Bangkok Big Boy Toys

Bangkok Big Boy Toys

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Bangkok Big Boy Toys, กีฬาและสันทนาการ, 24 ถนน ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ, Bangkok.

เพจรวมของสะสม ทอยส์ ฟิกเกอร์ นาฬิกา จักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ แก็ดเจ็ท เกมส์ กีฬา ดนตรี หนัง เพลง ถ่ายภาพ งานศิลป์ ทริปท่องเที่ยว เครื่องมือช่าง สาระถึงเรื่องเบาสมอง ความสนุกกับงานอดิเรกของผู้ชายทุกวัย ศิลปะการใช้ชีวิตแบบ “Work Hard, Play Harder”

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 16/04/2026

รับฟุตบอลโลกกับเซ็ตพิเศษจาก Lego

ในช่วงซัมเมอร์นี้ของยุโรป (ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป) เราจะได้พบกับมหกรรมกีฬาระดับโลกรายการสำคัญอย่าง World Cup หรือฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2026 ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพของ 3 ประเทศ นั่นคือ สหรัฐอมเริกา แคนาดา และเม็กซิโก

และแน่นอนว่า Lego ไม่พลาดที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับมหกรรมกีฬาระดับโลกรายการนี้ เพราะหลังจากการเปิดตัวเซ็ตถ้วยฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup™ Official Trophy ในรหัส 43020 แล้ว พวกเขายังเตรียมปล่อย Set ชุดต่อที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกในปีนี้ออกมารัวๆ ชนิดที่กระเป๋าเงินและบัตรเครดิตของแฟนๆ มีสิทธิ์ไม่ได้พักผ่อนกันง่ายๆ

ในเซ็ตลำดับต่อๆ ไป ที่มีการเปิดตัวออกมานั้นจะเป็นการร่วมมือไม่เฉพาะ Lego กับ FIFA เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเตะชื่อดังของโลก เช่น Lionel Messi, Cristiano Ronaldo, Kylian Mbappe และ Vinicius JR. ในการผลิตเซ็ตฉากสุดพิเศษพร้อมกับตัว Mini Figure ของนักฟุตบอลเหล่านี้ที่อยู่ในเซ็ต

แต่ที่พิเศษคือ นักเตะระดับตำนานอย่าง Messi และ Ronaldo จะมีอะไรที่พิเศษกว่าด้วย Figure ขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวต่อราวๆ 854-958 ชิ้นเป็นอีกทางเลือกสำหรับแฟนๆ โดยเซ็ตนี้จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

ใครที่พร้อมก็เตรียมเงินรอเอาไว้ได้เลย

#ฟุตบอลโลก2026 #เลโก้ #สายสะสมเลโก้ #ของมันต้องมี

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 02/04/2026

ทำไมผู้ชายทั่วโลกถึงยอมจ่ายหลักแสนเพื่อไพ่หนึ่งสำรับ

ผมคิดว่าถ้าเราลองแกะกล่องแล้วคลี่สำรับไพ่ออกดู แต่อย่าเพิ่งเรียกขาไพ่มานะครับ คือผมหมายถึงให้ดูอย่างพินิจพิจารณา ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่ใช่สายนี้ แต่ลองมองในเลนส์ของนักสะสมดูครับ ผมแน่ใจว่าคนประเภทเราๆ จะไม่ได้เห็นแค่ดอกจิกโพดำ แต่จะพยายามมองทะลุให้เห็นประวัติศาสตร์ของมัน เพราะสิ่งนี้คือหัวใจของความรักในการสะสม ผมแถมให้นิด มันมี "รหัสลับ" ด้วยครับ

ถ้าเราย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 9 ยุคราชวงศ์ถังของจีน ไพ่ใบแรกๆ ในโลกไม่ได้เอาไว้ลุ้นกินเงินเพื่อนฝูงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "ไพ่เงิน" (Money Cards) ที่พิมพ์สัญลักษณ์เงินตราลงไป เป็นการรวมความสนุกกับอำนาจซื้อขายไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในเวลาต่อมา อีกซีกโลกหนึ่ง อาณาจักรมัมลุกในอียิปต์ก็รับไม้ต่อ จนกระทั่งมันเดินทางเข้าสู่ยุโรปในศตวรรษที่ 14 และถูกชาวฝรั่งเศสจับเอาระบบชนชั้นใส่ลงบนสำรับ ทั้งอัศวิน นักบวช พ่อค้า และชาวนา กลายเป็นโพดำ โพแดง ข้าวหลามตัด และดอกจิก ที่เราแจกกันอยู่ทุกวันนี้ น่าทึ่งมากนะครับที่คนเรามักใส่ตัวตนและสภาพแวดล้อมของตัวเองไปในทุกๆอย่างได้ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

แต่จุดที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ "เส้นแบ่ง" ระหว่างไพ่ที่เอาไว้เล่นกับไพ่ที่เอาไว้สะสมครับ ถ้าท่านผู้อ่านใช้ไพ่ขอบทองใบละพันไปสับเล่นในวงรัมมี่ เพื่อนอาจจะมองว่าท่านมีเงินเหลือใช้เกินไปหน่อย เพราะไพ่ในหมวดนี้มักจะแพง อย่างรุ่น DMC Elites V5 สีเทา-ดำที่ดูเรียบหรู มาถ่าย Macro (ถ่ายใกล้) ท่านผู้อ่านจะเห็นแค่ลายกราฟิกพ่นทรายที่ดูเหมือนพรมเปอร์เซียยุคใหม่ ที่ถ้าท่านถือไพ่ห่างจากสายตาประมาณ 1 ฟุต แล้วปล่อยตาให้เบลอนิดๆ (เหมือนตอนเราพยายามมองภาพ 3 มิติในหนังสือสมัยก่อน) ลายเหล่านั้นจะรวมตัวกันกลายเป็นตัวอักษรและตัวเลขจิ๋วๆ มันคือระบบ Optical Deception ที่ถ้าเรามองให้ถูกมุม เราจะเห็นเลขหน้าไพ่ชัดแจ๋ว เช่น "9S" (9 โพดำ) หรือ "QH" (แหม่มโพแดง) ฟังดูสนุกดีใช่มั้ยครับ แต่นี่คือความแสบสันของนวัตกรรมการพิมพ์ที่ทำให้กระดาษธรรมดากลายเป็นของล้ำค่า

แต่ถ้าท่านผู้อ่านชอบความซับซ้อนระดับ "Enigma" ผมขอแนะนำสำรับ Butterfly Playing Cards ของคุณ Ondrej Psenicka ที่ความลับมันอยู่ที่ "ขอบไพ่" (Edge Marking) ครับ ถ้าถ่ายรูปตอนกรีดไพ่เป็นพัด หรือถ่ายขอบด้านข้างของสำรับไพ่ขณะที่มันเรียงกันอยู่ ท่านจะเห็นลายเส้นเล็กๆ ที่ขอบซึ่งดูเหมือนลายผีเสื้อบินปกติ แต่จริงๆ แล้วมันคือตัวบอกได้ว่ามีไพ่ใบไหนหายไปจากสำรับหรือไม่ หรือมีใบไหนถูกขยับ ระบบนี้ซับซ้อนจนต้องมีสมุดคู่มือสอนอ่านแถมมาในกล่อง

หรือถ้าท่านผู้อ่านอยากได้ฟีลแบบ "สายลับ 007" ก็ต้องสำรับที่พิมพ์ด้วย "หมึกอินฟราเรด" (Infrared Ink) ครับ นี่คือไพ่ระดับสูงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นรหัสใดๆ ทั้งสิ้น ต้องใส่คอนแทคเลนส์พิเศษหรือแว่นกรองแสงเฉพาะทาง ลายหลังไพ่จะสว่างขึ้นมาบอกเลขและดอกทันที เป็นเทคโนโลยีที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ

แล้วเรามองเห็นอะไรอีก ผมเห็นความเชื่อมโยงของมันกับการ์ดนักฟุตบอล การ์ดเกมส์และการ์ดสำหรับสะสม แล้วไพ่มันไปเกี่ยวอะไรด้วย ผมอยากจะบอกว่าพวกมันมี DNA เดียวกันเป๊ะครับ ยุคหนึ่งบริษัทบุหรี่พิมพ์การ์ดรูปนักเบสบอลใส่ลงในซองเพียงเพื่อ "กันบุหรี่หัก" แต่แหมใครจะไปนึกว่าไอ้กระดาษค้ำซองพวกนั้นจะกลายเป็นสมบัติที่คนแย่งประมูลกันแพงกว่าคฤหาสน์ในเวลาต่อมา แม้แต่ระบบธาตุใน Pokémon หรือพลังในการ์ด Magic: The Gathering ก็ล้วนแต่แตกหน่อมาจากระบบของไพ่ป๊อกโบราณทั้งสิ้น

ในกระดาษขนาดมาตรฐาน 3.5 x 2.5 นิ้วในโลกของนักสะสมทุกวันนี้ มันเป็นได้ทุกอย่างครับ ตั้งแต่การ์ดกีฬาที่มีเศษเสื้อนักเตะฝังอยู่ ไปจนถึงการ์ดคนดังที่มีเส้นผมจริงๆ ของบุคคลในประวัติศาสตร์สอดไส้ไว้ (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะดูขลังหรือดูสยองดี) แต่ไม่ว่ามันจะเป็นรูปแบบไหน หัวใจสำคัญคือ "ความหายากที่ตรวจสอบได้" ครับ ปัจจุบันเราไม่ได้ประเมินค่ากันด้วยความชอบส่วนตัวอย่างเดียว แต่เรามีการให้คะแนน(Grading) เหมือนเราส่งกระดาษไปสอบไล่ ถ้าได้เกรด 10 มูลค่าก็พุ่งไปดวงจันทร์ แต่ถ้ามีรอยขีดข่วนจิ๋วเดียว ราคาก็ร่วงกราวลงเหวแบบกู่ไม่กลับ

ในวงการนี้ "สภาพ" คือตัวตัดสินราคาแบบขาดกระเด็นเลยครับ นักสะสมเขาจะมีสถาบันที่เชื่อถือได้ทั่วโลกอย่าง PSA หรือ BGS ที่เราต้องส่งการ์ดไปให้ผู้เชี่ยวชาญเขาใช้กล้องขยายส่องดูทุกตารางมิลลิเมตร เขาจะดูตั้งแต่รอยขีดข่วนจิ๋วๆ รอยขนแมวหรือความเป๊ะของการตัดขอบ (Centering) แล้วเขาก็จะให้คะแนนมาตั้งแต่ 1 ถึง 10 ครับ ถ้าการ์ดใบไหนได้คะแนนเต็ม 10 ราคาก็จะพุ่งไปไกลมาก แต่ถ้ามีรอยนิดเดียวคะแนนตกลงมาเหลือ 8 หรือ 9 ราคาก็หายไปเกินครึ่งทันที มันคือความเนี๊ยบระดับที่ตาเปล่าเรามองไม่เห็น แต่คนในวงการเขาซีเรียสกันมาก เพราะมันคือสิ่งที่ยืนยันว่าการ์ดใบนี้ "สมบูรณ์แบบ" จริงๆ ครับ

ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่าการซื้อรถสปอร์ตสักคันเป็นการฟุ่มเฟือย ผมอยากให้ท่านลองดูราคาของ "กระดาษแผ่นเดียว" ในตลาดประมูลปี 2026 นี้ดูครับ อย่าง Sports Cards หรือการ์ดกีฬา ในสายตาของคนนอก มันอาจจะเป็นแค่รูปถ่ายนักเบสบอลหรือนักเตะพรีเมียร์ลีกที่ความละเอียดภาพสู้ทีวี 4K ไม่ได้ด้วยซ้ำ ในการ์ดบางใบมีการฝังเศษเสื้อแข่งที่นักกีฬาใส่ลงสนามจริงหรือมีชิ้นส่วนโลโก้จากเสื้อแข่งจริงอย่าง Michael Jordan หรือ LeBron James ในสภาพเกรดพรีเมียม ปัจจุบันซื้อขายกันในระดับ 10-12 ล้านเหรียญ
(ประมาณ 360-440 ล้านบาท) ขึ้นไปทั้งสิ้นหรือแม้แต่ชิ้นส่วนรองเท้าที่ผ่านเหงื่อไคลของไอดอลมาแล้ว ผมมักจะแอบสงสัยอยู่เงียบๆ ว่า เรากำลังสะสมความเก่งกาจและความสำเร็จของพวกเขาซึ่งมูลค่าของความเชื่อนี้สูงลิ่วจนการ์ดใบเดียวที่มีลายเซ็นระดับตำนาน อาจจะมีราคาแพงกว่าบ้านทั้งหลังที่เราอาศัยอยู่เสียอีก

ในโลกของ TCG (Trading Card Games) ความบ้าคลั่งไม่น้อยหน้ากันเลย ล่าสุดเมื่อต้นปี 2026 นี้เอง การ์ด Pikachu Illustrator เกรด PSA 10 (ซึ่งมีอยู่ใบเดียวในโลกที่สภาพสมบูรณ์ขนาดนี้) ที่เคยเป็นสมบัติของ Logan Paul ถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 ล้านบาท! ใช่ครับ ท่านอ่านไม่ผิด การ์ดใบนี้ได้รับการรับรองจาก Guiness World Record โดย Logan Paul ซื้อมาในราคาประมาณ 5.275 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 (ประมาณ 180-200 ล้านบาทในขณะนั้น) ก่อนจะสร้างสถิติใหม่ด้วยราคาขายสูงกว่า 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 500-560 ล้านบาท) คิดดูสิครับ กระดาษรูปหนูสีเหลืองถือพู่กันใบเดียวมีค่าเท่ากับเพนท์เฮาส์หรูใจกลางกรุงปักกิ่งหรือลอนดอนได้เลย หรือแม้แต่ในจักรวาล Lord of the Rings ของเกม Magic: The Gathering การ์ดที่มีใบเดียวในโลกอย่าง The One Ring (001/001) ก็ถูกเปลี่ยนมือกันในราคาที่เกิน 2 ล้านเหรียญ (กว่า 70 ล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย

แล้วอะไรบ้างที่ถูกนับเป็น "การ์ดสะสม" ในปัจจุบัน? ผมบอกได้เลยว่าแทบจะทุกอย่างครับ ตั้งแต่การ์ดรูปดารา K-Pop ที่เหล่าแฟนคลับยอมซื้ออัลบั้มซ้ำๆ เป็นร้อยแผ่นเพียงเพื่อให้ได้รูปเซลฟี่ใบเล็กๆ ของศิลปิน (Photocards) ไปจนถึงการ์ด Marvel ที่มีชิ้นส่วนฟิล์มหนังจริงๆ ฝังอยู่ข้างใน ทุกอย่างถูกสร้างและออกแบบ เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในตัวพวกเรา

แต่สำหรับนักสะสม ไพ่ป๊อก (Playing Cards) มูลค่าอาจไม่ได้พุ่งไปถึงหลักร้อยล้านเหมือนการ์ดกีฬา แต่มันมีความ "ขลัง" ในแง่ของจำนวนที่จำกัดครับ อย่างสำรับ Jerry’s Nugget รุ่นดั้งเดิมจากปี 1970 (ที่ไม่ใช่รุ่น Re-print) ปัจจุบันถ้าสภาพดีๆ ซีลเดิมไม่แกะ ราคาดีดไปถึงสำรับละ 15,000 - 20,000 บาท ได้ง่ายๆ ทั้งที่ตอนผลิตออกมามันถูกวางขายในคาสิโนแค่สำรับละไม่กี่เหรียญ หรือไพ่รุ่นหายากของ Stockholm17 หรือ Lotrek ที่ผลิตออกมาแค่ไม่กี่ร้อยสำรับ ราคาในตลาดรองมักจะพุ่งไป 5-10 เท่าของราคาเปิดตัวทันทีที่ของหมดสต็อก

ดังนั้นก่อนที่ท่านจะโยนการ์ดใบเก่าที่บ้านทิ้ง หรือมองข้ามสำรับไพ่ดีไซน์แปลกๆ ผมแนะนำให้ท่านลองเช็คราคากลางใน eBay หรือส่งไปส่องเกรดดูสักนิดครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นโยนสินทรัพย์ทิ้งไปเปล่าๆ

ทั้งหมดนี้มันคือการที่ "ไพ่" เปลี่ยนตัวเองจากของเอาไว้เล่นสนุกๆ กลายมาเป็นของสะสมที่มีค่า มีเรื่องราว และบ่งบอกรสนิยมของคนเก็บไปแล้วครับ ตราบใดที่เรารู้สึกว่ามันมีสตอรี่ มีความลับ หรือมีประวัติศาสตร์บางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน... ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะเอามันไปใส่ตลับพลาสติกซีลไว้อย่างดีจนเอาออกมาสับเล่นไม่ได้อีกเลยก็ตาม แต่นั่นแหละครับคือเสน่ห์ที่เรายอมจ่าย

ทีนี้ถ้าเราจะเริ่มเก็บในไทย เราต้องไปที่ไหน? สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึก "คันไม้คันมือ" อยากจะลองเข้าวงการดูบ้าง ผมบอกเลยว่าในกรุงเทพฯ เรามีแหล่งรวมตัวของนักสะสมที่ไปเดินได้สนุกๆ หลายที่ครับ

ถ้าชอบแนวไพ่ป๊อกดีไซน์สวยๆ หรือไพ่มายากลที่มีรหัสลับแบบที่ผมเล่าไป ผมแนะนำให้พุ่งตัวไปที่ Mega Plaza สะพานเหล็ก ครับ ที่นั่นมีร้านอย่าง The CardZ Shop ที่รวมไพ่หายากไว้เยอะมาก หรือถ้าอยากได้แนวหรูๆ หน่อย ลองแวะไปดูที่ Kinokuniya สาขาสยามพารากอน โซนไพ่ทาโรต์และไพ่อาร์ตของเขาใหญ่โตและมีของแปลกๆ ให้ดูเยอะทีเดียว

ส่วนสายการ์ดกีฬาหรือการ์ดเกม แหล่งใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็ยังเป็น Mega Plaza และ MBK Center ครับ มีร้านเฉพาะทางที่เขารับ "ตัดเกรด" การ์ดให้ด้วย เผื่อใครมีการ์ดเก่าที่บ้านแล้วอยากรู้ว่ามันมีราคาหลักแสนอย่างที่เขาว่ากันจริงไหม ก็เอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร้านเหล่านี้ช่วยดูได้ครับ หรือถ้าชอบบรรยากาศชิลๆ นั่งเล่นการ์ดคุยกับเพื่อนได้ด้วย ลองไปแถวลาดพร้าวที่ร้าน Nx Gallery หรือย่านสุขุมวิทที่ Battlefield Bangkok ก็เป็นจุดนัดพบที่ดีครับ

ผมอยากฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะเก็บไพ่ใบละร้อยหรือการ์ดใบละล้าน ขอให้เก็บเพราะท่าน "ชอบ" และ "อิน" กับเรื่องราวของมันจริงๆ ครับ เพราะราคาในตลาดมันอาจจะขึ้นหรือลงตามกระแสได้เสมอ และคุณค่าที่เราให้กับสิ่งที่เรารัก คือมูลค่าที่แท้จริงที่ไม่มีใครมาประเมินเกรดให้เราได้ นอกจากตัวเราเองครับ

แถมท้าย ผมรวมลิสต์ร้านมาให้ดูง่ายๆ เช็คมาให้แล้วครับ
The CardZ Shop (Mega Plaza / MBK): ยังอยู่ดีและเป็นเบอร์ต้นๆ ของไทยครับ เขามีหลายสาขาและเพิ่งขยายโซนรับ "ตัดเกรด" การ์ด (Grading) แบบเป็นทางการด้วย สบายใจได้ครับ

Kinokuniya (Siam Paragon): ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่เจ้าเดิม ที่นี่ยังคงรักษาโซนไพ่ทาโรต์และไพ่ดีไซน์ไว้ได้เหนียวแน่นที่สุดในไทยครับ

Mega Plaza & MBK Center: สองห้างนี้ตอนนี้กลายเป็น "Hub" ของคนรักของเล่นและการ์ดสะสมไปแล้วครับ ร้านค้ารายย่อยอาจจะมีเปลี่ยนหน้าบ้าง แต่โซนการ์ดยังคึกคักเหมือนเดิม

Nx Gallery (ลาดพร้าว): ร้านนี้ยังเป็นศูนย์รวมของสายการ์ดเกม (TCG) ที่ใหญ่มากครับ เขามีจัดแข่งบ่อยๆ
Battlefield Bangkok (สุขุมวิท 101/1): ร้านระดับตำนานของสายบอร์ดเกมและการ์ดเกม บรรยากาศยังอบอุ่นเหมือนเดิมครับ

ก่อนไปอย่าลืมเช็กหน้าเพจ Facebook ของร้านอีกทีนะ" เพราะบางร้านเขาอาจจะมีวันหยุดพิเศษหรือย้ายห้องภายในห้างบ้าง

แล้วพบกันใหม่ครับ
วิม โมราห์วง

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 01/04/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

ในยุคสงครามเย็น (ประมาณช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปี ค.ศ. 1991) การแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจของสองขั้วใหญ่นั้นเกิดขึ้นทั้งในโลกใต้ดิน บนดิน แถมยังเลยเถิดไปยันอวกาศ (Space Race) ในปี ค.ศ. 1969 NASA ถ่ายทอดสดการนำยานลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ ในวงการภาพยนตร์ ภาพเหตุการณ์นี้ได้เข้าไปมีบทบาทอย่างมาก ท่านผู้อ่านและผม เราเห็นฉากสำคัญนี้ในภาพยนตร์หลายสิบเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน ใครจะไปรู้ละครับว่าภาพการถ่ายทอดสดนี้จะกลายเป็นปรากฎการณ์ที่จุดประกายให้กับธุรกิจผลิตฟิกเกอร์ให้คนรักการสะสมในอีกหลายสิบปีต่อมาด้วยเหมือนกัน

ขณะเดียวกัน ณ วันนี้ (27 มีนาคม 2569) ขณะที่ผมกำลังปั้นคอลัมน์นี้อยู่ วงการอวกาศก็มีข่าวใหญ่เป็นความเคลื่อนไหวสำคัญและน่าตื่นเต้นจากทาง NASA นั่นคือความคืบหน้าภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์…อีกรอบ

ไฮไลต์เด็ดก็คือ ยาน Artemis II เตรียมทะยานสู่ดวงจันทร์ เป็นมิชชั่นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากนะครับเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่จะพามนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ตามข่าวบอกว่า ทีมนักบินอวกาศทั้ง 4 คนจะเดินทางถึงศูนย์อวกาศเคนเนดี วันนี้ (27 มีนาคม) เวลาประมาณ 14:30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นที่สหรัฐฯ) เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การกักตัวขั้นสุดท้ายก่อนวันปล่อยจรวด ตอนนี้ SLS (Space Launch System) ติดตั้งอยู่บนแท่นยิงเรียบร้อยแล้ว โดย NASA วางแผนจะปล่อยในวันที่ 1 เมษายน 2569
หลายท่านคงสงสัยเหมือนผมว่าเป้าหมายคืออะไร ทำไมต้องกลับไปอีกล่าสุด NASA เพิ่งประกาศแผนงบประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญ สำหรับ 7 ปีข้างหน้า เพื่อสร้าง "Moon Base" บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งจะมีทั้งที่พัก รถโรเวอร์ และระบบพลังงานนิวเคลียร์ด้วย
เอาเป็นว่าจบข่าวอัพเดทสถานการณ์ปัจจุบันและตัดภาพกลับไปวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 อีกที ภาพการถ่ายทอดสดการเหยียบดวงจันทร์ของนีล อาร์มสตรอง ได้กลายเป็นการจุดประกายให้กับธุรกิจของเล่นหัวใสให้ผลิตฟิกเกอร์นักบินอวกาศออกมาล่อตาล่อใจพวกเราเหล่านักสะสม สนุกกับเสาะหาฟิกเกอร์มาครอบครอง รวมทั้งผมด้วย จนถึงวันนี้ ผ่านไปแล้วเกือบๆ 6 ทศวรรษ เสน่ห์ของฟิกเกอร์นี้ก็ยังอยู่ ผมว่ามันคลาสสิคจนมีแรงบันดาลใจให้ผมได้เขียนถึงฟิกเกอร์นักบินอวกาศในสเกล 1/6 สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหรือสนใจจะเริ่มสะสม โดยผมเลือกแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดมา 3 แบรนด์ มีอะไรบ้างมาดูกันครับ

Dragon Models เป็นแบรนด์แรกที่ผมว่าหยิบเอาชุดอวกาศมาตีความในสเกล 1/6 ได้ดีเลยครับ เป็นแบรนด์ยุคบุกเบิกที่ทำเจาะกลุ่มนักสะสมที่เน้นคุณค่ากับความสมบูรณ์แบบในเชิงประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของการทำโมเดลสเกล 1/6

จุดเด่นของแบรนด์นี้คือเน้นความคงทนของวัสดุผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีความหนาและสากมือคล้ายกับวัสดุแคนวาสคุณภาพสูง แต่ความหนาของผ้าจะส่งผลให้สัดส่วนของหุ่นดูตัวใหญ่กว่าปกติและจัดท่าทางที่มีความละเอียดอ่อนได้ยากสักหน่อย แต่ในทางกลับกันมันก็ให้ความรู้สึกถึงความบึกบึนของชุดความดันที่ต้องพองตัวในสภาวะสุญญากาศได้เหมือนจริงครับ นอกจากนี้ Dragon ยังโดดเด่นในการมอบประสบการณ์ที่ครบจบในกล่องเดียว โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เป็น "Lunar Base" ซึ่งมีการหล่อรอยเท้าของนักบินอวกาศลงบนพื้นผิวที่เลียนแบบดวงจันทร์ แพคมาพร้อมกับเสาธงชาติอเมริกาที่สามารถนำมาปักบนฐานได้ แบรนด์นี้เลยกลายเป็นขวัญใจของสายถ่ายภาพที่ต้องการความเบ็ดเสร็จในการเนรมิตฉากประวัติศาสตร์โดยไม่ต้องพึ่งพาพร็อพเสริมจากภายนอก ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของงานยุคคลาสสิก แต่น่าเสียดายมากครับที่ทำออกมาไม่ครบทีม จะมีแค่เพียง Neil Armstrong และ Buzz Aldrin เท่านั้น และรายละเอียดของใบหน้ายังเป็นรองของ 2 แบรนด์ที่ผมจะพูดถึงต่อไป

Star Ace Toys มีรายละเอียดที่ถูกยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดครับคือการเน้นไปที่ความสมจริงของใบหน้าซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ก้าวขึ้นมาแถวหน้าได้สำเร็จ มีการทำงานร่วมกับผู้ถือสิทธิ์ดูแลภาพลักษณ์ของนักบินอวกาศเพื่อให้ได้งานปั้นที่ถอดแบบมาจากบุคคลจริงในช่วงวัยนั้นๆ อย่างแม่นยำที่สุด ผิวสัมผัสของใบหน้ามีการแต้มรอยกระ รอยเหี่ยวย่น และการลงสีดวงตาที่ดูมีชีวิตชีวาจนสามารถแยกแยะได้ทันทีว่าใครคือตัวจริงโดยไม่ต้องดูป้ายชื่อ งานละเอียดของจริงครับค่ายนี้

ชุดอวกาศของ Star Ace ยังมีความพิเศษในการเลือกใช้ผ้าที่มีน้ำหนักเบาและนุ่มนวลกว่าค่ายอื่น ทำให้การพับของข้อต่อรอยย่นบนตัวชุดดูเป็นธรรมชาติมากกว่า นอกจากนี้ในแพ็กเกจระดับ Deluxe แบรนด์นี้มักจะใส่อุปกรณ์จำลองภารกิจวิทยาศาสตร์มาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือขุดเจาะ หรือแม้แต่กล้องถ่ายภาพ Hasselblad สเกล 1/6 ที่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์หรือแมกกาซีนฟิล์มได้ ตอบโจทย์ความต้องการของนักสะสมที่หลงใหลในรายละเอียดของพร็อพและความหล่อเหลาของตัวฟิกเกอร์เวลาตั้งโชว์ในตู้กระจก

แบรนด์สุดท้าย DID (Dragon In Dream) รายละเอียดของพวกเขาจัดอยู่ในระดับที่ใครมาเห็นก็ต้องทักว่าเกินกว่าความเป็นตุ๊กตาไปมาก บางคนถึงกับบอกว่าเข้าขั้นงานวิศวกรรม ความลับที่ทำให้ DID ทิ้งห่างคู่แข่งคือ การทำออกมาครบทั้งทีม 3 คนคือ Neil Armstrong, Buzz Aldrin และ Michael Collins เป็นค่ายแรก และการเลือกใช้วัสดุที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด (Authentic Materials) เช่น การเปลี่ยนจากการใช้พลาสติกชุบสีทองที่หมวกมาเป็นการใช้เทคนิคเคลือบเงาระดับอุตสาหกรรมที่ให้การสะสมแสงและเงาเหมือนจริง ตัวล็อคสายออกซิเจนทำจากอลูมิเนียมหรือโลหะผสมที่สามารถ "คลิก" เข้ากับตัวชุดได้จริงด้วยกลไกสปริงภายใน คือแบรนด์ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความพึงพอใจอย่างมหาศาลให้กับผู้เล่นที่ชอบสัมผัสของโลหะ

ชุดผ้าของ DID ยังมีการใช้เทคนิคการตัดเย็บแบบซ้อนเลเยอร์เพื่อให้เห็นโครงสร้างภายในที่ซับซ้อนตามจุดข้อต่อต่างๆ และที่โดดเด่นที่สุดคือการเก็บรายละเอียดในส่วนที่มองไม่เห็นอย่างเป้อุปกรณ์ช่วยชีวิตด้านหลัง (PLSS) ที่มีการทำลวดลายแผงวงจรและถังเก็บความดันไว้ข้างในราวกับเป็นเครื่องจักรจริง ตัวหนังสือหรือตัวเลขเล็กๆบนกล้อง Hasselblad ที่ละเอียดขั้นสุด นาฬิกา Omega รุ่น Speedmaster มาพร้อมสายรัดแบบตีนตุ๊กแก ขนาดยาวพิเศษแบบที่นักบินอวกาศใช้พันทับแขนชุดอวกาศ ในความรู้สึกของผม งานของ DID จึงไม่ใช่แค่ฟิกเกอร์ แต่คือหุ่นจำลองทางเทคนิคที่แสดงให้เห็นถึงความล้ำสมัยของเทคโนโลยีอวกาศในยุค Apollo ได้อย่างไร้ที่ติที่สุดในสเกล 1/6 เพิ่มคุณค่าน่าเก็บสะสมขึ้นไปอีกครับ

นี่ละครับ ความสำเร็จของภารกิจ Apollo 11 ในวันนั้น ทำให้พวกเราเหล่านักสะสมฟิกได้มีตัวเลือกของ “ไอเท็มต้องมี” เพิ่มเข้ามาในคลัง เราต่างก็ยอมควักกระเป๋าซื้อตามกำลังที่มี มากบ้างน้อยบ้าง เป็นความสุขในชีวิตของพวกเราครับ งานนี้ผมว่ามหาอำนาจตัวจริงคงไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นบริษัทผู้ผลิตฟิกเกอร์ทั้ง 3 แบรนด์เป็นแน่แท้เพราะได้เงินจากพวกเราไปอื้อ (ขำๆนะครับ)

นักสะสมท่านใดชื่นชอบงานของแบรนด์ไหนลองหามาเก็บไว้ในตู้โชว์จะเหมือนได้จำลองประวัติศาสตร์ แต่แอบได้ยินมาว่าบางยี่ห้อ จะขายแบบยกทีมและราคาน่าจะไปไกลมากแล้วเหมือนกันครับ

29/03/2026

เด็ก 19 ปล่อยของ

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 27/03/2026

OMEGA Only 3 หนังสือที่แฟน OMEGA ต้องไม่พลาด

ในฐานะที่เป็นแฟนของ OMEGA มาตั้งแต่อ้อนแต่ออด ก็เลยไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่ตัวเองพยายามตามเก็บอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นี้ โดยเฉพาะหนังสือซึ่งเป็นอีกสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อ ค่าย Watchprint แห่งสวิตเซอร์แลนด์เปิดตัวหนังสือที่ชื่อว่า Moonwatch Only ออกมาเมื่อปี 2014 นี่จึงเป็นอีกหนึ่ง Wish List ของหนังสือที่ผมจะต้องตามเก็บให้ได้ และก็ประสบความสำเร็จเมื่อร้านหนังสือในเมืองไทยนำเข้ามาจำหน่ายในระดับราคาที่ไม่ธรรมดา เรียกว่าหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือใหม่ที่ทำสถิติ New Height ในการควักเงินซื้อของผมไปโดยปริยาย

แม้ว่าเงินที่จ่ายไปจะอยู่ในระดับ 5 หลักแต่ก็ต้องบอกว่าคุ้มสำหรับคนรัก OMEGA Speedmaster Professional หรือเจ้าของฉายา Moonwatch เพราะนี่ไม่ใช่แค่หนังสือจำพวก Table Book ที่มีภาพสวยๆ แต่มันคือแหล่งข้อมูลที่สามารถนำใช้ในการอ้างอิงสำหรับคอวินเทจได้เลย เพราะ Grégoire Rossier และ Anthony Marquié คนเขียนหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลของ OMEGA Speedmaster Professional ทุกรุ่นที่อยู่ในโลกนี้นับจากปี 1957-2012 มาไว้ในหนังสือเล่มนี้ คุณสามารถทราบถึงพาร์ทนัมเบอร์ของสาย หรือแม้แต่รูปแบบของฝาหลังของนาฬิกาเรือนนี้ในแต่ละปี

เรียกว่านี่คือแหล่งอ้างอิงที่สมบูรณ์แบบสำหรับแฟน OMEGA Speedmaster Professional เลยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่สะสมนาฬิการุ่นนี้และตามหา Moonwatch รุ่นคลาสสิค

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มันเป็นหนังสือ ก็เลยมีข้อด้อยอยู่บ้าง

ตรงนี้ก็เนื่องมาจากการที่เป็นหนังสือ ทั้ง Rossier และ Marquié ใช้เวลาในการเขียนและรวบรวมข้อมูล ซึ่งพวกเขาทำเสร็จในปี 2012 แต่หนังสือถูกวางจำหน่ายในปี 2014 มันก็เลยเกิดช่องว่างของ 2 ปีที่หายไป และทำให้เกิดการพิมพ์ที่เรียกว่า 2nd Edition ออกมา ทำเอาคนที่ซื้อเวอร์ชันแรกไปถึงกับเซ็งไม่น้อย และสุดท้ายเท่าที่ทราบ หนังสือเล่มนี้มีการพิมพ์ออกมาทั้งหมด 4 Edition ด้วยกัน

เรียกว่าตราบใดที่ OMEGA ยังไม่เลิกผลิต เราก็จะเจอฉบับพิมพ์ครั้งที่ …. ของนาฬิกาเรือนนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะเป็นข้อด้อยที่แก้ไขได้ เพียงแต่ต้องใช้เงินเท่านั้นเอง

เอาละกลับมาต่อ และด้วยความที่ Moonwatch Only เปิดตัวออกมาและได้รับความเชื่อถืออย่างมากจากคนรักนาฬิกา ดังนั้น ชื่อที่มีคำว่า Only ต่อท้ายของพวกเขาก็เลยได้รับอานิสงส์ไปโดยปริยาย และค่าย Watchprint ก็ไม่ได้หยุดแค่ Moonwatch และในปี 2018 พวกเขาเปิดตัว Flightmaster Only ออกมาอีกเล่ม

แน่นนอนว่าตรงนี้มีเครื่องหมายคำถามนิดนึง เพราะ Flightmaster หรือเจ้า Helmet เป็นนาฬิกาวินเทจที่ทำตลาดในช่วงสั้นๆ ช่วงปี 1970 แล้วมันจะมีข้อมูลอะไรให้เล่ามากมายถึงขนาดตัวหนังสือต้องใช้ในระดับ 224 หน้าเลยทีเดียวหรือ

ปรากฏว่า Rossier และ Marquié ทำให้มันสมบูรณ์แบบอีกครั้งด้วยคลังข้อมูลที่สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ และทำให้เรื่องราวของ Flightmaster สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้สำหรับใครที่อยากจะตามเก็บคอลเล็กชั่นนี้ เพราะอย่างน้อยพวกเขามีข้อมูลสำหรับใช้ในการอ้างอิงและลดโอกาสโดยพ่อค้าย้อมแมวได้ในระดับหนึ่งเลย

Flightmaster Only ถือเป็นหนังสือเล่มที่ 2 ที่ Rossier และ Marquié เขียนออกมา และทำให้แฟนๆ OMEGA ต้องตามเก็บมาอยู่ในมือเพื่อเป็นคลังข้อมูล และเชื่อหรือไม่ว่านาฬิกาต้นแบบของ Speedmaster X-33 ที่ถูกพัฒนาในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีชื่อ Flightmaster ปรากฏอยู่บนหน้าปัดในตำแหน่ง 6 นาฬิกาด้วย แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาผลิตจริง OMEGA ก็ถอดชื่อนี้ออกไปและใช้คำว่า Speedmaster Professional แทน แต่สุดท้ายอิทธิพลของ Flightmaster ก็ยังไม่จบ และOMEGA ได้นำตัวเรือนทรง Helmet มาใช้กับนาฬิการุ่น Spacemaster Z-33 ที่เปิดตัวในปี 2012 และแม้ว่าชื่อจะเป็น Spacemaster แต่ฟังก์ชั่นที่อยู่ในนาฬิกาเรือนนี้คือ ฟังก์ชั่นสำหรับนักบินโดยเฉพาะเหมือนกับที่ Flightmaster มี

หลังจากที่เงียบหายไปนานและคิดว่า Watchprint คงไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว แต่ในช่วงปี 2025 พวกเขาก็ปล่อยหนังสือที่เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์สำหรับแฟนๆ และคิดว่าน่าจะเป็นเล่มที่แฟน OMEGA น่าจะเฝ้ารอ นั่นคือ Seamaster Only และ Rossier และ Marquié ยังเป็นนักเขียนหลักเหมือนเดิม แต่คราวนี้เพิ่ม Kox นักสะสมชาวเดนมาร์ก และ Ash Lambe นักบินชาวอังกฤษและนักสะสมนาฬิกาวินเทจ เข้ามาเป็นนักเขียนร่วมด้วยอีก 2 คน

เช่นเดียวกับ Moonwatch Only นี่คือ หนังสือที่สมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของข้อมูลอ้างอิงสำหรับให้คนที่คิดที่จะสะสม OMEGA Seamaster Vintage ได้ใช้เป็นแหล่งข้อมูลได้ เพราะมีรายละเอียดทุกอย่างเหมือนกับที่ Moonwatch Only เคยนำเสนอออกมาก่อนหน้านี้

แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ ข้อมูลน่าจะครอบคลุมถึง Seamaster สมัยใหม่ โดยเฉพาะในยุคทศวรรษที่ 1990 ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้เริ่มได้รับความนิยมอย่างมากกับรุ่น 300m Diver ที่มี James Bond เป็นผู้นำจิตวิญญาณ เพราะในเล่มมีแค่การแนะนำคร่าวๆ แต่ไม่ลงลึกเท่าไรเหมือนกับ Planet Ocean ที่ถือกำเนิดในปี 2005

ก็ได้แต่เดาว่า ข้อมูลเหล่านี้น่าจะมีตามออกมาแน่และอาจจะเป็นเวอร์ชันที่ 2 ของ Seamaster Only เมื่อทั้ง 300m Diver และ Planet Ocean มีอายุอานามมากพอที่จะนาฬิกาวินเทจที่ให้นักสะสมไล่ตามเก็บ

เรื่อง : MP4/4

24/03/2026

Goggo 200

รถสกู๊ตเตอร์สัญชาติเยอรมันที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลิตโดยบริษัท Hans Glas GmbH ซึ่งต่อมาเป็นผู้ผลิตรถจิ๋ว Goggomobil อันเป็นตำนาน ช่วงการผลิต 1951-1957 โดยรุ่น 200cc เริ่มได้รับความนิยมสูงในช่วงปี 1953 เป็นต้นไป ช่วงปี 1951-1956 บริษัทสามารถขายสกู๊ตเตอร์ตระกูล Goggo ได้ทั้งหมดประมาณ 46,181 คัน ก่อนจะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นการผลิตรถยนต์สี่ล้อแทน โครงสร้างมีตัวถังที่ปิดมิดชิด (Enclosed Bodywork) ป้องกันคราบน้ำมันและสิ่งสกปรกจากเครื่องยนต์ได้ดี อึดและแข็งแรงมาก เหมาะกับสภาพถนนในยุคนั้น นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว ยังมีการผลิตรุ่นที่มีรถพ่วงข้าง (Sidecar) และรุ่นบรรทุกของ (Cargo Version) ออกมาด้วย มีทั้งแบบคันสตาร์ท (Kick Start) และแบบสตาร์ทไฟฟ้าเป็นตัวเลือกเสริม ถือว่าทันสมัยมากในยุคนั้น

#สกู๊ตเตอร์เยอรมัน

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 23/03/2026

LOUIS ERARD
LA SEMAINE LOUIS ERARD X ALAIN SILBERSTEIN

นาฬิการุ่น Limited Edition ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ Louis Erard และดีไซเนอร์ชื่อดัง Alain Silberstein โดยเน้นการออกแบบที่สนุกสนานตามสไตล์ Bauhaus ผลิตเพียง 178 เรือนปี 2021 มีเอกลักษณ์ด้วยเข็มนาฬิกาสามสีหลัก (เหลือง แดง น้ำเงิน) รูปทรงเรขาคณิต หน้าปัดวันในสัปดาห์เป็น Smiley Faces 7 หน้า ตัวเรือนใช้วัสดุไทเทเนียม กลไกระบบอัตโนมัติ (Automatic) ชั่วโมง นาที วินาที แสดงวันที่ มีจุดเด่นคือหน้าปัดแสดงสัญลักษณ์ Smiley Faces แทนวันในสัปดาห์ สายผ้าไนลอน (Textile) พร้อมสปริงบาร์แบบเปลี่ยนง่าย

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 21/03/2026

“3 กีตาร์ทำสถิติใหม่วงการประมูล”

ในวงการดนตรีก็เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หลายสิ่งหลายอย่างของคนดังถูกนำออกมาประมูล และสร้างสถิติกันเป็นว่าเล่นในเรื่องของยอดประมูลสูงสุด โดยล่าสุดกีตาร์ของ David Gilmour มือกีตาร์และสมาชิกผู้ก่อตั้งวง Pink Floyd ได้ถูกประมูลและจบลงที่ตัวเลข 14.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนกลายเป็นเครื่องดนตรีที่มีมูลค่าในการประมูลสูงที่สุดในโลก ขณะที่กีตาร์อีกตัวที่ถูกประมูลในงานนี้อย่างเจ้า Tiger กีตาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ Jerry Garcia ของวง Grateful Dead ก็ทำตัวเลขสูงในระดับ 8 หลักเช่นกัน แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิม ซึ่งคือ กีตาร์อะคูสติกไฟฟ้าแบบเรโทร Martin D-18E ปี 1959 ที่ Kurt Cobain เล่นในคอนเสิร์ต MTV Unplugged ไปแบบไม่เห็นฝุ่น

ทาง Christies ซึ่งเป็นบริษัทจัดประมูลของสะสมและสินค้าระดับหรูได้เปิดเผยว่า กีตาร์รุ่นนี้คือ Fender Stratocaster ปี 1969 ซึ่งมีชื่อเล่นว่า 'Black Strat' โดยทาง Gilmour ได้ใช้ในการอัดเพลง 6 อัลบั้มในระหว่างปี 1970-1983 ซึ่งก็รวมถึงอัลบั้มขึ้นหิ้งของวงอย่าง The Dark Side of the Moon, Wish You Were Here และ The Wall

ว่ากันว่า Gilmour ซื้อกีตาร์ตัวนี้ในปี 1970 จากร้าน Manny's Music ในนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งเป็นกีตาร์ Fender Stratocaster ปี 1969 ที่มีฟิงเกอร์บอร์ดทำจากไม้เมเปิลและหัวกีตาร์ขนาดใหญ่ เพื่อทดแทนกีตาร์ที่คล้ายกันซึ่งพ่อแม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 21 ปีของเขา แต่หายไปขณะออกทัวร์กับวง Pink Floyd ในสหรัฐอเมริกาในปี 1968 กีตาร์ Stratocaster สีดำตัวนี้เดิมทีเป็นสีซันเบิร์สต์ แต่ถูกนำไปพ่นสีดำใหม่ที่ร้าน Manny's และตลอดเวลาก็มีการดัดแปลงโดย Gilmour หลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่จะถูกเลิกใช้งาน

อย่างไรก็ตาม Gilmour นำ 'Black Strat' กลับมาใช้อีกครั้งหลังจากที่กีตาร์ถูกนำมาซ่อมและฟื้นฟู โดยถูกใช้ในการทัวร์ตลอดทั้งปี 2006 รวมถึงการอัดอัลบั้มสุดท้ายของ Pink Floyd อย่าง The Endless River ในปี 2015

ในปี 2019 นำกีตาร์ของตัวเองออกประมูลเพื่อหาเงินสนับสนุนองค์กร ClientEarth และ 'Black Strat' ถูกประมูลโดย Jim Irsay เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอลใน NFL อย่าง Indiannapolis Colts ซึ่งในตอนนั้นจบการประมูลที่ 3.975 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และหลังจากที่ Irsay เสียชีวิต คอลเล็กชั่นสะสมของเขาก็ถูกนำออกมาประมูลในงานนี้

ที่น่าแปลกใจคือ การต่อสู้ครั้งนี้ค่อนข้างยืดเยื้อ และใช้เวลานานถึง 21 นาทีจึงได้ผู้ชนะ และแน่นอนว่าไม่มีการเปิดเผยผู้ที่ชนะการประมูลและได้กีตาร์ตัวนี้ไปครอบครอง โดยจบลงที่ตัวเลข 14.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนกีตาร์อีกตัวในงานประมูลนี้ก็ฮ็อตไม่แพ้กัน ซึ่งเจ้า Tiger ของ Garcia จบประมูลที่ตัวเลข 11.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

และในการประมูลครั้งนี้ มีกีตาร์อีกตัวหนึ่งของ Cobain ถูกนำออกประมูลด้วยเช่นกัน นั่นคือ Fender Mustang สีน้ำเงิน ที่ปรากฏในมิวสิกวิดีโอเพลง 'Smells Like Teen Spirit' จบการประมูลที่ 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

กีตาร์ทั้ง 3 ตัวสามารถทำสถิติแซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมในปี 2020 คือ กีตาร์อะคูสติกไฟฟ้าแบบเรโทร Martin D-18E ปี 1959 ที่ Cobain คอนเสิร์ต MTV Unplugged อันโด่งดังของ Nirvana ในปี 1993 เพียงห้าเดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โดยกีตาร์ตัวนั้นจบประมูลที่ 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020

นอกจากนั้น ในงานนี้ยังมีการประมูล เปียโนของ John Lennon สมาชิกผู้ล่วงลับของวงThe Beatles ก็ถูกขายในงานประมูลเดียวกันในราคา 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดเท่าที่เคยจ่ายสำหรับของที่ระลึกจากวง The Beatles เลยทีเดียว

สำหรับการประมูลครั้งนี้มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนักดนตรีร็อคเข้ามาประมูลรวม 44 รายการและมียอดการประมูลสะสมสูงสุด 84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งในจำนวนนั้นก็มี เช่น ชุดกลองของ Ringo Starr มือกลองวง The Beatles จบที่ 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทรัมเป็ตของ Miles Davis จบการประมูลที่ 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือแม้แต่สคริปต์บทเรื่อง Rocky ภาคแรกที่เป็นลายมือของ Sylvester Stallone ก็มีการนำมาประมูลและจบลงที่ตัวเลข 508,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เรื่อง : MP4/4

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 20/03/2026

“ลำโพงที่ต้องหาฟังให้ได้สักครั้งในชีวิต”

กลับมาอีกครั้งกับซีรีส์ “ลำโพงในฝัน” ที่เหล่า “บิ๊กบอย” ควรจะได้สัมผัสสักครั้งเป็นประสบการณ์ชีวิต ซึ่งในตอนนี้จะเป็นอีกหนึ่งลำโพงตัวใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และปัจจุบันถือว่าเป็นลำโพงที่ได้รับการผลิตอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ลำโพงที่ว่านี้มีชื่อว่า “Klipschorn” (คลิพชอน) หรือที่คนอเมริกันให้ชื่อเล่นมันว่า K-Horn

ลำโพง Klipschorn นั้นได้ชื่อมาจากการรวมกันของชื่อผู้ก่อตั้งแบรนด์คือ Paul W. Klipsch เข้ากับระบบ Horn ปากแตร รวมกันเป็นคำว่า Klipshorn นั่นเอง

ลำโพง Klipschorn เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1946 หรือหลังสงครามโลกหมาดๆ นับถึงทุกวันนี้ก็คือ 80 ปีมาแล้ว มันช่างน่าสงสัยเหลือเกินว่า คุณพอล ออกแบบอย่างไร ทำไมมันคงยังสามารถยืนอยู่ในฐานะลำโพงรุ่นท็อปของบริษัทได้ถึงทุกวันนี้

หลักการสำคัญที่คุณพอลเลือกใช้ในการออกแบบลำโพงของเขานั้นหลักๆแล้วก็คือ การเพิ่มประสิทธิภาพหรือ efficiency ของลำโพงให้มากที่สุด โดยที่ตู้ลำโพงมีขนาดเหมาะสมกับที่พักอาศัย อ่านถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงบอกว่า “บ้าน่า ลำโพง Klipschorn นี่มันตัวมหึมาเลยนะคุณ”

เราต้องเข้าใจถึงบริบทของเครื่องขยายเสียงในเวลานั้นเสียก่อนว่า ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ระบบลำโพงที่ขึ้นชื่อลือชาว่า มีคุณภาพเสียงชัดเจน มีพละกำลัง สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีได้มีขนาดสมจริง ก็คือ ระบบลำโพงที่ใช้กันในโรงภาพยนตร์ หนึ่งในนั้นก็คือ ลำโพง Altec Lansing (อัลเท็ค แลนซิ่ง) รุ่น Voice of the Theatre (วอยซ์ ออฟ เดอะ เธียร์เตอร์) หรือ VOTT ที่ออกแบบโดย John Hilliard (จอห์น ฮิลเลียด) และ Jim Lansing (จิม แลนซิ่ง) ผู้ที่ภายหลังได้ให้กำเนิดแบรนด์ JBL

ลำโพง VOTT นี้ถือกำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลงคือในปี 1945 เป็นระบบลำโพงขนาดใหญ่ (มาก) และมีความไว (efficiency) สูงระดับเกินกว่า 100dB/W ด้วยการออกแบบให้เป็นลำโพงที่ใช้ระบบฮอร์น หรือปากแตรทั้งในส่วนของเสียงต่ำ และเสียงสูง โดยใช้งานคู่กับเครื่องขยายเสียงระบบหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) ที่ในยุคแรกๆนั้นมีกำลังต่ำ เพาเวอร์แอมพ์หลอดของอัลเท็ค เองก็มีกำลังเพียง 18 วัตต์ (ซึ่งกำลังค่อยๆเพิ่มขึ้นในยุคหลังๆซึ่ง ในยุคทศวรรษที่ 80 มันไปได้ถึง 200 วัตต์ในที่สุด) ดังนั้นจึงต้องทำให้ลำโพงกินวัตต์ให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยการตอบสนองความถี่ของมันนั้นอยู่ในช่วง 40-15,000 Hz เท่านั้น

เมื่อพูดว่าใหญ่ก็ต้องบอกว่ารุ่นท็อปคือ A1 นี้ไม่ได้เหมาะกับบ้านพักอาศัยแม้แต่น้อย เพราะสูงถึง 260 เซนติเมตร กว้างถึง 381 เซนติเมตร และหนักถึง 755 กิโลกรัม ที่สำคัญคือ นี่คือ “ลำโพงข้างเดียว” เพราะในยุคนั้นระบบเสียงยังเป็นแบบโมโน (Mono) ระบบเสียงสเตอริโอ (Stereo) 2 แชนแนล ยังไม่ได้คิดค้นขึ้น ดังนั้นถ้าจะเอาซิสเต็ม A1 เข้ามาเล่นเป็นระบบสเตอริโอในบ้าน อย่างน้อยๆห้องคุณต้องกว้าง 8 เมตร!

แน่นอนว่า มันมีรุ่นรองๆลงมา ที่ค่อยๆย่อมลง อาทิ A2 A4 A6 และที่ยังคงได้รับความนิยมในหมู่นักเลงเครื่องเสียงวินเทจทุกวันนี้ก็คือรุ่น A7 ที่พอจะใส่เข้าไปในบ้านได้ เพราะมีขนาดสูง 138 ซม. กว้าง 76 ซม. ลึก 60 ซม. และตอบสนองความถี่ระดับ 40-18,000Hz กับน้ำหนักพอรับได้ที่ 93 กิโลกรัม (ต่อข้าง)

นายพอล คลิพช์ เห็นโอกาสจากข้อจำกัดเรื่องของประสิทธิภาพ และขนาดของลำโพง VOTT เขาต้องการลำโพงที่มีประสิทธิภาพที่จะถ่ายทอดพละกำลังของดนตรีสดได้เหมือนลำโพงขนาดใหญ่ แต่สามารถใช้งานในบ้านคนทั่วไป แนวคิดการออกแบบของเขาคือ ใช้มุมห้องให้ทำหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งของปากฮอร์นไปด้วยเลย ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือ ลำโพงที่มีความไวถึง 105dB/w (ไวกว่าลำโพงทั่วไป 10-20 เท่า) และสามารถเล่นได้ดังระดับทะเลาะกับเพื่อนบ้าน นั่นคือดังได้ถึง 121dB!

เราต้องไม่ลืมว่า ในยุคที่มันได้รับการออกแบบขึ้นมา การฟังเพลงยังเป็นแบบโมโน เรื่องของ มิติ (Image) และ เวทีเสียง (Soundstage) ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการที่รูปทรงของมันเมื่อมองจากด้านบน จะเห็นเป็นรูป 5 เหลี่ยม ที่มีมุมแหลม ทำมุม 90 องศา ยื่นออกไปทางด้านท้าย จะช่วยให้การวางมันเข้าไปที่มุมห้องสักมุมหนึ่งทำได้พอดี และให้เรานั่งฟังอยู่ด้านหน้ามันเป็นเรื่องที่ลงตัวมาก โดยการออกแบบให้มุมห้องนั้นทำงานเป็นส่วนหนึ่งของ ปากฮอร์นเสียงเบส เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้อย่างชาญฉลาด

รูปแบบของลำโพงที่เข้ามุมห้องแบบนี้ ต่อมาภายหลังได้มีตามออกมาอีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ ลำโพง JBL D30085 Hartsfield (ฮาร์ทฟีลด์) รุ่นปี 1957 ที่โด่งดังนั่นเอง

ลำโพง K-Horn นี้เป็นระบบลำโพง 3 ทาง โดยตู้ด้านบนนั้นเป็นที่อยู่ของ ลำโพงเสียงกลางขนาด 2 นิ้ว และแหลมขนาด 1 นิ้วระบบ Compression Horn ส่วนด้านล่างที่เราพูดถึงไปแล้วนั้นเป็นที่อยู่ของลำโพงเสียงต่ำขนาด 15 นิ้ว ที่อยู่ในตู้ระบบ ฮอร์นพับ (Folded-Horn) ที่เรียกว่า Trihedral Exponential Folded Horn (ฮอร์นที่ทำงานร่วมกับผนังสามด้าน คือ พื้นและผนังของมุมห้อง) เรียกง่ายว่า Corner Loading ซึ่งมีส่วนอย่างมหาศาลในการเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะห้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบลำโพงนั่นเอง

ด้านการตอบสนองความถี่นั้น ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้เน้นไปที่เบสที่ลงได้ลึก แต่เน้นเบสที่สามารถทำงานได้ด้วยความรวดเร็วทัดเทียมกับเสียงกลางและเสียงแหลม ดังนั้นช่วงความถี่ตอบสนองจึงอยู่ในย่าน 33-17,000Hz ดังนั้นถ้าใครอยากได้เบสสะเทือนพื้นก็ต้องเพิ่ม Subwoofer แต่ต้องหารุ่นที่ไวพอที่จะเต้นตามจังหวะของ K-Horn ด้วยก็แล้วกัน ส่วนเสียงแหลมถ้าอยากจะเพิ่ม Super Tweeter ก็ตามสะดวก

ด้านขนาดตัวหากจะเทียบกับลำโพงโรงหนังแบบ VOTT ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะเล็กกว่ามาก แต่ก็ยังใหญ่มากสำหรับบ้านสมัยนี้ คือรุ่นปัจจุบันอย่าง AK7 สูงถึง 134 ซม. กว้าง 80 ซม. ลึก 71 ซม. หนักถึงข้างละ 118 กิโลกรัม ซึ่งหากเทียบกับรุ่นในอดีตนั้นจะหนักเพียง 79.5 กิโลกรัม เท่านั้น เพราะรุ่นเก่าจะไม่แผงไม้ปิดด้านหลังลำโพงเสียงต่ำ เนื่องจากบังคับให้ต้องวางเข้ามุมเท่านั้น ในขณะที่รุ่น AK6 และ AK7 ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบันที่มีการปิดด้านท้ายให้เรียบร้อย จะสามารถนำมาจัดวางแบบไม่เข้ามุม แบบลำโพงทั่วไปได้ เพราะในยุคที่เราฟังเพลงแบบสเตอริโอ การวางลำโพงเข้ามุมห้องทั้งสองด้านอาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดก็ได้

หากจะถามว่า ลำโพง Klipshorn ยังคงเป็นลำโพงที่ถือว่าเสียงดีอยู่อีกไหมในโลกยุคปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่าถ้าคุณเป็นคนที่รักในเรื่องการใช้แอมพ์หลอด“ซิงเกิ้ลเอนด์” (Single End) วัตต์ต่ำ ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความใสและฮาร์มอนิคที่ชุ่มฉ่ำ เป็นธรรมชาติ ลำโพงความไวสูงแบบ Klipshorn คือคำตอบสุดท้าย

แม้ว่าลำโพงรุ่นทั่วไปของแบรนด์ Klipsch จะผลิตในประเทศจีน แต่สำหรับ Klipshorn และลำโพงแบบฮอร์นขนาดใหญ่ของ Klipsch ในซีรีส์ เฮอริเทจ (Heritage Series) แล้ว มันยังคงผลิตด้วยมือในบ้านเกิดของ คลิพช์ คือเมืองโฮป (Hope) รัฐอาคันซอร์ (Arkansas) ประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่เช่นเดิม

ด้วยค่าตัวราว 6 แสนบาท “บิ๊กบอย” อย่างคุณจะได้ครอบครองผลงานเอกชิ้นหนึ่งของประวัติศาสตร์เครื่องเสียงของโลก ที่จะถ่ายทอดเสียงอันยอดเยี่ยมให้คุณได้หลงใหลไปอีกนานเท่านั้น

เรื่อง: ป๋าป้อง ประชายนตร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


24 ถนน ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ
Bangkok
10250