SDN Futsal No-L

SDN Futsal No-L

แชร์

สร้างพื้นที่สร้างสรรค์เปิดเวทีให้นักกีฬาเยาวชนได้พัฒนา เพื่อให้เยาวชนห่างไกลอบายมุขทั้งปวงด้วย "กีฬา"

01/09/2026

ฝันให้ใหญ่ แต่ถ้าไม่ลุยให้สุดในวันนี้ ก็กลับไปนอนฝันต่อที่บ้าน เรื่องราวระหว่างทางของ “เหม็ด” มูฮัมหมัด อุสมานมูซา

ในโลกฟุตซอลไทย ชื่อของ “เหม็ด” มูฮัมหมัด อุสมานมูซา คือเครื่องหมายการค้าของความพยายาม ความดุดัน และการไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา จากเด็กหนุ่มที่วิ่งไล่หวดลูกฟุตซอลบนพื้นปูนสู่นักกีฬาอาชีพในลีกระดับท็อปของโลกอย่างสเปน เส้นทางของเขาไม่ได้มาอย่างง่ายดาย แต่มันหล่อหลอมด้วยความจริงที่ว่า “ความฝัน” กับ “ความจริง” นั้นมีระยะทางที่ไกลลิบลิ่ว และมีเพียงเหงื่อ ความเจ็บปวด และการลงมือทำ “ระหว่างทาง” เท่านั้นที่จะพาเราข้ามผ่านช่องว่างนั้นไปได้

หากใครได้ติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาในเพจ sdn futsal no-l จะสะดุดตากับประโยคที่คมกริบของคนมีฝันทุกคนว่า

“ความฝันเป็นสิ่งที่ทุกคนฝันได้ แต่สิ่งสำคัญเลยคือระหว่างทาง ถ้าคุณฝันอย่างเดียวแล้วไม่ลงมือทำ ณ ปัจจุบันให้ดี คุณก็กลับไปนอนฝันที่บ้าน”

ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมสวยหรูที่พูดเพื่อให้ดูเท่ แต่มันคือปรัชญาชีวิตของนักสู้ที่ชื่อ “มูฮัมหมัด อุสมานมูซา”

มนุษย์เราทุกคนมีสิทธิ์ฝันเท่ากัน เด็กผู้ชายทุกคนที่เริ่มหัดเตะฟุตซอลล้วนมีความฝันอยากติดทีมชาติ อยากเป็นนักฟุตซอลอาชีพ อยากสุขภาพดี การฝันเป็นเรื่องง่ายและฟรี แต่มันก็เป็นกับดักที่อันตรายที่สุดเช่นกัน หากเราหลงใหลไปกับภาพความสำเร็จในจินตนาการ จนลืมตื่นมาเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายในช่วง “ระหว่างทาง”

ในโลกของกีฬา ไม่มีใครได้ตั๋วไปสู่ความสำเร็จด้วยการ “นอนฝัน” ตลอดเส้นทางของเหม็ด การก้าวไปสู่ลีกสเปน หรือการเป็นกองหน้าที่แนวรับทีมใดๆ ต้องหวาดกลัว ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาแค่อยากไปยืนตรงนั้น แต่เกิดจากการ “กัดฟันทำปัจจุบันให้ดีที่สุด” ในทุกๆ วัน ในยุคสมัยที่อบายมุขมีอยู่ทั่วทุกที่ สิ่งล่อลวงเพราะคำว่าเท่กระจายอยู่ทุกโซเชี่ยล วันที่ร่างกายล้าจนแทบยกขาไม่ขึ้น หรือแม้แต่วันที่ฟอร์มตกจนโดนวิจารณ์ สิ่งเหล่านี้คือ "เรื่องระหว่างทาง" ที่คัดกรองว่าใครคือคนที่คู่ควรกับความฝัน และใครคือคนที่แค่พูดมันออกมาลมๆ แล้งๆ

ประโยคที่ว่า “คุณก็กลับไปนอนฝันที่บ้าน” มีความหมายที่เจ็บ แต่มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ โลกแห่งชีวิตจริงไม่เคยใจดีกับใคร ไม่ว่าคุณจะมีสตอรี่ที่น่าสงสารแค่ไหน หรือคุณจะมีความตั้งใจดิบดีเพียงใด ถ้าปัจจุบันคุณหลงผิด ติดกับดักอบายมุข ขาดการซ้อม ขาดการเรียน ไร้ระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ มัวแต่รอคอยปาฏิหาริย์ ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “ความล้มเหลวที่แท้จริง”

