22/06/2026
โภชนาการ 4.0
บทความอาหารสุขภาพ อัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการและการกำหนดอาหาร #พูดถึงอาหาร ต้อง #นักกำหนดอาหาร
22/06/2026
18/06/2026
เหตุผลสำคัญที่ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrates) เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว ฟักทอง และมันเทศ ช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินได้ เป็นเพราะกลไกการย่อยและการดูดซึมของร่างกาย
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วย "ใยอาหาร" และสารอาหารสูง ซึ่งใยอาหารเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวชะลอความเร็ว ทำให้ร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานขึ้น ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลและปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อน้ำตาลค่อยๆ ทยอยเข้าสู่กระแสเลือด จะส่งผลดีต่อระบบฮอร์โมนของเราดังนี้ครับ:
🔸 อินซูลินมีเวลาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อระดับน้ำตาลไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ตับอ่อนก็ไม่ต้องรีบหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาในปริมาณมหาศาล ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีเวลาในการค่อยๆ พาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
🔸 รักษาสมดุลไม่ให้อินซูลินพุ่งสูง อาหารกลุ่มนี้มักมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) การที่น้ำตาลไม่พุ่งปรี๊ดจะช่วยป้องกันไม่ให้ระดับอินซูลินพุ่งสูงค้างอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งการที่อินซูลินไม่แกว่งตัวรุนแรงนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการลดและป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน
ในทางกลับกัน หากเรากินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว หรือน้ำตาลทราย) ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและดูดซึมเข้าเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาลพุ่งสูงปรี๊ด ตับอ่อนต้องรีบปั๊มอินซูลินออกมาจัดการอย่างหนัก ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินนั่นเองครับ
ดังนั้น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคาร์โบไฮเดรต เพราะไม่เพียงแต่ช่วยชะลอการย่อย แต่ยังช่วยแบ่งเบาภาระของตับอ่อนและฟื้นฟูให้เซลล์กลับมาตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นครับ
#โภชนาการ 4.0 #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี #เบาหวาน #ดื้ออินซูลิน
17/06/2026
HbA1c 12% แต่บอกว่า ‘หนูงดหวานแล้ว’…”
หมอเชื่อ นักโภชนาการเชื่อ นักกำหนดอาหารก็เชื่อ
แต่ขอถามแค่คำถามเดียว
งดขนม งดน้ำหวาน งดของหวาน
มาแค่ 1–2 อาทิตย์นี้เอง…ใช่ไหม?
หลายคนเข้าใจว่า HbA1c จะลดลงทันทีหลังงดหวานไม่กี่วัน แต่ความจริงแล้ว HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น หากวันนี้ค่า HbA1c ยังสูงมาก ไม่ได้หมายความว่าคุณทำไม่สำเร็จ แต่หมายความว่าผลของพฤติกรรมในอดีตกำลังสะท้อนออกมา การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มทำวันนี้มีคุณค่าเสมอ เพียงแต่ต้องให้เวลาและทำอย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งท้อ เพราะทุกมื้อที่เลือกกินดีขึ้น กำลังส่งผลต่อผลเลือดครั้งถัดไป
#ทนายปีศาจ #โภชนาการ #อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี
17/06/2026
รู้ทัน 'ภาวะดื้ออินซูลิน'
ภัยเงียบทำให้อ้วนง่าย เสี่ยงเบาหวาน!
คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางคนพยายามลดน้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่ลง อ้วนลงพุง หิวของหวานบ่อย หรือกินอาหารเสร็จแล้วมักจะง่วงเพลียอย่างหนัก? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “ภาวะดื้ออินซูลิน" (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่นำไปสู่โรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต
ภาวะดื้ออินซูลิน เกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายของเราเริ่มไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ตับอ่อนจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณที่มหาศาล หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ ตับอ่อนจะเริ่มผลิตไม่ไหว ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงปรี๊ดและกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด สัญญาณเตือนภายนอกที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ มีปื้นดำคล้ำหนาหรือติ่งเนื้อบริเวณหลังคอและข้อพับ อ้วนลงพุง หิวของหวานตลอดเวลา หรือในผู้หญิงอาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ หน้ามัน ขนดก (PCOS)
แต่ข่าวดีก็คือ ภาวะนี้สามารถฟื้นฟูและย้อนกลับมาเป็นปกติได้ด้วยการปรับพฤติกรรม โดยมีหลักการง่ายๆ ดังนี้ครับ
1. ปรับการกินเพื่อกู้ระบบเผาผลาญ
เน้นการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว) เพราะจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด เสริมด้วยโปรตีนไขมันต่ำ ไขมันดี และไฟเบอร์แบบละลายน้ำจากพืชตระกูลถั่วและผักใบเขียว ที่สำคัญคือต้องลดละเลิกน้ำตาลทราย แป้งขัดขาว และอาหารแปรรูป นอกจากนี้ การทำ Intermittent Fasting (IF) หรือการเว้นช่วงการกินอาหารให้เหมาะสม จะช่วยให้ร่างกายมีเวลาพัก ลดระดับอินซูลินลง และเปิดโอกาสให้ดึงไขมันสะสมออกมาใช้ได้
2. ขยับร่างกายและจัดการไลฟ์สไตล์
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแบบคาร์ดิโอควบคู่กับการเวทเทรนนิ่ง จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อนี่แหละครับที่เป็นเตาเผาที่ช่วยดึงน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และจัดการกับความเครียด เพราะการอดนอนและความเครียดเรื้อรังจะไปกระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้น้ำตาลและอินซูลินในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้
หากใครกังวลว่าตัวเองอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาค่า HOMA-IR ซึ่งเป็นการประเมินความไวของอินซูลินล่วงหน้าได้เป็นปีก่อนที่จะป่วยเป็นเบาหวานครับ
สุขภาพที่ดีและระบบเผาผลาญที่สมบูรณ์ เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ที่จานอาหารและพฤติกรรมของคุณ มาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อบอกลาภาวะดื้ออินซูลินกันนะครับ!
#โภชนาการ 4.0 #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี #เบาหวาน #ดื้ออินซูลิน
31/05/2026
F&Q ถามกันมาเยอะ มาดูคำตอบกัน!
Q: ต้องจบจากสถาบันใดถึงจะมีสิทธิสมัครสอบ?
A: ตองสำเร็จการศึกษาจากหลกสูตรและสถาบันที่คณะกรรมการวิชาชพฯ ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ แบ่งตามปีประกาศ ดังภาพ (ผู้สมัครต้องตรวจสอบ ชื่อหลักสูตร และ ปีที่ปรับปรุงหลักสูตร ของตนเองให้ตรงตามประกาศอย่างละเอียด)
Q: แค่จบจากสถาบันที่รับรองแล้ว ถือว่ามีสิทธิสอบได้เลยหรือไม่?
A: ยังไม่ครบเงื่อนไข นอกจากสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรที่รับรองแล้ว ผู้สมัครจะต้องผ่านการฝึกปฏิบัติงานทางโภชนาการและการกำหนดอาหารในสถานพยาบาล ไม่ต่ำกว่า 900 ชั่วโมง จึงจะครบคุณสมบัติ
Q: ทำไมเพื่อนที่จบสถาบันเดียวกันเคยสมัครสอบได้ (ในปีแรก) แต่ปีนี้เราถึงสมัครไม่ได้?
A: กรณีนี้เกิดจากเงื่อนไขทางกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างช่วงปีแรกที่เปิดสอบกับปีปัจจุบัน ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วย มาตรา 12 และ มาตรา 13 แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการกำหนดอาหารเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2563 ดังนี้ครับ:
- กรณีของเพื่อน (สอบในปีแรก) ใช้เกณฑ์ "มาตรา 13" (บทเฉพาะกาล): กฎหมายในมาตรา 13 ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาและปฏิบัติงานด้านการกำหนดอาหารอยู่ก่อนแล้ว (ก่อนที่พระราชกฤษฎีกาฯ นี้จะบังคับใช้) โดยอนุญาตให้บุคคลกลุ่มนี้มีสิทธิยื่นขอขึ้นทะเบียนและทดสอบความรู้ได้เลย แต่ต้องรีบดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด (120 หรือ 180 วันนับแต่กฎหมายใช้บังคับ) เพื่อนของคุณจึงสามารถสมัครสอบได้ในช่วงแรกเริ่ม
- กรณีของคุณ (สอบในปีปัจจุบัน) ต้องใช้เกณฑ์ "มาตรา 12" (เกณฑ์ปกติ): เมื่อพ้นช่วงผ่อนผันในมาตรา 13 ไปแล้ว ผู้สมัครในปัจจุบันทุกคนจะต้องอิงตามมาตรา 12 ซึ่งระบุชัดเจนว่า ผู้ขอสอบจะต้องได้รับปริญญาในสาขาการกำหนดอาหารจาก "สถาบันการศึกษาที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหารรับรอง" เท่านั้น
Q: การรับรองสถาบันมีอายุตลอดชีพหรือไม่?
A: ไม่ใช่ หนังสือรับรองสถาบันมีอายุเพียง 5 ปี นับจากวันที่คณะกรรมการวิชาชีพมีมติรับรอง สถาบันจะต้องยื่นคำขอรับรองใหม่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน ก่อนที่หนังสือรับรองฉบับเดิมจะหมดอายุ
Q: สถาบันเดียวกัน แต่เรียนคนละปีการศึกษา สมัครได้ทุกคนหรือไม่?
A: ไม่เสมอไป หากมหาวิทยาลัยมีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ (เช่น เปลี่ยนจากหลักสูตรปี 60 เป็นปรับปรุงปี 65) สถาบันจะต้องยื่นขอรับรองหลักสูตรใหม่ทุกครั้ง หากผู้สมัครเรียนอยู่ในหลักสูตรปรับปรุงใหม่ที่ยังไม่ผ่านการรับรอง ก็ยังไม่มีสิทธิสอบจนกว่าจะดำเนินการรับรองสำเร็จ
Q: เพิ่งเรียนจบแต่ยังไม่ได้รับใบปริญญา สามารถสมัครสอบได้หรือไม่?
A: ได้ สามารถใช้ “หนังสือรับรองคุณวุฒิว่าสำเร็จการศึกษาในสาขาการกำหนดอาหาร” แทนปริญญาบัตรได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าหนังสือรับรองนั้นต้องได้รับการอนุมัติจาก สภามหาวิทยาลัย ของสถาบันที่จบมาเท่านั้น
Q: ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันต่างประเทศ สามารถสมัครสอบได้หรือไม่?
A: ได้ แต่สถาบันในต่างประเทศนั้นต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพฯ เช่นกัน และต้องแนบหนังสือรับรองสถาบันการศึกษาจากคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหารมาพร้อมการสมัครด้วย นอกจากนี้ หากผู้สมัครไม่มีสัญชาติไทย จะต้องแสดงใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการกำหนดอาหารจากประเทศที่สำเร็จการศึกษามาประกอบด้วย
Q: สถาบันที่เพิ่งเปิดสอนหลักสูตรการกำหนดอาหารเป็นครั้งแรก จะส่งนักศึกษาเข้าสอบได้เมื่อใด?
A: สถาบันที่เปิดสอนเป็นครั้งแรกต้องยื่นคำขอรับรองก่อนเปิดรับนักศึกษา และสามารถเริ่มสอนได้เมื่อผ่านการรับรองจากคณะกรรมการวิชาชีพแล้วเท่านั้น หากเข้าเรียนในสถาบันที่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เมื่อเรียนจบก็จะมีสิทธิสอบ
Q: เปิดรับสมัครเมื่อใด และสมัครทางช่องทางใด?
A: สำหรับผู้มีสัญชาติไทย สมัครผ่านระบบออนไลน์ Biz Portal (bizportal.go.th) ในระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 (08.30 น.) – 11 สิงหาคม 2569 (16.30 น.)
Q: รูปถ่ายที่ใช้สมัครมีข้อกำหนดอะไรบ้าง?
A: รูปถ่ายต้องเป็นรูปครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือแว่นดำ ไม่ยิ้มเห็นฟัน ถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน และห้ามใช้รูปที่สร้างจาก AI โดยเด็ดขาด เจ้าหน้าที่จะไม่พิจารณารูป AI ทุกกรณี
Q: เกณฑ์ผ่านการสอบคืออะไร?
A: ต้องได้คะแนนรวมทั้ง 2 หมวดวิชา ได้แก่ วิชากฎหมายฯ และวิชาชีพการกำหนดอาหาร 1 และ 2 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะถือว่าสอบผ่าน
#โภชนาการ 4.0 #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
29/05/2026
📌
⚠️ ประกาศสำคัญ 📌
คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการกำหนดอาหาร ขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ดำเนินการสอบความรู้ฯ จากเดิมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร
👉🏻"เป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ในวันและเวลาเดิม" 📢
https://mrd.hss.moph.go.th/mrd1_hss/?p=13460
26/05/2026
นักกำหนดอาหารท่านใดรออยู่ เตรียมพร้อมได้เลยค่ะ
#ต้องผ่านรอบนี้
📌 กำหนดการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการกำหนดอาหาร ประจำปี 2569
👉🏻 รายละเอียด https://mrd.hss.moph.go.th/mrd1_hss/?p=13415
24/05/2026
🥗 ซื้ออาหารปรุงสำเร็จ แต่อยากได้สุขภาพด้วย… ทำได้จริงไหม?
เวลาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อตอนเช้า หรือแวะซื้ออาหารระหว่างทางไปทำงาน หลายคนมักจะหยิบอะไรก็ได้ที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้คิดมาก แตรู้ไหมว่าแค่ “หยุดดูไส้” ก่อนหยิบสักสองวินาที อาจเปลี่ยนคุณภาพมื้อนั้นได้เลย
ลองนึกภาพนี้ดู คุณกำลังยืนอยู่หน้าตู้แซนวิช มีให้เลือกเต็มไปหมด ทั้งไส้ไข่ดาว ไส้แฮม ไส้เบคอนชีส และไส้ผักไข่ต้ม คำถามคือตาคุณวิ่งไปหาอันไหนก่อน? ถ้าคุณหยิบไส้เบคอนหรือแฮม ขอบอกเลยว่าคุณกำลังได้รับโซเดียมและไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงตั้งแต่เช้ามืด แบบที่ร่างกายยังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ แต่ถ้าลองเปลี่ยนมือแล้วหยิบไส้ไข่ต้มกับผักหลากสีแทน สิ่งที่ได้คือโปรตีนที่ย่อยง่าย ใยอาหารจากผัก และสารอาหารที่หลากหลายกว่า แค่นั้นเอง
แล้วจะดูยังไงว่าไส้ไหนดีกว่ากัน? ลองแบ่งในหัวเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือไส้ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือกินแค่นานๆ ครั้ง ได้แก่ ไขดาว เบคอน แฮม โบโลน่า ไส้กรอก หมูหยอง และชีส เหล่านี้ล้วนผ่านกระบวนการแปรรูป มีโซเดียม ไขมัน และสารกันบูดในระดับที่ถ้ากินทุกวันจะสะสมโดยไม่รู้ตัว กลุ่มที่สองคือไส้ที่เลือกได้บ่อยกว่า เช่น ไข่ต้ม ปูอัด ทูน่าในน้ำเกลือ ผักใบเขียว มะเขือเทศ แครอท กะหล่ำม่วง หรืออะโวคาโด กลุ่มนีให้โปรตีน วิตามิน และใยอาหาร โดยมีไขมันและโซเดียมน้อยกว่ากันมาก
กอนหยิบอาหารปรุงสำเร็จ ลองถามตัวเองสามข้อสั้นๆ ว่า ในมื้อนี้มีผักไหม มีโปรตีนจากธรรมชาติไหม และมีอะไรที่ผ่านการแปรรูปหนักหรือเปล่า ถ้าตอบได้วามีผัก มีโปรตีนดี และแปรรูปน้อย นั่นคือมื้อที่ดีพอแล้วสำหรับวันนั้น ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่ “ดีกว่าเดิมทีละนิด” ร่างกายก็รับรู้ความแตกต่างได้เสมอ
#โภชนาการ 4.0 | #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
21/05/2026
Hara Hachi Bu vs Mindful Eating
กินให้อิ่มพอดี…หรือกินอย่างมีสติ?
Hara Hachi Bu คือแนวคิดการกินแบบชาวโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ที่แปลได้ประมาณว่า “กินแค่ 80% ของความอิ่ม” โดยเน้นการหยุดกินก่อนแน่นท้อง เพื่อให้ร่างกายมีเวลารับรู้ว่าอิ่มจริงแล้ว แนวคิดนี้ช่วยลดการกินเกิน ลดพลังงานที่ได้รับ และอาจช่วยควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว
ส่วน Mindful Eating หรือ “การกินอย่างมีสติ” คือการใส่ใจต่อการกินในทุกขณะ ทั้งรสชาติ ความหิว ความอิ่ม และอารมณ์ของตัวเอง โดยไม่กินแบบเร่งรีบหรือเผลอกินเพราะเครียด เบื่อ หรือดูมือถือไปด้วย หลักสำคัญคือการฟังสัญญาณของร่างกาย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร
แม้ทั้งสองแนวคิดจะต่างกันเล็กน้อย แต่มีเป้าหมายคล้ายกัน คือช่วยให้เรากินอย่างพอดีและรู้ตัวมากขึ้น โดย Hara Hachi Bu เน้น “ปริมาณ” ส่วน Mindful Eating เน้น “ความรู้สึกและสติระหว่างกิน” ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้ดี
หลายคนที่ฝึกอย่างต่อเนื่องพบว่า กินช้าลง อิ่มเร็วขึ้น ลดการกินจุกจิก และรู้ทันการกินตามอารมณ์มากขึ้น จึงถือเป็นแนวทางง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องเคร่งครัดกับการนับแคลอรีหรืออดอาหารจนเกินไปครับ
#โภชนาการ 4.0 #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
16/05/2026
อาหารเพื่อสุขภาพ ≠ กินได้ไม่อั้น 🥑
มีเพื่อนๆ หลายคนถามว่า “กินอัลมอนด์ทุกวัน กินอโวคาโดทุกมื้อ แบบนี้ดีต่อสุขภาพมั้ย?” วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ฟังเรื่องนี้ตรงๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดกันบ่อยมาก
อาหารดี ก็เป็นดาบสองคมได้ ⁉️
ความจริงที่น่าแปลกใจคืออาหารที่ “ดีต่อสุขภาพ” นั้น ถ้ากินมากเกินไปก็ทำร้ายร่างกายได้เหมือนกัน เพราะอาหารพวกนี้ส่วนใหญ่มีพลังงานสูงมาก อัลมอนด์แค่ 28 กรัม หรือประมาณ 20-25 เม็ด ให้พลังงานถึง 160 kcal แล้ว ถ้าหยิบกินไปเรื่อยๆ ระหว่างดูซีรีส์ ไม่รู้ตัวเลยว่ากินไปเท่าไหร่ อโวคาโดหนึ่งลูกก็ให้พลังงานถึง 250-350 kcal เลยทีเดียว แค่นี้ก็เกือบเท่าข้าวหนึ่งจานแล้ว
ไม่ใช่แค่เรื่องแคลอรี่ ⚠️
นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่คนมักไม่รู้คือสารต้านธาตุอาหาร (Anti-nutrients) ที่ซ่อนอยู่ในอาหารสุขภาพพวกนี้ด้วย อัลมอนด์มีออกซาเลตสูง ถ้ากินเยอะทุกวันเสี่ยงนิ่วไตได้จริงๆ ส่วนธัญพืชและถั่วต่างๆ มีกรดไฟติกที่ไปขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญอย่างเหล็ก สังกะสี และแคลเซียม แก้ได้ด้วยการแช่น้ำ คั่ว หรือหมักก่อนกิน
กราโนล่าก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ หลายคนคิดว่ากินแทนข้าวได้ดีเพราะดูมีประโยชน์ แต่จริงๆ กราโนล่าหลายยี่ห้อมีน้ำตาลเพิ่มสูงถึง 15 กรัมต่อหนึ่งเสิร์ฟ และมีพลังงานหนาแน่นมากด้วย ปริมาณที่เหมาะสมคือแค่ 3-4 ช้อนโต๊ะต่อวันเท่านั้นเอง
แล้วกินยังไงให้ได้ประโยชน์จริงๆ ✅
หลักง่ายๆ คือให้อาหารจริงอย่างผัก เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา เป็นตัวหลัก 80-90% ของมื้ออาหาร แล้วค่อยเอา superfood พวกนี้มาเสริมอีก 10-20% วัดปริมาณด้วยมือตัวเองง่ายมาก ถั่วและอัลมอนด์ใช้หนึ่งกำมือ อโวคาโดครึ่งลูก กราโนล่าหรือข้าวโอ๊ตกำมือหลวมๆ แค่นี้พอ และอย่าลืมหมุนเวียนชนิดอาหาร ไม่กินตัวเดิมทุกวันด้วย
สรุปสั้นๆ คือไม่มีอาหารไหนดีหรือเลวตลอดกาล มีแต่ “ปริมาณ” และ “ความสมดุล” ที่เหมาะกับแต่ละคน อัลมอนด์หนึ่งกำมือต่อวันดีมาก แต่อัลมอนด์หนึ่งถุงต่อวันนั้นไม่ใช่เรื่องดีแล้ว โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัวอย่างไต เบาหวาน หรือกรดยูริกสูง แนะนำให้ปรึกษานักกำหนดอาหารก่อนนะ 😊
#อาหารเพื่อสุขภาพ #โภชนาการ #โภชนาการ4.0 #อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10400