Investory by Tosstj

Investory by Tosstj

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Investory by Tosstj, ทีมกีฬา, Bangkok.

แลกเปลี่ยนเรียนรู้การลงทุนร่วมกัน (อย่ากลัวที่จะ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่คุณเริ่มต้นใหม่มันไม่ใช่การเริ่มใหม่ จากศูนย์
แต่มันคือการเริ่มต้นที่มาพร้อมกับ
ประสบการณ์ ที่เพิ่มมากขึ้น)

Photos from Investory by Tosstj's post 08/04/2026

PVD update💱📈💸 3/04/69

📌ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา
"สงครามอิหร่าน-สหรัฐ"
ความขัดแย้งเขย่าตลาดการลงทุนทั่วโลก
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก

ทำให้ นโยบายลงทุนยอดนิยม PVD
หุ้นต่างประเทศ มีอัตราผลตอบแทนลดลงอย่างมาก จนติดลบ (-1.99%) ส่งผลให้สมาชิกหลายคนเกิดตื่นตระหนกปรับลดสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตทันที ขายออกไปด้วยอารมณ์
เพื่อไปหา นโยบายลงทุนอื่นที่เป็นบวก เช่น หุ้นไทยที่บวกถึง 17.12 % อื่นๆ

#รู้หรือไม่ ?
หากเราเปลี่ยนในจังหวะที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง เกิดการตื่นตระหนก (panic)
ก็สามารถทำให้เราขาดทุน ได้จริง และมากเลยทีเดียว

#ผลเสียหายอาจมากกว่า การได้เห็นตัวแค่เลขอัตราผลตอบแทน รายสัปดาห์ที่ บวก ขึ้นมาบ้างนิดหน่อย แค่นั้นเอง
เพราะเป็นการขาดทุนที่แท้จริง
แม้ว่าการเปลี่ยน นโยบายการลงทุน(เงินเดิม) ภายใน 4 ครั้ง ต่อปี จะไม่เสียค่าธรรมเนียมก็ตาม

#ถ้าตอนนี้พอร์ตเรา มี มูลค่า 1 ล้านบาท เราจะขาดทุนที 11,468.31 บาท

23/03/2026

น้ำสะอาด กำลังกลายเป็นของหายาก และมีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน

น้ำสะอาด กำลังกลายเป็นของหายาก และมีค่าไม่ต่างจากน้ำมัน /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below)

เราเห็นข่าวอิหร่านใช้กลยุทธ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อดักทางน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ซึ่งคิดเป็นปริมาณกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

ที่น่าสนใจคือ นอกจากน้ำมันที่เป็นจุดเพ่งเล็งของสงครามแล้ว โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลของกลุ่มประเทศรอบข้าง ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกเพ่งเล็งเช่นกัน

หรือแม้แต่ในโลกของอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่าง AI ก็มีน้ำสะอาด ที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน จนถึงขนาดที่ว่าจะตั้ง Data Center หรือผลิตชิปได้ น้ำต้องอุดมสมบูรณ์มากพอ..

แล้วทำไมทรัพยากรอย่างน้ำ ที่ในอดีตเคยถูกมองว่าใช้ได้ไม่มีวันหมด กำลังกลายเป็นสิ่งมีค่า
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

“โลกของเรา ประกอบไปด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน”
นี่เป็นประโยคที่หลายคนเคยได้ยินมาในคาบเรียนวิชาภูมิศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ เมื่อตอนเรียนหนังสือ

แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น ก็คือ น้ำกว่า 97% บนโลก คือน้ำเค็มในมหาสมุทร ที่เราไม่สามารถนำมาใช้ดื่มกิน หรือใช้ในอุตสาหกรรมได้โดยตรง

ส่วนน้ำอีก 2% ก็อยู่ในรูปของธารน้ำแข็งหรือแหล่งน้ำบาดาลลึก ซึ่งยากที่จะนำมาใช้

ทำให้น้ำจืด ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้อุปโภคบริโภค ไปจนถึงใช้ในทางอุตสาหกรรมได้จริง ๆ นั้น มีไม่ถึง 1% ของปริมาณน้ำทั้งหมดบนโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนี้ ก็กำลังถูกบีบให้ลดลงจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้แหล่งน้ำทั่วโลก เริ่มแห้งขอดลงเรื่อย ๆ

รวมถึงแหล่งน้ำบาดาลที่อยู่ใต้ดิน เป็นแหล่งที่ผ่านการสะสมมานานนับพันนับหมื่นปี แต่ปัจจุบันเรากำลังสูบมันขึ้นมาใช้ในอัตราที่เร็วกว่าการเติมเต็มตามธรรมชาติหลายเท่า

ที่สำคัญคือ น้ำจืดไม่ได้แปลว่าน้ำสะอาด..

เพราะน้ำจืดที่มีน้อยอยู่แล้ว ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหามลพิษจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม

หลายอุตสาหกรรม จึงไม่สามารถดูดน้ำจากแม่น้ำมาใช้ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการบำบัดหลายขั้นตอน ซึ่งทุกขั้นตอนมีการสูญเสียน้ำและใช้พลังงานมหาศาล ทำให้น้ำจืดที่พร้อมใช้งานจริงมีน้อยลงไปอีก

จึงไม่แปลก ที่ในสมรภูมิโลกยุคใหม่ “โรงงานผลิตน้ำจืด” กำลังกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ไม่ต่างจากบ่อน้ำมัน

โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่แทบไม่มีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติ น้ำจืดทุกหยดที่ใช้หล่อเลี้ยงเมืองและอุตสาหกรรม จึงต้องมาจากการสกัดเกลือออกจากน้ำทะเล

ทำให้การโจมตีโรงงานเหล่านี้เพียงแห่งเดียว อาจสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะมันคือการตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ใช้ประทังชีวิตของผู้คนทั้งประเทศให้หยุดชะงักลงในทันที..

และในขณะที่ภาพของฝั่ง Supply กำลังหดตัวลง ฝั่ง Demand กลับขยายใหญ่ขึ้น..

เพราะนอกจากความต้องการใช้น้ำในภาคการเกษตรสำหรับผลิตอาหาร และอุตสาหกรรมเดิมที่มีการใช้น้ำจืดเพื่อตอบสนองประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันแล้ว

อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยี AI นั้น
ก็กำลังกลายเป็นเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่อีกแหล่งหนึ่ง

รู้หรือไม่ว่า ในทุก ๆ วันที่เราใช้งาน ChatGPT, Gemini หรือ Claude นั้น

น้ำปริมาณมหาศาลกำลังถูกใช้เพื่อให้โมเดล AI เหล่านี้ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะ Server ซึ่งเป็นเหมือนสมองที่ใช้ประมวลผล AI นั้น ใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล

และในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อมาป้อนให้ AI นั้น
น้ำถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับต้น ๆ ที่จะถูกใช้ในโรงไฟฟ้า

และด้วยความที่การประมวลผลเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการปล่อยความร้อนออกมาสูงมาก

Data Center จึงต้องมีระบบหล่อเย็นไว้คอยควบคุมอุณหภูมิ เพื่อไม่ให้ความร้อนในระบบสูงเกินไป ซึ่งใช้น้ำในปริมาณมหาศาล

