CO-HAND

CO-HAND

แชร์

Personalized Healing : Experience Tailored
www.cohandasia.com

14/06/2026

🎯 “เวียนหัวเหมือนกัน แต่ต้นเหตุอาจคนละโรค”

หลายคนเจอคนไข้ที่บอกแค่ว่า

“หมุนครับ”
“มึนหัวค่ะ”
“โคลงเคลงเหมือนจะล้ม”
“ตรวจหินปูนแล้วไม่เจอ แต่ยังเวียนอยู่”

แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

-ถ้า Dix-Hallpike ปกติ จะคิดต่ออย่างไร?
-ถ้าไม่ใช่ BPPV ยังมีโรคอะไรที่ต้องนึกถึง?
-ทำไมบางคนทำ Canalith Repositioning แล้วอาการไม่หาย?
-ทำไมบางคนตรวจทุกอย่างปกติ แต่ยังเวียนศีรษะอยู่ทุกวัน?

Vestibular Rehabilitation ไม่ได้มีแค่การทำ Exercise หรือรักษาตะกอนหินปูน

แต่คือการเข้าใจว่า

🔹 อาการเวียนศีรษะแต่ละแบบต่างกันอย่างไร
🔹 หูชั้นใน ตา คอ และสมองทำงานร่วมกันอย่างไร
🔹 คนไข้กำลังอยู่ในกลุ่ม BPPV, Vestibular Migraine, PPPD, Cervicogenic Dizziness หรือ Vestibular Hypofunction กันแน่
🔹 ปัจจัยอย่าง Vitamin D, การนอน, ความเครียด, อาหาร และพฤติกรรม ส่งผลต่ออาการมากแค่ไหน
🔹 ควรตรวจอะไรเพิ่ม และควรส่งต่อเมื่อไร

📚 : Vestibular Rehabilitation Essentials
เปิดมิติการวิเคราะห์อาการเวียนศีรษะอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

✅ แยกอาการเวียนศีรษะอย่างเป็นระบบ

* BPPV
* Vestibular Migraine (VM)
* PPPD
* Cervicogenic Dizziness
* Vestibular Hypofunction
* Central Vestibular Disorders

✅ เข้าใจ Vestibular Anatomy แบบใช้งานได้จริง

✅ เข้าใจ Motion Sensitivity, Visual Dependence และ Central Compensation

✅ เรียนรู้ปัจจัยที่ส่งผลต่ออาการเวียนศีรษะที่มักถูกมองข้าม

✅ ซักประวัติและวิเคราะห์เคสได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น

✅ อธิบายอาการให้คนไข้เข้าใจได้ง่ายขึ้น


🗓 วันที่ 1 กรกฎาคม 2569

⏰ เวลา 18.00 – 21.00 น.

📍 Online ผ่าน Zoom

💰 ราคา 300 บาท (Live Workshop)

🎥 ราคา 500 บาท (Live + ดูย้อนหลัง 1 เดือนครับ )

❌ ไม่รับคะแนน CTCP

📝 สมัครได้ที่
https://forms.gle/oCRwyhvWx9XTqAAz7

เพราะคำว่า “เวียนหัว” เป็นเพียงอาการ

แต่การรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจว่า คนไข้กำลังเวียนหัวจากอะไร

แล้วมาเรียนรู้วิธีคิด วิเคราะห์ และอธิบายอาการอย่างเป็นระบบไปด้วยกันครับ 😊

12/06/2026

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้

บริษัท โคแฮนด์เอเซีย จำกัด

11/06/2026

มาแชร์เคส ปวดคอร่วมกับเวียนศีรษะ 1 เดือนกว่า จนรบกวนการออกกำลังกาย
ที่ไม่ได้คอเสื่อมชัดเจน หาสาเหตุไม่ได้สักที

ผู้ชาย อายุ 37 ปี เป็น Ux/UI designer
อยู่กับจอคอมค่อนข้างนานวันละ 6-7 ชั่วโมง

เข้ามาพบกายภาพบำบัดด้วยอาการ

-ปวดคอแบบตื้อ ๆ
-เวียนศีรษะเป็น ๆ หาย ๆ
-เวลามีอาการจะเวียนต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมง
-ยิ่งปวดคอ อาการเวียนยิ่งมากขึ้น
-เงยคอ หันคอ หรือออกกำลังกาย จะกระตุ้นอาการได้ชัดเจน
-บางช่วงมึนมากจนรู้สึกภาพเบลอ
-มีอาการตึงบริเวณรอบดวงตาและกระบอกตา

อาการทั้งหมดเป็นต่อเนื่องมาประมาณ 1 เดือนกว่า

สิ่งสำคัญของเคสนี้คือ
ผู้ป่วยไม่ได้มาด้วยอาการ ปวดคอ เพียงอย่างเดียวแต่มีอาการ เวียนศีรษะร่วมด้วย

ซึ่งอาการเวียนศีรษะสามารถเกิดได้จากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น

- ระบบหูชั้นใน
- ระบบประสาทส่วนกลาง
- ระบบหลอดเลือด
- ไมเกรน
- ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณคอ

ดังนั้นขั้นตอนแรกจึงไม่ใช่การรักษา
แต่เป็นการคัดกรองสาเหตุที่อาจเป็นอันตรายก่อน

Clinical Reasoning: เริ่มจากตัดโรคที่ต้องระวังออกก่อน

1. คัดกรองภาวะหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังไม่เพียงพอ (Vertebrobasilar Insufficiency : VBI)

มีการซักประวัติกลุ่มอาการที่เรียกว่า
5D + 3N ประกอบด้วย
-Dizziness (เวียนศีรษะ)
-Diplopia (เห็นภาพซ้อน)
-Dysarthria (พูดไม่ชัด)
-Dysphagia (กลืนลำบาก)
-Drop Attack (อยู่ดี ๆ ขาอ่อนแรงล้มลง)
-Nausea (คลื่นไส้)
-Numbness (ชาหรือสูญเสียความรู้สึก)
-Nystagmus (ตากระตุกผิดปกติ)

จากการซักประวัติ
ไม่พบอาการผิดปกติในกลุ่มดังกล่าว พบแค่เวียนศีรษะ

จึงมีโอกาสน้อยที่จะเกี่ยวข้องกับระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง

2. คัดกรอง BPPV (โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน)

ผู้ป่วยไม่มีอาการ

- เวลาลุกจากเตียง
- เวลาลงนอน
- เวลาพลิกตัวบนเตียง
- แล้วเขามึนเป็นชั่วโมง

ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยใน BPPV

จึงทำให้โอกาสของโรคนี้ลดลง

3. คัดกรอง Vestibular Migraine

จากการซักประวัติ

- ไม่มีประวัติไมเกรน
- ไม่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นไมเกรน
- ไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน เช่น แสง เสียง หรือกลิ่น

จึงยังไม่สนับสนุนการวินิจฉัย Vestibular Migraine ในเคสนี้

ตรวจร่างกายกันครับ
1. Vertebral Artery Test : Negative
คือจากการตรวจเบื้องต้น ยังไม่พบสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากปัญหาหลอดเลือดบริเวณคอ

2. Cervical Instability Test : Negative ไม่พบภาวะความมั่นคงของกระดูกคอผิดปกติ ไม่พบว่ากระดูกคอมีความหลวม

หลังผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ความเป็นไปได้เริ่มโน้มไปทาง Cervicogenic Dizziness

หรืออาการเวียนศีรษะที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของคอ

เนื่องจาก

- อาการเวียนสัมพันธ์กับอาการปวดคอ
- เงยคอหรือหันคอแล้วอาการเพิ่มขึ้น
- ไม่เข้าได้กับ BPPV
- ไม่เข้าได้กับ Vestibular Migraine
- ไม่พบสัญญาณเตือนของ VBI

การรักษา
1. เราเริ่มทำ
SNAG Technique บริเวณ C2
เริ่มทำ Sustained Natural Apophyseal Glide (SNAG)
บริเวณกระดูกคอระดับ C2
ขณะให้ผู้ป่วยเงยคอ

ปรากฏว่าอาการเกิดขึ้นทันที
ทั้งปวดคอและ มึนศีรษะ

จึงคงแรงไว้ในตำแหน่งดังกล่าว และค่อย ๆ ทำ glide อย่างต่อเนื่อง

2. SNAG with Cervical Rotation

เมื่อให้ผู้ป่วยหันคอพบว่า การหันซ้ายกระตุ้นอาการได้มากกว่าด้านขวา

จึงทำการปรับเทคนิคเพิ่มเติมบริเวณ transverse process ของ C1

เพื่อช่วยลดแรงกดและปรับการเคลื่อนไหวของข้อต่อส่วนบนของคอ

3.Facet Joint Mobilization

ต่อเนื่องด้วยการ mobilization แบบนเบาบริเวณ facet joint ของ C2

เพื่อช่วยลดความตึงและเพิ่มคุณภาพการเคลื่อนไหวของกระดูก

หลังจบการรักษาพบว่า

- รู้สึกตาสว่างขึ้น
- อาการมึนศีรษะลดลงชัดเจน
- ความรู้สึกโคลงเคลงลดลง

แต่อาการปวดคอยังคงเหลืออยู่บางส่วนซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของ Cervicogenic Dizziness ที่มักมีต้นเหตุจากระบบคอร่วมด้วย

จากข้อมูลทั้งหมด

เคสนี้มีแนวโน้มสอดคล้องกับ
Cervicogenic Dizziness
อาการเวียนศีรษะที่มีความสัมพันธ์กับระบบกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ และระบบรับรู้ตำแหน่งของคอ

จริงเริ่มวางแผน การฝึกฟื้นฟู
Rehabilitation Plan

Phase 1 : ลดภาระที่ส่งมาถึงกระดูกคอ
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากคอเพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจากการจัดวางร่างกายทั้งระบบ
ดังนั้นเราจะประเมินและแก้ไขปัจจัยที่อาจเพิ่มภาระให้คอ เช่น

-แนวกระดูกสันหลัง
-การทำงานของสะบัก
-ความยาวขาที่ไม่สมดุล
-การลงน้ำหนักเท้า
-การเคลื่อนไหวของสะโพกและขา

เมื่อร่างกายรับน้ำหนักได้สมดุลขึ้น
คอก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเกินไปตลอดเวลา

Phase 2 : ฟื้นฟูระบบประสาทและกล้ามเนื้อควบคุมคอ

งานวิจัยหลายฉบับพบว่า ผู้ที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง หรือมีภาวะคอเสื่อม

มักมีความผิดปกติของระบบควบคุมการเคลื่อนไหวคอ

รวมถึงการรับรู้ตำแหน่งของคอ (Cervical Proprioception)

โปรแกรมฝึกจึงประกอบด้วย

-Chin Tuck Training
-กระตุ้นกล้ามเนื้อคอชั้นลึก (Deep Neck Flexors)
-BlazePod Training
ฝึกการตอบสนองและการควบคุมการเคลื่อนไหวร่วมระหว่างตา ศีรษะ และร่างกาย
-Iron Neck Training
-เสริมความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อคอ
-Cervical Proprioception Training
-ฝึกการรับรู้ตำแหน่งคอ เช่นหลับตา
หันคอไปด้านต่าง ๆ และกลับมาหาตำแหน่งเดิมให้แม่นยำ

เพื่อให้สมองรับข้อมูลจากคอได้ถูกต้องมากขึ้น

สรุป
อาการเวียนศีรษะไม่ได้เกิดจากหูชั้นในเสมอไป

ในบางคน คอ อาจเป็นแหล่งกำเนิดของอาการได้เช่นกัน

โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมกันระหว่าง

✅ ปวดคอ

✅ มึนศีรษะ

✅ อาการเพิ่มขึ้นตามการเคลื่อนไหวของคอ

การตรวจแยกสาเหตุอย่างเป็นระบบ จึงเป็นหัวใจสำคัญก่อนเริ่มรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงกับสาเหตุของอาการมากที่สุดครับ

✨ 1% ของการปรับแก้ = 99% ของการเปลี่ยนแปลง ✨
#รักษาที่ต้นเหตุ
#สุขภาพไม่มีคำว่าแพง

📞 Contact:
📱 Phone: 064 229 7991
💬 Inbox: m.me/337742299412608
📲 Line: https://lin.ee/pwqTVTJ
🏥 Co-hand Physical Therapy Clinic
#รักษาที่ต้นเหตุ
#กระดูกสันหลังคด #สุขภาพดีด้วยตัวคุณเอง

07/06/2026

🩻 MRI เจอหมอนรองกระดูก L4-L5 ปวดร้าวลงขา ไม่หายสักที… จำเป็นต้องผ่าตัดไหม?

เคสนี้เข้ามาด้วยอาการปวดหลังร่วมกับเจ็บร้าวลงขาซ้ายมานานกว่า 10 ปี อาการเป็นๆ หายๆ มาโดยตลอด แม้จะเคยดีขึ้นในบางช่วง แต่สุดท้ายก็กลับมาเป็นซ้ำอีก

⚠️ ช่วงแรกอาการจะชัดเจนเวลานั่งนาน ไอ หรือจาม ปวดมากจนขยับตัวลำบาก แต่ปัจจุบันอาการเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเดินได้ไม่ถึง 20 นาที ก็เริ่มมีอาการปวดจนต้องนั่งพัก

📋 ประวัติผู้ป่วย
⁃ เคสชายอายุ 40+
⁃ อาชีพ: เจ้าของธุรกิจ
⁃ BMI: ปกติ
⁃ ลักษณะการทำงาน: นั่งนาน ลุกเดินบ้างเล็กน้อย
⁃ MRI finding: พบ Herniated Disc ระดับ L4-L5

😰 หลังทราบผล MRI ผู้ป่วยมีความกังวลว่าตัวเองอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

แต่สิ่งแรกที่เราทำ ไม่ใช่การรักษาทันที

💡 เพราะภาพ MRI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลเท่านั้น

หลายคนสามารถพบ Herniated Disc จาก MRI ได้โดยที่ไม่มีอาการใดๆ เลย ในขณะที่บางคนมีอาการปวดมาก แต่ความรุนแรงของภาพ MRI ไม่ได้มากอย่างที่คิด

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการหาความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาพที่เห็น” กับ “อาการที่เกิดขึ้นจริง”

🔍 เราจึงเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อหาว่าต้นตอของอาการปวดร้าวลงขาในเคสนี้มาจากอะไร

📍 Physical Examination
1. Postural Assessment
⁃ Forward Head Posture
⁃ Rounded Shoulder
⁃ Decreased Lumbar Lordosis
⁃ Knock Knee
⁃ Right Hip Internal Rotation
2. Movement Loss
⁃ Full ROM
3. Repetitive Movement Testing
⁃ No sign of Discogenic Pain
⁃ ไม่สามารถกระตุ้นอาการปวดร้าวหรือชาร้าวได้
4. Provocation Test of Piriformis
⁃ Negative
5. Provocation Test of SI Joint
⁃ Negative
6. PAIVM
⁃ Hypomobility at L4-L5 and L5-S1

⏳📝 จากการตรวจร่างกาย ไม่พบ Red Flags หรือข้อบ่งชี้ที่ต้องส่งต่อเพื่อการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

รวมถึงไม่พบข้อมูลที่สนับสนุนว่าอาการปวดร้าวลงขาในปัจจุบันเกิดจากการกดทับของหมอนรองกระดูกโดยตรง

ดังนั้นคำถามต่อมาคือ…

“ถ้าไม่ใช่หมอนรองกระดูก แล้วอาการที่เกิดขึ้นมาจากอะไร?”

🏃‍♂️ เราเลยประเมินคุณภาพการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมด้วย Functional Movement Screening (FMS)

Deep Squat: Grade 1
⁃ จำกัดการเคลื่อนไหวของข้อเท้า
⁃ Knee Valgus
⁃ ไม่สามารถ Squat ได้สุดช่วงการเคลื่อนไหว

Inline Lunge: Grade 2
⁃ Poor Dynamic Stability

Rotary Stability: Grade 2
⁃ Poor Core Stability

📊 ผลการตรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ MRI จะพบ Herniated Disc แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันกลับเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว การควบคุมแกนกลางลำตัว และการทำงานร่วมกันของร่างกายมากกว่า

🎯 แนวทางการรักษาของ CO-HAND

เราเลือกเริ่มต้นด้วยการรักษาที่เน้นการแก้ไขการทำงานของร่างกาย ใช้เครื่องมือเท่าที่จำเป็น ไม่ได้รักษาเฉพาะจุดที่ปวดเพียงอย่างเดียว

📝 Mobilization with Movement
ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของ Segment ที่มีภาวะ Hypomobility บริเวณ L4-L5 และ L5-S1

📝 Myofascial Release
ลดความตึงของกล้ามเนื้อและ Fascial Sling ที่มีผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหว

📝🏋🏻‍♀️ Corrective Exercise
ออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลจากผลการตรวจร่างกาย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

📝🏋🏻‍♀️Progressive Strength Training
เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของร่างกายโดยรวม เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ

📅 Rehab Timeline
🔺Week 1-3
⁃ ลดอาการปวดและความตึง
⁃ เรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวของตนเอง

🔺Week 4-6
⁃ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
⁃ ฝึก Motor Control
⁃ ปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

🔺Week 7-12
Progressive Strengthening
เพิ่ม Functional Capacity
กลับไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมได้ตามเป้าหมาย

🧠 Case Reflection
“สิ่งที่น่าสนใจในเคสนี้คือ MRI พบ Herniated Disc จริง”

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติ อาการ และผลการตรวจร่างกาย กลับไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากหมอนรองกระดูกเพียงอย่างเดียว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการรักษาไม่ควรอ้างอิงจาก MRI เพียงอย่างเดียว

แต่ต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่วมกันเสมอ

💭 การพบหมอนรองกระดูกปลิ้นใน MRI ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่าตัดทุกคน

และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าการผ่าตัดเป็นเรื่องไม่ดี

การผ่าตัดยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน หรือมีเป้าหมายในการรักษาที่แตกต่างกัน

🤎 สุดท้ายแล้ว
“เราไม่ได้รักษาภาพ MRI แต่เรากำลังรักษาคนที่อยู่หลังภาพนั้น”

เพราะการตัดสินใจรักษาที่ดี ควรอ้างอิงจากอาการจริง การตรวจร่างกายจริง และเป้าหมายการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคน มากกว่าการดูภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

