03/10/2026
จากบทความล่าสุดของ ดิ แอธเลติก ท่าทีของ แมนฯ ซิตี้ คือพยายามล้มคำตัดสินให้ได้ มากกว่าจะยอมรับว่า “โอเค เราผิดบางส่วน ช่วยลดโทษให้หน่อยนะ”
แมนฯ ซิตี้ กำลังบอกว่า “คำตัดสินของคณะกรรมการเดิมมันผิด ขอให้คณะกรรมการอุทธรณ์ตรวจใหม่”
และผลก็อาจออกมาได้ตั้งแต่ ชนะทั้งหมด ชนะบางส่วน ไปจนถึงแพ้ทั้งหมด
1.
สถานการณ์ตอนนี้คือยังไม่มีการยืนยันว่าจะลงโทษอย่างไร แต่โทษที่อาจเกิดขึ้นได้คือ
- ปรับเงินจำนวนมหาศาล
- ตกชั้นไปดิวิชันล่าง
- การริบหรือถอดแชมป์บางรายการ
ดังนั้นเดิมพันของการอุทธรณ์ครั้งนี้จึงใหญ่มาก และนี่คือเหตุผลที่ซิตี้ ต้องพยายาม ล้มคำตัดสินเดิม มากกว่าการเดินไปต่อรองว่าถ้าผิดแล้วช่วยลดโทษให้หน่อย
2.
กรอบเวลาของการอุทธรณ์ก็เริ่มเดินแล้ว
ตามกฎพรีเมียร์ลีก การพิจารณาอุทธรณ์ต้องใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน และต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 12 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อการพิจารณาจบ ต้องมีคำตัดสินภายใน 30 วัน
แมนฯ ซิตี้ ยื่นอุทธรณ์ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2026
นั่นหมายความว่า เส้นตายสำหรับการพิจารณาอุทธรณ์อยู่ที่ประมาณ 24 ธันวาคม 2026
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงรอคำตัดสิน
3.
บุคคลสำคัญของ แมนฯ ซิตี้ ออกมาสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันว่า สโมสรเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะยื่นอุทธรณ์
เฟร์ราน โซเรียโน ซีอีโอของสโมสร มองว่าแกนกลางของเรื่องที่พรีเมียร์ลีกกล่าวหานั้นตั้งอยู่บนข้อกล่าวหาว่าเงินส่วนตัวของเจ้าของถูกนำเข้าสโมสรอย่างลับๆ ผ่านสปอนเซอร์จากอาบูดาบี
แต่ซิตี้บอกว่าเรื่องไม่ได้เป็นแบบนั้น
คำอธิบายของสโมสรคือ สปอนเซอร์จากอาบูดาบีบางรายมีภาระต้องจ่ายเงินให้ แมนฯ ซิตี้ ตามสัญญาอยู่แล้ว
หากบริษัทเหล่านั้นต้องการเงินเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติตามภาระดังกล่าว พวกเขาก็สามารถขอเงินสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ และซิตี้ยืนยันว่า ผู้ถือหุ้นเหล่านั้นคือ รัฐบาลอาบูดาบี ไม่ใช่เจ้าของแมนฯ ซิตี้
พูดง่ายๆ คือ ซิตี้กำลังบอกว่า เงินที่สปอนเซอร์นำมาจ่ายให้สโมสรไม่ใช่เงินจากกระเป๋าของ ชีค มันซูร์ แต่เป็นเงินที่บริษัทสปอนเซอร์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอาบูดาบีเพื่อมาปฏิบัติตามสัญญา
4.
และซิตี้ บอกว่าไม่ได้มีแค่คำพูด แต่มีหลักฐานรองรับจำนวนมาก
ทั้ง
Bank statements
รายการโอนเงิน
เอกสารคำขอเงินทุน
เอกสารจากสปอนเซอร์
เอกสารจากรัฐบาลอาบูดาบี
ซิตี้ อ้างว่าเอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สปอนเซอร์เคยยื่นขอเงินจากรัฐบาลอาบูดาบีจริง เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติตามภาระทางการเงินที่มีต่อ แมนฯ ซิตี้
สโมสรเคยเรียกหลักฐานชุดนี้ว่าชุดหลักฐานที่หักล้างไม่ได้ และยังคงยืนยันจุดยืนนี้อยู่
5.
นี่คือจุดใหญ่ๆ จุดแรกที่ แมนฯ ซิตี้ พยายามจะล้มคำตัดสิน
มุมมองของ แมนฯ ซิตี้ เงินที่สโมสรได้มา เป็นเงินจาก "รัฐบาลอาบูดาบี" (ซึ่งถือเป็นคนละกระเป๋ากับเจ้าของทีม) นำไปสนับสนุนบริษัทสปอนเซอร์ แล้วบริษัทเหล่านั้นก็เอาเงินมาจ่ายค่าโฆษณาให้สโมสรตามปกติ ถือเป็นรายได้ที่ถูกต้อง
มุมมองของคณะกรรมการไม่เชื่อแบบนั้น แต่มองว่าเงินก้อนนี้มาจาก "กระเป๋าสตางค์ส่วนตัวของเจ้าของทีม (ชีค มันซูร์)" โดยตรง แล้วแกล้งโอนไปพักไว้ที่บริษัทสปอนเซอร์เพื่อใช้บังหน้า จากนั้นค่อยให้บริษัทสปอนเซอร์โอนเข้าสโมสรอีกที
คณะกรรมการมองว่า ซิตี้สร้างข้ออ้างเรื่องรัฐบาลอาบูดาบีขึ้นมาเป็นฉากบังหน้า เพื่อฟอกเงินส่วนตัวของเจ้าของให้กลายเป็นรายได้สปอนเซอร์ที่ถูกต้องตามกฎ
6.
เปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุด เรื่องนี้เหมือนคดีสลิปโอนเงินไม่ตรงกับคำให้การ
ซิตี้ อ้างว่าเงินสนับสนุนมาจากรัฐบาล แต่เอกสารลับที่หลุดออกมากลับพบแต่ชื่อบริษัทส่วนตัวของเจ้าของทีมเป็นคนจ่ายบิล แถมไม่มีชื่อหน่วยงานรัฐโผล่มาเลย
คณะกรรมการจึงมองว่า ข้ออ้างเรื่องรัฐบาลคือเรื่องที่เพิ่งแต่งขึ้นมาทีหลังเพื่อปกปิดความจริงที่ว่า เจ้าของทีมแอบควักเงินกระเป๋าตัวเองมาอัดฉีดสโมสร
ซิตี้ อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินจากรัฐบาล แต่กลับไม่ปรากฏในบางหลักฐานสำคัญที่มีอยู่ก่อนหน้า (ข้อ 4 ซิตี้บอกว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม)
7.
ถ้าใครจำได้มันคือข้ออ้างเดิมที่เคยใช้รอดตัวในคดี UEFA/CAS แต่มุขนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว
หลักฐานที่หลุดออกมา คนในระดับบริหารสื่อสารกันชัดเจนว่าดึงเงินจากกระเป๋าเจ้าของทีมไปหมุนจ่ายให้เอติฮัด แต่พอโดนสอบสวน บอร์ดบริหารกลับเบี่ยงประเด็นบอกว่า "คนในสโมสรแค่เข้าใจผิดและสับสนกันไปเอง" แล้วเพิ่งมายกอ้างชื่อรัฐบาลในภายหลัง
คณะกรรมการพรีเมียร์ลีกชุดปัจจุบันไม่ซื้อข้ออ้างความสับสนนี้ พวกเขามองทะลุว่า ซิตี้แค่แต่งเรื่องย้อนหลังเพื่อปกปิดแผนการฟอกเงินส่วนตัวให้กลายเป็นรายได้สปอนเซอร์แบบเนียนๆ
ดังนั้นในชั้นอุทธรณ์ ซิตี้จึงต้องทำให้คณะกรรมการชุดใหม่เชื่อว่า หลักฐานที่พวกเขานำเสนอมีน้ำหนักมากพอที่จะหักล้างหลักฐานเก่าและเหตุผลของคณะกรรมการชุดแรก
8.
อีกแนวทางสำคัญคือ ซิตี้สามารถโจมตี วิธีที่คณะกรรมการชุดแรกตัดสินคดี
คณะกรรมการอุทธรณ์สามารถกลับไปตรวจสอบเอกสารที่มีอยู่ และตรวจว่าคณะกรรมการเดิมให้เหตุผลอย่างถูกต้องหรือไม่
หากมีข้อผิดพลาดด้านข้อเท็จจริง, ข้อผิดพลาดด้านกฎหมาย หรือการใช้เหตุผลที่ผิดพลาด ก็อาจมีเหตุให้กลับคำตัดสินทั้งหมด หรืออย่างน้อยบางส่วน
ซิตี้จึงใช้คำว่าไม่ปลอดภัยกับคำตัดสินเดิม และระบุชัดเจนว่าเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดอย่างร้ายแรงทั้งทางกฎหมาย หลักการ และข้อเท็จจริง
พูดง่ายๆ คือ ซิตี้ไม่ได้บอกแค่ว่าเราไม่เห็นด้วย แต่กำลังบอกว่าวิธีที่คุณตัดสินคดีนี้มีข้อผิดพลาด
หากทีมทนายของซิตี้ สามารถเจาะช่องโหว่และพิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดแรกทำคดีพลาดได้สำเร็จ นี่จะเป็นไพ่ตายสำคัญที่อาจนำไปสู่การล้มคำตัดสินทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็รอดพ้นจากข้อหาหนักๆ ไปได้
9.
