20/08/2024
ถ้าคุณคว้าแชมป์โอลิมปิก ตามหลักก็คงให้สัมภาษณ์ ขอบคุณคนโน้นคนนี้ หรือไม่ ก็ขอบคุณสมาคม ที่ช่วยผลักดันตัวเองจนประสบความสำเร็จ
แต่กรณีของ อัน เซ-ยอง นักแบดมินตันเหรียญทอง ไม่เพียงแต่จะไม่ขอบคุณ เธอยังถือโอกาสนี้ ด่าสมาคมแบดมินตันเกาหลีใต้แบบยับเยินเลยทีเดียว
อัน เซ-ยอง (22 ปี) คือนักแบดเกาหลีใต้คนแรกในรอบ 16 ปี ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จ โดยในการแข่งประเภทหญิงเดี่ยวที่ปารีส เธอผ่านคู่แข่งยากๆ จนเป็นแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่มากๆ
ตอนเป็นเยาวชน อัน เซ-ยอง มีฉายาว่า "เด็กอัจฉริยะ" เพราะเธอติดทีมชาติตั้งแต่เรียน ม.3
ไอดอลในสมัยเด็กของเธอ คือรัชนก อินทนนท์ ช่วงที่อัน เซ-ยอง เริ่มลงแข่งระดับนานาชาติ เป็นช่วงที่เมย์ คือมือหนึ่งของโลก
จากรุกกี้โนเนม เธอค่อยๆ ไต่เต้ามาเรื่อยๆ จนก้าวไปถึงมือหนึ่งของโลก และได้เหรียญทองโอลิมปิกในที่สุด
ในวันที่ชนะ เหอ ปิง เจียว ในรอบชิงชนะเลิศที่ปารีส พอร้องเพลงชาติเสร็จ เธอเดินมายังเขตมิกซ์โซน ที่มีนักข่าวรอสัมภาษณ์อยู่
ตอนแรกทุกคนคิดว่าเธอจะพูดเรื่องราวดีๆ ซึ้งๆ ส่งความสุขให้กองเชียร์ ให้ครอบครัว แต่ไม่ใช่เลย เธอเปิดหน้าใส่ยับ โดยพูดว่า "ที่ผ่านมา ฉันอดทนอย่างหนักมาตลอด 7 ปี"
อะไรที่อัน เซ-ยอง ต้องอดทนมาตลอด 7 ปี?
2 เหตุผลหลักๆ ที่เธอไม่มีความสุข ประกอบด้วย เรื่องที่ 1 การโดนปฏิบัติที่ไม่ดี จากรุ่นพี่ในทีมชาติ และ เรื่องที่ 2 คือการจัดสรรรายได้ ที่ตัวเธอมองว่าไม่เป็นธรรม
เรื่องแรกในประเด็นรุ่นพี่นั้น อัน เซ-ยอง ถูกสมาคมแบดมินตัน เรียกตัวมาติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 15
ในกิจวัตรประจำวัน เธอต้องซ้อมแบดมินตันเป็นหลักก็จริง แต่ด้วยความที่เธอเป็นรุ่นน้อง มีอายุน้อยที่สุดในทีมชาติ ทำให้เธอต้องมีสภาพเป็น "เบ๊" คอยรับใช้รุ่นพี่ทุกอย่าง
เวลาเส้นเอ็นไม้แบดขาด อัน เซ-ยอง ต้องขึ้นใหม่ให้รุ่นพี่ นอกจากนั้นต้องทำความสะอาดห้องนอน และ ซักผ้า ทำงานเหมือนเป็นข้ารับใช้ จนเธอบอกว่า เหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ
การเป็นนักกีฬา ตามหลักแล้วก็น่าจะเน้นที่เรื่องซ้อมอย่างเดียว แต่นี่ไม่ใช่ เธอต้องมาทำความสะอาดให้คนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย
จริงๆ ในวัย 15 ปี อัน เซ-ยอง เป็นแชมป์เยาวชนเอเชีย และได้เหรียญทองแดงเยาวชนโลกมาแล้ว แต่เมื่อกลับมาอยู่ในแคมป์กับกลุ่มรุ่นพี่ เธอก็แปลงสถานะกลับไปเป็นเบ๊ แบบงงๆ
เรื่องนี้พ่อแม่ของอัน เซ-ยอง เคยไปด่าสมาคมแบดมินตันมาแล้ว ใครจะไปเชื่อว่า ต้นปีมานี้ เธอยังเป็นเบ๊อยู่เลย ทั้งๆ ที่ขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกแล้วด้วยซ้ำ
ที่น่าเซอร์ไพรส์ก็คือ สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติก็สนับสนุน ระบบแบบนี้ว่ารุ่นน้องต้องทำงานให้รุ่นพี่ โดยบอกว่า นี่คือ "ธรรมเนียมดั้งเดิม" ที่ใช้กันมานาน และไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายขนาดนั้น
นี่เป็นเรื่องที่แปลกดี ลองคิดดูว่า ถ้าเป็นน้องเมย์-รัชนก ได้แชมป์เยาวชนโลกตั้งแต่ 14 จะมีรุ่นพี่คนไหน กล้าใช้น้องเมย์ไปซักผ้าให้ไหม? สมมุติเป็นที่ไทยคงจะบอกว่า "เมย์ตั้งใจซ้อมไปเถอะนะ" แบบนี้แน่นอนล่ะครับ
แต่ที่เกาหลีใต้นั้น วัฒนธรรม รุ่นพี่-รุ่นน้อง มีการลำดับขั้นกันอย่างรุนแรงมาก ซึ่งหลังจากอัน เซ-ยอง ระเบิดลง ก็มีนักกีฬาหลายคนเล่าให้ฟังว่า "โดนเหมือนกัน"
คิม ยอน-คย็อง นักวอลเลย์บอลในตำนานของเกาหลีใต้ เล่าว่า "ในสมัยเป็นรุ่นน้อง ฉันต้องตื่นเช้ามากๆ เพื่อมาทำความสะอาด และซักผ้าให้ทุกคน เสื้อผ้ามันกองสูงเป็นภูเขา คือต้องทำทุกอย่างให้เสร็จถึงจะได้กินอาหารเช้า แล้วถ้าวันไหนฉันนอนตื่นสาย ก็จะโดนทำร้ายให้เจ็บตัว"
"หลังจากต้องซักผ้าแบบนี้ซ้ำๆ 1-2 ปี ฉันก็ไม่รู้ว่า ฉันมาซ้อมกีฬาหรือมาซักผ้า ฉันตั้งใจจะเล่นวอลเลย์บอล แต่กลับเสียเวลาไปกับการทำงานบ้านมากกว่าเล่นวอลเลย์บอลเสียอีก"
นี่เป็นประเด็นใหญ่ ที่อยู่ในวัฒนธรรมของเกาหลี ซึ่งการที่เด็กเจเนเรชั่นใหม่อย่าง อัน เซ-ยอง กล้าพูดขึ้นมา บางทีอาจทำให้ผู้คนฉุกคิดมากขึ้น ว่าธรรมเนียมรุ่นพี่-รุ่นน้อง มันยังควรจะเข้มข้นเบอร์นั้นอยู่ไหม
นั่นคือเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่ 2 ที่น่าสนใจพอๆ กัน ที่ทำให้เธอไม่มีความสุข คือเรื่องรายได้
อธิบายคือ ที่ประเทศเกาหลีใต้นั้น สมาคมแบดมินตันออกกฎเหล็กว่า นักกีฬาห้ามรับสปอนเซอร์ส่วนตัว โดยเฉพาะถ้าเป็นคู่แข่งกับสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับสมาคม
ตัวอย่างเช่น สมาคมแบดมินตันเกาหลีใต้ เซ็นสัญญากับโยเน็กซ์ ปีละ 2.9 ล้านดอลลาร์ (101 ล้านบาท) แปลว่านักกีฬาจะไม่สามารถเซ็นสัญญากับแบรนด์ของคู่แข่งอื่นๆ ได้เลย
นั่นคือเหตุผลที่ทั้งตัวของอัน เซ-ยอง ตั้งแต่เสื้อ กระโปรง รองเท้า ไม้แบด ต้องใช้ของโยเน็กซ์ทั้งหมด
จริงๆ เธอมีแบรนด์ดังๆ อย่างไนกี้ ติดต่อมาขอเป็นสปอนเซอร์ แต่ก็ต้องปฏิเสธไป เพราะถ้าทำผิดกฎ ก็อาจมีปัญหากับสมาคมได้
อัน เซ-ยอง วิจารณ์ว่ากฎนี้ เป็นการกดขี่รายได้ เพราะนักกีฬาแต่ละคนก็น่าจะมีสิทธิ์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ใครก็ได้ทั้งนั้น
อย่างเสื้อผ้า ยังพอเข้าใจ แต่พวกไม้แบด หรือ รองเท้า ที่เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ performance โดยตรง มันไม่ควรต้องมาเข้มงวดกันขนาดนั้น
ในปี 2023 อัน เซ-ยอง คว้าแชมป์ไป 8 รายการ ทำเงินรางวัลไปทั้งหมด 628,020 ดอลลาร์ และได้เงินค่าจ้างจากต้นสังกัด ซัมซุง ไลฟ์ อินชัวแรนซ์ อีกจำนวนหนึ่ง รวมแล้วเธอได้เงินตลอดปี กลมๆ ประมาณ 23 ล้านบาท
ถามว่าเยอะไหม? ก็เยอะ แต่เทียบไม่ได้เลย กับนักกีฬาคนอื่นๆ ที่รับสปอนเซอร์ได้อย่างอิสระ
ตัวอย่างเช่น พีวี สินธุ นักแบดมินตันหญิงจากอินเดีย ที่ทำเงินจากการแข่งไปได้แค่ 1 แสนดอลลาร์ แต่ทำเงินจากค่าโฆษณา ไป 7 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งปี พีวี สินธุ ทำเงินไป 7.1 ล้านดอลลาร์ (248 ล้านบาท) มากกว่าอัน เซ-ยอง 10 เท่า
สาเหตุเพราะที่อินเดียไม่ได้มีกฎเกณฑ์เรื่องโฆษณา ใครอยากจะรับอะไรก็รับเลย ทำให้ปีที่แล้ว พีวี สินธุ รับโฆษณาไป 17 ชิ้น หนึ่งในนั้นคือ รองเท้าแบรนด์ Li-Ning
การมีสปอนเซอร์เพียบ ทำให้สินธุรวยมหาศาล ทั้งๆ ที่ ผลงานแบดมินตันตอนนี้ อยู่เพียงอันดับที่ 12 ของโลกด้วยซ้ำ แต่กลับได้เงินเยอะกว่าอัน เซ-ยองที่อยู่อันดับ 1 ของโลกแบบเทียบไม่ติด
เมื่อมีรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะกฎของสมาคมที่บล็อกอยู่ ทำให้อัน เซ-ยอง รู้สึกไม่แฟร์ ช่วงชีวิตนักกีฬามันสั้นนิดเดียว คนเก่งๆ ก็ควรทำเงินได้เยอะๆ ไม่ใช่หรือ?
แต่ฝั่งสมาคมแบดมินตันเกาหลี อธิบายว่าที่ต้องบังคับใช้กฎแบบนี้ เพื่อเรียกเงินจากสปอนเซอร์เข้าสมาคมให้ได้มากที่สุด
ลองคิดดูว่า ถ้า อัน เซ-ยอง ใช้สินค้ายี่ห้ออื่น แบรนด์โยเน็กซ์ ก็อาจจะจ่ายเงินให้สมาคมน้อยลงกว่าเดิม และเมื่อได้เงินน้อยลง สมาคมจะเอาเงินที่ไหน ไปพัฒนานักกีฬาเยาวชนตัวเล็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาได้
ดังนั้นถ้าคุณอยากให้วงการแบดมินตันของประเทศเติบโต การเสียสละ เพื่อให้รายได้หมุนไปสู่เยาวชนและนักกีฬาคนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น
นี่เป็นเรื่องที่สองฝั่งเห็นต่างกัน คนหนึ่งมองว่านักกีฬาควรได้รับทุกอย่างตามความสามารถของตัวเอง แต่อีกฝ่ายบอกว่า คนที่เก่ง ก็ควรช่วยคนที่ด้อยโอกาสสิ วงการมันจะได้โตไปพร้อมๆ กัน
เงื่อนไขที่นักกีฬาเกาหลีจะไปรับสปอนเซอร์ได้ โดยไม่ต้องสนใจสมาคม คือตัวนักแบดมินตันหญิงต้องอายุเกิน 27 ปี และ นักแบดชายต้องอายุ 28 ปี
แต่ถ้าคิดตามจริง อายุขนาดนั้น ก็อยู่ในช่วงขาลงของอาชีพแล้ว มันจะไปโกยเงินได้เยอะ เท่าตอนยี่สิบต้นๆ ได้อย่างไร
จริงๆ ในแถลงการณ์ของอัน เซ-ยอง ซัดสมาคมเละ ในหลายๆ ประเด็นยิ่งกว่านี้อีก ซึ่งก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย กระทรวงวัฒนธรรม ท่องเที่ยว และกีฬาของเกาหลี ต้องลงมาสืบสวน เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆ ฝ่าย
ตามจริงแล้ว ปกตินักกีฬาคนหนึ่ง ไม่มีทางที่จะงัดกับสมาคมได้ แต่กับกรณีของอัน เซ-ยอง ก็เป็นอีกเรื่อง เพราะเธอคือเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก การพูดอะไรสักอย่างมันย่อมมีพาวเวอร์มากๆ อยู่แล้ว
เรื่องราวก็เลยจบลงตรงนี้ชั่วคราว จากนี้ไปก็รอการสืบสวนของกระทรวงกีฬากันไปก่อน
แต่เราก็ต้องยอมรับว่า นี่เป็นดราม่าใหญ่ของวงการกีฬาเกาหลีใต้ เพราะมันลามไปถึงสมาคมอื่นๆ ด้วย สังคมตั้งคำถามว่า แต่ละสมาคมมีการปฏิบัติกับนักกีฬาอย่างไร มีระบบเบ๊ และระบบที่เอารัดเอาเปรียบนักกีฬาซ่อนอยู่หรือเปล่า
ย้อนกลับไปที่เรื่อง "รุ่นน้องต้องยอมทำให้รุ่นพี่" ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจดี ที่มันอยู่คู่กับเกาหลีใต้มาตลอด ทั้งๆ ที่ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว
มีคนกล่าวไว้บ่อยครั้ง ว่าระบบโซตัส การมีลำดับขั้นที่ชัดเจน ทำให้เกาหลีใต้เติบโตรวดเร็ว วงการกีฬาก็แข็งแกร่ง เพราะนักกีฬาจะมีวินัยสูงมาก
แต่สิ่งที่ต้องแลกมา ก็คือความเครียดมหาศาล
นักกีฬาหลายคน ทนรับแรงกดดันทั้งกายและใจไม่ได้ ต้องเลิกเล่นไปเลยก็มี บางคนโดนบุลลี่หนัก จนพยายามปลิดชีวิตตัวเองก็มีให้เห็นมาแล้ว
ความสำเร็จมากมาย ก็ใช่ แต่มันต้องแลกมากับความเครียดสะสมในชีวิต
ส่วนคำตอบว่าคุ้มหรือไม่ ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคนครับผม
18/06/2024
09/11/2020
05/10/2020
02/10/2020
19/05/2018
15/03/2018