากจะเซฟความรู้สึกของทุกคน เผื่อว่าวันไหนใครกำลังดิ่งหรือสภาพจิตใจยังไม่พร้อม"

"หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาอย่างช้าๆ จนสามารถกลับมาเก็บชัยชนะได้รวดเดียวใน 5 เกมแรก ตอนนั้นทุกคนเริ่มฝันหวานและคิดว่าลิเวอร์พูลคงจะกลับมาผงาดลุ้นแชมป์ลีกได้อีกครั้ง"

"เราชนะ 5 นัดรวด ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอย แต่ความจริงก็คือ เราทำได้แค่เอาพลาสเตอร์แผ่นเล็กๆ ไปแปะปิดทับรอยแผลเป็นขนาดใหญ่เอาไว้แค่นั้นแหละ และพอกลับมาจากช่วงพักเบรกทีมชาติ รอยแผลที่ว่านั้นมันก็ปริแตกและพังทลายลงมาอีกครั้ง"

(Gary Neville): แต่ท้ายที่สุดแล้วนะ ผมจำได้ดีเลยว่าพวกเราทุกคน ต่างก็พากันวิจารณ์ว่า 'โอ้ ลิเวอร์พูลชุดนี้ดูเหมือนจะสูญเสียความเฉียบคมไปแล้วนะ พวกเขาดูช้าลงและสูญเสียสปีดไปดื้อๆ'

แต่พอมาถึงตอนนี้ สิ่งเหล่านั้นมันอาจจะเป็นผลพวงมาจากช่วงปรีซีซั่นที่ไม่ปกติ และพูดกันอย่างแฟร์ๆ เลยก็คือ มันเป็นผลลัพธ์จากสภาพจิตใจของนักเตะที่แทบจะไม่อยากเล่นฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว

พอผมมองย้อนกลับไปในตอนนี้ เอาจริงๆ มันอธิบายเหตุผลได้ทุกอย่างเลยนะ ตอนนั้นพวกเราอาจจะคิดกันไปว่า 'โอเค การปลด อาร์เน่อ สล้อธ คงเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว' แต่พอมานึกทบทวนถึงสิ่งที่พวกคุณต้องเผชิญ และวิธีการซ้อมของพวกคุณ

ปกติแล้วพวกคุณคือนักเตะที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยมาตรฐานของแชมเปี้ยน เรารู้ดีว่าพวกคุณซ้อมกันหนักและมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก

ดังนั้น พอมาตรฐานมันดร็อปลง ประกอบกับมีเรื่องเศร้าแบบนั้นเกิดขึ้น พอมานั่งคิดดูตอนนี้ บางทีเหตุผลมันอาจจะชัดเจนและจ้องหน้าพวกเราอยู่แท้ๆ แต่คนนอกอย่างพวกเรากลับมองไม่เห็นมันลึกซึ้งเท่ากับสิ่งที่คุณเพิ่งเปิดใจเล่าออกมาเลย

(Robertson): "และนั่นแหละคือเหตุผลที่ผมรู้สึกเห็นใจพวกนักเตะใหม่จับใจเลย ถ้ามองในมุมของฟุตบอลนะ เพราะพวกเขาต้องย้ายเข้ามาอยู่ในทีมที่แบบว่า พวกเราเคยเป็นยอดทีมที่ทำผลงานได้สุดยอดมาตลอดหลายปี แต่จู่ๆ เรากลับไม่สามารถรักษามาตรฐานนั้นไว้ได้อีกแล้ว เพราะโศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น"

"หลังจากนั้น เด็กใหม่พวกนี้ก็เริ่มโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงสารพัด นั่นคือเหตุผลที่ผมยังเชื่อมั่นว่า ท้ายที่สุดแล้วเด็กพวกนี้จะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน"

"ผมยังคงเชื่อแบบนั้น สำหรับผมแล้ว ผมจะขอนับว่าฤดูกาลนี้ต่างหากคือฤดูกาลแรกของพวกเขาจริงๆ นั่นคือมุมมองของผม"

"ตอนนี้ผมจะบอกตัวเองเลยว่า 'โอเค นี่แหละคือฤดูกาลแรกที่แท้จริงของ เคอร์เคซ นี่คือฤดูกาลแรกของ โฟลเรียน เวียตซ์ และนี่คือฤดูกาลแรกของ อิซัค' แล้วเราค่อยมาดูกันว่าพวกเขาจะโชว์ฟอร์มได้ดีแค่ไหน"