สนามฟุตซอล หรือแม้แต่สนามชีวิตจริง ไม่ได้มีพื้นที่ไว้สำหรับคนที่เก่งแต่ฝัน แต่มีไว้สำหรับคนที่ลงมือทำ มีระเบียบวินัย และรู้ว่าสิ่งไหนควรเข้ายุ่ง สิ่งไหนควรปฏิเสธ

เพราะถ้าไม่ทำปัจจุบัน ณ วันนี้ให้ดี พรุ่งนี้คุณก็เป็นได้แค่คนนอนฝันที่ตื่นมาพบกับความว่างเปล่าเหมือนเดิม

"มูฮัมหมัด อุสมานมูซา" นักฟุตซอลสโมสร จิมบี คาร์ตาเกนา ในประเทศสเปน และทีมชาติไทย

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #มูฮัมหมัดอุสมานมูซา #ฟุตซอลทีมชาติไทย

31/08/2026

THE COACH วันนี้จะพาทุกท่านมารู้จักกับความสำคัญของคำว่า "ระหว่างทาง" ที่เป็นเครื่องมือสำคัญนำเราสู่ผลลัพธ์ของ "ความฝัน"

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #มูฮัมหมัดอุสมานมูซา #ฟุตซอลทีมชาติไทย

31/08/2026

"จากเด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ สู่นักกีฬาระดับโลก"

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร รับชมพร้อมกันเย็นวันนี้ เวลา 18:00 น.

"มูฮัมหมัด อุสมานมูซา" นักฟุตซอลสโมสร จิมบี คาร์ตาเกนา ในประเทศสเปน และทีมชาติไทย

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #มูฮัมหมัดอุสมานมูซา #ฟุตซอลทีมชาติไทย

30/08/2026

เมื่อสมัยเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านลาด อาตมาชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ห้อง ก. และห้อง ข. ทุกวันหลังเลิกเรียนตอน 16:00 น. และเวลาพักเที่ยง ทีมไหนชนะจะได้รางวัลเป็นมาม่าหรือขนมมาแบ่งกันกิน ความผูกพันตั้งแต่วัยเด็กนี้เอง ทำให้เมื่อมาบวชและได้เห็นสภาพสังคมที่มีอบายมุข ทั้งเหล้า บุหรี่ และการพนันเข้ามาแทรกแซงเด็กๆ อาตมาจึงอยากดึงเด็กกลุ่มนี้ให้ห่างไกลจากอบายมุข และมีโอกาสเติบโตไปเป็นนักกีฬาหรือมีอนาคตที่ดี

ก่อนหน้านี้ อาตมามักเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดหมู่บ้าน หรือช่วยชาวบ้านขุดสระน้ำและบ่อน้ำในช่วงเดือน 4 และเดือน 5 ที่ขาดแคลนน้ำดื่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้เราอยากช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญที่เราต้องช่วยเด็กๆ ออกจากยาเสพติด เพราะเวลาที่มีงานบุญ งานประเพณี หรือมหรสพต่างๆ มักเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทและตีกัน ทำให้สังคมแตกแยก การนำกีฬาเข้ามาจึงเป็นการดึงเด็กให้หลุดพ้นจากวงจรร้าย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษาผ่านศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และ กศน. ตำบล เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ มีวุฒิการศึกษา และมีอาชีพพัฒนาตนเอง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เด็กในชุมชนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมมีความรับผิดชอบมากขึ้น พฤติกรรมการดื่มและอบายมุขลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราให้โอกาสพวกเขาได้เรียนหนังสือและสอนศีลธรรม ปรากฏว่าเด็กหลายคนประสบความสำเร็จจนได้ดิบได้ดีเป็นข้าราชการก็มี

สำหรับจุดเริ่มต้นของ "ลานวัดลีก" มาจากความตั้งใจที่อยากให้ลานวัดเป็นพื้นที่กีฬาและลานสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เสริมสร้างพลังและความรู้เพื่อกู้อนาคต โดยร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ชาวบ้านในชุมชน บูรณาการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น "ลานวัดลีก พื้นที่สร้างสรรค์ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ และการพนัน"

ก่อนที่จะมาเป็นลานวัดลีก เราเคยจัดกิจกรรมมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้าค่ายคุณธรรม บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และจัดกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญของชาติ เช่น วันพ่อและวันแม่ โดยมีทั้งการสวดมนต์ นั่งสมาธิ เล่นกีฬา และทำจิตอาสาพัฒนาวัดและหมู่บ้าน เริ่มต้นจากการประสานโรงเรียนในเขตตำบล 5 แห่งมาร่วมทำกิจกรรมและแข่งขันกีฬาร่วมกัน ก่อนจะขยายผลไปสู่วัดละอำเภอ หมุนเวียนกันมาแข่งขันจนครบ 13 อำเภอในจังหวัดมหาสารคาม ผลตอบรับที่ได้คือเด็กๆ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และคุณครูที่มาเห็นก็นำรูปแบบกิจกรรมนี้ไปพัฒนาต่อยอดที่โรงเรียนของตนเองได้ สะท้อนให้เห็นว่าวัดในปัจจุบันต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการพัฒนาทั้งด้านปัญญาและคุณธรรมควบคู่กับสถานศึกษาในระแวกนั้น เช่นเดียวกับวัดโพธิ์ศรีที่เป็นวัดศูนย์กลางในระดับต้นๆ ของจังหวัด

แน่นอนว่าช่วงแรกย่อมมีแรงต่อต้านจากกลุ่มคนที่ชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ และเล่นการพนัน เมื่อเราไม่อนุญาตให้นำเข้ามาดื่มในพื้นที่ พวกเขาก็ไม่พอใจและส่งเสียงต่อต้าน เราจึงใช้การอธิบายกฎหมายตาม พ.ร.บ. ควบคุมแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของเด็กๆ ว่าการดื่มแอลกอฮอล์อาจนำไปสู่อุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาทของกองเชียร์ เมื่อชุมชนเห็นประโยชน์ที่แท้จริงที่ลูกหลานได้รับ เสียงต่อต้านเหล่านั้นจึงค่อยๆ ลดลงไปเอง จนชุมชนยอมรับว่าที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย ปลอดแอลกอฮอล์และบุหรี่อย่างแท้จริง

เด็กๆ ที่เคยหลงผิดและเข้ามาร่วมกิจกรรมลานวัดลีก ต่างก็สะท้อนให้ฟังว่า เมื่อเลิกสูบและเลิกดื่ม เวลาลงสนามแข่งขันพวกเขาก็ไม่เหนื่อยหอบง่าย ใจเย็นลง และไม่มีอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนก่อน จากเดิมที่เคยมีปัญหาการกระทบกระทั่งในสนาม พอมาทำกิจกรรมนี้ เด็กๆ กลับมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจนักกีฬา ล้มแล้วช่วยพยุงกัน ขอโทษและให้กำลังใจกัน กลายเป็นความรักและความสามัคคีโดยอัตโนมัติ ในช่วงแรกของการจัดงาน เราจะเปิดกว้างให้ทุกคนสมัครใจเข้ามาเล่นโดยไม่จำกัดว่าปัจจุบันคุณสูบบุหรี่หรือดื่มสุราหรือไม่ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเริ่มคัดกรองคนที่ปลอดจากสิ่งเสพติดอย่างแท้จริงเข้ามาแข่งขันในขั้นตอนต่อไป

ในส่วนของการขยายผลไปยังวัดอื่นๆ อาตมาในฐานะพระผู้ปกครองคณะสงฆ์ เคยแนะนำและชวนเชิญอยู่เสมอ แต่ก็ต้องพบกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความกังวลของชุมชนและเจ้าอาวาสบางรูปที่กลัวว่าวัดจะสกปรกหรือเสียหายจากการวิ่งเล่นของเด็กๆ แต่ในความเป็นจริง พื้นที่วัดสามารถปรับใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลานกีฬา ตากข้าว หรือจัดตลาดนัดอเนกประสงค์ หากทุกวัดเปิดโอกาสให้เด็กๆ และประชาชนในระแวกพื้นที่วัด ก็จะช่วยสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ได้ทั่วถึง

การทำงานกับเด็กๆ ทำให้เห็นพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่เด็กอาจมีความแข็งกร้าวต่อผู้ปกครองและเพื่อนฝูง พฤติกรรมเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน กล้าแสดงออกในทางที่ถูกที่ควร และกล้าเปิดใจสื่อสารกับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อดีของการดึงเด็กเข้าวัด

กิจกรรมฟุตซอลในวัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่นกีฬา แต่เป็นการสร้างชีวิตใหม่ เพราะช่วยให้เด็กห่างไกลจากเหล้า บุหรี่ กัญชา และยาเสพติด รวมถึงการพนัน พร้อมทั้งปลูกฝังความรับผิดชอบและการแสวงหาความรู้ในด้านอื่นๆ สำหรับการจัดแข่งขันลานวัดลีกในปัจจุบัน เราแบ่งรุ่นอายุอย่างครอบคลุมตั้งแต่เด็กอนุบาล ชั้นประถม มัธยมศึกษา จนถึงรุ่นทั่วไปอายุราว 40 ปี เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม

กฎเหล็กสำคัญของลานวัดลีกคือ ห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีเหล้า เบียร์ บุหรี่ และการพนันเข้ามาในบริเวณวัด ทั้งการบริโภคและการซื้อขาย เพื่อรักษาพื้นที่ให้เป็นเขตปลอดอบายมุขอย่างแท้จริง การสื่อสารกับชุมชนรอบข้าง เราใช้เครือข่ายการรณรงค์ ถือป้ายเดินรอบหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กวัด หอกระจายข่าว และประสานงานร่วมกับฝ่ายปกครอง สาธารณสุขอำเภอ และ รพ.สต. รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกฎหมายมหาเถรสมาคมที่ห้ามสูบบุหรี่และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัด

ในยุคที่เยาวชนสามารถเข้าถึงแอลกอฮอล์ การพนัน และบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย สิ่งเหล่านี้เป็นภัยอันตรายร้ายแรงที่ทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต จนอาจทำให้ป่วยเป็นโรคได้ อาตมาจึงอยากฝากความห่วงใยถึงเด็กๆ และเยาวชนไทยทุกคน ให้ลด ละ และเลิกสิ่งเสพติดเหล่านี้ แล้วหันหน้าเข้าสู่กิจกรรมลานวัด เพราะนี่คือหนทางที่จะสร้างประโยชน์และอนาคตที่ดีที่สุดให้กับเยาวชนอย่างแท้จริง

พระครูวิชัยโพธิสาร วัดโพธิ์ศรี บ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม พระนักพัฒนาผู้นำกีฬาฟุตซอล มาเปลี่ยนแปลงเยาวชนและชุมชนภายใต้ "ลานวัดลีก"

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #ไม่ดื่มไม่สูบไม่เสพไม่พนัน #พระนักพัฒนา #ลานวัดลีก #มหาสารคาม

28/08/2026

ที่นี้ “โรงเรียนบ้านป่าเสร้า” จังหวัดเชียงใหม่ “คำว่ากีฬา” คือเกราะคุ้ม 100% ให้เด็กๆ ห่างไกลอบายมุข

หลายคนอาจกังวลเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กๆ แต่บอกได้เลยว่าเด็กที่นี้ 100% ไม่มีความเสี่ยง เค้าใช้กีฬาเป็นจุดหมาย เมื่อพวกเขารวมตัวกันอยู่ในบ้านหลังนี้ ด้วยพลังของกีฬาและความสามัคคี เราแทบไม่ต้องควบคุมอะไรเลย เด็กๆ เล่นด้วยกัน รักกัน สนิทกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกพื้นที่หรือถิ่นกำเนิด

สิ่งที่น่าประทับใจคือ เด็กจากพื้นที่ห่างไกลมักจะมีความมุ่งมั่นและพร้อมเปิดรับมุมมองใหม่ๆ สูงมาก แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ความกระหายที่จะเรียนรู้ทำให้พวกเขาก้าวไปได้ไกลเกินคาด

“ครูคีน” พันกร เรืองคำ ผู้ฝึกสอนโรงเรียนบ้านป่าเสร้า จังหวัดเชียงใหม่

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #ไม่ดื่มไม่สูบไม่เสพไม่พนัน #เด็กดอย #โรงเรียนบ้านป่าเสร้า #เชียงใหม่

24/08/2026

จากนักกีฬาสู่ครูผู้มีเป้าหมาย เรื่องราวของ "โค้ชคีน" พันกร เรืองคำ และเด็กๆ โรงเรียนบ้านป่าเสร้า จังหวัดเชียงใหม่

ทุกๆ เย็นที่โรงเรียนบ้านป่าเสร้า อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มักจะมีเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนเรียกเพื่อน และเสียงลูกฟุตซอลที่กระทบกับพื้นสนามดังขึ้นเป็นประจำ ภาพของเด็กนักเรียนชายและเด็กนักเรียนหญิงตัวเล็กๆ วิ่งไล่ตามลูกฟุตซอลๆ ด้วยความมุ่งมั่น อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับ "โค้ชคีน" พันกร เรืองคำ ภาพเหล่านี้คือความฝันที่เขายอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเอง เพื่อมาปั้นมันให้เป็นจริง

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มผู้เปลี่ยนผ่านจาก “เด็กติดสนามบอล” สู่การเป็น “ผู้ให้” ที่เชื่อมั่นว่า พลังของกีฬาฟุตซอลสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้จริงๆ

โค้ชคีน หรือครูคีน เติบโตขึ้นมาในอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ชีวิตในวัยเด็กของเขาผูกพันอยู่กับสนามหญ้าและบรรยากาศที่รุ่นพี่มารวมตัวกันเตะบอลทุกเย็น ทุกวันหลังเลิกเรียนคือช่วงเวลาที่เขาซึมซับทักษะและความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนกระทั่งมีโอกาสได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนโรงเรียน เทศบาลเมืองพะเยา ไปจนถึงการแข่งขันระดับภาคและประเทศ

ในวัยเด็ก ความฝันสูงสุดของเขาคือการเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลกความจริงก็สอนให้เขาเรียนรู้ว่า

“กีฬาทุกชนิดทุกคนสามารถเล่นได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จไปถึงระดับสูงสุดได้”

เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แม้เขาจะได้ร่วมฝึกซ้อมกับสโมสรฟุตบอลเวียงพิงค์ และเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย แต่ความจริงเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระทางบ้านก็เข้ามาทดสอบชีวิต คีนจำต้องถอยฉากจากการเล่นกีฬาในมหาวิทยาลัย หันมาทำงานเสริมช่วงเย็น พร้อมกับเป็นผู้ช่วยโค้ชในอะคาเดมี่เล็กๆ แถวสนามหญ้าเทียมเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี

แต่ความรักในกีฬาฟุตบอลไม่เคยจางหาย มันเพียงแค่เปลี่ยนจาก “ผู้เล่น” ไปสู่บทบาทของ "ผู้สร้าง"

เมื่อได้รับโอกาสจาก ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าเสร้า ให้เข้ามาเป็นครูอัตราจ้างและผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมฟุตซอลที่โรงเรียนบ้านป่าเสร้า โค้ชคีนจึงนำประสบการณ์ทั้งหมด รวมถึงคอนเนกชันจากการอบรมโค้ชในโครงการต่างๆ เช่น โครงการ The Coach ของ สสส. มาใช้ที่นี่

เมื่อเปรียบเทียบกับการสอนในอะคาเดมี่ทั่วไป ที่เด็กๆ มักจะมีพื้นฐานและผู้ปกครองคอยสนับสนุนค่าใช้จ่าย โค้ชคีนพบว่าเด็กที่โรงเรียนบ้านป่าเสร้าไม่ได้มีเงินทองมากมาย แต่สิ่งที่พวกเขาพกติดตัวมาด้วยคือ “ใจรักและความตั้งใจจริง”

“เด็กที่มาจากพื้นที่ห่างไกลบนดอย มักจะมีความมุ่งมั่นสูงมาก พวกเขาเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่แม้จะเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เมื่อได้สัมผัสและเปิดรับมุมมองใหม่ๆ พวกเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ ทำซ้ำ และปรับปรุงจนเกิดความชำนาญได้เสมอ”

นอกจากการสอนระบบการเล่น การวางเท้า หรือแทกติกในสนามแล้ว สิ่งที่โค้ชคีนให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ “การสอนนอกสนาม”

จากบทเรียนราคาแพงในอดีตที่เขาเคยสูญเสียเพื่อนสนิทจากอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์และความคะนอง โค้ชคีนจึงนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นอุทาหรณ์คอยเตือนสติเด็กๆ อยู่เสมอ เขาสอนว่า

“การดื่มไม่ได้เท่ และเราไม่ควรเอาชีวิตหรือความฝันไปเสี่ยงกับอบายมุข”

ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดและการปลูกฝังทัศนคติที่ดี ทำให้ปัจจุบันเด็กนักกีฬาในความดูแลของโค้ชคีนปราศจากปัญหาเรื่องแอลกอฮอล์และบุหรี่ไฟฟ้า แบบ 100% เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า เส้นทางความฝันกับการใช้ชีวิตแบบเสี่ยงอันตรายนั้นเดินขนานกันไม่ได้

สำหรับโค้ชคีนแล้ว โครงการอย่าง SDN ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการที่เกิดมาเพื่อล่าถ้วยรางวัล แต่เป็นโครงการที่ “สร้างพื้นที่สร้างโอกาสและจุดประกายไฟ” ให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้กล้าฝัน กล้าพัฒนาตนเอง และตระหนักเรื่องอบายมุขอย่างมากขึ้น รวมถึงตัวผู้ฝึกสอนเองที่เปรียบเสมือน Mentor ที่คอยชี้นำเด็กๆ

"สำหรับโค้ชรุ่นใหม่ การเริ่มต้นด้วยความรักจะทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และสำหรับน้องๆ ทุกคน แม้เราจะไม่เคยได้แชมป์ หรือไม่ได้ก้าวไปติดทีมชาติ ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะกีฬาคือใบเบิกทางที่สร้างทั้งสุขภาพที่ดี ภูมิคุ้มกัน และการยอมรับในสังคม โดยที่เราไม่ต้องไปเดินหลงทาง"

จากอดีตนักกีฬาที่วิ่งตามความฝัน สู่ปัจจุบันได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ให้ความรู้ พัฒนา และส่งเสริมเด็กๆ โดยมีความคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องมีเด็กในมือสักคนที่สามารถก้าวไปสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพได้สำเร็จ และเด็กทุกคนคิดได้ว่าระหว่างทางคือสิ่งสำคัญที่คุณต้องดูแลตัวเองและรับมือกับความผิดหวังให้ได้ ในเส้นทางกีฬา ย่อมมีผลแพ้ชนะเสมอ ซึ่งการพ่ายแพ้อาจสร้างความผิดหวังให้กับเด็กๆ แต่วิธีการรับมือคือการเปลี่ยนความผิดหวังและข้อผิดพลาดจากเกมที่แพ้ มาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้น

“ครูคีน” พันกร เรืองคำ ผู้ฝึกสอนโรงเรียนบ้านป่าเสร้า จังหวัดเชียงใหม่

#สสส #สคล #พื้นที่สร้างสรรค์ #ไม่ดื่มไม่สูบไม่เสพไม่พนัน #เด็กดอย #โรงเรียนบ้านป่าเสร้า #เชียงใหม่

23/08/2026

ถ้อยคำสะกดใจ พลังแห่งจิตวิทยาการกีฬา เกราะคุ้มกันเยาวชนสู่เป้าหมาย

ในเส้นทางของนักกีฬาวัยเยาว์ ความฝันที่จะไปให้ถึงจุดสูงสุดไม่ได้วัดกันแค่ที่ “หยดเหงื่อ” บนสนามซ้อม “พรสวรรค์” ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือ “ถ้วยแชมป์” แต่อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “สงครามในใจ”

เมื่อเด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับความกดดัน ความเหนื่อยล้า ช่องว่างของชีวิต คำชักจูงโฆษณาชวนเชื่อ และค่านิยมกับคำว่า “เทห์” คำพูดเพียงไม่กี่คำจากผู้ฝึกสอนหรือคนรอบข้าง จึงมีพลังมากพอที่จะผลักให้เขาเดินหน้าต่อ หรือทำลายความมั่นใจจนหันหลังให้สนาม แล้วเดินเข้าหา “อบายมุข” เพื่อหาที่พึ่งทางใจชั่วคราวแทน

นี่คือพลังของ จิตวิทยาการกีฬา ผ่านถ้อยคำเชิงบวก ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อกระตุ้นให้ฮึกเหิมเพียงชั่วครู่ แต่มันคือเครื่องมือสร้างเกราะคุ้มกันทางใจ เพื่อให้นักกีฬาไม่หลุดจากเส้นทางฝัน

1. จาก “ผลการแข่งขัน” สู่ “กระบวนการเรียนรู้” (Growth Mindset)
คำพูดที่มักทำร้ายเด็กมากที่สุดคือ “ถ้าแข่งแพ้กลับไปก็ไม่มีอนาคต” หรือ “ทำไม่ได้ก็เลิกเล่นซะ”
จิตวิทยาการกีฬาเข้ามาเปลี่ยนกรอบความคิดนี้ด้วยการใช้คำพูดที่ดึงสติให้เด็กมองเห็นคุณค่าในตัวเองผ่าน กระบวนการ ไม่ใช่แค่ ผลลัพธ์ เช่น

“วันนี้เราอาจจะแพ้คู่ต่อสู้ แต่เราไม่ได้แพ้ความพยายาม สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสนามวันนี้ จะทำให้เราแข็งแกร่งกว่าเดิมในวันพรุ่งนี้”

เมื่อนักกีฬาเข้าใจว่าความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นข้อมูลดิบในการพัฒนา พวกเขาจะไม่เกิดความรู้สึก “จนตรอก” หรือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เด็กมักหันไปหายาเสพติดหรืออบายมุขเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลว

2. การสร้างอัตลักษณ์ทางบวก (Positive Identity) ที่แข็งแกร่งกว่าสิ่งล่อใจ
เด็กที่หลุดเข้าสู่อบายมุขส่วนใหญ่เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีตัวตน” ในสังคมไม่มีใครยอมรับ หรือเพียงเพราะค่านิยมผิดๆกับคำว่า “เท่ห์”

โค้ชหรือผู้ชี้นำทางจิตวิทยาจึงต้องใช้ถ้อยคำที่สร้างอัตลักษณ์ให้นักกีฬารู้สึกว่า “ฉันคือคนที่มีคุณค่า” แค่นี้ก็โคตรเท่ห์แล้ว ผ่านคำพูดที่ตอกย้ำบทบาทหน้าที่ของตนเอง

“ในสนามซ้อมเธอไม่ใช่เด็กที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เธอคือนักกีฬาผู้มีความมุ่งมั่น เป็นคนที่เพื่อนร่วมทีมฝากความหวังไว้ และเป็นคนที่กำลังสร้างอนาคตด้วยมือของตัวเอง”

“แค่เธอเป็นนักกีฬา แค่นี้เธอก็เท่ห์ฝนตัวเธอเองแล้ว”

เมื่อเด็กเริ่มมองเห็นภาพลักษณ์ที่ดีของตัวเองในฐานะ “นักกีฬา” ความภาคภูมิใจนี้จะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันชั้นดี เมื่อเพื่อนชวนไปสู่จุดเสี่ยงหรือเมื่อเจอทางตัน พวกเขาจะนึกถึงเกียรติและหยดเหงื่อที่เคยทุ่มเท จนปฏิเสธอบายมุขเหล่านั้นได้ด้วยตัวเอง

3. การสร้างเป้าหมายระยะสั้น (Micro-Goals) เพื่อลดความท้อแท้
ความจนและความเหลื่อมล้ำมักทำให้เด็กมองไม่เห็นอนาคตระยะยาว พวกเขาอาจคิดว่า “ซ้อมไปก็เท่านั้น ยังไงก็จน ยังไงก็อยู่แค่นี้ไม่ได้ไปต่อที่ไหน” จิตวิทยาการกีฬาจึงเข้ามาช่วยย่อยเป้าหมายที่ใหญ่เกินเอื้อม ให้กลายเป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่ทำได้จริงในแต่ละวัน

การใช้คำพูดเชิงชี้นำ เช่น

“วันนี้เราไม่ต้องไปคิดถึงแชมป์ระดับประเทศ แค่ทำให้ดีกว่าเมื่อวานทีละหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็พอ”

คำพูดนี้ช่วยดึงเด็กกลับมาอยู่กับ “ปัจจุบัน” ลดความวิตกกังวลต่ออนาคตอันมืดมน และทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตยังสามารถควบคุมและขับเคลื่อนได้ด้วยสองมือของตัวเอง

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งยั่วยวนและความเหลื่อมล้ำ “คำพูด” ของผู้ใหญ่ อาจเป็นสะพานที่แข็งแกร่งที่สุดที่ช่วยพยุงเด็กคนหนึ่งให้ก้าวข้ามผ่านจุดดึงดูดที่มองไม่เห็นจากอบายมุข ไปสู่แสงสว่างปลายทางที่เรียกว่า “ความสำเร็จ”

ในมุมมองของคุณ ถ้อยคำให้กำลังใจแบบไหนจากโค้ชหรือคนใกล้ชิด ที่เคยสร้างแรงผลักดันให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตมาได้?

#สสส #สคล #จิตวิทยา #โค้ช

23/08/2026

“ก็แค่บุหรี่ไฟฟ้า ไม่เห็นเป็นไร” คำโกหกที่ทำลายปอดนักฟุตบอลดาวรุ่ง

“พี่ด้วงครับ ผมสูบแค่ตอนเครียด ไม่ได้สูบบุหรี่จริงนะ”

น้องเนม กองกลางทีมฟุตบอลเยาวชนพูดกับพี่ด้วง พร้อมหอบหายใจไม่ทันหลังวิ่งขึ้นลงสนามได้แค่ครึ่งเกมที่เคยวิ่งไหวสบาย ๆ เนมเป็นกองกลางตัวหลักของทีม มีลมหายใจดีจนเป็นที่ยอมรับว่าวิ่งคุมพื้นที่แดนกลางได้ทั้งเกม เพื่อนในกลุ่มชวนสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงปิดเทอมโดยบอกว่าเป็น “ไอน้ำ ไม่มีสารพิษเหมือนบุหรี่มวน”

เขาลองสูบครั้งแรกเพราะความอยากรู้และแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน รสชาติหวานหอมทำให้เขาติดใจและเริ่มสูบเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเครียดกับการเรียนและการซ้อม หลังสูบต่อเนื่องหลายเดือน เนมเริ่มสังเกตว่าตัวเองหอบเร็วกว่าเดิมตอนวิ่งคุมเกม ระยะทางที่เคยวิ่งขึ้นลงได้สบาย ๆ กลับต้องหยุดพักบ่อยขึ้น เขาเริ่มมีอาการไอแห้งเรื้อรังตอนกลางคืนและเจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึก ๆ เมื่อผลงานตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เนมเริ่มสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกอับอายที่ต้องบอกโค้ชความจริง และเกิดความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้รับเลือกให้ลงแข่งขันในทีมอีก

