30/09/2026
เป็นประโยชน์มากค่ะ
สรุปกลไกและที่มาของภาวะ ‘เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่’
(Endometriosis) ภาวะที่หลอกสาวๆ ว่ามันแค่ปวดเมนส์
แต่ทำไมมันปวดหนักขนาดนี้นะ ไม่ไหวละ
เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) คือภาวะที่มีเนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุมดลูกไปงอกอยู่นอกโพรงมดลูก และปัญหาคือมันไม่ได้ไปอยู่เฉยๆ แต่มันยังตอบสนองต่อฮอร์โมนตามรอบเดือนเหมือนเดิม โตตามรอบเดือน อักเสบตามรอบเดือน และพยายามสลายตัวตามรอบเดือน
เพียงแต่มันไม่มีทางหลุดออกมาเป็นประจำเดือนเหมือนเยื่อบุที่อยู่ในโพรงมดลูกค่ะ
[ ปกติปวดประจำเดือนเกิดขึ้นได้ไง ]
ก่อนจะเข้าใจว่าเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่เกิดอะไรขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเยื่อบุมดลูกปกติทำอะไรอยู่
ด้านในสุดของมดลูกจะมีเนื้อเยื่อ ชื่อเยื่อบุมดลูก (Endometrium) ช่วงครึ่งแรก estrogen จะกระตุ้นให้เยื่อบุมดลูกหนาตัวขึ้น หลังตกไข่ progesterone จะทำให้เยื่อบุมดลูกพร้อมมากขึ้น
พูดง่ายๆ estrogen สร้างห้อง ส่วน progesterone แต่งห้อง
แต่ถ้ารอบนั้นไม่มีการตั้งครรภ์ estrogen และ progesterone drop อย่างไว เยื่อบุมดลูกที่เตรียมไว้ก็อยู่ต่อไม่ได้ เลยหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน
จังหวะนี้มดลูกจะพยายามบีบตัว และมีการปล่อย PGF-2a ซึ่งถ้ามดลูกหดแรงไป หรือมีสารตัวนี้มาก นี่แหละ จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือน (Primary dysmenorrhea)
[ เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ คืออะไร ]
ภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิด ชื่อแพทย์เท่ๆ คือ Endometriosis
คือมีเซลล์เยื่อบุมดลูกไปอยู่ผิดที่ เช่น รังไข่ เยื่อบุช่องท้อง ผิวนอกมดลูก ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ หรือรอยต่อระหว่างมดลูกกับลำไส้
ถ้าไปอยู่ที่รังไข่แล้วมีเลือดเก่าสะสมเรื่อยๆ จะเกิดเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต (Chocolate cyst)
ปัญหาสำคัญคือ เนื้อเยื่อพวกนี้ถึงจะไปอยู่ผิดที่ แต่มันยังทำตัวเหมือนเดิมค่ะ คือยังตอบสนองต่อ estrogen ยังหนาตัวตามรอบเดือน ยังเกิดการอักเสบ และพยายามสลายตัวเหมือนเยื่อบุมดลูกปกติ
พูดง่ายๆ คือพวกเซลล์พวกนั้นมันไม่รู้ตัวหรอกมันอยู่นอกมดลูกแล้ว
แต่เยื่อบุที่ไปอยู่ผิดที่ไม่มีทางออก เลือด เศษเซลล์ และสารอักเสบจึงค้างอยู่ตรงนั้น กลายเป็นแผลอักเสบจิ๋วๆ ที่เกิดซ้ำทุกเดือน
[ ทำไมถึงปวดรุนแรง ]
แต่ละหย่อมมันคือสงครามระหว่าง เยื่อบุที่ผู้รุกราน กับ ภูมิคุ้มกันที่พยายามขับไล่มันออกไป
ทุกครั้งที่รอบเดือนมา รอยโรคจะเกิดเลือดออกเล็กๆ ซ้ำๆ (microbleeding) เม็ดเลือดขาวจะเข้ามาเก็บกวาด แต่เก็บไม่หมด เพราะเศษเลือดและเศษเนื้อเยื่อไม่มีทางออก สุดท้ายจึงกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังซ้ำๆๆๆ
บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยสารก่ออักเสบ เช่น IL-1, TNF-a ซึ่งกระตุ้นปลายประสาทรับความปวด ทำให้ปวดประจำเดือนแรงขึ้น บางคนซวย ถึงขั้นปวดช่วงเวลาอื่นๆ ด้วย (Chronic pelvic pain)
ถ้าเป็นนานๆ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดพังผืด (Fibrosis/Adhesion) ทำให้อวัยวะในอุ้งเชิงกรานเริ่มติดกันผิดปกติ
พออวัยวะขยับ เช่น ตอนมีเพศสัมพันธ์ ตอนถ่ายอุจจาระ หรือแม้แต่ตอนเดิน ก็อาจปวดได้
[ มีอาการอะไรบ้าง จะได้ระวังกัน ]
1️⃣ ปวดประจำเดือนรุนแรงและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ (Progressive dysmenorrhea)
2️⃣ ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic pelvic pain)
3️⃣ ปวดตอนมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia)
4️⃣ ปวดตอนถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ บางครั้งมีเลือดปน
5️⃣ มีบุตรยาก
นี่คือที่มาของคำแนะนำของแพทย์ทุกคนว่า
ปวดประจำเดือนเยอะ อย่าทน อย่างน้อยมาตรวจดู
ไม่รู้เป็นเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่รึยัง
[ แล้วมันออกไปนอกมดลูกได้ยังไงตั้งแต่แรก? ]
ปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีเดียวที่อธิบายได้ครบทุกเคส แต่มีหลายทฤษฎีที่ช่วยกันอธิบายภาพรวมค่ะ
1️⃣ เลือดประจำเดือนไหลย้อน (Retrograde menstruation – Sampson theory)
เลือดบางส่วนอาจไหลย้อนกลับทางปีกมดลูก แล้วหลุดเข้าไปในช่องท้อง ในเลือดมีเซลล์เยื่อบุมดลูกปนอยู่ หากไปเกาะกับเยื่อบุช่องท้องได้สำเร็จ ก็อาจเจริญต่อเป็นรอยโรคได้
แต่ผู้หญิงจำนวนมากก็มีเลือดประจำเดือนไหลย้อน แต่ไม่ได้เป็น endometriosis ทุกคน แสดงว่าการไหลย้อนอย่างเดียวไม่พอ
2️⃣ เยื่อบุช่องท้องเปลี่ยนร่าง (Coelomic metaplasia)
ภายใต้สภาพแวดล้อมบางอย่าง เซลล์เยื่อบุช่องท้องอาจเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นเซลล์คล้ายเยื่อบุมดลูกได้
3️⃣ เศษเนื้อเยื่อตัวอ่อนที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง (Müllerian remnants theory)
อาจมีเศษเซลล์จากแนวพัฒนาของ Müllerian ตกค้างอยู่ แล้วพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุมดลูกได้
4️⃣ กระจายไปตามเลือดหรือน้ำเหลือง (Halban’s theory)
เซลล์บางส่วนอาจหลุดเข้าสู่หลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง แล้วเดินทางไปฝังตัวที่อวัยวะไกลๆ เช่น เยื่อหุ้มปอด หรือสมอง ซึ่งพบได้น้อยมากๆ
[ ภูมิคุ้มกันเกี่ยวอะไร ]
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเซลล์เยื่อบุมดลูกหลุดไปผิดที่อย่างเดียว แต่เกี่ยวกับการที่ภูมิคุ้มกันในช่องท้องเคลียร์เซลล์เหล่านี้ได้ไม่ดีพอด้วยค่ะ
ปกติ macrophage และ NK cell ควรเข้ามาเก็บกวาด แต่ในคนที่เป็น endometriosis ระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่เหมือนทำงานแปลกไป คือกำจัดไม่หมด
หนักกว่านั้น macrophage อาจช่วยหลั่งสารอักเสบ กระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ และช่วยทำให้รอยโรคอยู่ต่อได้ เหมือนทหารที่แทนจะกำจัดผู้บุกรุก กลับเผลอส่งเสบียงให้มันแทน
สุดท้ายจึงเกิด loop นรก คือมีเซลล์เยื่อบุมดลูกผิดที่ → ภูมิคุ้มกันกำจัดไม่หมด → เกิดการอักเสบ → รอยโรคยิ่งอยู่รอด → ยิ่งอักเสบมากขึ้น
[ ทำไมบางคนเป็น แต่บางคนไม่เป็น ]
คำตอบคือยังไม่รู้แบบฟันธงค่ะ แต่เชื่อว่าไม่ได้มีสาเหตุเดียว ต้องมีหลายอย่างประกอบกัน ทั้งพันธุกรรม ฮอร์โมน สภาพแวดล้อมในช่องท้อง และระบบภูมิคุ้มกัน
พูดง่ายๆ คือ เลือดประจำเดือนไหลย้อนอาจเป็น “การพาเซลล์ออกไป” แต่การจะกลายเป็นโรคได้ เซลล์นั้นต้องเกาะติดได้ รอดจากภูมิคุ้มกันได้ สร้างหลอดเลือดเลี้ยงตัวเองได้ และสร้างการอักเสบจนอยู่ต่อได้เรื่อยๆ
[ รักษายังไงดี ]
หลักการรักษาคือ ลดอาการปวด ลดการอักเสบ กดการตอบสนองต่อฮอร์โมน และรักษาผลกระทบต่อการมีบุตร
✅ NSAIDs ช่วยลด prostaglandin จึงช่วยลดปวดประจำเดือนได้ในบางคน
✅ ยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด หรือยากด estrogen ใช้เพื่อลดการกระตุ้นรอยโรค เพราะ estrogen เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้รอยโรคโต
✅ การผ่าตัดส่องกล้อง ใช้ในรายที่อาการรุนแรง มีก้อนถุงน้ำช็อกโกแลต มีพังผืดมาก หรือมีปัญหามีบุตรยาก
การรักษาต้องวางแผนกับสูตินรีแพทย์นะคะ เพราะการรักษาไม่ใช่สูตรเดียวสำหรับทุกคน
โดยสรุปก็คือ
เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ไม่ใช่แค่ “ปวดประจำเดือนมาก” แต่เป็นโรคที่เซลล์คล้ายเยื่อบุมดลูกไปอยู่ผิดที่ แล้วสร้างวงจรอักเสบเรื้อรัง เลือดออกซ้ำ เส้นประสาทไวขึ้น และพังผืดมากขึ้น
ดังนั้นถ้าใครปวดประจำเดือนมากขึ้นทุกปี ปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้ ปวดตอนมีเพศสัมพันธ์ ปวดตอนขับถ่าย หรือมีบุตรยากร่วมด้วย
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงเสมอไป ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อแยกว่าเป็นปวดประจำเดือนทั่วไป (Primary dysmenorrhea) หรือปวดประจำเดือนจากโรคอื่น (Secondary dysmenorrhea) ซึ่งหนึ่งในโรคสำคัญที่ต้องนึกถึงคือ endometriosis ค่ะ