แปะ ปากมาก

แปะ ปากมาก

แชร์

เพจเรื่องราวสำหรับเด็กหงส์

01/06/2026

เปิดไทม์ไลน์วันสุดท้ายของ อาร์เน่อ สล็อต ก่อนโดนปลดแบบสายฟ้าแลบ

ไม่มีใครคิดว่าเรื่องจะจบลงแบบนี้

เพียงไม่กี่วันหลังเกมสุดท้ายของฤดูกาล และหลังจากที่ อาร์เน่อ ชล็อต ยังพูดด้วยตัวเองว่าเขาอยู่ในแผนการทำทีมฤดูกาลหน้า ทุกอย่างกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจปลดกุนซือชาวดัตช์ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลจากสื่อหลายสำนักระบุว่า สล็อต เพิ่งได้รับแจ้งข่าวการถูกปลดในเช้าวันเสาร์ ก่อนที่สโมสรจะประกาศต่อสาธารณชนเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ยิ่งน่าตกใจกว่านั้นคือ ก่อนหน้าการประกาศเพียงหนึ่งวัน ตัวแทนของ ชล็อต ยังเชื่อว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับการสนับสนุนจากสโมสร

นั่นหมายความว่า จนถึงคืนวันศุกร์ เขายังเชื่อว่าตัวเองจะได้ทำงานต่อ

แต่เมื่อการประชุมประเมินผลงานหลังจบฤดูกาลเสร็จสิ้น ผู้บริหารนำโดย ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส กลับสรุปตรงกันว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางเพื่อพาสโมสรเดินหน้าต่อไป

แถลงการณ์ของสโมสรระบุชัดเจนว่า

"พวกเราร่วมกันสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สโมสรสามารถเดินหน้าต่อไปได้"

และ

"เรามีความเชื่อว่าทิศทางของทีมในปัจจุบันควรถูกแก้ไขด้วยการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารทีม"

คำพูดเหล่านี้สะท้อนชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ผลงานในสนาม แต่เป็นเรื่องของแนวโน้มและอนาคตของทีมในระยะยาว

แม้ ชล็อต จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างยิ่งใหญ่เมื่อฤดูกาลก่อน แต่ฤดูกาล 2025/26 กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ทีมจบอันดับ 5 แบบหืดจับ ต้องลุ้นตั๋วแชมเปียนส์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย ขณะที่ฟอร์มการเล่นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผลงานขึ้น ๆ ลง ๆ และไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เลยว่าทีมกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

นั่นทำให้ FSG ไม่ต้องการเสี่ยงซ้ำรอยกรณีของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เมื่อปี 2015 ที่เลือกเก็บกุนซือไว้ต่อหลังฤดูกาลที่น่าผิดหวัง ก่อนจะต้องปลดในช่วงต้นฤดูกาลถัดมาอยู่ดี

ครั้งนี้พวกเขาเลือกลงมือทันที

และคนที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการเข้ามารับงานต่อก็คือ อันโดนี่ อิราโอล่า อดีตกุนซือของ บอร์นมัธ

สื่อใหญ่แทบทุกสำนักทั้ง BBC, Sky Sports, The Athletic, Telegraph และ Fabrizio Romano ต่างรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า อิราโอล่า คือ "ตัวเลือกหลัก" ของลิเวอร์พูลในเวลานี้

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเขากับ ริชาร์จ ฮิวจ์ส ซึ่งเป็นคนดึงเขาเข้าสู่บอร์นมัธในอดีต ยิ่งทำให้ดีลนี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูง

จากแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อ 12 เดือนก่อน สู่การตกงานภายในเวลาเพียงหนึ่งฤดูกาล

ฟุตบอลโหดร้ายเสมอ

และสำหรับ อาร์เน่อ ชล็อต นี่อาจเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า ในโลกของฟุตบอล ผลงานเมื่อวาน ไม่สามารถรับประกันตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ได้เลย.

#แปะปากมาก

31/05/2026

ฤดูกาล 2025/26 ของลิเวอร์พูลเต็มไปด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บที่เล่นงานทีมอย่างหนัก จนทำให้จำนวนเกมที่นักเตะพลาดลงสนามเพิ่มขึ้นถึง 65.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับฤดูกาลแรกของ อาร์เน่อ ชล็อต

หลังจบฤดูกาล ชล็อตถึงกับกล่าวสรุปผลงานของทีมด้วยคำเพียงคำเดียวว่า

"ถ้าคุณถามผมว่าฤดูกาลนี้ควรอธิบายด้วยคำว่าอะไร ผมจะใช้คำว่า 'อาการบาดเจ็บ'"

แม้จะไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างสำหรับฤดูกาลที่ล้มเหลวได้ทั้งหมด แต่กุนซือชาวดัตช์ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะรู้สึกผิดหวังกับปัญหาที่ทีมเผชิญ

ตัวเลขบาดเจ็บพุ่งจาก 129 เกม เป็น 214 เกม

ในฤดูกาล 2024/25 มีนักเตะชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเพียง 11 คนที่พลาดลงสนามจากอาการบาดเจ็บ โดยรวมแล้วพลาดไปทั้งหมด 129 นัด ซึ่งถือว่าดีขึ้นอย่างมากจากฤดูกาลสุดท้ายของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ทีมมีนักเตะบาดเจ็บรวมถึง 362 นัด

