P4 Table Tennis & Fitness

P4 Table Tennis & Fitness

แชร์

"Becoming a CHAMPION” can not be bought Each person must make themselves a champion. "The winner i

03/08/2026

P4 Learning ep. 79 : “Link - Relate - Transfer” ลำดับการพัฒนาความสามารถของนักกีฬา

“แบบฝึกซ้อมที่เหมาะสม คือ จุดเชื่อมต่อระหว่างเป้าหมาย กับ ความจริง”

นอกจากเรื่อง ความชัดเจนของเป้าหมายและวิธีการที่สอดคล้องกัน ความยากง่ายของตัวแบบฝึกที่จะต้องเหมาะสมกับระดับความสามารถของนักกีฬาแล้ว

“การจัดลำดับแบบฝึก จากการฝึกแบบทั่วไปที่นักกีฬาทำได้อยู่แล้วมาเชื่อมโยงกับทักษะใหม่ - ฝึกให้นักกีฬาเรียนรู้การเชื่อมโยงแต่ละเทคนิคเข้าด้วยกัน เรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นในแต่ละสถานการณ์ด้วยการเพิ่มความยากหรือความซับซ้อนของแบบฝึกมากขึ้น - นำแบบฝึกนั้นมาเริ่มด้วยการเสิร์ฟหรือรับลูกเสิร์ฟ แล้วคิดหาวิธีการนำแบบฝึกนั้นไปวางแผนการเล่นเพื่อใช้ในการฝึกซ้อมนับเกมและจบด้วยการทำคะแนน” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคนิคที่กำลังฝึกซ้อมในแต่ละครั้ง ให้สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้จริงมากขึ้น

ในที่นี้ จึงขอนำเสนอแนวทางการกำหนดแบบฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาระดับแข่งขันที่มีทั้งการฝึกฟุตเวิร์คและเทคนิคบางอย่าง มาเป็นตัวอย่างให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาได้ทบทวนกัน โดยเรียงลำดับดังนี้

1. การฝึกฟุตเวิร์คหรือเทคนิค “แบบที่ไม่ซับซ้อน”

เริ่มจากรูปแบบที่ทำได้อยู่แล้ว เน้นไปที่การตีให้มีความแน่นอนหรือความต่อเนื่อง เป็นการทบทวนท่าทางการตีแต่ละเทคนิคทักษะ จังหวะการตี การสัมผัสลูก การใช้แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อสร้างการรับรู้วิธีการและความรู้สึก (Feeling) ที่ดี ยกตัวอย่างเช่น
1. การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Drive 2 จุด
2. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh ฉากตัวตี Fh จากคอร์ท Bh
3. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh-ฉาก-Bh-Fh
4. การฝึกเทคนิคการบุกด้วย Fh Topspin “ลูกหนัก” จากคอร์ทโฟร์แฮนด์ โดยการป้อนลูก
5. การใช้ Fh Topspin เส้นตรงสลับฉีกข้างและกลางโต๊ะ แบบต่อเนื่อง
6. การรับลูกเสิร์ฟสั้นด้วยการ “วางสั้น” โดยการป้อนลูก

2. แบบฝึกที่มีความซับซ้อนหรือมีความยากมากขึ้น เพื่อการสร้างและเชื่อมโยง (Link) ทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ

การพัฒนาแต่ละเทคนิคให้มีทิศทาง ตำแหน่งจุดลง การหมุน ความเร็ว ความรุนแรง ความแน่นอนแม่นยำและการพลิกแพลงได้อย่างหลากหลาย จะต้องอาศัยความพร้อมด้านร่างกาย มีการสังเกต การใช้ความคิดและจิตใจที่มีสมาธิ มีความมุ่งมั่นมากขึ้น ยกตัวอย่าง (จากแบบฝึกเดิมที่ทำได้อยู่แล้วในข้อ 1) เช่น
1. การฝึกฟุตเวิร์ค Fh Drive 2 จุด
“เป็นการตี Fh Topspin 2 จุด” (เพิ่มความยากด้วยการปรับท่าทาง จังหวะและเทคนิคการตีที่มีพื้นฐานมาจากการตี Fh Drive ฯลฯ)

2. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh ฉากตัวตี Fh จากคอร์ท Bh
“ตี Bh เส้นตรง ฉากตัว Fh ตีทแยงมุม” (เพิ่มความยากด้วยการกำหนดทิศทาง เป็นการเพิ่มจุดเน้นให้นักกีฬาต้องมีสมาธิอยู่กับการตีตลอดเวลา ฯลฯ)

3. การฝึกฟุตเวิร์ค Bh-ฉาก-Bh-Fh
“ใช้ Fh ตีใส่คอร์ท Bh ใช้ Bh ตีใส่คอร์ท Fh” (เพิ่มความยากด้วยการกำหนดทิศทาง ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจึงเป็นการฝึกให้นักกีฬาใช้ความพยายามและมีสมาธิกับการตีมากขึ้นด้วย ฯลฯ)

4. การฝึกเทคนิคการบุกด้วย Fh Topspin “ลูกหนัก” จากพื้นที่สามส่วนสี่โต๊ะ
(เพิ่มความยากด้วยการเริ่มจากการเสิร์ฟ ซึ่งต้องสังเกตการหมุน ทิศทาง และจังหวะการกระดอนของลูก เพื่อการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งการตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ)

5. การใช้ Fh Topspin เส้นตรงสลับฉีกข้างและกลางโต๊ะ แบบต่อเนื่อง
“ตีไปตำแหน่งกลางโต๊ะให้มีความแรงมากกว่าการตีฉีกข้างและเส้นตรง” (เพิ่มความยากด้วยการเพิ่มแรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นการฝึกควบคุมการใช้แรงในทุกทิศทางของการตี ซึ่งมีผลต่อการทรงตัวและความพร้อมในการตีครั้งต่อๆ ไปที่ลูกจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ฯลฯ)

6. การรับลูกเสิร์ฟสั้นด้วยการ “วางสั้น” จากการเสิร์ฟของฝั่งตรงข้าม
“หากใช้ Fh ให้ตีเส้นตรง หากใช้ Bh ให้ตีทแยงมุม” (เพิ่มความยากด้วยการอ่านการหมุนของลูก การกำหนดทิศทางการตีและกระตุ้นให้นักกีฬามีสมาธิอยู่เสมอ ฯลฯ)

การเพิ่มเงื่อนไขตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เป็นการกระตุ้นให้นักกีฬาต้องใช้ “ความพยายาม” พร้อมกับมี “สมาธิ” ในการฝึกซ้อมมากขึ้น เพราะต้องตีให้ได้ตามเงื่อนไขหรือ “จุดเน้น” ในขณะที่ตัวแบบฝึกมีความท้าทายกว่าการตีแบบปกติที่ทำได้อยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเทคนิคและการเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้นักกีฬามีสติและสมาธิมากขึ้น มีความคุ้นเคยกับการเคลื่อนที่เข้าหาลูกที่มีความหลากหลายทั้งจังหวะการตี การควบคุมหน้าไม้ การใช้แรงเพื่อควบคุมลูกให้ลงโต๊ะในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน นักกีฬาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ที่ต่อยอดจากทักษะเดิมอย่างเหมาะสม จึงช่วยให้การเล่นเกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับ

3. เริ่มจากการเสิร์ฟหรือการรับลูกเสิร์ฟในทุกแบบฝึก เพื่อการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้ากับเทคนิคอื่นๆ (เสิร์ฟ รับลูกเสิร์ฟ บุก ตั้งรับ สวนกลับและการตีโต้) รวมทั้งการปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม

จากหลักคิดง่ายๆ คือ เกมการแข่งขัน “เริ่มจากการเสิร์ฟและรับลูกเสิร์ฟเสมอ” ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่แบบฝึกซ้อมฟุตเวิร์คและการฝึกทุกๆ เทคนิค จะต้องได้รับการฝึกที่ “เชื่อมโยง” เข้ากับการเสิร์ฟหรือรับลูกเสิร์ฟ ซึ่งจะมีความซับซ้อนและสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ “การหมุน” หลายชนิดและมีความหมุนหลายระดับ รวมทั้ง “จุดลง” ของลูกที่มักจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ การหมุนและจุดลงที่แตกต่างกันดังกล่าว ส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยน “จังหวะ” การเข้าตีอย่างเหมาะสม “มีช้ามีเร็ว” ลูกมีความหมุนมาก-หมุนน้อย เคลื่อนที่สูง-ต่ำ ซ้าย-ขวา และอาจมีความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ นักกีฬาจึงต้องมีความพร้อมในการเล่นตลอดเวลา

ความซับซ้อนของแบบฝึกที่มีมากขึ้น ส่งผลให้นักกีฬาได้เรียนรู้วิธีการเชื่อมโยง (Relate) เทคนิคแต่ละอย่างไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันทั้งในกรณีที่เป็นฝ่ายบุกและฝ่ายตั้งรับ ช่วยให้นักกีฬาพลิกแพลงเทคนิคการเล่นได้หลากหลาย มีความสามารถในการคิดการตัดสินใจใช้แต่ละเทคนิคในช่วงเวลาสั้นๆ ได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า การฝึกซ้อมรูปแบบใดๆ ก็ตาม ที่ไม่ได้มีการเชื่อมโยงเข้าสู่การเสิร์ฟ การรับลูกเสิร์ฟหรือการผสมผสานเทคนิคต่างๆ เข้าด้วยกัน การฝึกซ้อมนั้นเป็นการฝึก “เพื่อการพัฒนาเฉพาะเทคนิคมากกว่าการฝึกเพื่อนำเทคนิคไปใช้ในการแข่งขัน” ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาที่ดี จึงต้องไม่เพียงแต่ฝึกหรือพัฒนาที่ตัวเทคนิค จนลืมให้ความสำคัญเรื่อง “วิธีการนำไปใช้” ในการแข่งขันด้วย

4. การฝึกซ้อม “แบบนับเกม” ที่ไม่ใช่เป็นแค่เพียงการนับเกม หมายถึง การนับเกมที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะต้องมีการ “นำเทคนิคและรูปแบบที่ฝึกซ้อมในวันนั้น” มากำหนดเป็นเงื่อนไขในการเล่นเสมอ การ “ลืม” หรือขาดการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงเป็นหนึ่งในที่มาของคำว่า “ซ้อมอย่าง..แข่งขันทำอีกอย่าง”

การฝึกซ้อมนับเกมที่ทำอยู่เป็นประจำ แต่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคนิคที่ฝึกซ้อมมาอย่างจริงจัง ส่งผลให้นักกีฬาอาจมีเทคนิคที่ดี (ที่เกิดจากการฝึก) แต่ไม่สามารถนำไปใช้ในการแข่งขันได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจากการไม่กำหนดเงื่อนไขในช่วงที่มีการ “ฝึกซ้อมนับเกม” นักกีฬาจะมีแค่เพียงเทคนิคทักษะที่ฝึกซ้อมมา (Link) และอาจมีการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคที่มีความยากหรือความซับซ้อนเข้าด้วยกันได้ แต่หากขาดการถ่ายโยง (Transfer) ไปสู่วิธีการวางแผนการเล่นหรือการประยุกต์ใช้เทคนิคให้เกิดประโยชน์และความได้เปรียบในขณะนับเกมหรือแข่งขัน ก็เท่ากับว่า การฝึกซ้อมนั้นยังขาดการจัดลำดับขั้นตอนที่สมบูรณ์

การฝึกซ้อมที่ขาด :

1. การสร้างและเชื่อมโยง (Link) ทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ
2. การเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้ากับเทคนิคอื่นๆ และการปรับวิธีการเล่นให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม
3. วิธีการถ่ายโยง (Transfer) สิ่งที่ฝึกมาทั้งหมดเข้าสู่ “การใช้” ในขณะนับเกมหรือแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยความสามารถในการสังเกต การวิเคราะห์ การมองเห็นสถานการณ์ การคาดการณ์และการตัดสินใจเลือกเทคนิคที่เหมาะสม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเล่น ณ ขณะนั้น

การขาดรายละเอียดดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการ “ฝึกซ้อมมาก..ใช้จริงได้น้อย”

ดังนั้น “การจัดลำดับแบบฝึก” ในการฝึกซ้อมแต่ละครั้งโดยเริ่มจาก การฝึกให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้การสร้างและเชื่อมโยงทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ (Link) แล้วจึงพัฒนาต่อด้วยแบบฝึกที่มีการเชื่อมโยง (Relate) แต่ละเทคนิคทักษะเข้าด้วยกัน ด้วยแบบฝึกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เน้นการสร้างความสัมพันธ์เรื่องจังหวะการเล่น การปรับหน้าไม้ การสัมผัสลูก การใช้แรง และการเคลื่อนที่เข้าสู่ตำแหน่งการตีแต่ละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้นักกีฬาเรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาต่อไปสู่แบบฝึกที่เน้นการกระตุ้น “กระบวนการคิด” การสังเกตเห็นและเลือกใช้เทคนิคที่ทำให้เกิดความได้เปรียบ เพื่อให้เกิดการถ่ายโยง (Transfer) เทคนิคต่างๆ ไปยังกระบวนการเล่นในขณะแข่งขัน ที่เรียกว่า แทคติกหรือกลยุทธ์ในการเล่นได้อย่างหลากหลาย จึงเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาต้องทำความเข้าในกันให้มากขึ้น

กล่าวโดยสรุป คือ กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถ ด้วยการสร้างและเชื่อมโยงทักษะใหม่กับพื้นฐานเดิมอย่างเป็นลำดับ การเชื่อมโยงแต่ละเทคนิคเข้าสู่แบบฝึกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และนำไปสู่การถ่ายโยงเทคนิคให้กลายเป็นแทคติกหรือกลยุทธ์การทำคะแนนซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจมากขึ้น

“Link - Relate - Transfer”

จึงเป็น “หัวใจ” ของการพัฒนาการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง และส่งผลต่อลำดับการพัฒนาความสามารถของนักกีฬาให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำสิ่งที่ฝึกซ้อมไปใช้ในการแข่งขันได้จริง

ฝึกไป คิดไป P4

27/07/2026

P4 Perception Ep.13 : “นักทำนาย และ นักเดินทาง”

ผู้ฝึกสอน : เปรียบเสมือน “นักทำนาย” หรือ “ผู้ชี้ทาง” สู่ความสำเร็จให้กับนักกีฬา

นักกีฬา : เปรียบเสมือน “นักเดินทาง” สู่เป้าหมายที่ตนเองและผู้ฝึกสอนตั้งใจไว้

โดยมีรูปแบบและวิธีการฝึกซ้อมเป็น “เครื่องมือ”
ในการทำเป้าหมายหรือความฝันให้กลายเป็นความจริง

ผู้ฝึกสอน จึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการพัฒนานักกีฬาและมี “ทัศนคติที่ถูกต้อง” เสมอ

นักกีฬา จึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจกระบวนการพัฒนาความสามารถ มีวินัย มีความมุ่งมั่น มีความพยายามและความอดทน

เป้าหมายหรือความฝัน จะต้องมี “วิธีการฝึกซ้อมที่เหมาะสม + มีความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ

เป้าหมายหรือความฝัน จึงจะเกิดขึ้นจริงหรือประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

25/07/2026

P4 Perception Ep.12 : ความรู้ว่า “ตัวเองไม่รู้” (ช่วยให้เกิดการเรียนรู้)

พระบรมราโชวาท พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ข้อหนึ่งมีความว่า “อย่าอาย หากจะบอกใครว่า ไม่รู้”

เป็นคำสอนที่เป็นทั้งการให้กำลังใจและเป็นการเตือนสติให้กับประชาชนคนไทยได้สนใจที่จะศึกษาเรียนรู้ “สิ่งที่ยังไม่รู้” เพื่อความก้าวหน้าของหน้าที่การงานที่ตนทำ

ในที่นี้ จึงขอนำเสนอตัวอย่างแนวความคิดเกี่ยวกับคำว่า “ความรู้” ของ “ผู้รู้” ที่มีความรู้ระดับรู้แจ้งหรือเป็นอัฉริยะ มาเป็นแนวทางให้เราได้คิดพิจารณาตัวเราเอง โดยมีคำกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

คำสอนสำคัญ ที่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้สอนไว้ในเรื่อง แสวงหา “ปัญญา” ไปๆ มาๆ กลับตกหลุม “ทิฏฐิ” ท่านกล่าวไว้ว่า

เรื่องปัญญากับทิฏฐิ "ปัญญา" คือ ความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ แต่ในขณะที่เราแสวงหาปัญญาอยู่นั้น ก็มักจะตกหลุมอีกแห่งหนึ่งขึ้นมา คือ พอเราได้รู้อะไรนิดๆ หน่อยๆ เราจะเริ่มลงความเห็น สิ่งที่กลายเป็นความเห็นของเรานี้ ท่านเรียกว่า “ทิฏฐิ" คนบางพวกมีความโน้มเอียงที่จะลงความเห็นง่าย พอลงความเห็นไปแล้ว ตัวเองยังไม่ทันเข้าถึงความจริง ก็เลยติดอยู่ในความเห็นอันนั้นเอง ทั้งที่เพิ่งได้ความจริงเพียงแง่หนึ่งด้านเดียว อันนั้นก็กลายเป็น “ทิฏฐิ" ไปเสียแล้ว พอลงเป็นทิฏฐิแล้ว เจ้าทิฏฐินั้นก็

1. กลายเป็นตัวอุปสรรค มาขัดขวางตัวเอง ไม่ให้แสวงหาปัญญาต่อ ก็เลยเข้าไม่ถึงความจริง
2. เป็นอันตรายต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะตัวเองจะดื้อรั้นให้เป็นไปตามทิฏฐิของตน จนบางทีถึงกับไปบังคับคนอื่นให้เห็นตาม

ฉะนั้น "ทิฏฐิ" จึงมีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนาปัญญา แต่พอมันเกิดขึ้นแล้วกลับเป็นอันตราย ทั้งกับตัวเองและทำร้ายผู้อื่นด้วย จึงมีปัญหาว่าทำอย่างไรจะไม่ให้คนตกลงไปอยู่ใต้ทิฏฐิ เราจะได้ก้าวหน้าในปัญญาอยู่เสมอ

ดังนั้น คนที่เป็นนักแสวงหาปัญญา จะต้องไม่หลงและถูกครอบงำโดยทิฏฐิของตนเองได้ง่ายๆ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
“The difference between what the most and the least learned people know is inexpressibly trivial in relation to that which is unknown.”
ความแตกต่างระหว่างคนที่มีความรู้มากที่สุด กับคนที่มีความรู้น้อยที่สุดนั้น เล็กน้อยจนแทบไม่อาจกล่าวได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ทั้งสองคนยังไม่รู้

“If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough.”
หากคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งที่สอน ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ แสดงว่า คุณยังไม่เข้าใจเรื่องนั้นดีพอ

ขงจื๊อ กล่าวไว้ว่า
“รู้ว่ารู้ และรู้ว่าไม่รู้ นั่นคือ ความรู้”
“คนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ คือคนที่รู้มากที่สุด”

ทฤษฎี “The Dunning-Kruger Effect” หรือ ปรากฎการณ์ดันนิง-ครูเกอร์ ที่มีใจความสรุปไว้ว่า “คนที่มีความรู้หรือความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่งน้อย อาจประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง เพราะยังขาดความรู้ที่จะมองเห็นข้อจำกัดและสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้

ในทางกลับกัน เมื่อคนเราเรียนรู้และมีความสามารถมากขึ้น มักจะยิ่งมีความตระหนักได้ว่า เรื่องนั้นมีความซับซ้อนและเห็นชัดเจนขึ้นว่า “ตนเองยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมาก”

ทฤษฎีนี้สามารถสรุปสั้นๆ ที่สุดได้ว่า

“ยิ่งรู้น้อย ยิ่งอาจคิดว่าตัวเองรู้มาก
ยิ่งรู้มาก ยิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองยังรู้น้อย”

อธิบายด้วยภาพ “กราฟภูเขาแห่งความโง่เขลา” ที่กล่าวว่า “ยิ่งรู้น้อย ยิ่งมั่นใจ” ได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่

ช่วงแรก กราฟพุ่งสูง (มั่นใจผิดๆ) จะเป็นช่วงที่เริ่มเรียนรู้ใหม่ๆ จึงมักจะมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า รู้เยอะ ทั้งที่ความรู้ยังน้อยนิด นี่คือ “ยอดเขาแห่งความโง่เขลา”

ช่วงต่อมา “ช่วงดิ่งลงเหว” (รู้ว่าตัวเองไม่รู้) เนื่องจากเมื่อได้ศึกษามากขึ้น ก็จะเริ่มรู้ว่า ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ความมั่นใจจึงตกลงทันที อาจถึงขั้นท้อแท้ที่จะเรียนรู้ต่อไป

ช่วงไต่ขึ้นอย่างมั่นคง (ช่วงรู้จริง) เกิดจากการไม่ยอมแพ้ที่รู้ว่า ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ด้วยการเรียนรู้มากขึ้น จนมีความรู้ที่แท้จริงและมีความมั่นใจกลับคืนมา

จากคำสอนดังกล่าวฯ สามารถนำมาประยุกต์เป็นตัวอย่างที่เกี่ยวกับการพัฒนานักกีฬา ไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

1. “ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งเห็นว่ายังมีสิ่งที่ไม่รู้” ผู้ฝึกสอน (ที่มีประสบการณ์ยาวนาน) อาจคิดว่า ตนเองมีคำตอบมากพอแล้ว แต่หากได้เรียนรู้ให้ลึกขึ้น จะพบว่า “ทุกคำตอบนำไปสู่คำถามใหม่” ได้เสมอ การเรียนรู้จึงไม่มีจุดหมายปลายทาง การพัฒนาความสามารถทางการกีฬาจึงพัฒนาได้ไม่มีขีดจำกัด

2. “ความรู้ไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นประตูสู่การเรียนรู้ครั้งต่อไป” ในการพัฒนาความสามารถ ผู้ฝึกสอนอาจค้นพบวิธีฝึกที่ได้ผลกับนักกีฬาคนหนึ่ง แต่เมื่อนำไปใช้กับนักกีฬาอีกคนหนึ่ง อาจต้องปรับเปลี่ยนกันใหม่ เพราะ นักกีฬาแต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จครั้งก่อนๆ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จครั้งต่อๆ ไป

3. “คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง” แต่คือ คนที่พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญสำหรับผู้ฝึกสอนไม่ใช่การเป็นคนที่มีคำตอบมากที่สุด แต่คือ การมีความถ่อมตัวพอที่จะพูดว่า “ผมอาจยังไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด..อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมดที่ผมพูด..เราลองมาร่วมกันหาคำตอบไปด้วยกันครับ” และนี่คือ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่แท้จริง

4. “การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกสรรพสิ่งไม่มีวันหยุดการเปลี่ยนแปลง” ผู้ฝึกสอนที่เคยฝึกนักกีฬาวัย 8 ขวบ จนประสบความสำเร็จระดับสูงมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถใช้วิธีการเดิมทั้งที่เริ่มสอนเด็กคนใหม่ในวัย 8 ขวบเท่ากัน เพราะ ไม่ใช่เด็กคนเดียวกันทั้งในแง่ของร่างกาย ความคิด อารมณ์ ประสบการณ์และยุคสมัย ดังนั้น วิธีที่เคยได้ผลในวันนี้ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในวันพรุ่งนี้ ผู้ฝึกสอนจึงต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่า “นักกีฬาแต่ละคนและช่วงเวลาแต่ละยุคสมัยย่อมมีความเปลี่ยนแปลง” อยู่เสมอ “วิธีการสอนจึงสำคัญกว่าสิ่งที่ตนกำลังสอน”

5. “การเรียนรู้ที่แท้จริง คือ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง” การเรียนรู้ไม่ใช่เป็นเพียงการสะสมข้อมูลหรือตัวความรู้ที่เรียนเท่านั้น แต่คือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการตัดสินใจ เปลี่ยนการกระทำ เพื่อจะได้เปลี่ยนผลลัพธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฝึกสอนต้องตระหนักต่อไป คือ หากเรียนรู้มากขึ้น แต่ยังคิดและทำเหมือนเดิม การเรียนรู้นั้นย่อมไม่เกิดผลที่ดีได้อย่างแท้จริง

6. “ความสำเร็จไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนรู้” นักกีฬาที่ชนะการแข่งขันอาจคิดว่า “ตนเองทำสำเร็จแล้ว” แต่คนที่ต้องการความเป็นเลิศจะคิดว่า “ชัยชนะครั้งนี้บอกอะไรเราบ้าง และจะพัฒนาตัวเองจากชัยชนะนี้ได้อย่างไร” ความต่างของนักกีฬาที่ได้รับชัยชนะกับนักกีฬาระดับไร้เทียมทาน จึงอยู่ที่

“คนหนึ่งมองชัยชนะเป็น จุดจบ
อีกคนมองชัยชนะเป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนาครั้งต่อไป”

7. “การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะความเป็นเลิศไม่มีคำว่า “ดีพอ” (There is no good enough.) ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราต้องไม่พอใจกับตัวเอง แต่หมายถึง “เราสามารถยอมรับและยินดีกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้ และในขณะเดียวกันเรายังเชื่อมั่นว่าเรายังสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้เสมอ” การเรียนรู้ที่แท้จริง จึงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแค่ว่า เรารู้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่มันทำให้เราเห็นชัดขึ้นด้วยว่า ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้

สรุปสุดท้าย ขอตั้งเป็นคำถามที่เกี่ยวโยงกับเรื่อง “ความรู้” ที่อยากให้ผู้ฝึกสอนทุกท่านได้พิจารณา คือ

ทุกเทคนิคทักษะ “การตีแต่ละครั้ง” ย่อมมีการเคลื่อนไหว ทุกการเคลื่อนไหวเกิดจากการใช้แรง หรือ “ออกแรง” มีการรับรู้ การคิด การตัดสินใจ และการตอบสนอง โดยการสั่งงานจากสมอง ดังนั้น หากผู้ฝึกสอน “ขาดการทำความเข้าใจกระบวนการดังกล่าว” ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น การย่อหรือการ “งอสามส่วน” ของร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ลักษณะของแนวแรงที่ส่วนใหญ่แล้วจะต้องถ่ายโยงไปในทิศทางเดียวกันจากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดหมาย (จุดลงของลูก) การรักษาสมดุลเพื่อการตีที่มีประสิทธิภาพและสามารถทำซ้ำได้อย่างแน่นอนแม่นยำ ฯลฯ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่กำลังให้นักกีฬาฝึกอยู่นั้น คือ วิธีการที่จะพัฒนานักกีฬาให้มีความก้าวหน้า “อย่างเป็นลำดับและมีฝีมือที่สูงขึ้นได้จริง”

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

19/07/2026

P4 Perception Ep.11 : ศักยภาพของมนุษย์ถูกสร้างเป็นลำดับ ไม่ใช่สร้างพร้อมกันทั้งหมด

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการพัฒนานักกีฬา คือความเชื่อที่ว่า “ยิ่งฝึกเทคนิคขั้นสูงได้เร็วเท่าไร ยิ่งพัฒนาได้เร็วเท่านั้น”

แต่ในความเป็นจริง ศักยภาพของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งหมด หากแต่ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นทีละขั้นตอน และต่อยอดกันอย่างเป็นลำดับ ทั้งร่างกาย สมอง ระบบประสาท กระบวนการคิดและจิตใจ ต่างมีลำดับการพัฒนาตามธรรมชาติของมันเอง ด้วยเหตุนี้ ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ “ขั้นตอนก่อนหน้า” เสมอ

การฝึกซ้อมโดยการข้ามลำดับขั้น อาจทำให้ดูเหมือนว่านักกีฬาพัฒนาได้รวดเร็วในช่วงแรก แต่ในระยะยาว มันจะกลับกลายเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางศักยภาพสูงสุดของนักกีฬา

“การพัฒนานักกีฬาเปรียบเสมือนการสร้างบ้าน” บ้านจะมั่นคงได้ต้องเริ่มจากฐานรากที่แข็งแรง ไม่มีใครสร้างหลังคาก่อนวางฐานราก และไม่มีใครตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยงาม ก่อนที่โครงสร้างของบ้านจะสร้างเสร็จ ยิ่งบ้านที่ต้องการสร้างมีขนาดใหญ่และสูงมากเท่าไร ฐานรากก็ยิ่งต้องแข็งแรงและมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

“เมื่อบ้านหลังใหญ่สร้างเสร็จ ย่อมมีพื้นที่ในการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ได้มากกว่าบ้านหลังเล็ก”

การพัฒนานักกีฬาก็เช่นเดียวกัน หากต้องการก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับสูง พื้นฐานทั้งด้านทักษะ ร่างกายและจิตใจ จะต้องมีมากพอแข็งแรงพอที่จะรองรับการเรียนรู้และการฝึกเทคนิคทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการเรียนรู้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการของการสะสมอย่างเป็นลำดับขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

“ทุกทักษะใหม่..ล้วนต่อยอดมาจากทักษะเดิม”

การพัฒนาทักษะใหม่ต้องอาศัยทักษะก่อนหน้าโดยไม่มีทางลัดที่จะหลีกเลี่ยงหลักการข้อนี้ได้ คำกล่าวนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของลำดับขั้นตอนการฝึกซ้อมได้ชัดเจนมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น

- ก่อนที่นักกีฬาจะตีลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีการยืนที่มั่นคงและมีท่าทางการตีที่ถูกต้องก่อน
- ก่อนที่นักกีฬาจะเคลื่อนที่ได้อย่างว่องไว จะต้องรู้จักรักษาสมดุลของร่างกายให้ได้ก่อน
- ก่อนที่นักกีฬาจะตีลูกด้วยความรุนแรง จะต้องเรียนรู้การถ่ายน้ำหนักตัวอย่างถูกต้องก่อน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ นักกีฬาจำนวนมากกลับข้ามขั้นตอนเหล่านี้ โดยการเลียนแบบนักกีฬาระดับสูง เช่น การวางเท้าขนานกันหรือวางเท้าข้างเดียวกับมือที่ถือไม้นำหน้าเท้าอีกข้างหนึ่ง ในขณะที่กำลังตีลูกโฟร์แฮนด์ท็อปสปิน และขาดการเรียนรู้เรื่องการถ่ายน้ำหนักตัวอย่างถูกต้อง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่การเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน แต่เป็นการเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นต่างหาก

กระบวนการฝึกอย่างเป็นลำดับขั้นตอนสามารถอธิบายตามหลักประสาทวิทยาง่ายๆ คือ สมองและระบบประสาทจะต้องเรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องก่อน จึงจะสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวด้วยความเร็วได้

“สมองต้องเรียนรู้..ก่อนที่ร่างกายจะทำได้”

ในช่วงแรกของการเรียนรู้ สมองกำลังสร้างเส้นทางการสั่งงานใหม่ (Neural Pathways) ทุกครั้งที่ฝึกซ้อม เส้นทางเหล่านี้จะยิ่งมั่งคงขึ้น หากฝึกช้าและถูกต้อง สมองจะจดจำรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ แต่หากการฝึกเน้นที่ความเร็วมากเกินไป ข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นซ้ำๆ จนในที่สุดสมองจะจดจำข้อผิดพลาดเหล่านั้นแทน

ดังนั้น การฝึกซ้อมจึงไม่ได้ทำให้เกิดความสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่การฝึกซ้อมจะทำให้สิ่งที่ทำซ้ำ กลายเป็นสิ่งที่ถาวร ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า Muscle Memory แท้จริงแล้วควรเรียกว่า Brain Memory มากกว่า เพราะกล้ามเนื้อไม่ได้มีหน้าที่เรียนรู้ สิ่งที่เรียนรู้ คือ สมอง ส่วนกล้ามเนื้อมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของสมอง หากสมองเรียนรู้สิ่งที่ผิด ร่างกายก็จะแสดงความผิดพลาดนั้นออกมาอย่างสม่ำเสมอ เช่นกัน

คำถามที่น่าสนใจ คือ “จะเกิดอะไรขึ้น หากนักกีฬาฝึกซ้อมโดยการข้ามขั้นตอน”

มีผู้ฝึกสอนและนักกีฬาจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า การข้ามขั้นตอนจะช่วยให้เก่งเร็วขึ้น แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม และส่งผลทางด้านลบ ดังนี้

1. พัฒนาได้น้อยกว่าที่ควร : “ดูเหมือนจะเก่งเร็วในช่วงแรก” แต่เมื่อถึงระดับที่สูงขึ้น ข้อผิดพลาดพื้นฐานจะเริ่มปรากฎ นักกีฬาจะติดเพดานและพัฒนาต่อได้ยากมาก เนื่องจาก “บ้านมีขนาดเล็กและขาดโครงสร้างที่มั่นคง” นักกีฬาขาดพื้นฐาน เช่น ความแน่นอนของทักษะ มีท่าทางการตีที่ผิดพลาดไม่สอดคล้องกับวิธีการพัฒนาเทคนิคในระดับสูง มีพื้นฐานการเคลื่อนไหวและการเคลื่อนที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ

2. การแก้ไขข้อผิดพลาดจะยากกว่ามาก : ผู้ที่มีประสบการณ์ทุกคนต่างเข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีว่า “การแก้นักกีฬาที่ฝึกผิดมานาน ยากกว่าการฝึกผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน” ด้วยเหตุผลที่ว่า สมองได้สร้างเส้นทางการสั่งงานจากรูปแบบที่ผิดไว้แล้ว การแก้ไขจึงไม่ใช่เพียงการฝึกใหม่ แต่ต้องรื้อรูปแบบเดิม แล้วสร้างเส้นทางใหม่ขึ้นมาแทน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าตอนฝึกหลายเท่า

3. ประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวลดลง : เมื่อร่างกายขาดพื้นฐานการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง มันจะเริ่มชดเชยการเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ (แบบที่ไม่พึงประสงค์) ขึ้นมาแทน เช่น

- แทนที่จะเคลื่อนที่ด้วยเท้าอย่างว่องไว กลับใช้การเอื้อมหรือเอี้ยว
- แทนที่จะใช้แรงในการตีจากขา สะโพก ลำตัวและหัวไหล่ กลับเป็นการใช้เพียงแขน
- แทนที่จะเลือกจังหวะการตีและการใช้แรงอย่างเหมาะสม กลับเป็นการใช้แรงในการตีมากขึ้น
- แทนที่จะเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นความเร่งรีบ
- ถึงแม้จะยังตีได้ แต่ทุกจังหวะต้องใช้แรงมากขึ้นและประสิทธิภาพกลับลดลง

4. ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มสูงขึ้น : การมีเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้การส่งผ่านแรงตามธรรมชาติของร่างกาย (Kinetic Chain) เกิดความผิดปกติ แทนที่แรงจะถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องจากพื้น ผ่านเท้า ขา สะโพก ลำตัว ไหล่ แขน ไปจนถึงไม้ ภาระกลับตกอยู่กับข้อต่อหรือกล้ามเนื้อบางส่วนมากเกินไป เช่น หัวไหล่ ข้อศอก หลังส่วนล่าง เข่าและข้อเท้า เมื่อทำซ้ำวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า โอกาสเกิดการบาดเจ็บเรื้อรังจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

5. การตัดสินใจภายใต้ความกดดันจะแย่ลง : การเล่นในระดับสูงไม่ได้อาศัยเพียงความสามารถทางด้านทักษะและร่างกาย แต่ยังต้องอาศัยความสามารถของสมองในการสังเกต คาดการณ์ คิดวิเคราะห์ และตัดสินใจ แต่เมื่อพื้นฐานการเคลื่อนไหวยังไม่มั่นคง สมองจะต้องใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการควบคุมท่าทาง การทรงตัวและการตีลูก ส่งผลให้ความสามารถในการอ่านเกม คาดการณ์ วางแผน การเลือกจังหวะและการตัดสินใจลดน้อยลง นักกีฬาหลายคนจึงรู้สึกว่า “คิดไม่ทัน" ทั้งที่ความจริงแล้ว สมองกำลังทำงานหนักกับการจัดการพื้นฐานต่างๆ ที่ยังไม่มีความแน่นอน

6. ความมั่นใจเริ่มลดลง : เมื่อฝึกหนักแต่ยังทำได้ไม่ดี นักกีฬาหลายคนเริ่มสรุปว่า ตนเอง “ไม่มีพรสวรรค์" ซึ่งในความเป็นจริง ปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการเร่งกระบวนการพัฒนาจนไม่มีเวลาได้สร้างพื้นฐานที่ดีไว้ตั้งแต่ต้น

ดังนั้น การฝึกซ้อมที่สนับสนุนให้นักกีฬามีความก้าวหน้าและพัฒนาสู่ความสามารถสูงสุดของตนเอง มันไม่ได้ขึ้นกับว่า “นักกีฬาทำสิ่งนั้นได้หรือยัง” แต่ขึ้นกับว่า “นักกีฬามีความพร้อมที่จะเรียนรู้และทำสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือยัง” เพราะการฝึกซ้อมสิ่งที่ยากเกินกว่าความพร้อมที่มี ไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้หรือเก่งได้เร็วขึ้น แต่กลับทำให้เรียนผิดเร็วขึ้นด้วย

“ความพร้อม..จึงสำคัญกว่าความยาก”

“การพัฒนาความสามารถจึงไม่ใช่การแข่งขันกันว่า ใครฝึกหรือทำเรื่องยากได้ก่อน แต่เป็นการสร้างรากฐานให้มั่นคงพอที่จะรองรับการพัฒนาความสามารถในระดับที่สูงขึ้น”

ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ย่อมมีเหตุผลรองรับเสมอ ทั้งด้านการทำงานของสมอง ระบบประสาท การเคลื่อนไหว ความคิดจิตใจและการพัฒนาแต่ละทักษะ หากเร่งรีบข้ามขั้นตอน นักกีฬาอาจดูพัฒนาเร็วในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมักจะต้องเจอกับข้อจำกัดด้านเทคนิค ประสิทธิภาพในการเล่นไม่เพียงพอ ความมั่นใจลดน้อยลง และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมีมากขึ้น

จึงสรุปได้ว่า การฝึกซ้อมที่ดี ต้องเป็นการฝึกที่ “ถูกลำดับ-ไม่ข้ามขั้นตอน มีความเหมาะสมกับระดับความสามารถและพัฒนาการในการเรียนรู้ของนักกีฬา” ไม่ใช่เกิดจากการมุ่งเน้นที่จะฝึกแต่เทคนิคโดยไม่คำนึงถึงพื้นฐานต่างๆ ที่นักกีฬามี ในทางกลับกันเมื่อการฝึกซ้อมมีการวางรากฐานที่มีความมั่นคง ความสามารถในการปฏิบัติเทคนิคทักษะที่ซับซ้อนก็จะเติบโตและพัฒนาไปได้ไกลกว่าการเร่งผลลัพธ์ในระยะสั้นครับ

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

13/07/2026

P4 Perception ep.10 : ฝึกซ้อม..ต้องฝึกคิด (ด้วย)

ความสำเร็จเป็นเรื่องของ “กระบวนการ” มากกว่า “ผลลัพธ์”

ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ กระบวนการเกิดขึ้นก่อน ส่วนผลลัพธ์เป็นเพียงผลที่เกิดตามมา

ในวงการกีฬา ผลการแข่งขันจึงเป็นภาพสะท้อนโดยตรงของคุณภาพของการเตรียมตัวและการฝึกซ้อมที่ผ่านมา หากต้องการผลการแข่งขันที่ดีขึ้น สิ่งแรกที่ต้องพัฒนาคือ “วิธีการฝึกซ้อม” เพราะผลลัพธ์ที่ดี ย่อมเริ่มต้นจากกระบวนการที่ดีกว่าเสมอ

กระบวนการฝึกซ้อมที่มีคุณภาพ ควรดำเนินไปตามลำดับขั้นอย่างมีเป้าหมาย ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายของการฝึกให้ชัดเจน
ก่อนเริ่มฝึกซ้อมแต่ละครั้ง นักกีฬาทุกคนควรเข้าใจวัตถุประสงค์ของการฝึกอย่างชัดเจน โดยการตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อให้ได้ คือ
1. วันนี้จะฝึกอะไร?
2. ทำไมต้องฝึกสิ่งนั้น?
3. สิ่งนั้นมีวิธีการฝึกอย่างไร?

เมื่อนักกีฬาเข้าใจเหตุผลของแต่ละแบบฝึกดีแล้ว จะส่งผลต่อการลงมือปฏิบัติ การปรับปรุงแก้ไขระหว่างการฝึก ความตั้งใจ มีสมาธิ และมีเป้าหมาย “เล็กๆ” ที่ชัดเจนมากขึ้น

2. อบอุ่นร่างกาย
การอบอุ่นร่างกายที่เป็นระบบและมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม จะช่วยเตรียมทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับการฝึก ช่วยให้นักกีฬาสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่เริ่มลงมือฝึกไปจนเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง

3. ฝึกซ้อมอย่างมีเป้าหมาย
ทุกๆ วิธีการฝึกซ้อมต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แบบฝึกทุกแบบควรมีเหตุผลที่ชัดเจน และต้องช่วยพัฒนาความสามารถของนักกีฬาอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงฝึกเพื่อให้เหนื่อย แต่ต้องฝึกเพื่อให้เก่งขึ้นด้วย

4. สังเกต ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นตลอดช่วงการฝึกซ้อม
นักกีฬาจึงควรเรียนรู้ที่จะสังเกตตนเองอยู่เสมอ เช่น
1. วันนี้มีอะไรที่ทำได้ดี?
2. อะไรที่ยังทำได้ไม่ดี?
3. เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
4. ควรปรับปรุงแก้อย่างไร?

การสังเกต การคิดวิเคราะห์ และการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง คือ จุดสำคัญที่ทำให้นักกีฬาเกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาเทคนิคทักษะต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

กระบวนการฝึกซ้อมที่มีคุณภาพ จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น สมาธิ ความอดทนและความสามารถในการก้าวผ่านความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ด้วยเหตุนี้ การฝึกสมรรถภาพทางกายอย่างเพียงพอ จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเทคนิคทักษะให้มีคุณภาพสูงขึ้น ร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้นักกีฬายังคงรักษาเทคนิคที่ถูกต้องได้ แม้อยู่ภายใต้ความกดดันหรือความเหนื่อยล้าทั้งในช่วงการฝึกซ้อมและแข่งขัน

5. การผ่อนคลายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
เมื่อสิ้นสุดการฝึกซ้อม นักกีฬาควรมีการเคลื่อนที่เบาๆ และตามด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างเพียงพอ เพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกาย ช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ และเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึกครั้งต่อไปด้วย

6. ประเมินผลการเรียนรู้และผลจากการฝึกซ้อม
เมื่อการฝึกซ้อมสิ้นสุดลง นักกีฬาทุกคนควรทบทวนตนเองเสมอ เช่น
1. วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
2. วันนี้ทำอะไรได้ดี?
3. วันนี้มีสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างไรบ้าง?
4. ครั้งหน้าควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดให้มากขึ้น?

การประเมินตนเอง ช่วยเปลี่ยนทุกการฝึกให้กลายเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่า ทุกครั้งที่ฝึก จึงไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกาย แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักกีฬาที่มีเป้าหมายระดับสูงไม่ได้มุ่งแต่การไล่ล่าผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องทุ่มเทเพื่อพัฒนากระบวนการฝึกซ้อมของตนเองให้ดีที่สุด

“เมื่อกระบวนการดีขึ้น ผลลัพธ์ที่ดีจะตามมาเอง”

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

18/06/2026

P4 Perception ep.9 : คาดการณ์ได้แม่น..ตีลูกได้ง่าย (ขึ้น)

การ “คาดการณ์” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ช่วยให้นักกีฬาสามารถรักษาพื้นที่ในฝั่งตนเองได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เช่น เมื่อเสิร์ฟลูกพุ่งหรือรับลูกเสิร์ฟโดยการตีพุ่งไปลงปลายโต๊ะ มีโอกาสน้อยมากที่ฝั่งตรงข้ามจะตีโต้กลับมาเป็นลูกสั้น เมื่อตีลูกไปด้วยการเพิ่มแรง (โดยที่ฝั่งตรงข้ามไม่รู้ตัว) ลูกมักจะถูกโต้กลับมาที่เดิม และเมื่อนักกีฬาตีลูกเป็นเส้นตรงลงบริเวณใกล้ขอบโต๊ะ มีโอกาสน้อยมากที่ฝั่งตรงข้ามจะตีโต้กลับมาบริเวณเดิม (ส่วนใหญ่จะกลับมาในแนวทแยงไม่มากก็น้อย) เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อการคาดการณ์ที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง นักกีฬาควรศึกษาวิธีการเล่นที่ถนัดหรือสไตล์การตีของคู่แข่งแต่ละคนมาประกอบกับการตีแต่ละครั้งด้วยครับ

ฝึกไป คิดไป P4

Photos from P4 Table Tennis & Fitness's post 08/06/2026

P4 Perception ep.8 การแบ่งการฝึกซ้อมออกเป็นช่วงๆ “Periodization”

การฝึกซ้อมนักกีฬาแต่ละคนให้มีความก้าวหน้าอย่างเป็นลำดับหรือพัฒนาไปสู่ความสามารถสูงสุดของตัวเอง คือ ความรับผิดชอบหลักของผู้ฝึกสอนกีฬา ซึ่งระหว่างทางที่ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาได้ทำการฝึกซ้อมกันอยู่นั้น เป็นระยะเวลาหรือเส้นทางที่ยาวไกล การมีเป้าหมายและโปรแกรมการฝึกซ้อมที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาไม่หลงออกนอกทิศทางก่อนที่จะบรรลุเป้าหมาย

เนื่องจากการพัฒนาความสามารถทางการกีฬา เป็นสิ่งที่ต้องอาศัย “กระบวนการ” การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และมีรายละเอียดมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ต้องทำความเข้าใจทั้งก่อนฝึกซ้อม ระหว่างการฝึกซ้อมและหลังการฝึกซ้อม

ดังนั้น “การแบ่งการฝึกซ้อมออกเป็นช่วงๆ” (Periodization) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นลำดับ

ในที่นี้ จึงได้นำเสนอประโยชน์และแนวทางการเขียนแผนการฝึกซ้อมในแต่ละช่วงเวลาที่มีก่อนการแข่งขัน (รายการสำคัญ) มาให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาหรือใช้เป็นแนวทางในการนำไปใช้วางแผนให้กับนักกีฬาที่ดูแลกันครับ

ฝึกไป เรียนรู้ไป P4

01/06/2026

Success is a journey, not a destination.
-Ben Sweetland

ความสำเร็จ คือ การเดินทางไม่ใช่จุดหมาย เป็นคำกล่าวที่ให้คุณค่ากับกระบวนการพัฒนาความสามารถ การเรียนรู้และประสบการณ์ระหว่างทางมากกว่าการยึดติดกับผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว

“ผลย่อมเกิดจากเหตุ” เป็นอีกหนึ่งในความจริงแท้ที่ผู้มีเป้าหมายจะต้องทำความเข้าใจ

สำหรับส่วนตัวผมแล้ว นอกจากมีเป้าหมายในการวางรากฐานและพัฒนาต่อยอดความสามารถให้กับนักกีฬาที่ดูแล ผมได้มีการตั้งเป้าหมายในการวิ่งทั้ง Half & Full Marathon..ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายและการตั้งมั่นในการเอาชนะขีดจำกัดบางอย่างของตนเอง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนสามารถ “ทะลุขีดจำกัด” ของตัวเองได้เสมอหากมีความเชื่อมั่นและมีเป้าหมายที่ชัดเจนครับ

“ความสำเร็จอยู่บนเส้นทาง..ความท้าทายอยู่ที่เส้นชัย”

P4 Running
#ชวนเพื่อนๆ ร่วมวิ่งไปด้วยกัน🏃‍♂️🏃‍♂️🏃‍♂️

23/04/2026

ร่วมฉลองวันปิงปองโลก 23 เมษายน ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้ง สหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) และการเฉลิมฉลองความสุขของชาวปิงปอง โดยเน้นความสนุกสนาน การมีส่วนร่วม "Table Tennis for All" และเป็นวันเกิดของท่าน Ivor Montagu ผู้ก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ

🏓🎂🏓😊🏓🇹🇭🏓 P4

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


ถนน นางลิ้นจี่
Bangkok
10120