ความเครียดที่เคยพยายามหนีด้วยการสูบ กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นวงจรที่แก้ไม่ตก สุดท้ายโค้ชต้องถอดชื่อเขาออกจากทีมตัวแทนแข่งขันระดับภาค เพื่อนร่วมทีมบางคนที่เคยชวนสูบด้วยกันก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพคล้ายกัน ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพาไปตรวจและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่แน่ใจว่าจะกลับมาวิ่งคุมเกมได้เท่าเดิมหรือไม่ โดยแพทย์ที่ตรวจสมรรถภาพปอดพบว่าความจุปอดของเขาลดลงกว่าที่ควรจะเป็นในวัยของเขา สารเคมีในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะสารแต่งกลิ่นและนิโคตินเข้มข้น ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดลมและถุงลม

น้อง ๆ ที่กำลังฝึกซ้อมเพื่อความฝันในสนามฟุตบอลครับ ปอดของเรามีสองข้าง แต่มีข้างเดียวที่ต้องใช้ทำงานหนักทุกวัน อย่าให้ควันหอมหวานเพียงไม่กี่อึดใจมาทำลายสิ่งที่เราต้องใช้ไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า ถ้าเครียดให้คุยกับโค้ชหรือเพื่อน ไม่ใช่หาที่พึ่งจากควันที่มองไม่เห็นอันตราย

เล่าเรื่องโดย "โค้ชด้วง" กภ.เปรมนัช นิลน้อย นักกายภาพบำบัดชำนาญการ หัวหน้านักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์

#สสส #สคล #บุหรี่ไฟฟ้า

22/08/2026

เปิดพื้นที่สร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

⚽ เปิดรับสมัครด่วน! การแข่งขันฟุตซอลหญิง "WOMEN SDN FUTSAL NO-L CUP 2026"

🏆 โอกาสแข้งสาวรุ่นใหม่มาถึงแล้ว! ชวนทีมนักกีฬาฟุตซอลหญิงมาร่วมปล่อยพลังและโชว์สปิริต ชิงทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 6,000 บาท ✨ ฟรี! ค่าสมัคร (มีค่าประกันทีม 1,000 บาท ได้รับคืนเต็มจำนวนหลังจบการแข่งขัน)

📌 รายละเอียดการรับสมัคร
รุ่นอายุ: ฟุตซอลหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (เกิด พ.ศ. 2554)
จำนวน: จำกัดเพียง 12 ทีมเท่านั้น! (เต็มแล้วปิดรับทันที)

เปิดรับสมัครทีมทั่วไป
**จำกัด 12 ทีม ส่งเอกสารหลักฐานและค่าประกันทีมครบ**

ระยะเวลาเปิดรับ
วันที่ 22 – 31 สิงหาคม 2569

📅 กำหนดการแข่งขัน
12 กันยายน 2569: รอบคัดเลือก ณ สนามฟุตซอลแพนด้า สมุทรปราการ
13 กันยายน 2569: รอบ 4 ทีมสุดท้าย (ฟุตซอลขึ้นห้าง!) ณ Convention Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง

📞 สอบถามรายละเอียด & สมัครแข่งขัน
ครูแคท: 099-634-8563
ครูเชษฐ์ 4K: 095-895-4935
เอริทตาหวาน: 098-102-0673

***ชื่อทีม ชุดการแข่งขัน สื่อประชาสัมพันธ์ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เครื่องแอลกอฮอล์ บุหรี่ไฟฟ้า ยาสูบ และพนันออนไลน์***

👉 โอกาสดีๆ แบบนี้ห้ามพลาด! รีบฟอร์มทีมแล้วมาสมัครกันด่วนเลยครับ!

แบบฟอร์ม : https://drive.google.com/drive/folders/1HKl7_qk-U_FUPshjc0puptXRVxXSZrqf?usp=sharing
———————————————————————
#สสส #สคล #พลังสังคม #ฟุตซอล
#ฟุตซอลหญิง
#คลูซัพพอร์ทเตอร์ #น้าหนุ่ยขอร้อง #สนามฟุตซอลแพนด้า

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


110/287-288 หมู่ ซอยโพธิ์แก้วแยก 4 ถนนโพธิ์แก้ว แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม
Bangkok
10240