แต่ในฤดูกาล 2025/26 สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด

นักเตะชุดใหญ่ 16 คนมีอาการบาดเจ็บจนพลาดลงสนาม
รวมจำนวนเกมที่พลาดทั้งหมด 214 นัด
เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 65.9%
นักเตะที่พลาดลงสนามมากที่สุด
นักเตะ จำนวนเกมที่พลาด
โจวานนี่ เลโอนี่49 นัด

คอเนอร์ แบรดลีย์ 33 นัด

อเล็กซานเดอร์ อีซัค 28 นัด

วาตารุ เอ็นโด 26 นัด

เจเรมี่ ฟริมปง 20 นัด

อลิสซง เบ็คเกอร์ 19 นัด

อูโก้ เอกิติเก้ 8 นัด

โจ โกเมซ 7 นัด

โฟลรียน เวียร์ตซ์ 5 นัด

เคอร์ติส โจนส์ 4 นัด

โม ซาล่าห์ 3 นัด

โคดี้ คักโป 3 นัด

ไรอัน กราเฟนแบร์ค 3 นัด

จอร์๗ี้ มาร์มาดาชวิลี่ 2 นัด

อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ 1 นัด

โดยเฉพาะ โจวานนี่ เลโอนี่ และ คอเนอร์ แยบรด์ลีย์ ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอย่างหนักจนพลาดการแข่งขันรวมกันถึง 82 นัด

ขณะที่ อเล็กซานเดอร์ อีซัค, วาตารุ เอ็นโด และ เยเรมี่ ฟริมปง ต่างพลาดลงสนามเกิน 20 นัดเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีอีก 21 นัดที่นักเตะพลาดลงเล่นจากสาเหตุอื่น ไม่ว่าจะเป็นการติดโทษแบน อาการป่วย ภารกิจทีมชาติในศึก ชิงแชมป์ เอฟริกา หรือเหตุผลส่วนตัว

ที่น่าสนใจคือ มีนักเตะตัวหลักเพียง 7 คนเท่านั้นที่รักษาสภาพความฟิตได้ตลอดทั้งฤดูกาล

ระบบฟิตเนสของลิเวอร์พูลเกิดอะไรขึ้น?

ฤดูกาลแรกของสล็อตได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเรื่องการบริหารสภาพร่างกายของนักเตะ โดย รูเบน ปีเตอร์ส s หัวหน้าฝ่ายสมรรถภาพร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด

ก่อนหน้านี้ที่ Fเฟเยนูร์ด

ทีมงานของสล็อตใช้ระบบ "การแบ่งช่วงเวลา" หรือการบริหารภาระทางกายภาพอย่างละเอียด โดยรักษาอัตราความพร้อมของนักเตะให้อยู่เหนือ 90 เปอร์เซ็นต์ตลอด 3 ปี

แต่ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลกลับเจอปัญหาอาการบาดเจ็บสะสมมากมาย จนเกิดคำถามว่า

การโรเตชั่นนักเตะน้อยเกินไปหรือไม่?
โปรแกรมฝึกซ้อมหนักเกินไปหรือไม่?
หรือโมเดลการบริหารร่างกายที่เคยประสบความสำเร็จกำลังใช้ไม่ได้ผลในพรีเมียร์ลีก?
ปัญหาความฟิตสะท้อนผ่านช่วงท้ายเกม

หนึ่งในสถิติที่น่ากังวลที่สุดคือ ลิเวอร์พูลเสียประตูช่วง 15 นาทีสุดท้ายบ่อยครั้งอย่างผิดปกติ

จากการลงเล่น 57 นัดในทุกรายการ

เสียประตูทั้งหมด 77 ลูก
เสียหลังนาทีที่ 75 ถึง 25 ลูก
คิดเป็น 32.47% ของประตูที่เสียทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทีมมีปัญหาเรื่องพละกำลังและการรักษาความเข้มข้นในช่วงท้ายเกมอย่างชัดเจน

บทสรุป

แม้อาการบาดเจ็บจะไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับผลงานอันน่าผิดหวังของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2025/26 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมของสล็อตถอยหลังลงอย่างมาก

จาก 129 เกมที่นักเตะพลาดลงสนามในฤดูกาลก่อน กลายเป็น 214 เกมในปีนี้ พร้อมกับการเสียประตูช่วงท้ายเกมจำนวนมหาศาล

หากสล็อตยังได้รับโอกาสคุมทีมต่อในฤดูกาลหน้า การแก้ปัญหาเรื่องความฟิต การโรเตชั่น และการลดอาการบาดเจ็บ จะเป็นภารกิจสำคัญไม่แพ้การเสริมทัพในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์เลยทีเดียว

#แปะปากมาก

31/05/2026

นักเตะลิเวอร์พูล 9 คน ได้รับหรือจะได้รับเรียกตัวไปร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้ ได้แก่

🇧🇷อลิสซง
🇫🇷โกนาเต้,
🇩🇪เวิร์ตซ์,
🇳🇱ฟาน ไดค์,
🇳🇱กราเวนเบิร์ช,
🇳🇱กัคโป
🇸🇪อีซัค
🇯🇵ค, เอ็นโด
🇦🇷, แม็ค อัลลิสเตอร์

#แปะปากมาก

31/05/2026

ลิเวอร์พูลถูกคาดหมายว่าจะเสริมแนวรุกคนใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่สำหรับ จอห์น อัลดริดจ์ อดีตกองหน้าระดับตำนานของทีม เขามองว่า “ปัญหาที่แท้จริง” อยู่ตรงกลางสนามมากกว่า