มีการประเมินว่า ในการฝึกสอนโมเดล AI ขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 แต่ละครั้งนั้น เมื่อจบหลักสูตรการฝึก 1 รอบ อาจมีการใช้น้ำในการหล่อเย็นมากถึงหลักล้านลิตรเลยทีเดียว

และในทุก ๆ 10-50 คำถาม ที่เราพิมพ์โต้ตอบกับ ChatGPT น้ำกว่า 500 มิลลิลิตร หรือเท่ากับน้ำดื่ม 1 ขวด ก็กำลังถูกใช้เพื่อหล่อเย็น Server ที่ประมวลผลให้เรา

หรือในโมเดลที่ฉลาดกว่าอย่าง GPT-4 และ GPT-5 นั้น ก็จะถูกใช้ประมวลผลในเรื่องที่ยากและท้าทายขึ้นกว่าโมเดลเดิม ๆ จึงอาจใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าเดิม ต่อการประมวลผลแต่ละครั้ง

และไม่ใช่แค่การใช้ AI ปลายทางเท่านั้น ที่ใช้น้ำมหาศาล

อีกหนึ่งจิกซอว์ชิ้นสำคัญของยุค AI อย่างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ก็กำลังทำตัวเป็นเครื่องสูบน้ำอยู่เช่นกัน

โดยในกระบวนการผลิตชิปนั้น จะต้องมีขั้นตอนการล้างแผ่นเวเฟอร์ เพื่อไม่ให้มีฝุ่นหรือสิ่งเจือปนไปเกาะบนชิป ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องใช้น้ำสะอาดปริมาณมหาศาล

ตัวอย่างเช่น TSMC ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของโลกในไต้หวัน ที่ในแต่ละวัน มีการใช้น้ำมากกว่าแสนตันต่อวัน ในกระบวนการทำความสะอาดชิป จนต้องลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำของตัวเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจมีคำถามขึ้นมาว่า โลกของเรามีน้ำทะเลตั้งเยอะแยะ แล้วทำไมถึงไม่สูบน้ำทะเลมาใช้แทน ?

ต้องบอกว่าที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ได้เคยทดลองนำน้ำทะเลมาใช้ประโยชน์ใน Data Center บ้างแล้ว

อย่างเช่น Google ที่มีการนำน้ำทะเลจากอ่าวฟินแลนด์ มาใช้ในระบบหล่อเย็น Data Center ของตัวเองในเมืองฮามินา ประเทศฟินแลนด์

หรือ Microsoft ที่ถึงขั้นทดลองนำ Data Center ลงไปใต้น้ำในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Natick เพื่อใช้น้ำทะเลช่วยระบายความร้อน

แต่ในความเป็นจริง การจะทำแบบเดียวกันในสเกลระดับโลกนั้นมีอุปสรรคสำคัญซ่อนอยู่ ซึ่งก็คือเรื่องของต้นทุน
เพราะความเค็มของน้ำทะเลนั้น มีฤทธิ์กัดกร่อนโครงสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Data Center อย่างรุนแรง

การนำน้ำทะเลมาใช้ จึงต้องมีการลงทุนสร้างระบบทำความเย็นและท่อส่งน้ำด้วยวัสดุพิเศษ ซึ่งมีราคาแพงกว่าระบบปกติหลายเท่าตัว

ทำให้สุดท้ายแล้ว การดึงน้ำจืดในพื้นที่มาใช้ ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากกว่าอยู่ดี

และภาพที่เราอาจจะได้เห็น คือการเปิดศึกแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคครัวเรือน

หรือแม้แต่ในภาวะสงคราม ที่แหล่งน้ำจืดก็กลายเป็นหมากสำคัญอีกหนึ่งตัวที่อาจชี้ผลแพ้ชนะของสงครามได้เลยทีเดียว..

—------------------
Clean Water Is Becoming Scarce — and as Valuable as Oil /By Longtunman

We have seen reports about Iran using the strategy of closing the Strait of Hormuz to block oil shipments passing through it, which account for more than one-fifth of global oil consumption.

What is interesting is that, beyond oil — the main focus of war — desalination plants in nearby countries have also become strategic targets.

Even in the world of modern industries like AI, clean water is a key resource that keeps everything running. To build a data center or manufacture chips, there must be an abundant enough water supply.

So why is water — a resource that people once believed would never run out — now becoming something precious ?
Longtunman will explain.

“Our planet is made up of three-fourths water.”
This is a sentence many people have probably heard in geography or science class back in school.

But the truth hidden behind that sentence is that more than 97% of the water on Earth is saltwater in the oceans, which cannot be directly used for drinking or for industrial purposes.

Another 2% exists in the form of glaciers or deep underground water sources, which are difficult to access and use.

That means freshwater — the kind of water we can actually use for daily life and industry — makes up less than 1% of all the water on Earth.

On top of that, this already tiny amount of freshwater is being pushed even lower by global warming, which is causing water sources around the world to gradually dry up.

This includes groundwater deep beneath the earth, which has built up over thousands or even tens of thousands of years. But today, we are pumping it out at a rate many times faster than nature can replenish it.

More importantly, freshwater does not always mean clean water.
Because the limited freshwater we already have is also being damaged by pollution caused by the expansion of cities and industries.

As a result, many industries cannot simply draw water from rivers and use it immediately. It must go through several treatment processes, and every step causes water loss and consumes huge amounts of energy. This makes the amount of freshwater that is truly ready for use even smaller.

So it is not surprising that, on the modern global battlefield, “desalination plants” are becoming strategic targets no different from oil wells.

This is especially true in the Middle East, where there are hardly any natural freshwater sources.

Every drop of freshwater used to support cities and industries must come from removing salt from seawater.

That means attacking just one of these plants could cause damage even more severe than closing the Strait of Hormuz, because it would immediately cut off the main lifeline that keeps an entire country alive.

And while the supply side is shrinking, the demand side is growing larger.

Because besides the demand for water in agriculture to produce food, and in traditional industries that use freshwater to support a world population that keeps increasing every day,
modern industries behind AI technology are also becoming another giant water pump.

Did you know that every single day we use ChatGPT, Gemini, or Claude,
huge amounts of water are being used so that these AI models can work efficiently ?

The reason is that servers — which act like the brains that process AI — consume enormous amounts of electricity.

And in the process of generating electricity to power AI, water is one of the key resources used in power plants.

At the same time, because processing happens continuously, a great deal of heat is released.
That is why data centers need cooling systems to control the temperature and prevent the system from overheating — and those systems use enormous amounts of water.

It has been estimated that training a large AI model like GPT-3 just once may use millions of liters of water for cooling by the time one training cycle is completed.

And for every 10 to 50 prompts we type into ChatGPT, more than 500 milliliters of water — about one bottle of drinking water — may be used to cool the servers processing our requests.

For more advanced models such as GPT-4 and GPT-5, they are used to handle more difficult and demanding tasks than earlier models, so they may require even more water for each processing task.

And it is not only the end use of AI that consumes huge amounts of water.

Another important puzzle piece of the AI era — the semiconductor industry — is also acting like a giant water pump.

In the chip manufacturing process, wafers must be cleaned to make sure dust or impurities do not stick to the chips. And this step requires huge amounts of clean water.

