26/06/2025
ขออนุญาตแชร์ไว้เตือนตัวเองหน่อยครับ ว่าต้องทำจักรยานเด็กให้เสร็จภายในปีนี้!!
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
ความฝันคันแรก และเป้าหมายก่อนตายของช่างจ้ำ Jumm Bike's Studio | คันโปรด EP04
จักรยาน Custom ต่อเองทั้งคันของช่างจ้ำ อานุศานติ์ เผ่าจินดา และเป้าหมายสุดท้ายก่อนตายกำกับ : วินัย สัตตะรุจาวง...
06/04/2025
สวัสดีครับท่านผู้ติดตามเพจที่รัก มีหลายท่านทักท้วงมาทางข้อความว่าติดตามเพจอยู่ เงียบเหลือเกิน ให้ช่วยเขียนอะไรบ้างเถอะ ผมขออนุญาตเขียนเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับจักรยานโดยตรง แต่อาจเป็นประโยชน์กับนักปั่นจักรยานทุกคนแล้วกันนะครับ
ที่ไม่ได้เขียนบทความมาสักพักใหญ่เพราะมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น หนึ่งในสาเหตุหลักคือขี้เกียจครับ😅 และอีกเหตุการณ์สำคัญเลยคือ ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาผมมีปัญหาทางด้านการมองเห็น ชื่ออาการคือ“จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment)“ ต้องเข้ารับการผ่าตัดทันทีที่ตรวจพบครับ ซึ่งปัญหาหลักของโรคนี้ไม่ใช่เรื่องของอาการ(ถึงแม้ว่าจะอันตรายถึงขั้นตาบอดได้ก็ตาม) แต่เป็นกระบวนการผ่าตัดและพักฟื้นครับ
ขั้นตอนการผ่าตัดไปเสิร์ชหาจากในอินเตอร์เนทได้นะครับ คร่าวๆเริ่มด้วยการผ่าเปิด - ใช้เลเซอร์ยิงเพื่อซ่อมแซม - เย็บปิด - สุดท้ายฉีดแก๊สใส่เข้าไปเพื่อดันให้ผนังที่หลุดลอกติดสนิท ดังนั้นการพักฟื้นที่แสนทรมานคือ “ต้องก้มหน้าให้มากที่สุด เพื่อให้แก๊สลอยขึ้นด้านบนไปดันผนังจอประสาทตาให้ติดสนิทครับ” 😭
ทีนี้ล่ะคือปัญหา การพักฟื้นใช้เวลาประมาณ2-3เดือน ต้องก้มหน้าให้มากที่สุดไม่เว้นตอนนอน หากก้มไม่ดีอาจมีผลข้างเคียงคือ
- จอประสาทไม่ติดสนิท แน่นอนว่าต้องผ่าตัดแบบเดิมอีก🥲
- อาการต้อกระจก เกิดจากแก๊สโดนเลนส์ตา ก็ต้องผ่าตัดลอกต้ออีกเช่นกัน🫠
แน่นอนว่าระหว่างพักฟื้นไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ทีนี้เราจะรักษาสุขภาพโดยไม่ออกกำลังกายได้อย่างไรล่ะ?
+++++
ในช่วงหลายปีมานี้มีเรื่องน่าสนใจทางด้านสุขภาพนอกเหนือไปจากที่เราทราบกันดีคือ การกินที่เหมาะสม การออกกำลังกาย และการพักผ่อนที่ดีแล้วนั้น เทรนด์ที่ได้รับความนิยมตามโซเชียลต่างๆ ซึ่งถ้าท่านได้ติดตามรีล ติ๊กตอก หรือชอร์ทวีดิโอสายนี้ก็อาจจะเคยพบเห็นมาบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจและได้ลองพิสูจน์กับตัวเองสักระยะแล้ว ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าสนใจจึงอยากมาเล่าให้ฟังสัก4-5เรื่องครับ
1. การแช่น้ำเย็นจัด (Ice Bathing)
อันนี้เป็นที่นิยมอย่างมากนะครับ มีสถานที่ให้บริการหลายที่แล้ว ข้อดีก็เยอะมากเช่นกันครับ
- ทางด้านร่างกายช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน และช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี เหมาะมากสำหรับนักปั่นครับ
- ส่วนทางด้านจิตใจคือช่วยฝึกสมาธิและความเข้มแข็งของจิต แถมยังช่วยกระตุ้นโดพามีนอีกด้วย