หลังจบฤดูกาล 2025/26 อันน่าผิดหวัง ซึ่งหงส์แดงแพ้ในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดเทียบเท่าฤดูกาล 2014/15 หลายจุดอ่อนถูกเปิดเผยอย่างชัดเจนก่อนตลาดนักเตะเปิดเดือนมิถุนายน

แม้การเสริมปีกจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ อัลดริดจ์ เชื่อว่าสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องรีบทำที่สุดคือการหามิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติเข้ามาเสริมทีม

ลิเวอร์พูลควรซื้อเบอร์ 6 ตัวจริง แล้วดัน กราเฟนแบร์ค ขึ้นสูง

เวย์น รูนี่ย์ เคยวิจารณ์ว่ากองกลางลิเวอร์พูลคือหนึ่งในปัญหาใหญ่ของทีมฤดูกาลที่ผ่านมา และมันก็เห็นได้ชัดจากการที่ ไรอัน กราเฟนแบร์ค กับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ต้องแบกรับภาระหนักเกินไปตลอดทั้งปี

อัลดริดจ์ให้สัมภาษณ์กับ Liverpool Echo ว่า กราเฟนแบร์ค ไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวรับโดยธรรมชาติ และควรถูกดันขึ้นไปเล่นเกมรุกมากกว่า หากทีมได้เบอร์ 6 ตัวจริงเข้ามา

เขายังยกตัวอย่างการเซ็นสัญญากับ ฟาบินโญ่ ในปี 2018 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จาก “ผู้ท้าชิง” กลายเป็น “แชมป์”

อัลดริดจ์กล่าวว่า:

“สำหรับผม สิ่งสำคัญที่สุดคือมิดฟิลด์ตัวรับ ผมรู้ว่ามันอาจไม่ตรงกับแนวคิดของ อาร์เน่อ สล็อต ที่ชอบกองกลางสายสร้างสรรค์ แต่ลิเวอร์พูลต้องมีคนที่ช่วยป้องกันแผงหลัง”

“ลิเวอร์พูลแทบทุกยุคมีนักเตะแบบนั้นเสมอ อย่าลืมว่าการซื้อ ฟาบินโญ่ ในปี 2018 คือสิ่งที่เปลี่ยนทีมจากผู้ท้าชิงให้กลายเป็นแชมป์”

“กองหลังโดนเปิดพื้นที่เล่นงานมากเกินไปตลอดฤดูกาล เพราะแดนกลางเปิดโล่งเกินไป กราเฟนแบร์ค เป็นนักเตะที่ดี แต่ตลอด 12-18 เดือนที่ผ่านมา เราเห็นชัดว่าเขาไม่ใช่เบอร์ 6 และถ้ามีตัวรับจริง ๆ เขาจะเล่นเกมรุกได้อันตรายกว่านี้มาก”

สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็เห็นตรงกัน

แนวคิดเรื่องดัน กราเฟนแบร์ค ขึ้นสูง ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก็เคยพูดแบบเดียวกัน

ตำนานกัปตันทีมเผยว่าเขาเคยคุยกับมิดฟิลด์ชาวดัตช์เป็นการส่วนตัว และบอกตรง ๆ ว่าเจ้าตัวเหมาะกับบทบาท Box-to-Box มากกว่า

เจอร์ราร์ดกล่าวว่า:

“ผมจำได้ว่าคุยกับเขา แล้วบอกว่า ‘เพื่อน นายคือเบอร์ 8 นายคือกองกลาง Box-to-Box’”

พร้อมกันนั้น เจอร์ราร์ด ก็ย้ำเหมือนอัลดริดจ์ว่า ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีมิดฟิลด์ตัวรับสายฮาร์ดคอร์เข้ามาช่วยทีม

“ผมอยากเห็นลิเวอร์พูลออกไปซื้อกองกลางตัวรับของจริง ที่ช่วยปกป้องแผงหลังได้มากกว่านี้”

ดัมฟรีส์ กับลิเวอร์พูล เริ่มมีโอกาสมากขึ้น?

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ ดีนเซล ดัมฟรีส์ แบ็กขวาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ของ อินเตอร์ มิลาน ซึ่งตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลมาอย่างต่อเนื่อง

หลัง ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการกีฬาของลิเวอร์พูล เข้าพบตัวแทนอินเตอร์เพื่อคุยดีลของ เคอร์ติส โจนส์ ก็มีการมองว่า “หงส์แดง” อาจใช้โอกาสนี้สอบถามความเป็นไปได้ในการคว้าตัว ดัมฟรีส์ ด้วย

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีสโมสรพรีเมียร์ลีกกำลังสนใจจ่ายค่าฉีกสัญญาของแบ็กรายนี้

ที่สำคัญ ดัมฟรีส์ดูพร้อมกว่า เจเรมี่ ฟริมปง ในแง่เกมรับ หลังฤดูกาลที่ผ่านมา ฟริมปงมีปัญหาอย่างหนักกับระบบแบ็กโฟร์ของลิเวอร์พูล

สถิติฤดูกาล 2025/26:

ดัมฟรีส์: 5 ประตู 2 แอสซิสต์ จาก 28 นัด
ฟริมปง: 2 ประตู 2 แอสซิสต์ จาก 35 นัด

นอกจากนี้ ดัมฟรีส์ ยังสามารถขยับไปเล่นเซ็นเตอร์แบ็กได้ ทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจเป็นคำตอบที่สมดุลกว่าสำหรับแนวรับของสล็อตในฤดูกาลหน้า

#แปะปากมาก

31/05/2026

ที่แท้...รอให้จบฤดูกาลก่อนนี่หว่า!

ถ้าสุดท้ายข่าวการแยกทางระหว่างลิเวอร์พูลกับ อาร์เน่อ ชล็อต กลายเป็นความจริงขึ้นมา หลายคนคงมีความคิดเดียวกันทันที

"อ๋อ...ที่แท้เขารอกันมาถึงตอนนี้นี่เอง"

เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระแสความไม่พอใจมันไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อวาน

มันค่อย ๆ สะสม

สะสมจากฟอร์มการเล่น

สะสมจากผลการแข่งขัน

สะสมจากความรู้สึกที่ว่า ลิเวอร์พูลกำลังกลายเป็นทีมที่แฟนบอลเริ่มจำตัวเองไม่ได้

ทุกครั้งที่มีเสียงวิจารณ์

ก็จะมีคนบอกให้ใจเย็น

ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถาม

ก็จะมีคนบอกให้รอเวลา

ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงการเปลี่ยนแปลง

ก็จะมีคนตอบกลับว่า สโมสรยังเชื่อมั่นในตัวผู้จัดการทีม

จนบางคนเริ่มคิดไปแล้วว่า

"สงสัยจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ"

แต่ถ้าวันหนึ่งมีการตัดสินใจเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาล

ภาพทั้งหมดก็จะชัดขึ้นทันที

เพราะในโลกฟุตบอล สโมสรใหญ่จำนวนมากไม่ชอบสร้างความวุ่นวายระหว่างฤดูกาล

ต่อให้ไม่พอใจ

ต่อให้ผิดหวัง

ต่อให้เริ่มมองหาทางเลือกใหม่แล้ว

หลายครั้งก็เลือกประคองสถานการณ์ไปจนถึงเส้นชัยก่อน

แล้วค่อยจัดการทุกอย่างทีเดียว

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนอาจย้อนกลับมาพูดว่า

"อ้าว...สรุปเขารอกันจริง ๆ ด้วย"

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องของชล็อต

แต่คือการที่แฟนบอลจำนวนมากดูเหมือนจะเดาทิศทางได้ก่อนหน้านี้นานแล้ว

เสียงบ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้าย

เสียงเตือนที่เคยถูกบอกว่าเกินจริง

วันนี้อาจกำลังถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง

แบบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก

เพราะหลายคนรู้สึกว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันอย่างเดียว

แต่อยู่ที่สิ่งที่เห็นในสนามทุกสัปดาห์

ลิเวอร์พูลที่เคยเล่นด้วยความดุดัน

เคยเล่นด้วยความบ้าคลั่ง

เคยทำให้คู่แข่งรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่าตลอด 90 นาที

กลับค่อย ๆ สูญเสียภาพเหล่านั้นไป

และนั่นคือสิ่งที่แฟนบอลรับไม่ได้มากกว่าความพ่ายแพ้เสียอีก

เพราะเดอะค็อปพร้อมให้อภัยทีมที่แพ้แบบสู้ตาย

แต่ยากจะยอมรับทีมที่ดูหมดไฟ

หากสุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

มันก็คงไม่ใช่การตัดสินใจจากเกมเดียว

ไม่ใช่จากเดือนเดียว

แต่เป็นผลลัพธ์จากทุกอย่างที่สะสมมาตลอดทั้งฤดูกาล

และอาจเป็นเครื่องยืนยันว่า

คนบนอัฒจันทร์ไม่ได้มองผิดอย่างที่หลายคนพยายามบอก

สุดท้ายแล้ว ฟุตบอลก็ยังเป็นธุรกิจของผลงาน

คำพูดช่วยได้

คำอธิบายช่วยได้

แต่สิ่งที่ตัดสินทุกอย่างคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม

และถ้าบทสรุปออกมาแบบที่หลายคนคาดการณ์ไว้

ก็คงต้องบอกว่า...

ที่แท้ไม่ได้ไม่เห็นปัญหาหรอก

แค่รอให้จบฤดูกาลก่อนเท่านั้นเอง!

#แปะปากมาก

30/05/2026

ในที่สุด...วันที่แฟนบอลลิเวอร์พูลจำนวนมากเฝ้ารอก็มาถึง

หลังการแยกทางกับ อาร์เน่อ ชล็อต อย่างเป็นทางการ กระแสข่าวเรื่องกุนซือคนใหม่ก็ร้อนแรงขึ้นทันที และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ

อันโดนี่ อิราโอล่า

ชายที่หลายคนมองว่าอาจเป็นคำตอบของคำถามที่แอนฟิลด์ตามหามาตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

จากตัวเลือกในตลาด สู่ตัวเต็งหมายเลขหนึ่ง

ความจริงแล้วชื่อของอิราโอล่าถูกโยงกับลิเวอร์พูลมาพักใหญ่แล้ว

แต่ในช่วงที่ชล็อตยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ทุกอย่างก็เป็นได้แค่ข่าวลือ

ทว่าวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

ตำแหน่งว่างเกิดขึ้นจริง

และกุนซือชาวสเปนรายนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟนบอลมากที่สุดแบบแทบจะเอกฉันท์

เพราะสิ่งที่เขาทำกับบอร์นมัธในฤดูกาลที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

พาทีมจบอันดับ 6 พรีเมียร์ลีก

คว้าตั๋วฟุตบอลยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

และทำทั้งหมดนี้ด้วยฟุตบอลที่เต็มไปด้วยพลังงาน ความดุดัน และความกล้าหาญ

ฟุตบอลที่ทำให้แฟนบอลหลายคนเผลอคิดถึงวันเก่า ๆ

วันที่ลิเวอร์พูลวิ่งไล่บี้คู่แข่งแบบไม่ให้หายใจ

วันที่ทุกเกมเต็มไปด้วยความคลั่งและอารมณ์ร่วม

วันที่แอนฟิลด์ลุกเป็นไฟตั้งแต่นาทีแรกจนถึงนาทีสุดท้าย

สิ่งที่ลิเวอร์พูลขาดหายไป

ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา หนึ่งในคำวิจารณ์ที่ดังที่สุดคือเรื่อง "พลังงาน"

หลายเกมทีมดูเชื่องช้า

หลายเกมขาดความเข้มข้น

หลายเกมเหมือนเล่นเพื่อให้ครบ 90 นาทีมากกว่าจะลงไปล่าชัยชนะ

แฟนบอลจำนวนมากไม่ได้โกรธเพราะแพ้อย่างเดียว

แต่โกรธเพราะไม่เห็นความกระหาย

ไม่เห็นความดุดัน

ไม่เห็นจิตวิญญาณนักสู้ที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของสโมสร

และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของอิราโอล่าถูกพูดถึงอย่างหนัก

เพราะทีมของเขาไม่เคยขาดสิ่งเหล่านั้น

นักเตะวิ่งจนหมดแรง

เพรสซิ่งตั้งแต่วินาทีแรก

กล้าบุกแม้เจอทีมใหญ่

และพร้อมสู้ทุกจังหวะเหมือนเป็นเกมสุดท้ายของชีวิต

นี่คือฟุตบอลที่เดอะค็อปอยากเห็น

นี่คือฟุตบอลที่แอนฟิลด์โหยหามานาน

กุนซือที่เหมาะกับลิเวอร์พูลหรือไม่?

คำตอบอาจยังไม่มีใครรู้

เพราะการคุมบอร์นมัธกับการคุมลิเวอร์พูลคือคนละโลก

ความกดดันต่างกัน

ความคาดหวังต่างกัน

สปอตไลต์ต่างกันหลายเท่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ อิราโอล่ามีคุณสมบัติหลายอย่างที่เข้ากับ DNA ของลิเวอร์พูล

เขาชอบฟุตบอลเกมรุก

ชอบการเพรสซิ่ง

ชอบความเข้มข้น

และที่สำคัญ เขาไม่กลัวการเล่นแบบกล้าได้กล้าเสีย

แฟนบอลลิเวอร์พูลอาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้

แต่พวกเขาไม่เคยยอมรับความเฉื่อยชา

และอิราโอล่าคือโค้ชที่แทบไม่เคยปล่อยให้ทีมของตัวเองเล่นแบบนั้น

บททดสอบแรกของ FSG

ตอนนี้สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องไปที่ FSG

หลังจากการตัดสินใจปลดชล็อต พวกเขาจะเลือกเดินไปทางไหน

จะเลือกทางปลอดภัย

หรือจะเลือกคนที่พร้อมพาทีมกลับไปเล่นฟุตบอลแบบที่แฟนบอลหลงรัก

เพราะการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การหาผู้จัดการทีมคนใหม่

แต่มันคือการกำหนดทิศทางของสโมสรในอีกหลายปีข้างหน้า

และถ้าถามว่าเวลานี้ใครคือชื่อที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลมากที่สุด

คำตอบก็คงหนีไม่พ้น อันโดนี่ อิราโอล่า

ชายที่อาจกำลังจะได้รับโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพ

และอาจเป็นคนที่ถูกเลือกให้ปลุกยักษ์แดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

จากวันนี้เป็นต้นไป ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่แอนฟิลด์

เพราะหลังจากการจากไปของอาร์เน่อ ชล็อต

ยุคใหม่ของลิเวอร์พูล อาจกำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายใต้ชื่อของ อันโดนี่ อิราโอล่า

#แปะปากมาก

30/05/2026

ป่านนี้ ชาบี อลอนโซ่ เห็นข่าวใหญ่แล้วคงคิดในใจว่า "ทำไมพวกมึงตัดสินใจช้ากันจังวะ ไอ้ห่าเอ๊ย 5555"

#แปะปากมาก

30/05/2026

ผมยอมรับตามตรง...

ตอนเห็นพาดหัวข่าวครั้งแรก ผมนึกว่ามีคนตัดต่อภาพเล่นอีกแล้ว

อ่านรอบแรกไม่เชื่อ

อ่านรอบสองก็ยังไม่เชื่อ

ถึงขั้นต้องขยี้ตาเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนแล้วหยิบโทรศัพท์มาดูผิดเครื่อง

"อาร์เน่อ ชล็อต กับลิเวอร์พูล ไม่ไปต่อ"

เดี๋ยวนะ...

จริงเหรอ?

หรือวันนี้เป็นวันโกหกโลกอีกรอบ?

แต่เรื่องที่ทำให้ข่าวนี้เริ่มเปลี่ยนจาก "ไม่น่าใช่" กลายเป็น "เฮ้ย...หรือจะจริงวะ?" ก็คือชื่อของชายคนหนึ่งที่แฟนบอลทั่วโลกคุ้นเคยกันดี

ฟาบริซิโอ โรมาโน่

แค่ชื่อโผล่มา น้ำหนักข่าวก็เพิ่มขึ้นทันทีหลายเท่า

จากที่เคยนั่งหัวเราะว่า "เอาน่า เดี๋ยวก็เงียบ"

กลายเป็นเริ่มนั่งตัวตรง

จากที่เคยคิดว่า "ข่าวมั่วแน่นอน"

กลายเป็นเปิดอ่านทุกโพสต์แบบไม่กระพริบตา

เพราะถ้ามันมาถึงจุดที่โรมาโน่ลงสนามเอง...

มันก็เริ่มไม่ใช่เรื่องให้มองข้ามแล้ว

และถ้าสิ่งที่แฟนบอลจำนวนมากพูดกันมาตลอดหลายเดือนกำลังกลายเป็นความจริง

บอกเลยว่าโซเชียลคืนนี้น่าจะคึกคักกว่านัดชิงบอลถ้วยอีก

หลายคนคงกำลังย้อนกลับไปอ่านโพสต์เก่าๆ ของตัวเอง

โพสต์ที่เคยโดนแซว

โพสต์ที่เคยโดนบอกว่าใจร้อน

โพสต์ที่เคยโดนหาว่ามองโลกในแง่ร้าย

ตอนนี้อาจกำลังนั่งยิ้มมุมปากเหมือนคนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง

เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมา เสียงวิจารณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง

แต่มันเกิดจากความอัดอั้น

อัดอั้นกับฟอร์มการเล่น

อัดอั้นกับการตัดสินใจ

อัดอั้นกับภาพของทีมที่ดูห่างไกลจากสิ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลคุ้นเคย

หลายเกมดูแล้วเหนื่อย

บางเกมดูแล้วง่วง

บางเกมดูจบแล้วต้องเดินออกไปหาน้ำเย็นดื่มเพื่อสงบสติอารมณ์

ทั้งที่นี่คือทีมเดียวกันกับที่เคยทำให้แฟนบอลหัวใจเต้นแรงทุกสุดสัปดาห์

ยิ่งเวลามีคนออกมาปกป้องทุกอย่างว่า "อดทนหน่อย"

แฟนบอลจำนวนไม่น้อยก็ได้แต่มองตารางคะแนน มองฟอร์มในสนาม แล้วถามกลับเบาๆ ว่า

"อดทนถึงชาติไหน?"

แน่นอน ฟุตบอลไม่มีใครชนะตลอด

ไม่มีโค้ชคนไหนสมบูรณ์แบบ

แต่เมื่อเสียงบ่นจากหลักสิบกลายเป็นหลักร้อย

จากหลักร้อยกลายเป็นหลักพัน

สุดท้ายต่อให้บอร์ดบริหารจะพยายามนิ่งแค่ไหน ก็ยากที่จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บางทีนี่อาจเป็นวันที่หลายคนเฝ้ารอมานาน

วันที่ความหวังเริ่มกลับมา

วันที่คำว่า "เริ่มใหม่" ฟังดูน่าตื่นเต้นกว่าคำว่า "รอดูต่อไป"

และถ้าข่าวนี้กลายเป็นความจริงในที่สุด

ก็ต้องบอกว่า...

ไม่เสียแรงที่หลายคนช่วยกันส่งสัญญาณเตือนมาตลอดระยะหลัง

ส่วนคืนนี้ใครจะนอนหลับหรือไม่หลับไม่รู้

แต่ที่รู้ๆ คือไทม์ไลน์ของแฟนลิเวอร์พูลน่าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และมีมล้อกันแบบหยุดไม่อยู่แน่นอน

โม รู้ยัง กลับมาก่อนยังทันนะ

#แปะปากมาก

30/05/2026

โม ซาลาห์ อาจยังไม่แขวนสตั๊ดจนถึงอายุ 40 — ตำนานลิเวอร์พูลยังไม่พร้อมหยุดง่าย ๆ

แม้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะโบกมือลาลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่อนาคตของเขายังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามองมากที่สุด

หลังผ่าน 9 ปีอันยิ่งใหญ่ในถิ่นแอนฟิลด์ ดาวเตะชาวอียิปต์ปิดฉากยุคของตัวเองลงท่ามกลางทั้งเสียงปรบมือ ความเศร้า และคำถามว่า…

“เขาจะไปไหนต่อ?”

และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ซาลาห์อาจยังไม่ได้คิดเรื่องเลิกเล่นเร็ว ๆ นี้เลยด้วยซ้ำ

ซาลาห์เคยบอกเอง — เขาอาจเล่นได้ถึง 39 หรือ 40 ปี

ย้อนกลับไปช่วงปลายเดือนพฤษภาคมปี 2025 หลังพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สองของสโมสร ซาลาห์เคยถูกถามถึงแผนการแขวนสตั๊ด

คำตอบของเขาตอนนั้น ทำให้หลายคนอึ้งไม่น้อย

“ผมจะเลิกเล่นเมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา
ถ้าถามความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าผมน่าจะเล่นได้ถึงอายุ 39 หรือ 40 ปี
แต่ถ้าก่อนหน้านั้นผมรู้สึกว่าอยากหยุด ผมก็จะหยุด
ผมประสบความสำเร็จมามากแล้ว”

ประโยคนี้สะท้อนชัดว่า ซาลาห์ยังมองว่าร่างกายตัวเองไปต่อได้อีกไกล

แม้ตอนนี้เขาจะอายุ 33 ปี และเริ่มสูญเสียสปีดบางส่วนไปตามวัย แต่ด้วยวินัยระดับสุดยอด การดูแลร่างกายแบบมืออาชีพ และสไตล์การเล่นที่เริ่มปรับตัวมากขึ้น ทำให้โอกาสเล่นยาวถึง 40 ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเลย

ฤดูกาลสุดท้ายกับลิเวอร์พูล… สัญญาณของขาลงเริ่มชัด

อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2025/26 ก็แสดงให้เห็นชัดว่า ซาลาห์ไม่ใช่นักเตะคนเดิมอีกต่อไป

แม้ตัวเลขผลงานยังไม่เลวร้าย แต่สปีด ความเฉียบคม และอิทธิพลต่อเกมลดลงอย่างเห็นได้ชัด

บางเกมเขาดูเหมือนพยายามแบกทีมคนเดียว
บางเกมก็แทบหายไปจากสนาม

ยิ่งเมื่อทีมของ อาร์เน่อ ชล็อต ขาดระบบเกมรุกที่ชัดเจน ซาลาห์ก็ยิ่งถูกใช้งานหนักเกินไป

จนสุดท้าย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสล็อตเริ่มมีรอยร้าวออกสู่สาธารณะ

ทั้งบทสัมภาษณ์หลังเกมกับลีดส์
ทั้งโพสต์เชิงเหน็บบนโซเชียล

มันทำให้ฤดูกาลอำลาของตำนานเบอร์ 11 ไม่ได้สวยงามอย่างที่แฟนบอลหลายคนหวังไว้

อนาคตยังไม่ชัด… แต่ฟุตบอลโลกคือเป้าหมายใหญ่

ตอนนี้ ซาลาห์ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะย้ายไปทีมไหน

ซาอุฯ ยังสนใจ
MLS ก็เป็นไปได้
หรือแม้แต่การอยู่ในยุโรปต่อก็ยังไม่ถูกตัดออก

โดยเจ้าตัวเปิดเผยหลังเกมสุดท้ายกับเบรนท์ฟอร์ดว่า

“ผมยังประเมินทุกอย่างอยู่
ตอนนี้ผมมีเวลา
ผมกำลังจะไปฟุตบอลโลก และหลังจากนั้นทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น
ถ้ามีโอกาสที่เหมาะสมก่อนหน้านั้น ผมจะตัดสินใจ
ถ้าไม่ ผมค่อยตัดสินใจหลังฟุตบอลโลก”

นั่นหมายความว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดของซาลาห์ตอนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องสโมสร

แต่มันคือ ฟุตบอลโลก 2026 กับทีมชาติอียิปต์

โดยเฉพาะหลังความทรงจำอันเจ็บปวดจากฟุตบอลโลก 2018 ที่เขาเล่นทั้งที่หัวไหล่ยังไม่สมบูรณ์จากจังหวะปะทะกับ เซร์คิโอ รามอส

ครั้งนี้ ซาลาห์คงอยากไปในสภาพที่ดีที่สุดจริง ๆ

ตำนานที่ยังไม่อยากปิดฉาก

ไม่ว่าเส้นทางต่อไปจะเป็นซาอุฯ อเมริกา หรือยุโรป

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ โม ซาลาห์ ยังไม่พร้อมหายไปจากโลกฟุตบอล

และต่อให้เขาจะไม่เร็วเหมือนเดิมแล้ว
ต่อให้ยุคทองกับลิเวอร์พูลจะจบลงแล้ว

นักเตะระดับนี้ยังมีบางอย่างที่เปลี่ยนเกมได้เสมอ

เพราะบางครั้ง “ความยิ่งใหญ่” ไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว
แต่มันอยู่ที่ประสบการณ์ ความนิ่ง และความเป็นผู้ชนะที่ฝังอยู่ในตัวนักเตะ

และซาลาห์… ยังเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้น

#แปะปากมาก

30/05/2026

ลิเวอร์พูลเริ่มเข้าใจแล้ว… ทำไม โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ถึงดับในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรก

หนึ่งในความผิดหวังที่สุดของลิเวอร์พูลฤดูกาล 2025/26 คงหนีไม่พ้นชื่อของ โฟลเรียน เวียร์ตซ์

จากนักเตะที่เคยเป็นหัวใจของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ชุดแชมป์บุนเดสลีกายุค ชาบี อลอนโซ่ กลายมาเป็นผู้เล่นที่แทบหายไปจากเกมในหลายช่วงของซีซั่นแรกกับลิเวอร์พูล

ทั้งที่ค่าตัวมหาศาล ความคาดหวังสูง และภาพจำจากเยอรมนีบอกทุกคนว่า เขาควรเป็น “ซูเปอร์สตาร์คนใหม่” ของแอนฟิลด์

แต่สุดท้าย เวียร์ตซ์ กลับยิงได้แค่ 5 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ จาก 33 เกมพรีเมียร์ลีก