For example, TSMC, the world’s number one chipmaker in Taiwan, uses more than one hundred thousand tons of water per day in its chip cleaning process, to the point that it has had to invest in building its own reservoirs.

At this point, many people may ask: the world has so much seawater, so why not just pump seawater in and use it instead ?

The truth is that many major companies have already experimented with using seawater in data centers.

For example, Google has used seawater from the Gulf of Finland in the cooling system of its data center in Hamina, Finland.

Microsoft even went as far as testing an underwater data center in a project called Natick, using seawater to help remove heat.

But in reality, doing the same thing on a global scale comes with one major hidden obstacle: cost.
That is because the salt in seawater is highly corrosive to the structures and equipment inside data centers.

So using seawater requires investment in cooling systems and water pipes made from special materials, which are many times more expensive than normal systems.

As a result, using local freshwater still remains the more cost-effective option.

And the picture we may see is a battle over water resources between industry, agriculture, and households.

Or even in times of war, freshwater sources may become one of the key strategic pieces that could determine victory or defeat.

23/03/2026

#อันนี้เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน
✨ สรุปใน 1 ประโยค:
ทองลงทั้งที่มีสงคราม เพราะตลาดกลัว “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่ากลัว “ระเบิด” — นี่คือบทเรียนว่า “Safe Haven ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป” ต้องดูบริบทให้ครบ ไม่ใช่แค่ดูข่าวสงคราม 🎯
สงครามอิหร่านก็ยังรุนแรง น้ำมันก็ทะลุ $112 ความไม่แน่นอนก็สูงสุดในรอบหลายปี ตามทฤษฎีแล้วทองควรจะพุ่ง…
แต่ทองกลับร่วง! $4,491 ลดลง -3.41% ในวันเดียว สัปดาห์ที่ผ่านมาลงเกือบ -10% เป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่ปี 2011!
ทองลงจาก ATH ที่ ~$5,600 เมื่อเดือน ม.ค. ลงมาเหลือ ~$4,491 หายไปกว่า 20% แล้ว 😳
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? มันกำลังบอกอะไรเราบ้าง? 👇
🔍 5 เหตุผลที่ทองลงทั้งที่มีสงคราม

1️⃣ ดอลลาร์แข็งค่า — “ศัตรูตัวฉกาจของทอง”
2️⃣ “ขายทองเพื่อจ่าย Margin Call” — Forced Selling
3️⃣ ทองขึ้นมาเยอะเกินไปแล้ว — Momentum Unwind
ทองวิ่งจาก $2,600 ไป $5,600+ ใน 12 เดือน นั่นคือขึ้นมากว่า 115%! ขาขึ้นรอบนี้ดึงดูดนักลงทุนรายย่อย (Retail) จำนวนมากที่ไล่ซื้อตามกระแสเมื่อราคาเริ่มลง Momentum Traders ที่ซื้อตาม “แรงวิ่ง” ก็ขายทิ้ง ทำให้ราคาลงเร็วขึ้นอีก เหมือนหิมะถล่มนักวิเคราะห์จาก ING บอกว่า “แรงส่งขาขึ้นจางลงแล้ว นักลงทุนบางส่วนขายทองเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือปรับสมดุลพอร์ต”
4️⃣ ทอง “ไม่ได้ตอบสนองต่อสงครามทุกครั้ง” เหมือนที่คนคิด
จริงๆ แล้ว ทองขึ้นในช่วงสงครามก็ต่อเมื่อ “ดอกเบี้ยลง”
5️⃣ “Cash is King” ในช่วงวิกฤตจริงๆ
เมื่อทุกอย่างไม่แน่นอน สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่พันธบัตร และไม่ใช่แม้แต่ทอง

💡 แล้วตลาดกำลังบอกอะไรเรา?
ข้อความที่ตลาดส่งมาชัดมากครับ
🔸 “เงินเฟ้อ > สงคราม” — ตลาดกลัว “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่ากลัว “สงคราม” ทองลงเพราะดอกเบี้ย ไม่ใช่เพราะสงครามจบ
🔸 “Liquidity Crisis กำลังเริ่ม” — เมื่อทุกอย่างถูกขาย (หุ้นลง ทองลง พันธบัตรลง) แสดงว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “Liquidity Squeeze” คนต้องการเงินสดเหนือทุกอย่าง
🔸 “อย่าไว้ใจ Safe Haven แบบสุ่มสี่สุ่มห้า” — ทองไม่ได้ปลอดภัย 100% ในทุกสถานการณ์ ต้องดูบริบทว่า “ดอกเบี้ย” และ “ดอลลาร์” เป็นอย่างไรด้วย
🔸 “Bull Market ยังไม่จบ แต่กำลังพักตัว” — แม้ทองจะลง 20% จาก ATH แต่ยังขึ้น ~48% ใน 1 ปี เหตุผลเชิงโครงสร้างที่หนุนทอง (ธนาคารกลางซื้อ, หนี้สหรัฐฯ พุ่ง, เงินเฟ้อ) ยังไม่เปลี่ยน
🧭 แล้วนักลงทุนควรทำยังไงกับทอง?
🔸 ถ้าถือทองอยู่แล้ว — อย่าตกใจขาย ถ้าคุณซื้อทองเพราะต้องการ Hedge ระยะยาว เหตุผลนั้นยังอยู่ ทองอาจลงได้อีกในระยะสั้น แต่ระยะยาวปัจจัยพื้นฐานยังหนุน J.P. Morgan ยังตั้งเป้า $6,300 ภายในสิ้นปี
🔸 ถ้าอยากซื้อทองเพิ่ม — รอดูก่อนครับ ระดับ $4,500 เป็นแนวรับสำคัญ ถ้าหลุดอาจลงไปถึง $4,200-4,000 ทยอยสะสมเมื่อเห็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มหมด ดีกว่าไล่ซื้อตอนกำลังลง
🔸 ถ้ายังไม่มีทอง — ช่วงนี้อาจเป็นโอกาสเริ่มศึกษา เพราะทองที่ลดลง 20% จาก ATH ใน Bull Market ที่ยังแข็งแรง มักเป็นจุดเข้าที่ดีในอดีต แต่ต้อง DCA ทยอยเข้า ไม่ทุ่มทีเดียว
🔸 สัดส่วนที่เหมาะสม — นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ถือทอง 5-10% ของพอร์ต ไม่ใช่ 50% หรือ 100% ทองเป็น “ประกันภัย” ไม่ใช่ “การลงทุนหลัก”

🤯 สงครามก็มี แต่ทองกลับร่วง! — ตลาดกำลังบอกอะไรเรา? 🤯

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว PRB ทุกคน 🙌

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้นักลงทุนหลายคนงง

สงครามอิหร่านก็ยังรุนแรง น้ำมันก็ทะลุ $112 ความไม่แน่นอนก็สูงสุดในรอบหลายปี ตามทฤษฎีแล้วทองควรจะพุ่ง…

แต่ทองกลับร่วง! $4,491 ลดลง -3.41% ในวันเดียว สัปดาห์ที่ผ่านมาลงเกือบ -10% เป็นสัปดาห์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่ปี 2011!