+ เนื่องจากขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากและสิ้นเปลือง และข้อควรระวังเรื่องอุณหภูมิของน้ำที่ต่ำเกินไปอาจทำให้เซลล์กล้ามเนื้อเสียหายแทน มีอีกทางเลือกคือทำตามเทรนด์ล่าสุดก็ได้ แช่น้ำเย็นจัดแค่ช่วงใบหน้าหรือลำคอ ทำได้ง่ายและประหยัดกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันครับ
**ด้วยข้อจำกัดจากการผ่าตัดของผมที่โดนน้ำไม่ได้ก็เลยไม่ได้ทำมาสักพักแล้วครับ ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นมากขนาดที่ว่าต้องทำ ส่วนตัวผมให้
3/5 คะแนนครับ มีประโยชน์ถ้าทำได้ก็ดีครับ**
2. การสัมผัสกับพื้นโลกโดยตรง (Earthing, Grounding)
อันนี้เริ่มเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆครับ มีวิธีง่ายๆแค่ยืนบนพื้นไปจนถึงอุปกรณ์ที่ซับซ้อนเช่นแผ่นรองนอน
- ทางด้านร่างกาย ช่วยแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า ลดการอักเสบฟื้นฟูบาดแผล ปรับสมดุลระบบประสาท
- ทางด้านจิตใจช่วยให้สงบและผ่อนคลาย กระตุ้นเซโรโทนิน
+ ขั้นตอนปกติก็ไม่ยุ่งยากเท่าไร แทบไม่มีค่าใช้จ่ายและเสียเวลานิดหน่อย แต่ถ้าระดับแอดวานซ์ใช้แผ่นรองนอนก็มีค่าใช้จ่ายพอสมควรเลยครับ
**ส่วนตัวค่อนข้างเห็นผลลัพธ์ที่ดีในการสัมผัสพื้นโลกโดยตรงเปรียบเทียบกับช่วงที่ไม่ได้ทำครับ ร่างกายซ่อมแซมดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ความรู้สึกและอารมณ์ก็แตกต่างอย่างมีนัย ผมให้
4/5 คะแนน มีโอกาสก็จะทำตลอดครับ**
3. การตากแดด (Sunlight Exposure)
หลายท่านทราบว่าดีว่าแสงแดดมีประโยชน์มากมายครับ
- ทางด้านร่างกาย คือช่วยให้ร่างกายผลิตวิตตามินดี เสริมสร้างกระดูก แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือการช่วยให้ร่างกายรับรู้ถึงนาฬิกาชีวิตได้ตามจริง และช่วยในการผลิตเมลาโทนิน ที่มีส่วนช่วยในเรื่องการนอนได้เป็นอย่างดีครับ
- ทางด้านจิตใจ ช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า และช่วยกระตุ้นเซโรโทนินอีกด้วยครับ
+ การตากแดดไม่ยุ่งยากและแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเลยครับ สำหรับนักปั่นหลายท่านที่ปั่นแต่ช่วงเย็นที่สกายเลนควรลองปั่นช่วงเช้าเพื่อสัมผัสแสงแดดบ้างนะครับ และสำหรับนักปั่นที่ออกปั่นเช้าหลายๆท่านก็ควรระวังที่จะโดนแดดมากเกินไปครับ
**ส่วนตัวผมการตากแดดถือว่ามีผลชัดเจนในการดำรงชีวิตเลยครับ หลังผ่าตัดเนื่องจากต้องนอนคว่ำทำให้การนอนหลับไม่ดีเลยการฟื้นฟูร่างกายก็ช้า พอผ่านไปประมาณ2สัปดาห์เริ่มลุกเดินได้ ออกจากบ้านมาสัมผัสแสงแดดบ้างการนอนดีขึ้นอย่างชัดเจน อารมณ์ก็ดีขึ้นด้วยครับ ข้อนี้ผมให้
4.5/5 คะแนน ขาดไม่ได้เลยครับ**
4. การฝึกหายใจ (Breathwork)
อันนี้เป็นที่นิยมมาสักพัก มีหลากวิธีหลายรูปแบบมากครับ แต่ละแบบก็มีข้อดีแตกต่างกัน ผมทำบ่อยสุดคือวิธี Wim Hof Method
- ข้อดีทางร่างกายคือช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต การแลกเปลี่ยนออกซิเจน กระตุ้นการฟื้นฟูร่างกาย
- ทางด้านจิตใจ ช่วยให้ใจสงบ เข้มแข็ง ลดความเครียด และช่วยกระตุ้นการหลั่งเอ็นโดรฟิน
+ เช่นเดียวกับการตากแดด การฝึกหายใจไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ทำได้ทุกที่แค่สละเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้อเสียมีเพียงเรื่องหน้ามืดในบางครั้งบางคนครับ แค่เลือกวิธีการฝึกเพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับตนเองครับ
**ส่วนตัวผมใช้การฝึกหายใจนี้ทดแทนการออกกำลังกายในช่วงที่ออกไม่ได้ครับ ให้ผลลัพธ์เทียบเคียงได้กับการออกกำลังกายเบาๆเช่นการเดินได้เลย ช่วยให้ปลอดโปร่งแถมยังช่วยรักษาความสามารถในการหายใจที่ฝึกฝนมาได้ ข้อนี้ผมให้
4.5/5คะแนน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ**
5. การนั่งสมาธิ (Meditation)
อันนี้เป็นเทรนด์ที่นิยมมาหลายพันปี ขอยกให้เป็นสุดยอดของการดูแลสุขภาพจิตเลยครับ
- ประโยชน์ทางร่างกายก็มี ช่วยในการปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยการเชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาท และช่วยในเรื่องการนอนหลับ
- ประโยชน์ทางจิตใจ มากมายมหาศาล ช่วยลดความเครียด ความกดดัน และความกังวล กระตุ้นโดพามีน เซโรโทนิน ออกซิโตซิน และเอ็นโดรฟิน มาครบเลยครับ
+ อันนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย ทำได้ง่ายและบ่อยมากด้วย เรียกได้ว่ามีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษเลย ถ้าประยุกต์ใช้ในการใช้ชีวิตประจำวันได้จะเป็นประโยชน์มากครับ ถ้าไม่เคยทำเลยแนะนำว่าควรลองทำดูนะครับ
**ส่วนตัวพยามจะทำให้ได้บ่อยที่สุด ข้อนี้ให้
5/5 คะแนนเต็มครับ**
+++++
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอออกตัวเลยว่า จากการที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาทั้งหมดในชีวืต มีสิ่งที่เป็นข้อสรุปอยู่หนึ่งอย่างคือ แต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกัน สิ่งหนึ่งที่ดีหรือได้ผลสำหรับบางคน อาจไม่ดีหรือไม่ได้ผลสำหรับบางคนก็ได้ เหมือนที่ลุงสตีฟชอบพูดว่า
“No one is average”
ดังนั้นมีทางเดียวที่ท่านจะทราบว่าข้อมูลมากมายในโซเชียลมีประโยชน์กับเราจริงหรือไม่ คือลองพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้นครับ!!
ท่านใดเคยลองทำตามเทรนด์พวกนี้มาบ้าง ได้ผลอย่างไรมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ หรือมีเทรนด์อะไรแปลกใหม่มานำเสนอหรืออยากให้ผมพิสูจน์ก็ยินดีทดลองครับ
ปล. นอกเหนือจากตรวจสุขภาพร่างกายแล้ว อย่าลืมตรวจสุขภาพดวงตาบ้างนะครับ ขอให้ทุกท่านปั่นจักรยานด้วยความสุขและปลอดภัยจากอุบัติเหตุและโรคภัยต่างๆครับ
ด้วยความเคารพรัก
ช่างจ้ำ
21/09/2024
Jumm's Bike Studio รู้สึกเป็นเกียรติมากที่มีโอกาสบรรยายเรื่องการปรับจักรยานไตรกีฬา ร่วมกับอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ในกิจกรรมดีๆที่ทางโรงพยาบาลสมิติเวชจัดขึ้นในครั้งนี้
ติดตามกิจกรรมดีๆในครั้งต่อไปได้ทาง Samitivej Club นะครับ
29/06/2024
ก่อนอื่นต้องขออภัยที่หายไปนานครับ จะเขียนภาคต่อเรื่องอาหารที่ค้างไว้ให้จบก็ติดเรื่องข้อมูลอ้างอิง เพราะตั้งใจจะไปเทสเรื่องแพ้อาหารแฝงมาเพื่อประกอบการเขียนด้วย หลังจากไปเทสเรื่องVo2Maxมาที่ โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ ( Samitivej Srinakarin Hospital ) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้ความรู้ใหม่ๆมามากมายพอสมควร
ก็เลยมีความตั้งใจว่าจะเขียนหัวข้อนี้ให้ละเอียดมากขึ้นอีกนิดแล้วกันเพราะมีคนสอบถามมาหลายคนมาก จากที่ตอนแรกตั้งใจจะเขียนแค่ว่า เรื่องการกินอาหารที่ดีก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการปั่นจักรยาน เพื่อเป็นการเกริ่นนำเพื่อเข้าสู่หลักการหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากลุงสตีฟมา
แต่พอได้ทดลองอะไรใหม่ๆด้วยตัวเองมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วได้ผลดี ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ติดตามเช่นกัน เอาเป็นว่าอดใจภาคต่ออีกนิดนะครับ รับรองว่าคุ้มค่าครับ
*****
ระหว่างนี้ผมไปเจอเพจที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินที่ดีมากๆเพจหนึ่ง ชื่อว่า หมอจิรรุจน์ อยากให้ลองเข้าไปอ่านกันดู คุณหมอเรียบเรียงได้เข้าใจง่าย มีข้อมูลที่ละเอียดและที่เชื่อถือได้ครับ
ส่วนเรื่องไบค์ฟิตติ้งตามที่ตั้งใจว่าจะเผยแพร่หลักการที่ได้จากลุงสตีฟ ซึ่งเรียบง่ายและตรงไปตรงมา จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตัวท่านเองนั้น จะทยอยเขียนตามมาหลังจากนี้ด้วยครับ ขออภัยอีกครั้งที่ทิ้งช่วงไปนานครับ🙇🏽♂️🙇🏽♂️
ขอบพระคุณที่ติดตาม
ช่างจ้ำ ที่ไม่ได้ลดความอ้วนแต่น้ำหนักลงเอง
27/05/2024
อีกเรื่องที่สำคัญกับประสิทธิภาพของร่างกาย ที่ลุงสตีฟให้ความสำคัญมากๆคือเรื่อง“อาหาร”ครับ
ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า ผมรับประทานมังสวิรัติมาเป็นเวลานานกว่าสิบปีแล้ว (สาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องศาสนาหรือสุขภาพ แต่แค่สงสารบรรดาสัตว์ต่างๆที่ต้องกลายมาเป็นอาหารให้เรา😢)
เพิ่งกลับมาเริ่มกินเนื้อสัตว์เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วตามคำสั่งของแพทย์ เหตุจากหมอนรองกระดูกระหว่างท่อนL4-L5แตก แล้วร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อน้อยมากไม่พอช่วยประคองการทรงตัวเพื่อปกป้องส่วนที่บาดเจ็บ เนื่องจากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอจากโภชนาการที่บกพร่องมาเป็นระยะเวลานาน
อย่างไรก็ตาม อาหารหลักของผมก็ยังคงเป็นผัก ผลไม้ ขนมปัง ถั่ว และผลิตภัณฑ์นม มากกว่าเนื้อสัตว์อยู่ดี จะกินเสริมแค่บางมื้อเท่านั้น ด้วยความที่คิดว่าเรากินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น จึงละเลยเรื่องความสำคัญทางด้านสารอาหารและโภชนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายผมมาเป็นระยะเวลากว่าสิบปีคือ น้ำหนักเฉลี่ยผมจะอยู่ราวๆ95กิโลกรัม ยิ่งช่วงเริ่มกลับมากินเนื้อสัตว์บ้างแล้วยิ่งหนักเลย พุ่งไปแตะ98กิโลกรัมเลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนักตัวอย่างเดียว เรื่องการขับถ่าย การนอนหลับ และเรื่องสุขภาพผิวเช่นผื่นคันรวมถึงสิวก็มีปัญหาเช่นกัน แต่อยู่ในระดับที่คิดเอาเองว่ารับได้และเป็นปกติ..
**********
จนถึงวันที่ได้พบกับลุงสตีฟ ก่อนเดินทางตั้งเป้าว่าได้ไปต่างประเทศจะกินของอร่อยที่ชอบให้เต็มที่ ปรากฎว่าไปถึงลุงจับทดสอบระบบการตอบสนองของร่างกาย ได้ผลว่า ร่างการผมมีการต่อต้านต่ออาหารแทบทุกชนิด ทุกประเภท ยกเว้นเพียงเนื้อสัตว์และไข่เท่านั้น!!
พอทราบผลแล้วก็ยังไม่เชื่อ ผมที่เป็นคนไทยจะแพ้ข้าวได้อย่างไรวะ? ผักมีประโยชน์แล้วทำไมไม่ต้องกินล่ะ? ร่างกายจะเอาไฟเบอร์จากไหน การขับถ่ายจะเป็นอย่างไร?? และด้วยความสงสัยก็เลยต้องทดลองให้รู้กันไปข้างนึงด้วยการกินแต่เนื้อสัตว์ตามที่ลุงบอก (ลุงใช้ภาษาอังกฤษว่า “Carnivore diets” ส่วนคนที่ไม่ได้แพ้สารอาหารอย่างอื่นสามารถกินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ โดยใช้คำว่า “Caveman diets“ ได้)
ลุงเล่าถึงประวัติของตัวเองต่อว่า ก่อนหน้านี้แกก็กินวีแกน(กินแต่พืชไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย) มาเป็นเวลาหลายสิบปี จนไม่กี่ปีมานี้แกตรวจพบว่าเป็นโรคพาร์กินสัน แล้วพยามต่อสู้กับโรคนี้หลายทาง ศึกษาจากหลายศาสตร์จนพบกว่าหนทางรักษาหลักคือให้ความสำคัญกับอาหาร โดยเปลี่ยนมากินแต่เนื้อสัตว์นี่แหละ โดยให้เหตุผลว่าในพืชผักผลไม้ปัจจุบันนี้มีแต่การใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และการตัดแต่งพันธุกรรมมากมาย กว่าจะมาเป็นผักที่ใบเขียวสวย ผลไม้รสหวานฉ่ำอย่างที่เราได้กินกันในทุกวันนี้..
*********
มีต่อโพสต์หน้านะครับ โพสต์เดียวน่าจะยาวไป เดี๋ยวมาดูกันว่าการรับประทานอาหารที่ค่อนข้างสุดโต่งแบบนี้เมื่อผ่านไป2เดือนมีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายผมบ้าง แอบเกริ่นว่าเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะค่าVO2Max ของผมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ🙇🏽♂️
02/05/2024
ขออนุญาตอัพเดทบริการด้านไบค์ฟิตติ้งของจ้ำไบค์สตูดิโอครับ
ด้วยประสบการณ์ในการทำไบค์ฟิตติ้งอันยาวนานทำให้เราได้พบเจอปัญหาของนักปั่นมากมาย ซึ่งหลายปัญหามีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ที่ใช้ในการทำงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของทุกท่าน รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาให้กับนักปั่นกับจักรยานทุกประเภทได้อย่างเหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับให้มีการบริการทางด้านไบค์ฟิตติ้งหลายรูปแบบที่แตกต่างกันในรายละเอียดของการทำงาน ท่านสามารถเลือกให้เหมาะสมกับประเภทการใช้งานของท่านได้ตามนี้ครับ
1. เบสิคไบค์ฟิตติ้ง เหมาะกับผู้เริ่มปั่นจักรยานหรือปั่นออกกำลังกายในปริมาณไม่มากนัก
ใช้เวลา90-120นาทีในครั้งแรก สามารถเข้ามาติดตามผลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายใน45วัน
ค่าบริการ5,000บาท
2. วิเคราะห์และจัดการปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปั่น เหมาะสำหรับผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ หรือใช้เพื่อการแข่งขัน
ใช้เวลา120-180นาทีในครั้งแรก สามารถเข้ามาติดตามผลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายใน90วัน
ค่าบริการ 8,500บาท
3. ปรับการทำงานของระบบร่างกายเพื่อใช้งานจักรยานได้อย่างสมบูรณ์ โดยหลักการเอกสิทธิ์เฉพาะของ Steve Hogg ไบค์ฟิตเตอร์อันดับหนึ่งของโลก เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการปั่นจักรยาน นักกีฬาจักรยาน หรือผู้ที่มีปัญหาร่างกายที่ซับซ้อน
ใช้เวลา240-300นาทีในครั้งแรก สามารถเข้ามาติดตามผลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมภายใน180วัน
ค่าบริการรวมอุปกรณ์ต่างๆ 12,900บาทครับ
4. ชั่วโมงพิเศษ สำหรับบริการต่างๆนอกเหนือจากบริการข้างต้น
ท่านที่ต้องการปรับตั้งเพิ่มเติมหลังหมดระยะเวลาหรือนอกเหนือจากการรับประกัน หรือปรับรถคันต่อไป หรือบริการอื่นๆที่ใช้ความรู้ความสามารถ
ค่าบริการชั่วโมงละ 2,000บาทครับ
*****
ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองคิวนัดโดยติดต่อได้ทางช่องทางตามนี้ครับ
โทร 0878137117
ไลน์ไอดี jummsbikestudio
หรือทางข้อความในเพจ Jumm’s Bike Studio นี้ครับ
ขอบพระคุณที่ไว้วางใจจ้ำไบค์สตูดิโอมาเป็นระยะเวลาแสนนาน เราสัญญาว่าจะตอบแทนทุกท่านด้วยการให้บริการอย่างเต็มความสามารถครับ
ช่างจ้ำ
25/04/2024
การหายใจเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการปั่นจักรยานเลยนะ ซึ่งถ้าให้เรียงตามลำดับความสำคัญก็ตามนี้เลย
การหายใจ->การทรงตัว->การเคลื่อนไหว
ถ้ามันสำคัญที่สุด ดังนั้นลองมาเช็คกันหน่อยว่าท่านหายใจได้มีประสิทธิภาพหรือยัง?
