เชียร์ลีดส์เด้อ

เชียร์ลีดส์เด้อ

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เชียร์ลีดส์เด้อ, กีฬาและสันทนาการ, Bangkok.

11/01/2026

ตั้งแต่เริ่มเดือนธันวาคมเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ (11 ม.ค. 69) ลีดส์แพ้ไปเพียงแค่เกมเดียวในทุกรายการ

มีเพียงแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูลเท่านั้นที่ทำได้ดีกว่าลีดส์ในช่วงนี้ (เรือกับหงส์ไม่แพ้เลย)

03/01/2026

แอรอนสัน "ลูกรัก" ?
-------------------

ถ้าแอรอนสันเคยฟังเพลงไทย เขาอาจจะรู้สึกโดนใจเพลงๆ หนึ่งจากวงร็อกรุ่นเก๋าระดับตำนานของเมืองไทยวงหนึ่งอย่าง เดอะ ซัน ก็ได้

"ความดีสะสมมานาน ไม่เคยเพียงพอสักอย่าง
ทำดีกี่ครั้งไม่เคยพอใจ
ทำผิดเพียงครั้งก็ซ้ำให้กลายไปเป็นเรื่องใหญ่
นี่ใช่ไหม ผลของการทุ่มเท..."

ทำดีที่สุดแล้ว ไม่เห็นมีใครเข้าใจ ดูจะเป็นอะไรที่ตรงกับชีวิตของมิดฟิลด์ชาวอเมริกันตลอดช่วง 2 ปีหลังมานี้เอามากๆ

ฉายา "ลูกรัก" ถูกแฟนลีดส์ไทยบางส่วนตั้งให้ เพราะรู้สึกไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรดีได้บ้าง เห็นแค่เรื่องเสียบอลบ่อย ทำไมยังได้ลงสนามอยู่อีก ไม่มีประโยชน์ นี่มันเพราะเป็นลูกรักของโค้ชชัดๆ บางคนถึงกับเพ้อไปเลยว่าที่ได้ลงสนามตลอดเพราะเป็นใบสั่งจากเจ้าของทีมชาวอเมริกัน ว่าไปนั่น

แต่ลูกรักที่หลายๆ คนแขวะกัน ในตอนนี้ (หลังเกมที่ 19)เขาคือคนที่
- สร้างสรรค์โอกาสยิงให้ลีดส์ไปแล้ว 17 ครั้ง อันดับ 3 ของทีมยูงทอง เป็นรองแค่ชตัคกับลองสตาฟฟ์ ซึ่งทั้งสองคนนี้สร้างโอกาสได้มากเพราะรวมการเล่นลูกตั้งเตะด้วย

- ทำแอสซิสต์ไปแล้ว 3 ครั้ง มากที่สุดในทีมลีดส์ตอนนี้

- ค่า xA หรือการจ่ายที่มีโอกาสเป็นแอสซิสต์ 2.3 เป็นรองแค่ชตัคคนเดียวในทีม

- ผ่านบอลโอเพ่นเพลย์เข้าเขตโทษคู่แข่งสำเร็จ 13 ครั้ง อันดับ 3 ของทีม เป็นรองแบ็กสองข้างอย่างโบเกิลกับกุดมุนด์สันเท่านั้น

- จังหวะการเล่นที่มีส่วนร่วมในการได้ประตูทั้งหมด 6 ครั้ง (Goal Creating Actions) อันดับสองของทีม เป็นรองแค่ชตัคที่ทำได้ 9 ครั้ง

ทั้งหมดที่พูดถึงคือสถิติหลักๆ สำคัญๆ ที่จะบอกว่านักเตะคนนั้นมี่ส่วนร่วมกับเกมรุกของทีมมากแค่ไหน และแอรอนสันอยู่ในท็อปทรีของลีดส์ทุกด้าน

แต่แฟนบอลบางส่วนก็ยังไม่เข้าใจเชื่อสนิทใจว่าที่เขาได้รับโอกาสลงสนาม ก็เพราะเป็น "ลูกรัก"

- ในส่วนของเกมรับ เขาก็ช่วยเข้าปะทะและดักตัดบอลไปแล้วรวมกัน 35 ครั้ง อยู่ในท็อป 6 ของทีม โดยที่อันดับ 1-5 ของทีมคือผู้เล่นเกมรับทั้งหมด เขาคือผู้เล่นเกมรุกที่ติดอันดับด้านการช่วยเกมรับมากที่สุดในทีม

- แถมช่วยเก็บบอลจังหวะสองได้อีกถึง 53 ครั้ง อันดับ 6 ของทีมแบบที่ 5 อันดับแรกคือผู้เล่นเกมรับทั้งหมดอีกเช่นเคย

ยังไม่นับว่าเขาทำงานหนักในช่วง off the ball มากแค่ไหน ความสามารถและความทุ่มเทของเขาเหมาะสมและตรงกับแทคติคที่โค้ชต้องการอีก

แต่ทุกครั้ง เวลาเรายกเรื่อง off the ball มาคุยกันกับคนที่ดูบอลแค่จังหวะ on the ball อย่างเดียว มันก็มักจะจบด้วยความไม่เข้าใจกันทุกครั้งไป

แค่เพียงเพราะว่าเขามักจะเสียบอลบ่อย เขามักจะจบสกอร์ไม่เฉียบขาด บางจังหวะที่เขา on the ball มันออกมาไม่ดี ก็เลยพาลมองข้ามสิ่งที่เขาทำได้ดีในหลายอย่างไปเสียหมด ทั้งๆ ที่เขาก็มีจังหวะ on the ball ที่ดีอีกมากมาย

แต่แฟนบอลบางส่วนก็ยังไม่เข้าใจเชื่อสนิทใจว่าที่เขาได้รับโอกาสลงสนาม ก็เพราะเป็น "ลูกรัก"



เพลง ทำดีที่สุดแล้ว ของ เดอะ ซัน จบท่อนฮุคด้วยประโยคที่ว่า "ขอได้โปรดเห็นใจ"

แม้เพลงนี้จะตรงกับสิ่งที่แอรอนสันต้องเผชิญมากแค่ไหน แต่แอรอนสันเองก็ไม่เคยออกมาพูดในทำนองขอความเห็นใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขายังคงก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม เล่นฟุตบอลในแบบของเขา ทำเต็มที่ทุกครั้งที่ลงสนาม ไม่ปริปากบ่น



ตัวเขาเองอาจจะไม่ได้หวัง แต่ผมเองนี่แหละที่หวังว่าสักวันผลงานด้านดีของเขามันจะเป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาแฟนบอลเสียที

------------------

Photos from เชียร์ลีดส์เด้อ's post 20/04/2025

ช่วง 2-3 เกมหลังมานี้ เหมือนเราจะได้เห็นปิรูดรอปตัวเองลงมายังพื้นที่ว่างระหว่างไลน์เกมรับของคู่แข่งอยู่บ่อยๆ คอยเป็นจุดหมุนทำชิ่งให้เพื่อนร่วมทีมสอดขึ้นไปยังที่ว่างแทน