ทองลงจาก ATH ที่ ~$5,600 เมื่อเดือน ม.ค. ลงมาเหลือ ~$4,491 หายไปกว่า 20% แล้ว 😳

ทำไมถึงเป็นแบบนี้? มันกำลังบอกอะไรเราบ้าง? 👇

.

📌 ก่อนอื่น — ทำไมทอง “ควร” ขึ้นในช่วงสงคราม?

ตามทฤษฎีการลงทุนแบบดั้งเดิม ทองคำเป็น “Safe Haven” หรือ “สินทรัพย์หลบภัย” ที่นักลงทุนแห่ซื้อเมื่อเกิดวิกฤต เพราะทองไม่ถูกพิมพ์เพิ่มเหมือนเงินกระดาษ ไม่มีความเสี่ยงจากบริษัทล้มละลาย และเป็นที่เก็บมูลค่ามานับพันปี

ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 ทองพุ่ง +8.5%
ช่วงสงคราม Gulf War 1990 ทองพุ่ง +10%
ช่วง Iranian Revolution 1979 ทองพุ่งจาก $226 ไป $524

แล้วทำไมรอบนี้ถึงไม่เป็นแบบนั้น?

.

🔍 5 เหตุผลที่ทองลงทั้งที่มีสงคราม

1️⃣ ดอลลาร์แข็งค่า — “ศัตรูตัวฉกาจของทอง”

นี่คือเหตุผลหลักเลยครับ

เมื่อน้ำมันแพง → เงินเฟ้อพุ่ง → ตลาดคาดว่า Fed จะไม่ลดดอกเบี้ย (หรือแม้แต่อาจขึ้น!) → ดอกเบี้ยสูง = ดอลลาร์แข็ง → ทองซึ่งตั้งราคาเป็นดอลลาร์ ก็ “แพงขึ้น” สำหรับนักลงทุนทั่วโลก → คนซื้อน้อยลง → ราคาลง

ตอนนี้ตลาดให้โอกาสถึง 50% ว่า Fed อาจ “ขึ้น” ดอกเบี้ยภายในเดือน ต.ค.! สิ่งที่คิดไม่ถึงก่อนสงคราม กลายเป็นเรื่องที่ตลาดเริ่ม Price In แล้ว

ดอกเบี้ยสูง = ทองไม่น่าถือ เพราะทองไม่จ่ายดอกเบี้ย ถ้าเอาเงินไปซื้อพันธบัตรได้ 4-5% ต่อปี ทำไมจะถือทองที่ให้ 0%?

2️⃣ “ขายทองเพื่อจ่าย Margin Call” — Forced Selling

เมื่อหุ้นลงหนัก นักลงทุนที่ใช้ Leverage (เงินกู้) ถูกเรียก Margin Call ต้องหาเงินมาจ่ายด่วน สินทรัพย์ที่ขายง่ายที่สุดและยังมีกำไรอยู่คือ… ทองคำ!

ทองขึ้นมา 66% ในปี 2025 + อีก 16% ในปี 2026 ก่อนสงคราม ดังนั้นนักลงทุนหลายคน “นั่งบนกำไร” อยู่เยอะ เมื่อต้องการเงินสด ก็ขายทองก่อนเพราะยังได้กำไร

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Liquidity Event” — ในวิกฤตหนักๆ ทุกอย่างถูกขายหมด แม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัย เพราะคนต้องการ “เงินสด” มากกว่า “ทอง”

3️⃣ ทองขึ้นมาเยอะเกินไปแล้ว — Momentum Unwind

ทองวิ่งจาก $2,600 ไป $5,600+ ใน 12 เดือน นั่นคือขึ้นมากว่า 115%! ขาขึ้นรอบนี้ดึงดูดนักลงทุนรายย่อย (Retail) จำนวนมากที่ไล่ซื้อตามกระแส

เมื่อราคาเริ่มลง Momentum Traders ที่ซื้อตาม “แรงวิ่ง” ก็ขายทิ้ง ทำให้ราคาลงเร็วขึ้นอีก เหมือนหิมะถล่ม

นักวิเคราะห์จาก ING บอกว่า “แรงส่งขาขึ้นจางลงแล้ว นักลงทุนบางส่วนขายทองเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือปรับสมดุลพอร์ต”

4️⃣ ทอง “ไม่ได้ตอบสนองต่อสงครามทุกครั้ง” เหมือนที่คนคิด

จริงๆ แล้ว ทองขึ้นในช่วงสงครามก็ต่อเมื่อ “ดอกเบี้ยลง” ด้วยครับ

สงครามปี 1979 — ทองพุ่ง เพราะเงินเฟ้อสูง + Fed ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยทัน
สงครามปี 1990 — ทองขึ้นนิดแล้วลงกลับ เพราะ Fed ไม่ได้ลดดอกเบี้ย
รอบนี้ 2026 — ทองลง เพราะ Fed ไม่ลดดอกเบี้ย + อาจขึ้นอีก

สูตรคือ สงคราม + ดอกเบี้ยลง = ทองขึ้น แต่ สงคราม + ดอกเบี้ยสูง = ทองอาจลง

5️⃣ “Cash is King” ในช่วงวิกฤตจริงๆ

เมื่อทุกอย่างไม่แน่นอน สิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่หุ้น ไม่ใช่พันธบัตร และไม่ใช่แม้แต่ทอง

ช่วงวิกฤต COVID เดือน มี.ค. 2020 ทองก็ลงพร้อมกับหุ้น เพราะคน Panic Sell ทุกอย่างเพื่อถือเงินสด ก่อนที่ทองจะฟื้นกลับมาทำ ATH ใหม่ในเดือนถัดไป

รอบนี้อาจเป็นเหมือนกัน — “ลงก่อน ฟื้นทีหลัง”

.

💡 แล้วตลาดกำลังบอกอะไรเรา?

ข้อความที่ตลาดส่งมาชัดมากครับ

🔸 “เงินเฟ้อ > สงคราม” — ตลาดกลัว “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่ากลัว “สงคราม” ทองลงเพราะดอกเบี้ย ไม่ใช่เพราะสงครามจบ

🔸 “Liquidity Crisis กำลังเริ่ม” — เมื่อทุกอย่างถูกขาย (หุ้นลง ทองลง พันธบัตรลง) แสดงว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “Liquidity Squeeze” คนต้องการเงินสดเหนือทุกอย่าง

🔸 “อย่าไว้ใจ Safe Haven แบบสุ่มสี่สุ่มห้า” — ทองไม่ได้ปลอดภัย 100% ในทุกสถานการณ์ ต้องดูบริบทว่า “ดอกเบี้ย” และ “ดอลลาร์” เป็นอย่างไรด้วย

🔸 “Bull Market ยังไม่จบ แต่กำลังพักตัว” — แม้ทองจะลง 20% จาก ATH แต่ยังขึ้น ~48% ใน 1 ปี เหตุผลเชิงโครงสร้างที่หนุนทอง (ธนาคารกลางซื้อ, หนี้สหรัฐฯ พุ่ง, เงินเฟ้อ) ยังไม่เปลี่ยน

.

🧭 แล้วนักลงทุนควรทำยังไงกับทอง?