ตัวเลขที่ห่างไกลจากคำว่า “ตัวแบกเกมรุก” อย่างสิ้นเชิง

ปัญหาใหญ่ที่เวียร์ตซ์เจอ… พรีเมียร์ลีกไม่ได้เล่นเหมือนบุนเดสลีกา

รายงานจาก The Athletic เปิดเผยว่า ภายในสโมสรลิเวอร์พูลเริ่มมีความเชื่อร่วมกันว่า เวียร์ตซ์มีปัญหาอย่างหนักกับ “ความเข้มข้นทางร่างกาย” ของพรีเมียร์ลีก

พูดง่าย ๆ คือ เขายังปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษไม่ได้

พรีเมียร์ลีกทุกวันนี้ไม่ใช่ลีกที่ให้เวลาเล่นบอลสวย ๆ เหมือนเดิมอีกแล้ว

พื้นที่น้อยลง
จังหวะปะทะหนักขึ้น
ความเร็วเกมสูงขึ้น
และนักเตะตัวรุกที่ไม่แข็งแรงพอ จะโดนกลืนหายทันที

สิ่งที่เคยทำได้ง่ายในเยอรมนี พอมาอังกฤษกลับกลายเป็นเรื่องยากไปหมด

แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายคนอาจเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมบางเกม เวียร์ตซ์ดูเหมือน “หายไปจากสนาม”

ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์หายไป แต่เพราะเขายังหาทางเอาตัวรอดกับจังหวะฟุตบอลอังกฤษไม่เจอ

เคสเดิม ๆ ที่พรีเมียร์ลีกเคยกลืนกินมาแล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

พรีเมียร์ลีกเคยทำให้นักเตะสายเทคนิคจากบุนเดสลีกาหลายคนดับมาแล้ว

ทั้ง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู
ทั้ง ติโม แวร์เนอร์

นักเตะที่เคยดูโหดในเยอรมนี พอมาอังกฤษกลับดูธรรมดาลงทันตา

และตอนนี้ เวียร์ตซ์ กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

แต่ลิเวอร์พูลยังเชื่อว่า “ของจริง” ยังอยู่ในตัวเขา

แม้ฤดูกาลแรกจะน่าผิดหวัง แต่คนในสโมสรยังเชื่อว่า เวียร์ตซ์จะกลับมาได้

อาร์เน่อ ชล็อต เองก็ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า นักเตะวัย 23 ปีรายนี้ยังพัฒนาได้อีกเยอะ

เขามองว่า เวียร์ตซ์เป็นนักเตะระดับท็อปอยู่แล้ว และช่วงอายุ 25-26 ปีต่างหาก ที่จะเป็นพีคจริงของเจ้าตัว

ด้าน เจเรมี่ ฟริมปง เพื่อนเก่าจากเลเวอร์คูเซ่น ก็ยังมั่นใจเต็มที่ว่า เวียร์ตซ์จะกลับมาโหดแน่นอน

“เขาคือนักเตะที่พาคุณเป็นแชมป์ได้”

ประโยคนี้จากฟริมปง สะท้อนว่าคนที่เคยเล่นกับเวียร์ตซ์ทุกวัน ยังเชื่อในศักยภาพของเขาแบบไม่ลังเล

ปัญหาของเวียร์ตซ์ อาจไม่ใช่แค่ตัวเขาคนเดียว

ความจริงที่แฟนบอลลิเวอร์พูลเริ่มพูดกันมากขึ้นคือ…

นักเตะหลายคนในทีมก็ดูแย่ลงพร้อมกัน

แม็ค อัลลิสเตอร์ ฟอร์มตก
กัคโป หายไป
อิซัค ปรับตัวไม่ได้
ฟริมปง โดนวิจารณ์หนัก
แม้แต่ ซาลาห์ ยังดูหมดแรง

มันเลยเริ่มมีคำถามว่า ปัญหามันอยู่ที่นักเตะ… หรือระบบของชล็อตกันแน่?

เพราะต่อให้เวียร์ตซ์จะเจอปัญหาเรื่องสภาพร่างกายจริง แต่ลิเวอร์พูลก็แทบไม่มีโครงสร้างเกมที่ช่วยดึงจุดเด่นของเขาออกมาเลย

เขาถูกปล่อยให้เล่นแบบโดดเดี่ยว ต้องหาทางเอาตัวรอดเองในเกมที่สปีดสูงตลอดเวลา

และสำหรับนักเตะสายครีเอทีฟ นั่นคือฝันร้าย

ลิเวอร์พูลต้องอดทน… หรือยอมรับว่าพลาด?

ตอนนี้ยังเร็วเกินไปจะตัดสินว่า เวียร์ตซ์ “ล้มเหลว”

แต่สิ่งที่แน่ ๆ คือ ลิเวอร์พูลลงทุนกับเขาในฐานะนักเตะที่จะเป็นอนาคตของทีม

และหลังผ่านปีแรกที่น่าผิดหวัง ฤดูกาล 2026/27 จะเป็นปีสำคัญที่สุดของเจ้าตัวทันที

เพราะถ้าเขายังยกระดับตัวเองไม่ได้ คำว่า “บุนเดสลีกาแท็กซ์” คงถูกพูดถึงหนักขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ถ้าเขาปรับตัวได้เมื่อไร…

ลิเวอร์พูลอาจได้เห็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสตัวจริงกลับมาอีกครั้งก็ได้

#แปะปากมาก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

ที่อยู่


Bangkok
10150