✨ “เราไม่ได้รักษาหมอนรองกระดูกในภาพ MRI เรากำลังรักษาคนที่อยากกลับไปใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ”

#รักษาที่ต้นเหตุ
#1เปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้99เปอร์เซ็นต์เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺



🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7

🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic

#ปวดหลัง #ปวดสะโพก #หมอนรองปลิ้น

06/06/2026

MRI บอกว่า หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท อย่าเพิ่งตกใจ อาจไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ ตรวจคัดแยกก่อน

ถ้า MRI เขียนว่า

“Disc bulge causing central canal narrowing without nerve root compromise”

หรือหมอบอกว่า

“คุณมีหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท”

สิ่งแรกที่หลายคนรู้สึกคือ ความกลัว

-กลัวต้องผ่าตัด
-กลัวเส้นประสาทเสีย
-กลัวแขนอ่อนแรง
-กลัวว่าถ้ารักษาช้า จะกลับมาไม่เหมือนเดิม

แต่ในมุมของ CO-HAND อยากให้เข้าใจก่อนว่า

MRI เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ MRI ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย

เพราะการวินิจฉัยภาวะรากประสาทคอถูกกดทับ (Cervical Radiculopathy) ไม่ได้อาศัยภาพ MRI เพียงอย่างเดียว

ต้องดูร่วมกันทั้ง

-ประวัติอาการ
-รูปแบบการปวดร้าว
-การตรวจแรงกล้ามเนื้อ
-การตรวจความรู้สึก
-การตรวจรีเฟล็กซ์
📚 มีงานวิจัยสนับสนุนเรื่องนี้โดยตรง

Clinical evaluation versus magnetic resonance imaging findings in patients with radicular arm pain—A pragmatic study

Health Science Reports. 2022;5(3):e589.

งานวิจัยพบว่า
ผล MRI และอาการจริงของผู้ป่วยไม่ได้ตรงกันเสมอไป

ดังนั้นการตรวจทางคลินิกจึงยังมีความสำคัญมากในการตัดสินใจรักษา

เคสตัวอย่างจาก CO-HAND

หญิงวัยทำงาน อายุ41 มีอาการปวดคอร่วมกับชาร้าวลงแขนซ้ายประมาณ 1 เดือน

ทำ MRI แล้วพบว่า มีหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท และมีการวางแผนนัดผ่าตัด

แต่ผู้ป่วยต้องการหาทางเลือกอื่นก่อน เนื่องจากไม่อยากรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดและกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เมื่อตรวจคัดแยกเพิ่มเติม พบว่า
-ยังนั่งทำงานได้
-อาการหลักเป็นปวดรำคาญ
-ไอหรือจามไม่ได้ทำให้อาการแย่ลงมาก
-ไม่มีอ่อนแรง
-ไม่มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ

จึงยังไม่พบสัญญาณอันตรายที่ต้องส่งต่อเร่งด่วน

แนวทางรักษาเคสนี้เราใช้ McKenzie Extension Principle ร่วมกับการทำ Overpressure

ผลที่พบคือ

✅ เกิด Centralization

อาการชาลดระยะลง

จากเดิมชาลงไปถึงนิ้วมือ
หลังการรักษาเหลือเพียงบริเวณหัวไหล่
ซึ่งถือเป็นสัญญาณทางคลินิกที่ดี
เพราะอาการเริ่มถอยกลับเข้าหาศูนย์กลางมากขึ้น

ทำไมต้องตรวจคัดแยกก่อน?

ที่ CO-HAND เราจะประเมินอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

1. อาการร้าวลงแขน “ตรงแนวเส้นประสาท” จริงหรือไม่

ภาวะ Cervical Radiculopathy มักมีอาการ

-ปวดจากคอร้าวไปไหล่
-ร้าวลงแขน
-ร้าวไปมือหรือนิ้วมือ
-มักเกิดเพียงข้างเดียว

สิ่งที่ต้องดูเพิ่มเติม

- ร้าวไปนิ้วไหน
- ท่าไหนกระตุ้นอาการ
- เงยคอแล้วร้าวไหม
- หันคอแล้วร้าวไหม
- ยกแขนแล้วเปลี่ยนแปลงอย่างไร

เพราะหากอาการไม่ตรงแนวเส้นประสาทอาจต้องคิดถึงสาเหตุอื่น เช่น
ปัญหาข้อไหล่ กล้ามเนื้อ เส้นประสาทส่วนปลาย และการเคลื่อนไหวของสะบัก

2. มีอาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติจริงหรือไม่

อาการที่พบได้ เช่น ชา เสียวแปล๊บ
ไฟช็อต ความรู้สึกเปลี่ยนไป

แต่ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

-ชาเป็นแนวหรือไม่
-ชาเฉพาะนิ้วไหน
-ชาตลอดเวลาหรือเป็นบางท่า
-อาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

เพราะคำว่า “ชา”

ไม่ได้แปลว่ามาจากคอเสมอไป

3. มีอ่อนแรงจริงหรือไม่

นี่เป็นจุดที่ CO-HAND ให้ความสำคัญมาก

เพราะอาการปวดอาจรุนแรงได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ แรงกล้ามเนื้อที่ลดลงและแย่ลงเรื่อย ๆ

สิ่งที่ต้องตรวจ เช่น

- ยกแขนได้เท่ากันหรือไม่
- งอศอกได้ดีหรือไม่
- เหยียดศอกได้ดีหรือไม่
- กระดกข้อมือได้หรือไม่
- กำมือได้แน่นหรือไม่
- นิ้วมือทำงานปกติหรือไม่
- จับของหล่นง่ายขึ้นหรือไม่

ในภาวะรากประสาทคอถูกกดทับ
อาจพบกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมกับรีเฟล็กซ์ลดลงได้

4. รีเฟล็กซ์เปลี่ยนไปหรือไม่

รีเฟล็กซ์เปรียบเสมือน

🚦 สัญญาณไฟของระบบประสาท
หากรีเฟล็กซ์สองข้างไม่เท่ากัน หรือด้านที่มีอาการลดลง

อาจช่วยบอกได้ว่ารากประสาทระดับใดกำลังถูกรบกวน ตัวอย่างที่นิยมตรวจ

- Biceps Reflex
- Brachioradialis Reflex
- Triceps Reflex

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้เราไม่ตัดสินจาก MRI เพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าระบบประสาททำงานผิดปกติจริงหรือไม่

5. มีสัญญาณอันตรายที่ควรส่งต่อหรือไม่

นี่คือส่วนสำคัญที่สุดของการคัดแยก

หากพบอาการเหล่านี้ ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมโดยเร็ว

🚩 แขนอ่อนแรงมากขึ้น

🚩 มือเริ่มใช้งานไม่คล่อง

🚩 เดินเซ หรือทรงตัวแย่ลง

🚩 มีอาการทั้งสองข้าง

🚩 ปวดรุนแรงไม่ดีขึ้น

🚩 มีไข้ น้ำหนักลด หรือเหงื่อออกกลางคืน

🚩 มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ

งานทางคลินิกระบุว่า

หากเริ่มมีอาการที่สงสัยการกดทับไขสันหลัง (Cervical Myelopathy)

ควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว

สรุปแบบ CO-HAND

📸 MRI บอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคอ

🧠 แต่การตรวจคัดแยกบอกว่าควรดูแลอย่างไร

ดังนั้นถ้า MRI พบการกดทับ

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าต้องผ่าตัดเสมอไป

และอย่าเพิ่งตัดสินว่าอาการทั้งหมดมาจากภาพ MRI เพียงอย่างเดียว

เพราะเป้าหมายของการรักษาที่ดี ไม่ใช่แค่ลดปวดชั่วคราว

แต่คือการรู้ว่า เคสนี้สามารถฟื้นฟูต่อได้หรือไม่หรือควรส่งต่อเพื่อความปลอดภัยเมื่อใด

✨ 1% ของการปรับแก้ = 99% ของการเปลี่ยนแปลง ✨
#รักษาที่ต้นเหตุ
#สุขภาพไม่มีคำว่าแพง

📞 Contact:
📱 Phone: 064 229 7991
💬 Inbox: m.me/337742299412608
📲 Line: https://lin.ee/pwqTVTJ
🏥 Co-hand Physical Therapy Clinic
#รักษาที่ต้นเหตุ
#กระดูกสันหลังคด #สุขภาพดีด้วยตัวคุณเอง

Photos from CO-HAND's post 03/06/2026

มาอัปเดตความรู้ แล้วกลับไปรักษาคนไข้กันครับ 🎯

และแอบรู้สึกเหมือนได้มางาน Fan Meet กับ Professor Herman Kingma 😆 อ่านงานวิจัยของท่านมา จนวันนี้ได้เจอท่านแล้วครับ

กับงาน Rama Vertigo Masterclass: Approach to Acute, Episodic & Chronic Dizziness วันที่ 14–15 พฤษภาคม 2569

ขอขอบพระคุณทีมอาจารย์จากหน่วยโสตและโสตประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สำหรับองค์ความรู้ที่เข้มข้นและอัปเดตมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่อง Vestibular Disorders ที่พวกเรานักกายภาพนำไปใช้กับคนไข้ได้จริงในคลินิกครับ

ทางผมจะสรุปประเด็นสำคัญให้ครับ
1. BPPV ไม่ได้มีแค่ Epley แล้วจบ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจมากคือ
การรักษา Apogeotropic Horizontal Canal BPPV ปัจจุบันมีการพูดถึงการลดโอกาสเกิด Canal Switch มากขึ้นคือการหมุนแล้วตะกอนหลุดไปอีก canal

โดยเริ่มมีการเลือกใช้
✅ Kim Maneuver
✅ Zuma Maneuver

แทนการใช้ Barbecue Roll และGufoni ในบางกรณีเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จและลดการเปลี่ยน canal ระหว่างการรักษา

2.🤔 ทำไมคนไข้บางคนประวัติชัดว่าเป็น BPPV แต่ Dix-Hallpike ไม่ขึ้น?
นี่เป็นประเด็นที่ผมชอบมากที่สุดในงานสมัยก่อนเราคุ้นเคยกับสูตร เวียนหัวตอนพลิกตัว ทำ Dix-Hallpike positive เกิด Posterior Canal BPPV
แต่ในชีวิตจริงมีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่

✅ เวียนหัวตอนพลิกตัว
✅ เวียนหัวตอนลุกจากเตียง
✅ ประวัติเหมือน BPPV ทุกอย่าง

❌ แต่ Dix-Hallpike กลับไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อย

หลายครั้งเราอาจสรุปว่า “ไม่น่าใช่ BPPV” แต่จริง ๆ แล้วอาจยังเป็น BPPV อยู่ เพียงแต่เศษหินไม่ได้อยู่ตำแหน่งมาตรฐาน

Posterior Canal BPPV อาจมีได้หลาย Variant นอกจาก Typical Posterior Canal BPPV แล้ว ยังมี

🔹 Apogeotropic PC-BPPV
🔹 Short-arm Canalolithiasis
🔹 Heavy Cupula / Cupulolithiasis
🔹 Scocco Variant

ซึ่งแต่ละแบบให้ Nystagmus แตกต่างกันและอาจทำให้ Dix-Hallpike ดูเหมือน Negative ได้

Clinical Pearl ที่น่าสนใจมาก
ถ้า Dix-Hallpike Negative
แต่อาการคนไข้ยังเหมือน BPPV มาก
อย่าเพิ่งหยุดแค่ Hallpike ให้สังเกต

# Sitting-Up Nystagmus
ถ้ามี 🔥 Upbeat Torsional Nystagmus ตอนลุกกลับมานั่ง
ให้คิดถึง
- Short-arm Canalolithiasis
- Heavy Cupula
- Scocco Variant

# Half-Hallpike มีไว้หาอะไร?
หลายคนไม่ค่อยใช้ แต่ในแนวคิดใหม่นี้
Half-Hallpike กลายเป็ “Lateralizer”
ช่วยบอกว่า Posterior Canal ข้างไหนกำลังถูกกระตุ้น

# Nose-Down มีไว้ทำอะไร?
ใช้แยก Short-arm ออกจาก Heavy Cupula ถ้า
✅ Nose-down Negative คิดถึง Short-arm แต่ถ้า
✅ Persistent Downbeat Nystagmus คิดถึง Heavy Cupula

