24/02/2026
🔴 เรื่องน่าสนใจหลังเกมส์ EVERTON 🔴
เกมส์นี้เป็นอีกเกมส์ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่า ทีมเรายังคงพยายามเล่นตามไอเดียหลักของคาริคที่แกเอามาใส่ตั้งแต่แรก (ขึ้นบอลตรงกลาง เน้นไดนามิคระหว่างผู้เล่น)
เพียงแต่เกมส์นี้เป็นอีกเกมส์ที่คล้ายๆเวสแฮมต์ ที่ผมรู้สึกว่า อยากให้คาริคและทีมงานลองใช้ไอเดียที่หลากหลายมากขึ้นกว่านี้หน่อย ... คือแกมีสูตรแก้เกมส์นะ เปลี่ยนตัวก็โอเค แต่เหมือนช้าไปนิด หรือไม่ก็ปรับแผนแต่ยังพยายามเล่นรูปแบบเดิมๆเป็นต้น
ในภาพรวมมันเลยออกมาเป็นแบบในเกมส์เมื่อคืน แต่อยางไรก็ตามก่อนอื่นเลยก็ต้องชม 3 ตัวรุกใหม่ของเราจริงๆ สามจังหวะโป้ง เก็บชัยชนะไปได้ 5555
แต่ใดๆก็ตาม สิ่งที่ผมอยากพูดคือ MOYES ผมว่าแกปรับตัวเข้ากับ Modern Football ได้ดีมาก มีแผนที่แต่ก่อนไม่เคยเห็นเยอะ แผนแบบที่หลายๆทีมใช้กัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายในโพสต์นี้แหละครับ และจุดนี้ก็คือจุดที่ทำให้ เราเหนื่อยกับเอฟเวอร์ตันเหมือนกันในนัดนี้
BRADY ❤️
11/02/2026
🔴 ประเด็นหลังเกมส์ WEST HAM 1-1 MAN UNITED 🔴
ถึงแม้เกมส์นี้จะเซ็งๆไปบ้างที่ไม่ชนะ 5 นัดติด ... แต่ในภาพรวมก็ยังถือว่ามองในแง่บวกได้ เพราะเก็บได้ 13/15 แต้ม ซึ่งก่อนหน้านี้ก็คงไม่มีใครคิด 5555 แต่ว่าเกมส์นี้ผมว่ามี Point ที่น่าสนใจอยู่ครับ
📌 ปัญหาการเจาะ Low-Block
- สิ่งแรกที่ผมชอบก่อนในการเจอทีม Low-Block คือเราขึงได้ดีขึ้น อันเนื่องมาจาก การพยายามถ่ายบอล , การพยายามสร้าง dynamic ระหว่างผู้เล่นที่ยืนกระจุกกัน ทำให้เวลามันเสียบอล เราจะช่วยกันรุมเอาบอลกลับมาได้ง่าย เพราะไม่ได้ยืนกระจายๆกัน เลยขึงได้ดีขึ้น
- ในวันที่ overload to isolate ใช้ไม่ได้ผล .... ตามปกติแล้วอย่างที่ทุกท่านทราบกัน ทีมเราจะเน้นเจาะฝั่งซ้าย, Half space ซ้าย โดยใช้ไดนามิคของ ลิช่า ไมนู คุนย่า พวกนี้เป็นต้น แล้วห้อยอาหมัดไว้ดวล 1v1 เวลาสวิตช์ ... ซึ่งในเกมส์ล่าสุดมันไม่ได้ผล ถ้าถามว่าอาหมัดแย่ไหม ผมว่าตามมาตราฐานแก แต่สิ่งนึงที่ทำให้แกเล่นไม่ออกน่าจะเรื่องของ Physical หลายๆครั้งที่เหมือนจะเลี้ยงผ่านได้ แต่พอเจอการปะทะจากคู่แข่งสูงใหญ่ แกก็จอดเหมือนกัน
- นอกจากนี้มันจะมาถึงข้อนี้คือ อาหมัดอาจจะต้องพัฒนาการเล่นให้หลากหลายขึ้นมากกว่าการเลี้ยงจี้ แล้วหาจังหวะเปิด เพราะถ้าวันไหนเลี้ยงเข้าโซนอันตรายไม่ได้ แกจะช่วยทีมได้ไม่มากนัก ... ผมยกตัวอย่าง เอ็มเบอโม่ ที่พอขยับไปริมเส้น แกมีทั้งทำชิ่ง, วิ่งช่อง, พยายาลดวล 1v1 หรือ early cross ที่เป็นที่มาของลูก 1-1 , จุดนี้ผมคิดว่าอาหมัดอาจจะต้องเล่นให้หลากหลาย เพื่อสร้างอิมแพ็คเช่นกัน
📌 ข้อสังเกต
- ในช่วง 60 นาทีแรก ผมไม่ติดใจอะไรกับการที่ในกรอบคู่แข่ง ดูไม่มีทีมเราเข้าไปเท่าไหร่ นั่นเพราะการที่คาริคเลือกส่งตัวรุกที่เน้นวิ่งช่องมากกว่า ... เพียงแต่สุดท้ายแล้ว พอมันมีแต่นักเตะในประเภทที่ เน้นสร้างไดนามิค เน้นวิ่งสอด บางจังหวะมันเลยไม่มีคนไปค้ำ หรือดึงกองหลังคู่แข่ง ส่งผลให้มันตันแบบที่เราเห็นๆกัน
- Half space early cross เป็น Solution ที่ดีในการเจาะ Low-block ... เพราะวิธีการครอสแบบนี้คือ มันจะทำให้ตัวสอดมีพื้นที่วิ่ง แล้วยิ่งถ้าเป็น in-swing cross คู่แข่งก็จะรับมือได้ยากด้วย แบบที่คาเซมิโร่โหม่งเข้าไปแต่ล้ำหน้า หรืออย่างในเกมส์ก่อนหน้ากับสเปอร์ลูก 2-0 .... และการ cross แบบนี้มันจะทำให้คู่แข่งกดดันด้วยในการป้องกันเสาไกลเป็นต้น จุดนี้ผมว่าเราควรจะเน้นย้ำให้มากขึ้น เพื่อการเจาะที่หลากหลาย
- การใช้ประโยชน์จาก Box player อย่าง เซสโก้ .. ในลีคปีนี้แกยิงไป 6 ประตู 4 ประตู มาจากการยิงโดยลูกครอสทั้งสิ้น .... อันนี้บ่งบอกได้อย่างดีถึงจุดเด่นในการวิ่ง (ไม่ใช่แค่นี้ แต่หลายๆจังหวะเรามักจะเห็นเซสโก้เข้าใกล้ลูกครอสมากๆ แม้จะวืดไปไม่น้อยก็ตาม ฟีลแบบฮอยลุนด์) ... คือการเจาะ Low-block อะไรที่สร้างความกดดันในกรอบได้ มันมักจะเป็นอาวุธที่ดีเสมอ แต่ผมเสียดายว่าเกมส์นี้เรา Utilize เรื่องพวกนี้น้อยไปหน่อย เพราะนอกจากประตูตีเสมอ ก็มีลูกโหม่งของเซิร์กอีกลูก .... ถ้าเราพยายามเน้นจุดนี้ให้มาก ก็อาจจะได้ลุ้นเยอะขึ้นกว่านี้เช่นกัน
สุดท้ายคือ ถ้าเรายังเลือกจะใช้รูปแบบ dynamic play ระหว่างผู้เล่นในการเจาะ แบบไม่มีกองหน้าตัวเป้าในกรอบ ผมว่าอาจจะต้องเพิ่มเรื่องพวก cut-back เข้าไปหน่อย เพราะตอนนี้เหมือนจะพยายามเจาะ กลางกับ HS ซะเยอะ แล้วพอตัน มันเลยกลายเป็นว่าเจาะไม่เข้าสักที
-----
มีเวลาอีกอาทิตย์กว่าๆก่อนจะถึงนัดต่อไป ที่น่าจะต้องเจอกับทีม Low-block อีกทีมอย่างเอฟเวอร์ตัน ก็คิดว่าคาริคกับทีมคงเห็นอะไรเยอะขึ้นหละครับ .... ถึงแม้จะไม่ได้ชนะ 5 นัดติด แต่ถ้ามองว่าได้ 13/15 แต้ม ก็ถือว่าดีกว่าที่คาดละครับ (จากก่อนหน้านี้ 5555)
BRADY ❤️
07/02/2026
🔴 หลังเกมส์ MAN UNITED 2-0 SPURS 🔴
เกมส์วันนี้ผมกะจะตั้งใจมาดูว่าจะรับมือกับคอมแพ็คของสเปอร์ยังไง กลายเป็นว่าทีมเราได้เปรียบซะตั้งแต่ครึ่งแรก ... ซึ่งก็ดีแหละ และก็เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ติดต่อกัน จาก 4 นัดแรกของคาริค
แต่ใดๆคือสิ่งที่ผมมีตะหงิดใจเล็กน้อยก่อนสเปอร์จะเหลือ 10 คน คือวิธีที่สเปอร์ใช้ Limit เกมรุกของเรา ... ในช่วงแรกนั้น ทีมเรามักจะไม่ได้มีจังหวะให้สวิตช์บอลไปหาปีก หรือจังหวะเข้าทำที่เร็วสักเท่าไหร่ ส่วนนึงมาจากการใช้ อูโดกี้ ที่ไปดึงอาหมัดออกจากตำแหน่งของแฟรงค์
ถ้าใครสังเกต จะเห็นได้เลยว่า เวลาเราตั้งรับหน้ากรอบเขตโทษวันนี้ เราจะเห็นอาหมัดลงมาต่ำมาก จนบางทีไลน์สุดท้ายเป็น 5 คนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนนึงก็มาจากการดันของอูโดกี้ ที่ลากอาหมัดออกจากตำแหน่งด้วย ... พอเราตัดบอลได้ มันเลยกลายเป็นว่า ไม่มีตัวรอ Transition ในตำแหน่งด้านข้าง บอลเลยต้องส่งขึ้นไปตรงๆ และเอ็มบูโม่ที่มักจะโดนประกบติดก็เล่นลำบากนั่นเอง
อีกจุดนึงที่ผมเห็นว่าคาริคแกปรับคือจังหวะ Build-up จากที่ก่อนหน้านี้จะใช้ คาเซมิโร่ดร็อปต่ำลงมายืนไลน์เดียวกับ แม็คไกวร์ ลิช่า แต่วันนี้ไม่ทำแบบนั้น เลือกจะให้คาเซยืนสูงหน่อย แล้วใช้ ดาโลท์เป็นตัวออกบอลจากแดนหลังในด้านขวาแทน แล้วขยับแต่ชอว์ขึ้นสูง จุดนี้ผมคิดว่าแกให้คุนย่า หุบเข้ามาข้างในเยอะ เลยต้องให้ชอว์ไปทดแทนพื้นที่ + คงกะจะเพิ่มจำนวนผู้เล่นไปบดกับสเปอร์ในแดนกลางด้วย เพราะสเปอร์ตอนแรกมาคอมแพ็คกลางแน่นพอสมควร .... ถามว่าเวิร์คไหม ก็คงยังตอบยาก มันมีทั้งจังหวะที่ดีและจังหวะที่ไม่ดี อันนี้ก็ผมถือว่า แกมีวิธีใหม่ๆในการรับมือกับคู่แข่งตรงกลางเหมือนกันครับ
อย่างไรก็ตามพอเหลือ 10 คน ปัญหาด้านบนก็หมดไปทันที ซึ่งวิธีที่ทีมเราใช้เจาะสเปอร์ ผมชอบตรงที่พยายามขึงนะ เล่นลูกตัดไลน์หน้ากองหลังสเปอร์เยอะด้วย โดยรวมถือว่าทำได้ดี เพียงแต่ว่า เหมือนทีมเรายังไม่พยายามสร้างโอกาสแบบจ่อๆมากพอ คือพอทำชิ่งหรือเจาะเข้าไปแล้ว มีจังหวะคือง้างยิงเลย เลยทำให้หลายๆครั้ง พลาดโอกาสไปเยอะ เช่นบางลูกต่อบอลจนหลุดมาถึงหน้ากรอบได้อย่างสวย ... ส่งได้ แต่ไม่ส่งก็ยิงไปซะอย่างงั้น และพอยิงกันไม่เข้าสกอร์ก็ไม่เดิน ... จุดนี้อยากให้ปรับขึ้นมา
แต่โดยรวมคือผมชอบไอเดียในการเจาะบล็อคพอสมควร เริ่มเห็นทิศทางว่าจะรับมือกับทีม Low Block ยังไง ถึงแม้จะยังต้องดูกันไปอีกยาว และอีกจุดคือ ผมอยากเห็นวิธีการรับมือให้มากกว่านี้ คงต้องให้คาร์ริคเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แกก็น่าจะมีไอเดียอะไรมากกว่านี้ เพราะอย่างที่ผมเกริ่นไว้ พอบอล Transition เราสวิตช์เร็วไม่ได้ มันเลยดูตันๆไปหน่อย
สุดท้ายคือ 4 นัด ชนะรวด แฮปปี้ครับ ฟีลลิ่งที่ไม่ได้สัมผัสมานาน 55555
BRADY ❤️
28/01/2026
🔴 4-4-2 Pressing ตามแบบฉบับ Steve Holland 🔴
ต้องบอกก่อนว่า ผมเชื่ออย่างมากว่ารูปแบบการ Pressing 4-4-2 แบบในสองนัดล่าสุดนั้นมาจาก Steve Holland ผู้ช่วย เพราะตัวแกเองเหมือนเคยเป็นวิทยากรในการพูดเรื่อง Pressing ให้กับทาง FA มาก่อนนั่นเองครับ
ผมเลยคิดว่าแกน่าจะเอาประสบการณ์ตรงนั้นมาปรับใช้กับทีมเรา ซึ่งจากผลลัพธ์ของสองนัดแรกที่ออกมา ก็ถือว่าน่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
Link ส่วนนึงของที่แกเคยบรรยาย >> https://x.com/JimenaJuani/status/2015776579679387970
📌 ทีนี้เรามาดูกันว่า 4-4-2 Pressing แบบนี้มันทำอะไรบ้าง ... หลักๆคือจุดประสงค์มันคือการบีบให้คู่แข่งเล่นบอลแค่ด้านใดด้านนึง แล้วสร้างความลำบากให้คู่แข่ง เพื่อทำให้เกิด ข้อผิดพลาดต่างๆ เช่น ออกบอลสั้นไป วางบอลยาวแบบไม่มีเป้าหมาย เป็นต้นครับ
📌 หลักการการทำงานของมันจะค่อนข้างชัดเจน (ตามแบบในภาพ) โดยเราจะใช้ 2 ผู้เล่นแดนบน เป็นกลไก Trigger ให้ Pressing นี้ทำงาน โดยกรณีถ้าคู่แข่งเริ่มมีการถ่ายบอลออกด้านข้าง ผู้เล่นคนนึงของเราจะเริ่มวิ่งเข้าไปบีบก่อน จากนั้นผู้เล่นอีกคนใน 2 ตัวบน จะต้องเข้ามา Join คือการปิดผู้เล่นตรงกลางของคู่แข่งทันที (การไล่แบบนี้คือ จะปล่อยผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่อยู่แดนไกล หรืออยู่อีกฝั่งออกไปเลย เพราะเราจะบีบแค่ด้านใดด้านนึง)
📌 ซึ่งถ้าเริ่มไล่แบบนี้แล้วและคู่แข่งไม่อยากเซ็ตบอลต่อ ก็อาจจะคืนไปที่ GK แล้วสาดยาวได้ แต่ถ้าอยากจะเซ็ตบอลต่อ แล้วใช้ผู้เล่นกองกลางคนนึงดร็อปต่ำลงมาเพื่อช่วย Build-up ตรงนี้เองก็จะเป็นจุดที่ กองกลางของเราเข้ามามีส่วน เพราะวิธีการ Marking คือ 1v1 ตรงกลางครับ .... สถานการณ์ก็จะเป็นการที่ กลางของเราคนนึงวิ่งตามมาปิด ส่วนกลางของเราอีกคนก็ประกบผู้เล่นกองกลางของอีกฝั่งไว้คนนึง
📌 โดยที่ผู้เล่นคนอื่นๆก็ยังทำหน้าที่คล้ายๆกันคือ Marking (ปีกเราจับคู่กับแบ็คคู่แข่ง, แบ็คเราจับคู่กับปีกคู่แข่ง) .... แต่จุดที่อาจจะเกิดปัญหาไดคือ พื้นที่ระหว่างไลน์กองกลางกับกองหลัง ซึ่งจากสองนัดล่าสุดที่ผ่านมา เหมือนว่าทีมเราจะใช้ ลิช่า หรือไม่ก็แม็คไกวร์ ในการ Cover ตรงนี้ และก็ทำได้ค่อนข้างดี (ดูจากโอกาสยิงเข้ากรอบ ซิตี้ 1 ครั้ง , อาเซนอล 4 ครั้ง)
📌 อย่างไรก็ตามการ Pressing แบบนี้มันก็ยังพอจะมีจุดที่เจาะได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้เล่นของคู่แข่งที่ไม่ถูกประกบอยู่เช่น แบ็คที่ยืนฝั่งตรงข้าม, ปีกฝั่งตรงข้าม หรือกองหน้า ดร็อปต่ำลงมายืนโซนเดียวกับมิดฟิลด์ จุดนี้เองคงทำให้ แบ็คของเราหรือกองหลังเราตามมาด้วยไม่ได้ เพราะมันจะเสียตำแหน่งแบบเสี่ยงมากทันที .... โดยที่วิธีแก้ปัญหาที่ผมเห็นคือ การใช้ อาหมัด หรือผู้เล่นของเราที่อยู่อีกฝั่งช่วยเข้ามาซ้อนแทนในโซนนี้
📌 ว่าง่ายๆคือหากดูจากภาพ เรากำลังบีบคู่แข่งไปที่จุดริมเส้น แล้ว CB ตัวไกล หรือ กองหน้าคู่แข่ง ดร็อปต่ำมาอยู่ไลน์เดียวกับ CM ..... อาหมัดก็จะทำหน้าที่สำคัญในการช่วยไล่นั่นเองครับ โดยที่ทำให้ แบ็คเราไม่ต้องเติมมาสุด หรือ กองหลังไม่ต้องออกจากไลน์นั่นเอง เพียงแต่ว่า ถ้าจะไล่แล้ว อย่างน้อยๆก็ต้องไล่ให้คู่แข่งไม่สามารถเซ็ตบอลเร็วได้ ... คือถึงจะตัดบอลไม่ได้ แต่ชะลอได้ ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ ซึ่งจากสองนัดที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ดีเลย
📌 นอกจากนี้ส่วนสำคัญอีกอย่างคือ 'Timing' ตอนที่ Holland แกบรรยาย แกพูดถึงคำนี้แหละครับ Timing ในการเริ่มไล่ ต้องเป็นจังหวะที่ถูกต้อง ไล่แล้วต้องปิดมุมได้จริง ชะลอคู่แข่งได้จริง ... ถ้า Timing ไม่ดี ก็จะเป็นเหมือน Pressing ของ ETH ในปีที่สอง ที่เราไปไล่สูง แต่หลุดกระจายนั่นเองครับ ... ส่วนนี้คิดว่าเราทำได้ดีขึ้น อาจจะจากการโค้ชชิ่งด้วย และนักเตะใหม่ๆด้วย เพราะแต่ก่อนเราจะเป็น การ์นาโช่ บรูโน่ ฮอยลุนด์ พวกนี้เน้นวิ่งเข้าใส่ก่อน แต่ไม่ค่อยได้ดูว่าเพื่อนร่วมทีมพร้อมสักเท่าไหร่ เลยทำให้ Timing ของทีมมันไม่ประสานกันนั่นเองครับ
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสองนัดที่ผ่านมา เราก็ทำได้โอเคและเกินความคาดหมายแหละ แต่ต่อจากนี้ เมื่อเราเจอทีมที่ไม่สนใจเรื่องการเซ็ตบอล ทีมที่โฟกัสบอลสอง ทีมที่โฟกัสบอลยาว การเล่น Pressing แบบนี้ ก็อาจจะไม่เวิร์คและต้องถูกปรับเปลี่ยนเช่นกันครับ ..... ถึงเวลานั้นคงต้องดูอีกที แต่จาก 3-4 นัดต่อไป เราน่าจะได้เห็นกัน ว่าทีมเราจะรับมือยังไง
BRADY ❤️
26/01/2026
🔴 วิธีที่ UNITED เจาะเข้า Final-third 🔴
อีกจุดนึงที่ผมชอบจากสองนัดที่ผ่านมาคือ 'การที่ลิช่าถูก Maximise ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างที่ควรจะเป็น' เราทุกคนรู้ว่าแกเด่นเรื่องการออกบอล การ Build-up ไอประโยชน์เหล่านี้ คือสิ่งที่ถูกใช้งานได้อย่างดีในสองนัดหลัง
การใช้ ลิช่า เข้ามาเป็นแกนในการเซ็ตบอล เอามาผนวกเข้ากับวิธีการเจาะแนวรับคู่แข่ง (Overload to Isolate + Minimise touch) ... ยกตัวอย่างจากภาพเพื่อให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
จากภาพที่ทีมเรากำลังเซ็ตบอลเข้าไป ซึ่งช็อตนี้จบด้วยประตู 2-1 .... สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ต่างจากก่อนหน้านี้ในยุคอมอริมคือ การพยายามเล่นบอลในพื้นที่ใดพื้นที่นึงของทีม ให้ผู้เล่นส่วนมากไปกองอยู่ตรงนั้น เพื่อสร้างทางเลือกในแต่ละช็อต ผ่านการ Build-up จากตัวเซ็ตบอลหลัก
อย่างช็อตในภาพ เป็นช็อตที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดของเกมส์ (คือมันก็ไม่ได้เจาะได้ทุกครั้ง แต่ครั้งไหนที่เจาะได้ มันก็สร้างโอกาสให้ทีมเราได้แหละครับ) เราจะเห็นว่าเวลาที่ทีมเราเซ็ตบอล มันมักจะมีทางเลือกในการออกบอลมากขึ้น และทางเลือกแต่ละทางก็มักจะสร้าง Play ที่ต่างกันออกไปครับ
📌 Go wide : ว่าง่ายๆคือ ถ้าจ่ายออกข้าง เราก็มักจะเห็น คอมโบหรือไดนามิคระหว่างแบ็คกับปีก ที่วิ่งสลับกันสอดขึ้นไป
📌 Go though : จุดที่ผมว่าน่าสนใจคือ แทคติคของคาริค มักจะให้ 10s (บรูโน่) เข้าไปยืนใกล้ๆกับตัวรุกเสมอ เพื่อสร้างไดนามิคการเล่นระหว่างผู้เล่น เช่น ทำชิ่ง แบบที่เราเห็นในเกมส์เมื่อคืน หรือถ้าบรูโน่ได้บอล แกก็สามารถตักข้ามฝั่งไปหาปีกอีกฝั่งที่ยืนโล่งอยู่ได้นั่นเองครับ (เราจะเห็นว่าผู้เล่นคู่แข่ง 7 คนไปกองอยู่นั้นเรียบร้อย + 1 GK นั่นหมายความว่า อาเซนอลจะเหลือผู้เล่นที่ไม่ได้ยืนใกล้ๆกันอีกแค่ 3 คนเท่านั้น)
📌 Change Dynamic : ที่ผมสังเกตจากไมนูอีกอย่างคือ แกเป็นนักเตะประเภท Roaming วิ่งขยับไปทั่ว (ก่อนหน้านี้ส่วนนึงที่แกไม่ค่อยได้ลง เพราะผมว่า สไตล์กองกลางของอมอริมคือ เน้นปักหลัก รักษา Position ซะเยอะด้วย) ซึ่งในสองเกมส์หลัง ไมนูก็มักจะสอดเข้ามาในพื้นที่ว่างระหว่างไลน์ หรือสอดเข้าไปรับบอลใกล้ๆเสมอ แล้วเปลี่ยนจังหวะของเกมส์ เช่น พลิกเข้ากลาง ก็จะมี FB อีกข้างที่รออยู่เสมอ หรือจะเปลี่ยนสวิตช์ข้ามฝั่งไปเลย ก็ทำได้เช่นกัน
📌 Recycle : ก็ตรงตัวครับ ช็อตไหนเจาะไม่ได้ เรายังมี DM ที่ถอยต่ำลงไปยืนใกล้ๆไลน์กองหลัง เข้ามารอรับบอลแล้วตั้งจังหวะกันใหม่
หลายๆอย่างคือ เรียกได้ว่าแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมดนั่นแหละครับ .. ลองนึกภาพในชุดหลัง 3 เราจะไม่มีทางเห็นการเล่นที่ Minimise space (เล่นแค่ในโซนจำกัด) , ไม่มีทางเห็น Overload to isolate เพราะอมอริมเน้นการปักหลักที่ Position ของตัวเอง (WB เลยโดนรุมบ่อยๆ) , ไม่ค่อยได้เห็นการสร้างไดนามิคระหว่างผู้เล่น เพราะตำแหน่งการยืนห่างกันเกินไป อีกทั้งตรงกลางยังมีจำนวนผู้เล่นน้อย เพราะกลาง 2 คน แต่มีหลัง 3 เป็นต้น
ผมคิดว่า คาริคจาก 2 นัดที่ผ่านมา "เอาแค่เรื่องไอเดียและวิธีการ" ในมุมมองผมคือดีมาก ผมชอบการที่แกมี Flexibility สูง เล่นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ได้ยึดติดอยู่แค่แบบใดแบบเดียว มันเลยทำให้พอเห็นภาพละว่า ถ้าเจอกับทีมใหญ่เราจะมาทรงไหน ****แต่นักเตะจะเล่นดีไม่ดีอันนี้อีกเรื่องนะครับ + การตัดสินใจจะผิดพลาดจนทำให้แพ้หรือไม่ อันนั้นก็อีกเรื่องเช่นกัน***
จุดต่อไปที่ผมอยากจะตามดูคือ ในช่วง 3 นัดต่อไปนี่แหละครับ เพราะเราจะมีเจอพวก Low-Block จ๋าๆ , มีเจอทีมที่อาจจะเล่นหลัง 3 (เกมรับใช้ 5 ผู้เล่น) .... ไอเรื่องแบบนี้แหละ ที่ผมว่าน่าสนใจ ว่าคาริคจะทำยังไง
แต่ถ้าดูจากสิ่งที่แกทำกับเกมส์อาเซนอลและซิตี้แล้ว คงจะเซ็ตแบบในภาพนี่แหละครับ **แค่ผมคิดว่าอาจจะมีการ Overload ที่มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งของ ไมนูในภาพจะดันสูงขึ้น , คาเซมิโร่จะยืนสูงขึ้น แล้ว RCB อีกคนจะเข้ามายืนแถวๆคาเซมิโร่ ... ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นแบบนี้มันก็ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเจาะพวก Low block ได้ดี ... แต่กลับกันคือ ถ้าพลาดก็คงหลุดยับ 55555
BRADY ❤️
25/01/2026
🔴 สรุป Carrick หลังเกมส์ Arsenal 🔴
หลังจากผ่านเกมส์ใหญ่มาสองนัด แถมเก็บได้ 6 แต้มเต็ม ซึ่งคงไม่มีใครคาดคิด ... ผมดูแล้วเจอจุดที่น่าสนใจจากคาร์ริคอยู่ไม่น้อยเลย สำหรับรายละเอียดต่างๆที่แกใช้คุมทีมเรา
อย่างแรกคือ ทั้งเกมส์กับซิตี้และอาเซนอล แกตั้งใจมาให้ทีมเล่น Compact Low-block โดยที่เน้นไปที่การปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ และพยายามบีบให้คู่แข่งเอาบอลออกข้างแทน ทำให้เราเห็นว่า เวลาเรารับลึก มันจะดูแน่นกว่าก่อนหน้านี้ ที่อมอริมใช้ 5-3-2 แล้วไม่ได้ Compact
อย่างต่อมา ในเกมส์กับซิตี้ คาร์ริคให้ทีมเล่น Fast Attack โจมตีพื้นที่ว่างด้านข้างหลังจากตัดบอลได้ ซึ่งเราทำได้ดี เพราะเป็นจุดเด่นของเราอยู่แล้ว แต่เกมส์นี้อย่างที่เห็น ช่วง 20 นาทีแรก เราลำบากพอสมควร นั่นเพราะอาเซนอลมา Man Marking - High Pressing คือประกบ 1-1 เลย พอเราตัดบอลได้ พื้นที่เล่นมันก็น้อย เลยส่งผลให้เอาบอลขึ้นหน้าแทบไม่ได้ จนเสียประตูไปก่อน
จุดต่อมาที่ผมชอบคือ วิธีเล่น Out of possession ของคาร์ริค เพราะแกคุมมาสองนัด ใช้เกือบครบ ตั้งแต่ Low-block, Mid-block, High-press อย่างที่เห็นว่าพอเราเสียประตูก่อน คาร์คริคปรับให้ทีมเรามาเล่น High-pressing + Mid-block เพื่อบีบการขึ้นเกมส์ของอาเซนอล ซึ่งผลที่ได้คือประตู 1-1 นี่แหละครับ .... ลองนึกภาพว่าถ้าเราไม่ไล่ขึ้นมาสูง ลูก 1-1 คงไม่เกิด
เรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ In-possession ... คาร์ริคใช้วิธีคล้ายๆกับ ETH นั่นคือ Overload to Isolate (เน้นให้ผู้เล่นไปกระจุกกันส่วนนึงของสนาม เพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้ผู้เล่นตัวไกล) จากที่เราเห็นในลูก 3 และจังหวะบุกหลายๆครั้ง เวลาที่ไดนามิคระหว่างผู้เล่นทำงาน เคาะบอลแกะเพรสซิ่ง แล้วไหลต่อให้ริมเส้น จังหวะแบบนั้นแหละครับ ที่มันสร้างที่ว่างให้ทีมเรา อย่างเช่นลูกที่คุนญ่ายิง 3-2 เป็นต้น
ใดๆก็ตาม สิ่งที่อาจจะต้องพัฒนากันต่อคือ short build-up ... ในเกมส์นี้ถ้าสังเกตจะเห็นได้เลยว่า ทีมเราไม่ค่อยมีการต่อบอลสั้นเพื่อแก้เพรสซิ่งทะลวงไปเลย ส่วนใหญ่คือ เคาะๆ แล้ว Direct ... ซึ่งมันดีแหละในบางเกมส์ แต่ถ้าเกมส์ไหนที่คู่แข่งปิดช่องกันดี อันนี้ก็น่าสนว่าจะเป็นยังไง
ปัญหาที่ต้องจับตาดูอีกคือ เวลาเจอทีม Low-block จะเจาะเค้ายังไง ซึ่งในอีกไม่กี่เกมส์คงได้เห็นกัน มารอดูกันครับ แต่ตอนนี้ แฮปปี้ 6 แต้ม 5555
BRADY ❤️
12/01/2026
🔴 ปัญหาการเล่น ที่ทีม'อาจจะ'เจอ หลังจากนี้ 🔴
คิดว่าเมื่อคืนน่าจะเป็นนัดสุดท้ายที่เฟล็ทเชอร์ได้คุมทีมชั่วคราว ก่อนที่จะมีคนใหม่เข้ามาคุมจนจบฤดูกาลนี้ .... แต่ไม่ว่าจะเป็น โอเล่ หรือ คาริค ทั้งสองคนก็น่าจะใช้รูปแบบที่ Based on 4DF ค่อนข้างชัวร์ ... ทีนี้ผมเลยอยากจะมาพูดถึงจุดที่ผมเห็นว่า น่าจะมีปัญหา หรือจุดที่อาจจะต้องจับตาดูในการเล่นหลัง 4 ครับ
📌 Box Pe*******on (การสร้างโอกาส'ในกรอบเขตโทษ') = ปัญหานี้ไม่ใช่แค่หลัง4 แต่มันก็มีมาตั้งแต่หลัง3 ของอมอริมละ เวลาที่ต้องรับมือกับ Low-Block ทีมเรามักจะทำอะไรไม่ค่อยได้ .... ซึ่งจริงๆผมชอบไอเดียของเฟล็ทเชอร์นะ 3-1-6 / 3-2-5 แล้ว Overload ผู้เล่นเข้ามา เพียงแต่เฟล็ทเชอร์อาจจะซวยไปหน่อยตรงไม่มีอาหมัดกับเอ็มบูโม่ จุดนี้ก็ต้องดูว่าโค้ชคนต่อไปจะมีวิธีการแก้ยังไง
📌 Out of Possession / Pressing Structure : เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมว่าน่ากังวลที่สุดละ อย่างเฟล็ทเชอร์เองแกใช้ Man-to-Man Pressing แต่กลางเราไม่ได้ดีขนาดนั้น + ลิช่าเองก็ไม่ใช่ CB ที่เทพในการเล่น M2M มันเลยทำให้ทีมเราเพรสซิ่งได้ไม่ดีเท่าที่ควร (อย่างลูกแรกที่เสียให้ไบรท์ตันเป็นต้น) .... นอกจากนี้ กองกลางที่เรามีเอง ก็ยังเป็นจุดอ่อนด้วย เพราะไม่ได้มีพละกำลังที่พร้อมชนขนาดนั้น หรือแม้แต่ความเร็ว .... จุดนี้เองผมเลยมองว่า ไม่ว่าจะเป็น โอเล่/คาริค เรื่องนี้ควรจะโฟกัสไปที่ Mid-Block / Hybrid Pressing เพื่อเน้นชัวร์ เก็บผลการแข่งขันไปก่อน อย่าพึ่งไปเล่นบอลดุดันเอาใจแฟนบอลขนาดนั้น เพราะถ้าแพ้มา มันก็เท่านั้น
📌 Matheus Cunha : บอกตรงๆว่า แกเป็นผู้เล่นที่เหมาะกับ 10s LFW ในระบบหลัง 3 มากกว่า เพราะแกเป็นตัวรุกที่เน้นการเล่นในพื้นที่ด้านใน - Half Space ชอบดร็อปลงมาต่ำ .... ประเด็นคือในระบบหลัง 4 ที่ต้องใช้ปีกริมเส้นเป็นตัวทะลวง คุนย่า ยังไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ จากที่เห็นคือ แกมักจะหุบเข้าในเป็นหลัก ทำให้ด้านข้างต้องพึ่ง FB สูงมาก (ปัญหาที่ตามมาคือ พอเติมแล้วลงไม่ทัน หรือไม่สามารถ Cover เพื่อนได้ ในกรณีที่ทีม Build-up พลาด) .... จุดนี้เป็นอีกวิธีที่อาจจะต้องหาวิธีในการวางหมากใช้คุนย่าให้เหมาะสม เพื่อดึงประสิทธิภาพของแกให้ออกมาก่อน (แต่ถ้าย้อนเวลาไปก่อนที่จะได้ อมอริมมา แล้วเรายังเล่นหลัง 4 คุนย่าก็ไม่น่าจะถูกดึงตัวมาเช่นกัน 5555)
📌 Benjamin Sesko : อันนี้อาจจะเป็นจุดดี เพราะด้วยวิธีการเล่นตามสไตล์ Transition อาจจะทำให้เซสโก้นั้นได้ฉายแสงสักที เพราะจุดเด่นของแกคือการวิ่งสอดมายิง ใช้ความเร็วในการวิ่งทะลุไลน์ เป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับบอล Transition มากกว่า .... จากก่อนหน้านี้ที่แกต้องทำหน้าที่พักบอลเป็นหลักเพื่อช่วยเพื่อน Build-up ทำให้การสัมผัสบอลในพื้นที่อันตรายไม่ค่อยจะมีหรือมีน้อย และยิ่งถ้าเจอประกบติดเยอะๆ แกก็มีช่องเล่นได้น้อย ต่างจากระบบและวิธีเล่นแบบปัจจุบัน ที่แกมีโอกาสยิงเยอะ ยิงในพื้นที่ดีๆเยอะเช่นกันครับ (17 เกมส์ในยุคอมอริม แกสร้าง xG ได้ 4.5 ยิงได้ 2 .... แต่สองเกมส์ล่าสุด xG แก 1.5 ได้มา 3 ประตู มันบ่งชี้ว่า โอกาสที่แกได้ง้างเท้า มันดีขึ้นนั่นเองครับ)
นอกจากนั้นก็คงต้องไปดูเชิงรายละเอียด หลังจากโค้ชคนใหม่ได้มาคุมกันจริงๆ ..... พูดตามตรงว่าถึงแม้จะไม่มีถ้วยให้ลุ้นแล้ว แต่การที่ยังตามที่ 4 ในลีคแค่ 3 คะแนน ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ยังไม่หมดหวังนัก มองว่ามันคือการลุ้นแชมป์เอาก็ได้ครับ 55555
ปล. แต่เอาเข้าจริงๆ จบ Top 6 ได้ ชั่วโมงนี้ผมก็โอเคละ ทีมยังหวังอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เสียเวลาไปอีกปี 55555
BRADY ❤️
08/01/2026
🔴 Back to 'OVERLOAD' Concept 🔴
จริงๆตอนที่ดูเกมส์เมื่อคืน ผมรู้สึกถึงวิธีการเล่นและไอเดีย ที่คล้ายกับยุค ETH สุดๆครับ โดยเฉพาะชุดปี 22/23 ..... Concept ในการเล่นเมื่อคืนนี่แทบจะถอดแบบกันมาเลย
3-2-5 / 3-1-6 Build-up : หรือที่ช่วงนึง ETH เคยโดนบ่นว่าจะ Overload อะไรเยอะแยะ ซึ่งอย่างที่ผมเคยพูดเสมอมา การจะเล่นอะไรแบบนี้ได้ เทคนิคนักเตะต้องดีก่อน แล้วผลงานจะตามมา อย่างเช่นในปี 22/23 (ส่วนปีหลังๆถ้าใครจำได้ ETH แกไม่รอดเพราะ ไม่มีตัวขึ้นเกมส์อย่างลิช่า, ชอว์ แล้วกองหลังมีแค่ แม็คไกวร์, วานบิสสาก้า อะไรพวกนั้น) แต่เกมส์เมื่อคืนนี่จังหวะจ่ายยัดเข้าช่องทำได้ดี แล้วยิ่งการ Overload ผู้เล่นไว้ตรงกลาง มันเลยทำให้มีจังหวะเคาะหลายครั้ง แล้วก็ทำได้โอเคด้วย
UBT Concept // Through Ball : มันก็เป็นวิธีที่ชุด 22/23 ใช้ในการเจาะเข้าทำบ่อยๆเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นนัดเล่นในบ้านชนะลิเวอร์พูล 2-1 ลูกที่ซานโช่ยิง หรือ นัดชนะพาเลสในบ้าน พวกนี้มาจาก Concept ประมาณนี้หมดครับ .... (ว่าง่ายๆคือ แทงบอลขึ้นหน้า >> เพื่อนร่วมทีม ชิ่งคืน หรือป้ายกลับหลังให้ผู้เล่นอีกคน >> จากนั้นแทงบอลออกพื้นที่ว่าง ที่เพื่อนร่วมทีมวิ่งสอดไป .... มันจะเหมือนกับการ จ่ายขึ้นหน้า>เคาะกลับหลัง>ดึงตัวประกบ>แล้วแทงขึ้นหน้าออกพื้นที่ว่างแหละครับ)
Minimum Width : สูตรการจำกัดพื้นที่ ให้บอลอยู่แค่ตรงกลางสนามเท่านั้น (ไม่เลย Half Space) โดย Overload ผู้เล่นเข้าไปตรงนั้น แล้วให้ผู้เล่นริมเส้นยืนถ่างออกด้านข้างคนเดียว ..... อันนี้คือ Concept ที่ ETH ใช้กับ แรชฟอร์ดเป๊ะๆเลยครับ ทำให้ผู้เล่นด้านข้างมีพื้นที่เยอะ โอกาสโดนรุมน้อย ถ้าได้บอลก็จะมีโอกาสเจอ 1v1 มากกว่าโดนรุมแบบที่เราเห็นในแผนของอมอริม ... จุดนี้เอง ถ้าผู้เล่นริมเส้นเทคนิคดีๆ เวลาที่บอลถ่ายออกมา ก็จะมีโอกาสเจาะได้สูงครับ ..... หรือถ้าทีมเลือกจะเจาะตรงกลาง โอกาสก็มีเช่นกัน เพราะผู้เล่นส่วนใหญ่ Overload เข้าสู่ตรงกลาง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสิ่งที่ผมเห็นจากเกมส์เมื่อคืน ซึ่งมันคือสูตรเดียวกับที่ ETH ทำทีมเรานี่แหละครับ (ปี 22/23 , 24/25 ส่วนปี 23/24 นับได้ยาก เพราะผู้เล่นเจ็บกันเยอะมาก)
เพียงแต่จุดนึงที่เมื่อคืนต่างออกไปคือ เราเล่นออกไปในเชิงของ Mid-Block ซะเยอะ และประเด็นคือหลุดก็เยอะเหมือนกัน ซึ่งก็เข้าใจและทำอะไรไม่ได้ เพราะตรงกลางเรายังไม่ได้มีคนที่มีพลังงานและแข็งแกร่งมากพอ (อูการ์เต้จริงๆเล่นดีนะ แต่การปะทะยังมีแพ้บ้าง เช่นเดียวกับ คาเซมิโร่ ที่ค่อนข้างช้านั่นเองครับ)
ถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ชนะ (แต่ด้วยความที่ผมปลงแล้ว) ก็ยังดีที่ได้เห็น Concept อะไรแบบนี้อีก เพราะเอาเข้าจริงๆการเล่นแบบนี้มันสอดคล้องกับ Transition Attack // Fast Attack ที่สุดแล้วครับ 55555
BRADY ❤️
05/01/2026
🚨 Amorim Sacked by Man United 🚨
ลาก่อน อโมริมม โดนปลดเรียบร้อยครับ ... แต่ประเด็นคือ ผมกำลังจะลง รายละเอียดสิ่งที่แกปรับมาเล่น แล้ว X ก็เด้งมาทันทีว่า SACKED! .... ไอเราก็พยายามไปรวบรวมข้อมูลมา ยังไม่ทันโพสต์ พี่แกไปก่อนซะแล้ว 555555
ปล. เดี๋ยวมาดูกันต่อ ว่าผมจะได้ไปตามดูโค้ชคนไหน 5555
BRADY ❤️
04/01/2026
🔴 หลังเกมส์ LEEDS 1-1 MAN UNITED 🔴
สวัสดีปีใหม่ครับทุกท่าน กลับมาแมตช์แรกของปีก็แต้มหล่นกันไปเรียบร้อย 5555 จริงๆแมตช์นี้ + สถานการณ์จากข่าวช่วงนี้ ผมก็เริ่มจะไม่แปลกใจหลายๆอย่างละ ว่ามันมีปัญหามาจากข้างในเช่นเดียวกัน (ที่ตอนนี้น่าจะเริ่มหนักข้อขึ้นละ)
แต่อย่างแรกก่อนเลย เรื่องแผนและวิธีการเล่น ไปๆมาๆคือจากเกมส์ล่าสุด มาจนถึงเกมส์นี้ในช่วงเสียประตูขึ้นนำ แกกลับไปเล่นหลัง 3 อีกแล้ว ทั้งตอนครองบอลและไม่มีบอล ซึ่งมันส่งผลให้เกิดปัญหาเดิมๆซ้ำๆมา เช่น กลางขาดพลังงาน, ขาดมิติในพื้นที่สุดท้าย เป็นต้น
ยังดีที่ว่าหลังจากเสียประตูขึ้นนำไป แกปรับมาเล่นหลัง 4 ในรูปแบบ 4-4-2 / 4-4-1-1 แล้วส่งเซิร์กซีย์ลงมาเป็นเบอร์ 10 ตรงกลาง และอย่างที่เราเห็นกัน ทำให้แดนกลางเราเก็บบอลได้เยอะขึ้น ต่อบอลได้มากขึ้น จนเป็นที่มาของประตูตีเสมอ 1-1 ... แต่ต้องยอมรับว่า พอขาดเอ็มบูโม่กับอาหมัดไป ไดนามิคเกมรุกฝั่งขวาคือไม่ได้จริงๆ ดอร์กูมีจุดเด่นแค่วิ่งในพื้นที่ว่างอย่างเดียว แต่พอเจอสถานการณ์ 1-1 แกจะทำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เลยทำให้เกมรุกตันๆไปเหมือนกันเวลาขึ้นเกมส์ทางฝั่งนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราวนกลับมาที่เรื่องนอกสนาม จากที่ก่อนหน้านี้ อมอริมเคยพูดว่า "ยอมรับแล้วว่า 3-4-3 ที่ Perfect คงทำได้ยากในตอนนี้" และสัมภาษณ์ล่าสุดที่แกบอกว่า "แกมาเป็น Manager ไม่ใช่ Head Coach" (แต่สโมสรประกาศว่าแกเป็น Head Coach) ... เมื่อเอามาประกอบกับข่าวที่แกอาจจะมีปัญหากับ Wilcox ผมว่าจุดนี้ก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆเหมือนกันครับ
ส่วนตัวผมมองว่า บอร์ดมีแนวทางอย่างนึง และเอาอมอริมเข้ามาเพื่อหวังให้แกปรับให้เข้ากับแนวทางของบอร์ด ... แต่สุดท้ายคือ อมอริมก็มีจุดยืนของแกเช่นกัน ทำให้แนวทางหลายๆอย่างมันดูตะกุกตะกัก เช่นการเสริมตัวเป็นต้น (ที่บอร์ดเราเน้นเสริมพวก อเนกประสงค์มากกว่าตำแหน่งเฉพาะทาง) .... จนสุดท้ายแล้วมันก็เหมือนบีบอมอริมกลายๆให้แกต้องปรับ ซึ่งมันก็ดีแหละในมุมมองแฟนบอล แต่ถ้ามองในมุมของอมอริม แกก็คงมีไม่พอใจอยู่บ้าง แกถึงได้สัมภาษณ์ออกมาแบบนั้นหลังเกมส์
สุดท้ายคือ ปัญหานอกสนามก็ในส่วนของนอกสนาม เราก็คงต้องตามดูกันต่อไป แต่อมอริมแกก็ยังมีหน้าที่รับมือปัญหาในสนาม และ จุดนี้เองที่ผมว่า ถ้าแกจะอยากจะพลิกสถานการณ์ให้ดูดีขึ้น การหันมาโฟกัสหลัง 4 ในแบบของแกเองก็ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่า ใช้ 2-3 เกมส์ แล้วปรับกลับมาแบบเดิม เพราะต้องยอมรับว่า 3-4-3 ของแกมันตันจริงๆ
ปีนี้ก็คงได้แต่ลุ้นๆห่างๆไปแหละครับ โอกาสจบกลางตารางก็สูง หรือถ้าดวงเข้าข้าง โอกาสที่จะติด Top 6 ก็มีเช่นกัน (เพราะนอกจาก 3 ทีมบนแล้ว นอกนั้นผลัดกันสะดุดตลอด 55555)
BRADY ❤️
27/12/2025
🔴 หลังเกมส์ MAN UNITED 1-0 NEWCASTLE 🔴
ก่อนอื่นเลย สิ่งที่ผมชอบคือ Amorim ปรับรูปแบบการเล่นมาเป็นเกมส์ที่ 3 ติดต่อกัน (ที่แบบชัดเจน) **ซึ่งประเด็นนี้เดี๋ยวผมจะมาลงรายละเอียดอีกที เพราะเหมือนเป็น วิธีการเล่น 2.0 ของแกเช่นกัน
แต่ถ้าให้พูดคร่าวๆคือ ใน 3 เกมส์หลังสิ่งที่เราเห็นจากแกนั้น ....
1) การยืนตำแหน่งหลัง 4 : ไม่ว่าจะส่งผู้เล่นประเภทไหนลง แต่ในภาพรวมจะ Based on หลัง 4 เสมอ ... อย่างเกมส์ก่อนหน้าก็จะใช้ Yoro ไป cover พื้นที่ตำแหน่ง FB ด้านข้าง ..... เกมส์นี้ก็กลับมาเป็น Dalot แล้วใช้ Dorgu ไปเล่นเป็รปีกแทน
2) ความ Flexibility ที่มากขึ้นนิดหน่อย : เราเห็นหลากหลายรูปแบบจากสามเกมส์หลัง ทั้ง Base 4-4-2 (IP/OOP) , Build-up 3-2-5 / 4-4-1-1 , รวมถึง 3-4-3 ก็มีโผล่มาเช่นกัน ... แต่ Amorim แกจะพยายาม Base หลัง 4 แล้วดัน WB ข้างนึงขึ้นไปเป็นปีก (ก่อนหน้านี้ก็จะเป็น Amad)
3) 4-4-2 OOP/Pressing : จุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่แกกลับมาวิ่งไล่แบบ 4-4-2 มากขึ้น ทำให้มีความ Compact มากขึ้น (ถึงแม้จะยังไม่ดีมากก็ตาม)
-------
กลับมาที่เกมส์ล่าสุด จริงๆครึ่งแรกต้องบอกว่าทำได้ดีมในหลายๆจังหวะ ทำให้เรา Control เกมส์ได้ค่อนข้างเยอะ ได้จังหวะโจมตีอยู่บ่อยครั้ง .... กลับกันในครึ่งหลังเหมือนเกิดจุดเปลี่ยนที่ผมเห็นหลักๆ 2 จุด
(1) การถอด Mount ออก แน่นอนว่ามันส่งผลถึงพลังงานจังหวะปะทะแดนกลาง รวมถึงการคอนโทรลตรงกลางด้วย ซึ่งมันขาดหายไปแบบชัดเจนจากครึ่งแรก ที่เราจะเห็นแกป้วนเปี้ยนอยู่ตลอด รวมถึงสร้างจังหวะการจ่ายบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายด้วย .... แต่ก็เข้าใจได้จากสัมภาษณ์ Amorim ที่แกบอกว่า Mount รู้สึกแปลกๆ ถึงแม้จะลงเล่นต่อไหว แต่ไม่อยากเสี่ยง
(2) High-Pressing ของ Newcastle พอตรงกลางเราประสิทธิภาพลดลง กลายเป็นว่า เราแกะ Pressing ไม่ออกเลย ตลอด 45 นาทีของครึ่งหลัง .... ยิ่งเราไม่มี Transition Player ในสนามด้วย (แบบเอ็มเบอโม่ ที่ยืนตำแหน่ง หาที่ว่างรอบอลยาวได้ดี) เลยกลายเป็นว่า บอดสนิทเลย ไม่มีแผนแก้ทาง แต่เล่นแบบเดิม ก็เลยถูกกดตลอด 45 นาที
(2.1) อีกจุดคือ Defensive minded player จุดนี้คือ พอครึ่งหลังเรามีแต่ผู้เล่นที่พื้นฐานเล่นเกมรับ มันเลยยิ่งทำให้ เราดูอุดหนักกว่าเดิม ไม่มีการไล่สูง ไม่มีจังหวะ Offensive ที่ดี (ดาโลท์, เฮฟเว่น, ลิช่า, ชอว์, ดอร์กู, อูการ์เต้ .... ผู้เล่นเชิงรับ 7 คนในสนาม แถมคนที่ลงมาแทนก็เป็นนักเตะเชิงรับอย่าง โยโร, เฟรดริคสัน เข้าไปอีก) จุดนี้มันอาจจะไม่ได้ส่งผลในเชิงแทคติค แต่มันส่งผลถึงวิธีคิดของนักเตะแทนที่แหละครับ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 นัดหลัง ผมว่าวิธีการเล่นของ Amorim น่าสนใจอยู่ มีหลายประเด็นให้ลงรายละเอียด ซึ่งเดี๋ยวผมจะกลับมาลงรายละเอียดอีกที .... ใดๆก็ตาม คือเราชนะมันก็โอเคแหละครับ (อย่างน้อยๆก็ตอนนี้) ยิ่ง 3 นัดต่อไป เจอทีมท้ายตารางทั้งหมด ก็หวังและแอบคิดอยู่ไกลๆว่า เราคงจะเก็บได้หมดนะ 5555555
ปล. อันนี้ผมดักไว้ก่อนละกันครับว่า ถึงแม้ Amorim จะเริ่มเล่นแผนที่ Base หลัง 4 แต่ส่วนตัวผมมองว่า Amorim แกมอง BRUNO เป็น "8" ไปแล้ว ไม่ใช่ "10" เพราะเท่าที่ผมดูจากวิธีการเล่น และการสัมภาษณ์ ... เบอร์ "10" ของแกต้องเป็นพวก รับบอลในพท้นที่แคบเก่ง พลิกบอลได้ ตะลุยไปได้ แบบที่ Cunha ทำ .... แต่ Bruno นั้นคนละสไตล์ จุดนี้ผมมองว่า ต่อให้ทีมเราเล่นแบบนี้ต่อไป การได้เห็น Bruno กลับมายืน "10" ก็อาจจะยาก ..... ถ้าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้อีกอะนะครับ 555555
BRADY ❤️
21/12/2025
🔴 หลังเกมส์ VILLA 2-1 MAN UNITED 🔴
จริงๆเกมส์นี้ถ้าพูดถึงในเรื่องของแทคติค ส่วนตัวผมว่าภาพรวมตลอดทั้งเกมส์เรามีแทคติคที่ค่อนขข้างดีนะ กับการเล่น 4-4-2 Compact คล้ายๆกับในนัดเจอบอร์นมัธเลย การใช้ Wide CB มา Cover ตำแหน่ง ริมเส้นมากขึ้น , การดัน WB สองฝั่งขึ้นมาสูงขึ้น ตามสถานการณ์ และการใช้หน้าคู่สลับกันขึ้นลง
ซึ่งจุดนี้เองผมว่ามันทำให้จังหวะการปิดเกมรุกของคู่แข่ง, การไล่เพรสซิ่งทำได้ดีขึ้น ถ้าสังเกตวันนี้ จังหวะที่วิลล่าพยายามเซ็ตบอล เท้าสู่เท้า ขึ้นมาจากด้านหลัง เรามักจะเก็บจังหวะเหล่านั้นได้ค่อนข้างเยอะ
อย่างไรก็ตาม ไอปัญหาที่ส่งผลให้ทีมเราแพ้ ผมมองว่ามันมาจาก 1v1 situation ส่วนใหญ่เลย .... วิลล่าแก้ทาง Pressing เราด้วยการตักบอลยาวข้ามไปให้ตัวรุกเลย ซึ่งอย่างที่ทุกคนเห็น โยโร เอา โรเจอร์ ไม่อยู่เลย ทั้งสองลูกที่ได้ยิงนี่ ช่องเปิดเห็นๆ .... ถามว่ามันเข้าใจได้ไหม มุมนึงคือก็เข้าใจได้ว่า โยโรเอง ก็ไม่ใช่กองหลังที่คล่องขนาดประกบตัวริมเส้นขนาดนั้น + ไม่มีตัวทดแทนด้วย (ถึงแม้จะเซ็ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตัวเลือกไม่มีจริงๆ) และการเล่นแบบนี้มันทำให้กองหลังเรา 1v1 กับตัวรุกคู่แข่งเยอะด้วย พอเอาไม่อยู่ก็จบเลย
เช่นเดียวกันกับเกมรุก ที่วันนี้ถึงแม้ ดาโลท์, ดอร์กู จะทำได้ค่อนข้างดี แต่สุดท้ายแล้วจังหวะในการทะลวงเข้าไป ก็ยังสู้ อาหมัด ไม่ได้ มันทำให้มิติในพื้นที่สุดท้ายเราขาดหายไปเช่นกัน ... ยิ่งไม่มีบรูโน่ด้วย บอลหน้ากรอบเราก็ลดมิติลงไปแบบชัดเจนอีกเช่นกัน
คือถามว่า แทคติคมันมีส่วนไหมกับผลวันนี้ ส่วนตัวผมก็มองว่ามีแหละ เพียงแต่ว่า ด้วยตัวผู้เล่นที่มี ณ ตอนนี้ + การปรับเปลี่ยนของอมอริม (ในสองเกมส์หลัง) ผมก็ค่อนข้างเข้าใจแกนะ ... แต่อย่างว่าคือ สุดท้ายผลลัพธ์มันก็สำคัญ มาเปลี่ยนแทคติคเอาตอนนี้ แถมยังเก็บผลไม่ได้ มันก็ไม่มีอะไรพิสูจน์สักเท่าไหร่
ยิ่งการเสียประตูแทบทุกนัดยังคงเกิดขึ้นตลอดเรื่อยๆ มันก็ยิ่งส่งผลต่ออมอริมเช่นกัน .... จุดนี้ผมว่าน่าเป็นห่วงพอสมควร แต่อนาคตก็คืออนาคตครับ รอดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วจบฤดูกาลทีมเราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะผมมองว่า ถ้าได้โควต้าบอลยุโรปสักถ้วย แม้จะแค่คอนเฟอเรนซ์ อมอริมก็น่าจะได้ไปต่ออยู่ดี (จากการกระทำของบอร์ดจนถึงตอนนี้อะนะ 5555)
BRADY ❤️