อย่างรูปแรกคือจังหวะที่ชิ่งต่อสั้นๆ ให้แอรอนสันหลุดเข้าไปเป็น Big chance ก่อนจะยิงติดเซฟโกล์ของอ็อกซ์ฟอร์ด

ส่วนรูปที่สองคือจังหวะประตูโทน ที่พอปิรูดรอปลงมา รวมถึงตัวญอนโต้เองก็ดรอปลงมาด้วย การยืนตำแหน่งของทั้งคู่ช่วยเปิดช่องตรงฮาล์ฟสเปซอย่างโล่งโจ้ง ก่อนที่โรดอนจะแทงทะลุด้วยน้ำหนักพอดิบพอดีให้โบเกิ้ลที่ทะยานขึ้นไปปาดให้โซโลมอนเข้าชาร์จ

ถ้าใครสะดวก ลองย้อนกลับไปดูคลิปไฮไลต์แบบยาวของ EFL อีกที ดูในจังหวะรีเพลย์ที่เป็นกล้องมุมสูง จะเห็นเลยว่า จังหวะแรกนั้นปิรูยืนพิงไลน์กองหลังอ็อกซ์ฟอร์ดอยู่ แต่พอบอลถูกเริ่มออกจากเท้าอัมปาดู ถ่ายมายังโรดอน ปิรูก็วิ่งถอยลงมาทันที ซึ่งเจ้าตัวน่าจะถูกสั่งไว้อย่างนั้น ว่าให้เคลื่อนที่ดรอปลงมาในจังหวะก่อนที่โรดอนจะได้บอล (เราเห็นจังหวะแบบนี้หลายครั้งในเกม) แล้วญอนโต้ก็ค่อยๆ ถอยตามลงมาจนเปิดช่องให้โบเกิลนั่นเอง

16/04/2025

ฟลอเรียน เพล็ตเทนแบร์ก นักข่าวสกายสปอร์ต เยอรมนี รายงานว่า ลีดส์กำลังเฝ้าดูความเป็นไปได้ที่จะคว้าตัว ยูเลี่ยน ไวเกิ้ล กองกลางกัปตันทีมของโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค มาร่วมทีม

โดยบอกว่า ฟาร์เคอกับไวเกิ้ลยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันอยู่ จากการที่ทั้งสองเคยร่วมงานกันในปี 22/23

ลีดส์ได้ลองเริ่มต้นติดต่อเพื่อสอบถามว่าตัวไวเกิ้ลนั้นสนใจย้ายมาเล่นในอังกฤษหรือไม่ แต่ยังไม่มีการเปิดเจรจาอย่างเป็นทางการ

ด้านยูเลี่ยน ไวเกิ้ล วัย 29 ปี เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ เคยติดทีมชาติเยอรมนี 6 เกม มีสัญญาอยู่กับกลัดบัคถึงปี 2028 ค่าเหนื่อยอยู่ที่ราวๆ 76,000 ยูโร ต่อสัปดาห์ หรือราว 65,000 ปอนด์

ทั้งนี้ เพล็ตเตนแบร์ก เคยมีประวัติเป็นนักข่าวคนแรกที่รายการเรื่องลีดส์สนใจคว้าตัว จอร์จินโย่ รุตแตร์ เมื่อมกราคมปี 2023

——————

ส่วนข่าวลืออื่นๆ ก็มีบอกว่า ลีดส์กำลังให้ความสนใจ อีแวน เฟอร์กูสัน ศูนย์หน้าดาวรุ่งของไบรท์ตัน ที่ปัจจุบันยืมตัวไปอยู่กับเวสต์แฮม แต่ก็มีหลายทีมสนใจอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะเอฟเวอร์ตัน

17/05/2024

คำถามทดสอบความจำ

สนุก ๆ นะครับ ขอท้าว่าห้ามเสิชข้อมูล 555

ถ้าให้ตอบภายใน 5 วินาที กับคำถามที่ว่า…

“คนทำประตูแรกของซีซั่นให้ลีดส์ในฤดูกาล 23/24 คือใคร?”

ตอบในคอมเมนต์กันได้เล้ยยย 😆

17/01/2024

ทุกคนคิดอย่างไรกับปิรูบ้างครับ?

เข้าเรื่องเลยก็คือ ผมเป็นคนหนึ่งที่มีมุมมองว่า ลักษณะการเล่นของ โจเอล ปิรู ที่ฟาร์เคอตั้งใจจะให้เป็นคือ ‘Second Striker’ ไม่ใช่ ‘เบอร์10’ อย่างที่แฟนบอลคิดกัน

ซึ่งผมเข้าใจได้ว่า การที่เห็นปิรูยืนอยู่หลังกองหน้าในตำแหน่งนั้น จะถูกมองว่าเป็นเบอร์10 ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ฟุตบอลในปัจจุบัน แทคติคนั้นมีวิวัฒนาการไปมากกว่าการดูแค่ ‘ใครเล่นตำแหน่งตรงไหนต้องยืนตรงไหน’ ไปไกลแล้ว ทุกวันนี้เรามีคำบัญญัติเรียกชื่อลักษณะการเล่นที่ซับซ้อนขึ้นมากมาย ทั้ง Inverted Full/Wingback / Inside Forward / False9 / Box to box Midfielder ฯลฯ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องของ Position ที่เราคุ้นเคยกัน

นั่นคือเรื่องของ Role (บทบาท-หน้าที่)

สำหรับผม การจะดูฟุตบอลในวันนี้ เราต้องพยายามทำความเข้าใจ Role มากกว่า Position แล้ว นักเตะตำแหน่งหนึ่งอาจจะมีบทบาทที่มีรายละเอียดซับซ้อนมากกว่าแค่การเล่นตำแหน่งไหนเฉย ๆ ในขณะเดียวกัน นักฟุตบอลยุคใหม่ต่างก็ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในบทบาทมากกว่าตำแหน่งด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่านักฟุตบอลยุคนี้ต่างก็ปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้ได้ดี และนักเตะคนหนึ่งอาจสามารถเล่นได้หลากหลายจุดในสนามกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สิ่งสำคัญคือคุณมีความเข้าใจและเล่นตามบทบาทที่ได้รับได้ดีแค่ไหนมากกว่า

แต่ผมก็ไม่เถียงว่า นักเตะแต่ละคนก็มีธรรมชาติของตัวเองที่เฉพาะตัวและเปลี่ยนไม่ได้

ถ้าคุณเป็นกองหลังที่มีนิสัยชอบอ่านเกมและดักทางบอล แต่โค้ชสั่งให้คุณไล่ตามประกบตัวคู่แข่งแบบไปไหนไปด้วยทั้งเกม เพราะโค้ชมองว่าวิธีนี้เข้ากับระบบทีมที่วางเอาไว้มากกว่า และถ้าโค้ชเชื่อมั่นว่าคุณทำตามนี้ได้ ยามที่คุณลงสนามคุณก็ควรทำตามคำสั่งและระบบของโค้ช ต่อให้มันจะขัดกับธรรมชาติการเล่นของตัวเองก็ตาม - มิใช่หรือ?