สรุปบางครั้ง “Dix-Hallpike Negative” ไม่ได้แปลว่า
“ไม่ใช่ BPPV” โดยเฉพาะในคนไข้ที่ประวัติชัดมาก การสังเกต Sitting-Up Nystagmus, Half-Hallpike และ Nose-Down อาจช่วยให้เราไม่พลาดการวินิจฉัยครับ

3. 🚶‍♂️ Bilateral Vestibulopathy ไม่ได้แค่เวียนหัว อีกหัวข้อที่เปิดมุมมองมากคือ Bilateral Vestibulopathy
ซึ่งอาการหลักของคนไข้จำนวนมาก
ไม่ใช่ “เวียนหัว”แต่เป็น “ระบบรับรู้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวเสีย”
คนไข้มักจะบอกว่า

✅ เดินไม่มั่นคง
✅ กลางคืนเดินลำบาก
✅ หลับตาอาบน้ำแล้วเซ
✅ เดินบนหญ้าหรือพื้นขรุขระแล้วโคลง
✅ ต้องจับราวบันได
✅ เวลาเดินแล้วภาพสั่น

อาการที่ควรนึกถึง BVL

Oscillopsiaคนไข้มักเล่าว่า
-เวลาเดินแล้วภาพสั่น
-อ่านป้ายตอนเดินไม่ได้
-ต้องหยุดก่อนถึงจะมองชัด
ซึ่งเกิดจาก Vestibulo-Ocular Reflex (VOR) ทำงานได้ไม่ดี
-Worse in Darkness อาการแย่ลงมากในที่มืดเพราะผู้ป่วยสูญเสียข้อมูลจาก Vestibular ทั้งสองข้าง จึงต้องพึ่งสายตาอย่างมาก
-Uneven Ground เดินบนพื้นหญ้า ทราย หรือพื้นขรุขระได้แย่กว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน

สรุปClinical Pearl
ถ้าคนไข้บอกว่า ผมไม่ได้เวียนหมุน แต่เดินกลางคืนแย่มากหรือพื้นเรียบยังพอได้ แต่พื้นหญ้าจะล้ม หรือเวลาเดินภาพสั่น ให้นึกถึง Bilateral Vestibulopathy ไว้สูง ๆ ก่อนคำว่าเวียนหัวเสียอีก

4. BPPV หายแล้ว แต่ทำไมยังมึนอยู่?
อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือ Residual Dizzinessไม่ใช่ Recurrence

Residual Dizziness (RD) หลังทำ Epley สำเร็จแล้ว
✅ Hallpike Negative
✅ ไม่มี Nystagmus
✅ ไม่มี Vertigo แบบเดิม

แต่ยังมี

-มึน
-โคลง
-เดินไม่มั่นใจ
-Motion Sensitivity

แต่ Recurrence
คือ
✅ BPPV กลับมาใหม่
✅ Hallpike Positive อีกครั้ง
✅ มี Nystagmus กลับมา
✅ ต้องทำ CRP ใหม่

จำง่าย ๆ
- Residual Dizziness
หินกลับเข้าบ้านแล้ว แต่ระบบยังไม่ฟื้น

- Recurrence หินหลุดออกจากบ้านอีกครั้ง

5. BPPV ไม่ได้มาคนเดียวเสมอไป
อีกประโยคที่สะกิดใจมากคือ

“Is it really only BPPV?”

คนไข้เวียนหัวจำนวนมาก ไม่ได้มีแค่ BPPVแต่อาจมีร่วมกับ

- Vestibular Migraine
- PPPD
- Vestibular Hypofunction
- Ménière’s Disease
- Anxiety
- Head Trauma
- Aging

พร้อมกันได้

ตัวอย่างที่เจอได้บ่อย
- BPPV มาพร้อมกับ Vestibular Migraine Hallpike หายแล้ว แต่มึนยังอยู่

- BPPV มาพร้อมกับ PPPD
หมุนหายแล้ว แต่ยังโคลงในห้าง

-BPPV มาพร้อมกับ Vestibular Hypofunction
BPPVหายแล้ว แต่ยังเสียการทรงตัว

สิ่งที่ผมได้กลับมาจากงานนี้ หลายครั้ง
เราอาจติดกับดักว่า
Hallpike Positive = Epley
Hallpike Negative = จบ

แต่ในความเป็นจริง
ระบบ Vestibular ซับซ้อนกว่านั้นมาก

และคนไข้จำนวนไม่น้อยมีมากกว่า 1 Diagnosis อยู่พร้อมกัน

ดังนั้นหลังรักษา BPPV แล้ว
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่

“Hallpike ยังขึ้นไหม?”

แต่คือ

“ยังมีอะไรซ่อนอยู่ข้างหลังอาการของคนไข้อีกหรือเปล่า?”

28/05/2026

🧓🏻👵🏻 “พ่อปวดเข่า ไม่อยากผ่าตัด ลูกเลยพามาออกกำลังกาย”

📌🩻 วันนี้ขอมาแชร์เคสเข่าเสื่อม เป็นเรื่องของคุณพ่อ อายุ 72 ปี มีอาการปวดเข่าเวลาเดินนาน ขึ้นลงบันได และไปตีกอล์ฟ

🏋️🏋️ ช่วงแรกคุณพ่อพยายามเริ่มออกกำลังกายด้วย Weight Training แต่พอฝึกบางท่าแล้วมีอาการปวดเข่าเพิ่มทำให้ไม่มั่นใจ และหยุดออกกำลังกายไปช่วงหนึ่ง

🎯🎯 แต่พ่อก็มีเป็าหมายชัดมาก “อยากเดินได้ ใช้ชีวิตได้ ตีกอล์ฟได้ แต่ยังไม่อยากผ่าตัด”

🧓🏻👵🏻 ประวัติผู้ป่วย
⁃ เคสชายอายุ 72 ปีที่ดูแข็งแรงมาก
⁃ BMI: เกินปกติ
⁃ อาชีพ: เกษียณ
⁃ กิจกรรม/ กีฬาที่ชอบ: ตีกอล์ฟ
⁃ โรคประจำตัว: เบาหวาน ไขมัน
⁃ X-ray: เข่าเสื่อมทั้ง 2 ข้าง
⁃ มีประวัติ: ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้น L4-L5