"แล้วพอจบฤดูกาลนี้ ถ้าพวกเขาทำผลงานได้ไม่ถึงเกณฑ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงตอนนั้นก็ค่อยว่ากัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมถือว่านี่ต่างหากคือการเริ่มต้นฤดูกาลแรกที่แท้จริงของพวกเขา"

(Gary Neville): เห็นได้ชัดว่าคุณซ้อมคลุกคลีอยู่กับพวก อีซัค, เอกีตีเก้, ฟริมปง, เคอร์เคซ และ เวียตซ์ คุณมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมเลยใช่ไหมว่าพวกเขาจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ยอดเยี่ยมของลิเวอร์พูลได้? เพราะช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 'พวกเรา' วิจารณ์ โฟลเรียน เวียตซ์ กันหนักพอสมควรเลยล่ะ

(Ian Wright): เลิกใช้คำว่า 'พวกเรา' ได้แล้วแกรี! ฉันไม่ได้ไปร่วมวงวิจารณ์กับนายซะหน่อย ตรูไม่เกี่ยว

(Gary Neville): (ขอโทษทีครับ!) (หันไปจ้องตากับ คาร์ราเกอร์) 'พวกเรา' สินะ [ทุกคนหัวเราะ]

พูดกันอย่างแฟร์ๆ ผมว่ามันก็สมเหตุสมผลที่เราจะตั้งคำถามนะ คือทุกคนเห็นแหละว่าเขามีพรสวรรค์ล้นเหลือ แต่ปัญหาที่ผมตะขิดตะขวงใจในบางครั้งก็คือ เขามักจะล้วงบอลต่ำเกินไป

พูดตรงๆ คือเขาไม่ได้ไปอยู่ในพื้นที่อันตรายที่เขาน่าจะสร้างความปั่นป่วนให้คู่แข่งได้มากที่สุด

แล้วสำหรับคุณล่ะ เวลาที่คุณมอง โฟลเรียน เวียตซ์ หรือ อิซัค รวมถึงนักเตะสไตล์นี้ คุณมองเห็นอะไรในตัวพวกเขาบ้าง?

(Robertson): "ถ้าพูดถึงโฟลเรียน ผมเห็นนักเตะที่พิเศษเอามากๆ คนหนึ่งเลย แต่ผมก็รู้ดีว่าเขาต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถรับมือกับพรีเมียร์ลีกได้ เพราะที่ผ่านมาเราก็เห็นกันเยอะแล้วว่า มีนักเตะพรสวรรค์สูงตั้งกี่คนที่ย้ายมาอังกฤษแล้วสุดท้ายก็ไปไม่รอด"

(Gary Neville): นายคิดว่าเป็นเพราะจังหวะเกมที่เร็วทะลุนรก กับความหนักหน่วงในการปะทะของลีกนี้หรือเปล่า ที่ทำให้เขาออกอาการช็อกไปบ้าง?

(Robertson): "ผมว่าไม่นะ เพราะถ้าไปกางสถิติดู เขาคือหนึ่งในคนที่วิ่งเยอะที่สุดและครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดในสนามเสมอ อีกอย่างคือเขาบ้าฟิตเนสและทำงานหนักในยิมมาก"

"พูดอย่างแฟร์ๆ เลยนะ ตั้งแต่นาทีแรกที่ โฟล เดินเข้ามาในสโมสรจนถึงวันนี้ ร่างกายเขากำยำและแกร่งขึ้นแบบผิดหูผิดตาเลย ดังนั้นผมมองว่าเขาพร้อมบวกเต็มที่ในเรื่องการปะทะอยู่แล้ว"

"ปัญหาของเขามันคือเรื่องจังหวะสุดท้ายต่างหาก ฤดูกาลที่แล้วมีหลายครั้งมากที่เขาจ่ายบอลถวายพานอย่างแม่นยำราวจับวาง แต่เพื่อนร่วมทีมกลับจบสกอร์ไม่ได้ ผมเห็นมากับตา ประเด็นคือเขาต้องการเพชฌฆาตที่ไว้ใจได้"