*****
ลุงสตีฟเขียนบทความเรื่องการหายใจ ใช้ชื่อบทความว่า “Performance Breathing“ ซึ่งเป็นบทความที่ต้องเสียเงินเข้าไปอ่าน และผมก็ขอลุงเอามาสรุปง่ายๆให้ทุกท่านอ่านกันครับ
ลุงแนะนำว่าเราควรหายใจทางจมูก เพราะมนุษย์เราถูกดีไซน์ให้ใช้จมูกหายใจ ระบบทางเดินหายใจมีส่วนประกอบหลายส่วนที่ซัพพอร์ตต่อการหายใจทางจมูกมากกว่าปากนะ
การหายใจทางจมูกมีข้อดีคือ
- อากาศที่เข้าสู่ปอดได้รับการกรองพวกฝุ่นผงต่างๆ
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลำเลียงออกซิเจนจากกระแสเลือดสู่กล้ามเนื้อ
- อากาศที่เข้าปอดถูกปรับความชื้น ปรับอุณหภูมิให้เข้ากับร่างกาย
- ร่างกายมีสิ่งเร้าให้ตึงเครียดน้อยกว่าหายใจทางปาก (ลองนึกภาพเวลาเราตกใจหรือเข้าโหมดหนีตายสุดชีวิต เราหายใจทางปากทุกคน)
ปกติผมก็ไม่เคยสนใจเรื่องนี้นะ มันคงใกล้ตัวมากเกินไป ตอนเหนื่อยมากๆก็หายใจทั้งปากและจมูกพร้อมกัน เวลามีคนถามว่าหายใจทางไหนดีผมมักตอบว่าหายใจให้ทันก็พอ🥵
พออ่านบทความจบมีความสงสัยก็เลยถามลุงว่า แล้วเหนื่อยๆใครจะไปหายใจทางจมูกอย่างเดียวได้ล่ะ?
ลุงบอกสั้นๆ “ลองฝึกดู ช่วงแรกๆก็หายใจทางปากตามที่ถนัดสลับกันไปก่อน”
ผมก็ร้อนวิชาเลยลองฝึกวันนั้นเลย ช่วงแรกทรมานมาก หายใจไม่ทันโว้ย! ออกปั่นแป้ปๆก็หายใจทางปากแล้วเพราะทำจนเป็นนิสัย พอฝึกไปสักสี่ห้าครั้งเริ่มจับทางได้ ผมจะหายใจด้วยจมูกได้เมื่ออยู่ในโซนหัวใจโซน2เท่านั้น ก็เลยๆค่อยๆปรับเพสและฝึกการหายใจให้ค่อยๆทนโซนที่สูงขึ้นได้ทีละเล็กน้อย
พอเริ่มฝึกจนชิน รู้สึกว่าร่างกายจัดการกับปริมาณออกซิเจนได้ดีขึ้นแบบรู้สึกได้ รู้สึกเหนื่อยช้าลง (ความเห็นส่วนตัวผมว่าเกี่ยวข้องกับปริมาณ Vo2Max โดยตรง ซึ่งเดี๋ยวจะไปเทสที่โรงพยาบาลแล้วเทียบเคียงกับสถิติในการ์มินอีกที)
ลุงยังบอกอีกว่า เวลาเราหายใจทางปากนอกจากจะมีข้อเสียที่ตรงข้ามกับการหายใจทางจมูกทุกข้อแล้ว ยังเพิ่มเติมข้อเสียในเรื่องของการไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม ซึ่งไม่เพียงทำให้ประสิทธิภาพของการหายใจลดลงเท่านั้น ยังส่งผลต่อกล้ามเนื้อหลายส่วนบริเวณกระดูกเชิงกราน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลในการนั่งและออกแรงปั่นอีกด้วยนะ
*****
ท้ายนี้อยากให้ทุกท่านลองเช็คดูว่าท่านหายใจทางไหนเป็นหลัก ถ้ายังหายใจทางปากอยู่ก็ลองฝึกหายใจให้ถูกต้องกันดูครับ ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่เสียสตางค์เลยด้วย ค่อยๆลองดูสัก1-2เดือนแล้วได้ผลอย่างไรมาแลกเปลี่ยนกันบ้างนะครับ
ด้วยรัก
ช่างจ้ำจมูกบาน
*บทความนี้แปลและเรียบเรียงจาก www.stevehoggbikefitting.com โดยได้รับอนุญาตแล้ว
20/04/2024
ขอบพระคุณพี่เอี่ยว และ New Bike Day Podcast ที่ให้โอกาสอีกครั้งครับ
แฟนของช่างจ้ำแห่ง Jumm's Bike Studio คงรู้ว่าเขาเพิ่งกลับจากการไปเรียนกับ Steve Hogg ปรมาจารย์นักปรับจักรยานระดับ World Class Bike Fitter ที่รับสอนคนน้อยมาก คัดเลือกอย่างเข้มข้น ช่างจ้ำเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เรียน หลังจากตื้อขอสมัครเรียนนับสิบปี
สงสัยมั้ยครับว่า สตีฟสอนอะไร และช่างจ้ำเอามาใช้กับนักปั่นไทยอย่างไรบ้าง
นี่คือเหตุผลที่เรากลับไปคุยกับเขาอีกครั้ง ที่สำนัก Jumm Bike พระราม 9 รีบมาคุย เพราะไม่แน่ว่าชีวิตเขาอาจเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ฟังพร้อมกันได้ที่
Spotify: https://shorturl.at/iCJKR
Apple Podcasts: https://shorturl.at/zGJV2
Podbean: https://shorturl.at/dxEG6
YouTube: https://youtu.be/qTXvr-HMBag?si=SI7yYINwFGx3vey2
16/04/2024
ทำเรื่องยากให้ง่ายเข้าไว้ พอเรารู้สึกว่ามันง่ายเราก็จะทำเรื่องนั้นไปได้เรื่อยๆเอง..
ทุกท่านที่มาใช้บริการฟิตติ้งที่จ้ำไบค์ฯมักจะได้ยินผมอธิบายความสำคัญของการจัดท่าทางที่ถูกต้องบนจักรยานให้ดี เพราะเรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการทุกอย่างบนจักรยานเลย
โดยผมมักจะยกตัวอย่างการรักษารูปทรงของกระดูกสันหลังที่เป็นธรรมชาติ ด้วยการหายใจเข้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของแรงดันของกระบังลม ก่อนที่จะโน้มตัวลงไปจับแฮนด์จักรยาน
ผมยังอธิบายถึงความสำคัญของการทำกายบริหาร รวมถึงท่วงท่าต่างๆเพื่อสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรงพอจะรักษาโครงสร้างที่ดีและเป็นธรรมชาตินั้นเอาไว้ให้ได้ เพียงพอที่จะป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้กล้ามเนื้อผิดส่วนในการชดเชยการรักษาท่าปั่นจักรยานเป็นระยะเวลานาน
ซึ่งผมเองก็พยามอธิบายองค์ประกอบอื่นๆที่ซับซ้อนในรูปแบบที่ง่ายที่สุดที่จะอธิบายได้ แต่อ่านข้อความข้างต้นแล้วงงไหมครับ? ผมเขียนไปเรื่อยๆก็เริ่มงงเหมือนกันนะ เพราะการอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนแบบนี้ให้เข้าใจได้ง่ายรวมไปถึงการออกกำลังกายตามจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นมันไม่ง่ายเลยน่ะสิ
แต่เรื่องทั้งหมดถูกลุงสตีฟที่เก๋ากว่าผมอธิบายไว้ด้วยประโยคแสนเรียบง่ายและแสนสั้นแค่ว่า
“The best core exercises is stand and sit TALL.“
แปลเป็นไทยว่า “การออกกำลังกายแกนกลางที่ดีที่สุดคือการยืนให้ตรงและนั่งให้ตรง“
แค่นั้น!