คำว่า “sham” (นิติกรรมอำพราง) โผล่ในคำแถลงของพรีเมียร์ลีกหลายครั้ง และถูกใช้ในคำตัดสินของคณะกรรมการอิสระกับข้อตกลงสปอนเซอร์อาบูดาบีหลายรายการ รวมถึง Fordham Arrangement
ในทางกฎหมาย คำว่า sham ไม่ได้หมายถึงแค่ปลอมในภาษาทั่วไป แต่มีความหมายและองค์ประกอบเฉพาะ
ดังนั้นซิตี้สามารถโต้ได้ว่า การที่คณะกรรมการเรียกข้อตกลงเหล่านี้ว่า “sham” นั้น ต้องดูว่ามีองค์ประกอบทางกฎหมายครบหรือไม่ และเหตุผลที่นำไปสู่ข้อสรุปนั้นถูกต้องหรือไม่
10.
นอกจากเรื่องสปอนเซอร์เสื้อแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่เรียกว่า "Fordham Arrangement" ซึ่งเกี่ยวกับการจัดการลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์นักเตะ
สโมสรลงในบัญชีปี 2012-13 ว่าได้ขายลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ให้กับบริษัทภายนอกที่ชื่อ Fordham ทำให้สโมสรมีรายได้เพิ่มขึ้น 24.5 ล้านปอนด์ และยังลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้อีก 49.4 ล้านปอนด์ รวมแล้วช่วยแต่งตัวเลขในบัญชีให้ดูดีขึ้นถึง 73.9 ล้านปอนด์
คณะกรรมการสอบเส้นทางเงินแล้วพบว่า บริษัท Fordham แทบจะไม่มีความเป็นอิสระเลย แต่เป็นเพียงฉากหน้าหรืออารมณ์คล้ายๆ บริษัทนอมินี ที่รับเงินมาจากกระเป๋าของ ADUG (เจ้าของทีมซิตี้) อีกทอดหนึ่ง
คณะกรรมการมองว่านี่คือพฤติกรรมแบบชงเองกินเอง คือเจ้าของทีมตั้งบริษัทขึ้นมาบังหน้า แล้วแกล้งทำเป็นซื้อลิขสิทธิ์จากสโมสรตัวเอง เพื่อเอาเงินส่วนตัวอัดฉีดเข้าไปแบบเนียนๆ และเสกให้มันกลายเป็นรายได้ที่ถูกต้อง
ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลหลักที่คณะกรรมการตราหน้าว่าดีลนี้คือนิติกรรมอำพราง (Sham)
11.
อีกหนึ่งจุดที่พิลึกพิลั่นที่สุด และอาจกลายเป็นช่องโหว่ชิ้นโตให้ แมนฯ ซิตี้ หยิบมาใช้โจมตีในชั้นอุทธรณ์ คือรายงานจาก เดอะ ไทมส์ ที่ระบุว่า ในคำตัดสินฉบับเต็มมีข้อความบางส่วนถูกเซ็นเซอร์ปิดทับไว้
ข้อความที่ถูกปิดทับนั้นมีใจความชวนงงว่า "ชีค มันซูร์ ไม่รู้เรื่อง" ว่าเงินส่วนตัวจำนวนมหาศาลถึง 854.5 ล้านปอนด์ ถูกโอนออกจากบัญชีของเขา และไหลผ่านเครือข่ายบริษัทสปอนเซอร์เพื่อส่งมายังสโมสร
นี่คือจุดที่ทีมกฎหมายของซิตี้ เตรียมขยี้ เพราะในการตัดสินคดีใหญ่ขนาดนี้ องค์ประกอบเรื่อง เจตนา (ใครรู้ ใครสั่ง และรู้เมื่อไหร่) เป็นเรื่องสำคัญมาก หากคณะกรรมการชุดแรกไม่สามารถอธิบายตรรกะตรงนี้ให้สมเหตุสมผลได้ หรือมีช่องโหว่ในการผูกเรื่องราว
น้ำหนักของข้อกล่าวหาที่ว่าสโมสร "จงใจ" ปกปิดเส้นทางการเงิน ก็อาจจะพังครืนลงมาได้เช่นกัน
12.
