ผมต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ในการเพจเล็ก อาจจะมีคำไม่สุภาพ ต้องการขออภัยนะครับ
Rabbit forest gump running
เพจผมจะ เกียวกับการวิ่ง การออกกำลั?
22/04/2022
"เคยลองเป็นคนดี แต่เพือนบอกต่อแหล "
เป็นคนเมามันก็ไม่ดี แต่เป็นคนดีเธอดันไม่เอา"
"อุบัติเหตุที่ชอบที่สุด คือ ชนแก้ว"
"คนที่คิดไกล สุดท้ายก็ต้องเติมนํ้ามัน"
"คงมีแต่คนหัวล้านแหละ ต้องการผม"
"ิยากรวยต้องลงทุน อยากสร้างอนาคตกับคุณต้องทำไง"
"เนื้คู่ยังไม่พบ มีเพื่อนคบก็บุญแล้ว"
1."รอก่อนความฝัน เพราะอีกไมนานเดี๋ยก็จะนอนแล้ว"😴
2."อยากเอาความเบื่อไปจำนำ แล้วเอาตังค์ไปซือความสุข"😀
3."ใครด่าเราก็จะยิ้ม ไว้ตบหัวทิ้มตอนที่เผลอ🐝😄
4".ออ่นแอก็แพ้ไป แต่อ่อนไหวมาหาเรา"🙈😄😍
5."ก็ไมใช่แหนม ทำไมเธอเปรี้ยงจังละ"
01/02/2021
ใครมีวิธีการทำสือออนไลน์ การสร้างโฆษณาแบบตัวเอง ฟรอดแคสต์ บ้างครับ (เอาแบบเข้าใจง่าย)
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือน … อิเทน บ้านของแชมเปี้ยน! นี่คือป้ายข้อความที่ติดอยู่บริเวณซุ้มประตูของ "อิเทน" เมืองเล็กๆ ในประเทศเคนยาที่สร้างนักวิ่งระยะไกลระดับแชมป์โลกมามากมาย
หลายคนอาจจะคิดว่าคนเชื้อสายแอฟริกันนั้นเกิดมาเพื่อเป็นนักวิ่งโดยธรรมชาติ ทว่าจะกล่าวอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกเสมอไป เพราะนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งแชมเปี้ยน และมันคือเหตุผลที่พวกเขามีนักวิ่งสถิติโลกเต็มไปทั่วทุกตรอกถนน
ไม่ใช่ยีนส์ ไม่ใช่พันธุกรรม และไม่ใช่สีผิวเท่านั้นที่เป็นต้นเหตุ … นี่คือเรื่องราวของ อิเทน
วิ่ง=ชีวิต
อิเทน ไม่ใช่เมืองใหญ่และมีความเจริญอะไรมากมายนัก เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดหนึ่งของประเทศเคนยา (มี 47 จังหวัด) ที่มีชื่อว่า Elgeyo-Marakwet ด้วยความที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความเจริญและเมืองหลวงของประเทศอย่าง ไนโรบี ทำให้ อิเทน มีปัญหาในด้านการคมนาคมเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่มีรถประจำทางที่วิ่งรับผู้คนในเมืองไปส่งยังที่ต่างๆ และไม่มีแม้กระทั่งรถบัสสำหรับส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนในตอนเช้า ... อ่านมาถึงตรงนี้คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?
Photo : hiveminer.com
สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือทัศนคติ ต่อให้สิ่งรอบตัวจะแย่และลำบากแค่ไหน แต่ถ้าเราสามารถมองหาแง่มุมดีๆ ได้ชีวิตก็จะง่ายขึ้นเยอะ และที่ อิเทน เต็มไปด้วยเด็กหนุ่มผู้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส พวกเขาไม่มีรถมารับไปกลับ พวกเขาก็ต้องวิ่งไปโรงเรียนทุกวัน กว่าจะเรียนจนจบมัธยมก็ตีเสียว่าประมาณ 10 ปี ตลอด 10 ปีนั้นพวกเขาวิ่งไปกลับอยู่อย่างนั้้นแทบทุกวัน
ปัจจุบันแม้ความเจริญจะเข้ามาถึงบ้าง แต่สิ่งที่รายการเกี่ยวกับสารคดีการวิ่งของคนที่นี่นำเสนออยู่ตลอดคือภาพของเด็กชายและเด็กหญิงในชุดนักเรียนที่วิ่งไปหัวเราะไประหว่างทางเดินจากบ้านไปยังโรงเรียนด้วยเท้าเปล่า ทุกก้าวๆ ของเด็กๆ พวกนี้จะคล้อยหลังด้วยฝุ่นสีแดงจากดินลูกรัง และมันคือภาพที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้เป็นอย่างดี
สิ่งนี้ช่วยคุณได้จริงๆ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับ อีเลียด คิปโชเก นักวิ่งชาวเคนยาดีกรีเหรียญทอง โอลิมปิก และนักวิ่งที่จบเส้นทางมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ด้วยเวลาที่เร็วที่สุดในโลกภายในระยะเวลาแค่ 2 ชั่วโมง 1 นาที 39 วินาทีเองก็มีวัยเด็กเช่นนี้เหมือนกัน เขาวิ่งจากบ้านไปโรงเรียนไปกลับวันละ 4 กิโลเมตร ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ การทำแบบนั้นทุกวันไม่ต่างกับการซ้อมวิ่งโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการจะบอกว่าคนแอฟริกันหรือเคนยามี ดีเอ็นเอ, ยีนส์ และพันธุกรรม ที่ได้เปรียบคนอื่นก็คงไม่ถูกนัก แต่มันคือวิถีชีวิตมากกว่าที่ทำให้พวกเขารวดเร็วและมีปอดที่มีพลังมหาศาลได้ขนาดนี้
ก็อดฟาเธอร์แห่งการสร้างนักวิ่ง
เมื่อมีพลังที่สามารถทำให้ทุกคนในเมืองเป็นนักวิ่งระยะไกลได้ ว่ากันว่าในประชากรทั้งหมด 4,000 คนนั้น มีถึง 500 คนที่สามารถเป็นนักวิ่งมาราธอนได้ ... จึงทำให้หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน เซนต์ แพทริก ที่ก่อตั้งในปี 1961 โดยกลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนาชาวไอริช ได้เล็งเห็นไปถึงการต่อยอดในความสามารถพิเศษและความพยายามโดยธรรมชาติของเด็กๆ ใน อิเทน เหล่านี้ โดยชายที่เป็นคนเริ่มให้เด็กๆ วิ่งอย่าง "ตั้งใจ" และมีจุดมุ่งหมายเป็นครั้งแรกมีชื่อว่า บาทหลวง คอล์ม โอคอนเนลล์ ที่เข้ามารับหน้าที่พร้อมกับตำแหน่งครูวิชาภูมิศาสตร์ชาวไอริช ที่ย้ายเข้ามาตอนปี 1970 ซึ่ง ณ เวลานั้น คอล์ม มีสัญญามาสอนในระยะสั้นเพียง 3 เดือนเท่านั้น ... แต่เมื่อได้ทำงานเกี่ยวกับการวิ่ง ก็ได้ใช้ชีวิตใน เคนยา จนถึงทุกวันนี้
Photo : medium.com
คอล์ม เล่าว่าเขามาโรงเรียนในวันแรกและได้เห็นเด็กๆ ในโรงเรียนวิ่งด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อทั้งๆ ที่มันเป็นการวิ่งระยะไกล มันจึงเป็นเหุตผลให้เขาปิ๊งไอเดียอยากทำชมรมวิ่งขึ้นมาให้เป็นรูปเป็นร่าง ทั้งๆ ที่เขาเป็นพวกหนอนหนังสือ ไม่เคยเป็นนักกีฬาใดๆ หรือทำงานด้านโค้ชมาก่อนเลย ว่ากันง่ายๆ คือเมื่อเขาถูกส่งมาอยู่ในโรงเรียนแดนไกลนี้เขาเหมือนถูกโยนลงไปในแม่น้ำ ก่อนที่จะเคยเรียนว่ายน้ำเสียอีก
"ผมไม่เคยจบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเลยแม้แต่น้อย ผมก็เรียนรู้จากโค้ชคนอื่นๆ ที่อยู่มาก่อนผม และคนที่พอรู้จักจากนั้นก็หยิบนั่นนิดนี่หน่อยของแต่ละครมาปรับปรุงมาเป็นแบบของผมเอง" คอล์ม เปิดใจถีงที่มาของเขา
อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่เป็นโค้ชทำให้เขาได้เจอสิ่งที่ชีวิตต้องการ คอล์ม เล่าว่าเขาชอบที่จะเห็นความสู้ของเด็กๆ ที่นี่ เขาบอกว่าด้วยการมองครั้งเดียวก็พอจะทำให้รู้ว่ามีเด็กคนไหนบ้างที่พร้อมจะเป็นแชมป์โลกในอนาคต โดยสิ่งที่เขาจะเห็นในตัวกลุ่มเด็กพิเศษพวกนั้นคือ "ความปรารถนาที่แรงกล้า" ที่ชัดเจนมากกว่าเด็กคนอื่นๆ
"ไม่ใช่ทุกคนที่นี่หรอกนะที่จะเป็นยอดนักวิ่งได้ หลายคนฝึกกับผมและไปไม่ถึงระดับนั้นได้ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่มีพรสวรค์และมีความปรารถนาที่มากพอ ผมเองพัฒนาเรื่องความรู้สึกและความกระตือรือร้นในการกระตุ้นนักวิ่ง ผมไม่ได้บีบพวกเขาจนหายใจไม่ออก ผมให้ความสำคัญกับบุคลิกของนักกีฬาแต่ละคนมากกว่าการคอยจ้ำจี้จ้ำชัยให้พวกเขาทำในสิ่งที่ผมตีกรอบไว้"
สำหรับ คอล์ม เขารู้ว่าชาวเมือง อิเทน หลายคนมีฐานะยากจน ดังนั้นมันจึงไม่ต่างอะไรกันมากหากวัดกันจากฐานะ ดังนั้นเรื่องของคาแร็คเตอร์ของแต่ละคนจึงสำคัญมากสำหรับเขา เพราะเขาเป็นคนที่สอนฟรี! ดังนั้นการจะสอนใครก็สมควรเลือกคนที่มีใจอยากจะฝึกจริงๆ
Photo : www.irishtimes.com
"ผมยังจำได้ดีตอนที่เราคว้าเหรียญทองแรกได้ มันเซอร์ไพรส์มากเลย เราไม่ได้เตรียมเทปเพลงชาติ เคนยา มาเพื่อเปิดในงานนี้ด้วยซ้ำ เด็กๆ ของผมต้องร้องเพลงชาติเองในการรับเหรียญทองครั้งนั้น หลังจากที่เด็กขิงผมได้แชมป์กรีฑาชิงแชมป์โลกระดับเยาวชนในปี 1986 หลายคนก็เริ่มสนใจเรา โลกภายนอกอยากจะรู้จักนักวิ่งเคนยาว่าผ่านการฝึกอะไรมาบ้าง"
เด็กของ คอล์ม กลายมาเป็นแชมป์โลกได้จริงๆ หลังจากผ่านการลองผิดลองถูกกว่า 10 ปี เขาก็สร้างนักวิ่งระดับเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จอาทิ ลอร์นาห์ คิปลากัต แชมป์โลกนักวิ่งครอสคันทรี่ และ เดวิด รูดิชา นักวิ่งระยะกลางเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกและสถิติโลกระยะ 800 เมตร การผลิตแชมป์โลกและกลายเป็นบุคคลทรงอิทธิพลของ คอล์ม ทำให้เขาถูกเรียกว่า "ก็อดฟาเธอร์แห่งวงการวิ่ง" เลยทีเดียว และเหล่านักวิ่งของเขานี่เองที่นำชื่อเสียงกลับมาสู่ อิเทน จนกลายเป็นเมืองของแชมเปี้ยนในเวลานี้
RUN TO WIN
หลังจาก อิเทน สร้างแชมป์โลกทั้งชายและหญิงมากมายตั้งแต่ยุค '90s ทำให้กลายเป็นกระแสในท้องถิ่นเข้าอย่างจัง เด็กๆ อยากเติบโตมาเป็นนักวิ่งที่มีชื่อเสียงและเงินทอง เพราะที่ อิเทน นั้นแต่เดิมเป็นเมืองที่ยากจนและต้องทำงานหนัก อาชีพมีให้เลือกน้อยมากเพราะไม่มีโรงงาน มีแต่การทำไร่ทำเกษตรกรเพื่อยังชีพเท่านั้น ทางเลือกที่ง่ายและทำได้โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ใดๆ เลยก็มีเพียงอย่างเดียวนั่นคือการวิ่งนั่นเอง
Photo : www.traininkenya.com
ที อิเทน มีคำขวัญที่แพร่หลายในหมู่นักวิ่งว่า "Train hard, win easy" หรือ "ยิ่งฝึกหนักชัยชนะก็ยิ่งเป็นเรื่องง่าย" พวกเขาเชื่ออย่างนั้นและหลายคนแทบไม่ต้องใช้ความพยายามในการทำตามคำขวัญนี้เลย เพราะแรงใจในการเอาชนะความยากจนของนักวิ่งจาก อิเทน นั้นถือว่าสูงส่งอย่างไม่น่าเชื่อ
The Globe and Mail สื่อจากแคนาดาพยายามค้นเรื่องนี้ว่าการฝึกของนักวิ่งเคนยานั้นหนักแค่ไหน ทำไมพวกเขาจึงมีทั้งความเรีวและความอึดเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก พวกเขาไปยัง "The HATC" (High Altitude Training Centre) ที่ ลอร์นาห์ คิปลากัต ตำนานนักวิ่งหญิงเคนยาได้สร้างขึ้นใน อิเทน ตั้งแต่ปี 2000 และค้นพบว่าการฝึกของที่นี่หนักจริงอย่างที่ว่า
มันไม่ใช่แค่การลงไปวิ่งในสนามและจับเวลาอย่างที่ใครเข้าใจ เพราะการฝึกที่ อิเทน นั้นให้ความสำคัญไปถึงการพักผ่อน พื้นผิวของเส้นทางในการฝึกที่จะเป็นทางลูกรังที่นุ่มและมีประโยชน์สำหรับการลงน้ำหนักเท้าในการวิ่ง, การกินอาหารที่มีสารอาหารเพียงพอสำหรับการวิ่งในระยะต่างๆ และอย่างสุดท้ายคือการฝึกเรื่องสภาพจิตใจซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะนักวิ่งจาก อิเทน จะต้องสู้กับตัวเองด้วยการแบกความรู้สึก 2 อย่างในเวลาเดียวกันนั่นคือการ "อย่ากังวล" จนมากเกินไป และอย่างที่สองคือเรามา "วิ่งเพื่อชัยชนะ" แม้จะเป็นสองสิ่งที่ต่างกันจนดูเหมือนทำมันพร้อมกันไม่ได้ แต่ชาว อิเทน จะบอกตัวเองอย่างนั้น พวกเขาจะมั่นใจฝีเท้าความเร็วของตัวเองและจะพยายามแบบสุดความสามารถเพื่อการได้เป็นผู้ชนะ
Photo : www.iaaf.org
ว่ากันว่าหลากหลายรายการที่มีการแข่งขันวิ่งมาราธอน นักวิ่งจาก อิเทน หลายคนนั้นมักจะซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งมีราคาแพงมากในช่วง 20 ปีก่อน เพียงเที่ยวเดียวเท่านั้น เพราะเงินที่จะใช้ซื้อตั๋วบินขากลับคือเงินรางวัลที่พวกเขาเอาชนะในการแข่งขันได้ … ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกุศโลบาย หรือเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากเป็นเรื่องจริง มันคือการสร้างโจทย์ที่กระตุ้นให้ร่างกายออยากเอาชนะได้ดีสุดๆ
นอกจากจะชนะเพื่อตัวเองแล้วเหล่านักวิ่งจาก อิเทน นั้นยังต้องเอาชนะเพื่อครอบครัวด้วย ส่วนใหญ่นักวิ่งจากที่นี่เป็นลูกของเกษตรกร ดังนั้นการเอาชนะและคว้าชื่อเสียงและรางวัล เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นเงินที่จะทำให้พวกเขาสามารถเอามาใช้จ่ายและรักษาที่ดินกสิกรรมของตระกูลเอาไว้
คนที่นี่มีแรงถีบเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ยิ่งปัจจุบันพวกเขามีแชมเปี้ยนตัวเป็นๆ ไว้ให้เป็นแบบอย่าง เด็กๆ ในอิเทนยิ่งมีฝันในการจะเป็นนักวิ่งมากขึ้น ณ เวลานี้ อิเทน มีประชากรประมาณ 4,000 คน และครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้คือคนที่ปรารถนาจะได้ลงแข่งวิ่งในรายการระดับประเทศและระดับโลก
ความสำเร็จที่พิสูจน์ได้
ปัจจุบันด้วยความสำเร็จของการสร้างนักวิ่งระดับแชมป์โลกและเหรีญทองโอลิมปิกถึง 13 คน ทำให้มีความสนใจจากทั่วโลกที่อยากจะมาฝึกวิ่งในอิเทน ซึ่งตอนนี้ อิเทน ก็มีศูนย์ฝึกวิ่งมากมายที่พร้อมจะรับเหล่านักวิ่งจากทุกชาติมาร่วมวิ่งและก้าวไปพร้อมๆกับเหล่าแชมเปี้ยนของโลก และหลายคนก็ไปถึงระดับแชมป์จริงๆ
Photo : deadspin.com
มีเรื่องเล่าจากเด็กหนุ่มฝาแฝดจากนิวซีแลนด์ที่ชื่อว่า เจค และ เซน โรเบิร์ตสัน ที่มีอายุแค่ 17 ปี เกิดความเชื่อที่ว่านักวิ่งจาก อิเทน ไม่ได้เป็นแชมป์เพียงแค่เพราะพวกเขาเป็นคนแอฟริกัน และมีพรสวรรค์มากกว่าใคร แต่มันเกิดจากวิถีชีวิตและการฝึกอย่างหนักต่างหาก ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บข้าวของจากแดนกีวี่มาใช้ชีวิตแบบที่แชมป์โลกจาก อิเทน หลายคนเป็น ...
"ผมเป็นนักวิ่งที่เร็วมากของโรงเรียนแต่พอไปแข่งระดับประเทศผมมักจะแพ้ ผมไม่ชอบความรู้สึกนั้น ตอนนั้นผมไปแข่งรายการชิงแชมป์โลกในปี 2005 แล้วผมก็แพ้อีก ผมเลยกลับไปดูการวิงของแชมป์จาก อิเทน อย่าง เบอร์นาร์ด ลากัด และ คิปโชเก้ ผมเลยอยากจะลองเป็นแบบพวกเขา ผมอยากไปโอลิมปิกมาก แล้วผมก็ได้เจอกับนักวิ่งเคนยาในงานวิ่งครอสคันทรี่ชิงแชมป์โลกปี 2006 เขาบอกให้ผมมาฝึกซ้อมที่ เคนยา ด้วยกันและยืนยันว่าที่นั่นปลอดภัยสำหรับทุกคน เพราะในมุมมองของคนนิวซีแลนด์ แอฟริกา คือสถานที่ที่อันตราย" เจค แฝดน้องเล่าถึงการออกจากครอบครัวมาใช้ชีวิตใน อิเทน
สองพี่น้องโรเบิร์ตสันได้ฝึกเหมือนกับชาว อิเทน ทุกอย่าง ตื่นนอนตี 5 ไปโรงยิมออกกำลังกายเฉพาะส่วน จากนั้นก็เริ่มซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง นอกจากนี้ทั้งคู่ไม่ได้แค่ซ้อมแบบ อิเทน แต่พวกเขายังอยู่แบบชาว อิเทน ทุกอย่าง โดยเฉพาะการไปขนน้ำจืดสัปดาห์ละ 135 ลิตร, ใช้ชีวิตในห้องที่มีแต่เตียงนอน, ซักผ้าล้างจานเองทุกอย่างทั้งๆ ที่ตอนอยู่ นิวซีแลนด์ เขาไม่เคยทำเลย และมันเป็นเหตุผลว่าทำไมพ่อและแม่ของพวกเขาจึงออกเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ทั้งขาไปและขากลับเพราะพวกท่านเชื่อว่าลูกๆ ของตัวเองจะไม่สามารถทนกับชีวิตแบบนี้ได้ ... แต่แล้วพ่อกับแม่ก็คิดผิด
เพราะหลังจากได้มาฝึกที่ อิเทน เป็นเวลา 2 ปี พี่น้องโรเบิร์ตสัน สามารถทำได้ไม่ต่างกับชาว อิเทน มากนัก พวกเขาสามารถจบฮาล์ฟมาราธอนได้ในเวลาไม่ถึง 60 นาที นอกจากนี้เมื่อกลับไป นิวซีแลนด์ ทั้งคู่ก็กลายเป็นนักวิ่งทำระยะที่วิ่งได้เร็วที่สุดในประเทศ โดย เจค ทำสถิติวิ่ง 10,000 เมตรของแดนกีวี่ขึ้นใหม่ในการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพอังกฤษที่เมืองโกลด์โคสต์ ด้วยการใช้เวลาเพียง 27 นาที 30.90 วินาทีเท่านั้น
Photo : www.olympic.org.nz
นี่คือเรื่องเล่าสั้นๆ ที่บอกได้เป็นอย่างดีว่าวิถึชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงแรงกระหายในจิตใจล้วนแต่เป็นสิ่งที่นักวิ่งจาก อิเทน ควรได้รับความชื่นชมมากกว่าที่จะบอกว่ามันเป็นแค่พรสวรรค์และสีผิวของพวกเขา แม้ เจค และ เซน โรเบิร์ตสัน จะยังไม่ไม่ถึงระดับเหรียญทองโอลิมปิกเหมือนที่ชาว อิเทน หลายคนทำได้ แต่พัฒนาการของทั้งคู่หลังจากมาใช้ชีวิตกินอยู่ใน อิเทน ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะพวกเขาเคยลงแข่งวิ่งกับ โม ฟาราห์ นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิกจากสหราชอาณาจักรมาแล้ว
ความสำเร็จในการวิ่งหรือสิ่งใดๆ ก็ตามในชีวิตไม่ได้มีหลักสูตรตายตัว และไม่มีข้อกำหนดว่า ความสำเร็จบางอย่างเหมาะสำหรับคนบางประเภทเท่านั้น แต่ทุกคนต่างมีโอกาสไปถึงจุดนั้นได้ทั้งหมดเพียงแต่ว่าแต่ละคนจะเอาจริงเอาจังกับชีวิตมากแค่ไหน
อย่างที่ อิเทน นั้น การวิ่งเก่งไม่ได้มาจากโครงสร้างร่างกายและยีนส์เพียงอย่างเดียว แต่การวิ่งสำหรับพวกเขามันคือการดิ้นรนต่างหาก ยิ่งดิ้นมากเท่าไหร่ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ... นี่คือสิ่งที่เมืองเล็กๆ ที่เร็วที่สุดในโลกเมืองนี้เป็น
STEP LIFE: Running Story อีกหนึ่งซีรีส์จากพอดแคสต์ STEP LIFE ที่นอกจากจะมีรันนิ่งไกด์ให้คุณไปวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกแล้ว ยังมีเรื่องราวจากนักวิ่งตัวอย่างที่เราคัดเลือกมาแล้วว่าสามารถให้แรงบันดาลใจในการวิ่งได้อย่างเต็มเปี่ยม
นฤพนธ์ ประธานทิพย์ หรือ พี่นะ คือชื่อนักวิ่งคนแรกๆ ที่คนในวงการวิ่งต้องรู้จัก เพราะเรื่องของเขาเข้าขั้นคำว่ามหัศจรรย์
จากคนอ้วนน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ที่วันหนึ่งล้มป่วยจนอยากดูแลสุขภาพ เขาเริ่มวิ่งได้เพียงแค่ 400 เมตร แต่เขาไม่เคยหยุด จนสุดท้ายการวิ่งทำให้น้ำหนักหายไปถึงครึ่ง
นี่คือชายที่สามารถวิ่งได้แล้วถึง 100 กิโลเมตร สะสมระยะวิ่งใน 1 ปี ได้ถึง 10,000 กิโลเมตร และเป็นคนไทยคนที่ 3 ที่คว้ารางวัลสูงสุดของวงการมาราธอนคือ การพิชิต 6 มาราธอนโลกได้สำเร็จ
น้ำหนักครึ่งหนึ่งที่หายไป
ผมเริ่มวิ่งตอนอายุ 40 ปี ก่อนหน้านี้ไม่เคยวิ่งมาก่อน เป็นคนที่เกลียดการออกกำลังกายด้วยซ้ำ วันๆ แค่ทำงานหาเงิน แต่มีอยู่วันหนึ่งที่หกล้มในห้องน้ำเลยต้องไปตรวจสุขภาพ แล้วปรากฏว่ามันแย่ทุกอย่าง มาหมดทั้งแพ็กเกจ ทั้งความดัน ไขมัน เบาหวาน ไต ตับ และด้วยความที่ตัวเองอยากอยู่นานๆ หรือพูดง่ายๆ ว่ากลัวตาย ก็เลยบอกกับตัวเองว่า ต้องทำอะไรสักอย่างกับร่างกายหลังออกจากโรงพยาบาล
ตอนนั้นน้ำหนักที่ชั่งบนตราชั่งคือ 102 กิโลกรัม เห็นคาตาเลยครับ ตอนนั้นไม่ได้กลัวอะไรนะครับ เพราะกินอิ่มนอนหลับ มีความสุขดี แต่หลังจากล้มก็ตัดสินใจมาวิ่ง เพราะเล่นกีฬาอย่างอื่นไม่เป็น มองแค่ว่าถ้าเราเดินได้ เราก็น่าจะวิ่งได้ ก็เอาชุดที่มีอยู่ที่บ้านอย่างกางเกงขาสั้น รองเท้าลำลอง ออกวิ่งที่สวนรถไฟ วันแรกวิ่งได้ประมาณ 1 หัวโค้งสวนรถไฟ ประมาณ 400 เมตร ตอนนั้นมันหายใจไม่ทัน เพราะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ไม่ได้เดิน ก่อนวิ่งวันนั้นเราเห็นผู้สูงอายุกับเด็กวิ่งได้ ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ น้ำตาซึมๆ เลยนะ มันเป็นการบอกว่าสุขภาพเราแย่มาก เพราะวิ่งแค่นี้ก็เหนื่อย เลยเดินร้องไห้กลับไปที่รถ บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้มาใหม่
วันถัดไปตื่นเช้ามาปวดมากเลยครับ เพราะเส้นมันยึดไปหมด วันนั้นเลยฝืนมาอีกวันแล้วก็วิ่งไม่ได้ไกลไปกว่าเดิม หายใจไม่ได้เหมือนเดิม แต่บอกตัวเองว่าให้มาใหม่อีก ก็ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวัน เปลี่ยนสถานที่จากสวนรถไฟเป็นแถวบ้านบ้าง แต่บอกตัวเองว่าจะวิ่งทุกวัน พอเวลาผ่านไปวิ่งได้ระยะเท่าเดิมแต่หายใจคล่องขึ้น มันเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้เราเพิ่มระยะไปถึงจุดที่มันเหนื่อย มันก็ไปได้เรื่อยๆ จาก 400 เป็น 500 600 เมตร และจนถึง 1 กิโลเมตรในที่สุด
ตอนนั้นผมวิ่งทุกวัน ระยะเท่าไรไม่เป็นไร แต่ต้องวิ่งจนเหนื่อย มันเลยค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อที่เคยตื่นเช้ามาแล้วปวดก็ปวดน้อยลง จนกระทั่งในที่สุดวิ่งได้ 1 รอบสวนรถไฟ 2.5 กิโลเมตร วิ่งได้ต่อเนื่อง ผมดีใจมากจนร้องไห้เลย ทั้งหมดใช้เวลาเกือบเดือน มันเป็นอะไรที่คนน้ำหนัก 100 กิโลกรัมสามารถจ๊อกกิ้งผ่านระยะทางขนาดนี้ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตผมมาก เพราะเราอยากทำให้ได้ แล้วเราก็ทำได้จริงๆ
ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นที่ผมทำ มันไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ผมวิ่งได้ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาปีกว่า แต่ผมวิ่งทุกวัน ไม่ว่าจะมากจะน้อย แต่จะบังคับให้ตัวเองวิ่งทุกวัน มันคือความค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ใช้สิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เราทำให้ได้
บอกตรงๆ ว่าเบื่อครับ การต้องออกมาวิ่งทุกวัน แต่เป้าหมายของเราใหญ่กว่านั้น คือสุขภาพเราต้องดีและต้องอยู่กับครอบครัวให้นานที่สุด การเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องแข็งแรงก่อน ก่อนจะดูแลคนอื่นให้ได้
ผมเอาเป้าหมายเป็นหลัก ถ้าเป้าหมายมันใหญ่กว่าสิ่งที่ผมทำเยอะผมก็ต้องฝืนให้ตัวเองวิ่งไป เพราะพอทำไปเรื่อยๆ มันก็จะพัฒนาขึ้น อีกอย่างผมใช้วิธีการเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองด้วยการชั่งน้ำหนัก พอเห็นน้ำหนักลงเรื่อยๆ มันจะส่งกำลังใจให้ผมเยอะมาก วิ่งเสร็จชั่งเลย นอกจากนั้นผมซื้อเครื่องวัดความดันและเครื่องวัดน้ำตาล วัดทุกวันมันก็ลงทุกวัน มันส่งพลังบวกให้กับผมมาก เพราะตอนนั้นผมไม่รู้จักใครเลย ไม่มีใครมาเชียร์ให้ผมวิ่ง เลยต้องให้กำลังใจตัวเองด้วยวิธีการพวกนี้และทำให้ตัวเองอยากวิ่งต่อ
อุปสรรคของคนน้ำหนักเยอะ
การที่เราน้ำหนักตัวเยอะ การขยับเขยื้อนตัวก็ลำบาก มันต้องค่อยๆ ไป ผมก็พยายามจ๊อกกิ้งไปเรื่อยๆ แรกๆ น้ำหนักก็ลง แต่ลงไม่เยอะเพราะไม่ได้ควบคุมอาหาร มีอยู่วันหนึ่งที่ไปวิ่งแล้วเหนื่อยมากแบบสุดใจ เลยบอกตัวเองว่าลงทุนเหนื่อยขนาดนี้แล้ว ยังจะกลับไปกินข้าวขาหมู ข้าวมันไก่อีกหรือ สุดท้ายมันก็เท่าเดิม เลยตัดสินใจควบคุมอาหาร หลังจากนั้นสิ่งแรกที่เห็นชัดคือน้ำหนักจะลงเร็วมาก ค่าต่างๆ ก็จะขึ้นดีมาก
นอกจากนั้นแล้วคนน้ำหนักเยอะต้องเจอเรื่องปัญหาขาและเข่า พูดง่ายๆ ว่าเหมือนเสาเข็มที่เคยรับน้ำหนัก 100 กิโลกรัม แต่ถ้าเราน้ำหนักหายไปครึ่งหนึ่ง เสาเข็มต้นเดิมมันก็น้ำหนักเบาลง และจะทำให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย และทำให้เราแข็งแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ
จุดที่ยากที่สุดคือ 5 กิโลเมตรแรกในชีวิต
มันคือ 2 รอบสวนรถไฟครับ มันคือวันเดียวกับที่ผมคิดเรื่องอาหารนั่นแหละ คือเวลาเราเหนื่อยมากๆ เราจะ enjoy eating แต่อย่างที่บอกถ้าเอาเข้าไปอีกมันก็ไม่คุ้มกับที่เราลงแรงลงไป ผมก็เลยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมเลยครับ การวิ่ง 5 กิโลเมตรแรกนี้จึงมีความหมายกับผมมากในแง่ของการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง
จากรายการแรกที่ลงวิ่งสู่อีกหลายรายการในชีวิต
งานวิ่งแรกคือ นนทบุรีมินิมาราธอน เป็นงานเปิดสะพานข้ามแยกพระนั่งเกล้า อันที่ 2 วิ่งจากศาลากลางจังหวัดนนทบุรีไปถึงท่าอิฐจน ถึงสะพานอันใหม่ แล้วก็ยูเทิร์นกลับ ตอนนั้นน้ำหนักเหลือ 80 กิโลกรัม แต่ก็เหนื่อยมากครับ กัดฟันสู้เลย ช่วงนั้นมีคนวิ่งแซงเยอะมาก ตอนนั้นบอกตัวเองว่าขออย่าเป็นที่โหล่ คนที่สุขภาพไม่ดีหรือคนอ้วนอย่างผมจะกลัวมากเรื่องการเป็นคนสุดท้าย เลยพยายามวิ่งจนจบ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที เวลาไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ถ้าเทียบกับน้ำหนักตอนนั้นก็ถือว่าโอเคแล้ว เข้าเส้นชัยแล้วร้องไห้เลย กลับบ้านเอาเหรียญไปโชว์แฟนแล้วบอกว่า ในชีวิตนี้ได้เหรียญแรกในชีวิตก็เพียงพอแล้ว
แต่หลังจากนั้นผ่านไป 1-2 วัน เราจำความรู้สึกของการเข้าเส้นชัยได้ เลยค่อยๆ ลองดูงานวิ่งงานอื่นไปเรื่อยๆ เริ่มลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ซ้อมอย่างต่อเนื่องและพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จนทำสำเร็จที่งานวันแม่ ตรงศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มันคือการวิ่งวนเส้นเดิม 2 รอบ จบรอบแรกผมอยากกลับบ้านมาก แต่ก็เดินๆ วิ่งๆ ไปจนจบ หัวใจพองโตมาก รู้สึกว่าตัวเองทำได้ เลยวิ่งฮาล์ฟมาราธอนไปเรื่อยๆ และก็เริ่มเล็งการวิ่งมาราธอน คิดว่าถ้าตัวเองวิ่งมาราธอนได้สำเร็จคงปลื้มใจมาก อยากทำให้ได้ รู้สึกว่าการได้เหรียญมาราธอนมันเท่ เลยพยายามไปฝึกซ้อมจนกระทั่งได้สมัครที่ระยองมาราธอน ซึ่งเป็นครั้งแรก วิ่งไปก็มีคนแจกไฟฉายเพราะสตาร์ทตี 3 ตี 4 มันมืดมาก รถสิบล้อก็เยอะ เหนื่อย ท้อ จนตอนวนกลับก็รู้สึกอยากกลับบ้านอีกแล้ว พอดีว่าเขามีกองเชียร์ เราเลยเดินๆ วิ่งๆ ไปต่อ จนในที่สุดจบด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 45 นาที ตอนนั้นน้ำหนักเหลือประมาณ 70 กิโลกรัม ตอนกลับบ้านผมลงจากรถไม่ได้เพราะขามันเกร็งมากแฟนต้องให้คนข้างบ้านช่วยยกลง แต่ก็ไม่เคยหยุด เวลาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะซ้อมอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากผมต้องไปทำงานต่างประเทศบ่อย เลยได้ไปเห็นงานวิ่งที่สิงคโปร์ เลยหาโอกาสไปร่วม จากนั้นก็มีไปวิ่งที่เยอรมนี วิ่งขึ้นภูเขากลางป่าสน สวยมาก ส่วนงานที่ประทับใจที่สุดของการวิ่งมาราธอนคือ ลอนดอนมาราธอน เป็นงานที่ให้เกียรตินักวิ่งมาก รถไฟก็ขึ้นฟรี ไปที่ไหนคนก็ยินดีต้อนรับถ้ามี BIB ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ทุกคนให้กำลังใจ แม้แต่ตอนวิ่งเสร็จ หลังจากเข้าเส้นชัยแล้วกลับบ้าน ก็มีคนแสดงความยินดีด้วยตลอดทาง ทั้งบนรถไฟ ร้านค้า หรือเดินไปไหนมาไหน หรือแม้กระทั่งกลับบ้านอาบน้ำถอดชุด ถอด BIB ออก เหลือแค่ชิปที่รองเท้าก็มีคนมากอดแสดงความดีใจ
จริงๆ ถอดใจสำหรับลอนดอนมาราธอนไปแล้ว แต่บังเอิญว่าผมไปเจอฝรั่งคนหนึ่ง เขารู้ว่าโปรไฟล์ผมเป็นคนมีปัญหาสุขภาพ เคยอ้วน จนผ่านบอสตันมาราธอนได้ จึงแนะนำให้ผมเขียนจดหมายไปถึงลอนดอนมาราธอน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นปิดหมดทุกช่องทางแล้ว แต่เขาก็อยากให้ส่งไป เพราะไม่ได้เสียเงินอะไร ผมก็ร่างเขียนทุกอย่างไปเพื่อให้แรงบันดาลใจคนอื่นต่อ ผมส่งจดหมายไปกว่า 30 องค์กรที่อยู่ภายใต้ลอนดอนมาราธอน ทุกคนตอบกลับมาว่าโปรไฟล์ผมโอเค แต่โควตาเต็มทั้งหมดและจะให้ในปีถัดไป จนกระทั่งมีคนที่ตอบกลับมาว่ามีโควตาเหลือ แล้วเขาจะเอาโปรไฟล์ผมขึ้นหน้าเว็บเดี๋ยวนั้นเผื่อให้ฝรั่งมาบริจาค
สู่งานวิ่งระดับโลก
งานวิ่งมาราธอนระดับโลกมีที่โตเกียว เบอร์ลิน ลอนดอน บอสตัน ชิคาโก และนิวยอร์ก มีทั้งหมด 6 ที่ ทั้งหมดลอตโต้ด้วยการใช้ดวงได้ ยกเว้นที่บอสตัน นอกจากนั้นก็สามารถใช้การกุศลได้อย่างที่เล่าไป
งานวิ่งที่ประทับใจที่สุดคือลอนดอนมาราธอน บอสตันมาราธอนเป็นงานที่วิ่งยากที่สุดเพราะปีที่ผมแข่งถือว่าอากาศเลวร้ายที่สุดในรอบ 122 ปี ตอนเช้ามา 0 องศาเซลเซียส แต่ความรู้สึกจริงๆ คือ -4 องศาเซลเซียส ขณะวิ่งก็ฝนตก มันเหมือนการวิ่งในถังน้ำแข็งแล้วมีคนเปิดฝักบัว แล้วเราวิ่งชน ส่วนลอนดอนมาราธอนนอกจากประทับใจแล้ว ยังเป็นงานวิ่งที่เส้นทางสวยที่สุด เพราะผ่านจุดสำคัญทั้งบิ๊กเบน จนสุดท้ายไปจบที่พระราชวังบักกิงแฮม
ซ้อมอย่างไรให้ได้ถึง 100 กิโลเมตร
จริงๆ ผมไม่ได้มีโค้ช แค่อาศัยความเพียร ซ้อมมันทุกวันไปเรื่อยๆ ปัญหาของผมคือ 3 กิโลเมตรแรกผมจะรู้สึกไม่ค่อยอยากวิ่ง แต่หลังจากนั้นจะเข้าสู่โซนปกติ ผมทนแค่ 3 กิโลเมตร มันจะไปของมันเอง แล้วมันก็จะมีความสุข การซ้อมไปเรื่อยๆ ทำให้ระยะเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพอเรารู้ตัวเองว่าจะลงมาราธอน ผมก็เริ่มเพิ่มการซ้อมเช้าเย็น 20-30 กิโลเมตร
ผมเชื่ออยู่ 3 คำครับ วินัย ความเพียร ความอดทน ทั้ง 3 คำสำคัญมากแล้วก็ใช้ได้กับทุกเรื่อง
อดทนไปก่อนครับ เพราะผลลัพธ์มันยังไม่ออก แต่มันจะออกสักวันหนึ่งถ้าเราสม่ำเสมอกับมัน แล้วถ้าใครท้อ ลองนึกถึงตัวผมครับ ผมอ้วนขนาดนี้ผมยังทำได้ ขอให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง มีเป้าหมายชัดเจน การที่ผมมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะพรสวรรค์แต่แสวงล้วนๆ การวิ่งคือการที่เราได้อยู่คนเดียวตลอดเวลา เพราะฉะนั้นใจมันต้องแข็งแรงมาก จริงๆ ผมวิ่งไปร้องไห้ไปก็มีเหมือนกันนะครับ ไม่มีใครรู้ สุดท้ายตอนผมไปรับเหรียญที่เขาเรียกกันเล่นๆ ว่า พอนเดอริง (ได้จากการพิชิตครบ 6 มาราธอนโลก) ที่ชิคาโก ผมร้องไห้เหมือนเด็กเลย เวลาผมไปพูดที่ไหนผมจะเอาเหรียญทั้ง 6 รายการไปด้วย ให้ทุกคนจับ ได้ชื่นชม เป็นเหมือนการส่งพลังบวก
ผมอยากบอกว่า ผมเป็นมาหลายโรค แต่ทุกวันนี้โรคพวกนี้มันหายไปโดยผมไม่ได้ทานยา ผมเลยรู้สึกว่าการวิ่งเป็นอายุวัฒนะอย่างหนึ่ง ต่อให้เทียบกับเงินที่ลงแข่งวิ่ง ผมว่ามันคุ้มนะ การวิ่งให้อะไรผมเยอะมาก
EP.1 ผู้ชายอ้วน100กิโลกรัม วิ่ง100กิโลเมตร
วันนี้ผมอยากเล่าเรื่อง การจากเป็นคนอ้วน เกิดปัญหาสุขภาพจนเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม จนมาวิ่ง ชาย 100 โล วิ่ง100 โล
เขาเป็นองครัก พี่ตูน งานก้าวคนละก้าว
ทุกคิดไหมว่าคนอ้วนทำไหม ทำไม่แข็งแรงครับ
ผมอยากเขียนข้อความให้กำลังให้กับคนที่อ้วนแล้วหันมาออกกำลังกาย
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
พหลโยธิน 50
Bangkok
10220