Libero Shoot

Libero Shoot

แชร์

เสน่ห์มนต์ขลัง ลูกหนังยุคคลาสสิก

13/07/2026

📰 นั่นหัตถ์พระเจ้า หรือมือผมกันแน่?
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

🗣️ "คนอย่างผมน่ะ พวกคุณจำเอาไว้เลยนะ ผมเป็นคนที่ปากตรงกับใจตัวเองเสมอ ผมไม่ปากอย่างใจอย่างเหมือนคนอื่นเค้าหรอก"

อื้มมมมม ดีเอโก้ 🤔

ปี 1986 คุณบอกกับคนทั้งโลกว่า ลูกแรกที่คุณสังหารด้วยการชกบอลเข้าไปได้นั้น มันคือ "หัตถ์พระเจ้า" ซึ่งคนที่รักในความแฟร์ โดยเฉพาะแฟนอังกฤษ 🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 ต่างก็มองว่า มันเป็นคำแก้เขินของคุณชัด ๆ

และคุณก็ยึดมั่นในความรู้สึกนี้ของตัวเองมาตลอด 4 ปี จนในที่สุด วันแห่งการสารภาพของบาปของคุณก็มาถึง

..

ณ วันหนึ่ง ในเดือนมีนาคม ปี 1990 ดีเอโก้ มาราโดน่า ไปออกรายการทีวีรายการหนึ่งของอิตาลี 🇮🇹 และท่ามกลางคนดูที่เฝ้าชมผ่านหน้าจอกันทั้งประเทศอย่างใจจดใจจ่อ มาราโดน่าก็ได้เผยคำยอมรับถึงเหตุการณ์ "Hand of God" ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจโดยปราศจากคำโกหกใด ๆ ทั้งสิ้นว่า...

"มือที่ผมชกบอลเข้าไปใส่ประตูฝั่งอังกฤษนั้น แท้จริง มันคือผมเองครับ ไม่ใช่หัตถ์พระเจ้าแต่อย่างใดเลย" 🇦🇷

..

นี่แหละครับ ดังคำที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" คำโกหกใด ๆ ที่เราเคยพลั้งพูดออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด ถ้าสามัญสำนึกยังคงมีอยู่ในหัวใจ ยอมรับสารภาพในวันที่ยังมีชีวิตและลมหายใจ ก็ยังไม่สายเกินแก้นาาาาา...

ขอบคุณทุกสีสัน ขอบคุณทุกประสบการณ์ และขอบคุณทุกบทเรียนจากชีวิตคุณ ที่มอบให้เราเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องเตือนใจในการดำเนินชีวิตตลอดมาและตลอดไปครับ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 หนังสือ #มาราโดน่า เทพยดา ฤา ซาตานลูกหนัง โดย #ยอดชาดา
📸

11/07/2026

📰 ความไม่แอ็ก คืออาวุธลับของลินิเกอร์
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

"ความใจเย็น" คือคาถากำกับจิตคาถาเดียวที่ทำให้ แกรี่ ลินิเกอร์ ไม่เคยคิดที่อยากจะเข้าสกัดคู่แข่งคนไหนในสนามเลย แม้เขาจะเป็นคนขี้บ่นในสนามเยอะก็ตาม

"ไม่เคยมีกรรมการคนไหนเลยที่ต้องเดินมาบอกให้ผมใจเย็น เพราะผมใจเย็นตลอดเวลาอยู่แล้ว"

นั่นล่ะ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลอดระยะเวลา 16 ปีในการท่องยุทธภพ สุภาพบุรุษลูกหนังผู้นี้ ไม่เคยได้รับใบเหลือง 🟨 และใบแดง 🟥 จากท้าวมาลีวราชลูกหนังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ขนาดโดนนักเตะปารากวัยศอกในฟุตบอลโลกปี 1986 ลินิเกอร์ก็ไม่คิดที่จะลุกขึ้นมาตอบโต้แต่ประการใด ซึ่งผิดกับ แบร์รี่ ลินิเกอร์ ที่ตอนดูเกมถ่ายทอดสดนัดนี้จากเมืองเลสเตอร์นั้น ใจข้างในของคนเป็น "พ่อ" โกรธเดือด ผับ ๆ ๆ เป็นไฟลุกน่าดู ที่ลูกชายถูกกระทำแบบนั้น

"ผมโกรธมาก ตอนที่เห็นเขาโดนศอกเข้าที่คอในเกมเจอปารากวัย" 🇵🇾

"แต่ผมรู้ดีว่าแกรี่จะไม่เก็บมาใส่ใจ และเขาก็ไม่เคยคิดที่จะเอาคืนคู่แข่ง เพราะตลอดชีวิตการเป็นนักฟุตบอลที่ผ่านมา เขาไม่เคยโดนใบเหลืองหรือใบแดงไล่ออกจากสนามเลยแม้แต่ครั้งเดียวครับ" คำตอบจากปากของคนเป็นพ่อ ที่ทำอาชีพขายผลไม้ในเมืองเลสเตอร์ ปี 1986 ยืนยันได้ดี

"ถ้ามีคนพยายามเล่นตุกติกหรือยั่วยุเขาล่ะก็ เขาก็แค่หันไปยิ้มให้คนพวกนั้น เพราะเขาคิดว่า การทำแบบนั้น มันย่อมได้ผลดีกว่า"

อย่างที่แกรี่ ลินิเกอร์ เคยบอกกับ ไมกาห์ ริชาร์ดส และ อลัน เชียเรอร์ "ผมใจเย็นตลอดเวลาอยู่แล้ว รับรอง ไม่มีใครทำอะไรผมได้หรอก"

พ่อของแกรี่ ก็เชื่อมั่นในคำตอบของลูกแบบนั้นเหมือนกัน

"แกรี่เป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก สูงกว่าผมเยอะเลยล่ะ หู้ย! ถ้าเป็นผม...ผมคงตบะแตกและสวนกลับไปแล้ว"

นอกจาก "ความใจเย็น" ที่มีให้เห็นแล้ว

"ความอ่อนน้อมถ่อมตน" นี่แหละ คือเสน่ห์และอาวุธลับที่ซ่อนอยู่ในตัว แกรี่ ลินิเกอร์ อย่างแท้จริง

ผลงาน 6 ประตู พร้อมกับรองเท้าทองคำในฐานะดาวซัลโวประจำบอลโลก เม็กซิโก'86 แม้มันจะทำให้เขาได้แฟนคลับเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน หรือทำให้เขามีชื่อเสียงมากปานใด

แต่แกรี่ ไม่เคยทำตัวเป็นพวก "ซูเปอร์สตาร์" หรือเบ่งเป็นจอมหยิ่งทระนง ทำตัวมีปัญหา เรียกร้องความสนใจจากทุกคนที่พบเจอ

ไม่เลย...ไม่มีกระทั่งเป็นข่าวฉาวชีวิตส่วนตัวให้เห็นแม้กระผีก

คุณพ่อแบร์รี่ยกความดีความชอบทั้งหมดนี้ให้กับการเลี้ยงดูภายในครอบครัวของเขา ที่ทุกคนในบ้าน ต่างมอบความอบอุ่นให้กันและกันมาโดยตลอด แบบไม่ขาดตกบกพร่อง

"ตอนนี้พวกนักฟุตบอลดัง ๆ ก็เหมือนกับเหล่าป๊อปสตาร์ สิ่งยั่วยวนมันโผล่มารอบตัวเยอะ ผมน่ะ เห็นใจผู้เล่นบางคนจริง ๆ อย่าง จอร์จ เบสต์ ที่เริ่มต้นจากจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่สุดท้าย เขาก็หลงระเริงและเสียหลักออกไปในที่สุด"

"แต่สำหรับแกรี่ มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นไปได้เลย ตอนที่เขาเริ่มเป็นนักฟุตบอลใหม่ ๆ กับเลสเตอร์ ซิตี้ เขาก็ยังคงพักอาศัยอยู่กับเราที่บ้าน"

"ดังนั้น เรื่องอะไรที่มันจะไม่ดี คุณหายห่วงได้เลย เพราะแกรี่มีครอบครัวที่คอยดึงเขาให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเสมอ และเขาก็มีกิจกรรมที่ตัวเองชอบมากเลยก็คือ การออกไปตกปลา...เขาบ้าตกปลาเหมือนผมเลยล่ะครับ"

"เขาไม่ใช่คนประเภทชอบเก็บตัวลึกลับหรืออะไรทำนองนั้นนะ เขาเองก็ชอบไปสังสรรค์ ไปดื่มแก้วโปรดกับเพื่อน ๆ ในทีมหลังจบเกมเหมือนกันครับ"

"ตอนที่เขาเป็นวัยรุ่น เขาก็ชอบเที่ยวไปดิสโก้ในคืนวันเสาร์ แต่อย่างไรซะ ถ้าเป็นกลางคืนในวันธรรมดา เขาจะไม่ออกไปเที่ยวไหนเลยครับ ไม่แม้แต่จะไปเป็นขาประจำของไนท์คลับที่ไหนเลย"

ภาพที่ออกมา ดีแบบน้ำใสใจจริงขนาดนี้ สงสัยจริง ๆ ว่า ครอบครัวนี้ เลี้ยงลูกแบบตามใจบ้างหรือเปล่า?

"ไม่ครับ เราไมใช่ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบตามใจเลย ตอนเขายังเด็ก เขาเองก็มีบ้างที่โดนตีก้นเหมือนกันในเวลาที่ตัวเองทำตัวล้ำเส้น แต่จริง ๆ เขาเป็นเด็กที่สร้างปัญหาน้อยมาก"

ยิ่งพอแกรี่มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ๆ คนเป็นพ่ออย่างแบร์รี่ ก็หายห่วงในเรื่องนี้ได้ เพราะความไนซ์ ความแสนดีของเขา ไม่มีเปอร์เซ็นต์แนวโน้มที่จะออกไปทางตกต่ำได้เลย

"เรื่องการลืมตัวหรือทำตัวกร่าง ผมไม่ต้องเตือนเขาในเรื่องพวกนี้เลยครับ"

"ผมจำได้ว่า ผมเคยให้คำแนะนำกับเขาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น"

"ผมบอกเขาว่า...'ลูกจงพยายามปฏิบัติกับคนทุกคนด้วยความเคารพนบนอบเสมอนะ โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกกำลังขาขึ้น เพราะในขณะเดียวกัน ลูกเองก็ต้องมั่นใจด้วยว่า พวกเขาเหล่านี้ยังสามารถที่จะโอบกอดต้อนรับลูกในวันที่ลูกอยู่ในช่วงขาลงได้เช่นกัน"

เป็นความโชคดีเหลือหลายที่ครอบครัวของเขา ให้ความเป็น Positive อย่างดีกับแกรี่

ฉะนั้น ฉายา "มิสเตอร์ไนซ์กาย" ที่เขาได้รับมาประดับกำกับกายตัวเองมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เกินจริงแต่อย่างใด

ภาพจำดี ๆ เกี่ยวกับ แกรี่ ลินิเกอร์ เชื่อว่า ยังมีอีกเยอะแน่

และแฟน ๆ ล่ะครับ ภาพของเขาในความทรงจำของทุกคน ชอบโมเมนต์ไหนที่สุด??? เขียนพิมพ์มาเล่ากันได้เลยคร้าบ ❤

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #ฟุตบอลโลก
📸 #อังกฤษ #แกรี่ลินิเกอร์

07/07/2026

📰 ฌอง-มารี พัฟฟ์ ในสายตา เซปป์ ไมเออร์
🇩🇪 #ย่ำยุทธจักรบุนเดสลีกา

นับตั้งแต่ เซปป์ ไมเออร์ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ (รถยนต์ที่เขาขับคือ Mercedes 450 SEL) จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ถึงขั้นกะบังลมฉีกขาด และตับทะลุเข้าไปฝังอยู่ในปอด! ในวันที่ 14 ก.ค. 1979 และอำลาโลกลูกหนังที่เขารัก ด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดไปในปี 1980

คำถามที่หลายคนต้องการคำตอบ ตามมาเลยก็คือ ใครจะมาเป็นทายาท ยอดนายทวาร หมายเลข 1 ต่อจาก เซปป์ ไมเออร์ ในค่าย "เสือใต้"

วัลเทอร์ ยุงฮันส์? มานเฟรด มึลเลอร์? ถ้าถามแฟนไบเยิร์น มึนเช่น ตั้งแต่ครั้งอดีตมาจนปัจจุบันกันว่า 2 คนนี้ สามารถเข้ามาแทนที่ความยิ่งใหญ่ของอดีตนายทวารชุดแชมป์โลก 1974 ผู้นี้ได้มั้ย? ร้อยทั้งร้อย คงตอบว่า "ไม่"

แต่ในที่สุด ไบเยิร์น มึนเช่น ก็ใช้เวลาราว เกือบ 3 ปี กว่าที่จะได้ตัวแทนที่สมน้ำสมเนื้อมาครอบครองได้

'ฌอง-มารี พัฟฟ์' คือคน ๆ นั้น มือกาวทีมชาติเบลเยียม จากทีม เคเอสคา เบเฟอเริ่น ในวัย 28 ปี ด้วยสนนราคา 1 ล้านมาร์ก

และหมอ ก็ได้เข้ามายึดตำแหน่ง "ขวัญใจชาวใต้" ในถิ่น เซเบเนอร์ ชตราเซ่อ เป็นเวลาถึง 6 ปี จนขึ้นหิ้งตำนานของสโมสร เอฟเซ ไบเยิร์น มึนเช่น ตลอดกาลอย่างปราศจากข้อกังขาใด ๆ

เซปป์ ไมเออร์ เมื่อถูก แวร์เนอร์-โยฮันเนส มึลเลอร์ หนึ่งในกองบรรณาธิการของนิตยสาร คิคเคอร์ เยอรมัน จากปี 1982 ถามว่า...คิดเห็นอย่างไรบ้าง กับนายทวารหน้าใหม่ที่ชื่อ 'ฌอง-มารี พัฟฟ์' ที่บัดนี้ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากตัวเขา และกลายมาเป็นขวัญใจคนใหม่ของแฟนไบเยิร์นแล้ว?

คำตอบของเซปป์ แม้จะยาว แต่เนื้อหาในคำพูดนั้น ช่างมีความหมายและมีกำลังใจซ่อนอยู่ในนั้นเยอะนัก ทำเอาทั้งคนพูด คนอ่าน คนฟัง รู้สึกดีไปพร้อม ๆ กัน

"เขายอดเยี่ยมมาก ๆ ครับ!"

"ผมทั้งรู้สึกยินดีและก็ดีใจกับเขาเป็นอย่างยิ่ง มีน้อยคนนักที่จะทราบว่า จริง ๆ แล้ว ผมกับพัฟฟ์ เราเป็นเพื่อนสนิทที่นับถือเป็นพี่เป็นน้องกันมายาวนานมาก นับตั้งแต่ตอนที่พวกเราเคยเดินทางไปทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ด้วยกัน เมื่อครั้งอดีต รวมถึงฟุตบอลโลกที่สเปนครั้งที่ผ่านมาด้วย"

"ภาพที่ผมจำเกี่ยวกับตัวเขาได้ดีเลยก็คือ ตอนนั้น พัฟฟ์ มักจะมานั่งอยู่ตรงข้างหลังตาข่ายประตูฝั่งของผมเสมอ และก็คอยส่งเสียงให้กำลังใจผมอยู่ตลอด ราวกับเป็นแฟนตัวยงผมยังไงยังงั้น"

"ทุกครั้งที่ผมเซฟลูกอันตรายได้ เขาก็จะตะโกนลั่นขึ้นมาเสมอเลยว่า "บราโว่ เซปป์! มหัศจรรย์มาก เอาเลย เอาอีก!"

"ในสายตาของพัฟฟ์นั้น ผมเป็นเหมือนต้นแบบและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับตัวเขา และมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่วันนี้ เขาได้ย้ายมาอยู่กับไบเยิร์น และก็ประสบความสำเร็จกับการเล่นให้ที่นี่"

"และผมว่า ฟุตบอลบุนเดสลีกาจำเป็นต้องมีนักเตะคาแรกเตอร์แบบ ฌอง-มารี พัฟฟ์ เยอะ ๆ นะครับ"

"เขาเป็นนักเตะประเภทที่รู้จักรักษาความสัมพันธ์และรู้จักการมีส่วนร่วมกับเหล่าบรรดาแฟนบอลได้ดีมาก เป็นคนที่ชอบทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวเขามีความสุขอยู่เสมอ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับนักเตะยุคปัจจุบันหลายคน ที่มีนิสัยทั้งดื้อรั้นและก็ตึงเครียดมากจนเกินไป"

"นักเตะซูเปอร์สตาร์หลายคนในตอนนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหรือใส่ใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก ซึ่งนั่น...ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงมาก เพราะพฤติกรรมแบบนั้นมันรังแต่จะทำให้แฟนบอลรู้สึกอึดอัดและก็หงุดหงิด จนบางครั้งมันก็ทำให้แฟนบอลหันมาจับจ้องผิดและรอซ้ำเติมยามที่พวกเขาล้มหรือทำพลาด เพื่อต้องการที่จะระบายความอารมณ์เสียในตัวเองออกมา"

"แต่สำหรับสตาร์คนไหนที่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับแฟนบอล พวกเขาเองก็พร้อมที่จะให้อภัยในความผิดพลาดของคน ๆ นั้นได้ง่ายกว่าเยอะเลยครับ"

"เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมได้บอกไป ในมุมผมนั้น ทุกทีมในบุนเดสลีกา ควรที่จะผู้เล่นที่มีบุคลิกอย่างพัฟฟ์สัก 1-2 คนในทีมจริง ๆ เพราะมันจะช่วยทำให้บรรยากาศภายในทีมและในสนามมีความผ่อนคลาย สดชื่นสดใส และก็สนุกสนานมากขึ้น แถมยังช่วยลดความตึงเครียดภายในทีมลงไปได้เยอะด้วย แม้ในวันที่ทีมจะทำผลงานได้ไม่ดีก็ตาม"

ไม่แปลกใจเลย ที่ครู "ก.ป้อหล่วน" จะตั้งฉายา "ขวัญใจชาวใต้" ให้กับเขา เพราะ ฌอง-มารี พัฟฟ์ น่ารักแบบนี้นี่เอง

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 (30 ธันวาคม 1982)
📸 #บุนเดสลีกา

03/07/2026

ขอลงไว้เป็นความภาคภูมิใจเล็ก ๆ สักนิดนึงครับ พี่ซีน พี่นิหน่า ให้เกียรติมดตัวน้อย ๆ ตัวนี้มาก ในการพูดถึงผมออกทีวี (1 ก.ค.) ผ่านรายการ PPTV Sport Club ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์รายการนี้ร่วมกับพี่ฟลุ๊ค "จารย์หลา" ด้วย

คือว่า...ก่อนที่เยอรมนีจะแข่งกับปารากวัยแล้วแพ้ตกรอบ ผมได้พูดวิเคราะห์ทีมชาติอินทรีเหล็กทีมนี้ (ซึ่งผมรักและเชียร์) แล้วทำนายผ่านในคลิปตั้งแต่เริ่มวิแรกเลยว่า "เยอรมันอาจตกรอบเร็วกว่าคิด ถ้านาเกลสมันน์ยังเป็นแบบนี้อยู่" (หมายถึง ปัญหาเรื่องการโรเตชั่นผู้เล่นที่ยังแก้ไม่หาย)

ผมพูดแบบนั้นออกไปด้วยเนื้อหา ผ่านจากการดูเกมในรอบแบ่งกลุ่ม และการค้นหาข้อมูลอย่างหนักจากหลาย ๆ สำนักสื่อกีฬา โดยเฉพาะฝั่งของเยอรมัน

ตั้งใจดู ตั้งใจเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง เพื่อที่พอได้พูดออกไปแล้ว จะได้มั่นใจ ว่าสิ่งที่ผมนำเสนอแก่คนดูไปนั้น มันจริงเท็จประการใดยังไงบ้าง

และผลลัพธ์ที่ออกมา มันก็คือ ตกรอบและเร็วกว่าที่ผมคิดไว้จริง ๆ

ขอบคุณกำลังใจจากพี่ ๆ ทุกคนที่พีพีทีวี โดยเฉพาะฝั่ง Production Sports มาก ๆ ครับ และขอบคุณทุกคอมเมนต์จากทุกช่องทางของ PPTV Sports ที่ส่งเสียงชื่นชมมาถึงเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้ ขอบคุณจากหัวใจจริง ๆ ฮะ

ผมจะตั้งใจพัฒนาและทำงานตรงส่วนนี้ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไปฮะ

🙏 #ปรากลิเบอโร่
❤ #เยอรมนี
🎥 ขอบคุณพี่เบ็ค co-producer พี่ชายที่ช่วยทั้งอัดและตัดต่อคลิปนี้ให้น้องมาก ๆ ฮะ

27/06/2026

📰 ชเตฟาน โควาช "ครัฟฟ์ทำพลาดไปเรื่องหนึ่ง" 🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

มึนเช่น, เยอรมันตะวันตก ปี 1974

ชเตฟาน โควาช แฟนฟุตบอลขาเก๋าใครยังจำชื่อนี้กันได้บ้างครับ???

บุรุษชาวโรมาเนียผู้นี้ คือคนที่เข้ามารับไม้ต่อการคุมทีม อายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ต่อจาก รีนุส มิเคิลส์ ที่โบกมืออำลา ย้ายไปคุม บาร์เซโลน่า ที่สเปน และก็นำกองทัพหมายเลข 1 แห่งถิ่นกังหันต้องลม เป็นแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 ปีติดต่อกัน

ปีคอศอนั้น โควาช อยู่ในบทบาทกุนซือทีมชาติฝรั่งเศส

เกมนัดชิงชนะเลิศ 1974 ระหว่าง เยอรมันตะวันตก ของ เฮลมุท เชิน ประจัญบานกับ เนเธอร์แลนด์ ของ รินุส มิเคิลส์

แน่นอน โควาชคือหนึ่งในผู้ชมเกมนี้ และ หัวใจของเขา เทให้ฮอลแลนด์

การได้เห็นอดีตลูกทีมที่เขาเคยปลุกปล้ำเมื่อสมัยอยู่ค่ายอายักซ์ด้วยกัน วิ่งสู้ฟัดชนิดถวายหัวจนเหงื่อชุ่มตัวภายใต้เครื่องแบบอัศวินสีส้มแบบนั้น

นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาภาคภูมิใจ แม้ทีมจะพ่ายเป็นรองแชมป์โลกก็ตาม

หลังจบเกมประวัติศาสตร์ โควาชพยายามวิเคราะห์แต่ละจุดอย่างเป็นกลาง แม้เจ้าตัวจะเอาใจเชียร์บ้านดัตช์อย่างเต็มกำลัง ทีมที่มีส่วนสำคัญในการทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีสีสัน และน่าจดจำ ท่ามกลางสภาพอากาศที่บางครั้งก็มืดครื้มจนเหมือนทุกอย่างไม่ค่อยเป็นดั่งใจ

ทุกคนต่างพูดถึงลูกจุดโทษที่ โยฮัน ครัฟฟ์โดนฟาวล์ แล้ว โยฮัน เนสเกนส์ ก็ซัดประตูเปรี้ยงเข้าไปให้ฝั่งฮอลันดานำเร็วไปก่อน 1-0 ตั้งแต่เกมเริ่มไปได้ไม่ถึง 5 นาที ซึ่งนั่น กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางชะตาเกมในทุก ๆ ด้านของการชิงตำแหน่ง "จ้าวยุทธจักร" ครั้งที่ 10

..

📼 ถาม : คุณไม่คิดหรือว่า จุดโทษลูกนั้น มันจะทำให้พวกนักเตะฮอลแลนด์ผ่อนคลายเกมเกินไป จนกลายเป็นเหมือนดาบสองคมที่กลับมาทิ่มแทงตัวเองในภายหลังน่ะครับ?

🇷🇴 โควาช : ใช่ครับ ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยที่เกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก จะมีการเป่าจุดโทษตั้งแต่เข็มนาฬิกาเพิ่งจะเดินหน้าไปแค่ 1 นาทีแรกเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงจริง ๆ

คุณลองคิดถึงสมาธิที่ต้องใช้ในเกมระดับแบบนี้สิ เหตุการณ์ช็อกโลกตั้งแต่หัววันแบบนั้น ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจและความสมดุลของเหล่านักเตะอย่างแน่นอน และผมมั่นใจว่า มันได้ส่งพลังอิทธิพลต่อรูปเกมหลังจากนั้นเป็นอย่างมาก

📼 ถาม : แต่ ยอห์นนี่ เร็ป เอง ก็เคยพา อายักซ์ ซึ่งเจอสถานการณ์ที่คล้ายกันกับนัดนี้มาก ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ ที่เบลเกรด (ปี 1973 ชนะยูเวนตุส 1-0) ซึ่งตอนนั้น ปีกเนเธอร์แลนด์รายนี้ ก็จัดการซัดประตูเข้าไปได้ตั้งแต่นาทีที่ 3 ของเกมมาแล้ว ไม่ใช่หรือครับ?

🇷🇴 โควาช : ถูกต้องครับ และผมจำแมตช์นั้นได้ดี แต่บริบทของฮอลแลนด์ชุดนี้มันต่างจากอายักซ์ชุดนั้นไปพอสมควร และพวกเขาก็เจอคู่แข่งที่มันต่างระดับออกไปอีกอย่างเยอรมันตะวันตก ซึ่งเยอรมันชุดนี้ก็แสดงให้เราเห็นได้ชัดว่า พวกเขา เป็นทีมที่มีข้อได้เปรียบทางแท็กติกมากกว่าทีมจากอิตาลีครับ

📼 ถาม : คุณกำลังจะพูดถึง โยฮัน ครัฟฟ์ ด้วยใช่มั้ยครับ? หลังจากที่เขาโชว์ฟอร์มสำแดงเดชออกมาได้อย่างมหัศจรรย์แบบนั้น และก็สามารถดึงดูดความสนใจให้ทุกคนหันมาจับตาดูเขาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ได้ แต่แมตช์นี้ ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็ดันกลับไม่เป็นไปตามที่หวังสักเท่าไหร่?

🇷🇴 โควาช : หลังจากจังหวะกระชากบอลแล้วลุยเดี่ยวเข้าไปยังฝั่งปราการหลังของเยอรมันในนาทีแรกจนได้จุดโทษ ครัฟฟ์กลับเลือกที่จะถอยตัวเองลงไปเล่นในแนวลึก ซึ่งมันลึกเกินไป

เขาลงไปยืนต่ำเหมือนผู้เล่นในตำแหน่งที่ถอยแล้วตั้งรับ ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้าทำพื้นที่สุดท้ายโดยตรง

และสิ่งที่ครัฟฟ์ทำพลาดไปอย่างหนึ่งก็คือ เขาพลาดทางแท็กติกตรงที่...ตัวเองดันถอยเยื้องไปเล่นทางกราบซ้าย ซึ่งทางนั้นมี แบร์ตี้ โฟ้กท์ส (ฝั่งขวาของเยอรมัน) ตามประกบอยู่

โฟ้กท์สถนัดในการตามไล่บี้ตรงพื้นที่นั้นอยู่แล้ว และการที่ครัฟฟ์ทำแบบนั้น มันเท่ากับเปิดโอกาสให้โฟ้กท์สได้เฉิดฉายในการเล่นเกมรับมากขึ้น โดยที่เนเธอร์แลนด์ไม่ได้ประโยชน์ทางแท็กติกอะไรจากตรงนี้เลย

📼 ถาม : ถ้าอย่างนั้น เราพูดได้มั้ยครับว่า แมตช์นี้ ครัฟฟ์สอบตก?

🇷🇴 โควาช : หากมองจากศักยภาพและชื่อชั้นระดับเขา ก็คงต้องยอมรับว่า "ใช่!" แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอในโลกของฟุตบอล

แต่สิ่งหนึ่งที่เราห้ามลืมเด็ดขาดเลยก็คือ หลังจากนั้น เหล่าบรรดานักเตะฮอลแลนด์แทบจะเจาะเกมรับฝั่งเยอรมันไม่ได้เลย ซึ่งนั่น เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องนำไปแก้ไขด้วยการถอดรหัสเป็นบทเรียนครับ

📼 ถาม : แล้วสำหรับทีมเยอรมันล่ะครับ คุณมองพวกเขายังไงบ้างในเกมนี้?

🇷🇴 โควาช : พวกเขามีครึ่งชั่วโมงแรกของเกมที่ยอดเยี่ยมมากครับ และ 2 ประตูที่พวกเขาทำได้นั้น มันก็สะท้อนให้เห็นถึงการเล่นฟุตบอลที่ทรงประสิทธิภาพ ดุดัน รวดเร็วว่องไว และก็สมบูรณ์แบบ

แต่ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์การเล่นของเยอรมันในช่วงครึ่งหลังด้วยเหมือนกัน

พวกเขาเน้นเกมรับมากเกินไป พยายามรักษาสกอร์ให้นิ่งดังเดิมจนทีมเกือบพัง

และหากฮอลแลนด์เล่นได้ตามมาตรฐานปกติเหมือนอย่างที่พวกเขาเคยทำล่ะก็ ผมมั่นใจเลยว่า ฮอลแลนด์น่าจะตามมาตีเสมอไม่ก็ยิงประตูที่ 3 ได้สำเร็จครับ

📼 ถาม : ดูเหมือนกองกลางฝั่งฮอลแลนด์เอง จะโดนตัดออกจากเกมไปด้วยเลยใช่มั้ยครับ?

🇷🇴 โควาช : ใช่ครับ และการโดนแบบนั้น มันทำให้เกิดอันตรายอย่างยิ่ง เร็ป และ เนสเก้นส์ แม้จะพยายามหาทางเจาะแล้วเจาะอีก แต่อย่างที่ผมได้บอกไป ปัญหาที่มันเกิดขึ้นคือ เมื่อครัฟฟ์ลงมาเล่นในแนวลึกที่ลึกเกินไป โฟ้กท์สก็ขยับตัวเองขึ้นมารับบทตัวตัดเกม และก็ขยับไปช่วย (โวล์ฟกัง) โอเวอราธ ในการรุมปิดพื้นที่ของเนสเก้นส์

ทุกอย่างที่เราเห็นในเกมนี้ มันเชื่อมโยงกันหมดเลยครับ ในแง่ของเรื่องแท็กติก

📼 ถาม : สุดท้ายนี้ ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ในภาพรวมสำหรับคุณ...คุณประทับใจมั้ยครับ?

🇷🇴 โควาช : แน่นอนที่สุดครับ ผมมีความสุขเสมอที่ได้เห็นเกมและการเล่นฟุตบอลที่ดี รวมถึงแมตช์ฟาดแข้งที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณแบบนี้ครับ

..

🎥 #ร็องเดวู สัมภาษณ์
✍️ #ปรากลิเบอโร่ แปลและเรียบเรียง
📚 (9 ก.ค. 1974)
📸 #ฟุตบอลโลก

23/06/2026

📰 สูตรลับ สร้างแชมป์โลก
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

ตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็ม นับตั้งแต่ 12 พฤษภาคม 1983 บุรุษจอมแท็กติกเลือดอาร์เจนไตน์ นาม 'คาร์ลอส บิลาร์โด้' ต้องจมทนอยู่กับเสียงวิจารณ์ปากขยะจากพวกสื่อมวลชนและสาธารณชนไม่เว้นแต่ละวัน

กว่า 80% ในดินแดนทัพฟ้า-ขาว หลายเสียงต่างดาหน้ากันเข้ามารุมด่าทอ ดูหมิ่น และเย้ยหยันในระบบการเล่นรวมถึงแนวคิดฟุตบอลของเขาที่แฝงด้วยจุดประสงค์อันสุดยอด

เฮ้อ...ขนาดกลุ่มคนระดับ "บิ๊ก" ในวงการฟุตบอลแผ่นดินแม่เอง ก็ยังบ้าเข้ามาร่วมวงศ์ไพบูลย์กับเหล่าแฟนบอลบางหัว เพื่อรุมสับบิลาร์โด้ด้วยเหมือนกัน

แต่ "นาริกอน" (ที่แปลว่า งวงช้าง หรือ จมูกโต) ผู้นี้ ก็ยังคงปักหลักและยืนหยัดสู้กับอุปสรรคทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้าอย่างไม่ท้อถอย

ต่อให้ใครจะตราหน้าเขาว่าเป็นอะไรตามแต่ บิลาร์โด้ก็ไม่ยี่หระหรือคิดยกธงขาวประกาศความพ่ายแพ้ เพราะในเลือดหน้าและวิญญาณโดยแท้ของเขานั้นมั่นใจ

...มั่นใจว่าแนวทางที่เขาสั่งสมบ่มเพาะในวิทยายุทธลูกหนังมาตลอดกว่า 20 ปีจนตกผลึกแล้วในตอนนี้ มันจะนำพาทีมชาติที่เขารักไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จในวันข้างหน้าได้

และแล้ว...29 มิถุนายน เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว วันแห่งความสำเร็จก็ได้มาเยือน

ช่วงเวลาที่อุดมไปด้วยกลิ่นดอกรักอันหอมหวาน ที่ก่อเกิดเป็นรักครั้งใหม่ระหว่างตัวเขากับประชาชนชาวอาร์เจนไตน์ ที่บัดนี้ ได้ยอมสยบแทบเท้าเขา พร้อมกับคำขอโทษ และคำยกย่องเชิดชูบิลาร์โด้ที่ประดุจดัง "พ่อมดลูกหนัง"

ทันทีที่เขาเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ บิลาร์โด้ต้องประสบกับบรรยากาศ "อาร์เจนติน่า ฟีเวอร์" ที่อุณหภูมิมีแต่จะสูงขึ้น ๆ ๆ จนยากเกินแก่การควบคุม

ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจกักตัวหลบอยู่แต่ภายในบ้านเป็นเวลา 3 วัน!!!

และนี่ คือบทสัมภาษณ์ที่จะเจาะลึกถึง "สูตรลับ" ในการสร้างทีมอาร์เจนติน่าสู่การเป็นแชมป์โลก ในแบบฉบับ...คาร์ลอส บิลาร์โด้

..

📼 ถาม : คุณคาร์ลอส บิลาร์โด้ ครับ คุณรับได้ใช่มั้ยกับการที่ใคร ๆ ต่างก็เรียกคุณว่า “ไอ้จมูกโต”?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ผมโดนเรียกแบบนี้มาตั้งแต่สมัยตอนตัวเองเป็นนักเตะแล้วล่ะครับ มันกลายเป็นความเคยชินไปซะแล้ว และตอนนี้ ผมก็แต่งงาน มีครอบครัวแล้วด้วย

📼 ถาม : แต่คุณก็ไม่ได้โกรธหรือถึงขั้นจำฝังใจมากใช่มั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ไม่เลย...แต่ผมจำได้แม่นทุกคนนะ ว่าใครเคยเยาะเย้ยเหยียบย่ำผมเอาไว้บ้าง (หัวเราะ)

📼 ถาม : คุณหมายถึง เมน็อตติ ใช่มั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ผมไม่อยากพูดถึงเมน็อตติ แต่เรื่องนี้ผมหมายถึงหนังสือพิมพ์ "เคลริ้น" มากกว่า ยอดขาย 5 แสนฉบับต่อวันของพวกเขานั่นแหละ คือตัวปั่นสร้างกระแสสังคมชั้นดีเลย

📼 ถาม : คุณว่า ทำไมผู้จัดการทีมคนหนึ่งถึงโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงได้ขนาดนั้นครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : เป็นเพราะความเชื่อมั่นที่ผมมีต่อตัวเองครับ เมื่อผมมองเห็นศักยภาพในตัวผู้เล่นและขุมกำลังเราที่มีอยู่ ผมรู้ตัวดีว่าผมนั้นสามารถที่จะรีดผลการแข่งขันให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้

การคว้า “ชัยชนะ” มันเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ผมมั่นใจในแผนการของผม และผมก็จะก็แอบสะใจอยู่ลึก ๆ คนเดียว ทุกครั้ง! ที่คำวิจารณ์เหล่านั้นมันมาเข้าหูผม

📼 ถาม : คุณไม่ได้มีนิสัยชอบความรุนแรงหรือเป็นพวก “มาโซคิสต์” อะไรอย่างนั้นใช่มั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ถ้าผมไม่ได้มั่นใจในแผนการของผม 100% ผมคงถอดใจและลาออกไปตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะครับ

และปัญหาที่มันเกิดขึ้นคือ คนอาร์เจนติน่าไม่อยากฟังเรื่องแท็กติก คุณรู้มั้ยว่าทำไม? เพราะคนทั่วไปไม่เข้าใจในเรื่อง “แท็กติกฟุตบอล” เลย พวกเขาแค่อยากเห็นลูกบอลเข้าไปซุกอยู่ในก้นตาข่ายอย่างเดียว ก็แค่นั้น

📼 ถาม : แต่คุณก็ได้รับการหนุนหลังจากทางสมาพันธ์ฟุตบอลไม่ใช่หรือครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ผมได้รับการหนุนหลังจากสมาพันธ์ก็จริง แต่ผมก็เจอปัญหาใหญ่อีกเหมือนกัน นั่นคือ การกระจัดกระจายของผู้เล่นในการสร้างระบบทีมของผม

ผมต้องการให้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ดังนั้น ผมจึงขอเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ ขออนุญาตดึงตัวนักเตะทีมชาติทุกคน มาฝึกซ้อมร่วมกันกับทีมเป็นเวลา 30 วันก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเดินทางไปพบ มาราโดน่า ด้วยตัวเอง เพื่อตกลงกับเขาในเรื่องนี้ครับ

📼 ถาม : คุณกำลังจะบอกว่า คุณใช้เวลาสร้างทีมแชมป์โลกชุดนี้ขึ้นมาในระยะเวลาเพียงแค่เดือนเดียวอย่างงั้นหรือครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ไม่ใช่ครับ ผมเริ่มต้นสร้างฐานทีมชุดนี้มาจากทีมชุดเยาวชนที่ลงแข่งในศึก ตูร์นัว เดอ ตูลง ปี 1983 ผมร่วมงานกับเด็ก ๆ พวกนี้มาตั้งแต่ตอนที่พวกเขาอายุได้ 20 ขวบ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในอีก 3 ปีต่อมา

ผมนัดกับพวกเขาทุกวันพุธและวันพฤหัสฯของทุกสัปดาห์ และก่อนที่จะปล่อยพวกเขากลับไปเล่นให้สโมสร เราก็ได้มีการลงเล่นแมตช์อุ่นเครื่องกันเยอะมาก ผมทำแบบนี้ ก็เพื่ออยากให้เด็กพวกนี้ได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเล่นทีมชาติด้วยครับ

📼 ถาม : แล้วพวกสตาร์ดัง ๆ ที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรปอย่าง ปาสซาเรลล่า, บัลดาโน่ หรือว่ามาราโดน่า ล่ะครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : พวกสตาร์ดังที่คุณเอ่ยมา ไม่มีใครได้ลงเล่นในรอบคัดเลือกเลยสักคน

มีแค่ 12 คนเท่านั้นที่เดินทางกลับมาช่วยทีมหลังจากเราผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้แล้ว นั่นจึงทำให้ฤดูกาลล่าสุด (1985/86) ผมจำเป็นที่จะต้องเลือกนักเตะหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีมถึง 7 คน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา มันก็สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลและสื่อมวลชนอย่างมาก

📼 ถาม : แต่มีผู้เล่นคนหนึ่งที่การหลุดโผออกจากทีมของเขา ทำให้ทุกคนตกใจกันไม่น้อยเลยทีเดียว นั่นคือ ราม่น ดีอัซ

🇦🇷 บิลาร์โด้ : สำหรับกรณีของดิอัซ ผมเลือกที่จะใช้งาน เปโดร ปาสคูฌี่ แทน เพราะเขานั้นเป็นเพชฌฆาตหน้าเป้าโดยสัญชาตญาณ และก็ตอบโจทย์แผนการเล่นของผมได้ดีกว่ามากครับ

📼 ถาม : แต่ผลการแข่งขันในแมตช์อุ่นเครื่องของคุณก่อนหน้านี้ มันทั้งย่ำแย่และก็ไม่น่าประทับใจเอาซะเลยนะครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ตอนนั้นหลายคนต่างประเมินภาพรวมทีมจากจุดภายนอกกันหมด พวกเขาไม่เข้าใจกันว่า ในเกมที่เจอกับฝรั่งเศส (อาร์เจนติน่าแพ้ 2-0) นั้น แม้เราจะไม่มี บัลดาโน่ หรือ บูร์รูชาก้า แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่า ผมกำลังใช้แมตช์นั้นนี่แหละ ทำความรู้จักและทดสอบศักยภาพของพวกเด็ก ๆ ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกในวันข้างหน้าอยู่

📼 ถาม : หมายความว่า คุณมาผสมผสานแท็กติกทั้งหมดกับทีมได้แบบลงตัวที่สุดจริง ๆ ก็คือตอนช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่ศึกฟุตบอลโลกจะเปิดฉากขึ้น ถูกมั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ถูกเผงเลยครับ ด้านนึง ผมมีผู้เล่นเหล่าบรรดาดาวรุ่งที่เล่นอยู่ภายในประเทศ กับอีกด้านนึง ผมมีพวกกลุ่มนักเตะที่โลดแล่นอยู่ในเวทียุโรป

ผมเข้าใจแท็กติกและปรับตัวได้เร็วกับกลุ่มหลัง เพราะพวกเขามีวัฒนธรรมฟุตบอลยุโรปติดตัวมา ถ้าเป็นในอาร์เจนติน่า จะมีเพียงแค่โค้ชรุ่นใหม่เท่านั้นที่เริ่มพูดคุยเรื่องแท็กติกฟุตบอลกับตัวนักเตะครับ

📼 ถาม : ถ้าให้คุณอธิบายเรื่องระบบเกมและสไตล์การเล่นของทีมคุณ ต้องใช้หนังสือหนาถึงกี่เล่มครับ มันถึงจะเจอตอนจบได้?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : จริง ๆ มันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นหรอกครับ กว่าผมจะทำความเข้าใจและตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับฟุตบอลในประเทศของผมได้ ผมใช้เวลาถึง 21 ปีเต็มเลยนะครับ

และผมก็ใช้เวลาอีก 3 ปีเต็ม ในการถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้แก่นักเตะทุกคนที่มารับใช้ชาติ

📼 ถาม : วิธีการทำงานที่แท้จริงของคุณ พอจะบอกได้มั้ยครับ ว่ามันมีอะไรบ้าง?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : หนึ่ง - ผมเปิดวิดีโอเทปวิเคราะห์เกมให้นักเตะดู, สอง - ผมอธิบายทฤษฎีและแท็กติกให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด, สาม - เราลงไปฝึกภาคปฏิบัติซ้อมกันจริง ๆ ในสนามเลย และสี่ - เรานำที่สิ่งที่ซ้อมกันมาทั้งหมด ไปประยุกต์ใช้ในการแข่งขันจริงกับแมตช์อุ่นเครื่องนัดถัดไป

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า...ทำไมผมถึงต้องการควบคุมและดูแลนักเตะทุกคนด้วยตัวผมเอง ก็เพราะแบบนี้นี่แหละครับ

🇫🇷 แฟร์น็องเดซ - ตีกาน่า ยอดคู่หูมิดฟิลด์ตัวรับ

📼 ถาม : การเซ็ดระบบแผงมิดฟิลด์และแนวรับของทีม เหล่านี้ คุณเจอความยากอะไรในการที่จะต้องปรับบ้างมั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : การหาเซ็นเตอร์แบ็กคู่กลางที่ลงตัวครับ

ผมโชคดีที่มี ปาสซาเรลล่า อยู่ในทีม เพราะที่อาร์เจนติน่า ไม่มีใครเล่นบอลระบบกองหลังคุมโซนเลย ทุกทีมที่นี่มักจะเล่นระบบที่มี "ลิเบอโร่" หรือกองหลังตัวฟรีคอยซ้อน ซึ่งนั่นเป็นระบบแบบดั้งเดิมของ เอสตูเดียนเตส ทีมเก่าผม

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็...กองหลังเบอร์ 5 ของเราครับ...โฮเซ่ ลุยส์ บราวน์ นั่นคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบและเห็นภาพการเล่นตำแหน่งนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดเลย

📼 ถาม : แล้วอย่างรายของ เอ็นโซ่ โตรฮ์เซโร่ ล่ะครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : อินเดเพนเดียนเต้ ทีมของเขาใช้ระบบกองหลังคุมโซน ซึ่งรูปเกมมันก็จะต่างออกไปอีกแบบหนึ่ง และนั่นคือระบบที่ผมต้องมาวางหมาก ปรับแท็กติกเข้าสู้คู่แข่งในตลอดช่วงปีที่ผ่านมานี้ครับ

📼 ถาม : คุณชอบผู้เล่นประเภทไหนมากที่สุดครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ผมชอบผู้เล่นที่ไม่ตำแหน่งตายตัว สามารถที่จะขยับเคลื่อนไปตรงจุดไหนก็ได้ของสนามตามโครงสร้างแท็กติกที่เราได้วางเอาไว้

กองหลังระดับโลกอย่าง มานูแอล อามอรอส คือนักเตะประเภทที่ผมคารวะชื่นชมมาก รวมถึงมิดฟิลด์อย่าง ลุยส์ แฟร์น็องเดซ และ ฌอง ตีกาน่า

ในทรรศนะผม คู่หูคู่นี้ คือคู่มิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในยุทธจักร ณ เวลานี้เลยครับ เพราะพวกเขามีทั้งระเบียบวินัยและก็ความยืดหยุ่นในการเล่นตามแนวคิดนี้

แต่ในอาร์เจนติน่า นักเตะส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับพื้นที่และตำแหน่งที่ตายตัวจนเกินไป นี่คือเหตุผลที่ผมมักจะบอกเสมอว่า ฟุตบอลประเทศเรา กำลังตามหลังแท็กติกลูกหนังโลกที่เป็นอยู่ในตอนนี้ถึง 15 ปี

📼 ถาม : แบบนี้ เมน็อตติที่เคยคว้าแชมป์โลก ก็ทำได้โดยที่ไม่มีแท็กติก อย่างงั้นหรือครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ผมบอกคุณไปแล้วนะ ว่าผมจะไม่ขอออกความเห็นหรือพูดเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับเมน็อตติ...