"เพราะอย่างที่พวกคุณรู้ ฤดูกาลที่แล้วเป็นปีที่ โม (ซาลาห์) ฟอร์มตกที่สุดในเรื่องการทำประตู โคดี้ (กัคโป) ทางฝั่งซ้ายก็ยิงไม่ได้เยอะอย่างที่ควรจะเป็น"

"ส่วน อิซัค ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ไม่ค่อยได้ลงค้ำแดนหน้า มีแค่ อูโก้ (เอกีตีเก้) ที่ทำผลงานได้ค่อนข้างดี ซึ่งถ้าว่ากันตามตรง โฟล ควรจะจบฤดูกาลที่แล้วด้วยสถิติ 10 หรือ 12 แอสซิสต์ไปแบบชิลๆ ด้วยซ้ำ"

"มาถึงตอนนี้ เขารู้ตัวดีว่าเขาต้องยกระดับขึ้นไปอีก เขากระหายความสำเร็จสุดๆ ในฐานะนักเตะ เขาอยากก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่ง และนั่นคือเหตุผลที่ผมเชื่อมั่นในตัวเขา เพราะเขามีทัศนคติและสภาพจิตใจของผู้ชนะที่พร้อมจะก้าวไปถึงจุดนั้น เขาแค่รอจังหวะ 'จุดติด' เท่านั้นเอง"

"บางครั้งในฐานะเพลย์เมกเกอร์ คุณก็ต้องพึ่งพาดวงและจังหวะที่เป็นใจด้วย ลองนึกดูสิว่ามีกี่ครั้งที่ เควิน เดอ บรอยน์ เปิดบอลสุดมหัศจรรย์เข้าไปแต่เพื่อนกลับยิงพลาด หรือบางทีเขาแค่แปบอลสั้นๆ 5 หลา แต่เพื่อนดันตะบันไกล 40 หลาตุงตาข่ายเฉยเลย!"

"เรื่องนี้ผมกับ เทรนต์ มักจะเอามาแซวกันขำๆ บ่อยมาก หมอนั่นชอบแซวว่าบางทีผมก็ได้แอสซิสต์มาจากการเขี่ยบอลแค่ 5 หลา แต่สุดท้ายมันก็นับเป็นหนึ่งแอสซิสต์บวกเพิ่มในสถิติของผมอยู่ดีนั่นแหละ!"

"นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเขาจะต้องไปได้สวยแน่ๆ"

"ทุกคนจำช็อตตอกส้นลูกนั้นได้ไหม? ตอนที่เราพูดถึงโม มันน่าจะเป็นหนึ่งในแอสซิสต์ที่คลาสสิกที่สุดเลยนะ ลูกที่เขาตอกส้นเกมเจอเชลซีแล้ว โม หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงทางฝั่งนั้นน่ะ นั่นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกๆ เหมือนกัน"

"และนี่แหละคือประเด็นหลัก ในโลกฟุตบอล บางครั้งคุณแค่รอให้จังหวะมันคลิกเข้าล็อคแค่ครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นความมั่นใจและทุกอย่างมันจะตามมาเอง"

"มันเป็นเรื่องของเคมีและความเข้าใจเกมด้วย บางทีตอนอยู่ในสนาม เขาอาจจะเล่นตามเซนส์แล้วคิดในใจว่า 'เฮ้ย จังหวะนี้นายควรจะวิ่งมาอยู่ตรงนี้สิ' เรื่องพวกนี้มันต้องใช้เวลาปรับจูนให้ตรงกัน เพราะเราทุกคนรู้ดีว่า เวลาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม บางคนแค่มองตาก็รู้ใจเล่นเข้าขากันได้ทันที แต่กับบางคน เราต้องมานั่งอธิบายกันว่า 'จังหวะนี้ นายควรจะไปรอตรงนั้นนะ' ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของการปรับจูน"

(Carragher): เมื่อกี้คุณพูดถึง โม (ซาลาห์) ผมเลยอยากย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อฤดูกาลที่แล้วสักหน่อย ตอนนั้นผมวิจารณ์โมอย่างหนักที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์ และแน่นอนว่าผมก็ตำหนิผู้จัดการทีมด้วยที่ไม่ยอมส่งเขาลงเล่นเป็นตัวจริง

แต่พวกคุณคือนักเตะกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มต้นมาด้วยกันในยุคของคล็อปป์ คว้าแชมป์และผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย เราทุกคนต่างมีมุมมองต่อเรื่องนี้ต่างกันออกไป

บางครั้งซูเปอร์สตาร์มักจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไป และโมก็คือซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของทีม คุณพอจะเข้าใจความรู้สึกของเขาไหมว่าทำไมเขาถึงแสดงออกไปแบบนั้นในฐานะนักเตะที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น? แล้วเรื่องนี้มันส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัวบ้างหรือเปล่า?

(Robertson): "เอาจริงๆ นะ ถ้าพูดกันอย่างแฟร์ๆ กับโม เขาเป็นคนที่นึกถึงส่วนรวมและให้ความสำคัญกับห้องแต่งตัวเป็นอันดับแรกเสมอ ผมรู้ว่าตอนที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์ แน่นอนว่าทุกคนในทีมได้อ่าน และมันก็กลายเป็นพาดหัวข่าวใหญ่โตในวันรุ่งขึ้น"

"แต่พอกลับเข้ามาในห้องแต่งตัว ทัศนคติของเขาก็ยังคงเป็นแบบ 'ไม่ๆ ผมจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อเพื่อนร่วมทีม' โมไม่เคยหลุดโฟกัสจากจุดนั้นเลย"

"แต่ผมก็เข้าใจนะว่าสถานการณ์มันยากลำบาก เพราะโมคือนักเตะเบอร์หนึ่งของเรามาโดยตลอด แม้แต่ในช่วงที่ทีมเราท็อปฟอร์มสุดขีด โมก็ยังเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเสมอ"

"พอวันหนึ่งสถานการณ์มันแย่ลง ผมคิดว่าเขารู้สึกเหมือนตัวเองต้องกลายเป็นแพะรับบาปที่แบกรับคำวิจารณ์ทั้งหมดไว้คนเดียว แล้วจู่ๆ เขาก็ถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง ซึ่งผมมองว่าคุณไม่สามารถเอานักเตะระดับนี้ไปดองไว้ข้างสนามได้หรอก"

"สถานการณ์ของเขามันคล้ายกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตอนที่ย้ายกลับไปแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นแหละ คุณดร็อปนักเตะระดับนั้นเป็นสำรองไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาเป็นไอคอนของวงการไปแล้ว"

"แฟนบอลบางคนซื้อตั๋วเข้าสนามมาเพื่อดู โม ซาลาห์ เล่นโดยเฉพาะ เหมือนกับที่บางคนเข้าไปเพื่อดูโรนัลโด้ พอเขาโดนดร็อป มันเลยกลายเป็นประเด็นให้คนเอาไปถกเถียงกันทุกแมตช์ว่า 'ทำไมวันนี้โมไม่สตาร์ทเป็นตัวจริง?' หรือ 'อ้าว วันนี้ได้ลงตัวจริงนี่' ซึ่งผมรู้สึกเลยว่าเรื่องพวกนี้มันบั่นทอนและส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขามาก"

"แต่ถึงอย่างนั้น ภายในห้องแต่งตัว โมก็ยังคงยอดเยี่ยมเสมอ เขาคอยผลักดันทุกคน คอยสอนนักเตะดาวรุ่งให้เข้าใจว่าการสวมเสื้อลิเวอร์พูลมันมีความหมายแค่ไหน และต้องทุ่มเทหนักขนาดไหน เพียงแต่ตัวโมเองก็รู้ดีว่า สถิติการทำประตูของเขามันไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า และผมคิดว่านั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด"

"สุดท้ายแล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด จนนำไปสู่การตัดสินใจประกาศอำลาทีมของเขา แต่คุณรู้ไหม ผมไม่คิดว่าเหตุการณ์ดราม่าช่วงท้ายนี้ จะสามารถลบล้างความยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างไว้กับสโมสรได้เลยแม้แต่น้อย"

"เขาจะยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดเคียงข้างตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของลิเวอร์พูลเสมอ การอำลาที่เขาได้รับมันคือสิ่งที่คู่ควรที่สุดแล้ว และความสัมพันธ์อันดีที่เขามีต่อสโมสรแห่งนี้ก็จะยังคงแน่นแฟ้นไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งผมเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่สำคัญและมีความหมายต่อจิตใจของเขามากที่สุด"

(Gary Neville): คุณรู้ตัวตั้งแต่ตอนไหนว่ากำลังจะต้องย้ายออกจากลิเวอร์พูล? แล้วมันเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดกระชากใจสำหรับคุณขนาดไหน?

