26/05/2026
🏃♂️ คนส่วนใหญ่สนใจแค่ “HR ตอนวิ่ง”
แต่แทบไม่มีใครดูว่า
👉 “หลังหยุดวิ่งแล้ว…หัวใจคุณลงเร็วแค่ไหน”
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว
สิ่งนี้สำคัญมาก
และอาจบอกได้ว่า
👉 คุณฟิตแค่ไหน
👉 ร่างกายฟื้นตัวดีไหม
👉 หรือกำลังล้าสะสมอยู่หรือเปล่า
สิ่งนี้เรียกว่า
🫀 Heart Rate Recovery (HRR)
หรือ
👉 “ความเร็วในการที่หัวใจลดลงหลังหยุดออกกำลังกาย”
───
🧠 ลองนึกภาพง่าย ๆ
คุณวิ่งเสร็จ
HR อยู่ที่
👉 170 bpm
แล้วหยุด
คำถามคือ
หลังผ่านไป 1 นาที
หัวใจคุณเหลือเท่าไหร่?
หลายคนไม่เคยดูเลย
ทั้งที่
👉 ตรงนี้สำคัญมาก
───
🏥 ในทางการแพทย์เขาดูยังไง?
โดยทั่วไป
แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา
นิยมดู
👉 1 นาทีแรกหลังหยุดออกกำลังกาย
เพราะเป็นช่วงที่ระบบฟื้นตัวทำงานชัดที่สุด
───
📉 ตัวเลขแบบไหน “ถือว่าดี”?
🟢 ดีมาก
HR ลดลง
👉 มากกว่า 25–30 bpm ภายใน 1 นาที
ตัวอย่าง
170 → 140
แบบนี้ถือว่าดีมาก
───
🟡 ปานกลาง
ลดลงประมาณ
👉 15–25 bpm
ยังโอเค
แต่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนา
───
🔴 ค่อนข้างช้า
ลดลงน้อยกว่า
👉 12 bpm ภายใน 1 นาที
งานวิจัยบางส่วนมองว่า
อาจสัมพันธ์กับ
👉 cardiovascular fitness ที่ต่ำกว่า
👉 ความล้าสะสม
👉 หรือความเสี่ยงด้านหัวใจในบางกรณี
(โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม)
───
🧠 แล้วหลัง 2 นาทีล่ะ?
โดยทั่วไป
หัวใจควรลงต่อเนื่อง
และเริ่มใกล้ baseline มากขึ้น
หลายคนจะเห็น
👉 ลงรวม 40–60 bpm+
ภายใน 2–3 นาที
ขึ้นอยู่กับ
• อายุ
• ความฟิต
• ความหนักที่เพิ่งซ้อม
• อากาศ
• hydration
• ความเครียด
• และการนอน
───
⚠️ แต่เดี๋ยวก่อน
อย่าเพิ่งเอาตัวเลขไปตัดสินตัวเอง
เพราะ
👉 HR Recovery ไม่ได้ขึ้นกับ fitness อย่างเดียว
บางวันคุณอาจลงช้าเพราะ
😴 นอนไม่พอ
😓 เครียด
💧 ขาดน้ำ
🔥 อากาศร้อน
🏃♂️ ซ้อมหนักสะสม
ได้เหมือนกัน
───
📌 ลองเช็คตัวเองง่าย ๆ แบบนี้
ครั้งหน้าหลังวิ่งเสร็จ
ให้ดู
1️⃣ HR ตอนหยุด
เช่น
170
2️⃣ ตั้งเวลา 1 นาที
แล้วดูว่าเหลือเท่าไหร่
เช่น
145
แปลว่า
👉 HRR = 25 bpm
ถือว่าดี
───
🧠 แล้วถ้า HR ลงช้า…ทำยังไง?
สิ่งที่ช่วยได้จริงคือ
👉 สร้าง aerobic base
👉 นอนให้พอ
👉 recovery ให้พอ
👉 ไม่ซ้อมหนักทุกวัน
พูดง่าย ๆ คือ
👉 “ร่างกายต้องได้พักด้วย”
───
💬 เรื่องที่คนชอบเข้าใจผิด
หลายคนภูมิใจว่า
👉 “ตอนวิ่ง HR ขึ้นได้สูง”
แต่จริง ๆ แล้ว
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
👉 “มันลงได้เร็วแค่ไหน”
เพราะหัวใจที่ฟื้นตัวได้ดี
มักสะท้อนว่า
👉 ระบบร่างกายคุณกำลังทำงานดี
───
❤️ สุดท้าย
ครั้งหน้าหลังวิ่งเสร็จ
ลองหยุดดูสักนิด
ไม่ใช่แค่ pace
ไม่ใช่แค่ระยะ
แต่ลองดูว่า
👉 “หัวใจคุณกลับมาสงบได้เร็วแค่ไหน”
บางที
ตัวเลขนี้
อาจบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพคุณมากกว่าที่คิด
───
🔥 ชวนคุยกันหน่อย
หลังวิ่งเสร็จ 1 นาที
HR คุณลงประมาณกี่ bpm?
👉 10–15
👉 20–30
👉 หรือมากกว่า 30+
เคยสังเกตกันไหม?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
#คุมHR
ุ่ง
#นักวิ่งต้องรู้
#วิ่งอย่างเข้าใจร่างกาย
#วิ่งเพื่อสุขภาพ
#ซ้อมวิ่ง
23/05/2026
💔 อกหักแล้วไง... วิทยาศาสตร์บอกว่าให้ไปวิ่ง!
เพิ่งโดนทิ้งมา ใช่มั้ย?
นั่งจ้องเพดาน ✅
เปิดแชทเก่าอ่านซ้ำ ✅
กินข้าวไม่ลง แต่กินไอศกรีมได้ทั้งถัง ✅
โอเค เข้าใจนะ... แต่วันนี้ขอชวนทำอีกอย่างนึงได้มั้ย?
👟 ใส่รองเท้าแล้วออกไปวิ่งเลย!
───
🧠 สมองคุณกำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้?
รู้มั้ยว่าความเจ็บปวดจากการอกหัก ทางวิทยาศาสตร์แล้วมัน "เจ็บจริง" ไม่ใช่แค่อารมณ์
นักวิจัยจาก University of Michigan พบว่า สมองส่วนที่ประมวลผลความเจ็บปวดทางกาย กับความเจ็บปวดทางใจจากการถูกทิ้ง เป็นส่วนเดียวกัน เลย
แปลว่า... อกหักมันเจ็บเหมือนโดนต่อยจริงๆ 😭
ดังนั้นอย่าโทษตัวเองที่รู้สึกแย่ มันไม่ใช่แค่ "คิดมาก" แน่นอน
───
🏃 แล้ววิ่งช่วยได้ยังไง?
1. Endorphin — ยาแก้ปวดฟรีที่ร่างกายผลิตเอง
ตอนวิ่ง ร่างกายจะหลั่ง Endorphin ออกมา ซึ่งทำงานคล้ายกับมอร์ฟีน แต่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ต้องใบสั่งแพทย์ 😄 มันช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้รู้สึกดีขึ้นได้จริงๆ
2. Dopamine & Serotonin — สารแห่งความสุขที่หายไปตอนเลิกกัน
ตอนที่คบกัน สมองเราเคยชินกับการได้รับ Dopamine จากคนๆ นั้น พอเลิกกัน สารตัวนี้มันหายไปเลย เหมือนถอนยาดีๆ นี่เอง 😅 การวิ่งช่วยกระตุ้นการหลั่ง Dopamine และ Serotonin ขึ้นมาใหม่ได้
3. Cortisol — ฮอร์โมนความเครียดที่ต้องกำจัด
ความเครียดจากการเลิกกันทำให้ Cortisol พุ่งสูง ส่งผลให้นอนไม่หลับ กินไม่ลง และคิดวนเวียน การออกกำลังกายช่วยดึง Cortisol ลงมาได้ พูดง่ายๆ คือ "แค่ออกไปวิ่ง ความเครียดก็วิ่งออกไปจากหัวเราด้วย"
4. สมองหยุดคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ได้บ้าง
ตอนวิ่ง สมองต้องโฟกัสกับการหายใจ จังหวะก้าว และไม่ให้ล้มลงกลางถนน 😂 มันเลยไม่มีเวลาไปวนคิดว่า "ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น" ได้เต็มที่
───
📋 คู่มือวิ่งสำหรับคนอกหัก (ฉบับปฏิบัติจริง)
วันที่ 1-3 : แค่ออกจากบ้านก็พอ
ไม่ต้องสนใจระยะทาง ไม่ต้องสนใจความเร็ว แค่ใส่รองเท้าแล้วออกไปข้างนอก เดินก็ได้ ขอแค่อย่านอนจมกับโทรศัพท์อย่างเดียว
วันที่ 4-7 : เริ่มวิ่งสลับเดิน
วิ่ง 1 นาที เดิน 2 นาที สลับกันไปเรื่อยๆ ประมาณ 20-30 นาที แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องเป็นนักวิ่งมาราธอนในสัปดาห์แรก
สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป : เริ่มรู้สึกได้
ส่วนใหญ่คนที่เริ่มวิ่งสม่ำเสมอจะเริ่มรู้สึกว่านอนหลับได้ดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และที่สำคัญ... เริ่มคิดถึงแฟนเก่าน้อยลง 🎉
───
⚠️ ข้อควรระวังสำหรับนักวิ่งอกหัก
❌ อย่าวิ่งผ่านร้านที่เคยไปด้วยกัน (ใจมันจะทรุด)
❌ อย่าเปิดเพลงที่เคยฟังด้วยกัน (โดนแน่นอน)
❌ อย่าวิ่งไปหาเค้า (อันนี้สำคัญมาก 😂)
✅ หาเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่มีความทรงจำ
✅ ชวนเพื่อนไปด้วยถ้าทำได้
✅ ถ่ายรูปวิวสวยๆ โพสต์ลง IG ให้โลกรู้ว่าเราโอเค 😎
───
🏅 บทสรุป
การวิ่งไม่ได้ทำให้ลืมเค้าได้ในชั่วข้ามคืน
แต่มันทำให้คุณ แข็งแรงขึ้น เคลียร์หัวได้บ้าง และรู้สึกว่ายังคุมชีวิตตัวเองได้
และวันนึงที่คุณวิ่งได้ 5K ครั้งแรก คุณจะรู้เลยว่า...
คุณผ่านอะไรมาได้เยอะกว่าที่คิด 🩶
───
"เค้าอาจจะทิ้งคุณ แต่ขาคุณไม่เคยทิ้งคุณไปไหน — ออกไปวิ่งเลย" 🏃💨
ใครอกหักอยู่บ้าง? คอมเมนต์มาเลย แล้วไปวิ่งด้วยกัน 🏃
───
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
#อกหักต้องวิ่ง
#วิ่งเยียวยาหัวใจ
#นักวิ่งอกหัก
#วิ่งให้ลืมเธอ
#วิ่งแล้วดีขึ้น
#วิ่งเพื่อฮีลใจ
#วิ่งเพื่อสุขภาพใจ
#คนอกหัก
#วิ่งคือยาใจ
#ออกไปวิ่งกัน
21/05/2026
💧 วิ่งไกลแต่ไม่เติมน้ำ…เก่งจริง หรือแค่เสี่ยงพัง?
นักวิ่งหลายคนเคยเป็นแบบนี้
👉 วิ่งได้ 10K ต่อเนื่อง
👉 15K แบบไม่หยุด
👉 หรือบางคน Half Marathon ยังแทบไม่ดื่มน้ำเลย
แล้วเริ่มรู้สึกว่า
👉 “เราอึด”
👉 “เราไม่จำเป็นต้องเติมน้ำ”
👉 หรือบางคนเริ่มมีอีโก้ว่า
👉 “ถ้าหยุดเติมน้ำ = สถิติหลุด”
แต่ความจริงคือ
👉 ร่างกายไม่สน ego ของเรา
───
🧠 น้ำสำคัญกับการวิ่งแค่ไหน?
สำคัญมาก
เพราะเวลาวิ่ง
👉 เราไม่ได้เสียแค่พลังงาน
แต่เสียทั้ง
• น้ำ
• เกลือแร่
• และความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
───
💦 เวลาร่างกายเริ่มขาดน้ำจะเกิดอะไรขึ้น?
ช่วงแรกอาจยังไม่รู้สึก
แต่สิ่งที่ค่อย ๆ เกิดคือ
👉 HR สูงขึ้น
👉 เพซเริ่มตก
👉 รู้สึกเหนื่อยง่าย
👉 ร่างกายระบายความร้อนได้แย่ลง
───
และถ้าหนักขึ้น
👉 ตะคริว
👉 เวียนหัว
👉 หรือ Heat Exhaustion ได้เลย
โดยเฉพาะอากาศเมืองไทย
👉 ร้อน + ชื้น
ยิ่งเสียเหงื่อหนักกว่าหลายประเทศมาก
───
🧠 เรื่องสำคัญที่นักวิ่งหลายคนเข้าใจผิด
คือคิดว่า
👉 “ไม่ดื่มน้ำ = อึด”
แต่จริง ๆ แล้วหลายครั้งมันคือ
👉 “ร่างกายกำลังชินกับการขาดน้ำ”
ซึ่งไม่ได้แปลว่าดี
───
⚠️ แล้วการวิ่งยาวโดยไม่เติมน้ำ…ผิดไหม?
👉 ถ้าระยะสั้น และอากาศไม่ร้อนมาก อาจยังพอได้
เช่น
• Easy Run 5–10K
• ใช้เวลาไม่นาน
───
แต่ถ้าเริ่ม
👉 เกิน 60–90 นาที
👉 อากาศร้อน
👉 หรือวิ่ง pace หนักขึ้น
การไม่เติมน้ำ
👉 เริ่มเพิ่มความเสี่ยงชัดเจน
───
💧 แล้วควรเติมทุกกี่นาที?
ไม่มีสูตรตายตัว 100%
แต่แนวทางทั่วไปของนักวิ่ง endurance คือ
👉 จิบน้ำทุก 15–20 นาที
แม้จะยังไม่รู้สึกกระหาย
───
เพราะเวลารู้สึก “หิวน้ำ”
หลายครั้งร่างกายเริ่มขาดน้ำไปแล้วระดับหนึ่ง
───
🏃♂️ ถ้าคิดเป็นระยะทางล่ะ?
ขึ้นอยู่กับ pace
แต่โดยทั่วไปจะประมาณ
👉 ทุก 3–5 กิโลเมตร
───
🟢 แล้วแต่ละระยะควรวางแผนยังไง?
───
🟢 5–10K
ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก
👉 อาจไม่จำเป็นต้องดื่มระหว่างทาง
แต่ควรดื่มก่อนวิ่งให้พอ
───
🟡 10K–Half Marathon
เริ่มควรมีการเติมน้ำระหว่างทาง
โดยเฉพาะถ้า
👉 วิ่งเกิน 1 ชั่วโมง
───
🔴 Marathon
อันนี้สำคัญมาก
นักวิ่งมาราธอนส่วนใหญ่
👉 เติมทุกจุดน้ำ
แม้จะจิบเล็กน้อยก็ตาม
───
⚫ Ultra
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ดื่มน้ำ”
แต่มันคือ
👉 การบริหารน้ำ + เกลือแร่ + อุณหภูมิร่างกาย
───
🧠 แล้วเรื่อง “ไม่อยากหยุดเพราะกลัวเสียสถิติ” ล่ะ?
อันนี้เจอบ่อยมาก
โดยเฉพาะคนที่เริ่มติดกับ
👉 สถิติวิ่งต่อเนื่อง
👉 average pace
👉 หรือ ego ว่า “ฉันวิ่งรวดเดียวได้”
───
แต่ความจริงคือ
👉 การหยุด 5–10 วินาทีเพื่อจิบน้ำ
แทบไม่ทำให้ performance เสียหายเลย
เมื่อเทียบกับ
👉 การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ
───
⚠️ และสิ่งที่น่ากลัวคือ
บางคนฝืนจนชิน
เพราะ “ยังไม่พังทันที”
เลยคิดว่า
👉 “ทำได้ = ถูกต้อง”
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว
👉 ร่างกายกำลังสะสม stress
───
💡 ถ้าไม่อยากเสียเวลามาก มีวิธีไหนบ้าง?
มีครับ
───
🟢 1) ฝึก “จิบระหว่างวิ่ง”
นักวิ่งระยะไกลหลายคน
👉 ไม่หยุดเต็ม
แต่ชะลอเล็กน้อยแล้วจิบ
───
🟢 2) ใช้ soft flask (ขวดนิ่ม) หรือ hydration vest (เป้น้ำ)
ช่วยให้
👉 ไม่ต้องรอจุดน้ำ
👉 จิบได้เรื่อย ๆ
เหมาะมากกับ
• Long Run
• Ultra
• หรือวิ่งอากาศร้อน
───
🟢 3) จิบน้อยแต่บ่อย
ดีกว่า
👉 รวดเดียวเยอะ ๆ
เพราะลดอาการจุกได้
───
🧠 สิ่งสำคัญที่สุดคือ
👉 เรียนรู้ “ร่างกายตัวเอง”
บางคนเสียเหงื่อมาก
บางคนเสียเกลือแร่เร็ว
ไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกคน
───
📌 สัญญาณเตือนว่าคุณเริ่มขาดน้ำ
• ปากแห้ง
• HR สูงผิดปกติ
• pace ตกเร็ว
• หนาว ๆ ร้อน ๆ
• เวียนหัว
• ไม่มีแรงแบบผิดปกติ
───
การวิ่ง
ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า
👉 “ใครทนกว่า”
แต่มันคือ
👉 “ใครดูแลร่างกายได้ดีกว่า”
───
🔥 สรุปแบบง่ายที่สุด
👉 เติมน้ำ = เรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเสียฟอร์ม
👉 อย่ารอหิวน้ำแล้วค่อยดื่ม
👉 หยุดจิบ 5 วินาที ดีกว่าพังทั้งรัน
👉 Ego ไม่ช่วยให้ recovery ดีขึ้น
───
❤️ สุดท้าย
นักวิ่งที่ไปได้ไกลจริง ๆ
ไม่ใช่คนที่ฝืนเก่งที่สุด
แต่คือคนที่
👉 “รักษาร่างกายตัวเองได้ดีที่สุด”
───
🔥 ชวนคุย
คุณเป็นสายไหน?
👉 วิ่งไปเติมไป
👉 หรือสาย “ไม่หยุดเลย”
แล้วเคยมีอาการขาดน้ำระหว่างวิ่งไหม?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
#เติมน้ำระหว่างวิ่ง
#นักวิ่งต้องรู้
#วิ่งอย่างเข้าใจร่างกาย
#วิ่งหน้าร้อน
19/05/2026
เดือนหน้าอยากให้โซนสองจัดกิจกรรมอะไรดี?🤔💭
#เทรล #เดินป่า #เขาฉลาก
19/05/2026
⚡ เติมพลังงานระหว่างวิ่งยังไง…ไม่ให้ “หมดก๊อก”
นักวิ่งหลายคนเคยเจอ
👉 อยู่ดี ๆ แรงหาย
👉 ขาสั่น
👉 วิ่งไม่ออก
👉 หรือเหมือนแบตหมดเฉย ๆ
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังวิ่งดีอยู่เลย
สิ่งนี้ส่วนใหญ่คือ
👉 “พลังงานไม่พอ”
และเรื่องนี้สำคัญมากโดยเฉพาะ
• Long Run
• Half Marathon
• Marathon
• Ultra
───
🧠 ร่างกายใช้พลังงานจากอะไรตอนวิ่ง
หลัก ๆ คือ
👉 Glycogen
(คาร์โบไฮเดรตที่เก็บไว้ในกล้ามเนื้อและตับ)
───
ปัญหาคือ
👉 มันมีจำกัด
ถ้าวิ่งนานพอ
👉 ยังไงก็หมด
และเมื่อมันเริ่มหมด
👉 เพซจะตก
👉 HR จะสูง
👉 รู้สึกไม่มีแรงทันที
นี่คือสิ่งที่นักวิ่งเรียกว่า
👉 “Bonk” หรือ “Hit the wall”
───
🍌 แล้วควรเติมอะไรดี?
───
🟢 กล้วย
ข้อดี
• ธรรมชาติ
• ย่อยง่าย
• มีโพแทสเซียม
เหมาะกับ
👉 Long run สบาย ๆ
👉 คนที่กินเจลแล้วไม่ถูกท้อง
───
🍞 ขนมปัง / คาร์บง่าย
เช่น
• ขนมปัง
• แยม
• น้ำผึ้ง
ข้อดี
👉 พลังงานมาเรื่อยกว่า
แต่ข้อเสียคือ
👉 ย่อยช้ากว่าเจล
───
⚡ Energy Gel
นี่คือสิ่งที่นักวิ่งระยะไกลใช้กันเยอะ
ข้อดี
👉 ดูดซึมเร็ว
👉 พกง่าย
👉 คำนวณพลังงานง่าย
แต่บางคน
👉 กินแล้วจุก
👉 หรือปวดท้อง
ดังนั้น
👉 ต้อง “ซ้อมกิน” ก่อนวันจริง
───
⏰ แล้วควรเติมตอนไหน?
นี่คือจุดที่หลายคนพลาดมาก
👉 อย่ารอ “หิว” หรือ “หมดแรง” ก่อน
เพราะตอนนั้น
👉 ช้าไปแล้ว
───
🧠 จำหลักนี้ง่ายที่สุด
👉 เติม “ก่อนหมด”
เพราะร่างกายต้องใช้เวลา
👉 ดูดซึมและเปลี่ยนเป็นพลังงาน
───
⏳ กินแล้วใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเริ่มมา?
โดยทั่วไป
• เจล → เริ่มใช้ได้ประมาณ 10–15 นาที
• กล้วย / ขนมปัง → ประมาณ 20–40 นาที
ขึ้นอยู่กับ
• ความหนัก
• ระบบย่อย
• และแต่ละคน
───
🏃♂️ แล้วแต่ละระยะควรเติมยังไง?
───
🟢 5–10K
ส่วนใหญ่
👉 ยังไม่จำเป็นต้องเติมระหว่างวิ่ง
ถ้ากินมาก่อนพอแล้ว
───
🟡 Half Marathon
ถ้าเกินประมาณ 90 นาที
👉 เริ่มควรเติม
เช่น
• เจล 1 ซองช่วง 45–60 นาที
• หรือกล้วยเล็ก ๆ
───
🔴 Marathon
อันนี้ “สำคัญมาก”
แนวทางทั่วไปของนักวิ่งมาราธอนคือ
👉 เติมทุก 30–45 นาที
เพื่อรักษาระดับ glycogen
───
⚫ Ultra 50–100K+
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานแล้ว
แต่มันคือ
👉 “การจัดการระบบร่างกายทั้งหมด”
ต้องมีทั้ง
• คาร์บ
• เกลือแร่
• น้ำ
• และอาหารจริง
───
🧠 แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า “ร่างกายเรา” ต้องเติมเมื่อไหร่?
นี่คือ skill สำคัญมากของนักวิ่งระยะไกล
และเป็นสิ่งที่นักวิ่งมือใหม่หลายคนเข้าใจผิดว่า
👉 “เดี๋ยววันแข่งค่อยกินก็ได้”
แต่ความจริงคือ
👉 ระบบพลังงาน = ต้องฝึกเหมือนกล้ามเนื้อ
───
🏃♂️ Long Run ไม่ได้มีไว้แค่วิ่งอึด
แต่มันคือ
👉 “ห้องทดลองของร่างกาย”
───
คุณต้องใช้ช่วงซ้อม
เพื่อเรียนรู้ว่า
• ตัวเองใช้พลังงานเร็วแค่ไหน
• กินอะไรแล้วโอเค
• กินช่วงไหนแล้วไม่พัง
• และร่างกายเริ่มหมดแรงประมาณเมื่อไหร่
───
⚠️ เพราะแต่ละคน “ไม่เหมือนกัน”
บางคน
👉 ใช้ glycogen เร็วมาก
วิ่งได้แค่ 40–50 นาที
ก็เริ่มหมดแรงแล้ว
───
แต่บางคน
👉 อยู่ได้เกิน 90 นาที
โดยยังไม่ต้องเติมอะไรเลย
───
ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น
• ฐานแอโรบิก
• ความหนักที่วิ่ง
• การกินก่อนวิ่ง
• การพักผ่อน
• และ metabolic efficiency ของแต่ละคน
───
🧠 วิธีสังเกตว่า “เริ่มใกล้หมด”
ช่วงแรกนักวิ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว
เพราะมันไม่ได้หมดแบบ “ดับทันที”
แต่มันจะค่อย ๆ มา
───
📌 สัญญาณเริ่มต้นที่เจอบ่อย
• อยู่ดี ๆ pace เริ่มตก
• ขาหนักขึ้น
• HR สูงขึ้นทั้งที่เพซเท่าเดิม
• รู้สึกเหมือน “ไปต่อไม่ลื่น”
• สมองเริ่มเบลอ
• หงุดหงิดง่าย
───
ถ้าคุณรอจนถึงจุดนี้แล้วค่อยกิน
👉 ส่วนใหญ่ “สายไปแล้ว”
เพราะร่างกายต้องใช้เวลา
👉 ดูดซึม → ส่งเข้าเลือด → เปลี่ยนเป็นพลังงาน
───
⏳ นี่คือเหตุผลที่นักวิ่งระยะไกล
มักเติมก่อน
👉 ที่จะรู้สึกหมด
───
💡 วิธีฝึกแบบง่ายที่สุด
เวลาซ้อม Long Run
ลองเริ่มจับเวลาแบบนี้
───
🟢 ตัวอย่าง
ถ้าวิ่งเกิน 90 นาที
ลองเติมครั้งแรกช่วง
👉 นาทีที่ 40–50
แล้วสังเกตว่า
• หลังจากนั้นยังลื่นไหม
• HR คุมง่ายขึ้นไหม
• อาการหมดแรงมาช้าลงไหม
───
ครั้งต่อไป
อาจลอง
👉 นาทีที่ 60
แล้วเปรียบเทียบ
───
🧠 ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
คุณจะเริ่มรู้ว่า
👉 “ร่างกายตัวเองเหมาะกับ timing ไหน”
───
🍌 และอย่าทดลองแค่ “เวลา”
แต่ต้องทดลอง
👉 “ชนิดอาหาร” ด้วย
───
บางคน
👉 กินเจลแล้วดีมาก
บางคน
👉 เจลทำให้จุก
👉 แต่กล้วยกลับโอเคกว่า
───
บางคนกินได้ทุก 30 นาที
แต่บางคน
👉 ถี่เกินแล้วปวดท้อง
───
⚠️ เรื่องสำคัญที่นักวิ่งหลายคนพลาด
คือ
👉 ซ้อมวิ่ง…แต่ไม่ซ้อมกิน
แล้วไปลองจริงวันแข่ง
ผลคือ
• จุก
• คลื่นไส้
• ท้องเสีย
• หรือกินไม่ลง
───
🧠 จำประโยคนี้ไว้เลย
👉 “Nutrition is trainable.”
ระบบพลังงาน
👉 ฝึกได้เหมือนร่างกาย
───
💬 พูดกันตรง ๆ
นักวิ่งจำนวนมาก
ไม่ได้แพ้เพราะแรงไม่พอ
แต่แพ้เพราะ
👉 “เติมพลังงานไม่ทัน”
───
🔥 สรุปแบบง่ายที่สุด
👉 อย่ารอหมดแรงแล้วค่อยเติม
👉 ซ้อมกินเหมือนซ้อมวิ่ง
👉 Long Run = ห้องทดลอง
👉 หา timing ของตัวเองให้เจอ
───
❤️ สุดท้าย
คนที่วิ่งได้ไกล
ไม่ใช่แค่คนที่แข็งแรง
แต่คือคนที่
👉 “รู้จักร่างกายตัวเอง”
───
🔥 ชวนคุย
คุณเป็นสายไหน?
👉 กล้วย
👉 เจล
👉 หรือขนมปัง
แล้วเคย “หมดก๊อก” ระหว่างวิ่งไหม?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
#เติมพลังงาน
#นักวิ่งต้องรู้
#ซ้อมวิ่ง
#วิ่งระยะไกล
#วิ่งอย่างเข้าใจร่างกาย
16/05/2026
😴 ซ้อมดีแค่ไหน…ถ้านอนไม่ดี ก็ไปไม่สุด
ปัญหาคลาสสิคของนักวิ่งที่หลายคนเจอ แต่ไม่ค่อยพูดถึง
นักวิ่งจำนวนมาก
• ซ้อมตามแผน
• วิ่งครบ
• มีวินัย
แต่พอถึงเวลา
👉 นอนไม่หลับ
👉 หลับ ๆ ตื่น ๆ
👉 ตื่นกลางดึก
👉 หรือบางคน…นอนได้แค่ 2–3 ชั่วโมง
แล้วก็ตื่น…แล้วไม่หลับอีกเลย
───
🧠 เรื่องที่หลายคนมองข้าม
การนอน
👉 ไม่ใช่แค่ “พัก”
แต่มันคือ
👉 “ช่วงที่ร่างกายซ่อมตัวเอง”
───
มีงานวิจัยด้านเวชศาสตร์การกีฬาและการนอนหลับยืนยันว่า
การนอนส่งผลโดยตรงต่อทั้ง performance, recovery และระบบฮอร์โมนของร่างกาย
และยังเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการฟื้นตัวหลังการซ้อม
───
⚠️ ทำไมนักวิ่งถึงนอนยาก
───
1️⃣ ร่างกายยัง “เปิดระบบอยู่”
การวิ่ง โดยเฉพาะวันที่หนัก
👉 กระตุ้นระบบประสาท (sympathetic)
ร่างกายยังอยู่ในโหมด
👉 “พร้อมลุย” ไม่ใช่ “พร้อมพัก”
───
2️⃣ หัวใจยังไม่ลง
ถ้าซ้อมใกล้เวลานอน
👉 heart rate ยังสูง
👉 ระบบยัง active
ทำให้หลับยาก
───
3️⃣ ฮอร์โมนเครียดค้าง
ทั้งจาก
• การซ้อม
• งาน
• ชีวิต
👉 Cortisol สูง = นอนยาก
───
4️⃣ ตื่นกลางดึกเพราะน้ำ
นักวิ่งดื่มน้ำเยอะ
👉 ถ้าดื่มใกล้เวลานอน
👉 ตื่นมาปัสสาวะ
👉 แล้วหลับต่อยาก
───
5️⃣ ตัวเหนื่อย…แต่หัวไม่หยุด
อันนี้เจอบ่อยมาก
👉 ร่างกายล้า
👉 แต่สมองยังคิด
───
🧠 สิ่งที่งานวิจัยย้ำตรงกัน
คุณภาพการนอนสำคัญไม่แพ้ปริมาณ
นักกีฬาที่นอนดี
👉 ฟื้นตัวเร็วกว่า
👉 ซ้อมได้ต่อเนื่องกว่า
👉 และมี performance ดีกว่า
ในทางกลับกัน
👉 การนอนน้อยเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บอย่างชัดเจน
───
และมีการศึกษาพบว่า
👉 การออกกำลังกายช่วยให้นอนดีขึ้นได้
แต่ถ้าซ้อมหนักใกล้เวลานอน
👉 อาจทำให้ “นอนแย่ลง” แทน
───
🟢 วิธีแก้ที่ใช้ได้จริง (ไม่ต้องพึ่งอะไรซับซ้อน)
───
🕒 1) จัดเวลาให้ร่างกายพักทัน
👉 เลี่ยงการซ้อมหนักก่อนนอน 2–3 ชั่วโมง
───
🌙 2) สร้างสัญญาณก่อนนอน
เช่น
• อาบน้ำ
• ปิดไฟ
• ลดกิจกรรม
ให้ร่างกายรู้ว่า
👉 “ถึงเวลาพักแล้ว”
───
📱 3) ลดหน้าจอ
แสงสีฟ้า
👉 รบกวน melatonin
───
🔁 4) เข้านอนให้สม่ำเสมอ
👉 ร่างกายชอบ “จังหวะที่เดิม”
───
💧 5) จัดการเรื่องน้ำ
👉 ดื่มให้พอ “ก่อน”
👉 ลดน้ำช่วงก่อนนอน
───
🧘 6) ผ่อนคลายก่อนนอน
• หายใจลึก
• ยืดเบา ๆ
ช่วยให้ระบบประสาท “ปิด”
───
💬 ส่วนใหญ่แล้ว
นักวิ่งจำนวนมาก
พยายามพัฒนา
👉 เพซ
👉 ระยะ
👉 ตารางซ้อม
แต่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป
───
👉 “การนอน”
───
🔥 ตรรกะง่ายๆ
👉 ซ้อม = ทำลาย
👉 นอน = ซ่อม
ถ้าคุณไม่ซ่อม
👉 คุณก็ไปต่อไม่ได้เต็มที่
───
❤️ สุดท้าย
วันที่คุณ
👉 นอนดีจริง ๆ
คุณจะรู้เลยว่า
👉 ร่างกายมันเบา
👉 การวิ่งมันลื่น
👉 และทุกอย่างมันง่ายขึ้น
───
บางที
สิ่งที่คุณต้องแก้
อาจไม่ใช่โปรแกรมซ้อม
แต่คือ
👉 “การนอนของคุณ”
───
🔥 ชวนคุยกันต่อ
คุณเจอปัญหาไหนมากที่สุด?
👉 หลับยาก
👉 ตื่นกลางดึก
👉 หรือนอนน้อย
แล้วคุณคิดว่าสาเหตุของคุณคืออะไร?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
───
#นักวิ่งนอนไม่หลับ
#สุขภาพการนอน
#นอนให้พอ
#ฟื้นตัวให้ดี
#วิ่งอย่างเข้าใจร่างกาย
#วิ่งให้ยั่งยืน
14/05/2026
🌧️ วิ่งหน้าฝนยังไงให้รอด
เช็คฝนยังไงก่อนออกจากบ้าน (แบบนักวิ่งต้องรู้)
ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่หน้าฝนเต็มตัว
หลายคนเจอแบบนี้แน่นอน
👉 ออกไปวิ่ง…ฝนตก
👉 หรือไม่ตกตอนออก…แต่ตกตอนกำลังวิ่ง
👉 หรือบางวัน แอปบอกไม่ตก แต่เปียกเฉย 😅
คำถามคือ
👉 เราจะเช็คยังไงให้ “แม่นขึ้น”
───
🧠 เรื่องที่ต้องเข้าใจก่อน (สำคัญมาก)
อากาศเมืองไทย โดยเฉพาะหน้าฝน
👉 “แปรปรวนมาก”
👉 ฝนอาจตกแค่บางจุด (localized)
มีคนพูดไว้ดีมากใน community นักท่องเที่ยวว่า
“ฝนอาจตกตรงนี้ แต่ขับไปไม่กี่กิโลก็ไม่ตกแล้ว”
───
👉 นี่แหละเหตุผลที่
“ดูแค่ไอคอนฝน ☔ ในแอป ไม่พอ”
───
🌧️ วิธีเช็คฝนก่อนวิ่ง (เรียงจากง่าย → แม่น)
───
🟢 1) เช็คจากแอปพื้นฐาน (Google / iPhone)
ข้อดี
👉 ดูเร็ว
👉 รู้คร่าว ๆ ได้
แต่ข้อจำกัดคือ
👉 เป็น “การพยากรณ์” ไม่ใช่ภาพจริง
───
💡 ใช้ดูแบบนี้พอ
• มี % ฝนไหม
• อีกกี่ชั่วโมงจะตก
───
🔵 2) ใช้แอปสาย “เรดาร์ฝน” (แม่นขึ้นเยอะ)
นี่คือระดับที่นักวิ่งควรใช้จริง
───
📱 ตัวอย่างแอปที่แนะนำ
• Rain Viewer
• Weather & Radar
• Thai Weather (ของกรมอุตุ)
👉 แอปพวกนี้ใช้ “เรดาร์จริง”
เช่น Rain Viewer
👉 ใช้ข้อมูลเรดาร์แบบเรียลไทม์ + อัปเดตทุกไม่กี่นาที
───
💡 ข้อดี
👉 เห็น “ฝนกำลังมา” ไม่ใช่เดา
👉 ดูทิศทางฝนได้
───
🔴 3) เช็คเรดาร์โดยตรง (แม่นสุด)
อันนี้คือระดับ “โปร”
───
👉 ดูลิงก์ เว็บไซต์ ได้จากใน Comment
───
📌 ใช้ยังไง
• ดูสีของฝน
• ดูการเคลื่อนที่ (animation)
───
💡 หลักการอ่านง่าย ๆ
• สีเขียว = ฝนเบา
• สีเหลือง/แดง = ฝนหนัก
👉 ถ้าก้อนฝนกำลัง “ไหลเข้าหาคุณ”
= อีก 10–30 นาที เตรียมเปียก
───
📍 ข้อดี
👉 แม่นระยะสั้นที่สุด
👉 เหมาะกับ “จะออกวิ่งตอนนี้เลยไหม”
───
🌏 แล้วต่างจังหวัดดูยังไง?
ถ้าไม่ได้อยู่กรุงเทพ
คุณสามารถใช้ radar แบบนี้ได้:
• คุณสามารถดูเรดาร์ของ rainviewer ได้
• หรือ radar ของ AccuWeather
───
👉 เรดาร์พวกนี้จะอัปเดตทุกไม่กี่นาที
และแสดง “ตำแหน่งฝนจริง”
───
🧠 Insight สำคัญ (โคตรสำคัญ)
👉 “พยากรณ์” = เดาอนาคต
👉 “เรดาร์” = ดูของจริงตอนนี้
───
ถ้าคุณจะออกไปวิ่ง
👉 เช็คเรดาร์ = ดีกว่าดู forecast
───
🏃♂️ เทคนิคเอาไปใช้จริง (นักวิ่งต้องรู้)
───
🟢 ก่อนออกวิ่ง
• เปิด radar ดู
• ถ้าฝนอยู่ไกล → ไปได้
• ถ้าฝนกำลังมา → รอ
───
🟡 ระหว่างวิ่ง
• ดูทิศทางเมฆ
• ลมแรง + ฟ้ามืด = สัญญาณ
───
🔴 ถ้าฝนมาแล้ว
• ลด pace
• ระวังพื้นลื่น
• หลีกเลี่ยงฟ้าผ่า (อันนี้สำคัญมาก ต้องระวัง)
───
หน้าฝน
👉 “เลี่ยงฝน 100% = เป็นไปไม่ได้”
───
แต่สิ่งที่ทำได้คือ
👉 “ลดความเสี่ยง”
───
🔥 สรุปแบบไม่ต้องคิดเยอะ
👉 ดูแอป = รู้คร่าว ๆ
👉 ดูเรดาร์ = รู้จริง
───
ถ้าคุณอยากวิ่งแบบไม่ต้องลุ้น
👉 ใช้ radar เป็นหลัก
───
❤️ สุดท้าย
การวิ่งหน้าฝน
ไม่ได้แย่เสมอไป
บางวัน
👉 วิ่งฝน = ฟีลดีที่สุดเลยก็มี 🌧️🏃♂️
───
🔥 ชวนคุยจ้าาา
คุณเคยไหม?
👉 แอปบอกไม่ตก…แต่เปียกทั้งตัว 😅
แล้วคุณใช้แอปอะไรเช็คฝน?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
───
#วิ่งหน้าฝน
#วิ่งกลางฝน
#เรดาร์ฝน
#วิ่งอย่างปลอดภัย
#ฝนตกก็วิ่งได้
#สายลุย
12/05/2026
🚨 นักวิ่งควรรู้: ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างวิ่ง…คุณช่วยชีวิตคนได้จริง
เวลาที่เราออกไปวิ่ง
เราอาจคิดถึงแค่
• เพซ
• ระยะ
• หรือสุขภาพตัวเอง
แต่ความจริงคือ
👉 คุณอาจเป็น “คนแรกในเหตุการณ์ฉุกเฉิน” ได้ทุกเมื่อ
เช่น
• นักวิ่งล้มหมดสติ
• คนในสวนวิ่งอยู่ดี ๆ หัวใจหยุด
• นักปั่นจักรยานล้มแล้วไม่หายใจ
ช่วงเวลาไม่กี่นาทีแรก
👉 “สำคัญมากที่สุด”
───
🧠 สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อน
ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest)
👉 ไม่เหมือนหัวใจวายทั่วไป
มันคือ
👉 หัวใจหยุดทำงานทันที
👉 เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง
ถ้าไม่ช่วยทัน
👉 ภายใน 4–6 นาที = สมองเริ่มเสียหาย
───
⚠️ หลักสำคัญจากแนวทาง CPR ล่าสุด
แนวทางจาก American Heart Association ย้ำว่า
👉 “ทำเร็ว > ทำสมบูรณ์แบบ”
แม้คุณจะไม่เก่ง
👉 แค่เริ่มช่วย = เพิ่มโอกาสรอดทันที
───
🫀 ขั้นตอน CPR (อัปเดตล่าสุด ใช้ได้จริง)
จำง่าย ๆ เป็นลำดับนี้
───
1️⃣ เช็คความปลอดภัยก่อน
👉 ดูรอบตัวก่อนว่า “ปลอดภัยไหม”
• รถ
• พื้นลื่น
• สภาพแวดล้อม
───
2️⃣ เช็คการตอบสนอง
👉 ตบไหล่เบา ๆ แล้วเรียก
“โอเคไหมครับ!”
───
3️⃣ เช็คการหายใจ
👉 ดูหน้าอกขึ้นลง
ถ้า
• ไม่หายใจ
• หรือหายใจเฮือก ๆ
👉 ให้ “คิดว่าไม่หายใจ”
───
4️⃣ เรียกขอความช่วยเหลือทันที
👉 โทร 1669 (ประเทศไทย)
👉 หรือให้คนรอบข้างโทร
และ
👉 หา AED (เครื่องกระตุกหัวใจ)
───
5️⃣ เริ่มกดหน้าอกทันที (สำคัญที่สุด)
👉 วางมือกลางอก (กึ่งกลางหน้าอก)
👉 กดลงแรง ๆ และเร็ว
───
🎯 มาตรฐานที่ถูกต้อง
• ความเร็ว: 100–120 ครั้ง/นาที
• ความลึก: ประมาณ 5–6 ซม.
• ปล่อยให้หน้าอกเด้งกลับทุกครั้ง
👉 ห้ามกดเบา ให้กดแรงๆลึกๆ
👉 ห้ามหยุดนาน
───
6️⃣ ถ้าทำเป็น → ทำ 30:2
👉 กด 30 ครั้ง
👉 เป่าปาก 2 ครั้ง
แต่ถ้า “ไม่มั่นใจหรือไม่สะดวกใจที่จะเป่าปาก”
👉 กดอย่างเดียว (Hands-only CPR) ได้เลย
───
7️⃣ ใช้ AED ทันทีถ้ามี
👉 เปิดเครื่อง
👉 ทำตามเสียงแนะนำ
แล้ว
👉 กลับมาทำ CPR ต่อทันที
───
⚠️ สิ่งที่สำคัญมาก (จำให้ขึ้นใจ)
• อย่ารอ
• อย่ากลัวทำผิด
• อย่าคิดว่า “เดี๋ยวมีคนอื่นช่วย”
───
เพราะความจริงคือ
👉 คนแรกในเหตุการณ์ = โอกาสรอดของผู้ป่วย
───
🧠 ความผิดพลาดที่เจอบ่อย
• กดเบาเกิน
• กดช้าเกิน
• หยุดบ่อย
• มัวแต่เช็คชีพจรนานเกิน
───
แนวทางใหม่บอกชัดว่า
👉 “เริ่มกดเลย ดีกว่ารอ”
───
🏃♂️ แล้วเกี่ยวอะไรกับนักวิ่ง?
คุณคือคนที่
👉 อยู่ในพื้นที่สาธารณะ
👉 เห็นเหตุการณ์ก่อนใคร
👉 และมีสภาพร่างกายพร้อมช่วย
───
พูดง่าย ๆ
👉 คุณอาจเป็น “คนที่ช่วยชีวิตได้”
───
เราอาจวิ่งเพื่อสุขภาพตัวเอง
แต่วันหนึ่ง
👉 ความรู้เล็ก ๆ นี้
อาจช่วย “ชีวิตคนอื่น”
───
📌 เอาให้จำง่ายที่สุด
ถ้าเจอคนหมดสติ
👉 ไม่ตอบสนอง
👉 ไม่หายใจ
ให้ทำ 3 อย่างนี้ทันที
👉 โทร 1669
👉 กดหน้าอก
👉 หา AED
───
❤️ สุดท้าย
คุณไม่ต้องเป็นหมอ
คุณไม่ต้องเก่ง
แค่คุณ
👉 “กล้าลงมือ”
ก็เพียงพอแล้ว
───
🔥 ชวนคุยท้ายห้อง
คุณเคยเรียน CPR มั้ย?
👉 เคย / ไม่เคย
แล้วถ้าเจอสถานการณ์จริง
👉 คุณมั่นใจแค่ไหนว่าจะช่วย?
—
Zone 2 Runners Thailand
Run slow. Run smart. Run long.
───
#ปฐมพยาบาล
#ช่วยชีวิต
#นักวิ่งต้องรู้
#วิ่งอย่างปลอดภัย
#วิ่งเพื่อสุขภาพ
#ชีวิตสำคัญ
#ช่วยชีวิตคน
#ความรู้ที่ต้องมี
#ออกกำลังกายอย่างปลอดภัย
11/05/2026
🚑 Safety First — เพราะความปลอดภัยของสมาชิก คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด 💚
ทีม Z2 Pacer Team ได้เข้ารับการอบรมการทำ CPR ❤️🩹 การใช้เครื่อง AED รวมถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการรับมือภาวะฉุกเฉินสำหรับนักวิ่ง เพื่อยกระดับความพร้อมในการดูแลสมาชิกทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ
เราเชื่อว่า “การออกกำลังกายที่ดี” ต้องอยู่บนพื้นฐานของ “ความปลอดภัย”
และทุกก้าวที่สมาชิกออกมาวิ่งกับเรา ควรเต็มไปด้วยความมั่นใจ อบอุ่น และปลอดภัยเสมอ ✨
🙏 ขอขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการบริษัท Promedic Thailand
ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถพยาบาล อุปกรณ์กู้ชีพและกู้ภัยชั้นนำของประเทศไทย🚑
ขอบคุณ “อาจารย์จอร์จ” สำหรับการถ่ายทอดความรู้ด้านการกู้ชีพและการรับมือภาวะฉุกเฉินให้กับทีมงานของเราอย่างเข้มข้น🙇🏻♂️
Z2 ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การวิ่งให้ไกลขึ้นหรือเร็วขึ้น
แต่เรามุ่งมั่นที่จะสร้าง Community ที่ทุกคน “ดูแลสุขภาพไปด้วยกันอย่างปลอดภัย” 🏃🏻♂️💚
#นักวิ่ง
#กู้ชีพ
#กู้ภัย
10/05/2026
งานจบแล้ว แต่ความทรงจำยังอยู่..😂
#นักวิ่งมือใหม่ #วิ่งเพื่อสุขภาพ #นักวิ่ง #ศิริราชเดินวิ่งครั้งที่18 #ศิริราชเดินวิ่ง #ศิริราช