กลับมาที่ปิรู เฉกเช่นเดียวกันกับที่ยกตัวอย่างไปข้างบน เราทุกคนในฐานะแฟนบอลต่างรู้ดีว่า นี่คือกองหน้าที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเป็นตัวจบสกอร์ระดับท็อปของแชมเปี้ยนชิป ทุกคนเลยคาดหวังว่าจะได้เห็นเขาเข้ามาเล่นเบอร์9 แต่พอเราเห็นว่าเขาถูกปรับมายืนหลังกองหน้า เราก็ดันคิดไปว่าเขาถูกจับไปเล่นเป็นเบอร์10 โดยอ้างอิงจากตำแหน่งการยืน ทั้งที่ในสายตาของผมแล้วมันไม่ใช่ แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกต้องคือ เขาไม่ได้เล่นเบอร์9 แน่ ๆ

แล้วบทบาทของปิรูคืออะไร ผมจะอธิบายเป็นข้อ ๆ ดังต่อไปนี้

1.นับย้อนหลังไปแค่ปีที่แล้วเท่านั้น ปิรูยิงประตูให้สวอนซีในลีกไป 19 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับ 3 ของแชมเปี้ยนชิป แต่เขามีสถิติอย่างนึงที่เป็นระดับท็อปหากนับเฉพาะ “กองหน้า” ของทั้งลีก

นั่นคือจำนวนการผ่านบอลสั้นที่แม่นยำ ซึ่งปิรูทำได้ทั้งหมด 504 ครั้ง ความแม่นยำ 87% เป็นรองเพียงแค่ อิลิมาน เอ็นดิอาย ของเชฟยูแค่คนเดียว (87.5% ปัจจุบันเอ็นดิอายย้ายไปลีกเอิง) ซึ่งความแม่นยำระดับนี้จัดว่าสูงมาก นั่นแสดงให้เห็นว่านอกจากยิงประตูได้แล้ว ปิรูยังมีความสามารถในการเชื่อมบอลสั้น ๆ กับเพื่อนร่วมทีมได้ดีอีกด้วย และทักษะตรงนี้นี่เองที่ทำให้ฟาร์เคอนำมาใช้ประโยชน์ซึ่งจะอธิบายในข้อต่อไป

2.เดิมที ระบบ Positional Play ของฟาร์เคอ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้เล่นตำแหน่งเบอร์10 มากนัก
ในปีที่เขาพานอริชเลื่อนชั้นครั้งล่าสุด มีนักเตะหมุนเวียนมาเล่นตำแหน่งนี้ถึง 3 คน คละเกมกันไป หมายความว่า ตรงนี้แทบจะเอาใครมาเล่นก็ได้ เพราะตัวสำคัญที่แท้จริงคือมิดฟิลด์ตัวรุกตรงฮาล์ฟสเปซสองด้านอย่างบูเอนเดีย และแคนต์เวลมากกว่า

นอกจากนี้ตรงพื้นที่ Zone14 ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณนอกกรอบเขตโทษตรงกลาง อันเป็นที่รู้กันว่านั่นคือพื้นที่ประจำการของเบอร์10 ที่เราคุ้นเคย ก็ดันเป็นจุดที่ฟาร์เคอไม่ค่อยให้ทีมของเขาผ่านบอลไปตรงนั้นเท่าไหร่อีก ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่า ทั้งผู้เล่นและพื้นที่นี้เขาไม่เน้นเลย

แต่ในปีนี้ ฟาร์เคอนำปิรูเข้ามาวางไว้ตรงนั้น ซึ่งผมมองว่านี่คือการปรับแทคติคที่ชาญฉลาดมากทีเดียว คุณลองคิดดูว่า ตำแหน่งที่คุณไม่ค่อยจะเน้นเท่าไหร่ แต่คุณหาคนที่ยิงประตูได้ดีใส่ลงไป นั่นแปลว่า ระบบเดิมไม่เสียหาย แต่ได้อาวุธหนักมาเพิ่มโดยไม่ต้องปรับอะไรมาก อยู่ดี ๆ ตำแหน่งที่ไม่ได้เน้นก็สามารถจะทำประตูได้ดีขึ้นมา นั่นยิ่งทำให้แผงเกมรุกนั้น “ครบเครื่อง” และพร้อมทำประตูได้ในทุกพื้นที่ขึ้นมาทันที

ซึ่งการ “อยากให้ลีดส์สามารถทำประตูได้จากนักเตะหลากหลายตำแหน่ง” นั้น เป็นสิ่งที่ฟาร์เคอเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นเมื่อเรามองไปที่จำนวนประตูในลีกของแผงรุกเราตอนนี้

ตัวเป้า : จอร์จี้ - 5 + แบม - 2
ตัวรุกหลังกองหน้า : ปิรู - 9
ตัวรุกด้านขวา : เจมส์ - 9
ตัวรุกด้านซ้าย : ซัมเมอร์วิลล์ - 12

จะเห็นได้ว่าในแผงเกมรุกเรายิงกระจายตัวกันครบทุกตำแหน่งจริง ๆ การทำได้ตรงกับที่พูดไว้ คือสิ่งที่เราควรชื่นชมและปรบมือให้ไม่ใช่หรือ

มาถึงตรงนี้คุณอาจจะเถียงผมว่า “ก็ถ้าให้ปิรูเล่นเบอร์9 จะไม่ยิงระเบิดกว่านี้รึไง และเราอาจจะเก็บแต้มได้ในหลาย ๆ เกมที่เราทำแต้มหล่นก็ได้”

คำตอบของคำถามนี้ผมจะอธิบายในข้อถัดไปครับ

3.บทบาท Second Striker ที่ปิรูได้รับ มาจากการที่ระบบของฟาร์เคอนั้นต้องการ Pressing Forward หรือกองหน้าที่ไล่บอลเก่ง 1 คน ซึ่งปิรูนั้นไม่ใช่นักเตะที่เก่งด้านนี้ ทำให้ความลงตัวในช่วงแรกนั้นออกไปที่ จอร์จี้รับบทเบอร์9 ความบ้าพลังและชอบวิ่งพล่านของเขา เหมาะสมแล้วที่จะรับบทนี้

การมีจอร์จี้วิ่งป่วนแนวรับสุดท้ายของคู่แข่ง ส่งผลดีให้ปิรูนั้นมีพื้นที่ในการ “วิ่งสอด” เข้าสู่ช่องว่างที่เกิดขึ้น เพื่อไปทำประตูได้ ในเมื่อกองหลังต่างรู้ดีว่าปิรูเป็นตัวเป้าที่อันตราย คุณต้องประกบไม่ให้คลาดสายตา วันดีคืนดี ไอ้ตัวเป้าสุดคมนั้นมันดันไม่ยอมมาอยู่ในกรอบเขตโทษ แต่มันวิ่งอยู่ข้างนอกนู่น คุณจะทำยังไงดี แล้วในกรอบนี่ก็มีกองหน้าที่แม่งวิ่งมั่วเหลือเกิน ส่ายไปส่ายมา นั่นแหละ เผลอแป๊บเดียวไอ้ตัวเป้าสุดคมที่อยู่นอกกรอบเมื่อกี้ มันวิ่งเข้ามาโล่ง ๆ ยิงประตูไปแล้ว

หากเราย้อนกลับไปดูแต่ละประตูที่ปิรูทำได้ เราจะเห็นชัดเลยว่ามาจากการวิ่งสอดจากด้านหลังแทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นประตูที่ยิงวัตฟอร์ต ยิงสวอนซี ยิงพลีมัธ ยิงมิลล์วอลล์ เป็นต้น แถมมีโบนัสจากการยิงไกลนอกกรอบได้ 1 ลูกในเกมกับบริสตอลด้วย ทั้งหมดนี้เกิดมาจากการเล่น Second Striker ทั้งนั้น

หลาย ๆ ครั้งคุณอาจจะเห็นว่าปิรูลงไปต่ำเหลือเกิน แบบนี้ยิ่งเหมือนเป็นเบอร์10 มากกว่ากองหน้าไม่ใช่เหรอ ซึ่งในมุมมองของผมจังหวะนั้นเป็นจังหวะของการช่วยเป็นตัว Link up คอยเชื่อมบอลกับเพื่อนมากกว่าการจะลงไปล้วงบอลเพื่อทำเกม เพราะจากสถิติที่บอกในข้อ 1 ว่าเขาเชื่อมบอลสั้นเก่ง ซึ่งนั่นเพียงพอแล้วสำหรับการเล่นเป็น Second Striker ผมมองว่าฟาร์เคอไม่ได้ตั้งใจจะให้ปิรูเป็นตัวทำเกม-จ่ายคิลเลอร์พาสสวย ๆ แต่แรกอยู่แล้ว แค่ช่วยให้ไม่เสียการครองบอลได้ แล้วช่วยสอดไปยิงประตูได้ก็เหลือแหล่

เมื่อเรามองไปที่ผลลัพธ์ ณ เวลานี้ การทำได้ถึง 9 ประตูจากการเล่นบทบาทนี้ นับว่าน่าพอใจและเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแผนของฟาร์เคอนั้น “ได้ผลจริง” แต่เราอาจจะขัดใจเพราะคิดว่าได้กองหน้ามามันต้องยิงระเบิดระเบ้อกว่านี้สิ ก็เลยรู้สึกว่าโค้ชใช้งานผิด ทั้งที่ในความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่มันตอบโจทย์แผนการเล่นของโค้ชอยู่มาก ๆ เลยด้วยซ้ำ

4.การกลับมาของแบมฟอร์ด

นี่คือสิ่งที่เป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนมาก ๆ เลยว่า ฟาร์เคอนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่เปลี่ยนทีม-อย่างที่แฟนบอลตั้งข้อสังเกตกัน ฟาร์เคอนี่แหละคือโค้ชที่โคตรอะแดปต์เก่งมาก แต่เขาจะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่มันมีเหตุและผลและตอบโจทย์ระบบที่วางเอาไว้จริง ๆ เท่านั้น เขาแสดงให้เห็นว่า การปรับแทคติคมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนเอาผู้เล่นคนโน้นคนนี้มาเล่นแทนแล้วเกมมันจะเปลี่ยน แต่การจะเปลี่ยนแต่ละครั้งมันต้องการความเข้าใจที่สูงและมันต้องเอื้อต่อระบบจริง ๆ เท่านั้นเขาถึงจะเปลี่ยน

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าแบมฟอร์ดเป็นกองหน้าสายเพรสซิ่ง เพราะบิเอลซาปลุกปั้นมาอย่างดีกับมือ ถึงขนาดเคยมีทฤษฎีสมคบคิดว่า ที่แบมยิงเบาเพราะหมดแรงกับการไล่เพรสไปหมดแล้ว ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เราทุกคนก็รู้กันดีว่าแบมเนี่ยไล่บอลตลอดแน่นอน

และอย่างที่บอกไปว่า ระบบของฟาร์เคอต้องการกองหน้าตัวเพรส 1 คน เมื่อจะลองเปลี่ยนทีมในจังหวะที่ปิรูเงียบหายไปนาน เขาจึงเปลี่ยนด้วยการเอาแบมฟอร์ดลงมาเป็นเบอร์ 9 แล้วดันจอร์จี้ถอยลงไป ซึ่งไลน์อัปนี้ทำให้ทีมไม่เสียระบบ แถมเพิ่มข้อดีคือการได้ตัวรุกหลังกองหน้าแบบใหม่ที่ชอบวิ่งพล่าน เกิดเป็นคอมบิเนชั่นใหม่

ความเป็น Target Man ของแบมฟอร์ด ช่วยตรึงกองหลังไว้ให้จอร์จี้มีเวลาและพื้นที่วิ่งพล่านไปมาตามสไตล์ได้อย่างสะดวก เราจะสังเกตได้ว่า การเคลื่อนที่ของจอร์จี้นั้นจะเคลื่อนที่แนวขวางมากกว่าแนวตั้ง บางครั้งเราเห็นเขาอยู่ทางกราบขวา อีกแป๊บมาโผล่กราบซ้าย บวกกับความที่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ชอบท้าดวล และจ่ายบอลดีเป็นทุนเดิม ทำให้จอร์จี้เริ่มเฉิดฉายในการเล่นตำแหน่งตรงนี้มากขึ้น

ไม่ได้จะเอาเครดิต แต่ผมจะเล่าให้ฟังว่า ผมเคยคุยกับทีมแอดมินในไลฟ์นึงเมื่อช่วงปรีซีซั่นว่า ผมมองเห็นศักยภาพของจอร์จี้ที่จะเป็นเบอร์10 ได้ เพียงแต่ถ้าคุณลองไปถามจอร์จี้ว่าเขามองตัวเองว่าถนัดตำแหน่งอะไร เขาก็จะตอบว่ากองหน้าแน่นอน

การเล่นในระบบของฟาร์เคอ ความมีอิสระ รวมกับการฝึกสอนและเกมไทม์ตลอดครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วยเคี่ยวกรำให้จอร์จี้เริ่มทรานส์ฟอร์มตัวเองอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ระบบของฟาร์เคอนั้นค่อย ๆ สร้างจอร์จี้ขึ้นมาให้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งมันเป็นผลงานของเวลาด้วย

ณ เวลานี้ ส่วนผสมของแบม-จอร์จี้ กำลังดูลงตัว แต่ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มอุ่นใจได้มากขึ้น เมื่อมองไปยังม้านั่งสำรองแล้วยังมีปิรูอยู่ หากวันไหนคู่แบม-จอร์จี้ เกิดไม่ทำงานขึ้นมา ก็ยังมีคู่จอร์จี้-ปิรูให้เปลี่ยนใช้ ซึ่งวิธีโจมตีแตกต่างกันไปอีก พร้อมสร้างความสับสนให้กองหลังคู่แข่งแน่นอน

ผมว่านี่แหละ คือแพลนบีที่สามารถคาดหวังผลได้จริง ไม่ใช่แค่คิดว่าจะเปลี่ยนตัวเปลี่ยนตำแหน่ง-แล้วหวังว่ามันจะได้ผล ฟาร์เคออาจจะใช้เวลาหน่อย แต่ตอนนี้มันเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ทีมในตอนนี้เปลี่ยนหน้าตาไปจากทีมที่ฟอร์มดีเมื่อเดือน พ.ย. พอสมควร และถ้าย้อนไปอีกก็จะเห็นว่าทีมเดือน พ.ย. ก็หน้าตาต่างจากทีมเมื่อต้นฤดูกาลอีกเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะบอกว่าฟาร์เคอไม่เปลี่ยนทีม ผมว่ามันก็ค่อนข้างจะไม่ตรงความจริงเกินไปหน่อย

ตอนนี้ลีดส์แทบจะมีตัวเลือกทางแทคติคให้ใช้มากขึ้น หลากหลายขึ้น เราแทบจะมีแผนให้เลือกใช้ 2 แผนขึ้นไปในทุกจุดของสนาม

แดนหลัง ถ้าใช้สเตราจ์คก็ได้ความแข็งแกร่ง และการลำเลียงบอลขึ้นหน้า (Carry) แต่ถ้าใช้อัมปาดูก็จะได้การขึ้นบอลที่แน่นอนและการวางบอลยาวที่แม่นยำ

แบ็กซ้าย ถ้าเป็นบายรัมก็จะได้ความสมดุลทั้งรุกรับ และการโอเวอร์แลป แต่ถ้าใช้จูเนียร์ก็จะได้ความดุดันในเกมรุก และการอันเดอร์แลป รวมถึงการวิ่งสอดเข้ากรอบเขตโทษได้ดีอีกคน

แดนกลาง มีกรูเอฟก้าวขึ้นมาด้วยฟอร์มระดับไว้ใจได้ มีผลต่อการเลือกแผนในแนวหลัง ถ้าใช้กรูเอฟ ด้านหลังควรเป็นอัมปาดู

กองหน้ามีคู่แบม-จอร์จี้ สไตล์หน้าจบได้ กลางรุกทำเกมสนุก / หรือจะ จอร์จี้-ปิรู สไตล์หน้าวิ่งพล่าน กลางรุกสอดยิง

ความเป็นไปได้ของทั้งสามแดนมากขึ้นจนดูน่าสนุกและน่าติดตามอย่างมากทีเดียวในตอนนี้ แต่สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ในช่วงนี้ของซีซั่นคือ “ความคงเส้นคงวา” ซึ่งหวังว่าตัวนักเตะและโค้ชต่างก็ได้รับบทเรียนมาพอสมควรแล้วในครึ่งซีซั่นที่ผ่านพ้น และมันน่าจะเพียงพอที่ทำให้ทีมได้ตาสว่างและกลับมาตั้งหลักโฟกัสอย่างจริงจังจริง ๆ ในแต่ละเกมนับจากนี้ไป ซึ่งก็หวังอย่างยิ่งว่าผลงานจะเข้าทางเราไปเรื่อย ๆ จนจบฤดูกาล

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมมักจะย้ำอยู่เสมอคือ ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของผมคนเดียว ซึ่งมันอาจจะผิดและทุกคนมีสิทธิ์คิดต่างได้ สังเกตได้เลยว่าผมจะใช้คำว่า “มุมมอง” “ผมมองว่า” อะไรอย่างนี้บ่อย เพราะผมจะไม่มีวันฟันธงในความคิดส่วนตัว ไม่มีวันฟันธงชัด ๆ ว่าใครผิดใครถูก ใครควรเล่นอย่างไร โค้ชควรจัดทีมอย่างไร ควรเอาใครลงตรงไหน สำหรับผม ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีความละเอียดอ่อนกว่านั้นมากมาย และที่สำคัญมันสนุกมาก ๆ ด้วย เวลาได้คุยกับคนที่เปิดใจแต่เห็นต่างจากเราที่มาพร้อมการให้เกียรติกันครับ

23/12/2023

ผมอัดคลิปพูดไว้ในเพจ LUSC Leeds United Supporters Club Thailand ว่าผมคาดว่าอิปสวิชจะแผ่วลง หรืออย่างน้อยก็น่าจะคงเส้นคงวาน้อยลงเมื่อฤดูกาลผ่านไปเรื่อย ๆ

วันนี้ที่เราสามารถเปิดบ้านชนะอิปสวิชได้ ผมก็เลยได้ทีขอออกมายืนยันอีกครั้ง ซึ่งผมมีเหตุผลในเชิงสถิติมาประกอบ เป็นสถิติที่ผมสังเกตมาสักพักแล้วแต่ยังไม่กล้าเขียนลงที่ไหน เพราะเกรงว่ามันจะเป็นการมั่นใจเกินไป หรือไม่ก็อาจจะเป็นการ jinx แต่พอวันนี้ชนะก็ขอขิงหน่อยละกัน



สถิติที่ผมมองว่ามันจะแสดงผลในครึ่งหลังของฤดูกาล จนทำให้ทีมม้าขาวแผ่วลงก็คือเรื่องของ xG



เรามาดูสถิติก่อนเกมเมื่อกี้กันก่อน
ก่อนเกมนี้ อิปสวิชยิงประตูได้ 47 ลูก ลีดส์ยิงได้ 37
แต่จุดที่ชวนสังเกตคือ อิปสวิชมีค่าxG อยู่ที่ 38.0
หมายความว่า ทีมม้าขาวยิงได้เกิน xG ถึง 9 ประตู แปลว่าพวกเขายิงลูกยาก ๆ เข้าเยอะ หรือลูกที่น่าจะไม่เข้าก็ดันเข้า ซึ่งปกติการยิงได้เกินค่า xG นั้นแปลว่าเกมรุกยิงได้คมมาก

แต่จะคมมากขนาดไหนถึงยิงได้เกินไปถึงเกือบ 10 ลูก
ดังนั้นให้คิดไว้ก่อนว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นคือภาพลวงตา ไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริง



เมื่อลองหันมาดูที่ค่า xG ของลีดส์ อยู่ที่ 36.8 และเรายิงได้ 37 (ก่อนหน้าเกมนี้) จะเห็นได้ว่าจำนวนประตูและ xG มันไปด้วยกัน แปลว่ามันตรงกับความเป็นจริงมากกว่า



คุณจะยิงได้มากกว่า xG ในระดับเกือบ 10 ลูกไปได้ทั้งฤดูกาลหรอ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น "คุณจะฟลุ๊คยิงลูกยาก ๆ เข้าประตูได้ตลอดไปจนจบซีซั่นหรอ?"