(Robertson): "ผมน่าจะรู้ตัวช่วงประมาณเดือนมกราคม ตอนนั้นผมเกือบจะย้ายทีมแล้วด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ผมไม่ได้อยากย้ายหรอก แต่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ติดต่อเข้ามา ซึ่งตอนนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและดิ้นรนอย่างหนัก"

"แต่การย้ายทีมกลางคันในเดือนมกราคมไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย ผมยังเหลือสัญญาอีก 6 เดือน แถมยังมีทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรออยู่ ผมเลยเลือกที่จะโฟกัสกับเป้าหมายตรงหน้าก่อน แต่เหตุการณ์ในเดือนมกราคมนั่นแหละที่ทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงความจริงว่า ผมกำลังจะต้องย้ายทีม และเป็นจุดที่ผมเริ่มทำใจยอมรับมันได้จริงๆ"

(Gary Neville): สรุปคือ สเปอร์สติดต่อมาตอนเดือนมกราคม แล้วพวกคุณก็เปิดช่องเจรจากันมาตลอดเลยใช่ไหม? มีสโมสรอื่นติดต่อมาบ้างหรือเปล่า หรือว่าเป้าหมายคือสเปอร์สทีมเดียวมาตลอด? ถือว่าเป็นดีลที่ตกลงกันชัวร์ๆ แล้วหรือเปล่า?

(Robertson): "ใช่เลย เป็นสเปอร์สมาโดยตลอด แต่มีข้อแม้ว่าพวกเขาจะต้องรอดตกชั้นและอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปให้ได้นะ เพราะถ้าให้พูดตรงๆ ผมก็คงไม่อยากย้ายลงไปเล่นในแชมเปียนชิพกับสเปอร์สสักเท่าไหร่"

"เพราะเงื่อนไขนั้นแหละ สุดท้ายผมเลยกลายเป็นว่าต้องมานั่งลุ้นผลการแข่งขันของสเปอร์สไปโดยปริยาย ผมต้องมานั่งดูเกมของพวกเขา [ทุกคนหัวเราะ] นึกภาพออกไหม? ผมต้องคอยเช็กผลบอลของสเปอร์สตลอดเลย"

(Gary Neville): คู่แข่งที่นายดวลด้วยแล้วรู้สึกว่ารับมือยากที่สุดตั้งแต่เตะบอลมา?

(Robertson): "ลิโอเนล เมสซี่ คืนนั้นที่คัมป์นูเลย"

(Ian Wright): (หัวเราะ) นึกว่านายจะบอกว่าเอาเขาอยู่หมัดซะอีกนะเนี่ย!

(Robertson): "อาจจะใช่ ถ้าเป็นเกมนัดที่สองที่แอนฟิลด์ล่ะก็นะ! แต่ไอ้เกมนัดแรกที่สเปนนี่ไม่ใช่แน่นอนฮะ โดนเผาเครื่องซะเกรียมเลย! (หัวเราะ)"

(Gary Neville): "ลองจัดทีม 5 คนในฝัน (Five-a-side) จากบรรดาเพื่อนร่วมทีมที่คุณเคยเล่นด้วยหน่อยสิ?"

(Robertson): "ผู้รักษาประตูต้อง อลีสซง แน่นอน เฟอร์จิล ยืนคุมเกมรับ ขยับมาแดนกลางผมขอเลือก ติอาโก้ อัลคันทาร่า จับคู่กับ เจมส์ แมดดิสัน ส่วนแดนหน้าตัวเป้าก็ต้องเป็น โม ซาลาห์ อยู่แล้ว"

(Gary Neville): ผมขอถามอะไรหน่อยเถอะ ตอนที่คุณกระชากบอลบุกขึ้นไปสูงปรี๊ดขนาดนั้นในยุคของคล็อปป์ เอาตรงๆ นะ ผมนั่งดูอยู่ยังโคตรเสียวหลังแทนเลย คุณเคยรู้สึกเสียวหรือกลัวบ้างไหม เวลาที่ตัวเองลอยสูงดันขึ้นไปไกลลิบขนาดนั้น?

(Robertson): "ไม่เลยนะ ตอนนั้นเราวิ่งกันลืมตาย ทุ่มเทแบบถวายหัวสุดๆ และเราอุ่นใจที่รู้ว่ามี เฟอร์จิล กับ โจ โกเมซ ที่สปีดต้นโคตรเร็วคอยซ้อนให้ มีผมกับเทรนต์อยู่ริมเส้น แถมยังมีอาลี (อลีสซง) ที่พร้อมออกมาสวีปเปอร์ตัดบอลนอกกรอบให้ตลอดเวลา พวกเราก็แค่หลับตาแล้วเชื่อมั่นในระบบของคล็อปป์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์"

(Carragher): บรรยากาศในสนามที่บ้าคลั่งและยอดเยี่ยมที่สุดที่คุณเคยสัมผัสมาล่ะ?

(Robertson): "ไม่มีแมตช์ไหนจะสุดไปกว่านัด ลิเวอร์พูล ดวล บาร์เซโลน่า ที่แอนฟิลด์ อีกแล้วฮะ"

(Carragher): ขอแทรกประเด็นนี้นิดนึง เล่าให้ฟังหน่อยสิว่า สปีชปลุกใจของเยอร์เก้นก่อนลงสนามในค่ำคืนประวัติศาสตร์นั้นมันเป็นยังไง?

(Robertson): "โห ผมจำได้แม่นไม่มีลืมเลย คืนก่อนหน้านั้น แมนฯ ซิตี้ เพิ่งจะตะบันประตูชัยเฉือนชนะเลสเตอร์ไปแบบเฉียดฉิว พวกเรารู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสคว้าแชมป์ลีกมันแทบจะหลุดลอยไปแล้ว"

"พอรุ่งเช้า คล็อปป์เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวแล้วถามพวกเรานิ่งๆ ว่า 'ทุกคน ตอนนี้พวกนายรู้สึกยังไงกันบ้าง?' พวกเราก็ตอบเสียงอ่อยๆ ไปว่าโคตรแย่เลยบอส เขาเลยสวนกลับมาว่า

'ฟังนะ คืนนี้ ไม่มีใครบนโลกใบนี้หรอกที่คิดว่าพวกนายจะรอดไปได้ แต่เพียงเพราะว่าพวกนายคือคนที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้ ฉันขอมอบทุกโอกาสบนโลกใบนี้ให้พวกนาย และฉันกล้าการันตีเลยว่า คืนนี้จะเป็นค่ำคืนที่แสนวิเศษและพิเศษที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของพวกนาย!'

"สิ้นเสียงประโยคนั้น บรรยากาศในห้องแต่งตัวมันก็กระหึ่มฮึกเหิมแบบสุดขีดเลย มันมีพลังมากจนพวกเราวิ่งออกไปบดขยี้บาร์ซ่าจนแหลกละเอียดได้ในที่สุด"

(Gary Neville): แล้วไอ้เรื่องเล่าที่ว่า คุณได้รับบาดเจ็บตอนพักครึ่ง แต่ดื้อดึงจะลงเล่นต่อแล้วบอกหมอว่า 'ผมแค่ปวดนิดหน่อยเอง' ล่ะ มันจริงไหม?

(Robertson): "จริงแน่นอน วันนั้นทั้งผมและเฮนโด้ เจ็บหนักกันทั้งคู่ในห้องแต่งตัว ผมเห็นหมอกำลังจิ้มเข็มฉีดยาแก้ปวดให้เฮนโด้ ผมก็เลยรีบเดินไปสะกิดหมอว่า 'หมอๆ ฉีดให้ผมด้วยสิ' หมอมองหน้าผมแล้วบอกว่า 'ร็อบโบ้ ฉีดไปมันก็ไม่ช่วยอะไรหรอก แผลนายมันฉีก' ผมเลยเถียงสวนไปว่า 'อ้าวเฮ้ย! หมอเพิ่งฉีดให้พี่แกไปเมื่อกี้เองนะ ผมก็แค่ปวดเหมือนกันแหละน่า'"

"จังหวะนั้น คล็อปป์เดินมาได้ยินพอดี แกเลยชี้หน้าด่าผมว่า 'ไอ้บ้า! ถ้าแกฝืน

ที่อยู่

Amphoe Mueang Phitsanulok

เบอร์โทรศัพท์

+66918096913

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SuperAey - ซูเปอร์เอ้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง SuperAey - ซูเปอร์เอ้:

ทางลัด

แชร์