Thai Life Saving Society

Thai Life Saving Society

แชร์

non-profit organization

02/09/2026

ทำไมหุ่นยนต์จีนวิ่งเหมือนเอามือปิดหน้า?
มันไม่ได้ “บ้า” และมนุษย์ก็ไม่ได้สั่งให้วิ่งแบบนี้

วันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2026 สนามแข่งขันในกรุงปักกิ่งเต็มไปด้วยเสียงเชียร์

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมทั่วโลกหยุดดู ไม่ใช่เพียงเพราะหุ่นยนต์กำลังวิ่งเร็ว

มันคือท่าวิ่งที่ดูประหลาดจนเหมือนคนกำลังเขินอายแล้วเอามือขึ้นมาปิดหน้า

หุ่นยนต์สองข้างยกแขนขึ้นสูงใกล้ใบหน้า ลำตัวโน้มไปข้างหน้า ขณะที่สะโพกและเอวหมุนสลับซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว

แทนที่จะวิ่งแบบมนุษย์ที่แกว่งแขนไปข้างหน้าและข้างหลัง

ภาพนั้นทั้งตลกและน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน

หุ่นยนต์ตัวนี้คือ Tien Kung Omni ซึ่งพัฒนาโดย X-Humanoid บริษัทด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากกรุงปักกิ่ง

ในการแข่งขันวิ่ง 400 เมตรรอบชิงชนะเลิศกลุ่มเล็กของ World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 มันทำเวลาได้ 45.66 วินาทีและคว้าเหรียญทอง

แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นไวรัลไม่ใช่เหรียญทอง

คือ “ท่าวิ่ง”

คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า

ใครเป็นคนสอนมันให้วิ่งแบบนี้?

คำตอบที่น่าสนใจคือ...

ไม่มีใครนั่งเขียนโปรแกรมว่า

“เวลาวิ่ง ให้ยกมือขึ้นมาปิดหน้า”

นักพัฒนาเริ่มต้นด้วยการออกแบบรูปแบบการวิ่งที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ โดยมีการแกว่งแขนตามปกติ

จากนั้นพวกเขานำหุ่นยนต์เข้าสู่กระบวนการฝึกด้วย Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง

หลักการง่ายๆ คือ ให้ระบบลองทำสิ่งต่างๆ แล้วให้ “รางวัล” เมื่อมันเข้าใกล้เป้าหมาย

ในการฝึกครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการวิ่ง 400 เมตรให้เร็วและมีประสิทธิภาพ

AI จึงทดลองรูปแบบการเคลื่อนไหวจำนวนมากในสภาพแวดล้อมจำลอง

บางแบบช้า

บางแบบเสียสมดุล

บางแบบใช้พลังงานมาก

และบางแบบทำให้ชิ้นส่วนบางจุดรับภาระมากเกินไป

เมื่อการทดลองดำเนินต่อไป ระบบก็ค่อยๆ ปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวของตัวเอง

จนสุดท้ายมันค้นพบว่า

สำหรับ “ร่างกายแบบหุ่นยนต์” การเลียนแบบมนุษย์ทุกอย่างอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

นี่คือหัวใจของเรื่อง

มนุษย์มีแขนที่ใช้แกว่งเพื่อช่วยรักษาสมดุลและประสานการเคลื่อนไหวของลำตัวและขา

แต่หุ่นยนต์ไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์

มันไม่มีมัดกล้ามเนื้อ เอ็น และโครงสร้างทางชีวกลศาสตร์แบบเดียวกับเรา

มันมีมอเตอร์

ข้อต่อ

แบตเตอรี่

เซนเซอร์

ระบบควบคุม

และข้อจำกัดด้านความร้อน

เมื่อระบบทดลองวิ่งเป็นระยะทาง 400 เมตร มันพบว่าการแกว่งแขนแบบมนุษย์ทำให้ข้อต่อบริเวณหัวไหล่ต้องทำงานมากขึ้นและเกิดความร้อน

ขณะเดียวกัน การยกแขนขึ้นและลดการใช้ไหล่ในการขับเคลื่อน ทำให้สามารถถ่ายภาระไปยังส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวจากสะโพกและเอว

เมื่อประกอบกับการโน้มลำตัวไปข้างหน้า รูปแบบดังกล่าวจึงช่วยให้หุ่นยนต์รักษาสมดุลและวิ่งได้เร็วขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของตัวมันเอง

พูดง่ายๆ คือ

AI ไม่ได้คิดว่า “ท่านี้ดูเท่”

มันไม่ได้คิดว่า “ฉันจะทำให้คนหัวเราะ”

และมันไม่ได้รู้สึกเขินจนต้องเอามือปิดหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบค้นพบว่า

“ท่านี้ใช้ได้ผลกับร่างกายของฉัน”

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า emergent behavior หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ โดยไม่ได้ถูกกำหนดรายละเอียดเอาไว้ตั้งแต่ต้น

มนุษย์กำหนดเป้าหมาย

แต่วิธีไปถึงเป้าหมายนั้น ระบบสามารถค้นหาเองภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

มันไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์มีจิตสำนึกหรือมีความคิดเหมือนมนุษย์

มันไม่ได้ “ตัดสินใจ” ในความหมายแบบที่คนเราตัดสินใจ

แต่มันสามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวกับผลลัพธ์ แล้วปรับนโยบายการควบคุมให้เหมาะสมกับเป้าหมายได้

สิ่งที่น่าทึ่งจึงไม่ใช่แค่ท่าทางประหลาด

แต่คือการที่คอมพิวเตอร์สามารถค้นพบว่า การทำบางอย่างที่มนุษย์มองว่า “ผิดธรรมชาติ” อาจกลับเหมาะสมที่สุดสำหรับเครื่องจักร

และนี่เป็นประเด็นสำคัญของวงการหุ่นยนต์ในยุคใหม่

นักวิจัยไม่ได้พยายามสร้างหุ่นยนต์ให้เลียนแบบมนุษย์ทุกอย่างอีกต่อไป

แต่กำลังพยายามสร้างระบบที่สามารถค้นหาวิธีเคลื่อนไหวที่เหมาะกับ “ร่างกายของหุ่นยนต์” เอง

เพราะหุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องวิ่งเหมือนคน

ขอเพียงมันวิ่งได้เร็ว ประหยัดพลังงาน รักษาสมดุล และไม่ทำให้ตัวเองพังเสียก่อน

ในงาน World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 21–26 สิงหาคม ค.ศ. 2026 มีหุ่นยนต์เข้าร่วมมากกว่า 2,000 ตัวจากกว่า 660 ทีม และแข่งขันกันใน 51 รายการ ทั้งการแข่งขันกีฬาและภารกิจที่จำลองการทำงานจริง

การแข่งขันจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องความเร็ว

ยังมีการทดสอบการหยิบจับ การทำงานในคลังสินค้า การเชื่อมต่อสายไฟ การบริการ และภารกิจอื่นๆ ที่ต้องการความแม่นยำและความเป็นอิสระในการทำงาน

เพราะความสามารถในการวิ่งเร็วไม่ได้แปลว่าหุ่นยนต์จะสามารถทำงานในโลกจริงได้ดี

นี่คือบทเรียนสำคัญที่เห็นได้จากการแข่งขันครั้งนี้

หุ่นยนต์บางตัวสามารถวิ่งเร็วอย่างน่าทึ่ง แต่กลับล้ม ชนสิ่งกีดขวาง หรือมีปัญหาในการหยุดและควบคุมตัวเองหลังเข้าเส้นชัย

หุ่นยนต์ Tien Kung Ultra ยังสร้างสถิติวิ่ง 100 เมตรใหม่ในการแข่งขันครั้งนี้ โดยทำเวลาได้ 8.64 วินาทีตามรายงานของ Reuters ขณะที่สถิติโลกมนุษย์ของยูเซน โบลต์คือ 9.58 วินาที

แต่การวิ่งเร็วกว่าไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์ “เก่งกว่ามนุษย์” ในทุกด้าน

มนุษย์ยังมีความสามารถที่หุ่นยนต์จำนวนมากทำได้ยากมาก เช่น การรับรู้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน การปรับตัวต่อสิ่งใหม่ การหลบสิ่งกีดขวางที่ไม่คาดคิด และการตัดสินใจในโลกจริง

ดังนั้นภาพหุ่นยนต์วิ่งเร็วจึงเป็นเพียงหนึ่งชิ้นส่วนของภาพใหญ่

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ คือการแข่งขันเพื่อสร้าง “Physical AI” หรือ AI ที่ไม่ได้เพียงตอบคำถามอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่สามารถรับรู้โลกทางกายภาพ เรียนรู้จากมัน และควบคุมร่างกายของตัวเองให้ทำงานได้

และท่าวิ่งประหลาดของ Tien Kung Omni อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างเล็กๆ ที่ทำให้เราเห็นว่า

เมื่อเราปล่อยให้เครื่องจักรเรียนรู้ภายใต้กฎและเป้าหมายที่กำหนดไว้

คำตอบที่มันค้นพบ อาจไม่เหมือนสิ่งที่มนุษย์เคยคิดเลย

มันอาจดูตลก

อาจดูผิดธรรมชาติ

หรืออาจดูเหมือนหุ่นยนต์กำลังเอามือปิดหน้าหนีโลก

แต่เบื้องหลังท่าทางนั้นคือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ การควบคุมมอเตอร์ และการเรียนรู้ของเครื่องจักรจำนวนมหาศาล

และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้จาก AI ในอนาคต

ไม่ใช่ให้มันทำทุกอย่างเหมือนมนุษย์

แต่ให้มันค้นพบวิธีที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่มันเป็น

เพราะบางครั้ง...