ผมว่า ไม่



ยิ่งมาดูจำนวนโอกาสยิงที่ทำได้ ของอิปสวิชโอกาสยิง 358 ครั้ง ลีดส์ 351 ครั้ง นั่นหมายความว่าเกมรุกของทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่ทีมนึงทำสกอร์ได้ตามความเป็นจริง อีกทีมนึงทำสกอร์ได้เว่อร์กว่าความเป็นจริง...



มาดูสถิติการเสียประตูกันบ้าง ก่อนหน้าเกมนี้ อิปสวิชเสีย 25 ประตู (ไม่นับลูกที่ทำเข้าประตูตัวเอง) จาก xGA 24.2



ลีดส์เสีย 20 ประตู (ไม่นับลูกที่ทำเข้าประตูตัวเอง) จาก xGA 20.1



ทั้งสองทีมเสียประตูตรงกับสถิติที่คาดการณ์ พูดง่าย ๆ ว่าตรงกับความเป็นจริง



นั่นหมายความว่า ผลงานเกมรุกอิปสวิชนั้นลวงตา แต่ผลงานเกมรับตรงตามสิ่งที่ควรเป็น



เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความจริงเริ่มแสดงผลออกมา แปลว่าอิปสวิชมีสิทธิ์ยิงได้น้อยกว่าเดิม แต่ยังเสียประตูเท่า ๆ เดิมอยู่ ในขณะที่ลีดส์รักษามาตรฐานไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าช่องว่างของคะแนนที่เราตามหลังอยู่มันจะลดลงแน่ ๆ และผมเชื่อว่าเราจะแซงได้ในที่สุด



อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การคาดการณ์ตามหลักสถิติเท่านั้น ผมเข้าใจดีว่าฟุตบอลมันยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย แต่อย่างน้อยมันก็ยังช่วยให้เรามองเห็นความไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับอิปสวิชในเวลานี้ได้ชัดเจนดี

ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร เราเองก็ยังต้องรักษาผลการแข่งขันที่ดีให้อยู่กับเราให้ได้ตลอดรอดฝั่งด้วยเช่นกัน เรามาเอาใจช่วยกันไปทีละเกม ๆ อย่างที่ฟาร์เคอชอบบอก เริ่มจากเกมเจอเปรสตันวันอังคารนี้ก่อนเลย แล้วถ้าเลสเตอร์ช่วยเอาชนะอิปสวิชในเกมหน้าให้อีกล่ะก็ ช่องว่างตามหลังจะเหลือ 4 คะแนน

กับอีก 20+ เกม

บอกได้เลยว่าม้าก็ม้าเถอะ ออกตัวดีก็ใช่ว่าจะดีถึงปลายซะเมื่อไหร่ งานนี้มันส์แน่

12/12/2023

It's a Matchday!!!

09/12/2023

It’s a Matchday!!!

01/12/2023

#คุยหลังเกม

พอดีผมเพิ่งได้ดูย้อนหลังเต็มเกมที่เราเปิดบ้านเอาชนะสวอนซีไป 3-1 แล้วรู้สึกมีหลายเรื่องอยากเขียนถึง ก็เลยมาลงบทความชวนคุยนี้ อาจจะดีเลย์ไปเสียหน่อยก็ต้องขออภัยด้วยครับ



ว่ากันที่เรื่องแทคติคเด็ดปีกหงส์ขาวก่อน

ข้อแรก. ฟาร์เคอวางหมากปิดตายการขึ้นเกมของสวอนซีด้วยการให้คามาร่า ตามประกบติด แมตต์ ไกรมส์ แบบไปไหนไปกัน ซึ่งไกรมส์เป็นเพลย์เมกเกอร์ตัวจริงของสวอนซี

จุดสังเกตที่แสดงให้เห็นว่าฟาร์เคอทำการบ้านมาดีมากคือ ไกรมส์นั้นเพิ่งจะถูกไมเคิล ดัฟฟ์ เฮดโค้ชหงส์ขาว เปลี่ยนวิธีการเล่นของเจ้าตัว ด้วยการให้ไกรมส์นั้นดึงตัวต่ำลงจนแทบจะยืนไลน์เดียวกับกองหลังอยู่แล้ว เพื่อคอยทำเกมจากแนวลึก และเค้าเพิ่งเปลี่ยนมาเล่นแบบนี้เมื่อ 2 เกมก่อนหน้าจะมาเจอเรา

โดยทั้งสองเกมนั้น ไกรมส์มีจำนวนการสัมผัสบอลในระดับเกิน 100 ครั้งทั้งสองเกม จากปกติที่ก่อนหน้านี้เขาจะได้บอลราว 60-80 ครั้ง ฟาร์เคอคงจะมองเห็นวิธีการเล่นที่เปลี่ยนไปของไกรมส์ ก็เลยรับมือโดยจัดคามาร่าเป็นเงาให้ในเกมนี้ แม้ไกรมส์จะดึงตัวเองลงต่ำแค่ไหน ก็จะมีคามาร่าตามไปด้วยเสมอ ไม่ยอมให้ไกรมส์ได้บอลเยอะเด็ดขาด

จริง ๆ ก็มีบ้างที่คามาร่าปล่อยให้ไกรมส์ได้บอลง่าย ๆ และส่วนใหญ่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์นั้น บอลของสวอนซีจะเข้ามาถึงแดนสุดท้ายของเราทุกที คือไกรมส์เป็น Deep Lying Playmaker ของแท้เลยจริงๆ

อย่างไรก็ตาม การเป็นมีคามาร่าเป็นเงา ทำให้เราจำกัดการได้บอลของไกรมส์เหลือ 84 ครั้ง ลดลงจาก 2 เกมก่อนหน้าราว ๆ 20 ครั้งได้ เป็นการจำกัดโอกาสการขึ้นบอลของสวอนซีได้ชะงัดพอตัวทีเดียว



ข้อสอง. ลีดส์ใช้วิธี Run in-behind หรือการวิ่งตัดหลังไลน์แนวรับในการโจมตีแบ็กทรีของสวอนซี ซึ่งเราพยายามใช้วิธีนี้ตลอดทั้งครึ่งแรก ความเจ๋งคือ ทั้ง 3 ประตูที่เราทำได้ในเกมนี้มาจากการ Run in-behind ทั้งหมดเลย เป็นหลักฐานว่าเราซ้อมวิธีนี้มาอย่างดีเพื่อใช้ในเกมนี้ และมันได้ผลจริง ๆ



ข้อสาม. ขอแสดงความยินดีกับจอร์จินโย่ ที่สามารถทำประตูแรกในเอลแลนด์ โร้ด ได้ซักที (ก่อนหน้านี้ยิงแต่นอกบ้าน) ซึ่งต้องชมจอร์จี้มาก ๆ ในช่วงวินาทีสุดท้ายของการทดเวลาครึ่งแรก ในขณะที่นักเตะทั้งสองทีมดูจะปล่อยจอยรอนกหวีดเป่าหมดเวลาอยู่แล้ว คืออัมปาดูได้บอลอยู่ตั้งนานแต่แทบไม่มีใครขยับเลย ทั้งทีมเราเองและคู่แข่ง แต่ความกระหายของจอร์จี้ยังคงแจ่มชัด เขาฉวยจังหวะวิ่งตัดหลังไลน์อย่างรวดเร็ว และสายตาของอัมปาดูก็ไวพอที่จะเห็นความกระหายนั้น ก่อนที่เขาจะวางบอลยาวอย่างแม่นยำราวควอเตอร์แบ็กไปให้กับจอร์จี้สำเร็จโทษได้ในที่สุด จะเห็นว่าพอยิงได้แล้วจอร์จี้ดีใจมาก ๆ เก็บอาการไม่อยู่สุด ๆ เพราะนี่คือประตุแรกของเขาในบ้าน และเป็นประตูที่ผมสะใจเอามาก ๆ เช่นกัน ที่เราสามารถฉวยโอกาสเล่นงานคู่แข่งตอนใกล้จบครึ่งได้กับเขาบ้างซักที หลังจากเป็นฝ่ายที่ชอบโดนเองในช่วงนี้มาตลอด



ข้อสี่. ผมเริ่มคล้อยตามมากขึ้นเรื่อย ๆ กับคำพูดของฟาร์เคอที่เค้าเคยบอกว่า เค้ารู้จักลีกนี้ดี

การเปลี่ยนตัวจอร์จี้และครีออกตอนนาที 70 เป็นการช่วยพักการใช้งานตัวหลักที่เราขาดไม่ได้ในตอนนี้ทั้งสองคน ให้ไม่ต้องล้าเกินไปนัก การเปลี่ยนบายรัมออกในเวลาต่อมาก็เพื่อช่วยเซฟสภาพร่างกายของแบ็กซ้ายตัวจริงของเราเข้าไปอีก และการส่งจูเนียร์ลงไปในสภาวะที่ไม่กดดัน ทำให้ดูผ่อนคลายในการเล่นอย่างเห็นได้ชัด อาจมีสวนช่วยให้จังหวะการเล่นกลับมาได้ดีกว่าการเป็นตัวจริงไปเลย ฟาร์เคอรู้ดีว่าการจัดการตัวผู้เล่นในลีกนี้ควรทำอย่างไร



ต่อไปนี้คือเรื่องอื่น ๆ

- อาร์ชี่ เกรย์ -

สำหรับใครที่รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเอาน้องเกรย์ไปเล่นกองกลางตามถนัดเสียที เท่าที่ผมมองเห็นจากเกมนี้ ผมว่าฟาร์เคอเองก็เริ่มที่จะค่อย ๆ เพิ่มบทบาทในแนวรุกให้เกรย์มากขึ้นทีละน้อย ๆ แล้ว

ตามปกติถ้าดูจากปีก่อน ๆ ของฟาร์เคอ เวลาครองบอลที่เชปเป็น 2-3-5 ในแผง "3" จะมีตัวโฮลด์บอล 1 ตัว - ตัวไปกับบอล 1 ตัว และตัวที่คอยช่วยคัฟเวอร์เกมรับอีก 1 ตัว

ถ้าเอามาแทนค่าที่ลีดส์ในตอนนี้คือเราจะมีอัมปาดูเป็นตัวโฮลด์บอล
คามาร่าเป็นตัวลำเลียง
และเกรย์เป็นตัวคัฟเวอร์ (ยามครองบอลเกรย์จะขยับเชปขึ้นมายืนเป็นตัวขวาสุดของ 3) ซึ่งจุดนี้แหละ ที่กลายเป็นจุดที่ทำให้แฟนลีดส์รู้สึกเสียดายของ



แต่อย่างที่บอก ผมเริ่มเห็นว่าเกรย์มีอิสระมากขึ้นที่จะคอยหาจังหวะเติมขึ้นสูงไปเล่นเกมรุกมากกว่าหลายเกมก่อนหน้านี้ โดยหาจังหวะในการเติมเกมสลับกับคามาร่า สิ่งที่เกรย์ต้องเรียนรู้คือ หากเขาขึ้นสูงแล้วเสียบอล นั่นหมายความว่าเขาต้องรีบแก้ตัวให้เร็วที่สุด จะไล่บอลคืนมา หรือจะตัดเกมก็ต้องเลือกไปตามแต่ละจังหวะ เพราะจริง ๆ ต้องอย่าลืมว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือเป็นตัวซ้อน ถ้าหลุดตำแหน่งคือทีมจะซวยได้

ผมมองว่าจุดนี้นี่แหละ ที่จะช่วยพัฒนาเกมการเล่นของเกรย์ให้ครบเครื่องกลมกล่อมขึ้น ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เกรย์จะได้ขึ้นมาเล่นเป็นตัวรุกเต็มตัวแน่นอน แต่ประสบการณ์ในการเล่น ณ ตำแหน่งทุกวันนี้จะคอยสอนเขาว่า เขาต้องไม่ใช่ตัวรุกที่คิดจะเอาแต่รุกอย่างเดียว การที่เขาได้เข้าใจเกมรับมาก่อน จะทำให้เขาเข้าใจหัวใจของผู้เล่นเกมรับ ว่ากองหลังจะไม่ชอบสถานการณ์แบบไหนบ้างหากเพื่อนร่วมทีมที่เล่นเกมรุกเสียบอล ดังนั้นเมื่อเกรย์เล่นเกมรุกในวันหนึ่งข้างหน้า เขาน่าจะเข้าใจว่าเขาควรเล่นจังหวะไหนอย่างไร เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่เป็นตัวปัญหาของเพื่อนกองหลัง

ในขณะเดียวกัน การที่เขาได้เรียนรู้แทคติคหลากหลายในวันนี้ ผมเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์กับตัวเขาในวันหน้า เขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้เล่นที่เข้าใจเกมทั้งสนาม วันนี้เขาอายุยังน้อย ผมว่าการที่ฟาร์เคอค่อย ๆ ประคบประหงม ค่อย ๆ เติมบทเรียนให้กับการเล่นของเกรย์ เป็นสิ่งที่ดีมาก ดีกว่าตะพึดตะพือส่งลงไปเป็นตัวแบกเกมรุกตั้งแต่อายุยังน้อยแน่นอน

สตีเว่น เจอร์ราร์ด เองก็ถูกส่งลงมาเป็นแบ็กขวา ในเกมแรกที่เขาได้ลงสนามให้ลิเวอร์พูลชุดใหญ่ ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกที่ทรงประสิทธิภาพคนหนึ่งของยุโรปได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีตัวอย่างให้เห็นเสียหน่อย เล่นแบ็กวันนี้ก็โตไปเป็นจอมทัพได้ และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกรย์จะทำได้แน่ ผมเชื่ออย่างนั้น

เกมคืนนั้นเกรย์เติมเกมสวย ๆ หลายครั้ง และปิดท้ายด้วยการสร้างโอกาสยิงจะแจ้งด้วยการครอสจากขวาเข้าไปให้แอนโทนี่โหม่งโล่ง ๆ



พูดถึงคู่กลาง ตอนนี้ก็อยากจะบอกว่า คู่คามาร่า-อัมปาดู นี่เอาลงยากจริง ๆ ฟอร์มดีทั้งคู่ ประสบการณ์สูงทั้งคู่ เกมนี้คามาร่าสร้างโอกาสยิงไปถึง 5 ครั้ง มากที่สุดในสนามด้วย แต่จุดที่ผมชอบที่สุดของคามาร่าคือ เค้าเป็นคนที่อ่านจังหวะเคาเตอร์เพรสซิ่งได้เก่งมาก

หลาย ๆ ครั้งที่เราเคาเตอร์เพรสได้แล้วไปจบด้วยการยิง จุดเริ่มต้นมักมาจากคามาร่าทั้งสิ้น

อีกจุดที่ผมชอบมากในตัวคามาร่าคือ นี่คือผู้เล่นในแบบที่เรียกว่า Press Resistance ตัวจริงของทีมเรา หมายถึงนักเตะที่มีสกิลในการทำลายการเพรสซิ่งของคู่แข่งได้ เช่นการเสียบอลยาก การเอาตัวรอดในพื้นที่แคบ ความนิ่ง การจ่ายบอลแกะเพรส เหล่านี้คามาร่าทำได้ดีมาก ๆ และผมว่านี่เป็นจุดที่เกรย์ต้องเรียนรู้ มันคือจุดที่เกรย์ยังทำไม่ได้ดีเท่าคามาร่าในเวลานี้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีความนิ่งเกินอายุในระดับนึงแล้วก็ตาม เป็นอีกจุดที่ผมเชื่อว่า การได้ลงสนามร่วมเล่นกับคามาร่าจะช่วยพัฒนาเกรย์ได้อย่างดีแน่นอน เพราะฉะนั้น ถึงตอนนี้ต้องลงแบ็กขวาก็ลงไปก่อนเถอะ ดีกว่านั่งดูจากข้างสนาม



- ชาร์ลี เครสเวลล์ -

ลูกหม้ออีกคนที่แฟนลีดส์เรียกร้องกันถ้วนหน้า จริง ๆ ผมเคยเขียนถึงเครสเวลล์ไปแล้วก่อนหน้านี้ ตอนที่เรามีข่าวกับแนท ฟิลลิปส์ ซึ่งผมได้บอกไว้ว่า เครสเวลล์ยังมีสไตล์การเล่นที่ไม่ตอบโจทย์ฟาร์เคออยู่ เพราะเขาไม่ได้เป็น Ball Playing Defender โดยพื้นเพ

ผมเคยบอกไปแล้วว่าเครสเวลล์ต้องเรียนรู้และพัฒนาในจุดนี้ให้ได้ และผมยังเชื่อว่าฟาร์เคอจะฝึกสอนให้เขาเป็นแบบนั้นได้ เพียงแต่มันอาจจะยังไม่ใช่วันนี้เท่านั้นเอง

เครสเวลล์เคยเป็นขาประจำตัวจริงของทีมชาติอังกฤษยู 21 มาก่อน แต่ตอนหลังเขาเริ่มเสียตำแหน่งตัวจริงให้ เทย์เลอร์ ฮาร์วู้ด-เบลลิส และลีไว โคลวิลล์ ในชุดยูโรยู21 แถมเกมล่าสุดของทีมสิงโตน้อย คู่กองหลังก็ยังเป็น จาร์เรลล์ ควอนซาห์ ของลิเวอร์พูล และ จาร์แรด แบรนธ์เวธ จากเอฟเวอร์ตัน อีก โดยทั้งหมดที่กล่าวมาคือกองหลังที่ออกบอลด้วยเท้าดีหมดเลย

Ball Playing Defender เริ่มกลายเป็นเทรนด์การเล่นของกองหลังยุคใหม่ เป็นจุดที่เครสเวลล์ต้องรีบตามมาให้ทัน การที่พอเราขาด RCB แล้วฟาร์เคอยังเลือกดันสเตราจ์คมาเล่นแทน มุมนึงมันก็เป็นการบอกว่า ระดับที่เครสเวลล์ทำได้ตรงจุดนี้ยังไม่ถึงมาตรฐานที่ฟาร์เคอต้องการนั่นเอง ถึงขนาดต้องเอาคนถนัดซ้ายมาเล่นแทน มันก็น่าคิดเหมือนกันว่าเครสเวลล์ยังไปไม่ถึงจุดนั้นจริง ๆ

ใด ๆ ก็ตาม ผมเอาใจช่วยเครสเวลล์ ที่เขียนมาไม่ได้จะบอกว่าน้องไม่ดีพอ ผมอยากให้น้องดีพอมาก ๆ แต่คนตัดสินใจคือฟาร์เคอ ถ้ามันยังไม่ถึงเวลา มันก็คือยังไม่ถึงเวลา ส่วนตอนนี้ถ้าโรดอนไม่เจ็บไม่แบน ก็ยังไม่น่ามีใครจะแย่งตำแหน่ง RCB ไปจากเขาได้จริง ๆ



สรุปผลงานแนวรุก 4 คนของเราตอนนี้

ซัมเมอร์วิลล์ 7 ประตู 6 แอสซิสต์
ปิรู 7 ประตู 1 แอสซิสต์
เจมส์ 5 ประตู 4 แอสซิสต์
จอร์จี้ 4 ประตู 7 แอสซิสต์

เอาว่า จากที่คนเคยมอง เคียร์แนน ดูวส์บิวรี-ฮอลล์ ว่านอนมาในตำแหน่ง Player of The Year แน่ ๆ ตอนนี้โดนซัมเมอร์วิลล์ทำผลงานแซงไปแล้วนะจ๊ะ ( KDH ยิง5 จ่าย6)

Front 4 ของเราตอนนี้ดุดันมากจริง ๆ และขอให้มันดุดันไม่พักแบบนี้ไปจนจบฤดูกาลเลยนะ

-----------------------------

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok