Bangkok Big Boy Toys

Bangkok Big Boy Toys

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Bangkok Big Boy Toys, กีฬาและสันทนาการ, 24 ถนน ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ, Bangkok.

เพจรวมของสะสม ทอยส์ ฟิกเกอร์ นาฬิกา จักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ แก็ดเจ็ท เกมส์ กีฬา ดนตรี หนัง เพลง ถ่ายภาพ งานศิลป์ ทริปท่องเที่ยว เครื่องมือช่าง สาระถึงเรื่องเบาสมอง ความสนุกกับงานอดิเรกของผู้ชายทุกวัย ศิลปะการใช้ชีวิตแบบ “Work Hard, Play Harder”

12/06/2026
Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 19/05/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

ช่วงกลางๆปีที่แล้ว ผมได้ดูทีวีซีรีส์เรื่อง Murderbot แค่ช่วงเปิดตัวต้นๆเอพิโสดแรกก็ทำเอาผมขำก๊ากไปกับตัวละครเอกแล้วครับ “หุ่นยนต์สังหารแบบไหนวะ ติดซีรีส์น้ำเน่าด้วย บ้าดีว่ะเรื่องนี้” ผมคิด แล้วผมก็เริ่มชอบแล้วก็กลายเป็นติดงอมแงม ดูจนจบซีซั่น 1 และก็รอซีซั่น 2 อยู่เนี่ยครับ ได้ยินว่าใกล้จะได้ดูแล้วกลางๆปีนี้

หลายๆท่านอาจได้ดูแล้วพร้อมๆกับผมเมื่อปีที่แล้ว และอาจยังมีหลายคนที่ไม่ได้ดู ผมเลยคิดว่าลองเขียนถึงซีรีส์เรื่องนี้สักหน่อยก่อนที่ซีซั่น 2 จะเร่ิมสตรีมมิ่งเผื่อว่าใครมาอ่านเจอคอลัมน์ผมแล้วอยากลองไปดูซีซั่น 1 ย้อนหลังดู จะได้ตามทัน

Murderbot เป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านมุมมองของหุ่นยนต์แอนดรอยด์กึ่งจักรกลกึ่งอินทรีย์ หรือ SecUnit ย่อมาจาก Security Unit ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่คุ้มกัน แต่ดันไป “แฮ็ก” โมดูลที่ควบคุมตัวเองได้สำเร็จ ทำให้มันกลายเป็นหุ่นยนต์ที่มีความคิดเป็นอิสระ

ฟังแค่นี้ก็น่าสนุกใช่ไหมครับ ตามปกติแล้วเรามักคิดว่าการที่หุ่นยนต์มีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ น่าจะเป็นภัยคุกคามมนุษย์อย่างเรามาก แต่เจ้า SecUnit ตัวนี้แทนที่มันจะลุกขึ้นมายึดครองโลกเหมือนพล็อตหุ่นยนต์ทั่วไป มันกลับแค่อยากถูกทิ้งไว้ลำพังเพื่อดู "ซีรีส์บันเทิง" (Soap Operas) ที่มันดาวน์โหลดมา โดยไม่มีใครมาขัดจังหวะและมันยังมีความประหม่าในการเข้าสังคม (Social Anxiety) อย่างรุนแรง ที่พีคคือมันเป็นบอทที่มีสำนึกทางศีลธรรมแบบฝืนๆ แปลกๆ และจุดนี้ละครับที่ทำให้ผมรักตัวละครนี้มาก เท่าที่เคยถามคนที่ดูแล้วหลายๆคนก็บอกว่าคิดเหมือนผม มันคงเป็นเสน่ห์ของตัวละครที่มีความไม่เพอร์เฟคแบบมนุษย์ภายใต้ความเป็นโรบอทแข็งทื่อและหน้าตาที่ไม่สื่ออารมณ์เอาเสียเลย แถมไอ้ชื่อ “Murderbot” ยังเป็นชื่อที่มันแอบตั้งให้ตัวเองแบบลับๆด้วย

ผมยังไม่เคยได้อ่านหนังสือในซีรีส์นี้ของ Martha Wells นักเขียนแนวแฟนตาซีและไซไฟชาวอเมริกันครับ อ้อ..ผมลืมบอกไปว่าก่อนที่จะถูกนำมาพัฒนาเป็นซีรีส์ทาง Apple TV+ เรื่องนี้มาจากหนังสือชุด The Murderbot Diaries ซึ่งเป็นวรรณกรรมแนว Sci-fi ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในแง่ของรางวัลและการยอมรับจากนักวิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาครับโดย Martha Wells ใช้วิธีเขียนเป็นทั้งนวนิยายขนาดสั้น (Novellas) และนิยายเต็มรูปแบบ (Novels) โดยอัพเดทจนถึงเล่มล่าสุดจะมีทั้งหมด 8 เล่ม
1. All Systems Red (นิยายสั้น)
2. Artificial Condition (นิยายสั้น)
3. Rogue Protocol (นิยายสั้น)
4. Exit Strategy (นิยายสั้น)
5. Network Effect (นิยายเต็ม)
6. Fugitive Telemetry (นิยายสั้น)
7. System Collapse (นิยายเต็ม)
8. Platform Decay เล่มนี้สดๆร้อนๆครับ เพิ่งออกมาเมื่อ 5 พ.ค. 2026 นี้เอง เป็นนิยายสั้นหรือจะจัดอยู่ในหมวดเรื่องสั้นก็ได้

แฟนคลับหนังสือชุดนี้มีเยอะมากครับ เรื่องรางวัลก็ไม่ธรรมดา กวาดรางวัลใหญ่ระดับโลกมาแทบทุกสถาบันทั้ง Hugo Award: ชนะเลิศหลายครั้งทั้งในสาขา Best Novella และ Best Series, Nebula Award: ชนะเลิศสาขา Best Novella, Locus Award: กวาดรางวัลในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ด้วยฐานแฟนคลับระดับนี้และคำวิจารณ์ที่ยอดเยี่ยม Apple TV+ จึงคว้าลิขสิทธิ์ในการสร้างซีรีส์ โดยมีการวางตัวทีมงานที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะการที่ได้นักแสดงนำ Alexander Skarsgård มารับบทเป็น Murderbot ซึ่งเป็นการแคสติ้งที่สร้างความฮือฮาเอามากๆครับ เราเคยดูบทบาทของเขาจากหลายๆเรื่อง เช่น The Northman และ Succession แต่ในเรื่องนี้ เขาต้องถ่ายทอดตัวละครที่มีความซับซ้อนภายใต้ชุดเกราะและสีหน้าที่มักจะเรียบเฉย และต้องแบกรับความคาดหวังของแฟนหนังสือเอาไว้อีก

ในการสร้างซีรีส์ แน่นอนครับ Apple TV+ ขึ้นชื่อเรื่องการทำไซไฟคุณภาพสูง งานโปรดักชั่นจากเรื่อง Silo, Foundation และ Severance ผมได้ดูทุกเรื่องและทำถึงทุกเรื่อง และใน Murderbot ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังครับ
ในช่วงซีซั่นแรก Skarsgård ถูกจับตามองอย่างมากจากนักวิจารณ์และเหล่าแฟนหนังสือว่าเขาจะสามารถถ่ายทอด “ความรู้สึกนึกคิดภายใน" ของ Murderbot ออกมาอย่างไร เพราะในหนังสือจุดเด่นคือความคิดประชดประชันในหัวของมัน สำหรับผม ทีมงาน ผู้กำกับ นักเขียนบทและตัวนักแสดงนำ ทำการบ้านมาได้ดีมากแล้วครับ ผมสนุกไปกับตัวละครและเรื่องราวทั้งยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์การจิกกัด เสียดสี ในบทบรรยายความในใจของเจ้า SecUnit ตัวนี้ ถึงแม้ผมจะได้ยินมาว่าแฟนหนังสือบางส่วนเถียงกันเรื่องนักแสดงอย่าง Skarsgård ว่าดูแข็งแกร่งไปหน่อย ซึ่งจินตนาการผู้อ่านมักจะมองว่าเจ้านี่มัน “ธรรมด๊าธรรมดาและยังไม่ระบุเพศ” อีกด้วย แต่โดยรวมเมื่อผมได้ดู ผมก็ยังสนุกและไม่ขัดหูขัดตา ไม่ได้มีอะไรที่สะดุดให้อยากเลิกดูแต่อย่างใด

สรุปครับ สำหรับผม ผมใจจดใจจ่อรอซีซั่น 2 มาก เพราะความแปลกของพล็อตที่แตกต่าง มีรสชาติที่ไม่มีในไซไฟเรื่องอื่นๆ ไม่ซ้ำซาก ไม่จำเจแถมยังให้มุมมองใหม่ๆรวมถึงการเสียดสีความเป็นมนุษย์แบบตลกขบขันบ้าง ตลกร้ายบ้าง มันไม่ใช่แค่เรื่องของหุ่นยนต์ไล่ยิงคน แต่คือ "Coming-of-age story" ของสิ่งประดิษฐ์ที่พยายามค้นหาเสรีภาพและรักษามันไว้ผ่านการดูทีวีและการหลีกเลี่ยงการสบตากับมนุษย์ ผมว่ามันเข้าถึงง่าย ในบางครั้งคนดูก็อาจเกิดความเห็นอกเห็นใจเจ้าบอทตัวนี้ถึงแม้จริงๆมันถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นอาวุธสงครามก็ตาม

ลองหามาดูนะครับ ดูย้อนหลังและเริ่มดูซีซั่น 2 ไปพร้อมๆกัน ยังไม่มีวันสตรีมมิ่งที่แน่นอน แต่ก็อีกไม่นานเกินรอครับ หรือถ้าสนใจอ่านก็แนะนำให้อ่านตามลำดับเล่มที่ผู้เขียนเขียนไว้นะครับ ไม่ว่าจะดูสตรีมมิ่งหรือจะอ่าน คุณจะเข้าใจว่าทำไม "เครื่องจักรสังหาร" ตัวนี้ถึงมีแฟนคลับทั่วโลก รวมทั้งผมอีกคนหนึ่งด้วย

ดูไตเติ้ลซีซั่นแรกได้จากลิ้งค์นี้เลยครับ
https://www.youtube.com/watch?v=l6ix-COHfgg

#รีวิวซีรีส์

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 18/05/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

ผมจำได้ว่าเคยเล่าถึงกองร้อยที่ผมสังกัดอยู่ชื่อ The 501st Thailand Garrison ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของแฟน Star Wars ตัวจริงในประเทศไทยและได้รับการยอมรับและรับรองอย่างเป็นสากลจากตัวผู้สร้างคือ จอร์จ ลูคัส และมีกลุ่มแบบเดียวกันนี้กระจายอยู่ในหลายทวีป

กิจกรรมของกลุ่ม The 501st Thailand Garrison เน้นการทำกิจกรรมเพื่อการกุศล แต่ละโปรเจคจะนำเงินรายได้มอบให้กับมูลนิธิหรือองค์กรเพื่อการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย และทุกครั้งที่จัด สมาชิกของกลุ่มจะกุลีกุจอไปช่วยกันแต่งตัวเป็นตัวละครจาก Star Wars แต่ละคนขนคอสตูมประจำตัวพะรุงพะรังพร้อมรอยยิ้มและความตื่นเต้นที่เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เป็นทุกคนเลยครับ ไม่ว่าจะอายุ 30 ต้นๆไปจนคนรุ่น 50 ปลายๆและต้นๆ 60

ตอนอยู่ในชุดคอสตูม พวกเราเหมือนสวมวิญญาณคาแรคเตอร์นั้นๆกันจริงจัง มันเป็นความรู้สึกที่เราหาไม่ได้ในชีวิตประจำวันนะครับ ถึงจะเหนื่อย เหงื่อแตกพลั่กๆอยู่ภายใต้ชุดคอสตูม แต่การได้มีส่วนที่ได้ “ให้” ในขณะที่เป็นตัวละครในหนังที่เรารักไปด้วย มันยิ่งมีความสุขยกกำลังสอง งานของพวกเราก็จะเป็นแนวโชว์ตัวในงานเปิดตัวสินค้า เปิดตัวหนังหรืออีเว้นท์ที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล Star Wars ให้ผู้มาร่วมงานได้ถ่ายรูปกับพวกเรา ได้ร่วมกิจกรรมสนุกๆ เหนื่อยครับแต่พวกผมโคตรสนุก

เมื่อเร็วๆนี้พวกเราได้รับทราบถึงมิชชั่นใหม่ที่ได้รับมาพร้อมกับการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง The Mandalorian and Grogu แน่นอนครับว่ากองร้อยของพวกเราก็คงจะไปโผล่ในชุดคอสตูมที่หน้าโรงในวันแรกของการฉายหนัง (22 พ.ค.นี้) แต่ที่ผมยกให้เป็นไฮไลต์ของงานคือการนำตุ๊กตา Grogu 10 ตัวไปจัดแสดง

ตุ๊กตา Grogu ทั้งสิบตัวนี้ มีความพิเศษตรงที่ เป็นการนำตุ๊กตา Grogu มาแต่งตัวครับ ใช่ครับเหมือนเราแต่งตัวตุ๊กตานั่นแหละ แต่คนที่แต่งให้คือบรรดาเซเลบริตี้เพื่อนำออกประมูล

กิจกรรมครั้งนี้เราเรียกว่า Dress Up Grogu ครับ คืองานประมูลการกุศลที่ทีม 501st Thailand ร่วมกับ DisneyThailand เชิญเหล่าบรรดา
เซเลบริตี้ทั้งไทยและต่างชาติ จำนวน 10 คนมาร่วมออกไอเดีย จับ Grogu มาแต่งตัวในลุคสุดคิวท์น่ารักๆ เพื่อนำไปประมูลออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. ไปจบประมูลวันที่ 30 พ.ค. เวลา 20:00 น. ตุ๊กตา Grogu ทั้ง 10 ตัว จะจัดแสดงที่งาน The Mandalorian and Grogu Movie event ที่ชั้น 5 IMAX สยามพารากอน รายได้ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กครับ

ผมชอบไอเดียนี้มากเพราะเซเลบแต่ละคนก็มองเห็นเจ้า Grogu ตัวน้อยในลุคต่างๆกันไป สนุกดีครับแถมยังได้ทำบุญอีกด้วย

ลองเข้าไปดูรายละเอียดของงานและติดตามความเคลื่อนไหวการประมูลและข่าวคราวของกิจกรรมนี้นะครับ ตามลิ้งค์ที่ผมโพสต์มาให้เลยครับ

https://www.facebook.com/profile.php?id=100067699364568

ผมแอบไปส่องแล้วเอารูปมาฝากกันนิดๆหน่อยๆครับ

#มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 16/05/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

ผมอยากพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเคยได้อ่าน ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้จากเพื่อนในวงการออกาไนเซอร์ เพื่อนผมคนนี้บอกผมว่าไปหามาอ่านซะ หนังสือชื่อ The Creative Act: A Way of Being คนเขียนเป็นโปรดิวเซอร์รางวัลแกรมมี่ 9 รางวัลชื่อ Rick Rubin พอผมได้ยินว่าคนเขียนเป็นคนในวงการดนตรีก็เริ่มสนใจ ไปหาซื้อมาอ่านจนได้ครับ และก็มารู้เอาทีหลังว่ามันกลายเป็น “คัมภีร์” ประจำตัวของคนทำงานสร้างสรรค์ เหล่าศิลปิน ดีไซน์เนอร์ ไปจนถึงผู้บริหารยุคนี้

หลายคนอาจสงสัยว่า Rick Rubin คือใครและทำไมมุมมองของเขาต่อความคิดสร้างสรรค์ถึงสำคัญ อย่างที่ผมเกริ่นไปครับ ริก รูบิน คือโปรดิวเซอร์เพลงเจ้าของรางวัลแกรมมี่ 9 รางวัล และผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง Def Jam Recordings นิตยสาร Rolling Stone ยกย่องให้เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทุกแนวเพลง เขาเคยร่วมงานกับศิลปินอย่าง จอห์นนี แคช (Johnny Cash), อะเดล (Adele), เรด ฮอต ชิลี เพพเพอร์ส (Red Hot Chili Peppers), เจย์-ซี (Jay-Z) และเมทัลลิกา (Metallica) และอีกมากมาย เขาใช้เวลาหลายทศวรรษคลุกคลีอยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เขาไม่ได้มาสอนคุณมิกซ์เสียงหรือเขียนเพลง แต่เขากำลังสอนวิธี "สร้างพื้นที่" ให้กับความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผมว่ามันเป็นมุมมองที่หาได้ยากและมีประโยชน์มากในยุคที่เราโดน AI และ Algorithm ไล่กวดแบบนี้

ความต่างนี้เองที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ เพราะมันไม่ได้สอนวิธีผลิตงาน (Output) แต่สอนวิธี "เป็น" (Being) มันไม่ใช่หนังสือใหม่ครับ ถูกตีพิมพ์เมื่อปี 2019 ความยาว 432 หน้า ขึ้นอันดับ Best Seller อย่างรวดเร็วแล้วก็กลายเป็นหนังสือที่อยู่ในทุกที่ทุกแขนงของงานสร้างสรรค์ ในคอลัมน์นี้ผมจึงสรุปประเด็นที่น่าสนใจมาให้ เผื่อใครกำลังลังเลว่าจะหามาอ่านดีไหมครับ

1. ศิลปินคือ "เสาอากาศ" (The Antenna)
ริกบอกว่าไอเดียไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่มัน "ไหลผ่าน" เราครับ เขาเปรียบศิลปินเหมือนเสาอากาศที่ต้องคอยจูนคลื่นรับสัญญาณจาก "ต้นแหล่ง" (The Source) ซึ่งเป็นสนามแห่งความคิดสร้างสรรค์สากลหน้าที่ของเราคือการฝึก "Source Sensitivity" หรือความไวต่อสัญญาณรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ในมุมของเขา จึงไม่ใช่พรสวรรค์แต่เป็นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีและใช้รับรู้โลก สำคัญที่การฝึกใช้ครับ

สำหรับผม ไอเดียนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเคยได้อ่านและได้ยินแนวความคิดนี้มาก่อนจากหนังสือประเภทสอน Creativity และจากการอ่านประวัตินักแต่งเพลงรวมถึงนักคณิตศาสตร์ระดับโลกมาแล้ว แต่ริกนำมาขยายเพิ่มเติม เปรียบเทียบด้วยเสาอากาศ ทำให้ผมได้เห็นภาพที่ค่อนข้างจะนามธรรมได้ชัดเจนและเข้าใจง่ายมากขึ้นเลยครับ

2. กระบวนการ 4 ระยะ (เพื่อกำจัดความกังวล)
นี่คือแนวคิดที่สำคัญที่สุดในเล่ม ซึ่งริกแบ่งเฟสงานออกมาชัดเจนเพื่อให้เราไม่สับสนครับ:

• Seeds (เมล็ดพันธุ์): พูดง่ายๆคือช่วงรวบรวมวัตถุดิบ ฟังสุ่มๆ เก็บไอเดียไว้โดยไม่ต้องตัดสิน

• Experimentation (การทดลอง): ลองเล่นกับวัตถุดิบแบบไม่มีข้อผูกมัด ไม่ต้องมีจุดหมาย

• Crafting (การเจียระไน): เริ่มปรับแต่งงานซ้ำๆ อย่างประณีต ขั้นนี้ค่อนข้างยากและต้องใช้ความพยายามสูงครับ

• Completion (การทำให้เสร็จสมบูรณ์): คือการปล่อยมือและเผยแพร่ผลงานออกไป ไม่ใช่การรอให้มัน "เพอร์เฟ็ก" แต่คือการ "ปล่อยวาง"

3. "พยานที่เป็นกลาง" (The Neutral Witness)
อันนี้เป็นไม้ตายของริกเลยครับ คือการมองงานตัวเองเหมือนคนนอก (เหมือนที่เขาฝึกจากการทำสมาธิ Transcendental Meditation) เราต้องฝึกมองงานโดยไม่มีอีโก้มาเกี่ยว ไม่รักงานจนไม่ลืมหูลืมตา และไม่เกลียดงานจนทำต่อไม่ได้ เขาบอกว่าเมื่อเราเริ่มตั้งคำถามว่า "งานชิ้นนี้ต้องการอะไร" แทนการถามว่า "ฉันอยากให้มันเป็นอะไร" คือจุดที่งานชิ้นนั้นจะเริ่มก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ครับ

ริกแนะนำให้เราฝึกเป็น Neutral Witness ควบคู่ไปกับการรักษา Beginner’s Mind หรือจิตของผู้เริ่มต้น ที่พร้อมจะเปิดใจกว้างและตั้งคำถามเสมอแม้ว่าเราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม แนวคิดนี้ทำให้ผมนึกถึงความเป็น “เจ้าหนูจัมมัย” ที่ยังอยู่ในตัวพวกเราทุกคน อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถาม อย่างบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

4. รสนิยม (Taste) คืออาวุธที่ AI เลียนแบบไม่ได้
ในยุค AI สิ่งเดียวที่ทำให้งานมนุษย์ต่างออกไปคือ "รสนิยม" (Aesthetic Stance) ครับ เขายืนยันว่ารสนิยมไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย แต่มันคือการตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่ "จริง" (Truth) สำหรับเรา

ความต่างคือ "ความถูกต้อง" (Correctness) เป็นเรื่องของฝีมือ ซึ่งคอมพิวเตอร์อาจทำได้ดีกว่าเรา แต่ "ความจริง" (Truth) เป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งมาจากสายตาและการรับรู้ของมนุษย์ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเท่านั้นครับ แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน และ AI ไม่มี

มองแบบแฟร์ๆ หนังสือเล่มนี้มีอะไรที่ผมว่าขาดไปบ้าง ถ้าให้ผมวิจารณ์ตรงๆ น่าเสียดายที่สุดคือการที่ริกแทบไม่เล่าเรื่องส่วนตัวหรือประสบการณ์ในสตูดิโอกับศิลปินดังๆ เลย (เขาแทบไม่ระบุชื่อใครเลยครับ!) แถมวิสัยทัศน์ยังตั้งอยู่บนสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีอิสระสูงมาก ซึ่งในความเป็นจริงคนทำงานส่วนใหญ่ต้องสู้กับ KPI และแรงกดดันทางการเงินตลอดเวลา นอกจากนี้เรื่องบางเรื่อง เขาได้รับอิทธิพลจากวิถีเซน ถ้าคนที่ไม่อินกับเรื่องอภิปรัชญา อย่าง "The Source" อาจจะเข้าไม่ถึง แต่ผมก็ยังขอป้ายยาให้ท่านหาซื้อมาอ่านอยู่ดี เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหนังสือมันคุ้มค่าเกินกว่าจะปล่อยผ่านครับ ผมชอบที่เขากล้าพูดว่า "ความสำเร็จในตลาด คือตัววัดคุณค่าของงานที่แย่ที่สุด" ทั้งๆที่ตัวเขาอยู่ในธุรกิจดนตรีที่ความสำเร็จแขวนอยู่กับความ “รุ่ง หรือ “ร่วง” ทางการตลาด แต่เขากลับบอกเราว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือ Inner Completion Test หรือการถามตัวเองว่า งานนี้แสดงออกได้ครบถ้วนตามที่เราต้องการหรือยัง

แม้ริกจะมาจากสายดนตรี แต่หนังสือเล่มนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายงานครับ Jony Ive (อดีตดีไซน์เนอร์คู่ใจของ Apple) ถึงขั้นแนะนำให้อ่าน เพราะแนวคิดในเล่มอัดแน่นไปด้วยหัวใจของงานออกแบบและกลยุทธ์ธุรกิจ โดยหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 78 บทสั้นๆไม่จำเป็นต้องอ่านเรียงลำดับครับ ผมแนะนำให้เปิดสุ่มไปในหน้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณกำลังทำหรือกวนใจคุณอยู่ หรืออ่านวันละบทก่อนเริ่มงานก็ยังได้ จะช่วยให้สงบและพร้อมลุยงานได้ดีมาก

หรือถ้าใครอยากได้อรรถรสเพิ่ม ลองหาฉบับหนังสือเสียง (Audiobook) มาฟังดูครับ ผมไม่มีครับแต่ทราบมาว่าริกเป็นคนบรรยายเองด้วยเสียงที่นุ่มนวลและมีคุณภาพการผลิตสูงมาก

ใครอ่านแล้วรู้สึกยังไง หรือกำลังเล็งอยู่ มาคุยกันได้ในคอมเมนต์นะครับ!

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 15/05/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

พื้นที่คอลัมน์ในวันนี้ ผมพกเอาบทสัมภาษณ์ “พี่จิ” หรือ อ.จิรพรรณ อังศวานนท์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลในวงการดนตรีตัวจริงเสียงจริงมาเล่าถึงกีต้าร์ในคลังส่วนตัวให้ฟังกัน ใครที่เกิดและโตมาในยุคเดียวกับผมและรู้จักวง “บัตเตอร์ฟลาย” ก็จะร้องอ๋อทันที การสัมภาษณ์หรือที่ผมอยากจะเรียกว่าการ “เล่าให้ฟัง” เรื่องกีต้าร์ตัวโปรด (หลายตัว) ในคลังสะสมครั้งนี้ ผมได้ขอให้พี่จิช่วยเล่าแบบย้อนความหลัง ถึงสมัยที่พี่จิเริ่มเล่นดนตรีเลยครับ ผมฟังไปก็นึกภาพตามแล้วก็ทำให้เกิดอาการหวนคิดถึงความหลังในวัยเด็กของตัวเองสมัยเริ่มเล่นดนตรีไปด้วย ทั้งพี่จิและผมก็น่าจะเกิดอาการ nostalgia ทั้งมีความสุขแต่ก็หวนนึกถึงอดีตไปพร้อมๆกัน (แต่คนละยุคนะครับ ผมอ่อนกว่าพี่จิหลายปีอยู่ แหะๆ)
บรรยากาศการคุยกันแบบเป็นกันเองครับ พี่จิเรียกแทนตัวเองว่าพี่ผมก็เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อผม จริงๆพี่จิกับผมจะเล่นดนตรีด้วยกันมากกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งตั้งอกตั้งใจฟังพี่จิเล่าถึงประวัติและความผูกพันกับกีตาร์รุ่นต่างๆ ผมอยากรู้อะไรผมก็ถาม พี่จิเองเต็มใจถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวตั้งแต่การซื้อกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรก เรื่องขำๆไปจนถึงอุปสรรคต่างๆในช่วงเริ่มต้นชีวิตนักดนตรีอาชีพ รวมถึงรายละเอียดทางเทคนิคของเสียงที่ทำให้พี่จิชื่นชอบกีต้าร์แต่ละตัว พี่จิเป็นคนเล่าเรื่องสนุกครับ

ผมโยนคำถามแรกด้วยความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวไป “พี่จิมีกีต้าร์ทั้งหมดกี่ตัวครับ”
“พี่น่าจะมีอยู่ 20-22 ตัว ได้นะ” พี่จิบอก
“โห…ที่เขียนคงไม่พอครับ งั้นพี่จิเลือกมา 5-6 ตัวที่พี่อยากเล่าให้เราฟังละกันนะครับ สบายๆตามสไตล์พี่จิเลย” แล้วผมก็นั่งฟังไปเพลินๆ

ตัวแรกที่พี่จิเลือกที่จะเริ่มเล่าถึงคือ Fender Telecaster Custom ปี 1972 ซึ่งเป็นกีต้าร์ตัวแรกที่ใช้ทำมาหากินเป็นนักดนตรีอยู่วงแฟนตาซี “ตัวนี้ซื้อใหม่ ตอนช่วงเข้าวงแฟนตาซี่ พี่ยังไม่มีกีต้าร์ไฟฟ้าของตัวเองเลย ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ม.ล.ธิดาเพ็ญ กฤดากร ผู้สนับสนุนวงของเราบอกว่าควรมีสักตัว กะว่าพี่เค้าออกตังค์ให้ก่อนแล้วค่อยขอผ่อนพี่เค้า พี่เลยไปดูที่ร้านขายเครื่องดนตรี ร้านดังเลยแถวประตูน้ำ หลงรัก Gibson Les Paul Custom สีดำ แต่เถ้าแก่เจ้าของร้านมองหัวจรดเท้าแล้วถามว่า "จะลองเนี่ย มีเงินซื้อละเปล่า" โห..ตอนนั้นโกรธมาเลยเดินออกมาเลย ไม่ลงไม่ลองมันแล้ว พี่จิเล่าต่อ “ออกจากร้านนั้นก็เดินต่อไป ตอนนั้นร้านขายเครื่องดนตรีเบ๊เงียบเส็งเปิดร้านใหม่แถวราชปรารภ เลยลองเดินไปเลยได้ไปเจอ Telecaster Custom ตัวนี้แหละ พอลองแล้วชอบเพราะมีฮัมบัคเกอร์ตัวหน้า เสียงจะอุ่นๆอ้วนๆ ชอบมาก เลยได้ตัวนี้มา ปรากฏว่าพี่ธิดาแกบอกว่าซื้อให้ พี่ไม่ต้องผ่อนเลย เนี่ยพี่ก็พอจะมีบุญเรื่องกีต้าร์ หลายครั้งแล้ว”

ตัวถัดมา “Gibson Les Paul Gold Top ปี 1972 เหมือนกัน พี่ได้มาตอนเล่นกับวง Triangle Lake (กับอ้อง สุรสีห์ อิทธิกุลและจ้อด กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา) ที่คาซาบลังก้า แพะ (ดร.วีระ สมบูรณ์) ซึ่งเป็น FC พี่ตั้งแต่สมัยอัสสัมชัญ เขาเดินหิ้วกีตาร์มาบอกว่าจะไปเรียนเมืองนอก อยากขายตัวนี้ให้พี่ ตอนนั้นพี่ไม่มีเงินอีกเหมือนเดิม เลยไปขอเบิกเงินล่วงหน้าจากผู้จัดการฝ่ายบันเทิงของโรงแรม ตัวนี้ใช้เล่นกับวง Triangle Lake และใช้ทำมาหากินมาตลอด รวมถึงอัดเสียงในอัลบั้มแรกๆ ของ Butterfly ด้วย” พี่จิบอกว่าตัวนี้เหมือนมันเดินมาหาเราเอง เราก็ได้มันมาแบบงงๆ “สมัยก่อนไม่มีเอฟเฟกต์อะไรใดๆเลย มีแต่เรา กีต้าร์ สายแจ้คเสียบเข้าตู้เลย ตอนนั้นเป็นตู้ Music Man ต้องเล่นให้ดังให้แตกหน้าตู้ถึงจะเป็นแนวร็อก เอฟเฟกต์แรกที่เริ่มใช้คือ Rockman และต่อมาคือ Boss Overdrive OD-1 สีเหลือง โอ้…เสียงดีมาก ส่วนพวกดีเลย์จะใช้จากห้องอัด เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก กีตาร์ตัวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ออกอัลบั้ม "How I Love You" เป็นอัลบั้มเพลงบรรเลงของพี่เอง แล้วก็เลยเริ่มทำวง Blue Sapphires “

ตัวที่ 3 เป็นกีตาร์โปร่งอะคูสติก Ovation (สีแดง) “เป็นตัวที่หยิบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้เพลงเมื่อนั้น ซื้อช่วงเริ่มมีรายได้จากการทำเพลงโฆษณา ซื้อจากอาจารย์โป๊ปเพราะอยากใช้เล่นเพลง Dust in the Wind แต่พอเอาไปเล่นกับวงจริงๆ มีปัญหาเรื่องฟีดแบ็กเยอะมากจนปวดหัวไปหมด เลยใช้แต่อัดเสียงเพลงโฆษณา กับวงฟองน้ำและงานเพลงอัลบั้ม เป็นตัวที่ใช้แต่งเพลงเยอะที่สุด”

มาถึงตอนนี้ผมก็เลยถามถึง “ความรัก” ที่ตอนแรกผมนึกว่าพี่จิแต่งด้วย Ovation แต่พี่จิบอกว่าไม่ใช่ "เพลงความรักนี่พี่แต่งด้วยกีตาร์สายไนลอนยี่ห้อ Asturias อายุเกือบ 50 ปีแล้ว ตอนแต่งเพลงนี้แต่งที่บ้านตอนเช้า ยังใส่กางเกงนอนอยู่เลย หัวยุ่ง มีกาแฟกับกีต้าร์ แล้วก็เริ่มแต่ง เป็นช่วงที่เลิกเล่นบาร์แล้ว ทำงานที่บัตเตอร์ฟลายและโรงเรียนศศิลิยะ พอมาร่วมงานกับอาจารย์บรู๊ซ แกสตันกับวง ฟองน้ำ พวกครูๆเล่นกันเร็วมาก เร็วปานจรวด เร็วมากจนเล่นไม่ทัน เลยต้องไปเรียนคลาสสิกกีตาร์เพิ่มเติมกับฮักกี้ (Hucky Eichelmann) เพื่อจัดระเบียบนิ้ว (fi*****ng) ใหม่ ไม่งั้นเล่นไม่ทันจริงๆ ถึงกระนั้นก็เล่นไม่ทันอยู่ดี ต้องใช้วิธีโกงตัดโน้ตออกบ้าง อิ อิ” พี่จิเล่าถึงกีต้าร์ตัวที่ 4

แล้วพี่จิก็ขอเบรคการคุยเพราะไปทำธุระ สักพักใหญ่ๆก็กลับมาเล่าถึงกีต้าร์ในคลังสะสมอีก 5 ตัว แต่ละตัวมีที่มาน่าสนใจ เนื้อที่คอลัมน์ก็มีจำกัดแต่ผมก็ไม่อยากตัดออก เลยต้องขอเล่าถึงแต่ละตัวในแบบย่อๆก็แล้วกันครับ

“Fender Stratocaster 35th Anniversary รุ่นนี้ทั้งโลกมีอยู่ 500 ตัว ของพี่เป็นตัวที่ 184 คือร้านเบ๊เงียบเส็งเขาเอามาเสนอ อ้อง (สุรีสีห์ อิทธิกุล) อ้องไม่เอา พี่เลยคว้าไว้ ไม้เป็นตาไม้ทั้งตัว มีปุ่ม Boost แบบของ Eric Clapton เวลาโซโล่มันจะพุ่งขึ้นมาเลย ตัวนี้ใช้อัดเพลง "เพราะเรานั้นคู่กัน" ในอัลบั้ม How I Love You เสียงมันจะแรงและมโหฬารมาก เต็มเหนี่ยว
Guild Fineline นี่ไปซื้อจากร้าน Guitar Center ที่ L.A. ประมาณปีช่วงปี 1992 ราคา 40,000 กว่าบาท หิ้วไปเวกัสด้วย เพื่อนพาไปเที่ยวแต่พี่ไม่ชอบแสงสี เลยขึ้นไปนั่งเล่นกีตาร์ตัวนี้บนห้องทั้งคืน กลับมาก็ใช้อัดเพลง "บิน" ในอัลบั้มเอกรงค์ 2 และใช้โซโลในเพลง "เก็บสิ่งดีๆ ไว้คู่กัน" ด้วย ตัวนี้ก็ได้ใช้เยอะ ส่วน Gibson Chet Atkins สายไนลอน โห..ตัวนี้เพราะมากไม่รู้จะเพราะยังไง ซื้อแถวสุขุมวิท ใช้อัดเพลง ตัวนี้จะเก็บไว้ใช้งานใหญ่ๆ "
ส่วนตัวที่พี่เคยเล่าให้ฟังว่าเดินลงจากชั้นบนของร้านเครื่องดนตรีตอนไปที่โตเกียวญี่ปุ่น ตอนเดินลงกระไดเหมือนมีอะไรเรียกเราให้หันไปทางขวา หันไปดูแล้วเจอเลย แขวนอยู่ ลองปุ๊ปก็ซื้อทันทีเลยคือ ยี่ห้อก็ไม่เคยรู้จัก Groovin by Morris ตัวนี้คอดีมาก ใช้เล่นสดบ่อยเพราะซาวด์คงที่ไว้ใจได้ และใช้โซโล่ทั้งอัลบั้ม My Imageries ที่ออกกับแกรมมี่ ส่วน 2 ตัวสุดท้ายที่อยากเล่าถึงเป็น Gibson 2 ตัว ตัว ES-175 เริ่มจากพี่ไปซื้อรุ่น BB King Lucille มาเล่นที่ Brown Sugar แต่มันหนัก เลยเอาไปขอแลกเป็น ES-175 ใช้อัดในอัลบั้ม Dressed Up เสียงดีมากสำหรับเพลงแจ๊ส อีกตัว ES-330 ปี 1966 เสียงมันมีเอกลักษณ์แบบกึ่งอะคูสติก แต่มีปัญหาเรื่องเสียงจี่เพราะระบบไฟบ้านเรากับเมืองนอกไม่เหมือนกัน แต่ถ้าวันไหนไม่จี่นี่คือสวรรค์เลย เสียงเพราะจนไม่อยากวาง ใช้อัดเพลง “Together Again” มีคลิปใน youTube

เอาเป็นว่าทั้งหมดทุกตัวที่พี่จิเล่าให้เราฟัง ใครสนใจอยากฟังเสียงตัวไหน ก็ลองไปค้นยูทูปฟังเพลงที่พี่จิใช้แต่ละตัวอัดเสียงได้ตามชื่อเพลงที่พี่จิให้ไว้ก็แล้วกันนะครับ นอกเหนือจากเล่นดนตรี สอน และแต่งเพลงแล้ว ตอนนี้พี่จิกำลังเตรียมเขียนหนังสือเล่มที่ 2 ชื่อ "ชีวิตบนเส้นสาย" (เล่มแรกชื่อ “ความหลงที่ไม่ลืม”) เนื้อหาจะเกี่ยวกับกีตาร์แต่ละตัวที่พาพี่จิไปพบเจอเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตในแต่ละช่วง และกำลังฟอร์มวงใหม่กับนักดนตรีเด็กๆ ที่ฝีมือสดมากเพื่อทำโครงการ Self Portrait เล่นเพลงออริจินัลของพี่จิในกลิ่นอายแจ๊สและอื่นๆโดยเฉพาะ

เมื่อมาถึงคำถามสุดท้ายที่ผมถามว่าถ้าเลือกกีต้าร์ได้ตัวเดียวที่จะเก็บไว้ในชีวิต พี่จิจะเลือกตัวไหน คำตอบคือเจ้า Ovation ครับ “เพราะแต่งเพลงจากตัวนี้ได้เยอะ มันมี "วิญญาณ" ฝังอยู่ แล้วก็ตั้งใจจะยกให้น้อยหน่า (กสิณา อังศวานนท์) ลูกสาว พี่สอนแป๊ปเดียวตอนนี้เริ่มเล่นปิ๊กกิ้งได้เก่งแล้ว” สาวน้อยนักไวโอลินคนนี้ได้ดีเอ็นเอคุณพ่อไปเต็มๆครับ

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 30/04/2026

เรื่องโดย วิม โมราห์วง

“ปูตูมาโย (Putumayo)” คือจังหวัดหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโคลอมเบีย ติดกับชายแดนประเทศเอกวาดอร์และเปรู เป็นจุดที่เทือกเขาแอนดีสมาชนกับป่าฝนอะเมซอน เป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพและวัฒนธรรมอย่างสูง เป็นที่ตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองอย่างชาว Inga และ Kamsá ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตยางพารา และต่อมากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในความขัดแย้งภายในของโคลอมเบีย
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อาจเคยเห็นคำนี้บน YouTube หรือ Spotify มาพร้อมกับเพลงสไตล์พื้นเมืองหรือภาษาแปลกหู ที่มีภาพหน้าปกดูเป็น Folk Art แบบน่ารัก ง่าย สบายตาและมีชีวิตชีวา ปะยี่ห้อค่ายเพลงว่า “Putumayo”

ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงนี้คือ Dan Storper (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางผ่านอเมริกาใต้ในช่วงทศวรรษ 1970 ชื่อนี้ได้ประทับใจเขาในฐานะสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณที่ "ติดดิน" และ "เป็นธรรมชาติ" ของทวีปนี้ก่อนจะมาเป็นค่ายเพลง Putumayo เคยเป็นแบรนด์เสื้อผ้าขายปลีกที่ประสบความสำเร็จในนิวยอร์กซิตี้มาก่อน จนกระทั่งในปี 1993 Storper เขาตัดสินใจหันเข้าสู่ธุรกิจดนตรี เพราะลูกค้าที่เข้ามาในร้านมักจะถามถึงและชื่นชอบเพลงที่เขาเปิดมากกว่าเสื้อที่เขาขายเสียอีก

เมื่อลงมาเล่นในธุรกิจดนตรีเต็มตัว Dan Storper มีกลยุทธ์การคัดสรรเพลงต่างจากค่ายเพลงอื่นที่เน้นการบันทึกเสียงในภาคสนาม เขาเก่งในเรื่องทำอัลบั้มรวมเพลง (compilation) ที่มีจังหวะ "สนุกสนาน" และไพเราะ โดยจัดหมวดหมู่ตามธีม เช่น Arabic Groove, Brazilian Lounge หรือ Celtic Crossroads ทำให้ผู้ฟังทั่วไปเข้าถึงแนวดนตรีของแต่ละภูมิภาคได้ง่ายขึ้น ปฏิวัติการจัดจำหน่ายด้วยการไม่ได้ขายแค่ในร้านซีดี แต่ยังขายในร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ และซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Whole Foods ซึ่งช่วยให้ผู้คนที่ไม่เคยตั้งใจจะหาเพลงแนวนี้ได้มีโอกาสรู้จักดนตรีจากทั่วโลก
บางคนนิยามว่าเพลงของ Putumayo จัดอยู่ในประเภท World Music ในยุค 80 และต้นยุค 90 คำนี้ มักถูกมองผ่านเลนส์ของมานุษยวิทยาดนตรี (Ethnomusicologist) ที่มักเน้นความจริงจังและเน้นการอนุรักษ์ และ Putumayo เองก็ถูกมองว่าเป็นดนตรีที่จัดอยู่ในหมวดหมู่นั้น แต่แทนที่จะดูเป็นวิชาการ น่าเบื่อ ไกลตัวและเข้าถึงยาก กลยุทธ์ของ Putumayo กลับมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสถานะจากดนตรี "เพื่อการศึกษา" ไปสู่ดนตรีบนชั้นวางสินค้า "ไลฟ์สไตล์” นอกจากนี้ยังช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่แนว Global Pop และ Fusion ที่เน้นคุณภาพการผลิตสูงและฟังแล้ว "รู้สึกดี"

ทุกอย่างบนโลกนี้หนีไม่พ้นคำวิจารณ์ครับ เหล่านักอนุรักษ์นิยมมักจะมองว่า Putumayo ทำให้วัฒนธรรมอันซับซ้อนดู "เรียบง่ายเกินไป" หรือ "เป็นธุรกิจมากเกินไป" แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาได้สร้างพื้นที่ให้ศิลปินระดับนานาชาติ (เช่น Habib Koité หรือ Angelique Kidjo) ได้เข้าถึงผู้ฟังชาวตะวันตกที่อาจไม่มีโอกาสได้รู้จักพวกเขาเลยหากไม่มีค่ายนี้

การปรับตัวของ Putumayo จาก "CD หน้าเคาน์เตอร์" สู่ "สตรีมมิ่งดิจิทัล" เพื่อการอยู่รอดของแบรนด์ก็น่าสนใจมาก เป็นการเปลี่ยนตรรกะทั้งหมดในการทำให้ผู้คนค้นพบดนตรีจากทั่วโลก หลายทศวรรษที่ผ่านมาเหตุผลของ Putumayo คือความสะดวก เราจะเห็น CD สีสันสดใสตามร้านกาแฟหรือมิวเซียม แล้วก็ซื้อติดมือมาด้วยอารมณ์และความพึงพอใจชั่ววูบ เมื่อคนเข้าร้านค้าน้อยลงและ CD กลายเป็นของตกรุ่น โมเดล "ซื้อตามอารมณ์" จึงตายลง

ในโลกที่มีแพลตฟอร์มเพลงมากมาย มีเพลงเป็นร้อยล้านเพลง ผู้คนเริ่มรู้สึกล้นจนเลือกไม่ถูก ทำให้ Putumayo ตระหนักว่ามูลค่าของพวกเขาไม่ใช่ตัวแผ่น แต่มันคือ "การคัดสรร" (Curation) จึงวางตำแหน่งตัวเองเป็น "ตัวกรองที่เชื่อถือได้" สำหรับคนที่ต้องการดนตรีแนวนี้คุณภาพสูง โดยไม่ต้องเสียเวลาขุดคุ้ยผ่านอัลกอริทึมที่ไม่มีวันจบสิ้นจากนั้นก็เริ่มทยอยยุติการผลิต CD อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปลายปี 2025 เพื่อมุ่งเน้นไปที่โมเดล Digital-First มีการสร้างระบบสมาชิกใน Bandcamp เพียงจ่ายประมาณ $9.95 ต่อเดือน แฟนเพลงจะได้รับอัลบั้มที่คัดสรรมาใหม่ 2 ชุดทุกเดือน ถือว่าคุ้มค่าเชียวครับ

อีกอย่างที่ผมชอบมากคือ Digital Booklets เพื่อรักษาความมินิมัลและการให้ความรู้แบบเดิมไว้ ทุกยอดดาวน์โหลดจะมาพร้อมกับไฟล์ PDF 16 หน้า พวกเขาสามารถถอดแบบประวัติศิลปินและงานอาร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nicola Heindl มาไว้ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อรักษาความรู้สึกของ "การสะสม" เอาไว้ นักสะสมจะชอบมากครับ

มีการปรับตัวตามนิสัยการฟังยุคใหม่ด้วยการสร้างเพลย์ลิสต์ตาม "Vibe" (เช่น Instrumental Odyssey สำหรับการใช้สมาธิ, Yoga Dreamland หรือ Global Dinner Party) ผมว่ามันเพิ่มความสะดวกให้คนฟังและง่ายต่อการตัดสินใจซื้อด้วยครับ เริ่มบุกตลาด TikTok และ Instagram หนักขึ้น ใช้วิดีโอสั้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังศิลปิน วางตัวเองเป็นผู้คัดสรรประสบการณ์ (Curator of Experiences) และทำได้ดีเสียด้วยครับ Putumayo ประสบความสำเร็จในการเจาะกลุ่มประชากร "Cultural Creatives" หรือกลุ่มคนที่ให้คุณค่ากับความจริงแท้ (Authenticity) และการคัดสรรโดยมนุษย์ มากกว่าเพลย์ลิสต์ที่จัดโดย AI แม้จะไม่ได้มียอดขายเป็นล้านแผ่นเหมือนยุค 90 แต่ระบบสมาชิกสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและมีกำไรต่อหน่วยสูงกว่า เพราะไม่มีต้นทุนการผลิตหรือค่าจัดส่ง

เมื่อเลิกยึดติดกับการกระจายสินค้าแบบแผ่น พวกเขากลับกลายเป็นแบรนด์ที่ "ระดับโลก" มากขึ้น แฟนเพลงในกรุงเทพฯ หรือโตเกียว (ซึ่งมียอดสตรีมมิ่งระดับพรีเมียมพุ่งสูงขึ้นมาก) สามารถฟังเพลงใหม่ได้ในวินาทีเดียวกับคนในนิวยอร์ก ถือเป็นการเดินเกมที่ฉลาดมากครับ ตัวตนของแบรนด์ที่สั่งสมมา 30 ปี คือสิ่งเดียวที่อัลกอริทึมเลียนแบบไม่ได้

งานอาร์ตของ Nicola Heindl ลดกำแพงในการเข้าถึงวัฒนธรรมทั่วโลกครับ อบอุ่นและมีความเป็นมนุษย์ สไตล์งานศิลปะพื้นบ้านแบบแบนๆ สีสันสดใส และดูเรียบง่ายสื่อว่าดนตรีนี้มีความออร์แกนิก ทำด้วยมือ และเข้าถึงได้ ผลลัพธ์ก็คือมันเปลี่ยนเพลงจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลกให้กลายเป็นตัวสร้างบรรยากาศ เช่น เปิดตอนทานมื้อสายในวันอาทิตย์ เป็นการ "การออกแบบบรรยากาศ" โดยสร้างความ pop ให้กับสิ่งดิบๆ และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์เห็นว่าเป็นการลดทอนความดิบของวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง ดูเป็นเวอร์ชั่นดิสนี่ย์มากเกินไป แต่ถ้าเรามองเรื่องนี้ในฐานะนักสะสม ผมว่า Putumayo มาถูกทางในแง่การเป็นเบอร์ต้นๆของ "ผู้คัดสรรประสบการณ์" ที่ใช้สัญลักษณ์ทางสายตา เพราะเราแทบไม่จำเป็นต้องอ่านชื่ออัลบั้มก็รู้ว่าเป็นของ Putumayo เพราะเขาซื่อสัตย์กับศิลปินเพียงคนเดียวมาหลายทศวรรษ

ผมเองรู้จักและได้ยินเพลงของ Putumayo มาตั้งแต่กลางยุค 90s สมัยที่ยังเป็นซีดีที่อยู่ในปกกระดาษพิมพ์รูปสวยงาม ที่ซื้อมาลองฟัง ส่วนหนึ่งก็เพราะผมชอบดีไซน์นี่ละครับ ดึงดูดสายตามากทั้งภาพและแพคเกจจิ้งภาพปกอัลบั้มเป็นงานศิลปะพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nicola Heindl ซึ่งช่วยให้ดนตรี "ต่างแดน" หรือที่ฝรั่งชอบใช้คำว่า “exotic” ดูเข้าถึงง่าย มีสีสัน และดูเป็นกันเอง สบายๆ น่าจับต้อง น่าซื้อไปฟังและน่าเก็บ ผมหลงรัก Putumayo มากว่าสามทศวรรษและก็ยังรักอยู่ผมไม่เคยรู้สึกแบบที่นักวิจารณ์กลัวหรือตั้งข้อสังเกต แต่ผมกลับได้เรียนรู้เรื่องราวดนตรีจากหลายๆแหล่ง ได้เปิดใจรับความแตกต่าง ได้เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ได้ฟังเสียงร้องในภาษาที่ไม่ซ้ำซาก ได้ยินและได้เห็นเครื่องดนตรีแปลกๆหายาก หลายครั้งเพลงจาก Putumayo ทำให้ผมสนใจและกระตุ้นให้ผมค้นคว้าและอยากรู้เกี่ยวกับประเทศนั้นๆมากขึ้นจนเริ่มหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ได้เพิ่มความรู้ให้ตัวเองนอกเหนือจากเรื่องดนตรี ในฐานะนักดนตรีและรักการสะสม ผมขอแสดงความยินดีกับค่ายนี้ในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสง่างามครับ

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 16/04/2026

รับฟุตบอลโลกกับเซ็ตพิเศษจาก Lego

ในช่วงซัมเมอร์นี้ของยุโรป (ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป) เราจะได้พบกับมหกรรมกีฬาระดับโลกรายการสำคัญอย่าง World Cup หรือฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2026 ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพของ 3 ประเทศ นั่นคือ สหรัฐอมเริกา แคนาดา และเม็กซิโก

และแน่นอนว่า Lego ไม่พลาดที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับมหกรรมกีฬาระดับโลกรายการนี้ เพราะหลังจากการเปิดตัวเซ็ตถ้วยฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup™ Official Trophy ในรหัส 43020 แล้ว พวกเขายังเตรียมปล่อย Set ชุดต่อที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกในปีนี้ออกมารัวๆ ชนิดที่กระเป๋าเงินและบัตรเครดิตของแฟนๆ มีสิทธิ์ไม่ได้พักผ่อนกันง่ายๆ

ในเซ็ตลำดับต่อๆ ไป ที่มีการเปิดตัวออกมานั้นจะเป็นการร่วมมือไม่เฉพาะ Lego กับ FIFA เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเตะชื่อดังของโลก เช่น Lionel Messi, Cristiano Ronaldo, Kylian Mbappe และ Vinicius JR. ในการผลิตเซ็ตฉากสุดพิเศษพร้อมกับตัว Mini Figure ของนักฟุตบอลเหล่านี้ที่อยู่ในเซ็ต

แต่ที่พิเศษคือ นักเตะระดับตำนานอย่าง Messi และ Ronaldo จะมีอะไรที่พิเศษกว่าด้วย Figure ขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวต่อราวๆ 854-958 ชิ้นเป็นอีกทางเลือกสำหรับแฟนๆ โดยเซ็ตนี้จะเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

ใครที่พร้อมก็เตรียมเงินรอเอาไว้ได้เลย

#ฟุตบอลโลก2026 #เลโก้ #สายสะสมเลโก้ #ของมันต้องมี

Photos from Bangkok Big Boy Toys's post 02/04/2026

ทำไมผู้ชายทั่วโลกถึงยอมจ่ายหลักแสนเพื่อไพ่หนึ่งสำรับ

ผมคิดว่าถ้าเราลองแกะกล่องแล้วคลี่สำรับไพ่ออกดู แต่อย่าเพิ่งเรียกขาไพ่มานะครับ คือผมหมายถึงให้ดูอย่างพินิจพิจารณา ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่ใช่สายนี้ แต่ลองมองในเลนส์ของนักสะสมดูครับ ผมแน่ใจว่าคนประเภทเราๆ จะไม่ได้เห็นแค่ดอกจิกโพดำ แต่จะพยายามมองทะลุให้เห็นประวัติศาสตร์ของมัน เพราะสิ่งนี้คือหัวใจของความรักในการสะสม ผมแถมให้นิด มันมี "รหัสลับ" ด้วยครับ

ถ้าเราย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 9 ยุคราชวงศ์ถังของจีน ไพ่ใบแรกๆ ในโลกไม่ได้เอาไว้ลุ้นกินเงินเพื่อนฝูงเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "ไพ่เงิน" (Money Cards) ที่พิมพ์สัญลักษณ์เงินตราลงไป เป็นการรวมความสนุกกับอำนาจซื้อขายไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในเวลาต่อมา อีกซีกโลกหนึ่ง อาณาจักรมัมลุกในอียิปต์ก็รับไม้ต่อ จนกระทั่งมันเดินทางเข้าสู่ยุโรปในศตวรรษที่ 14 และถูกชาวฝรั่งเศสจับเอาระบบชนชั้นใส่ลงบนสำรับ ทั้งอัศวิน นักบวช พ่อค้า และชาวนา กลายเป็นโพดำ โพแดง ข้าวหลามตัด และดอกจิก ที่เราแจกกันอยู่ทุกวันนี้ น่าทึ่งมากนะครับที่คนเรามักใส่ตัวตนและสภาพแวดล้อมของตัวเองไปในทุกๆอย่างได้ เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

แต่จุดที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ "เส้นแบ่ง" ระหว่างไพ่ที่เอาไว้เล่นกับไพ่ที่เอาไว้สะสมครับ ถ้าท่านผู้อ่านใช้ไพ่ขอบทองใบละพันไปสับเล่นในวงรัมมี่ เพื่อนอาจจะมองว่าท่านมีเงินเหลือใช้เกินไปหน่อย เพราะไพ่ในหมวดนี้มักจะแพง อย่างรุ่น DMC Elites V5 สีเทา-ดำที่ดูเรียบหรู มาถ่าย Macro (ถ่ายใกล้) ท่านผู้อ่านจะเห็นแค่ลายกราฟิกพ่นทรายที่ดูเหมือนพรมเปอร์เซียยุคใหม่ ที่ถ้าท่านถือไพ่ห่างจากสายตาประมาณ 1 ฟุต แล้วปล่อยตาให้เบลอนิดๆ (เหมือนตอนเราพยายามมองภาพ 3 มิติในหนังสือสมัยก่อน) ลายเหล่านั้นจะรวมตัวกันกลายเป็นตัวอักษรและตัวเลขจิ๋วๆ มันคือระบบ Optical Deception ที่ถ้าเรามองให้ถูกมุม เราจะเห็นเลขหน้าไพ่ชัดแจ๋ว เช่น "9S" (9 โพดำ) หรือ "QH" (แหม่มโพแดง) ฟังดูสนุกดีใช่มั้ยครับ แต่นี่คือความแสบสันของนวัตกรรมการพิมพ์ที่ทำให้กระดาษธรรมดากลายเป็นของล้ำค่า

แต่ถ้าท่านผู้อ่านชอบความซับซ้อนระดับ "Enigma" ผมขอแนะนำสำรับ Butterfly Playing Cards ของคุณ Ondrej Psenicka ที่ความลับมันอยู่ที่ "ขอบไพ่" (Edge Marking) ครับ ถ้าถ่ายรูปตอนกรีดไพ่เป็นพัด หรือถ่ายขอบด้านข้างของสำรับไพ่ขณะที่มันเรียงกันอยู่ ท่านจะเห็นลายเส้นเล็กๆ ที่ขอบซึ่งดูเหมือนลายผีเสื้อบินปกติ แต่จริงๆ แล้วมันคือตัวบอกได้ว่ามีไพ่ใบไหนหายไปจากสำรับหรือไม่ หรือมีใบไหนถูกขยับ ระบบนี้ซับซ้อนจนต้องมีสมุดคู่มือสอนอ่านแถมมาในกล่อง

หรือถ้าท่านผู้อ่านอยากได้ฟีลแบบ "สายลับ 007" ก็ต้องสำรับที่พิมพ์ด้วย "หมึกอินฟราเรด" (Infrared Ink) ครับ นี่คือไพ่ระดับสูงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นรหัสใดๆ ทั้งสิ้น ต้องใส่คอนแทคเลนส์พิเศษหรือแว่นกรองแสงเฉพาะทาง ลายหลังไพ่จะสว่างขึ้นมาบอกเลขและดอกทันที เป็นเทคโนโลยีที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ

แล้วเรามองเห็นอะไรอีก ผมเห็นความเชื่อมโยงของมันกับการ์ดนักฟุตบอล การ์ดเกมส์และการ์ดสำหรับสะสม แล้วไพ่มันไปเกี่ยวอะไรด้วย ผมอยากจะบอกว่าพวกมันมี DNA เดียวกันเป๊ะครับ ยุคหนึ่งบริษัทบุหรี่พิมพ์การ์ดรูปนักเบสบอลใส่ลงในซองเพียงเพื่อ "กันบุหรี่หัก" แต่แหมใครจะไปนึกว่าไอ้กระดาษค้ำซองพวกนั้นจะกลายเป็นสมบัติที่คนแย่งประมูลกันแพงกว่าคฤหาสน์ในเวลาต่อมา แม้แต่ระบบธาตุใน Pokémon หรือพลังในการ์ด Magic: The Gathering ก็ล้วนแต่แตกหน่อมาจากระบบของไพ่ป๊อกโบราณทั้งสิ้น

ในกระดาษขนาดมาตรฐาน 3.5 x 2.5 นิ้วในโลกของนักสะสมทุกวันนี้ มันเป็นได้ทุกอย่างครับ ตั้งแต่การ์ดกีฬาที่มีเศษเสื้อนักเตะฝังอยู่ ไปจนถึงการ์ดคนดังที่มีเส้นผมจริงๆ ของบุคคลในประวัติศาสตร์สอดไส้ไว้ (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะดูขลังหรือดูสยองดี) แต่ไม่ว่ามันจะเป็นรูปแบบไหน หัวใจสำคัญคือ "ความหายากที่ตรวจสอบได้" ครับ ปัจจุบันเราไม่ได้ประเมินค่ากันด้วยความชอบส่วนตัวอย่างเดียว แต่เรามีการให้คะแนน(Grading) เหมือนเราส่งกระดาษไปสอบไล่ ถ้าได้เกรด 10 มูลค่าก็พุ่งไปดวงจันทร์ แต่ถ้ามีรอยขีดข่วนจิ๋วเดียว ราคาก็ร่วงกราวลงเหวแบบกู่ไม่กลับ

ในวงการนี้ "สภาพ" คือตัวตัดสินราคาแบบขาดกระเด็นเลยครับ นักสะสมเขาจะมีสถาบันที่เชื่อถือได้ทั่วโลกอย่าง PSA หรือ BGS ที่เราต้องส่งการ์ดไปให้ผู้เชี่ยวชาญเขาใช้กล้องขยายส่องดูทุกตารางมิลลิเมตร เขาจะดูตั้งแต่รอยขีดข่วนจิ๋วๆ รอยขนแมวหรือความเป๊ะของการตัดขอบ (Centering) แล้วเขาก็จะให้คะแนนมาตั้งแต่ 1 ถึง 10 ครับ ถ้าการ์ดใบไหนได้คะแนนเต็ม 10 ราคาก็จะพุ่งไปไกลมาก แต่ถ้ามีรอยนิดเดียวคะแนนตกลงมาเหลือ 8 หรือ 9 ราคาก็หายไปเกินครึ่งทันที มันคือความเนี๊ยบระดับที่ตาเปล่าเรามองไม่เห็น แต่คนในวงการเขาซีเรียสกันมาก เพราะมันคือสิ่งที่ยืนยันว่าการ์ดใบนี้ "สมบูรณ์แบบ" จริงๆ ครับ

ถ้าท่านผู้อ่านคิดว่าการซื้อรถสปอร์ตสักคันเป็นการฟุ่มเฟือย ผมอยากให้ท่านลองดูราคาของ "กระดาษแผ่นเดียว" ในตลาดประมูลปี 2026 นี้ดูครับ อย่าง Sports Cards หรือการ์ดกีฬา ในสายตาของคนนอก มันอาจจะเป็นแค่รูปถ่ายนักเบสบอลหรือนักเตะพรีเมียร์ลีกที่ความละเอียดภาพสู้ทีวี 4K ไม่ได้ด้วยซ้ำ ในการ์ดบางใบมีการฝังเศษเสื้อแข่งที่นักกีฬาใส่ลงสนามจริงหรือมีชิ้นส่วนโลโก้จากเสื้อแข่งจริงอย่าง Michael Jordan หรือ LeBron James ในสภาพเกรดพรีเมียม ปัจจุบันซื้อขายกันในระดับ 10-12 ล้านเหรียญ
(ประมาณ 360-440 ล้านบาท) ขึ้นไปทั้งสิ้นหรือแม้แต่ชิ้นส่วนรองเท้าที่ผ่านเหงื่อไคลของไอดอลมาแล้ว ผมมักจะแอบสงสัยอยู่เงียบๆ ว่า เรากำลังสะสมความเก่งกาจและความสำเร็จของพวกเขาซึ่งมูลค่าของความเชื่อนี้สูงลิ่วจนการ์ดใบเดียวที่มีลายเซ็นระดับตำนาน อาจจะมีราคาแพงกว่าบ้านทั้งหลังที่เราอาศัยอยู่เสียอีก

ในโลกของ TCG (Trading Card Games) ความบ้าคลั่งไม่น้อยหน้ากันเลย ล่าสุดเมื่อต้นปี 2026 นี้เอง การ์ด Pikachu Illustrator เกรด PSA 10 (ซึ่งมีอยู่ใบเดียวในโลกที่สภาพสมบูรณ์ขนาดนี้) ที่เคยเป็นสมบัติของ Logan Paul ถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึง 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 ล้านบาท! ใช่ครับ ท่านอ่านไม่ผิด การ์ดใบนี้ได้รับการรับรองจาก Guiness World Record โดย Logan Paul ซื้อมาในราคาประมาณ 5.275 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 (ประมาณ 180-200 ล้านบาทในขณะนั้น) ก่อนจะสร้างสถิติใหม่ด้วยราคาขายสูงกว่า 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 500-560 ล้านบาท) คิดดูสิครับ กระดาษรูปหนูสีเหลืองถือพู่กันใบเดียวมีค่าเท่ากับเพนท์เฮาส์หรูใจกลางกรุงปักกิ่งหรือลอนดอนได้เลย หรือแม้แต่ในจักรวาล Lord of the Rings ของเกม Magic: The Gathering การ์ดที่มีใบเดียวในโลกอย่าง The One Ring (001/001) ก็ถูกเปลี่ยนมือกันในราคาที่เกิน 2 ล้านเหรียญ (กว่า 70 ล้านบาท) ไปเป็นที่เรียบร้อย

แล้วอะไรบ้างที่ถูกนับเป็น "การ์ดสะสม" ในปัจจุบัน? ผมบอกได้เลยว่าแทบจะทุกอย่างครับ ตั้งแต่การ์ดรูปดารา K-Pop ที่เหล่าแฟนคลับยอมซื้ออัลบั้มซ้ำๆ เป็นร้อยแผ่นเพียงเพื่อให้ได้รูปเซลฟี่ใบเล็กๆ ของศิลปิน (Photocards) ไปจนถึงการ์ด Marvel ที่มีชิ้นส่วนฟิล์มหนังจริงๆ ฝังอยู่ข้างใน ทุกอย่างถูกสร้างและออกแบบ เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในตัวพวกเรา

แต่สำหรับนักสะสม ไพ่ป๊อก (Playing Cards) มูลค่าอาจไม่ได้พุ่งไปถึงหลักร้อยล้านเหมือนการ์ดกีฬา แต่มันมีความ "ขลัง" ในแง่ของจำนวนที่จำกัดครับ อย่างสำรับ Jerry’s Nugget รุ่นดั้งเดิมจากปี 1970 (ที่ไม่ใช่รุ่น Re-print) ปัจจุบันถ้าสภาพดีๆ ซีลเดิมไม่แกะ ราคาดีดไปถึงสำรับละ 15,000 - 20,000 บาท ได้ง่ายๆ ทั้งที่ตอนผลิตออกมามันถูกวางขายในคาสิโนแค่สำรับละไม่กี่เหรียญ หรือไพ่รุ่นหายากของ Stockholm17 หรือ Lotrek ที่ผลิตออกมาแค่ไม่กี่ร้อยสำรับ ราคาในตลาดรองมักจะพุ่งไป 5-10 เท่าของราคาเปิดตัวทันทีที่ของหมดสต็อก

ดังนั้นก่อนที่ท่านจะโยนการ์ดใบเก่าที่บ้านทิ้ง หรือมองข้ามสำรับไพ่ดีไซน์แปลกๆ ผมแนะนำให้ท่านลองเช็คราคากลางใน eBay หรือส่งไปส่องเกรดดูสักนิดครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นโยนสินทรัพย์ทิ้งไปเปล่าๆ

ทั้งหมดนี้มันคือการที่ "ไพ่" เปลี่ยนตัวเองจากของเอาไว้เล่นสนุกๆ กลายมาเป็นของสะสมที่มีค่า มีเรื่องราว และบ่งบอกรสนิยมของคนเก็บไปแล้วครับ ตราบใดที่เรารู้สึกว่ามันมีสตอรี่ มีความลับ หรือมีประวัติศาสตร์บางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน... ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะเอามันไปใส่ตลับพลาสติกซีลไว้อย่างดีจนเอาออกมาสับเล่นไม่ได้อีกเลยก็ตาม แต่นั่นแหละครับคือเสน่ห์ที่เรายอมจ่าย

ทีนี้ถ้าเราจะเริ่มเก็บในไทย เราต้องไปที่ไหน? สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึก "คันไม้คันมือ" อยากจะลองเข้าวงการดูบ้าง ผมบอกเลยว่าในกรุงเทพฯ เรามีแหล่งรวมตัวของนักสะสมที่ไปเดินได้สนุกๆ หลายที่ครับ

ถ้าชอบแนวไพ่ป๊อกดีไซน์สวยๆ หรือไพ่มายากลที่มีรหัสลับแบบที่ผมเล่าไป ผมแนะนำให้พุ่งตัวไปที่ Mega Plaza สะพานเหล็ก ครับ ที่นั่นมีร้านอย่าง The CardZ Shop ที่รวมไพ่หายากไว้เยอะมาก หรือถ้าอยากได้แนวหรูๆ หน่อย ลองแวะไปดูที่ Kinokuniya สาขาสยามพารากอน โซนไพ่ทาโรต์และไพ่อาร์ตของเขาใหญ่โตและมีของแปลกๆ ให้ดูเยอะทีเดียว

ส่วนสายการ์ดกีฬาหรือการ์ดเกม แหล่งใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็ยังเป็น Mega Plaza และ MBK Center ครับ มีร้านเฉพาะทางที่เขารับ "ตัดเกรด" การ์ดให้ด้วย เผื่อใครมีการ์ดเก่าที่บ้านแล้วอยากรู้ว่ามันมีราคาหลักแสนอย่างที่เขาว่ากันจริงไหม ก็เอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร้านเหล่านี้ช่วยดูได้ครับ หรือถ้าชอบบรรยากาศชิลๆ นั่งเล่นการ์ดคุยกับเพื่อนได้ด้วย ลองไปแถวลาดพร้าวที่ร้าน Nx Gallery หรือย่านสุขุมวิทที่ Battlefield Bangkok ก็เป็นจุดนัดพบที่ดีครับ

ผมอยากฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าท่านจะเก็บไพ่ใบละร้อยหรือการ์ดใบละล้าน ขอให้เก็บเพราะท่าน "ชอบ" และ "อิน" กับเรื่องราวของมันจริงๆ ครับ เพราะราคาในตลาดมันอาจจะขึ้นหรือลงตามกระแสได้เสมอ และคุณค่าที่เราให้กับสิ่งที่เรารัก คือมูลค่าที่แท้จริงที่ไม่มีใครมาประเมินเกรดให้เราได้ นอกจากตัวเราเองครับ

แถมท้าย ผมรวมลิสต์ร้านมาให้ดูง่ายๆ เช็คมาให้แล้วครับ
The CardZ Shop (Mega Plaza / MBK): ยังอยู่ดีและเป็นเบอร์ต้นๆ ของไทยครับ เขามีหลายสาขาและเพิ่งขยายโซนรับ "ตัดเกรด" การ์ด (Grading) แบบเป็นทางการด้วย สบายใจได้ครับ

Kinokuniya (Siam Paragon): ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่เจ้าเดิม ที่นี่ยังคงรักษาโซนไพ่ทาโรต์และไพ่ดีไซน์ไว้ได้เหนียวแน่นที่สุดในไทยครับ

Mega Plaza & MBK Center: สองห้างนี้ตอนนี้กลายเป็น "Hub" ของคนรักของเล่นและการ์ดสะสมไปแล้วครับ ร้านค้ารายย่อยอาจจะมีเปลี่ยนหน้าบ้าง แต่โซนการ์ดยังคึกคักเหมือนเดิม

Nx Gallery (ลาดพร้าว): ร้านนี้ยังเป็นศูนย์รวมของสายการ์ดเกม (TCG) ที่ใหญ่มากครับ เขามีจัดแข่งบ่อยๆ
Battlefield Bangkok (สุขุมวิท 101/1): ร้านระดับตำนานของสายบอร์ดเกมและการ์ดเกม บรรยากาศยังอบอุ่นเหมือนเดิมครับ

ก่อนไปอย่าลืมเช็กหน้าเพจ Facebook ของร้านอีกทีนะ" เพราะบางร้านเขาอาจจะมีวันหยุดพิเศษหรือย้ายห้องภายในห้างบ้าง

แล้วพบกันใหม่ครับ
วิม โมราห์วง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


24 ถนน ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ
Bangkok
10250