เพราะการรักษาโครงสร้างของหลังที่ดีก็คือการออกกำลังที่ง่ายที่สุดที่คุณสามารถทำได้ทุกวัน เนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่คุณกำลังพยามต่อสู้อยู่นั้นไม่มีวันหยุด! พอคุณพยามยืนและนั่งให้ตัวตรงเท่ากับคุณสู้กับแรงต้านอยู่ตลอด แล้วพอทำจนเป็นนิสัยก็เท่ากับเป็นการออกกำลังกายไปด้วยเป็นประจำ ซึ่งก็ช่วยให้สุขภาพโดยรวมของคุณดีขึ้นตามไปด้วยโดยปริยาย
โครงสร้างของหลังที่ดียังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนและคอร์ติซอลอีกด้วยนะ
พอโครงสร้างดีก็การหายใจก็ดีไม่เหนื่อยง่าย
พอโครงสร้างดีการส่งสัญญาณในระบบประสาททำงานได้อย่างสมบูรณ์ก็ออกแรงได้เต็มที่ คุณก็ปั่นจักรยานได้ดีขึ้นตามไปด้วย
และที่สำคัญคือพอโครงสร้างดีก็ช่วยในเรื่องของบุคลิกภาพไปด้วย ตัวจริงไม่หล่อแต่พอถ่ายรูปตอนปั่นออกมาแล้วดูดีขึ้นแน่นอน!
แค่ฝึกยืนและนั่งให้หลังตรงเท่านั้นแหละ เรื่องยากก็กลายเป็นเรื่องที่เราทำได้ง่ายและบ่อยขึ้น เดี๋ยวพอเราก็ทำได้เรื่อยๆ ผลดีก็จะตามมาเองครับ
ด้วยรักและปราถนาดี
ช่างจ้ำ ยืนและนั่งหลังตรง
*แปลและเรียบเรียงจากบทความใน www.stevehoggbikefitting.com ซึ่งได้รับอนุญาตแล้ว
02/04/2024
หลังจากที่เรียนจบและได้รับการรับรองประกาศณียบัตร Steve Hogg Approved จากมือลุงเป็นที่เรียบร้อย กลับมาเมืองไทยผมก็เริ่มทบทวนสิ่งที่เรียนกับลุงมา นำองค์ความรู้มาสังเคราะห์และประยุกต์ใช้กับงานไบค์ฟิตติ้งปกติที่เคยทำที่จ้ำไบค์สตูดิโอ
แล้วก็ได้ลองทำงานตามโปรโตคอลพิเศษของแกไปเป็นจำนวนหลายเคส พอมีเวลาได้ศึกษาและค้นคว้าเพิ่มเติมก็พบว่าลุงแกนี่เป็นอัจฉริยะจริงๆนะ พอรู้สึกอย่างนั้นผมก็เลยคิดได้ว่ามีหลายสิ่งที่ควรส่งต่อเพื่อให้เป็นประโยชน์กับนักปั่นจักรยานชาวไทย ดีกว่ารู้ไว้คนเดียว ซึ่งเรื่องที่คิดว่าพอจะถ่ายทอดให้ได้และสื่อสารไม่ผิดพลาดก็คือการแปลบทความของแกครับ
+++
เนื่องจากลุงแกเขียนบทความไว้เยอะมากๆ ด้วยประสบการณ์การทำงานเป็นไบค์ฟิตเตอร์กว่าสามสิบปี เป็นคอลลัมนิสต์ให้กับหลากนิตยสาร หลายฟอรัม ค้นคว้าและเรียบเรียงทฤษฎีมากมาย ตอบปัญหาต่างๆให้กับนักปั่นจากทั่วโลก บทความหลายร้อยเรื่องได้ถูกรวบรวมไว้ในเว็บไซต์ www.stevehoggbikefitting.com ซึ่งปกติจะต้องเสียเงินเพื่อเข้าไปอ่านกัน แต่ผมเห็นว่าหลายบทความมีประโยชน์มากๆ จึงขออนุญาตแกดื้อๆแปลบทความเป็นภาษาไทยให้ทุกท่านได้อ่านกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
+++
และถ้าจะให้แปลแบบตรงตามต้นฉบับทั้งบทความเลยก็คงใช้เวลามหาศาลมากครับ ผมเลยขอเรียบเรียงหลายๆบทความใหม่แบบเข้าใจง่ายๆ ใช้เวลาอ่านไม่นาน และนำไปประยุกต์ใช้กันได้จริงเหมือนบทความที่แล้วเรื่องการออกกำลังกายในห้องน้ำนะครับ ไม่ทราบยังมีใครทำตามกันอยู่หรือเปล่า ผมยังทำอยู่เป็นประจำ พอจะเห็นประโยชน์ของการฝึกและสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนให้กับร่างกายด้านที่ไม่ถนัดได้บ้างแล้วล่ะครับ
อย่างไรคอยติดตามกันนะครับ จะพยามเขียนให้ไม่เยอะมากแต่จะเขียนให้บ่อยครับ
ด้วยความเคารพรัก
ช่างจ้ำ