คำตอบที่ฉลาดที่สุด อาจเป็นคำตอบที่มนุษย์ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

เจาะเวลาหาอดีต
แหล่งอ้างอิง

China News Service / National Comprehensive Science and Technology Innovation Center — รายงาน Tien Kung Omni และการแข่งขัน 400 เมตร, 24 สิงหาคม ค.ศ. 2026

Global Times — Robot’s viral “face-covering” sprint at 2nd World Humanoid Robot Games, 24 สิงหาคม ค.ศ. 2026

Reuters — China’s record robotic strides show the limits of human speed, 28 สิงหาคม ค.ศ. 2026

Associated Press — A Chinese humanoid robot sets a new 100-meter sprint record at Beijing Games, สิงหาคม ค.ศ. 2026

Ars Technica — World humanoid robot games show runners breaking records, สิงหาคม ค.ศ. 2026

Beijing Institute for General Artificial Intelligence — OmniXtreme general motion control framework, มีนาคม ค.ศ. 2026

#หุ่นยนต์จีน #เทคโนโลยี #วิทยาศาสตร์ #หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #นวัตกรรม #เรื่องน่ารู้

02/09/2026
27/07/2026
01/06/2026

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีสิ่งแปลกปลอมอุดตันหลอดลม (Choking)

01/06/2026

3 ไม้ครับ 3 ไม้…555…

04/05/2026

เผือจะเจอเหตุเช่นนี้บ้าง จะได้รู้และเข้าใจความคิดของ “ช้าง” บ้างอ่ะครับ

แม่ช้างตัวหนึ่งบุกขึ้นมาบนทางหลวงอย่างบ้าคลั่ง เพราะเธอเชื่อว่ามีใครบางคนลักพาตัวลูกของเธอไปขึ้นรถบรรทุก

เหล่าคนขับรถเล่าว่า อยู่ดีๆ เธอก็ปรากฏตัวออกมา ชาร์จเข้าใส่รถยนต์ ขวางถนน และไล่ตามทุกสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะสามารถขนย้ายอะไรบางอย่างไปได้ ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนต่างคิดว่าเธอได้กลายเป็นอันตรายต่อทุกคนรอบข้าง แต่เจ้าหน้าที่สัตว์ป่าก็ตระหนักได้ในเวลาต่อมาว่า ความตื่นตระหนกของเธอนั้นมีสาเหตุ... นั่นคือลูกของเธอหายไป

แม่ช้างน่าจะเคยเห็นสัตว์ตัวอื่นถูกขนย้ายมาก่อน ดังนั้นเมื่อลูกของเธอหายไป เธอจึงปักใจเชื่อว่ามีใครบางคนเอาตัวลูกไป เธอเริ่มไล่ตามยานพาหนะบนทางหลวง ตรวจค้นรถทุกคันที่ขับผ่านราวกับว่าลูกของเธออาจจะอยู่ข้างในนั้น แต่มันกลับกลายเป็นความเข้าใจผิดที่น่าเศร้า

ลูกช้างไม่ได้ถูกใครจับไป แต่มันเดินหลงออกไปไกลเกือบหนึ่งไมล์จนหาทางกลับไม่ได้ และล้มฟุบลงด้วยความเพลียแดดก่อนจะหาทางกลับมาเจอแม่ โชคดีที่เจ้าหน้าที่สัตว์ป่าพบตัวลูกช้างได้ทันเวลา พวกเขาช่วยทำให้ร่างกายมันเย็นลง ป้อนน้ำ และช่วยพยุงให้มันกลับมายืนได้อีกครั้ง

เมื่อเจ้าหน้าที่พาลูกช้างมาพบกับแม่ในที่สุด แม่ช้างที่เคยทำท่าทางดุร้ายเข้าใส่รถยนต์ก็กลับกลายเป็นสงบลงทันที แท้จริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการจะทำร้ายใคร เธอเพียงแค่คิดว่าเธอกำลังไล่ตามคนที่ขโมยลูกของเธอไปเท่านั้นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าตัดสินเพียงแค่พฤติกรรมภายนอก: ในตอนแรกผู้คนมองว่าแม่ช้าง "ดุร้าย" และ "อันตราย" แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมนั้นเกิดจาก ความรักและความกลัว การมองข้ามพฤติกรรมที่ก้าวร้าวเพื่อหา "สาเหตุ" ที่แท้จริง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10700