🧓🏻👵🏻 Postural analysis
⁃ Lt. shoulder higher than Rt.
⁃ Pelvic shift to Lt.
⁃ Asymmetrically weight bearing

🧓🏻👵🏻 Physical examination
⁃ Active knee flexion-extension: limit ROM of knee inner range by pain
⁃ Passive knee flexion-extension: hard end feels and limit ROM of knee inner range.
⁃ Trenderlenberg’s sign: Positive
⁃ Palpation : pain and hypomobility of Patellofemoral joint gliding

🧓🏻👵🏻 FMS
⁃ deep squat : 1
⁃ Hurdle step : 1
⁃ Inline lunge : 1

🧓🏻👵🏻 Functional limitation
⁃ Stair negotiation difficulty
⁃ Pain during sit-to-stand
⁃ Reduced golf endurance

📌📌 จากการตรวจร่างกายจริง เราไม่ได้มองแค่ “เข่า” อย่างเดียว แต่ดูทั้งการเคลื่อนไหว การลงน้ำหนักเท้า ความตึงของกล้ามเนื้อ และการเดิน

🧐📝 วิเคราะห์ปัญหา พบว่า
⁃ กล้ามเนื้อรอบสะโพกและต้นขาบางส่วนตึงมาก
⁃ กล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงข้อเข่ายังทำงานไม่สัมพันธ์กัน
⁃ น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ทำให้แรงกดที่ข้อเข่าสูงขึ้นเวลายืน เดิน และลุกนั่ง

⏳เราวางแผนการออกกำลังกายกันประมาณ 3 เดือน
📌 Phase 1 (Week 1–4)
เป้าหมาย: ลดอาการปวด/ ลด compensatory movement/ เรียนรู้การใช้กล้ามเนื้อใหม่

Intervention:
⁃ Soft tissue mobility/ Stretching: hamstring / hip flexor / calf
⁃ Core and Glute activation
⁃ Sit-to-stand retraining

📌 Phase 2 (Week 5–8)
เป้าหมาย: เพิ่ม strength และ stability รอบเข่าและสะโพก และเพิ่ม load tolerance

Intervention:
⁃ Closed-chain strengthening
⁃ Step-up progression
⁃ Functional squat pattern and Balance training

📌 Phase 3 (Week 9–12)
เป้าหมาย: กลับไปใช้ชีวิตและกิจกรรมที่ต้องการ/ เพิ่ม endurance และ confidence

Intervention:
⁃ Return to weight training
⁃ Golf-specific movement
⁃ Walking endurance progression

ผลลัพธ์หลัง 3 เดือน
⁃ เดินได้นานขึ้น
⁃ อาการปวดลดลง
⁃ กลับไป Weight Training ได้
⁃ กลับไปตีกอล์ฟได้
⁃ ความมั่นใจในการเคลื่อนไหวดีขึ้น
⁃ ชะลอการผ่าตัดออกไปได้

🔺🔺สิ่งสำคัญของเคสนี้🔺🔺
เราไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่า
“การออกกำลังกายดีกว่าการผ่าตัด”

แต่กำลังพิสูจน์ว่า

“แม้อายุ 72 ปี และมีอาการปวดเข่า ก็ยังสามารถออกกำลังกายได้ ถ้ามีการประเมินและวางโปรแกรมที่เหมาะสม”

🔺🔺การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องผิด🔺🔺
แต่การรักษาควรขึ้นอยู่กับ
⁃ เป้าหมายชีวิต
⁃ ความสามารถในการใช้งานร่างกาย
⁃ คุณภาพชีวิตที่คนไข้ต้องการกลับไปหา

สุดท้าย สิ่งสำคัญของเคสนี้ไม่ใช่ “ผ่าหรือไม่ผ่า”
แต่คือการหาแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของคนไข้

บางคนเลือกผ่าตัด เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเร็วที่สุด
บางคนเลือกเริ่มจากการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และปรับการใช้ร่างกายก่อน

การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องผิด
และการรักษาแบบไม่ผ่าก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน

#รักษาที่ต้นเหตุ
#1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺



🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7

🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic

21/05/2026

🔥🔥 กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา หมอให้ผ่าตัด และลดน้ำหนักตัวด่วน!!

📌🩻 ผู้ป่วย Spondylolisthesis L5–S1 ที่แพทย์แนะนำผ่าตัด แต่ผู้ป่วยต้องการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและเริ่มออกกำลังกายอย่างถูกต้อง

“หลายคนอยากเริ่มออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
แต่ยิ่งเริ่ม กลับยิ่งปวด” 😱

โดยเฉพาะคนที่มีอาการปวดหลัง ชาลงขา เข่าเริ่มมีปัญหา หรือถูกวินิจฉัยว่ากระดูกเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน

จนสุดท้ายเริ่มไม่มั่นใจว่า “จริงๆ แล้วร่างกายเราควรออกกำลังกายแบบไหน”

ประวัติผู้ป่วย
👩🏻‍💻หญิงไทยอายุ 42 ปี
👩🏻‍💻BMI : มากกว่าปกติ
👩🏻‍💻อาชีพ : พนักงานบริษัท (หัวหน้างาน)
👩🏻‍💻ลักษณะงาน : นั่งนานมากกว่า 10 ชม./วัน
🩻 x-ray : พบว่ามีกระดูกสันหลัง L5-S1 เคลื่อน (Spondylolithesis) และกระดูกคอตรงเกินไป

📌📌 อาการสำคัญ : มีอาการปวดหลัง ร้าวลงขาขวา ปวดคอบ่า นั่งนาน เดินนานไม่ได้ ยืนนานจะปวดมากขึ้น และเริ่มกระทบกับชีวิตประจำวัน

สิ่งแรกที่เราทำ ไม่ใช่ให้รีบออกกำลังกายหนัก

หลายคนคิดว่า “ลดน้ำหนัก ต้องรีบออกกำลังกาย”
แต่ในคนที่มีอาการปวดร่วมด้วย โดยเฉพาะอาการปวดร้าวลงขา การเริ่มผิดท่า อาจทำให้อาการแย่ลงและยิ่งกลัวการเคลื่อนไหวมากขึ้น

ก่อนเริ่มโปรแกรม เราจะประเมินก่อนว่า
⁃ อาการปวดเกิดจากอะไร
⁃ ร่างกายเป็น posture แบบไหน กล้ามเนื้อมัดไหนอ่อนแอ
⁃ ร่างกายรับแรงและการเคลื่อนไหวได้แค่ไหน
⁃ วิเคราะห์ว่าการออกกำลังกายแบบไหน “เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน”

ในเคสนี้ เราประเมินอะไรบ้าง?
📌 ตรวจแยกอาการ (Differential Assessment)
เราเริ่มจากการตรวจแยกอาการว่าอาการปวดร้าวลงขาเกิดจากอะไร..?

เพราะอาการลักษณะนี้ อาจเกี่ยวข้องได้ทั้ง
⁃ กระดูกเคลื่อนทับเส้น
⁃ หมอนรองกระดูกทับเส้น
⁃ เส้นประสาทตึงเกินไป
⁃ กล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท

📌 Postural analysis
⁃ Lt. shoulder elevation and Rt. scapular protraction
⁃ Right lateral pelvic shift
⁃ Anterior pelvic tilt
⁃ Flat feet with asymmetrical weight bearing

📌 Special Tests (Differential Diagnosis)
⁃ Repetitive movement test: No sign of disc
⁃ Valsava maneuver : Negative
⁃ SLR test: Negative
⁃ Step off sign: Positive

📌 Muscle testing & Functional Movement
⁃ Deep squat : 1
⁃ Inline lunge : 1
⁃ Rotary stability : 1

จากการตรวจกล้ามเนื้อแบบ function พบว่า กล้ามเนื้อช่วงก้น แกนกลาง และกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการช่วยพยุงหลังไม่แข็งแรงพอ

“ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่เป็น spondylolisthesis จะต้องผ่าตัดทันที”

📌📌 ในบางเคส หากยังไม่มีอาการชารุนแรง ปวดมาก ไม่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือไม่มีภาวะเร่งด่วนทางระบบประสาท การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment) อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราสามารถทำได้

🎯🎯 ในเคสนี้เป้าหมายของคนไข้ เลือกเริ่มจาก
⁃ การออกกำลังกายอย่างถูกต้อง
⁃ การลดน้ำหนัก
⁃ เรียนรู้การเคลื่อนไหวที่เหมาะสมกับร่างกายของตัวเองแบะไม่เสี่ยงต่อหลังเพิ่ม

จากการประเมินพบว่า อาการปวดลงขาไม่ได้เกิดจาก “กระดูกเคลื่อน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ
⁃ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
⁃ การควบคุมการเคลื่อนไหว
⁃ ความทนทานของร่างกาย
⁃ การใช้หลังซ้ำๆ
⁃ รวมถึงน้ำหนักตัวและรูปแบบการใช้ชีวิต

🩻🧐 หลายครั้ง ภาพ MRI หรือ X-ray อาจดูน่ากังวล แต่ระดับความปวดและคุณภาพชีวิตของแต่ละคนไม่ได้สัมพันธ์กับภาพเสมอไป

บางคนกระดูกเคลื่อนมากแต่ใช้ชีวิตได้ปกติ ขณะที่บางคนเคลื่อนเพียงเล็กน้อยแต่อาการรบกวนชีวิตมาก

ดังนั้น การรักษาในปัจจุบันเราจึงไม่ได้มองแค่ “ภาพถ่าย” แต่ดูร่วมกับ
⁃ อาการจริงของเคส
⁃ การเคลื่อนไหวและเป้าหมายของแต่ละคน

🔺📝 แผนการรักษาและออกกำลังกาย เราตั้งเป้าหมายร่วมกันกันไว้ที่ 3 เดือน คือ ลดน้ำหนัก + ออกกำลังกายให้ถูกต้องลดความเสี่ยงเรื่องหลัง

⏳ Phase 1 (Week 1–4)
Pain Reduction & Movement Control
เป้าหมาย
⁃ ลด Pain
⁃ เริ่มควบคุมกระดูกสันหลังขณะเคลื่อนไหว
⁃ เพิ่มความทนทานเบื้องต้น
โปรแกรม
⁃ Walking / Bike 15–20 นาที
⁃ Core Stability
⁃ Hip Strengthening
⁃ ฝึก Hip Hinge Pattern

⏳ Phase 2 (Week 5–8)
Strength & Weight Reduction Phase
เป้าหมาย
⁃ เพิ่มกล้ามเนื้อแกนกลางและสะโพก
⁃ เริ่ม Fat Loss
⁃ เพิ่ม Functional Capacity
โปรแกรม
⁃ Cardio 25–40 นาที
(Zone 2 Walking / Bike / Pool Exercise)
⁃ Strength Training 2–3 วัน/สัปดาห์

⏳Phase 3 (Week 9–12)
Functional Return & Long-Term Exercise
เป้าหมาย
⁃ กลับไปออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจ
⁃ เพิ่ม Movement Capacity
⁃ ลดโอกาสกลับมาปวดซ้ำ
โปรแกรม
⁃ Functional Strength Training
⁃ Hex Bar Deadlift (light)
⁃ Circuit Training
⁃ Balance & Dynamic Control

ตัวชี้วัดเพื่อดู Before/After
⁃ Pain Scale (VAS)
⁃ 6 Minute Walk Test (6MWT)
⁃ 5 Times Sit-to-Stand
⁃ Waist Circumference
⁃ Body Weight / Body Fat

การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องผิด
การรักษาแบบไม่ผ่าก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับเป้าหมาของแต่ละคน และความรุนแรงของอาการ

#รักษาที่ต้นเหตุ
#1%ที่จะทำให้99%เปลี่ยนไป
🔺The 1% that matters🔺



🤍Contact
🤙🏻 Phone : 064 229 7991
📩 Inbox : m.me/337742299412608
✅ Line : https://lin.ee/pwqTVTJ
📍 Location : https://maps.app.goo.gl/VSrRstKMPef9vFAP7

🤎โคแฮนด์ คลินิกกายภาพบำบัด
Co-hand Physical Therapy Clinic

#กระดูกสันหลังเสื่อม #กระดูกสันหลังเคลื่อน #ปวดหลัง #ปวดหลังร้าวลงขา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bang Kapi?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


No. 10, Soi 7, Hua Mak Subdistrict, Bangkok
Bang Kapi
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 20:00
อาทิตย์ 09:00 - 20:00