27/04/2026
“…การทำงานใดๆไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ควรจะต้องตั้งเป้าหมาย ขอบเขต และหลักการไว้ให้แน่นอน เพราะจะช่วยให้สามารถมุ่งเข้าสู่ผลสำเร็จได้โดยตรง และถูกต้องพอเหมาะพอดี เป็นการป้องกันและขจัดความเมื่อยล้า ความสิ้นเปลือง ความเสียเปล่า ทุกอย่างได้อย่างสิ้นเชิง…“
พระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 9
🔥🔥🔥การฝึกความเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) และความรวดเร็วฉับไว (Quickness)
🥇🥇🥇นักกีฬาหลายประเภทต้องการความคล่องแคล่วว่องไวในการปรับเปลี่ยนจังหวะและทิศทางในการเคลื่อนไหว ดังนั้น จึงต้องการการทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะยืดหยุ่น( Elastic) และปฏิกิริยาการตอบสนอง (Reactive) อย่างรวดเร็วไวภายหลังการยืดยาวออกของกล้ามเนื้อ (Lengthening) ก่อนหดตัวสร้างแรงในการเคลื่อนไหว🔥…ด้วยเหตุนี้ นักกีฬาที่ขาดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching Exercise) หรือขาดความอ่อนตัว (Flexibility) จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายในปฏิบัติทักษะและการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้กำลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว
❤️❤️❤️ในด้านการฝึกความเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) และความรวดเร็วฉับไว (Quickness) ส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า เป็นการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริกด้วยขาข้างเดียวสลับกัน อาทิเช่น การวิ่งซิกแซ็ก การวิ่งเร็ว และการเริ่มต้นออกวิ่ง เป็นต้น โดยเน้นการเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบ
🔥🔥🔥ดังนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬา และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ควรพิจารณาให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิกิริยาการตอบสนองการเคลื่อนไหวด้วยขาข้างเดียวสลับกัน ควบคู่ไปกับการฝึกด้วยความต้านทานที่หนัก รวมทั้งทำการทดสอบกำลังระเบิด (Explosive Power) และความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ของนักกีฬา
ความเร็ว-ความแข็งแรงและความแข็งแรง-ความเร็ว (Speed-Strength and Strength-Speed)
❤️❤️❤️กำลัง (Power) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ ความเร็ว(Speed) กับความแข็งแรง (Strength) ดังนั้น ปลายด้านหนึ่งของกำลัง (Power) คือ ความเร็ว (Speed) ในขณะที่ปลายอีกด้านหนึ่งของกำลัง คือ ความแข็งแรง (Strength) เนื่องจากกำลังถูกพัฒนาขึ้นมาจากการผสมผสานกันของความเร็วและความแข็งแรง นักกีฬาที่ได้รับการฝึกกำลังอย่างแท้จริงจึงอยู่ในช่วงระดับกลางๆระหว่างความเร็วกับความแข็งแรง ถ้าหากเราสังเกตดูนักกีฬาประเภทที่ต้องเคลื่อนที่เข้าหาวัตถุ เช่น ลูกบอล ลูกเทนนิส ลูกขนไก่ ลูกปิงปอง หรือเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเข้าสกัดกั้นคู่ต่อสู้ เช่น รักบี้ อเมริกันฟุตบอล หรือต้องเคลื่อนที่ข้ามแดนไปยังฝ่ายตรงข้าม เช่น กาบัดดี้ หรือแม้กระทั่งต้องผลักดันฝ่ายตรงข้าม เช่น การเข้าสกรัมในกีฬารักบี้
🥇🥇🥇ถ้าหากจะต้องจำแนกประเภทกีฬาส่วนใหญ่ จะพบว่า หลายประเภทกีฬาจะเป็นแบบผสม ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ฟุตบอล ฟุตซอล แฮนด์บอล บาสเกตบอล วิ่งระยะสั้น ฮอกกี้ อเมริกันฟุตบอล รักบี้ และกีฬาประเภททีมทั่วไปอีกหลายประเภท สามารถจัดเป็นหมวดหมู่เพิ่มเติมได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทความเร็ว-แข็งแรง (Speed-Strength) กับประเภทความแข็งแรง-ความเร็ว (Strength-Speed) การแยกหมวดหมู่ของกีฬาในลักษณะนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่า หมายถึง กีฬาที่จัดอยู่ในประเภทความเร็ว-ความแข็งแรง (Speed-Strength) นั้นมาจากความเร็ว (Speed) กับกีฬาที่จัดอยู่ในประเภทความแข็งแรง-ความเร็ว (Strength-Speed) นั้นมาจากความแข็งแรง (Strength) แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากกีฬาหลายประเภทมีนิยามที่ทับซ้อนกันในหลายหมวดหมู่ สองหมวดหมู่นี้ครอบคลุมกีฬาประเภทบุคคล ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และกีฬาประเภททีมเกือบทั้งหมดในระดับหนึ่ง (Sandler,2005)
🔥🔥🔥ถึงแม้ว่า จะเป็นเรื่องจริงที่แต่ละประเภทกีฬาแสดงคุณลักษณะต่างจากประเภทกีฬาที่ระบุไว้ แต่จากการที่ผู้ฝึกสอนกีฬา และบรรดานักวิทยาศาสตร์การกีฬาสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า กีฬาที่นักกีฬาแต่ละประเภทเล่นอยู่นั้น จัดอยู่ในหมวดหมูใดถือว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง (Great Asset) ทั้งนี้ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการฝึกซ้อมกำลัง ( Power Training Strategy) ได้อย่างเจาะจงตรงกับความต้องการและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
🥇🥇🥇ความเร็ว-ความแข็งแรง (Speed-Strebgth) หรือกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Power)
❤️นักกีฬาแต่ละประเภทที่ต้องใช้กำลังขับเคลื่อนในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ควรตระหนักไว้เสมอว่า การสร้างแรงผลักดันในขณะวิ่งนั้นไม่เพียงแต่ต้องอาศัยความสามารถในการสร้างแรงในระดับสูงเท่านั้น…❤️ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ 🔥…จะทำอย่างไรให้สามารถให้สร้างแรงเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วระหว่างที่เท้าสัมผัสพื้นในช่วงระยะเวลาที่สั้นที่สุด
🔥🔥🔥จากพื้นฐานนี้ จึงสรุปได้ว่า การวัดคุณสมบัติ “..ความเร็ว-ความแข็งแรงหรือกำลังแบบไม่ใช้ออกซิเจน..” เฉพาะด้านที่สะท้อนถึงความสามารถของนักกีฬาในการสร้างแรงปฏิกิริยากับพื้นดินในลักษณะของ ”…กำลังระเบิด (Explosively)..” นั้น มีความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพด้านความเร็ว (Speed) และความคล่องแคล่วว่องไว(Agility) ของนักกีฬา และเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “…กำลังระเบิด (Explosive) หรือความเร็ว-ความแข็งแรง (Speed-Strength)…” ที่มีต่อประสิทธิภาพความสามารถในการเล่นกีฬา (Abernathy et al., 1995) ทำให้มีการนำวิธีการทดสอบที่หลากหลายมาใช้เพื่อประเมินคุณสมบัติเหล่านี้
🥇🥇🥇ความแข็งแรง-ความเร็ว (Strength-Speed)
🔥🔥🔥กล่าวโดยสรุป กีฬาที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นกีฬาที่ดุเดือด (Rough) และมีการปะทะทางด้านร่างกายเป็นหลัก (Physical Contact) เช่น อเมริกันฟุตบอล ฟุตบอล ฮอกกี้ รักบี้ ยูโด ยูยิตสู มวยปล้ำ มวย เทควันโด เป็นต้น กีฬาเหล่านี้ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกายหรือพละกำลังล้วนๆ ( Pure-Strength) ในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว และต้องใช้ความเร็วล้วนๆ (Pure-Speed) เป็นพลังในการเคลื่อนที่ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการจัดกลุ่มกีฬาประเภทนี้ คือ การสัมผัสหรือการปะทะกันนั้น ต้องใช้พละกำลังความแข็งแรงของร่างกาย (Strength) มากกว่าการจัดกลุ่มตามกำลังล้วนๆ( Pure-Power) เล็กน้อย การเคลื่อนย้ายวัตถุหรือบุคคลที่มีน้ำหนักตัวมากด้วยความเร็วที่เพียงพอ เช่น การเข้าปะทะ การสกัดกั้น การเบียดเสียด จะเป็นตัวกำหนดลักษณะกำลังนี้
🔥🔥🔥เทคนิคการเคลื่อนไหว ( Movement Technique)
❤️โปรแกรมการฝึกความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และความรวดเร็วฉับไว (SAQ) ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมใดก็ตาม ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคนิคการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ใช้บ่อยในกีฬา โดยจัดแบ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ออกเป็น 2 หมวดหมู่หลัก ได้แก่
1.กลไกในการวิ่ง ( Running Mechanics)
2.กลไกความคล่องแคล่วว่องไว (Agility Mechanics)
❤️❤️❤️ที่สำคัญ การที่นักกีฬาจะสามารถเคลื่อนที่หรือวิ่งได้เร็วขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาความยาวในการก้าวเท้า (Stride Length) หรือความถี่ในการก้าวเท้า (Stride Frequency) อย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าหากสามารถพัฒนาองค์ประกอบทั้ง 2 ประการนี้ได้ควบคู่พร้อมกันไป ก็จะยิ่งทำให้บังเกิดผลความสามารถในขั้นสูงสุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ถ้าหากต้องการวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จะต้องพยายามปรับความยาวในการก้าวเท้าให้ยาวขึ้นกว่าเดิม โดยที่ความถี่หรืออัตราความเร็วในการก้าวเท้าไม่เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มอัตราความเร็วหรือความถี่ในการก้าวเท้าให้เร็วขึ้น โดยที่ความยาวของช่วงก้าวในการวิ่งไม่เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มทั้งความยาวของช่วงก้าวและอัตราความเร็วในการก้าวเท้าวิ่งในเวลาเดียวกัน 🔥…ซึ่งผู้ฝึกสอนกีฬาจำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานการเคลื่อนไหวและรูปแบบการฝึกที่หลากหลายในการพัฒนาความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวอย่างเป็นระบบตามลำดับขั้นตอน
สรุป
🔥🔥🔥ความสามารถในการลดหรือชะลอความเร็ว ( Decelerate) เปลี่ยนทิศทาง (Direct) และเร่งความเร็ว (Accelerate) อย่างรวดเร็ว รวมถึงการบรรลุถึงความเร็วสูงสุดนั้น ขึ้นอยู่กับพละกำลังหรือความแข็งแรงระเบิด (Explosive Strength) ของนักกีฬา👍…นอกจากนี้ ทักษะกลไกการเคลื่อนไหว (Motor Skill) ที่พัฒนาและการประเมินความเร็ว-ความแข็งแรง ( Functional Speed-Strength) ในการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นรากฐานของการฝึก และการทดสอบความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว ความรวดเร็วฉับไว (SAQ) …ที่สำคัญ ควรนำไปปฏิบัติโดยคำนึงถึงกลไกการชะลอความเร็ว (Deceerative) และการเร่งความเร็ว( Accelerative) ด้วย และควรค่อยๆเพิ่มการเคลื่อนไหวแบบปฏิกิริยาการตอบสนอง ( Reactive Movements) และแบบกำลังระเบิด (Explosive Movements) เข้าไปในการฝึกซ้อมมากขึ้น นอกเหนือจากการออกกำลังกายด้วยแรงต้านทานพื้นฐาน และการฝึกสมรรถภาพของระบบการเผาผลาญพลังงานเฉพาะประเภทกีฬา
“…กีฬาแพ้ได้ แต่ต้องไม่หยุดการพัฒนา…”
“….ขอให้สิ่งที่ตั้งใจ สำเร็จด้วยเหตุแห่งความดี…”
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์.
27 เมษายน 2568
06/04/2026
✨“…แพ้ได้ ท้อได้ เสียใจได้ …แต่ต้องไม่หยุดที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาตนเองให้กลับมาเป็น…ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม…“✨
✨“…ความล้มเหลวหรือความไม่ประสบความสำเร็จ เกิดจากสิ่งเดียว คือ ไม่มีความมุ่งมั่นหรือความอดทน…“✨
นอกเหนือจากปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบหลัก 3 ประการที่สำคัญของนักกีฬาเพื่อการแข่งขัน ประกอบด้วย
1️⃣ ทักษะกีฬา (Sport Skill)
2️⃣ สมรรถภาพทางกลไก (Motor Fitness)
3️⃣ สมรรถภาพทางจิต (Mental Fitness)
🌟 สิ่งสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้นักกีฬาก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย คือ การมีทัศนคติที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์ … ซึ่งเป็นเรื่องที่นักกีฬาจะต้องได้รับการพัฒนาส่งเสริมกระบวนการคิด ความมีเหตุผล ความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะไปสู่เป้าหมาย ควบคู่ไปกับการเรียนรู้และทำความเข้าใจในเหตุการณ์แต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเกมการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นความกดดันทางด้านร่างกายหรือทางด้านจิตใจที่นำไปสู่ผลลัพธ์ … ทั้งที่พึงปรารถนาและไม่พึงปรารถนา
👍🏼 ดังนั้น ผู้ฝึกสอนกีฬาที่ดี จึงมิได้มีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินการฝึกซ้อมให้เป็นตามโปรแกรมที่ได้มีการออกแบบวางแผนไว้ให้นักกีฬาเท่านั้น …. แต่ยังมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบ่มเพาะ สร้างเสริมความเจริญงอกงามทางด้านความคิด (Growth Mindset) และทัศนคติที่ดี (Good Mindset) ให้แก่นักกีฬา
… ที่มีผลต่อความเชื่อมั่น ความมีวินัย และความรับผิดชอบในการฝึกซ้อมและการแข่งขันด้วยความตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง
🧠 การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทัศนคติและความก้าวทางความคิดอย่างมีวิจารณญาณ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬาทุกคน …ควรได้รับการศึกษา อบรม เรียนรู้ และพัฒนาควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ของตนเอง
#กลไกการเคลื่อนไหวร่างกาย
(Movement Mechanics)
🏃🏻♂️ ทักษะกีฬาส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการสร้างแรงกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น แรงจะต้องถูกนำไปใช้ในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวภายในระยะเวลา 1-2 วินาที เพื่อให้การปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวในกีฬาหลายประเภทเป็นไปอย่างรวดเร็วและสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย ในขณะที่ การสร้างแรงสูงสุดของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวแต่ละอิริยาบถนั้น ในความเป็นจริง จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 วินาที รวมทั้งการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนจังหวะและทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยปกติทั่วไป ความมีประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวของนักกีฬามักจะถูกกำหนดโดยความสามารถ ในการสร้างแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นที่สามารถปรับเป็น “… #กำลังความเร็วและกำลังระเบิด …”
🏃🏻♀️ การปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวหลายอย่างในหลายประเภทกีฬา มีลักษณะของการตอบสนองหรือการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วฉับไว (Quickness) ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้น (Initiated) จากตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหว (Dynamic Position) หรือจากตำแหน่งที่อยู่นิ่ง (Static Position) ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เรียกว่า วงจรการยืด-หดสั้นเข้าของกล้ามเนื้อ (Stretch-Shortening Cycle/SSC) ซึ่งพบบ่อยมากในกรีฑา (Athletics) การเคลื่อนไหวในลักษณะของวงจรการยืด-หดสั้นเข้าของกล้ามเนื้อ (SSC) นี้ เป็นการใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาการสะท้อนกลับของกล้ามเนื้อ (Myotatic Reflex) รวมถึงคุณสมบัติที่เป็นความยืดหยุ่นหรือความอ่อนตัวของเอ็นและกล้ามเนื้อ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ของนักกีฬาชั้นยอด (Elite Athletes) ไม่ได้เกิดจากความแข็งแรงสูงสุดเพียงอย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม บทบาทของความแข็งแรงในการกำหนดความเร็วในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวของนักกีฬา จะเพิ่มขึ้นตามความต้านทาน (Resistance) หรือน้ำหนักที่ใช้ในการฝึกความแข็งแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ชัดเจน เมื่อพิจารณาจากมวลกล้ามเนื้อของร่างกายนักกีฬา อุปกรณ์ หรือคู่แข่งขันของนักกีฬาที่ถูกเอาชนะในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว จากการฝึกความเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) และความรวดเร็วฉับไว (Quickness) (SAQ) ในการหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและด้วยความรวดเร็วฉับไว
⛹🏻♂️ ดังนั้น นักกีฬาจำเป็นต้องใช้พลังงานเฉพาะเจาะจงให้ตรงกับลักษณะความต้องการของการเคลื่อนไหว ด้วยการเผาผลาญพลังงานที่เฉพาะเจาะจง (Specific Metabolic) เพื่อให้นักกีฬาสามารถปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวในระดับที่ต้องใช้ความพยายามหรือความหนักได้ตามที่ต้องการ และต้องมีความสามารถในการฟื้นฟูร่างกาย (Recoverability) เพื่อที่ปฏิบัติหรือกระทำซ้ำๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหานี้ ก็คือ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องสร้างแบบจำลองการฝึกความอดทนพิเศษ (Special-Endurance Training) ให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะการเคลื่อนไหวของแต่ละประเภทกีฬา ให้นักกีฬาทำการฝึกซ้อม และทำการทดสอบแผนการฝึกซ้อมหรือการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวที่มีการพักเสมือนกับการแข่งขันจริง เพื่อให้การปรับสภาพร่างกายของนักกีฬาและการฝึกซ้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของแต่ละประเภทกีฬา
💡 ข้อเท็จจริงเหล่านี้ แสดงให้เห็นโดยรวมว่า การประเมินค่าความแข็งแรงของกำลังความแข็งแรง (Explosive Strength) ในแต่ละระดับ เป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดบทบาทของการฝึกความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวและความรวดเร็วฉับไว(SAQ) สำหรับการเตรียมความพร้อมของนักกีฬา ที่สำคัญ คือ การดำเนินการทดสอบและการตีความหมายความสามารถของนักกีฬาควรจะกระทำได้โดยวิธีการง่ายๆ เช่น การยืนกระโดดไกล (Standing Broad Jump) หรือการยืนกระโดดสูง (Vertical Jump) เป็นต้น
✨ “…คุณค่าของชีวิต ไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งหรือความยิ่งใหญ่ แต่วัดกันที่ความจริงใจและหัวใจที่ดีงาม…” ✨
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์
6 เมษายน 2569
29/03/2026
”…ทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และทัศคติที่ดี คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ…“
🔥🔥🔥ความเร็วเฉพาะกีฬา (Sport Specific Speed)
❤️ ความเร็วเฉพาะกีฬา คือ การผสมผสานระหว่างความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) การเร่งความเร็ว (Acceleration) การชะลอความเร็ว (Deceleration ) และความเร็วในการเคลื่อนที่ (Movement Speed)
🔥ในขณะที่ การวิ่งระยะสั้นหรือการวิ่งเร็วบนลู่วิ่ง (Sprinting) นั้นเป็นทักษะปิด (Closed Skill) แต่การวิ่งเร็วหรือการวิ่งระยะสั้นในกีฬาประเภทที่เล่นในสนาม ( Field) และในคอร์ต (Court Sports) นั้น เป็นทักษะเปิด (Open Skill) ที่นักกีฬาต้องมีการปรับใช้จังหวะความเร็วและทักษะให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในแต่ละสถานการณ์ของเกมการแข่งขัน
👍ความเร็วสูงสุดในกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต
🥇ผู้ฝึกสอนกีฬาในกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต จะต้องพิจารณาว่า การพัฒนาความเร็วสูงสุดของนักกีฬามีความสำคัญมากน้อยเพียงใด …❤️ โดยทั่วไป ผู้ฝึกสอนกีฬาที่ขาดความรู้และประสบการณ์ส่วนใหญ่มักจะมองว่าความเร็วสูงสุด (Maximum Sprints) ไม่มีความจำเป็นสำหรับกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่มีระยะทางค่อนข้างสั้น ดังนั้น การฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาความเร็วสูงสุดจึงไม่มีความสำคัญสำหรับนักกีฬาเหล่านี้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของผู้ฝึกสอนกีฬาอย่างมาก 🔥🔥🔥…เพราะมุมมองดังกล่าวนี้ละเลยประเด็นที่สำคัญหลายประการ ที่มีผลต่อการพัฒนาทักษะความสามารถในการเคลื่อนที่ของนักกีฬาทุกประเภทให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการสร้างความกดดันให้กับคู่แข่งขัน 👍…ที่สำคัญ ความเร็วสูงสุดจึงมีความสำคัญต่อนักกีฬาเกือบจะทุกประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ตโดยส่วนใหญ่
🥇 กีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต นักกีฬาที่มิได้รับการฝึกความเร็วแบบนักวิ่งระยะสั้น จะไปถึงจุดของระดับความเร็วสูงสุดได้ในระยะทางที่สั้นกว่านักวิ่งเร็วหรือนักวิ่งระยะสั้น (Sprint) โดยอาจจะใช้ระยะทางเพียงแค่ 30 ถึง 45 เมตรเท่านั้น (ในขณะที่ นักวิ่งระยะสั้นระดับโลกส่วนใหญ่ ใช้ระยะทาง 50-60 เมตร) เนื่องจากมีอัตราการเร่งความเร็วต่ำกว่านักวิ่งระยะสั้น (Sprinters)
🔥ที่สำคัญ การวิ่งเร็วในกีฬาประเภทที่เล่นในสนามหลายประเภทไม่ได้เริ่มต้นการเคลื่อนไหวจากจุดหยุดนิ่ง ดังนั้น เมื่อนักกีฬาเริ่มต้นการวิ่งจากการวิ่งเหยาะๆหรือการวิ่งด้วยความเร็วปกติ เวลาและระยะทางที่นักกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ตใช้ไปถึงความเร็วสูงสุดจะสั้นกว่าหรือลดลงอย่างมาก ❤️….และทำให้ดูเหมือนว่า นักกีฬาประเภทที่เล่นในสนามหรือในคอร์ตสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดได้บ่อยครั้งกว่าแต่ในระยะทางที่สั้นกว่านักวิ่งระยะสั้น (Sprinters)
❤️ อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญ จะทราบว่า นักกีฬาที่มีความเร็วสูงสุดที่ดีกว่าหรือสูงกว่า จะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรืออัตราเร่งความเร็วที่สูงกว่า กล่าวคือ นักกีฬาที่มีความเร็วสูงสุดมากที่สุด จะสามารถเร่งความเร็วได้เร็วกว่านักกีฬาที่มีความเร็วสูงสุดต่ำกว่า ดังนั้น จึงสามารถวิ่งได้เร็วกว่าในระยะ 10 หรือ 20 เมตร เพราะมีอัตราเร่งความเร็วที่สูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับนักกีฬาที่มีความเร็วสูงสุดต่ำกว่า ซึ่งเป็นความจริงโดยธรรมชาติ
🥇🥇🥇ดังนั้น การฝึกความเร็วสูงสุดให้กับนักกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของนักกีฬาให้มีศักยภาพและความโดดเด่นสูงมากยิ่งขึ้น
🔥🔥🔥สำหรับระยะทางที่เหมาะสมในการฝึกความเร่ง (Acceleration) ให้กับนักกีฬาประเภทที่เล่นในสนามและในคอร์ต คือ 15-45 เมตร ส่วนระยะทางที่เหมาะในการฝึกความเร็วสูงสุด Maximum Speed) ให้กับนักกีฬา คือ 50-60 เมตร และระยะทางที่ควรใช้ในการฝึกความเร็วอดทน (Speed Endurance) ให้กับนักกีฬาเหล่านี้ คือ 80-150 เมตร
❤️❤️❤️ที่สำคัญคือ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องไม่ทำการฝึกความเร่ง ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว ในขณะ
ที่นักกีฬาเกิดความเหนื่อยล้า 🥇…ดังนั้น ช่วงเวลาในการฝึกความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวดีที่สุดให้กับนักกีฬา คือ ภายหลังจากการอบอุุ่นร่างกาย (Warm up) พร้อมแล้ว หรือภายหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกเทคนิคทักษะกีฬา
“…ความยิ่งทะนง และหลงติดอยู่กับความสำเร็จ คือ บำเหน็จของคนเขลาที่เบาปัญญา…“
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์.
29 มีนาคม 2569
15/03/2026
✨“…ทักษะความสามารถเท่ากัน การแพ้ชนะอยู่ที่ความเร็ว…” ✨
✨“…การพัฒนาทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวขั้นสูงของนักกีฬา จะต้องได้รับการวางรากฐานการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง…“✨
#อัตราการเร่ง (Acceleration) VS #ความเร็วสูงสุด (Maximum Speed)
🏃🏻♂️ การเร่งและความเร็วสูงสุด…เป็นศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสารกันในโปรแกรมการฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาความเร็วนักกีฬาในกรณีที่ผู้ฝึกสอนกีฬาต้องการที่จะพัฒนาการฝึกซ้อมความเร็วให้กับนักกีฬา… การแยกความแตกต่างระหว่างความเร่งหรืออัตราการเร่งความเร็ว (Acceleration) และความเร็วสูงสุด (Maximum Speed) เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกีฬาประเภทที่ต้องใช้ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวในการเคลื่อนไหวและการปฏิบัติทักษะกีฬา… สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ฝึกสอนกีฬาสามารถกำหนดเป้าหมายการฝึกซ้อมให้ตรงกับความสามารถที่สำคัญที่สุดของประเภทกีฬาที่ตนเองต้องการได้อย่างถูกต้องชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
⚡️ #อัตราการเร่ง (Acceleration) หมายถึง ความเร็ว (Velocity) และเนื่องจากความเร็วมีทั้งขนาด (Magnitude) และทิศทาง (Direction) ดังนั้น ความเร่งจึงเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งเมื่อนักกีฬาเปลี่ยนขนาดหรือความเร็วของการเคลื่อนไหว อาทิเช่น ความเร็วในการวิ่ง หรือการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ หรือทั้งสองอย่าง
⚡️ ในแง่ของการวิ่ง เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเริ่มเคลื่อนที่เร่งความเร็ว (Speed Up) หรือเปลี่ยนทิศทาง นั่นคือ การเร่งความเร็ว (Acceleration) เมื่อพิจารณาจำนวนการเปลี่ยนทิศทางในกีฬาส่วนใหญ่ ประกอบกับจำนวนครั้งที่อัตราความเร็วต้องเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดเจนว่า การเร่งความเร็วมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพทางด้านความเร็วในกีฬาหลายประเภท ข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิ่งระยะสั้นหรือนักวิ่งเร็ว (Sprints) ระดับแนวหน้าของโลก สามารถใช้ระยะทาง 60 เมตรในการเร่งความเร็ว ไปถึงความเร็วสูงสุด (Maximum Speed) นั้น ยิ่งเป็นการเน้นย้ำความสำคัญในเรื่องของการเร่งความเร็วมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ระยะทางดังกล่าวนี้ โดยปกติจะสั้นกว่าสนามกีฬาหลายประเภทที่ใช้ในการแข่งขันก็ตาม แต่ถึงกระนั้น นักกีฬาส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้ระยะทางในการวิ่งที่ไกลพอสมควรจึงจะถึงความเร็วสูงสุดของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนกีฬา และนักกีฬาควรพิจารณาให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผลแพ้ชนะของการแข่งขันส่วนหนึ่งเกิดจากความสามารถในการเร่งความเร็วและการใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ และความคล่องแคล่วว่องไวในการปรับเปลี่ยนทิศทางของนักกีฬา เมื่อพิจารณาจากระยะทางการวิ่งโดยทั่วไปในกีฬาประเภทต่างๆ และข้อจำกัดของขนาดสนามกีฬา เช่น เทนนิส บาสเกตบอล แฮนด์บอล ฟุตซอล ฯลฯ … 💥 การเร่งความเร็ว (Acceleration) อาจมีบทบาทสำคัญมากกว่าความเร็วสูงสุด (Maximum Speed) ในประเภทกีฬาดังกล่าว
⚡️ อย่างไรก็ตาม ความเร็วสูงสุดยังคงมีบทบาทสำคัญในทุกประเภทกีฬาที่ต้องใช้ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวในการเคลื่อนที่และการปฏิบัติทักษะกีฬา เพราะนักกีฬาที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ในระยะทางที่ค่อนข้างสั้นย่อมได้เปรียบ ในการใช้ทักษะความสามารถก่อนคู่แข่งขัน ดังนั้น การพัฒนาอัตราเร่งความเร็ว (Acceleration) และความเร็วสูงสุด (Maximum Speed) จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการฝึกซ้อมที่สำคัญในทุกประเภทกีฬาส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวของกีฬา และความสำคัญสัมพัทธ์ (Relative Important) ที่เกี่ยวข้องกันของทั้งสองสิ่งนี้ ควรเป็นตัวกำหนดเวลาที่ใช้ในการฝึกซ้อมความเร็วในแต่ละอย่างของแต่ละประเภทกีฬา
⚡️ แม้ว่า ความเร่งหรืออัตราเร่งความเร็วและความเร็วสูงสุดจะเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างกัน แต่ความเร่ง (Acceleration) คือ กระบวนการที่นักกีฬาพยายามเคลื่อนที่ไปสู่ความเร็วสูงสุด ด้วยเหตุนี้ กระบวนการเร่งความเร็วจึงสามารถแบ่งเป็นระยะที่แตกต่างกันได้หลายระยะ (Distinct Phase) ที่สำคัญดังนี้ คือ
#ระยะแรกเริ่ม (Initial Phase) ความเร็วของนักกีฬาจะต่ำ เพราะต้องใช้หรืออกแรงอย่างมากในการเคลื่อนที่ ดังนั้น ความสามารถในการเพิ่มความเร็วในช่วงนี้จึงมีมาก ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานในการวิ่งของนักกีฬา และนี่คือ ช่วงสำคัญของ #การเร่งความเร็วอย่างแท้จริง (Pure Acceleration Phase) นักวิ่งระยะสั้นมักจะเรียกช่วงนี้ว่า #ช่วงการขับเคลื่อน (Drive Phase)
⚡️ อย่างไรก็ตาม เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้นนักกีฬาจะเข้าใกล้ความเร็วสูงสุดของตนเองมากขึ้น และนี่คือ #ช่วงการเร่งความเร็วเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเร็วสูงสุด (Transition Acceleration Phase)
⚡️ ดังนั้น ระยะทางที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการเร่งความเร็วช่วงต่อไปของนักกีฬาจะลดลง ในทำนองเดียวกัน คุณลักษณะทางเทคนิคที่สำคัญของการเร่งความเร็วก็มีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงของระยะทาง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของนักกีฬาแต่ละบุคคล
⚡️ ที่สำคัญ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องสังเกต เรียนรู้ และออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของนักกีฬาแต่ละบุคคล เพื่อพัฒนาความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับนักกีฬา
🏃🏻♀️ ขณะเดียวกัน นักกีฬาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการควบคุมท่าทางการวิ่งที่มีประสิทธิภาพ (Effective Postures) รวมทั้งวิธีการใช้แขนขาและการประสานงานการเคลื่อนไหวของแขนและขา เพื่อเพิ่มแรงบนพื้นและจังหวะการก้าวขาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการลดลงของความเร็วให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังช่วยในการปรับเทคนิคในการเร่งความเร็วของนักกีฬาให้มีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มความสามารถในการก้าวเท้าให้กับนักกีฬาได้อย่างเหมาะสม ช่วยทำให้ประหยัดพลังงานและสามารถควบคุมรักษาความเร็วในการวิ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่กีฬาหลายประเภทต้องการ
⚡️ การพัฒนาทักษะ เทคนิคและองค์ประกอบสมรรถภาพทางกายในการวิ่งระยะสั้นหรือการวิ่งเร็ว (Sprint) จึงนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อพัฒาส่งเสริมความสามารถและความก้าวหน้าให้กับนักกีฬา
⚡️ ด้วยเหตุนี้ การเร่งความเร็ว (Acceleration) หรืออัตราการเพิ่มความเร็วของนักกีฬาในการเคลื่อนที่ จะช่วยให้นักกีฬาได้เปรียบและเหนือกว่าคู่แข่งขันอย่างชัดเจน
✨ “…ความคิด เป็นสิ่งที่จะช่วยนำไปสู่ความสำเร็จ นักกีฬาที่คิดบวกย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ…” ✨
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์
16 มีนาคม 2569
08/03/2026
✨“…ผู้ฝึกสอนกีฬา และนักกีฬาที่ดีและมีความสามารถ ย่อมสร้างผลงานมากกว่า…การสร้างภาพ…”✨
✨“…ความพ่ายแพ้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายหรือล้มเหลว หากกล้าเปิดใจยอมรับและนำมาปรับปรุงแก้ไข มิใช่แก้ตัว…“✨
#กระบวนการพัฒนาทักษะความสามารถนักกีฬา ( Process of Skill Developmemt)
นักกีฬาทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะต่างๆ โดยผ่านขั้นตอน 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ คือ
1️⃣ ขั้นตอนของการเคลื่อนไหว/ ขั้นตอนการรับรู้เรียนรู้ (The Motor Stage: Cognitive Stage)
2️⃣ ขั้นตอนของการเชื่อมโยงทักษะการเรียนรู้ (Associative Stage)
3️⃣ ขั้นตอนของการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ/ ขั้นของการเคลื่อนไหวอิสระ(Autonomous Stsge)
🏃🏻♂️ ถึงแม้ว่า การวิ่ง (Running) จะดูเหมือนว่าเป็นทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ แต่ถ้าสังเกตดูการวิ่งโดยทั่ว ๆ ไปในสนามเด็กเล่นหรือในสนามกีฬา จะเห็นว่า ทักษะความสามารถในการวิ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย… ด้วยเหตุนี้ เด็ก ๆ และนักกีฬาทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการสอนและการเรียนรู้ในการฝึกปฏิบัติทักษะการวิ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากต้องการให้ทักษะเหล่านี้ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องสมบูรณ์มีประสิทธิภาพ และกลายเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในตัวนักกีฬาอย่างมีคุณภาพ
🏃🏻♀️ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการออกกำลังกายและการฝึกปฏิบัติ …สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ฝึกสอนกีฬาจะต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะ (Characteristics) และความต้องการของนักกีฬาในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน และทักษะการวิ่งเร็ว (Sprint) ด้วยวิธีนี้ การฝึกซ้อมแต่ละครั้ง (Training Session) และโปรแกรมการฝึกซ้อมที่มีความหลากหลาย จึงกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ให้ได้รับพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็นการปฏิบัติทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ได้ด้วยความชำนาญและเป็นอัตโนมัติ ทำให้นักกีฬาที่ได้รับการฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดีสามารถยืนหยัด และใช้ทักษะความสามารถ ความเร็ว ภายใต้แรงกดดันในระหว่างการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
⛹🏻 ในช่วงของการเคลื่อนไหว (Motor Phase) เป็นช่วงที่นักกีฬาจะได้รับรู้และเรียนรู้ทักษะต่างๆในระยะนี้ การเคลื่อนไหวของพวกเขาในช่วงนี้จะยังไม่มีความสัมพันธ์หรือยังไม่ค่อยประสานงานกัน (Uncoordinated) มีอาการกระตุก อาการเกร็ง และไม่สอดคล้องกันหรือไม่สัมพันธ์กัน (Inconsistent) ดังนั้น สมาธิของพวกเขาจึงต้องจดจ่ออยู่กับทักษะการเคลื่อนไหวที่ปฏิบัติเกือบทั้งหมด ความท้าทายของการออกกำลังกายหรือการฝึกซ้อมในช่วงนี้จึงควรมีจำกัด โดยมุ่งไปที่ทักษะใดทักษะหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อมิให้เกิดความพะวงและสับสน เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ไม่มั่นคงมักจะทำให้นักกีฬาล้มเหลวหรือไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ความท้าทาย อาทิเช่น การวิ่งแข่งขัน หรือการทดสอบความเร็วในการวิ่ง ควรได้รับการเฝ้าสังเกตติดตามอย่างใกล้ชิดและจำกัด เพื่อมิให้เกิดการรบกวนการเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวของนักกีฬา
🚴🏻♀️ ในทำนองเดียวกัน การฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาเทคนิคการเคลื่อนไหว ควรเน้นที่คุณภาพของประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว และประสิทธิภาพในด้านความเร็ว เพื่อให้แนใจว่า นักกีฬามีการพัฒนาเทคนิคที่เหมาะสม ผู้ฝึกสอนกีฬาควรจำกัดความซับซ้อนทางเทคนิคของการให้คำแนะนำ หรือการให้ข้อมูลย้อนกลับที่เป็นประโยชน์กับนักกีฬาในช่วงนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของการรับรู้เรียนรู้ (Cognitive Stage)
🏋🏻♂️ ในช่วงของการเชื่อมโยง (Association phase) ความสามารถของนักกีฬาที่ปรากฏ จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการประสานงาน (Coordination) ตลอดจนความมั่นคงหรือความสม่ำเสมออย่างมาก ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ การฝึกซ้อมอาจจะมีความท้าทายในแง่ของความซับซ้อน ความเร็ว และระดับของการแข่งขันที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ควรมีการพัฒนาความก้าวหน้าในแต่ละขั้นตอน และควรได้รับการชี้นำจากผลงานของนักกีฬา
ที่สำคัญ ผู้ฝึกสอนกีฬาไม่ควรกังวลกับการถดถอย (Regression) ในการฝึกซ้อมของนักกีฬา หากประสิทธิภาพภาพความสามารถของนักกีฬาลดลง เพราะเมื่อการเคลื่อนไหวของนักกีฬาเป็นไปโดยอัตโนมัติมากขึ้น ผู้ฝึกสอนกีฬาสามารถเพิ่มรูปแบบวิธีการฝึกที่มีความท้าทายมากขึ้นได้ ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญทั้งความเร็วในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวและปัจจัยแวดล้อมภายนอก เช่น การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆที่เข้ามากระตุ้น เป็นต้น
⛷️ ในช่วงของการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ (Autonomous Stage) ภายหลังการฝึกซ้อมที่เข้มข้นอย่างหนัก นักกีฬาจะพัฒนาเข้าสู่ช่วงนี้โดยสังเกตได้จากรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพสูง (High Quality) และความสอดคล้องหรือความสัมพันธ์กัน(Consistent)
🏆 ในช่วงอัตโนมัตินี้ รูปแบบการเคลื่อนไหวของนักกีฬาจะได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นอย่างดี เพื่อความมีประสิทธิภาพสูงสุด… เป้าหมายที่สำคัญของการฝึกในช่วงนี้ คือ การปรับปรุงรูปแบบการเคลื่อนไหวให้มีความสัมพันธ์และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ฝึกสอนกีฬาก็ต้องมั่นใจว่า นักกีฬาจะสามารถนำรูปแบบการฝึกซ้อมมาใช้ปฏิบัติในเกมการแข่งขันได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละประเภทกีฬา ซึ่งในช่วงอัตโนมัตินี้ การฝึกซ้อมจะเน้นความหนักหรือความเข้มข้นสูง (High Intensity) และมีรูปแบบวิธีการฝึกซ้อมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น (Complex Drills) การสอนหรือการให้คำแนะนำ (Coaching) โดยผู้ฝึกสอนกีฬาในช่วงนี้จะมีจำนวนครั้งน้อยลง แต่จะมีรายละเอียดมากขึ้น และรวมถึงคำติชมที่ถูกต้องแม่นยำ (Precise Feedback) สั้น ง่าย ได้ใจความ ตรงประเด็น และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง…
🏃🏻 ด้วยเหตุนี้ …การวิ่ง (Running) จึงเป็นทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานของกีฬาทุกประเภท ที่เด็กๆและนักกีฬาทุกคนควรได้รับการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติ (Practice) อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นพื้นฐานรองรับการต่อยอดไปสู่ความเร็ว และความคล่องคล่องแคล่วว่องไวในแต่ละประเภทกีฬาต่อไป
✨“…ความสำเร็จ…ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการเรียนรู้ ที่จะแก้ไขและพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ก้าวหน้าตลอดเวลา…“✨
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์
8 มีนาคม 2569
25/02/2026
✨“…จะเก่งและประสบความสำเร็จได้ต้อง…มองให้ไกล ไปให้ถึง ศึกษาให้รู้ซึ้ง และเข้าถึงทักษะการเคลื่อนไหวเฉพาะในแต่ละประเภทกีฬาที่เล่น…” ✨
“…เมื่อไม่ลงมือปฏิบัติ จะรู้ได้อย่างไรว่า ประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ…“
🏆 การศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เพื่อให้เข้าถึงหลักการและวิธีการฝึกซ้อมอย่างถูกต้องในแต่ละประเภทกีฬาของผู้ฝึกสอนกีฬาและนักกีฬา…คือ หัวใจสำคัญที่นำไปใช้ในการออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อม และประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกซ้อม เพื่อนำพานักกีฬาไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🏃🏻♂️ ทำไมผู้ฝึกสอนกีฬาที่มีความรู้ความสามารถ จึงเน้นและให้ความสำคัญกับการฝึกทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน (Fundamental Movement Skill) … เพราะเหตุว่า นักกีฬาที่มีทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง นอกจาก…จะเป็นรากฐานสำคัญในการช่วยให้นักกีฬาสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่เทคนิคทักษะการเคลื่อนไหวในขั้นก้าวหน้าและขั้นสูงได้อย่างต่อเนื่อง สมบูรณ์ มั่นคง แข็งแกร่ง และสามารถพลิกแพลงประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายในแต่สถานการณ์ของเกมการแข่งขันแล้ว ยังช่วยให้นักกีฬามีโอกาสประสบความสำเร็จในการแข่งขันสูง …อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาการบาดเจ็บให้กับนักกีฬา และช่วยให้นักกีฬาแสดงศักยภาพความสามารถในเกมการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความมั่นใจ
🏃🏻♀️ การวิ่ง (Running) ถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของกีฬาเกือบทุกประเภท และมีคุณสมบัติโดดเด่นเหมือนกับทักษะการเคลื่ิอนไหวอื่นๆ ที่สำคัญ กีฬาส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการวิ่งในรูปแบบต่างๆ มากกว่าการวิ่งเร็วเฉพาะทางตรงด้วยความเร็วสูงสุด ด้วยเหตุนี้ ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วในการเคลื่อนไหวของหลายประเภทกีฬาจึงมีความสำคัญมากกว่าความเร็วทางตรง และความเร็วสูงสุด(Maximum Speed)
🏅การเปลี่ยนทิศทางในกีฬาหลายประเภทมีความเกี่ยวข้องกับการหยุดแบบกระทันหันหรือการหยุดแบบทันทีทันใด เพื่อหลบหลีกหรือหลบหนีการติดตามของคู่แข่งขัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการปฏิบัติการโดยการยืดเหยียดออกของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วและรุนแรง (Forcibly) ดังนั้น หากนักกีฬาขาดการฝึกการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างถูกต้องเป็นประจำสม่ำเสมอ กล้ามเนื้ออาจจะไม่สามารถทนต่อแรงยืดเหยียดที่รุนแรงหรือมากเกินได้ ในจังหวะที่ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็ว ซึ่งอาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นได้ หรืออาจทำให้การปฏิบัติเทคนิคทักษะการเคลื่อนไหวของนักกีฬาขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมทั้งทำให้ขาดคุณสมบัติของการเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเมื่อพิจารณาจากการที่ร่างกายต้องสลับกันรับน้ำหนักด้วยขาข้างเดียวในการฝึกความเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) และความรวดเร็วฉับไว (Quickness)
⏱️ ดังนั้น จึงถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ที่ผู้ฝึกสอนกีฬา และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ต่างมุ่งเน้นหรือให้ความสำคัญกับการทดสอบ (Test) และการฝึกความเร็วการเคลื่อนไหวเฉพาะทางตรง และมุมลาดเอียงของการเร่งความเร็ว (Oblique Angles of Acceleration) โดยที่ไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญกับการฝึกความเร็วในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวหรือความคล่องแคล่วว่องไว เท่าที่ควร จนกลายเป็นจุดอ่อนในการเคลื่อนไหวของนักกีฬาในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
💪🏼 การปรับเปลี่ยนความเร็วและทิศทางในการเคลื่อนไหว ยังต้องการการทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะของการยืดหยุ่น (Elastic) และปฏิกิริยาในการตอบสนอง (Reactive) ที่รวดเร็วฉับพลันทันใดภายหลังการยืดยาวออกของกล้ามเนื้อ หากนักกีฬาขาดการสร้างเสริมความแข็งแรงและการพัฒนาความยืดหยุ่นตัวของกล้ามเนื้อ ย่อมเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการฝึกความเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) และความรวดเร็วฉับไว (Quickness)
🤾🏻♀️ ส่วนใหญ่ถือว่า การฝึกทางด้านกำลังความเร็ว…เป็นการเคลื่อนไหวแบบพลัยโอเมตริกด้วยขาข้างเดียว (ซ้าย-ขวาสลับกัน) โดยเน้นการเคลื่อนไหวในแนวนอน หรือแนวราบ (Horizontal) หรือขนานไปกับพื้น ผู้ฝึกสอนกีฬา และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาที่มีความรู้ความสามารถ จึง ควรพิจารณาการฝึกปฏิกิริยาการตอบสนองการเคลื่อนไหวด้วยขาข้างเดียวควบคู่ไปกับการฝึกด้วยความต้านทานที่หนัก (Heavy-Resistance Training) และการทดสอบกำลังความแข็งแรงหรือกำลังระเบิด (Explosive Power) รวมทั้งความคล่องแคล่วว่องไวนักกีฬา
🤾🏻♂️ มีกิจกรรมกีฬาเพียงไม่กี่ประเภทที่นักกีฬาต้องใช้ความพยายามสูงสุดและใช้ระยะเวลาเพียงช่วงสั้นๆในการปฏิบัติทักษะความสามารถในการเคลื่อนไหวของตน อาทิเช่น กีฬาประเภททุ่ม พุ่ง ขว้าง กระโดด และกีฬาประเภทต่อสู้บางประเภท นอกนั้น กีฬาส่วนใหญ่ประกอบด้วยกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง มีการออกแรงอย่างหนักเป็นระยะๆ หรือเล่นเป็นเซต เช่น วอลเลย์บอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน เป็นต้น นักกีฬาจะต้องมีการใช้พลังงานและมีการเผาผลาญพลังงานเฉพาะ (Specific Metabloic) เพื่อให้สามารถปฏิบัติภาระกิจในระดับที่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถได้ตามที่ต้องการ ขณะเดียวกัน จะต้องมีความสามารถในการฟื้นฟูร่างกาย (Recoverability) เพื่อที่จะปฏิบัติหรือกระทำซ้ำๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🏋🏻 วิธีง่ายๆ ในการแก้ไขปัญหานี้ คือ ผู้ฝึกสอนฬาจะต้องสร้างแบบจำลองเพื่อฝึกความอดทนพิเศษ (Special Endurance Training) ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับที่จะใช้ในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหวในแต่สถานการณ์ของเกมการแข่งขัน และทำการทดสอบในแผนการฝึกซ้อมที่มีการพักเสมือนกับการแข่งขันจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกสอนกีฬาควรออกแบบและจัดให้นักกีฬาได้รับการฝึก และเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬา ที่อาจจะเรียกได้ว่า “…ประสบการณ์สร้างได้…” เพื่อให้การฝึกซ้อมและการปรับสภาพร่างกายของนักกีฬา (Condition Training) มีความสอดคล้องหรือตรงกับความต้องการของแต่ละประเภทกีฬา
🌟“…หลักการและวิธีการ คือ สิ่งที่จะทำให้เราจะเก่งได้อย่างเขา โดยไม่จำเป็นต้องฝึกซ้อมเหมือนเขา…” 🌟
ศ.เจริญ กระบวนรัตน์
25 กุมภาพันธ์ 2569