🔸 ถ้าถือทองอยู่แล้ว — อย่าตกใจขาย ถ้าคุณซื้อทองเพราะต้องการ Hedge ระยะยาว เหตุผลนั้นยังอยู่ ทองอาจลงได้อีกในระยะสั้น แต่ระยะยาวปัจจัยพื้นฐานยังหนุน J.P. Morgan ยังตั้งเป้า $6,300 ภายในสิ้นปี

🔸 ถ้าอยากซื้อทองเพิ่ม — รอดูก่อนครับ ระดับ $4,500 เป็นแนวรับสำคัญ ถ้าหลุดอาจลงไปถึง $4,200-4,000 ทยอยสะสมเมื่อเห็นสัญญาณว่าแรงขายเริ่มหมด ดีกว่าไล่ซื้อตอนกำลังลง

🔸 ถ้ายังไม่มีทอง — ช่วงนี้อาจเป็นโอกาสเริ่มศึกษา เพราะทองที่ลดลง 20% จาก ATH ใน Bull Market ที่ยังแข็งแรง มักเป็นจุดเข้าที่ดีในอดีต แต่ต้อง DCA ทยอยเข้า ไม่ทุ่มทีเดียว

🔸 สัดส่วนที่เหมาะสม — นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ถือทอง 5-10% ของพอร์ต ไม่ใช่ 50% หรือ 100% ทองเป็น “ประกันภัย” ไม่ใช่ “การลงทุนหลัก”

.

✨ สรุปใน 1 ประโยค:

ทองลงทั้งที่มีสงคราม เพราะตลาดกลัว “ดอกเบี้ยสูงนาน” มากกว่ากลัว “ระเบิด” — นี่คือบทเรียนว่า “Safe Haven ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป” ต้องดูบริบทให้ครบ ไม่ใช่แค่ดูข่าวสงคราม 🎯

ลองศึกษาเพิ่มเติมกันดูนะครับเพื่อนๆ 📚

📌Subscriber Zone
✅เข้ากลุ่มไลน์
✅กลุ่มเรียนรู้ใน FACEBOOK
✅Thesis การลงทุน
✅VDO CLIP UPDATE ตลาดและความรู้
อัปเดตแนวรับ–แนวต้านพร้อมกราฟครบก่อนเปิดตลาด 💚
📩 สมัครได้เลย ข้างปุ่มติดตาม หรือกดลิงก์
เดือนละ 69 บาท คุ้มเกิ๊น
แต่ได้ข้อมูลระดับที่ “มืออาชีพใช้วางพอร์ตจริง”

👉 สมัครเลย: facebook.com/prberd/subscribenow
#หุ้นพอร์ทระเบิด


⚠️ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นเพียงการให้ความรู้และวิเคราะห์เท่านั้น การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

#หุ้นพอร์ทระเบิด #ทองคำ #ดอกเบี้ย

12/03/2026

ประวัติศาสตร์ ตะวันออกกลาง หัวใจหลัก เศรษฐกิจโลก 3,000 ปี /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below.)

“น้ำมัน” เปลี่ยนให้ตะวันออกกลางที่เคยเป็นหัวใจเศรษฐกิจโลกด้านการค้า กลายเป็นหัวใจเศรษฐกิจโลกด้านพลังงานโดยอังกฤษ

เราทิ้งท้ายไว้แบบนี้ใน EP.1 (https://www.longtunman.com/66784)

คำถามต่อมาคือ อังกฤษ เข้ามาทำให้ตะวันออกกลางมีน้ำมันได้อย่างไร ?
แล้วน้ำมัน ที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนทราย ได้พลิกโฉมตะวันออกกลางไปมากน้อยแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

เมื่ออังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางทะเล คู่แข่งเดียวที่เหลือ ก็มีแค่ออตโตมันเท่านั้นที่คุมเส้นทางการค้าหลักระหว่างยุโรปและเอเชีย

แต่ในขณะที่อังกฤษกำลังเรืองอำนาจขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรม ออตโตมันกลับอ่อนแอลง จนได้รับฉายาว่า “คนป่วยแห่งยุโรป”

เพราะในยุคนี้ การค้าทางทะเลระหว่างยุโรปกับเอเชียก็ได้เฟื่องฟูขึ้น ทำให้การค้าทางบกที่ออตโตมันคุมอยู่ เริ่มได้รับความนิยมน้อยลง จนรายได้หายไปจำนวนมาก

เมื่อรายได้หายไป แต่รายจ่ายยังคงอยู่มหาศาล เพราะออตโตมันมีอาณาเขตที่ต้องดูแลตั้งแต่ยุโรปตะวันออก อียิปต์ ตะวันออกกลาง ไปจนถึงอ่าวเปอร์เซียตรงคูเวตปัจจุบัน

ซ้ำร้าย ออตโตมันเข้าร่วมสงครามมากมายกับยุโรป โดยเฉพาะสงครามไครเมีย ที่ลากอังกฤษและฝรั่งเศสมาร่วมด้วย เพื่อต่อสู้กับจักรวรรดิรัสเซีย

ออตโตมันที่แทบไม่มีรายได้อยู่แล้ว จึงหันไปกู้เงินจากชาติยุโรปทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย อิตาลี และดัตช์ แต่สุดท้ายกลับถังแตกและไม่สามารถจ่ายหนี้ได้

สุดท้ายเจ้าหนี้ทั้งหมด ก็รวมตัวกันจัดตั้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะออตโตมัน เป็นองค์กรกลางเพื่อเก็บภาษีในออตโตมัน ไปชำระหนี้ที่กู้มาทั้งหมดนี้แทน

ออตโตมันตอนนี้ เลยไม่ต่างอะไรจากอาณาจักรที่รอจะล่มสลาย เพราะถูกแทรกแซงภายในไปหมดแล้ว

ดังนั้นไม่ว่าชาติยุโรปอยากทำอะไรกับดินแดนออตโตมัน ก็สามารถทำได้โดยที่ออตโตมันขัดขวางอะไรแทบไม่ได้เลย

อย่างเช่น อียิปต์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของออตโตมัน แต่อังกฤษอยากได้เป็นเจ้าของ เพื่อเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ

อังกฤษซื้อหุ้นบริษัท Suez Canal ที่ขุดคลองสุเอซต่อจากอียิปต์จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 44% และเมื่ออียิปต์เกิดปัญหาภายใน อังกฤษก็ใช้กำลังยึดครองทันที โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างฝรั่งเศส

เมื่อโดนทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามาเฉือนดินแดนของตัวเองแบบนี้ ออตโตมันจึงจำเป็นต้องหาพันธมิตรเข้ามาคานอำนาจ นั่นก็คือ เยอรมนี

เยอรมนีและออตโตมันเริ่มสานสัมพันธ์กัน จนพัฒนากลายเป็นโปรเจกต์ทางรถไฟร่วมกันที่ลากจากเบอร์ลิน
ยาวไปจนถึงแบกแดด ประเทศอิรักในปัจจุบัน

ซึ่งเส้นทางรถไฟที่จะไปถึงแบกแดดได้ ก็ต้องผ่านจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในตอนนั้น เกิดเป็นพันธมิตรออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมัน และเยอรมนีขึ้นมาทันที

พอเป็นแบบนี้ อังกฤษก็รู้สึกโดนคุกคาม เพราะถ้าเยอรมนีทำสำเร็จ จะสามารถลำเลียงสินค้าจากเอเชียมายุโรปได้รวดเร็วมากกว่าทางทะเลที่ตัวเองครองอยู่เสียอีก

อังกฤษเลยเตะตัดขาเยอรมนีทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ทางรถไฟนี้สร้างได้สำเร็จ ไล่ตั้งแต่สั่งห้ามธนาคารในลอนดอน ไม่ให้ปล่อยเงินกู้กับโครงการนี้

และหันไปทำข้อตกลงลับกับชีค มูบารัก อัล-ซาบาห์ แห่งคูเวต โดยให้คูเวตเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ แลกกับการที่คูเวตจะไม่ยอมให้ชาติอื่นโดยเฉพาะเยอรมนี มาสร้างท่าเรือหรือปลายทางรถไฟที่นั่น

การขัดขวางจากอังกฤษเริ่มหนักขึ้นไปอีก เมื่อมีการค้นพบน้ำมันครั้งแรกในแถบนี้ และก่อตั้งเป็นบริษัท Anglo-Persian Oil Company หรือ APOC ในปี 1909

ตอนนี้ อังกฤษไม่ใช่ชาติเดียวที่รู้ว่าตะวันออกกลางมีน้ำมัน แต่ชาติตะวันตกอื่น ๆ ก็รู้ด้วย ทำให้แต่ละชาติก็แย่งกันอยากไปสำรวจน้ำมันในโซนอื่น ๆ ของออตโตมัน

จนสุดท้าย อังกฤษและเยอรมนีก็ยอมตกลงกันผ่านการจัดตั้งบริษัท Turkish Petroleum Company โดยยอมให้เยอรมนีถือหุ้นผ่าน Deutsche Bank ราว 25%

แต่อังกฤษเองก็ยังไม่ไว้ใจเยอรมนีอยู่ดี ทำให้รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจถือหุ้นใหญ่ใน Anglo-Persian Oil Company เพื่อรับประกันว่าตัวเองจะมีน้ำมันแน่ ๆ

ก่อนจะเอาบริษัท Anglo-Persian Oil Company มาถือหุ้นใหญ่ใน Turkish Petroleum Company จนตอนนี้อังกฤษเสมือนมีแหล่งน้ำมันจากสองบริษัทด้วยกัน

ในฝั่งเยอรมนี ก็ยังก่อสร้างทางรถไฟเบอร์ลิน-แบกแดดต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่รองรับการส่งสินค้าทั่วไปอย่างเดียว แต่ยังวางแผนขนส่งน้ำมันผ่านทางรถไฟอีกด้วย

อังกฤษจึงใช้ไพ่เด็ดสุดท้ายเพื่อให้โครงการนี้ล่าช้าไปอีก ด้วยการปลุกระดมแบบลับ ๆ ให้ชาวอาหรับต่อต้านออตโตมัน จนทำให้โครงการนี้ก่อสร้างได้ช้าขึ้น

จนในที่สุด เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น พร้อมจบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย โครงการทางรถไฟก็ได้จบลง พร้อมการฉีกออตโตมันออกเป็นเสี่ยง ๆ

บริษัท Turkish Petroleum Company ถูกใช้เป็น เครื่องมือแบ่งเขตขุดเจาะน้ำมันใหม่ในออตโตมันเดิม โดยอังกฤษและฝรั่งเศส ที่เป็นผู้ชนะสงคราม

หุ้นเดิม 25% ในบริษัทนี้ที่เคยเป็นของเยอรมนี ก็ถูกโอนไปให้กับฝรั่งเศสผ่าน Compagnie Française des Pétroles หรือก็คือบริษัท TotalEnergies ในปัจจุบัน

แต่สหรัฐฯ เองก็ไม่ยอม เพราะถือว่าตัวเองก็เป็นผู้ชนะสงคราม แม้จะเข้าร่วมในช่วงปลายสงครามแล้วก็ตาม สหรัฐฯ จึงได้ขอส่วนแบ่งให้บริษัทน้ำมันอเมริกันเข้าไปด้วย

สุดท้าย บริษัทอเมริกันก็มีหุ้นส่วนใน Turkish Petroleum Company ภายใต้ชื่อ Near East Development Corp. โดยมีบริษัท ExxonMobil เป็นหัวหอกสำคัญ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อบริษัทค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่เมือง Kirkuk บริเวณตอนเหนือของอิรักในปัจจุบัน

ที่บอกว่าจุดเปลี่ยนสำคัญ ก็เพราะว่าทำให้อังกฤษและชาติอื่น ๆ ที่ถือหุ้นใน Turkish Petroleum Company ทำสัญญากันว่า ถ้าอยากขุดเจาะน้ำมันในออตโตมันเดิม ต้องทำผ่านบริษัทนี้เท่านั้น

แล้วทำไมต้องทำสัญญากันแบบนี้ ?

ถ้าผิวเผินก็อาจมองแค่ว่า เพื่อป้องกันไม่ให้ชาติตะวันตกทะเลาะกันอีก แต่ถ้ามองดี ๆ มันคือการที่อังกฤษพยายามกีดกันชาติอื่นแบบเนียน ๆ

เพราะตัวเองมีบริษัทน้ำมันอย่าง Anglo-Persian Oil Company ที่อิหร่านอยู่แล้ว ซึ่งอิหร่านอยู่นอกเหนือ
ออตโตมันเดิม จึงไม่ถูกผูกมัดด้วยสัญญานี้

ในขณะที่ดินแดนออตโตมันเดิม ถ้าทำสัญญาว่าชาติที่ถือหุ้น ต้องขุดเจาะน้ำมันผ่านบริษัทเท่านั้น อังกฤษก็จะได้ผลประโยชน์แบบนี้ตามไปด้วย

สรุปสั้น ๆ อังกฤษจะได้น้ำมัน 2 ทาง จากการแบ่งพื้นที่ดินแดนออตโตมัน คือ จาก Anglo-Persian Oil Company ที่อิหร่านซึ่งอยู่นอกสัญญา และ Turkish Petroleum Company ที่ทำสัญญาไว้กับชาติอื่น ๆ

ในขณะที่ชาติอื่น ๆ ได้จากทางเดียวภายใต้สัญญาของ Turkish Petroleum Company เท่านั้น

แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้ปล่อยให้อังกฤษครองฐานขุดเจาะน้ำมันได้ง่าย ๆ และเริ่มรุกเข้าสู่คาบสมุทรอาหรับ ที่ไม่ได้เป็นดินแดนออตโตมันเดิม

ดินแดนนี้ถูกมองว่าไม่มีอะไร มีแค่ทะเลทรายที่แห้งแล้ง ซึ่งแม้แต่ออตโตมันเอง ก็ยังปล่อยทิ้งไว้ก่อนหน้านี้

แต่สหรัฐฯ ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะตัวเองก็ต้องหาแหล่งน้ำมันอื่นนอกจากการพึ่งพาแค่ Turkish Petroleum Company ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Iraq Petroleum

และโอกาสเข้าไปค้นหาน้ำมันในคาบสมุทรอาหรับก็มาถึง เมื่อกษัตริย์ Abdulaziz Al Saud ของซาอุดีอาระเบีย กำลังมีรายได้ลดลงจากผู้แสวงบุญในนครมักกะฮ์

ซาอุดีอาระเบียจึงมองหาบริษัทเพื่อขายสัมปทานการขุดเจาะน้ำมัน แต่ก็ไม่อยากได้อังกฤษ ที่มีอิทธิพลสูงในอิหร่านและอิรักไปแล้ว

สุดท้ายจึงมาลงเอยกับสหรัฐฯ โดยบริษัท Standard Oil of California (SoCal) หรือในปัจจุบันคือ Chevron ได้สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันจากรัฐบาลไป

เกิดเป็นบริษัท California-Arabian Standard Oil หรือ CASOC ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Arabian American Oil Co. หรือ “Aramco” ในปี 1944

ซึ่ง Aramco มี SoCal ถือหุ้นอยู่ 30% และมีพาร์ตเนอร์เป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ร่วมถือหุ้นด้วย ได้แก่

- Texas Company ถือหุ้น 30%
- Standard Oil of New Jersey หรือ Exxon ถือหุ้น 30%
- Socony Vacuum หรือ Mobil ถือหุ้น 10%

เรียกได้ว่า ก็เป็นการกระจายส่วนแบ่งน้ำมันของประเทศตัวเองให้กับหลาย ๆ บริษัทนั่นเอง

ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่ขุดเจาะน้ำมันในตะวันออกกลางตอนนี้ จึงมีทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ ที่พลิกโฉมให้ดินแดนนี้ อยู่เบื้องหลังการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมาตั้งแต่ตอนนั้น

แต่การกุมอำนาจเหนือบ่อน้ำมันในตะวันออกกลางของทั้งสองประเทศ ก็ทำให้ประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันเริ่มไม่พอใจ ที่ตัวเองได้ส่วนแบ่งแค่การขายสัมปทานเท่านั้น

ซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศแรก ๆ ในตะวันออกกลางที่เริ่มขอส่วนแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งให้กับตัวเอง แลกกับการที่ตัวเองยกเว้นภาษีเงินได้ให้

แม้จะเจรจาตกลงกันได้ บริษัทอเมริกันหลายแห่งก็ใช้วิธีกดราคาน้ำมันให้ต่ำลง เพื่อให้ซาอุดีอาระเบียได้ส่วนแบ่งกำไรน้อยลงไปด้วย

แล้วน้ำมันราคาต่ำขนาดไหน ?
ในช่วงปี 1950 ราคาน้ำมันดิบ อยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (หลังปรับอัตราเงินเฟ้อ) หรือคิดเป็นเงินราว 1,075 บาท

ถ้าพูดง่าย ๆ คือ น้ำมันดิบเพียง 1 ลิตร ในตอนนั้น จะมีราคาเพียง 6.8 บาทเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันน้ำมันดิบที่ซื้อขายกัน อยู่ที่ประมาณ 16 บาท..

ในปี 1960 ซาอุดีอาระเบีย จึงไปจับมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่น ๆ เพื่อก่อตั้งกลุ่ม OPEC และใช้วิธีการปรับกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน

แต่ตัวซาอุดีอาระเบียเอง ก็ไม่ได้มีอำนาจควบคุมบริษัท Aramco ได้อยู่ดี จึงค่อย ๆ ไล่ซื้อหุ้นของบริษัทนี้ จนท้ายที่สุดสามารถเป็นเจ้าของได้ 100% พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Saudi Aramco

ซึ่งโมเดลการไล่ซื้อหุ้นบริษัทน้ำมัน จนตัวเองกลายเป็นเจ้าของ ก็เริ่มถูกเลียนแบบโดยประเทศในตะวันออกกลางด้วยกัน เช่น คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น อิหร่าน ตอนแรกก็ใช้วิธีขอส่วนแบ่งกำไรแบบที่ซาอุดีอาระเบียทำ แต่เมื่ออังกฤษไม่ยอม ก็มีความพยายามใช้ไม้แข็งด้วยการยึดเอามาเป็นกิจการของรัฐแทน

แม้จะยึดไม่สำเร็จ แต่ต่อมาอังกฤษก็ยอมแบ่งกำไรให้อิหร่าน ภายใต้รัฐบาลของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐฯ

แต่เมื่อพระเจ้าชาห์ถูกปฏิวัติ ก็ได้ทำให้อิหร่านกลับมาใช้วิธียึดคืนบ่อน้ำมันมาเป็นของรัฐจนถึงทุกวันนี้

และการใช้วิธียึดคืนแบบนี้เอง ก็มีประเทศตะวันออกกลางที่เลียนแบบไปใช้ นั่นคือ อิรัก ที่ยึดคืนกิจการน้ำมันจากบริษัท Iraq Petroleum ที่มีอังกฤษเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

แปลว่า ทั้งอิหร่านและอิรักที่อังกฤษเคยมีอิทธิพลเหนือแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ สุดท้ายอังกฤษก็เสียส่วนแบ่งไปทั้งหมดจากการยึดคืนแทน

แม้ปัจจุบันทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษจะไม่ได้เป็นเจ้าของน้ำมันในตะวันออกกลางโดยตรงแล้ว แต่บริษัทน้ำมันของทั้งคู่ ก็ยังเข้าไปมีส่วนเป็นพันธมิตรในการขุดเจาะน้ำมันด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแทน

รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่เคยมีในอดีต ก็ยังปรากฏให้เห็นเป็นการตั้งฐานทัพในประเทศต่าง ๆ ของตะวันออกกลาง

ซึ่งในปัจจุบัน หลายพื้นที่กำลังถูกอิหร่านโจมตีกลับอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ บรรดาชาติตะวันตกที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ดินแดนตะวันออกกลาง กลายเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจโลกมาอย่างต่อเนื่อง

เพราะเป็นการนำวิทยาการความรู้ด้านการขุดเจาะน้ำมัน เข้ามาพลิกโฉมให้ตะวันออกกลางที่เคยเป็นเพียงชุมทางการค้าสำคัญระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา กลายเป็นบ่อน้ำมันสำคัญ ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

จนทำให้ประเทศเหล่านี้ ที่แม้เศรษฐกิจจะใหญ่ไม่ถึง 5% ของ GDP โลก แต่แค่ 5% นี้กลับมีอิทธิพลอย่างมหาศาล

เพราะไม่ว่าจังหวะเศรษฐกิจของโลกจะหมุนช้าลง หรือเร็วขึ้นแค่ไหน สิ่งที่คอยควบคุมอยู่ก็คือกลุ่มชาติตะวันออก ที่ควบคุมความเป็นไปของโลก ผ่านของเหลวสีดำที่เรียกว่า “น้ำมัน” นั่นเอง..

—------------------
The Middle East : The Heart of the Global Economy for 3,000 Years (EP.2) /By Longtunman

In EP.1, we ended with a key turning point in history :

Oil transformed the Middle East - from the heart of global trade into the heart of the global energy system, largely shaped by Britain.
(https://www.longtunman.com/66784)

This raises an important question.

How did Britain come to play such a pivotal role in bringing oil into the global spotlight in the Middle East ?
And how did the oil that lay dormant beneath the desert sands reshape the region - and eventually the world economy ?

Longtunman will walk you through the story.

As Britain rose to become a dominant maritime power, only one major rival remained in control of the main trade routes connecting Europe and Asia: the Ottoman Empire.

However, while Britain was growing stronger - driven by the Industrial Revolution - the Ottoman Empire was moving in the opposite direction.

Its power weakened to the point that it became known as the “Sick Man of Europe.”
One major reason was the shift in global trade patterns.

As maritime trade between Europe and Asia expanded rapidly, the land routes controlled by the Ottomans gradually lost importance. As a result, the empire’s trade revenues declined sharply.

At the same time, the empire still had enormous expenses.

The Ottomans governed vast territories stretching from Eastern Europe to Egypt, the Middle East, and the Persian Gulf.

To make matters worse, the empire became involved in numerous wars with European powers, including the Crimean War.

With revenues falling and costs rising, the Ottomans increasingly relied on loans from European countries such as Britain, France, Austria, Italy, and the Netherlands.

Eventually, the empire defaulted on its debts.

In response, the creditors created the Ottoman Public Debt Administration to collect taxes within the empire and repay the debts directly.

At that point, the Ottoman Empire was no longer fully sovereign.

Foreign powers had gained significant influence over its internal finances.

This meant that European nations could pursue their interests in Ottoman territories with little resistance.

One example was Egypt.

Although Egypt was technically part of the Ottoman Empire, Britain wanted control of it because of its strategic importance for maritime trade.

Britain purchased a major stake in the Suez Canal, eventually becoming the largest shareholder with about 44%.

When political instability erupted in Egypt, Britain used military force to occupy the country - with support from France.

Facing increasing pressure from Britain and France, the Ottomans sought a new ally to balance European influence: the German Empire.

Germany and the Ottomans began developing closer ties, eventually launching an ambitious infrastructure project - the Berlin-Baghdad Railway.

The railway was planned to run from Berlin all the way to Baghdad in present-day Iraq.
To reach Baghdad, the railway would pass through the Austria-Hungary, creating a geopolitical alignment between Austria-Hungary, the Ottoman Empire, and Germany.

This development alarmed Britain.

If completed, the railway could transport goods from Asia to Europe faster than the maritime routes dominated by the British.

Britain therefore attempted to undermine the project by multiple means.

London banks were discouraged from financing the railway, and Britain also negotiated a secret agreement with Mubarak Al-Sabah.

Under this agreement, Kuwait became a British protectorate and agreed not to allow other powers - especially Germany - to build a port or railway terminus there.

Tensions intensified even further when oil was discovered in the region.
In 1909, the Anglo-Persian Oil Company was established following major oil discoveries in Persia.

Britain was not the only country aware of the region’s oil potential.

Other Western powers also wanted exploration rights in Ottoman territories.

Eventually, Britain and Germany reached a compromise by establishing the Turkish Petroleum Company.

Germany participated through Deutsche Bank with roughly a 25% stake.

However, Britain still distrusted Germany.

The British government decided to acquire a controlling stake in the Anglo-Persian Oil Company to guarantee its own oil supply.

Later, the Anglo-Persian Oil Company also became the largest shareholder in the Turkish Petroleum Company - giving Britain influence over both companies.

Meanwhile, Germany continued construction of the Berlin–Baghdad Railway, which was not only intended for transporting goods but also potentially oil.

Britain responded by secretly encouraging Arab resistance against Ottoman rule, slowing the project’s progress.

Then history took a dramatic turn.

When World War I broke out, the Ottoman Empire eventually collapsed following the victory of Britain, France, and their allies.

The railway project ended.

The Ottoman territories were divided among the victors.

The Turkish Petroleum Company became a tool for allocating oil exploration rights across former Ottoman lands.

Germany’s former 25% stake was transferred to France through Compagnie Française des Pétroles.
But the United States also demanded a share, arguing that it had joined the war on the winning side.

American oil companies eventually entered the consortium through the Near East Development Corporation, led by companies that later became part of ExxonMobil.

A major turning point occurred when the consortium discovered a massive oil field near Kirkuk.

Following this discovery, the shareholders agreed that oil exploration within former Ottoman territories must be conducted exclusively through the Turkish Petroleum Company.

At first glance, this agreement seemed designed to prevent conflicts between Western powers.
But in reality, it also allowed Britain to maintain a strategic advantage.

Britain already controlled oil production in Persia through the Anglo-Persian Oil Company - which lay outside the former Ottoman territories and therefore outside the agreement.

In simple terms, Britain effectively gained access to oil through two channels, while other countries had only one.

The United States was not willing to let Britain dominate Middle Eastern oil.

American companies began turning their attention to the Arabian Peninsula - an area largely ignored by the Ottomans and widely seen as barren desert.

Opportunity emerged when Abdulaziz Ibn Saud sought new revenue sources as income from pilgrims visiting Mecca declined.

Saudi Arabia offered oil concessions to foreign companies but preferred not to work with Britain, which already held influence in Iran and Iraq.

Instead, the concession went to Standard Oil of California.

This led to the creation of the California-Arabian Standard Oil Company, which later became the Saudi Aramco in 1944.

Ownership of the company was divided among major American oil firms :
- Standard Oil of California 30%
- Texaco 30%
- Standard Oil of New Jersey 30%
- Mobil 10%

As Western companies controlled the region’s oil resources, producing countries began to push back.

Saudi Arabia was among the first to demand a 50–50 profit-sharing arrangement with foreign oil companies.

Even after agreements were reached, companies often kept oil prices low - reducing the profits received by host countries.

During the 1950s, inflation-adjusted crude oil prices were around $30 per barrel, equivalent to roughly 6.8 baht per liter.

In response, Saudi Arabia joined other producers to establish the OPEC in 1960.

The group aimed to influence global oil prices by coordinating production levels.

Saudi Arabia also gradually purchased shares in Aramco until it eventually gained full ownership.

Other Middle Eastern countries followed similar paths, including Kuwait, Qatar, and the United Arab Emirates.

Some countries took even stronger measures.

Iran attempted to nationalize its oil industry after disputes with Britain.

Although early attempts failed, the country later regained control under the Shah’s government - with support from the United States.

Following the Iranian Revolution, Iran fully nationalized its oil industry.

Iraq later took similar action, nationalizing oil assets previously controlled by the Iraq Petroleum Company.

As a result, Britain eventually lost direct control over many of the region’s major oil fields.

Today, the United States and Britain no longer directly own most oil resources in the Middle East.

However, their oil companies remain involved through partnerships, technology, and expertise in advanced drilling.

Military alliances and overseas bases across the region also reflect the deep historical ties formed during this period.

What cannot be denied is that Western nations played a crucial role in transforming the Middle East into the energy heart of the global economy.

Through technology and investment in oil exploration, they helped turn the region - from a historic crossroads of trade linking Europe, Asia, and Africa - into one of the world’s most important energy hubs.

As a result, even though Middle Eastern economies together account for less than 5% of global GDP, their influence on the world economy remains enormous.

Because whether the global economy accelerates or slows down, one critical factor often remains the same :

The countries that hold the power to influence it are those controlling the world’s most important black liquid - oil.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Bangkok