14/01/2026
เที่ยวปีใหม่ นาทีทองของการสร้าง “ความกล้า” 😊
ช่วงวันหยุดยาว หลายครอบครัวอาจจะออกเดินทางไปตั้งแคมป์ ไปต่างจังหวัด ไปหาญาติ หรือไปเที่ยวในที่ที่ไม่คุ้นเคย สำหรับเด็ก ๆ การเที่ยวไม่ใช่มีแต่ความสนุก เพราะมันคือการออกจาก “คอมฟอร์ทโซน” เต็มรูปแบบ
🔹 ห้องและที่นอนไม่เหมือนเดิม
🔹 ห้องน้ำไม่คุ้น ไม่สะอาดเหมือนบ้าน
🔹 บรรยากาศก็มืดกว่าตอนอยู่บ้าน
🔹 มีเสียงแปลกๆตอนกลางคืน (เสียงสัตว์ ใบไม้ ต้นไม้ฯ)
🔹 เจอแมลงชนิดต่างๆ เจอสัตว์ที่ไม่รู้จัก เจอคนที่ไม่คุ้นเคยฯ
🔹 กิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยหายไป
เด็กๆจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นคง ไม่ค่อยปลอดภัย
ดังนั้น ลูกๆอาจจะรู้สึก “สนุก + เครียด” ไปพร้อมกัน
(ใช่ค่ะ เที่ยวแล้วเครียดได้จริงๆ 😅)
ช่วงเวลานี้เอง ที่พ่อแม่อาจใช้เป็น “นาทีทอง” ช่วยลูกพัฒนา “ความกล้า” ต่อสู้กับความกังวล (ซึ่งเด็กขี้กังวลพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่มีโซเชียล และหมอเชื่อว่าจะยิ่งมากขึ้นในยุค AI นี้)
........
แต่ก่อนจะผลักดันลูก… เราต้องเข้าใจสิ่งนี้ก่อนนะคะ
🌟 เด็กไม่กล้า ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด
แต่เพราะสมองเด็กกำลังประเมินว่า
“ถ้าพลาด เขาจะเสียอะไรบ้าง”
สำหรับเด็กๆแล้ว การกลัวแมลง กลัวห้องน้ำที่มืด กลัวการเดินป่า หรือไม่อยากทำกิจกรรมโลดโผน
อาจไม่ใช่แค่ “ไม่ชอบ”
แต่มันคือ “ความเสี่ยงทางใจ”
🔹 กลัวควบคุมสถานการณ์ไม่ได้
🔹กลัวอับอาย
🔹 กลัวรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง
สมองเด็กจึงเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด
นั่นคือ...
ไม่ทำ = ไม่พลาด = ยังมีคุณค่าหรือเก่งอยู่”
........
🌟 แล้วการ “ฝืนผ่านความกลัว” ดีหรือไม่ดี?
คำตอบคือ
ดีได้… และแย่ได้
ขึ้นอยู่กับ “วิธีฝืน”
การฝืนบางแบบ
ช่วยให้เด็กเห็นว่า #ตนเองทำได้ 💪
แต่การฝืนอีกหลายแบบ
กลับสร้างสภาวะ #เอาตัวให้รอด
ทำให้เด็กไม่อยากลองอีก! 😱
........
🌟 ฝืนแบบไหน… กลายเป็นความเข้มแข็งข้างในจริง
1. ฝืนแบบที่เด็กยัง “เลือกได้”
เช่น ไปตั้งแคมป์ แล้วลูกกลัวแมลง ไม่กล้าเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน
😨 ฝืนที่ไม่ช่วย
“รีบๆเลย กลัวอะไร เร็ว!”
“ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว เด็กคนนั้นยังเข้าได้เลย!”
“อย่าทำตัวเหมือนเด็กได้มั๊ย! ”
เด็กอาจทำได้ครั้งนั้น
แต่สมองจำว่า → สถานการณ์นี้ = ภัย 😭
✅ ฝืนที่สร้างความกล้า
“จะให้แม่ยืนรอข้างนอก หรือจะลองเข้าไป แป๊บเดียวก่อนก็ได้”
แม้เด็กจะเข้าไปแค่ครึ่งทาง แต่สมองจะบันทึกว่า
“เราคุมสถานการณ์ได้” แบบนี้ก็เยี่ยมแล้วค่ะ 😍
(อย่าลืมว่า เลี้ยงลูก ให้มองลึกถึงสมอง ไม่ใช่แค่พฤติกรรม)
---
2. ฝืนแบบที่ “ไม่มีความอับอายตามมา”
เช่น ไปเยี่ยมญาติ มีเด็กหลายคนเล่นกันอยู่ แต่ลูกไม่กล้าเข้าไป
😨 ที่ไม่ช่วย
“โตแล้วนะ ทำไมยังขี้อาย”
“ดูสิ คนอื่นเขาเล่นกันหมด เห็นมั๊ยลูก”
“เป็นซะแบบนี้ วันหลังอย่ามาขอเจอเพื่อนๆอีกนะ”
เด็กอาจถูก (กด)ดันเข้าไป
แต่รู้สึกแย่กับตัวเอง 😭
✅
“ลูกยังไม่พร้อมใช่มั๊ย งั้นเราดูก่อนก็ได้”
“ลูกอยากให้แม่เข้าไปด้วยในช่วงแรก ก่อนมั๊ย”
“ถ้าพร้อมก็เข้าไปนะ แม่อยู่ตรงนี้ได้นานเลย”
เมื่อความอับอายหายไป
ความกล้าจะเริ่มงอกเอง 😊
---
3. ฝืนแบบที่พ่อแม่ช่วย “แปลความหมายให้ถูก”
เช่น พาลูกเดินขึ้นเขา ลูกเดินได้ แต่บ่นเหนื่อย อยากหยุด
😨 ที่ไม่ช่วย
“เห็นไหม ไม่ได้ยากเลย ติดสบายเกินไปแล้วลูก”
เด็กอาจผ่าน
แต่ไม่อยากทำอีก
✅
“มันเหนื่อยจริงนะ แต่ลูกยังเดินต่อได้”
“แม่เห็นเลยว่าลูกไม่ยอมแพ้”
สมองเด็กจะจำว่า
“เราเหนื่อย… แต่เราผ่านได้”
---
4. ฝืนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรู้สึกผิด
เช่น
ลูกอยากป้อนอาหารแพะ แต่กลัว
ไม่จำเป็นต้อง
“เข้าไปเลย กล้าๆหน่อย อุตส่าห์ขับรถมาตั้งไกล”
แค่
❤️ยืนดูไกล ๆ
❤️เดินเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด
❤️กล้าถามคำถาม
ทุกก้าวเล็ก ๆ
คือการสะสมความกล้า 😊
---
แล้วทำไม “การไม่บังคับ” ทำให้เด็กกล้าได้เร็วกว่าในระยะยาว?
เพราะเมื่อเด็กไม่ต้องใช้พลังไปปกป้องคุณค่า/ความเก่งตนเอง สมองจะมีพื้นที่เหลือพอ สำหรับการสังเกต ทดลอง และตัดสินใจ
เด็กที่รู้ว่า
“วันนี้ไม่พร้อมก็ยังโอเค”
มักจะเป็นเด็กที่
“พอพร้อมแล้ว กล้าจริง”
ความกล้าแบบนี้
ไม่ใช่ฝืน เพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
แต่คือ
#ความเชื่อว่าฉันรับมือกับความไม่แน่นอนได้
#และนี่เป็นอีกด่านที่ฉันจะผ่านไป...
ขอให้ทุกๆท่าน มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงนะคะ 😊
#หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
14/01/2026
🧑🎓ขออภัย บัณฑิตจ้ำม่ำ ไปหน่อยครับ
Haris Samara Skanda Samara
14/03/2024
จากโพสต์ที่แล้ว สาเหตุอะไรที่ลูกไม่เล่าเรื่องให้พ่อแม่ฟัง ทั้งๆที่พ่อแม่ก็บอกแล้วว่า “มีอะไรให้บอกพ่อแม่นะ พ่อแม่จะช่วยลูกได้”... ผู้ปกครองเขียนแชร์ในคอมเม้นมากมาย ทั้งในมุมของความเป็นพ่อแม่และในมุมของสมัยเด็กๆที่ไม่บอกพ่อแม่ตัวเอง... ขอบคุณทุกๆท่านมากค่ะ 😊🙏
หมอสรุปและเพิ่มเติมให้ตามนี้
1. กลัวพ่อแม่ดุ บ่น ตำหนิซ้ำ, โดนลงโทษ เพราะเคยเล่าแล้วเจอแบบนี้มาก่อน หรือ อาจไม่เคยเล่า แต่ดูจากสไตล์พ่อแม่ในชีวิตประจำวันที่เป็นคนชอบดุ ด่า ตำหนิซ้ำ และชอบลงโทษลูก
วิธีแก้ไข... พยายามปรับตัวเองให้มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพื่อให้คำพูดที่ออกจากปาก เป็นลักษณะของความพยายามแก้ปัญหา มากกว่า ดุด่าใช้อารมณ์... ส่วนการเลี้ยงลูก พยายามใช้วินัยเชิงบวกแทนค่ะ
2. กลัวพ่อแม่คิดมาก, เครียด ลูกก็เลยไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเครียดเรื่องลูกอีก.... หมอพบเด็กคิดแบบนี้เยอะมากในช่วง 10 ปีหลัง เข้าใจว่าเป็นเพราะพ่อแม่ใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น มีอะไรก็คุยกัน สนิทกัน จนเด็กรับรู้ความทุกข์ของพ่อแม่ เช่น เรื่องงาน เรื่องเศรษฐกิจ จนมากเกินอายุที่จะจัดการไหว...
หรือ พ่อแม่บางคนก็อาจใช้ความเครียดของเราเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรมลูก เช่น บอกว่า “อย่าทำให้แม่เครียดเลย ไปอาบน้ำซะที” หรือ “ทำแบบนี้ แม่เสียใจ แม่เครียดนะ”..... ซึ่งเอาจริงๆแล้ว วิธีแบบนี้ ก็ไม่เรียกว่า วินัยเชิงบวก และไม่เรียกว่า คุยด้วยเหตุผลด้วยค่ะ ไม่ควรใช้ค่ะ.... หากจะใช้ ควรจะนานๆๆๆที ไม่ใช่ใช้เป็นตัวหลักหรือใช้บ่อยๆ..
วิธีแก้ไข พ่อแม่ไม่ควรแชร์เรื่องของผู้ใหญ่ให้เด็กรับรู้ โดยเฉพาะความเครียดและความทุกข์ใจของผู้ใหญ่ (เด็กรับมือความเครียดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่นะคะ) แต่หากอยากให้ลูกเรียนรู้ธุรกิจของที่บ้าน ควรมาในแนวของการชวนคิดแก้ปัญหา เลือกเรื่องที่ไม่ยากเกินอายุ และต้องมีทางออกของปัญหานั้นด้วย (ให้ลูกเรียนรู้ไม่ใช่ให้ลูกแบก)...
และไม่ควรใช้ความเคียดของเรามาเป็นตัวต่อรองให้ลูกเชื่อฟัง... พ่อแม่ต้องหาวิธีจัดการเอง อาจเล่าให้เพื่อนฟัง, ไปออกกำลังกาย, ฝึกหายใจคลายเครียด หรือ อาจพบแพทย์ก็ได้.. (ขนาดผู้ใหญ่เครียดยังแย่ อย่าเอาเด็กมาเครียดด้วยเลย)
3. กลัวพ่อแม่มีอารมณ์ร่วมมากเกินไป อาจโมโหแทนลูกมากเกินกว่าที่ลูกโมโห... ทำให้ลูกกลัวว่าพ่อแม่จะทำอะไรที่เกินเหตุ ซึ่งจะทำให้ลูกอายเพื่อนและคุณครูค่ะ... แบบนี้หมอก็พบเป็นระยะๆ
วิธีแก้ไข พ่อแม่ควรตั้งสติเวลาฟังเรื่องราว พยายามคิดว่าอีกฝ่ายก็คือ เด็กเหมือนลูกเรานั่นแหละ อย่าโมโหรุนแรงเลย... เมื่อมีสติ เราจะจัดการอารมณ์ได้ อารมณ์เวอร์ก็จะไม่มี นำมาซึ่งการแก้ปัญหาอย่างมีสติและไม่เวอร์เกินไปได้... ลูกก็จะมั่นคงขึ้น
4. พ่อแม่ไม่ค่อยฟังจนจบ ชอบพูดแทรกด้วยการสอนหรือเสนอความคิดเห็น.. หรือ พ่อแม่ไม่มีทักษะการฟัง ลูกเล่าไปแล้ว รู้สึกพ่อแม่ไม่เข้าใจ เล่าแล้วยิ่งหงุดหงิด เล่าให้เพื่อนฟังสบายใจกว่า...
วิธีแก้ไข พ่อแม่ต้องวางงานทุกอย่างลง แล้วนั่งลงฟังลูกเล่า เมื่อเรามีสติจดจ่อกับลูก โอกาสพูดแทรกจะน้อยลง พยายามบอกตัวเองว่า ฟังให้จบ อย่าเพิ่งสอน หากลูกโตหน่อย อาจถามลูกว่า เขาอยากแก้ไขยังไง ฟังวิธีของลูกก่อน เมื่อมีจังหวะเห็นลูกสบายใจขึ้น ค่อยเสนอวิธีของเราค่ะ...
5. กลัวพ่อแม่แก้ปัญหาแบบที่ลูกไม่เห็นด้วย คือ พ่อแม่รับฟังปัญหาของลูกดีมาก แต่พอถึงวิธีแก้ไข พ่อแม่กลับไม่ฟังลูก เช่น พ่อแม่บอกลูกว่า พรุ่งนี้จะไปคุยกับครู แต่ลูกอาย ไม่อยากให้เพื่อนหรือครูคนอื่นเห็นพ่อแม่ ไม่อยากให้ทำแบบนี้ แต่พ่อแม่อาจไม่ฟัง...
วิธีแก้ไข พ่อแม่ก็ต้องหาทางคุยกับครูแบบที่ไม่ให้คนอื่นเห็น เช่น นัดครูหลังเลิกเรียน หรือ ถามลูกว่า วิธีไหนที่ลำบากใจน้อยสุด เช่น โทรหาครูได้มั๊ย...
.
6. กลัวพ่อแม่ไปคุยต่อในกลุ่มเพื่อนผู้ปกครองที่โรงเรียน เพราะบางที พ่อแม่ก็มีเพื่อนสนิทเป็นผู้ปกครองที่ไว้ใจได้ แต่ลูกของเพื่อนก็จะรู้เรื่องนี้ไปด้วย หรือ พ่อแม่อาจคุยกับญาติ ทำให้เจอญาติแล้วโดนทัก ลูกก็ไม่ชอบ
วิธีแก้ไข ใช้วิธีคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าลูกไม่ชอบก็ไม่ควรเล่าให้คนอื่นฟัง แต่หากต้องเล่าเพื่อปรึกษา ก็ควรแน่ใจว่า คนๆนั้นจะไม่เล่าต่อหรือบอกลูกเขา...
7. ไม่มีความคิดในหัวเลยว่า ต้องเล่าให้พ่อแม่ฟัง เคสแบบนี้ ส่วนใหญ่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก เจอกันก็มักถามเรื่องการบ้าน การเรียน.. ไม่ค่อยรู้จักความรู้สึกนึกคิดของลูกจริงๆ ลูกก็เลยไม่คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเขาสำคัญกับพ่อแม่ (เพราะถ้าสำคัญ พ่อแม่ควรให้เวลา)...
วิธีแก้ไข จำเป็นอย่างมากที่พ่อแม่ต้องมีเวลาคุณภาพกับลูก เวลาคุณภาพคือ เวลาที่พ่อแม่จะได้รู้จักลูกจริงๆ ลูก คิดอะไร ลูกชอบทำอะไร ลูกชอบเพื่อนคนไหน ไม่ชอบเพื่อนคนไหน ลูกแก้ปัญหาเรื่องเพื่อนยังไง ลูกจัดการกับความเครียดยังไง ฯ... เมื่อพ่อแม่สนใจ “ชีวิตลูก” (ไม่ใช่สนใจแต่การบ้านและการเรียน) ลูกก็จะเข้าใจว่าเรื่องในชีวิตเขาสำคัญสำหรับพ่อแม่ค่ะ...
8. คิดว่าเล่าไปพ่อแม่ก็ช่วยไม่ได้หรอก... โดยลูกดูจากการแก้ปัญหาชีวิตของพ่อแม่ อย่าลืมว่า ทุกๆวัน พ่อแม่เจอปัญหาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่ เช่น รถติด พ่อแม่แก้ปัญหายังไง ด่าแหลก!! หรือ ใจเย็น พยายามหาทางลัด หรือ ข้างบ้านเสียงดัง พ่อแม่บ่นๆๆ สาปแช่ง... หรือ พยายามหาทางแก้ไขด้วยสติ ทุกสิ่งที่พ่อแม่ตอบสนองกับสิ่งรอบตัว ลูกรับรู้และสรุปสไตล์พ่อแม่ได้ว่า พ่อแม่เป็นคนที่จะช่วยเขาได้หรือไม่...
วิธีแก้ไข พ่อแม่ควรระลึกตลอดเวลาว่า การเลี้ยงลูก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เราออกปากอบรมสั่งสอน แต่ทุกขณะของการใช้ชีวิตร่วมกันต่างหาก ที่ลูกจะเรียนรู้และซึมซับจากพ่อแม่ รวมทั้งมองเห็นว่าพ่อแม่เป็นคนอย่างไร ช่วยลูกได้หรือเปล่าด้วย....
ดังนั้น การบอกลูกว่ามีอะไรเล่าให้พ่อแม่ฟังนะ ไม่การันตรีว่า จะเกิดขึ้นจริง พ่อแม่จึงควรปรับเปลี่ยนตัวเอง ตามที่หมอแนะนำข้างต้น โดยดูว่า เราเป็นแบบไหนค่ะ... เมื่อพ่อแม่เปลี่ยน หมอเชื่อว่า ลูกจะเล่ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไงเด็กก็ไม่เล่าทุกเรื่องให้พ่อแม่ฟังนะคะ แต่เชื่อว่าลูกจะเล่าเรื่องที่เป็นปัญหา..
เมื่อพ่อแม่รับรู้ปัญหาของลูกแล้ว ก็ต้อง ใช้ “สติ” และ “วิจารณญาณ” ในการช่วยลูก คิดให้รอบคอบ ทั้งมุมผู้ใหญ่ และมุมลูก ... อย่าใช้อารมณ์นำเด็ดขาด... หากทำได้ดี ลูกจะมั่นใจว่าพ่อแม่เป็นที่พึ่งของเขาได้ ครั้งต่อไป ลูกก็จะล่าให้พ่อแม่ฟังแน่นอนค่ะ
ที่สำคัญ หมออยากย้ำอีกครั้ง พ่อแม่ควรแสดงท่าทีที่มั่นคงทางจิตใจ มีความสามารถในการจัดการความเครียดได้แน่ๆ อย่าให้ลูกรู้สึกว่า ปัญหาลูกจะเป็นภาระพ่อแม่... เด็กที่ห่วงพ่อแม่มากเกินไป ก็จะกล้าคลายเรื่องเครียดของตัวเองออกมาค่ะ😊.......
แปะโพสต์ที่แล้วให้ค่ะ https://web.facebook.com/PositiveparentingDr.saowapa/posts/pfbid02cgJcn4kiwJV6GZNUP7ZNQxbSof6jhpxDWp2dY98sFCcH5CbWMaQJBauXV9Tge16ul?_rdc=1&_rdr
#ทำไมลูกไม่บอกพ่อแม่
#สังคมแห่งการเรียนรู้กับหมอเสาวภา
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
14/03/2024
เด็กสะกดคำว่า “รัก” ด้วยคำว่า “เ-ว-ล-า”
เด็กรู้สึกถึงความรักผ่านภาษารักจากพ่อแม่
โดยเฉพาะผ่านการสัมผัส อ้อมกอดที่อบอุ่น 😗😗
23/02/2024
ลูกคือเงาสะท้อนของพ่อแม่เสมอ
พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกย่อมเป็นเช่นนั้น
หากต้องการให้ลูกอยู่ร่วมในสังคมได้
เป็นเด็กที่ใครเห็นใครก็รัก
เข้าใจสิทธิ์ตน เคารพสิทธิ์ผู้อื่น
ทุกเรื่องมันเริ่มต้นที่ 'บ้าน'
ทำให้ลูกดู เป็นให้ลูกเห็น
เพราะต้นแบบที่ดีมีค่ากว่าคำสอน... จริงๆ นะ ✌🩷
#ลูกหมุนรอบตัว
18/01/2024
วัยเด็ก “ #ให้เด็กได้เป็นเด็ก”
ในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เรามักโหยหาชีวิตความเป็นเด็ก
เมื่อเรามีลูกจงมอบช่วงเวลาดีๆในวัยเด็กให้เขา
ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ควรจะเป็น
เพราะลูกเป็นเด็กแค่ครั้งเดียว
บางครั้งเราเองอาจจะคาดหวังกับลูกมากเกินไป
โดยลืมไปว่าลูกเพิ่งเกิดมาแค่ไม่กี่ปี
เราเองที่โตมาขนาดนี้แล้วบางเรื่องก็ยังทำได้ยากเลย เช่น การจัดการอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ แล้วจะหวังให้ลูกวัย 2-3 ขวบไม่ต่อต้าน ไม่งอแง ได้ไงเนอะ มันเป็นวัยเป็นงานของเค้านี่น่า …
วันนี้เป็นวันเด็ก มามอบของขวัญพิเศษให้ลูกกัน
แม่จะไม่ห้ามเยอะ 1 วัน (และวันต่อๆไป)
ปล่อยให้ลูกได้เล่น ได้ทำ
ไม่บังคับให้ทำอะไรตามใจแม่
หัวเราะดังๆ ยิ้มกว้างๆไปกับลูก
ถ้าร้องไห้ก็ร้องให้สุด ระบายมันออกมา
แล้วแม่จะคอยกอดคอยปลอบ
วิ่งเล่น ปล่อยพลัง ปีนป่าย ลองดูซิว่าจะปีนสูงแค่ไหน
" Happy Children's Day “
#สุขสันต์วันเด็กนะคะ
~~~~~~~~~~🧸🧸🧸~~~~~~~~~~~~~
หมอรวงข้าว
กุมารแพทย์.
11/06/2023
#ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียนอนุบาลมั้ยนะ?
เล่าประสบการณ์ในฐานะแม่คนหนึ่งนะคะ
ไม่มีวิชาการมาอ้างอิงเลย😊😊😁🤣
สำหรับหมอ
เป้าหมายในการให้ลูกไปโรงเรียนอนุบาลคือ
ให้ได้เล่นกับเพื่อนและเรียนรู้กติกาของสังคมที่ไม่ใช่บ้าน
หมอมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของโรงเรียนอนุบาล
#คุณครูอนุบาล
คุณครูอนุบาล คือ ผู้ที่เลี้ยงดู และอบรมเด็ก
ไม่ใช่สอนหนังสือ
คุณครูมีอิทธิพลกับเด็กๆมาก
ในการเรียนรู้สังคมนอกบ้าน
เป็นตัวแทนของแม่
คุณครูจะดึงศักยภาพของเด็กออกมาได้มาก
เพราะครูได้เลี้ยงลูกเรา ในมุมที่เราทำไม่ได้ คือ
เมื่ออยู่รวมกับเพื่อนๆแล้ว ลูกเป็นอย่างไร
ในทางกลับกัน
อาจจะสร้างบาดแผลในใจโดยไม่ตั้งใจ...ไปจนโตเลยก็ได้
สำหรับหมอแล้ว
อนุบาลที่ดีไม่ต้องมีหลักสูตรที่ทันสมัย
ไม่ต้องมี “สถิติ”การสอบเข้าที่ดี
หรือต้องเป็นโรงเรียนชื่อดังที่สุด
แต่อยู่ที่ว่า
คุณครูรักและเมตตาเด็กหรือไม่
เคารพความเป็นเด็กหรือไม่
และวิธีที่ดีที่สุดในการประเมินว่า
ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียนมั้ย คือ
เมื่อลูกเราเข้าไปในโรงเรียนแล้ว #ลูกรักคุณครูหรือไม่
หลังจากลูกไปโรงเรียนได้สักระยะ
ผ่านช่วง "ถอยมาตั้งหลักใจ"ของเด็กแล้ว
เทคนิคการสังเกต คือ
คือ #ดูเวลาลูกเล่นบทบาทสมมติ
หรือ #เวลาที่เค้าคุยกับของเล่นชิ้นโปรด
คุณแม่บางคนอาจใช้วิธีถาม
แต่ต้องเข้าใจว่า เด็กช่างพูดไม่เหมือนกัน
และคำถาม น้ำเสียง ท่าทางของคุณแม่ก็อาจจะทำให้
ได้คำตอบไม่เหมือนกัน
แม้ว่าเนื้อหาของคำถามจะเหมือนกันก็ตาม
หมอคิดว่าเด็กทุกคนชอบเล่นสมมติ
(แม้ว่าเด็กหญิงจะมากกว่าเด็กชายสักหน่อย
แต่เชื่อว่าเด็กผู้ชายเองก็เล่นเหมือนกัน เช่น ตอนเค้าพูดคนเดียว
สวมบทบาทเป็นคนอื่น ลองไปฟังดูค่ะ)
เวลาลูกเล่น
เค้าจะเอาประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับ
มาถ่ายทอดให้ของเล่น
ประสบการณ์ใหม่ๆในช่วงแรก คือ คุณครู
(เด็ก nursery หรือ อนุบาล 1ส่วนใหญ่
จะยังเล่นกับเพื่อนๆไม่เป็นนะคะ
เป็นพัฒนาการตามวัย
คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ)
ลูกสาวหมอจัดว่าเป็นเด็กปรับตัวช้าคนหนึ่งนะคะ
เค้าจะนิ่งเงียบเวลาเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
แต่ถ้าสนิทด้วยแล้ว...จะเป็นเด็กช่างพูด
ลูกสาวร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียนอยู่ประมาณ 6 เดือน
ปัญหาของเด็กที่ไปอนุบาลใหม่ๆ
มาจาก 2 สาเหตุ
1) ความกังวลที่ต้องแยกจากคนในครอบครัว
ข้อนี้ เด็กจะดีขึ้นช้า เร็ว
แล้วแต่พื้นฐานเดิมของเด็ก
และการ support จากครอบครัว
2) การปรับตัวเข้ากับสิ่วแวดล้อมใหม่ๆ
ซึ่ง key person ในเรื่องนี้คือ คุณครู
ตอนเช้า ลูกสาวหมอก็จะอิดออด...ไม่อยากไปโรงเรียน
หมอไม่ดุ และไม่ทำท่าสงสารลูก...นิ่งฟังสิ่งที่ลูกพูด
แต่ให้เหตุผลว่า แม่ต้องไปทำงาน
หนูไปกับแม่ไม่ได้ เวลาแม่ทำงานหนูต้องอยู่คนเดียว
เพราะแม่มาเล่นกับหนูไม่ได้
แต่ไปโรงเรียน หนูมีคุณครูดูแล
และหนูจะได้เล่นกับคุณครูและเพื่อนๆ
ที่สำคัญตอนบ่าย แม่จะรีบไปรับ
แม้ตอนเช้าลูกจะงอแง
แต่แอบไปดูที่โรงเรียนตอนบ่าย ก็ร่าเริงปกติ
กลับบ้าน...ก็เป็นปกติ
ก็เบาใจไปเปราะหนึ่ง
หลังจากไปโรงเรียนได้ไม่นาน
คุณครูเคยเล่าให้ฟังว่า
ลูกเป็นเด็กนอนกลางวันยาก
ถ้านอนกลางวันแล้ว...สะดุ้งตื่น
แล้วไม่เห็นใคร
จะร้องไห้...ใจเสีย
คุณครูใช้วิธีนอนใกล้ๆ...แล้วลุกไปทำงานสักพัก
กะว่าตอนที่ลูกจะตื่น ก็มานั่งใกล้ๆ พอเค้าตื่นมาเห็น
เค้าจะหลับได้ต่อ
วันหนึ่ง หมอเห็นลูกสาว สมมติว่า
เอาตุ๊กตาเข้านอน ห่มผ้าให้ตุ๊กตา
และปลอบตุ๊กตาว่า...
นอนเถอะจ่ะ ครูอยู่ตรงนี้นะจ๊ะ
อีกหลายๆครั้ง...ที่เค้าสมมติตัวเองเป็นครู
ท่าทีที่เค้าแสดงออกกับตุ๊กตานั้น...อ่อนโยน
บอกให้เรารู้ว่า...ครูก็คงปฏิบัติแบบนั้นกับเค้าเหมือนกัน
ทุกวันนี้มีความสุขกับการไปโรงเรียน
คำพูดคุณครู....เป็นประกาศิต จนแม่อิจฉา
เพราะได้สอนสิ่งเดียวกับครูหลายครั้ง
ครูพูดเพียง 1 ครั้ง....ลูกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเลยเทียว
ตอนเราโตขึ้น
เราอาจไม่ได้ให้เครดิตกับครูอนุบาล
บางคนอาจจะลืมช่วงเวลาของตัวเองในวัยนั้นไปแล้ว
แต่เชื่อเถอะว่ารากฐานของความเป็นเราในทุกวันนี้
ส่วนหนึ่งได้มาจากคุณครูคนแรกของเรา
เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกอนุบาลให้ลูก
อย่าให้การตลาดจูงใจเรามากเกินไป
โรงเรียนชื่อดัง หลักสูตรต่างประเทศ สถิติสอบเข้า
ไม่ได้การันตี #ความสุขของเด็ก
แต่ให้เลือกคุณครูที่เด็กจะรัก
เด็กอยากเข้าใกล้
เพราะเด็กรู้ดีที่สุด...ว่าใครหวังดีกับตัวเอง
หมอแพม
ปล 1 บทความรีโพสต์ค่ะ
ต่อเนื่องจากบทความเลือกอนุบาล😁
ปล 2 ขายของหน่อยค่ะ เชิญคุณพ่อคุณแม่ คุณครู หรือผู้สนใจเรื่องการอ่านหนังสือในเด็ก มาร่วม workshop กันนะคะ
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScv8ejWHKL-BZeKtS4Rw_AHhlvJaK6XkajXH2J5W1EQZdQWpA/viewform?usp=sf_link
11/06/2023
#อย่า #ไม่ #ห้าม #คำพูดที่ไม่ควรพูดกับลูก #และคำพูดเชิงบวกที่ใช้แทนกันได้
คำว่า อย่า, ไม่, ห้าม เป็นคำสั่งสั้นๆ ที่มีความเด็ดขาด ทำให้ลูกหยุดการกระทำที่ทำอยู่โดยทันที พูดไปแล้วได้ผล จัดการปัญหาได้ทันใจ แต่คุณแม่รู้ไหมคะ คำพูดเหล่านี้นอกจากจะหยุดสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้แล้ว ยังเป็นการหยุดพัฒนาการของลูกไปพร้อมๆ กันด้วย
การพูดสั่ง เป็นคำพูดที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้คิดตาม จะส่งผลทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ที่ดี ในเด็กบางคนก็จะเกิดอาการต่อต้าน ที่สำคัญจะส่งผลต่อจิตใจของลูก ทำร้ายจิตใจ ทำให้ลูกรู้สึกเสียใจ
แน่นอนว่าวิธีการพูดนั้นสามารถพลิกแพลงได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราพูดกับลูกด้วยคำพูดเชิงบวก ชี้นำให้ลูกได้คิด ไม่ทำร้ายจิตใจกัน และที่สำคัญได้ผลไม่แพ้คำสั่งรุนแรงอย่าง อย่า, ไม่, ห้าม ด้วย
ซึ่งเราจะสามารถพลิกแพลงคำพูดได้อย่างไรบ้าง เรามีตัวอย่างให้คุณแม่ลองนำไปใช้กันตามนี้เลยค่ะ
x หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ! ✓ หนูเป็นอะไรคะ เราคุยกันก่อนไหนเล่าให้แม่ฟังสิคะ
x ไม่ปีนนะลูก! ✓ มันสูงมาก ปีนที่สูงอันตราย หนูอาจตกลงมาเจ็บนะคะ
x หยุด! อย่าวิ่ง! ✓ หนูเดินช้าๆ ดีกว่าลูก
x อย่าพูดแทรก! อย่าขัดแม่! ✓ รอให้แม่พูดจบก่อนนะคะ แล้วหนูค่อยพูดนะคะ
x ไม่แย่งของเพื่อนสิ! ✓ ของชิ้นนี้ไม่ใช่ของเรา หนูขอเพื่อนก่อนนะคะ
x หยุดร้องโวยวายได้แล้ว! ✓ ใจเย็นๆ แล้วหนูบอกแม่สิคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น
x อย่าเสียใจไปเลย ✓ หนูเป็นอะไรคะ ไม่เป็นไรนะ หนูเสียใจได้ แม่เข้าใจนะคะ
#สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก