N-Cycle

N-Cycle

แชร์

The folding and touring bike specialist

Photos 02/04/2017

เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน เอ็น-ไซเคิล

Photos 14/11/2016

ไม่มีวันไหน ไม่คิดถึงพระองค์ #เรารักในหลวง

Photos 14/10/2016

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ขอกราบแทบพระบาท น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน N-Cycle
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

Photos 28/09/2016

ขอบคุณคุณตาลที่แวะมาอุดหนุน. Dahon Speed Falcoa สีส้มคันงาม พร้อมเบาะหนังนั่งสบาย Selle Anatomica สีเข้ากับรถครับ แถมติด Landing Gear Dahon Third Wheel เพิ่มความสะดวกในการเข็นอีก ขอบคุณมากๆนะครับ

Photos from N-Cycle's post 19/09/2016

ใครกำลังมองหารถพับเฟรมอลู ลองเลือก HORIZE เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกดูนะครับ เป็นดาฮอนเจนเนอเรชั่นใหม่ที่ออกแบบมาโดยมีนิยามสั้นๆ สามคำคือนุ่ม พุ่ง ไหล. รุ่นนี้มาพร้อมเกียร์ Shimano Altus 8 sp. เรียกว่าขาชิวขี่ได้ ขาซิ่งขี่มันส์ และเสริมความเท่ด้วยวงล้อกึ่งแอโร BlacFoot Semi-Aero ของ Dahon

ราคา 16,900 แถมหมวก ไฟหน้าหลัง และกระติกน้ำ Dahon สุดเก๋ครับ

สนใจสอบถามได้ที่ 086-7077585 นะครับ
-Cycle

Photos from N-Cycle's post 27/08/2016

รถลูกค้าครับ. พับล้อ 26". มีปัญหาน้อตยึดจุดพับ ทีม. n-cycle วัดแบบแล้วกลึงชิ้นส่วนมาแทนให้ ซิ่งต่อสบายๆแบบปลอดภัย ยินดีกับลูกค้าด้วยครับ

Photos 26/08/2016

Route ดำสุดเท่ เปลี่ยนเบาะเป็น WTB Volt ยาง Schwalbe Durano ซิ่งๆ ลูกค้าเพิ่งแวะมาเอาครับ

Photos from N-Cycle's post 14/08/2016

จะเลือกจักรยานกันยังไงดี: คำถามจากหน้าร้านจักรยาน "รถอะไรดี"
==============================================

อย่างที่เล่าให้ฟังตอนแรกละครับว่าปรกติคนที่มาที่ร้านหรือกำลังจะเริ่มซื้อจักรยานมักจะมีคำถามมากมายครับเกี่ยวกับการเลือกรถหรืออุปกรณ์ ซึ่งแต่ละความต้องการก็มีความแตกต่างกัน อยู่ว่างๆก็เลยเขียนที่เคยเจอมาพร้อมคำตอบให้อ่านเล่นกัน หวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ พี่ๆ มีข้อมูลที่เหมาะสมในการเลือกจักรยานมากขึ้นครับ ผิดถูกยังไงแจ้งให้ทราบแล้วกันครับ

วันนี้ผมจะมาคุยถีงคำถามที่ปรกติเกียวพันกับการหาประเภทรถก่อนนะครับ ซึ่งจะไม่ย้อนกลับไปเล่าว่าจักรยานแต่ละประเภทเป็นยังไงแล้วเพราะเคยเล่าให้ฟังกันไปในตอนก่อนๆหน้านี้แล้ว ถ้าอยากย้อนไปอ่านคำอธิบายของจักรยานแต่ละชนิดสามารถเลือกอ่านได้จาก link ตอนท้ายนะครับ. อย่าลืมกดอ่านคำอธิบายใต้รูปเพิ่มครับ

1) ผมอยากได้รถมาออกกำลังอย่างเดียว เลือกรถแบบใหนดีครับ?

เวลาเจอคำถามนี้ คำถามแรกที่ผมจะถามกลับคือ ตอนนี้ออกกำลังกายแบบอื่นอยู่มั้ยครับ มีปัญหาเรื่องหลังเรื่องอะไรมั้ย น้ำหนักตัวแยะแค่ใหน และมีเป้าอะไรบ้างในการออกกำลัง คนถามตัวสูงแค่ใหน

สาเหตุที่ต้องถามต่อแยะ ก็คือจริงๆแล้วจักรยานทุกแบบใช้ออกกำลังได้หมดครับ ขึ้นอยุ่กับว่าอยากจะออกแบบใหน ถ้าไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นและสนใจแค่ออกกำลังปรกติ รถพับที่เกียร์เบาหน่อยที่ทำอัตราทดเกียร์มาไม่หนักเกินไปและใช้ล้อ bearing ดีนิดนีง (ล้อไม่ฝืดมาก) ก็ดูเพียงพอเพราะสามารถช่วยเพิ่มความต้านทานต่อกล้ามเนื้อได้กำลังดี เพราะล้อเล็กใช้พลังแยะกว่าล้อใหญ่ถ้าขี่ให้เร็วเท่ากัน ทำให้ปรกติออกกำลังได้แยะกว่า สาเหตุที่ต้องทำให้อัตราทดเกียร์ไม่หนักเกินไป ก็เพื่อจะป้องกันไม่ให้มีแรงมาต้านแรงกดที่หัวเข่าแยะเกินไป ถ้าไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนเลย กล้ามเนื้อรอบๆหัวเข่าอาจจะยังไม่แข็งแรงพอทำให้อักเสบหรือมีปัญหากับเข่าในภายหลังได้ครับ เกียร์ที่บอกว่าไม่หนักเกินไปคือจานหน้าไม่ควรเกิน 48-52 ฟันนะครับ

รถพับยังมีข้อดีสำหรับคนที่ไม่สูงมากหรือไม่เคยขี่จักรยานมาก่อนในการที่จะปรับตัวให้เข้ากับรถได้ง่ายเพราะเฟรมอยู่ต่ำ แต่ถ้าน้ำหนักตัวแยะเกินไปก็อาจจะต้องไปลองใช้รถที่รับน้ำหนักได้มากกว่าเช่นจักรยาน hybrid แทนครับ โดยปรกติรถพับรับน้ำหนักสูงสุดได้ประมาณ 100-110 kg แล้วแต่รุ่นเนื่องจากจุดพับ แต่บางคันที่ออกแบบมาเป็นรถพับทัวริ่ง หรือจุดพับไม่กลางเฟรมก็อาจรับน้ำหนักได้แยะกว่านั้นครับ ในขณะที่เป็น Hybrid ปรกติจะรับน้ำหนักได้มากกว่ามากพอควร เพราะส่วนใหญ่ทำมาเผื่อติดกระเป๋าอยู่แล้ว

การขี่จักรยานแบบออกกำลังที่ดีควรจะขี่ที่ความเร็วสม่ำเสมอโดยไม่ให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ถ้าจะออกกำลังแบบจริงจังมากๆ ผมแนะนำให้ซื้อตัววัดหัวใจ หรือ HR sensor ด้วยจะได้รู้อยู่ตลอดว่าหัวใจเต้นอยู่ในย่านใหนอยู่ ซึ่งโดยปรกติเราไม่ควรจะให้เต้นต่ำหรือสูงไปในเวลาออกกำลังครับ ปัญหาสำหรับสายรัดวัดหัวใจก็คือมันจำเป็นต้องมีตัวอ่านค่ามาให้เราเห็น ซึ่งอาจจะราคาแพง ก็อาจจะไปใช้โทรศัพท์ที่ต่อกับตัววัด HR ได้ หรือในปัจจุบันนาฬิกาออกกำลังยุคใหม่ก็มีตัววัดหัวใจติดมาด้วยซึ่งถีงแม้จะแม่นยำสู้ไม่ได้ก็อย่างน้อยสามารถช่วยบอกได้ว่าตอนนี้เราเป็นยังไงบ้าง

แต่ถ้าเคยออกกำลังกันมาบ้างแล้วเช่นวิ่ง เข้ายิม หรือว่ายน้ำอยู่เป็นประจำและอยากพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกนี่ เสือหมอบ หรือ หมอบแฮนด์ตรงดูจะเป็นอะไรที่เหมาะกว่านะครับ เนื่องจากความเร็วที่มากกว่าทำให้สามารถดันประสิทธิภาพของการออกกำลังต่อเนื่องนานๆได้ดีและสม่ำเสมอกว่า รถที่เบากว่าและกระฉับกระเฉงกว่าก็จะทำให้อยากกลับมาขี่ต่อเพราะมันสนุกกว่าด้วยครับ

2) ถ้าอยากเอามาใช้เดินทางระยะไกล้ๆ ซื้อของบ้างด้วยจะใช้แบบใหนดี?

ข้อมูลที่อยากรู้อย่างแรกก็คือ มีแผนจะใช้ระบบขนส่งมวลชนด้วยมั้ยครับ ถ้ามีก็น่าจะเหลือแค่รถพับเท่านั้น เพราะสะดวกในการพับขึ้น BTS หรือ MRT มากๆ ปัญหาก็จะมีแค่รถพับส่วนใหญ่มันหนัก อาจจะต้องหาคันเล็กๆเช่นพวกล้อ 16 นิ้ว หรือตัวที่เบากว่า 10 กิโล ซึ่งก็มีให้เลือกไม่แยะมากครับตัวที่เบาที่สุดในเมืองไทยที่เห็นขายๆกัน อยู่ที่ประมาณ 6 โลนิดๆครับ ไม่งั้นก็ต้องเป็นตัวที่สามารถพับแล้วเข็นได้เช่น เช่น Strida, Brompton หรือ รถพับกลางเฟรมบางรุ่นก็จะมีจุดติดล้อเพิ่มมาให้เช่น ระบบล้อ Landing Gear ของดาฮอนเองครับ แต่รถพับทั้งหมดก็จะมีปัญหามาตรฐานก็คือถ้าเล็กเกินไปก็มักจะไม่มีที่ติดกระเป๋าดีๆให้ใช้ทำให้หลุดวัตถุประสงค์เรื่องซื้อของไปอาจจะมีแค่บางรุ่นเช่น Brompton ที่มีระบบกระเป๋าที่พอรองรับความต้องการได้ครับ
ถ้าไม่สนใจการขนรถขึ้นระบบขนส่งมวลชน และไม่สนใจรถแม่บ้าน ทางเลือกของรถไฮบริดทั้งแบบธรรมดาและหมอบแฮนด์ตรงดูจะตรงประสงค์ที่สุดในมุมนี้นะครับ เลือกเอาตามใจได้เลย แต่ถ้าชอบขี่เร็วด้วยก็คงต้องเป็นหมอบแฮนด์ตรงเท่านั้น

3) ถ้าไม่อยากกังวลกับฝาท่อบนถนนกรุงเทพ หรือทางขุดทำถนนในเมืองใช้แบบใหนดีครับ?

ถ้าตัดสินใจจากข้อก่อนๆมาแล้วว่าต้องเป็นรถพับ สิ่งเดียวที่ควรต้องทำคือหายางหน้ากว้างมาใช้ครับ ยางบอลลูนอย่าง Schwalbe Big Apple หรือยางทัวริ่ง อย่างตระกูล Marathon ก็ดูจะเป็นทางเลือกอีกทางที่ดีครับ ส่วนถ้าชอบขี่เร็วด้วยก็คงต้องไปใช้พวกรุ่น Schwalbe Kojak กัน สังเกตว่าพูดถีงแต่ยี่ห้อ Schwalbe นะครับ ยางดีๆของรถพับเมืองไทยไม่ค่อยมีเท่าใหร่ต้องบอกว่าอย่างนั้น

ถ้าใช้ไฮบริด ไฮบริดส่วนใหญ่จะให้ยางขนาดกว้างพอที่จะไม่ตกร่องระบายน้ำในกรุงเทพกันมาอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นหมอบแฮนด์ตรงนี่ไม่แน่ครับบางคันอาจจะใช้ยางขนาดเท่าหมอบปรกติเช่น 700c x 23 mm ที่หน้ากว้างกำลังดีพอลงร่องเลยละครับถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องเปลี่ยนยางเป็นขนาดสัก 28 มม ขึ้นไปมาลองใช้แทนน่าจะดีกว่าครับ อาจจะต้องดูนิดด้วยว่าตะเกียบรถรับยางได้กว้างสุดเท่าใหร่เพราะปรกติไม่น่าเกิน 32 mm สำหรับหมอบแฮนด์ตรง

รถเสือภูเขาก็ดูเหมาะใช้งานกับสถานการณ์แบบนี้ ถ้าชอบก็น่าจะเป็นตัวเลือกได้ดีครับ เพียงแต่อาจจะไม่ใด้ใช้ย่านอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมมาก เพราะเสือภูเขาถ้าเป็นเสือแท้ๆ มักจะทำอัตราทดเกียร์มาเผื่อขึ้นเขาด้วยครับ ก็อาจจะเกินความจำเป็นไปนิดแถมรถก็มักจะหนัก ยางมีดอกใหญ่ๆแบบของเสือภูเขาก็ส่งเสียงดังพอสมควร ทั้งยังไม่ค่อยเกาะถนนมากขัดกับความเชื่อครับ เพราะยางแบบเสือภูเขาออกแบบไว้ตะกุยทางที่เป็นดินหรือโคลนมากกว่าใช้ขี่บนทางเรียบ ถ้าชอบรูปแบบเสือภูเขาให้เปลี่ยนยางเป็นแบบยางทางเรียบจะเหมาะสมกับการขี่ในเมืองกว่าครับ

หมอบแบบ Cyclocross หรือแบบ Gravel ดูจะเหมาะสมกับงานนี้ที่สุดเพราะทั้งปราดเปรียวทั้งเร็วแถมยังออกแบบมาพอเหมาะกับถนนกรุงเทพเลยละครับ ถ้าส่วนตัวคิดว่า Cyclocross จะเหมาะกว่า Gravel เพราะฐานล้อสั้นกว่าน่าจะเหมาะกว่าที่จะใช้ซอกแซกตอนรถติดครับ

4) ถ้าผมจะเอามาปั่นแต่สนามฟ้าละ?

จริงๆต้องบอกว่าคนไทยโชคดีนะครับได้มีสนามจักรยานที่เรียบ ยาวและทำให้สามารถปั่นกันได้เร็วๆแบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาวิ่งตัดหน้า (ยกเว้น น้องหมากับงูเจ้าที่นะครับ) ปั่นสนามฟ้าหนึ่งรอบทำให้คุณสามารถฝึกหัวใจให้อยู่ใน Zone aerobic ได้อย่างน้อย 30 นาทีเลยครับ ปั่นวันละสองรอบนี่มั่นใจได้เลยว่าน้ำหนักลดแน่ๆ ดีอย่างนี้แล้วใช้รถอะไรดี? จริงๆต้องบอกว่าได้หมดละครับ แต่ถ้าจะขี่ให้สนุกเต็มที่นี่ คงไม่พ้นเสือหมอบไปได้ครับ อันนี้เลือกเอาตามใจชอบได้เลย ชอบขี่สบายๆก็คงต้องเป็นหมอบ Endurance หรือหมอบแฮนด์ตรง ชอบปั่นกระชากๆตอนเข้าเส้นคงต้องหมอบ racing geometry แต่ถ้าอยากไปเร็วที่สุดก็คงไม่หนีหมอบแอโร่ หรือ ตัว Time Trial ไปได้ครับ ขี่สนามฟ้าควรจะใช้เฟืองหลังชิดๆ เช่น 11-23 หรือ 12-25 นะครับเวลาเปลี่ยนเกียร์อัตราส่วนความต่างจะได้ไม่แยะมากทำให้เหนื่อยน้อยลงปั่นได้เร็วขึ้น ในขณะที่อาจจะใช้จานหน้าสองใบที่ 53/39 เพื่อความเร็วครับ แต่ถ้าหมอบคันนี้จะใช้ปั่นบนถนนด้วยอาจจะลดมาใช้จานหน้า แบบ compact ที่ 50/34 แทนจะได้สะดวกขึ้นในการขึ้นสะพานสูงๆครับ ปั่นสนามฟ้าอย่าลืม warm up และ warm down นะครับ

5) ถ้ามีปัญหาเรื่องหลังละครับ?

คงต้องถามละครับว่าเป็นแยะแค่ใหน ถ้าหนักมากควรปรีกษาแพทย์ก่อนครับว่าขี่ได้มั้ย ถ้าหมอ บอกว่าไม่มีปัญหานี่ รถที่เลือกควรจะเป็นรถที่เบาที่สุดที่จะหาซื้อได้ครับ ตอนยกจะได้ไม่หนักมากไม่ทำให้หลังมีปัญหาเพิ่มขึ้น ทั้งยังควรเป็นรถที่ขี่ไม่ต้องก้มหลังมากด้วย ส่วนใหญ่ก็คงต้องเป็นรถพับล้อเล็กตั้งแต่ 16 นิ้วลงไปจะได้เบาๆหน่อย หรือ หมอบแฮนด์ตรงครับ ข้อดีของการขี่จักรยานคือกล้ามเนื้อหลังจะถูกดึงออกแรงไปพร้อมๆกันกับการปั่นขาขณะขี่ซึ่งโดยปรกติจะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นด้วยครับ ตัวคนเขียนเคยนั่งทำงานหน้าคอมตลอดเวลาทำให้ปวดหลังเป็นประจำ ตั้งแต่หันมาขี่จยนี่ไม่เคยปวดหลังอีกเลย

6) ถ้าอยากจะขี่ขึ้นเขาใช้รถอะไรดีครับ?

จริงๆขี่ขึ้นเขา ต้องพร้อมทั้งร่างกาย เทคนิกและอุปกรณ์ครับ เรื่องร่างกายกับเทคนิกเดี๋ยวเราว่ากันอีกทีนะครับ มาคุยกันเรื่องอุปกรณ์ก่อน รถขึ้นเขาที่เหมาะสมอย่างน้อยต้องมีอัตราทดเกียร์ที่เพียงพอจะขึ้นเขาได้ พูดกันง่ายๆก็คือจานหน้าเล็กๆ เฟืองหลังใหญ่ๆนั่นเอง เพราะด้วยอัตราทดเกียร์แบบนี้ทำให้เวลาขึ้นเขาเราสามารถค่อยๆปั่นขึ้นไปได้โดยไม่ต้องออกแรงกดจานหน้าแยะมาก ทำให้ผ่อนแรงมากขึ้นนั่นเองครับ

รถที่เกิดมาเหมาะสมกับขึ้นเขาอยู่แล้วทั้งในทั้งชื่อและในเชิงอัตราทดเกียร์ที่สุดก็คือเสือภูเขาละครับ เพราะว่าโดยปรกติเสือภูเขาล้อ 26 นิ้วนี่จะใช้จานหน้าขนาด 22 ฟัน จานหลังขนาด 36 ฟันเป็นเรื่องธรรมดาทำให้ได้เปรียบรถอื่นมากๆ ฟังดูอาจจะงงๆนะครับ แต่ถ้าเราลองมาคำนวณอัตราทดเทียบกับรถเสือหมอบ รุ่นที่โมมาไว้ขึ้นเขาที่ใช้จานแบบ compact ที่มีจานหน้าขนาดเล็กสุดแค่ 34 ในขณะที่จานหลังขนาดใหญ่สุดแค่ 32 ฟัน เราจะพบว่าในทางชันๆที่เสือหมอบเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์เบาสุดแล้ว เสือภูเขาก็จะยังเหลือเกียร์ที่สามารถเปลี่ยนผ่อนแรงต่อได้อีกอย่างน้อยก็ สี่-ห้าเกียร์ครับ (อันนี้คิดที่ เฟือง 10-11 speed นะครับ)

มีสิ่งที่น่าสนใจอย่างนึงก็คือรถยิ่งล้อเล็กอัตราทดก็ยิ่งต่ำ หมายความว่าถ้าเอารถพับ หรือ รถ Mini Velo ล้อ 20 นิ้วมาใส่ชุดขับแบบเดียวกับเสือภูเขาจะเหลือเกียร์ให้ใช้ต่อจากเสือภูเขาอีกสองสามเกียร์เชียวครับ สบายกว่ากันแยะ

งั้นเอาไงดี? เอารถพับขึ้นเขาละกันดีมั้ย? อืมมันก็ดีอยู่ละครับขาขึ้น ปัญหาใหญ่คือขาลงสิครับ รถล้อเล็กโดยปรกติหน้าจะไวกว่ารถล้อใหญ่อยู่แล้วเวลาลงเขาอาจจะเข้าโค้ง ฟรีขาลงไม่มั่นใจเท่ารถล้อใหญ่กว่าครับเพราะถ้าสะดุดปุ่มบนถนน เจอกรวดเจอหินนี่โอกาสเสียหลักจากการกระแทกมีสูงมากๆ เรียกว่าต้องตื่นตัวอยุ่ตลอดเวลาครับแต่ไม่ใช่เอาลงไม่ได้นะครับ

ในทางกลับกัน เสือภูเขา หรือเสือหมอบก็ลงเขาผ่านฉลุยครับเพราะมั่นคง มั่นใจกว่ามากๆเวลาจะมุดโค้งตอนลงเขานี่ ถ้าถนนเป็นทางเรียบนี่เสือหมอบจะได้เปรียบนิดหน่อยนะครับเพราะยางสัมผัสพื้นเต็มๆกว่าขณะที่เสือภูเขาดอก แก้มยางสูงอาจจะมีปัญหาตอนเข้าโค้งทางเรียบแรงๆได้เหมือนกันครับ

ถ้าทางเป็นแบบขึ้นๆลงๆ หรือที่เขาเรียกกันว่า Rolling Hill นี่พวกเสือหมอบจะขี่สนุกกว่าแยะครับเพราะสามารถอัดลงมาจากยอดโดยการเปลี่ยนเกียร์เป็นหนักสุดเพิ่มความเร็วแล้วปั่นอัดขึ้นอีกยอดโดยใช้โมเมนตัมช่วยได้ ในขณะที่เสือภูเขาอัตราทดเกียร์สูงไม่เท่าก็จะไม่สามารถทำความเร็วเท่าเสือหมอบได้ตอนลงเนินทำให้โมเมนตัมขาขึ้นเนินน้อยกว่าครับ แต่ถ้าทางที่คุณขี่บ่อยๆเป็นแบบ ดอยอินทนนท์ที่ขึ้นเกือบตลอดละก็ถ้าเลือกได้ใช้เสือภูเขาน่าจะดีกว่าครับ

อย่างสุดท้ายที่ควรต้องห่วงก็คือระบบเบรคครับ เวลาลงเขาโมเมนตัมเต็มที่นี่ ความเร็วระดับ 70-80 กม/ชม เป็นอะไรที่เป็นไปได้ครับ รถที่ใช้ระบบเบรคแบบจับขอบล้อไม่ว่าจะเป็น V-brake หรือ Caliper Brake แบบเสือหมอบก็จะพบว่าขอบล้อจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บางครั้งยางในแตกหรือระเบิดขึ้นมายิ่งถ้าใช้ล้อขอบคาร์บอนแบบที่นิยมใช้กันในเสือหมอบบางครั้งแถบเบรคของล้อคาร์บอนอาจจะร้อนมากๆจนบวม หรือแตกได้ และถ้าเป็นขึ้นมาขณะกำลังลงเขานี่อันตรายมากๆครับ (ล้อคาร์บอนต้องใช้ผ้าเบรคของตัวเองนะครับ ผ้าเบรคธรรมดาจะนุ่มเกินไปทำให้ประสิทธิภาพการเบรคลดลงได้)
ระบบเบรคที่สามารถตัดความกังวลในเรื่องขอบล้อร้อนได้ก็คงจะเป็นระบบดิสก์เบรคที่ลอกเทคโนโลยี่มาจากรถยนตร์ครับเนื่องจากระบบไม่มีส่วนสัมผัสกับขอบล้อเลยทำให้ระบบดิสก์เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันครับเพราะปลอดภัยกว่ามาก

ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างก็คือน้ำหนักครับ เนื่องจากการขึ้นเขาเป็นการต้านแรงดึงดูดโลกดังนั้นคนตัวเบาก็จะขึ้นเขาสบายง่ายกว่าคนตัวหนักแน่นอน ถ้าน้ำหนักเท่ากันจักรยานที่เบากว่าก็จะขึ้นง่ายกว่าครับ ดังนั้นเสือหมอบที่หนัก 7 กิโลอาจจะปั่นขึ้นได้สูสีกับเสือภูเขาที่หนัก 15 โลก็ได้นะครับ

สรุบใช้อะไรขึ้นเขาดี? ถ้าชอบขี่เสือหมอบอยู่แล้ว ลองใช้พวกหมอบ Gravel ก็ดีนะครับไม่ก็ Cyclocross ที่ฐานล้อยาวหน่อยครับจะได้ลงเขามั่นใจ หรือไม่ก็ทำการโมเสือหมอบธรรมดาให้อัตราทดเกียร์ต่ำลงครับ ปรกติจะใช้จานหน้าแบบ compact คู่กับตีนผีขายาวหรือตัวต่อตีนผี ถ้าโมโหดๆแบบไว้ขึ้นดอยอินทนนท์นี่ผมเคยทำ 36 เฟืองให้มาแล้วครับแต่ต้องใช้ตีนผีขายาวพิเศษเท่านั้น ถ้าใช้ตัวต่อตีนผีอาจจะทำได้ถีงเฟืองหลัง 40 เลยจริงๆแล้ว แต่ถ้าไม่ใด้ใจรักเสือหมอบ และอยากขึ้นแบบสบายๆก็เสือภูเขาเลยครับ เพราะถ้าจะโมเสือภูเขาต่อก็พอมีเฟืองหลังพิศดารขนาด 44 ฟันให้ใช้กันครับ ท้ายที่สุดก็คือพยายามลดน้ำหนักคนขี่ครับ ลดได้สัก 10 โลนี่ ขึ้นเขาเร็วขึ้นอีกแยะเลย

วันนี้คงขอลาไปก่อน ไว้ว่างๆมาเขียนเล่าให้ฟังต่อครับ ถ้าคิดว่าพอมีประโยชน์บ้าง ฝากกด like เพจด้วยก็ดีครับ :-)

ตาม Link ไปดูข้อมูลรถแต่ละประเภทได้ครับ

รถพับ

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/366474593476921

เสือภูเขา

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/368408866616827

เสือหมอบ

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/371528546304859

เสือหมอบ Cyclocloss/Gravel และ ทัวริ่ง

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/374709932653387

รถ Hybrid, Fat Bike และ MiniVelo

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/375122389278808

Photos from N-Cycle's post 13/08/2016

วันนี้ขอแนะนำอุปกรณ์ช่วยพยุงจักรยานดาฮอนเวลาพับครับ บางคนอาจจะเคยเห็น หรือเคยใช้กันมาบ้างแล้วครับ

Landing gear หรือ ที่บางคนเรียกว่า Third wheel ติดตั้งอยู่ใต้กระโหลกครับเวลาจะใช้ก็แค่ดันลงมาดังในรูป แค่นีเราก็จะนำจักรยานไปไหนๆแบบทุ่นแรงและทุ่นเวลา ใครที่ยังไม่มี ลองหามาติดกับจักรยานคันเก่งดูนะครับ

Photos from N-Cycle's post 11/08/2016

จะเลือกจักรยานกันยังไงดี: ตอนเก็บตก รถ Hybrid, FAT Bike, Mini Velo

ก่อนที่จะจบเรื่องชนิดของจักรยาน เราคงจะไม่พูดถีงรถ hybrid กันไม่ใด้ เพราะเป็นเหมือนรถจักรยานเริ่มต้นของใครหลายๆคนครับ รถ Hybrid เป็นรถที่เอาคุณสมบัติของจักรยานหลายๆแบบมารวมกัน โดยทั่วไปๆมักจะเอาคุณสมบัติของรถเสือภูเขากับรถทัวริ่งมาผสม แต่ก็มีรถ hybrid บางแบบที่เอาเสือภูเขากับรถเสือหมอบมารวมกันแทนครับที่โดยปรกติเราจะเรียกกันว่า หมอบแฮนด์ตรงนั่นเอง

รถที่จัดเป็นรถ hybrid จะดูได้ง่ายๆคือจะใช้แฮนด์ตรงแบบเสือภูเขาเป็นหลัก แต่โดยส่วนใหญ่เวลาเราพูดถึง Hybrid ในเมืองไทยเรามักจะหมายถีงรถที่มีโช้คหน้าแบบเสือภูเขาติดมาด้วย แต่ทรงของเฟรมจะออกไปทางรถทัวริ่งมากกว่าเสือภูเขา โดยเฉพาะจะมีฐานล้อที่ยาวเพื่อความมั่นคงและส่วน headset หรือความสูงแฮนด์จะสูง เพื่อให้คนขี่ไม่ต้องก้มมากแบบเดียวกับเสือภูเขา และเนื่องจากตอนออกแบบตั้งคุณสมบัติมาแบบนี้รถ hybrid ก็มักจะขี่สบายโดยไม่ต้องก้มแยะกันครับ

โดยทั่วไปรถ Hybrid จะวางตำแหน่งการตลาดมาเป็นรถเอนกประสงค์ จึงมีการเจาะเฟรมมาให้ล่วงหน้าให้ติดบังโคลนและจุดยีดกระเป๋าได้เหมือนรถทัวริ่ง ก็จะมีคนเอาไปทำ light touring กันแยะพอสมคว หรือบางคนก็เอามาดัดแปลงทำรถแม่บ้านขี่ไปซื้อกับข้าวกันก็ทำได้สบายๆ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง รถ Hybrid ธรรมดากับหมอบแฮนด์ตรงส่วนใหญ่ก็คือหมอบแฮนด์ตรงนั้นรูปแบบเฟรมจะทรงออกไปทางเสือหมอบแข่งขันเสียมากกว่าครับและใช้ตะเกียบแบบไม่มีโช้คเหมือนเสือหมอบ แต่ก็ยังใช้แฮนด์ตรงตามชื่อนั่นเอง ข้อดีคือได้ความปราดเปรียวขี่สบายของเสือหมอบมา และก็ยังได้ตำแหน่งการขี่แบบเสือภูเขาที่สบายกว่ามาด้วย

จักรยานอีกแบบที่เริ่มมาฮิตกันในช่วงหลังๆและราคาก็เริ่มลงมาหาซื้อกันได้ก็ คือ Fat Bike ครับซึ่งก็ตามชื่อคือจักรยานแบบนี้จะใช้ล้ออ้วนๆ หน้ายางกว้างๆบางทีกว้างได้มากกว่า 97 mm ขึ้นไปเลยทีเดียว เจ้า Fat Bike จริงๆมีมานานแล้วครับโดยแต่ก่อนจะใช้พวก Balloon Tire คือยางหน้ากว้างๆที่รูปร่างเป็นเหมือนโดนัทมาใส่ รถเสือภูเขาแทน

แต่ที่ FATBike เพิ่งเริ่มกลับมาเป็นกระแสะนี่ก็เริ่มต้นสัก 10 ปีที่ผ่านมาเองครับ โดยรถยี่ห้อ Surley เป็นผู้บุกเบิกเริ่มทำรุ่น Pugslesy อันโด่งดังออกมาก่อน โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สามารถใช้ขี่บนหิมะ หาดทราย หรือลุยโคลนได้เนื่องจากล้อที่มีขนาดใหญ่มาก ทำให้ใช้ความดันลมยางต่ำๆ ก็สามารถขับขี่ไปได้เกือบทุกสภาพถนน ปีนได้เกือบทุกสภาวะกีดขวางครับ ในปัจจุบันมีขนาดยางมากมายตั้งแต่คันเล็กๆที่ใช้ล้อเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 นิ้วเท่าเสือภูเขาจะไปถีง ขนาด 29 นิ้ว แต่ขนาดที่เห็นบ่อยที่สุดคือขนาด 26 นิ้วนี่ละครับ แต่ปรกติจะมีความกว้างของหน้ายางได้หลายขนาดตั้งแต่ 26+, XL, 2XL ที่มีหน้ายางประมาณ 64, 89, และ 130 mm ตามลำดับไปครับ

เจ้า FatBike นี่จริงๆขี่สนุกนะครับหน้าตาดูเหมือนจะหนัก แต่เนื่องจากล้อแบบ Balloon มีความต้านทานการหมุนน้อย (rolling resistance ต่ำ) กลับทำให้รถรู้สึกเบาและขี่ได้เบาแรงไปด้วย และเนื่องจากใช้แรงดันลมยางต่ำก็ทำให้การขับขี่นิ่มนวลไปพร้อมๆกันครับ จริงๆก็ดูเป็นรถที่เหมาะขี่ในกรุงเทพมากทีเดียวมีข้อเสียแค่ขนย้ายลำบากเวลาอยากจะเอาไปขี่ไกลๆและก็หาที่จอดที่เก็บยากไปด้วยสำหรับในเมืองครับ

นอกจากจักรยานพับ และ BMX ที่ใช้ล้อขนาดเล็กแล้วก็ยังมีจักรยานแบบ Mini Velo ที่เป็นจักรยานที่ใช้ล้อขนาดเล็กแต่ไม่พับอีกครับซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆรถพับ แต่มีข้อดีตรงที่มีน้ำหนักเบากว่ารถพับมากครับ ด้วยข้อเด่นของอัตราเร่งของล้อเล็ก จักรยานแบบ Mini Velo ส่วนใหญ่ก็จะปราดเปรียวและสนุกในการขับขี่มาก นอกจากอัตราเร่งจะดีแล้ว ถ้าปรับและใช้อัตราทดเกียร์อย่างถูกต้อง รถ Mini Velo ก็จะเร็วสูสีกับรถใหญ่ได้ทีเดียวครับ รถในตำนานอย่าง Moulton ก็ถือว่าอยู่ในกลุ่ม Mini Velo นี่เหมือนกันโดยปรกติยางที่นิยมใช้ในรถ Mini Velo มีอยู่สามขนาดก็คือ 18" 20" (406) และล้อ 20" ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิด คือล้อขนาด 451 ครับ รถในกลุ่มนี้ปรกติจะใช้แฮนด์ทั้งแบบแฮนด์ตรง และแฮนด์หมอบเพราะจะมีขนาดเฟรมสูงเทียบเท่าจักรยานขนาดใหญ่ทำให้สะดวกในการใช้งานแฮนด์ทั้งสองแบบ
จะว่าไป เจ้า Mini Velo นี่เหมาะกับคนที่ต้องการจักรยานขนาดกระทัดรัดแต่ยังต้องการความสามารถในการ ขับขี่สูสีกับรถขนาดใหญ่ครับ

จริงๆยังมีรถจักรยานอีกหลายประเภทนะครับ ที่ไม่ใด้พูดถีงเช่นพวก รถนอนขี่ Recumbent หรือ รถ Trial สำหรับไว้เล่นผาดโผน แต่ก็ขอไม่กล่าวถีงเพราะเป็นจักรยานที่หาซื้อได้ยากและได้รับความนิยมใน กลุ่มน้อยที่เมืองไทยเรานะครับเจอกันตอนหน้าที่เราจะมาคุยถีงคำถามที่จะช่วยให้คุณรู้ว่าคุณควรจะซื้อจักรยานแบบใหนกันดีครับ

อย่าลืมกดดูคำอธิบายไต้รูปแต่ละรูปสำหรับชนิดต่างๆที่เพิ่งเล่าไปนะครับ

อ่านตอนเก่ากันได้ที่

รถพับ

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/366474593476921

เสือภูเขา

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/368408866616827

เสือหมอบ

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/371528546304859

เสือหมอบ Cyclocloss/Gravel และ ทัวริ่ง

https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/374709932653387

Photos from N-Cycle's post 10/08/2016

จะเลือกจักรยานกันยังไงดี: เสือหมอบทางขรุขระ และ รถทัวริ่ง

ตอนที่แล้วเรามาคุยกันเรื่องหมอบทางเรียบกันไปแล้ว วันนี้มาจบกันด้วยเสือหมอบที่ถูกออกแบบให้วิ่งทางขรุขระกันพอได้บ้างครับ แบบแรกที่เริ่มเป็นทีรู้จักกันในบ้านเราก็คือ รถ Cyclocross หรือบางทีก็เรียกสั้นๆกันว่ารถ Cross หรือ CX ครับ เจ้ารถ Cyclocross มีต้นกำเนิดในยุโรป โดยเกิดจากการแข่งขันตัดข้ามทุ่งเพื่อร่นระยะทางระหว่างเมืองครับแทนที่จะขี่บนถนนธรรมดาก็มีลุยๆกันบ้าง ในตอนหลังก็วิวัฒนาการมาเป็นการแข่งวิ่งวนในสนามที่เตรียมไว้ล่วงหน้ากันซึ่งในสนาม Cyclocross ทางมักจะไม่เรียบและโดยปรกติก็มีโคลนหรือหลุมต่างๆพอสมควร (นึกถีงสนามโมโตครอสของมอเตอร์ไซค์เลยครับ) ทำให้ในบางทีนักแข่ง Cyclocross ต้องเอาจักรยานมาแบกบนใหล่แล้ววิ่งหลบสิ่งกีดขวางแล้วค่อยเอารถลงมาขี่ต่อ ทำให้เกิดการทำเฟรมเฉพาะขึ้นมา ซึ่งโดยปรกติจะดูกันออกง่ายว่าคันใหนเป็น Cyclocross โดยดูจาก toptube ที่แบนด้านล่าง แล้วมักจะเอาสายเบรคขึ้นไปเดินอยู่บน top tube เพื่อความสะดวกในการแบกและทำความสะอาดซ่อมแซมระหว่างแข่ง ส่วนของกะโหลกก็จะอยู่สูงกว่ารถทั่วไปหลบสิ่งกีดขวางตอนเข้าโค้ง ตัว geometry จะออกไปทางรถหมอบ Endurance ครับ แต่มีที่ต่างก็คือ Cyclocross ฐานล้อจะสั้นกว่าเพื่อความกระฉับกระเฉงในการเข้าโค้งแคบๆ แต่ล้อไม่ติดเฟรมจนเกินไปไม่งั้นโคลนเข้าไปติดหมด Cyclocross ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้ เบรคแบบ Disc เหมือนเสือภูเขากันหมดครับและมักจะมากับปลดเร็วแบบ Thru Axle ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างแกนล้อไม่บิดงอทำให้เข้าโค้งรับแรงกระแทกได้ดีกว่ามากๆ ยางที่ใช้ใน Cyclocross ปรกติจะเป็นยางมีดอกใหญ่ๆ เหมือนกับในรถเสือภูเขา ในการแข่งขันจะนิยมใช้ยาง Tubular หรือยางฮาฟมากกว่ายางแบบ clincher (ยางงัด) และโดยมากจะทำให้รับยางได้ถีง 35 mm เป็นอย่างน้อยครับ

นอกจาก Cyclocross แล้วหลังๆยังมีการแข่งขันแบบใหม่เกิดขึ้นในอเมริกานั่นคือการขี่แข่งขันบนนถนนเล็กที่ปูด้วยกรวด หรือที่เรียกกันว่า Fire Road หรือ Gravel Road ครับ ถ้าเทียบก็คงเหมือนทางเดินโรยกรวดบ้านเราการแข่งแบบนี้มักจะแข่งระยะไกลระดับ 100-200 โลพอๆกับ Audax บ้านเรา ซึ่งกลายเป็นที่นิยมกันอย่างรวดเร็วครับเนื่องจากถนนแบบนี้แทบจะไม่มีรถ เส้นทางก็จะสวยงามแปลกๆกันออกไปครับ พอได้รับความนิยมเลยมีการดัดแปลงรถ cyclocross มาทำเป็นรถชนิดใหม่ เรียกว่า gravel bike หรือ เสือทางกรวดก็ว่าได้ครับ ซึ่งดูจากข้างนอกจะคล้ายๆกันแต่มีจุดต่างสำคัญๆ คือ Gravel bike จะมีฐานล้อยาวกว่ารถ Cyclocross พอสมควรครับ เพราะต้องการเพิ่มเสถียรภาพในการเกาะถนน เพราะถ้าฐานล้อสั้นเกินไปเวลาขี่บนทางกรวดล้อหลังอาจจะสะบัดเสียหลักได้ง่ายกว่า ยางที่ใช้ของรถ Gravel จะใส่ยาง size ใหญกว่ามากครับ โดยปรกติอาจจะใส่ยางหน้ากว้าง 35 mm แต่ในการแข่งขันบางครั้งก็ใส่ขึ้นไปถึง 40 mm เลยทีเดียว ซึ่งโดยปรกติจะเป็นยางที่ดอกไม่ใหญ่เป็นบั้งๆ แบบเสือภูเขาหรือ Cyclocross แต่ก็จะมีดอกให้รีดน้ำอยู่พอสมควรครับ การใส่ยางใหญ่แบบนี้อนุญาติให้ รถ Gravel สามารถใช้ลมยางต่ำๆได้ทำให้นิ่มนวลมากขึ้นด้วยครับ นอกจากฐานล้อแล้ว มุมของตะเกียบหน้าก็จะเอียงมากกว่ารถเสือหมอบปรกติทำให้ขี่ทางไกลๆได้ดีขึ้นครับ

รถอีกตระกูลหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของคนชอบขี่ท่องเที่ยวก็คือรถตระกูลทัวริ่งครับ จริงๆรถทัวริ่งก็คือรถที่เราขี่กันไปท่องเที่ยวระยะทางไกลนั่นละครับ จะว่าไปก็ใช้รถอะไรก็ได้ละครับ ตั้งแต่ จักรยานพับล้อเล็กไปจนถีงเสือหมอบ แต่ถ้ารถตระกูลทัวริ่งแบบจริงจังแล้ว มักจะใช้ล้ออยุ่สองขนาด ทั้งแบบ 26" เหมือนเสือภูเขา และ 700c เหมือนเสือหมอบ

ตัวถังของรถทัวริ่งแบบจริงๆจังๆมักจะใช้เป็นเหล็กทั้งคันนัยว่าให้สามารถซ่อมที่ใหนก็ได้ในโลก ตะเกียบก็จะเป็นเหล็กด้วยครับด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ไม่ใช่ว่ารถอลู หรือคาร์บอนจะไม่มีนะครับ แค่มีน้อยกว่าเท่านั้นเองเพราะรถสองแบบนั้นมีปัญหาขึ้นมาซ่อมแซมยากกว่ากันแยะ ผลของการใช้เหล็กทำตัวถังก็คือได้คุณสมบัติในการดูดซับความสั่นสะเทือนของเฟรมเหล็กเพิ่มเข้ามาด้วยครับ

ส่วนเรื่อง Geometry ของรถทัวริ่งโดยทั่วไป ช่วงล้อของรถทัวริ่งจะยาวมากๆทำให้เสถียรภาพการทรงตัวดีขี่แล้วไม่เหนื่อยครับ โดยมากรถทัวริ่งมักจะใช้แฮนด์แบบเสือหมอบ แต่ก็จะมีแฮนด์ที่ได้รับความนิยมพอๆกันก็คือแฮนด์แบบ Trekking หรือ ที่บ้านเราเรียกกันว่าแฮนด์ผีเสื้อที่ลักษณะโค้งเป็นวงรีทำให้มีจุดที่จับแฮนด์ได้หลายส่วนและยังใช้ติดอุปกรณ์เพิ่มเติมได้โดยง่ายครับ นอกจากแฮนด์แบบ Trekking แล้วรถทัวริ่งก็ยังมีการใช้แฮนด์แบบอื่นบ้างเหมือนกันครับ ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ตรงธรรมดา หรือแฮนด์ style คล้ายๆแฮนด์ตรงแต่ลู่มาด้านหลังทำให้จับถนัดขึ้น เฟรมรถทัวริ่งที่ดีต้องมีทั้งจุดติดบังโคลนและจุดยีดกระเป๋าซึ่งโดยปรกติก็มีทั้งด้านหน้าและด้านหลังครับ

รถทัวริ่งโดยทั่วไปๆปรกติจะแบ่งเป็นสองแบบคือรถสำหรับการท่องเที่ยวระยะไกล้ที่สัมภาระไม่แยะนัก ที่เราเรียกกันว่า light touring กับรถทัวริ่งที่สัมภาระแยะหน่อยสามารถไปได้ในระดับหลายอาทิตย์ หรืออาจจะปั่นนานกว่านั้น รถแบบแรกบางที่เราก็เรียกว่ารถ Randonneur หรือจักรยานแบบ Rando ครับซึ่งโดยปรกติถ้าเทียบกับแบบหลังหรือ Full Touring นี่ รถ Rando จะมีขนาดฐานล้อที่สั้นกว่า ท่อเหล็กก็จะแข็งแรงน้อยกว่าเพราะรับน้ำหนักน้อยกว่าแต่ในเวลาเดียวกันก็จะขี่ได้รวดเร็วกว่าแยะ ถ้าจะให้เทียบก็เหมือนกับหมอบ Endurance ที่ออกแบบมาติดกระเป๋าและรับน้ำหนักเพิ่มได้ครับ ในขณะที่ Full Touring มักจะออกแบบโดยให้ความสนใจต่อความสามารถในการบรรทุกของและน้ำหนักส่วนเกิน ในขณะที่ยังให้ความสบายในการขับขี่สูงสุด

Click ตามรูปประกอบเพื่อดูคำอธิบายนะครับ เจอกันตอนหน้าครับ. Link ของ ตอนเก่าๆ ดูข้างล่างเลยนะครับ

อ่านตอนเก่ากันได้ครับ

รถพับ
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/366474593476921

เสือภูเขา
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/368408866616827

เสือหมอบ
https://www.facebook.com/Ncycleshop/posts/371528546304859

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


พิชยา ลีฟวิ่ง Asoke-Dindeang Road
Bangkok
10400