ไม้ตายสุดท้ายที่ แมนฯ ซิตี้ เตรียมนำมาใช้ คือการเล่นแง่ทางกฎหมายเรื่องขอบเขตอำนาจ
ซิตี้ ชี้ช่องโหว่ว่า แม้พรีเมียร์ลีกจะมีข้อบังคับให้สโมสรสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎของ UEFA แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรีเมียร์ลีกจะสามารถสวมรอยเป็นผู้บังคับใช้กฎหรือตั้งตัวเป็นศาลเพื่อพิจารณาโทษแทน UEFA ได้โดยตรง (พูดง่ายๆ คือ พรีเมียร์ลีกกำลังล้ำเส้นไปยุ่งกับกฎของคนอื่น)
หากซิตี้ ตบะแตกชนะในประเด็นนี้ได้ ข้อหาใดๆ ที่อ้างอิงจากกฎของ UEFA จะถูกปัดตกไปทันที
ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ทีมอย่าง เชลซี, แมนฯ ยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล หรือ แอสตัน วิลล่า ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพรีเมียร์ลีกมีอำนาจนี้จริง ในอนาคตสโมสรเหล่านี้ก็อาจถูกพรีเมียร์ลีกไล่เช็คบิลย้อนหลังเรื่องการเงินของ UEFA ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามแม้ซิตี้จะหักล้างอำนาจของพรีเมียร์ลีกในส่วนของกฎ UEFA ได้สำเร็จ แต่มันก็เป็นเพียงการตัดปัญหาไปได้แค่บางส่วนเท่านั้น
เพราะหัวใจสำคัญที่พรีเมียร์ลีกกัดไม่ปล่อยคือข้อหาการทำบัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริงคณะกรรมการมองว่า ต่อให้ตัดสิทธิ์การตัดสินของ UEFA ทิ้งไป แต่พฤติกรรมการซ่อนรายจ่ายและปั่นรายได้มันเกิดขึ้นจริงในบัญชีของสโมสร ซึ่งหากนำตัวเลขที่แท้จริงกลับมาคำนวณใหม่ ยังไงเสีย แมนฯ ซิตี้ ก็หนีความผิดเรื่องการละเมิดกฎการเงินไม่พ้นอยู่ดี
13.
แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดีเพื่อร้องขอความเมตตาหรือต่อรองขอลดหย่อนโทษ แต่กำลังพุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตคำตัดสินเดิม โดยพยายามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดตั้งแต่การประเมินหลักฐาน การตีความข้อเท็จจริง ไปจนถึงการใช้กฎหมาย
หากทีมทนายทำสำเร็จและชี้ให้เห็นรอยรั่วของคำตัดสินเดิมได้ คดีนี้อาจพลิกล็อคล้มกระดานได้ทั้งหมดหรือบางส่วน
แต่ในทางกลับกัน หากคณะกรรมการอุทธรณ์ชุดใหม่ยังคงมองว่าหลักฐานและคำให้การของซิตี้ไม่มีความน่าเชื่อถือและข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของการฟอกเงิน บทลงโทษขั้นเด็ดขาดก็จะยังคงรออยู่
วัดกันด้วยคำถามเดียวว่า "คำตัดสินเดิมผิดพลาดจริงหรือไม่?" ไม่ใช่การมานั่งต่อรองปาหี่ว่า "ถ้าผิดจริง ลดโทษให้หน่อยได้ไหม?"
แมนฯ ซิตี้ มองว่าพวกเขาแพ้ไม่ได้ เพราะบทลงโทษนั้นมันมหาศาล
ส่วนเรื่องที่มีการพูดถึงว่าอาจมีเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งทางกฎหมายของคดี เพราะสิ่งที่พิสูจน์ได้ในชั้นอุทธรณ์ท้ายที่สุดก็ยังต้องกลับมาที่ หลักฐานและกฎหมาย
งานนี้ แตกเป็นแตก แบกเอาไว้ก็หนัก
สรุปจาก ดิ แอธเลติก ที่ชวนนักกฏหมายเข้ามาพูดคุย
ผิดพลาดอย่างไรอธิบายเพิ่มเติมได้ครับ
✍