📼 ถาม : แล้ว ดีเอโก้ มาราโดน่า มีบทบาทยังไงบ้างในแผนการทั้งหมดของคุณ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ในมุมมองผม ดีเอโก้ คือบุคคลที่สำคัญที่สุดของทีมเราครับ สำคัญทั้งในสนามและก็นอกสนาม

ความเป็นผู้นำที่เขามีอยู่ในตัวพร้อมกับแรงขับแรงผลักดัน มันน่าทึ่งมาก

ไอเดียของผม ที่ผมมองว่า ดีที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้เลยก็คือ การตัดสินใจมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้มาราโดน่าครับ

ผมมองว่า มันคือสิ่งสำคัญที่จะสามารถนำพาทีมขึ้นเดินหน้าไปไขว่คว้าความสำเร็จได้ และคุณเชื่อมั้ย? ตอนที่ผมตัดสินใจยึดปลอกแขนกัปตันทีมมาจาก ดาเนียล ปาสซาเรลล่า เพื่อมอบให้ดีเอโก้ ตอนนั้นมีแต่คนอยากจะฆ่าผมให้ตายทั้งนั้นเลย

📼 ถาม : คุณได้ปรับเปลี่ยนบทบาทของ มาราโดน่า ในเกมนัดชิงชนะเลิศด้วยหรือเปล่าครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : แน่นอนครับ บทบาทของดีเอโก้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามการเล่นของคู่แข่งและรูปแบบการประกบตัวของฝั่งตรงข้ามที่เข้ามาหาเขา

ในเกมนัดชิงชนะเลิศที่เจอกับเยอรมันตะวันตก มาราโดน่าขยับลงมาต่ำเพื่อเปิดพื้นที่ให้ ฮอร์เฮ บูร์รูชาก้า และ เอ็กตอร์ เอ็นรีเก้ ได้ทะลุขึ้นไปทำเกมรุก ซึ่งมันจะต่างกับนัดที่เจอกับอังกฤษโดยสิ้นเชิง

เกมนั้น แนวรับตัวกลางของอังกฤษลอยขึ้นมาสูงเกินไปและแถมยังเชื่องช้า นั่นจึงเป็นเหมือนพื้นที่ทองคำที่เอื้อแก่มาราโดน่าได้ดีอย่างยิ่งมาก ๆ เลยครับ

📼 ถาม : มันยากมั้ยครับ การที่คุณขอให้ มาราโดน่า หรือว่า ฮอร์เฮ บัลดาโน่ ยอมลดบทบาทตัวเอง เสียสละเพื่อส่วนรวมของทีม?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : ไม่ยากเลยครับ เพราะพวกเขาต่างคนต่างเชื่อมั่นในตัวผม เป็นความจริงที่บัลดาโน่ลงมาช่วยเกมรับเยอะมากในเม็กซิโก

แต่ถึงอย่างงั้น เขาก็ยังคงเป็นกองหน้าที่อันตรายที่สุดอยู่ดี และหากเขาไม่มีอาการเหนื่อยล้า ผมว่า เขาน่าจะทำประตูได้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำครับ

📼 ถาม : ศึกครั้งนี้ ตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย คุณเคยนึกหวั่นใจหรือรู้สึกคลางแคลงใจอะไรในศักยภาพของทีม ๆ นี้บ้างมั้ยครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด : ผมรู้สึกอยู่เสมอว่าพวกเราคือ 1 ใน 5 ทีมที่ดีที่สุดในโลก นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมอุ่นใจ แต่แน่นอนว่า ในฟุตบอลระดับนี้ คุณไม่มีทางมั่นใจในชัยชนะได้แบบ 100% หรอกครับ

📼 ถาม : แล้วตัวนักเตะล่ะครับ พวกเขามีความกังวลใจภายในทีมกันบ้างมั้ย?

🇦🇷 บิลาร์โด : มีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นที่ผมสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังตื่นตระหนกกัน นั่นคือตอนก่อนเดินลงสู่สนามนัดชิงชนะเลิศ เพราะนัดนี้ มันมีการเดิมพันอันยิ่งใหญ่ที่มันยากเกินจะอธิบายได้ แต่หลังจากนั้น ทุกคนก็รวมใจกันเป็นหนึ่ง และมั่นใจว่า คราวนี้ จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งพวกเราจากการเป็นแชมป์โลกได้อีกแล้ว

📼 ถาม : แชมป์โลกครั้งนี้ มีความหมายต่อประเทศอาร์เจนติน่ายังไงบ้างครับ?

🇦🇷 บิลาร์โด้ : มันยิ่งใหญ่เกินกว่าเรื่องของฟุตบอลซะอีกนะครับ การแข่งขันครั้งนี้ได้รับการถ่ายทอดสดไปยังประเทศที่อาจจะไม่เคยได้มีโอกาสดูฟุตบอลโลกมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ผู้คนนับล้านทั่วโลก ล้วนต่างได้รู้จักประเทศของเราผ่านทีมฟุตบอลชุดนี้

แต่ในมุมของฟุตบอล ผมยังคงกังวลกับอาการสมองไหลของนักเตะในประเทศที่จะออกไปค้าแข้งยังต่างแดน ซึ่งมันจะทำให้การทำทีมชาติของเราในอนาตตยากลำบากขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ แน่ ๆ ครับ

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #ฟุตบอลโลก

21/06/2026

ขอบคุณที่เกิดมาเป็น "สิ่งมหัศจรรย์ของโลก" ในชีวิตผมครับ ลุงโย่ง 🙏❤🎂

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 เอกชัย นพจินดา #ยโย่ง
📚 #คัมภีร์ฟุตบอล

20/06/2026

📰 11 ทีม เวิลด์ คัพ จอมเฆี่ยนเปรี้ยงสังหาร
🌎 #บอลโลกอมยิ้ม

นี่คือโฉมหน้า 7 ชาติ 11 ทีม ที่ยิงประตูเยอะที่สุดในยุทธการลูกหนังโลก ต่อหนึ่งทัวร์นาเมนต์

มีทีมไหนกันบ้าง ผมได้เรียบเรียงมาให้ทุกคนได้เก็บประดับลงใน "คัมภีร์ฟุตบอล" เรียบร้อยแล้วฮร้าฟ

..

🇭🇺 อันดับ 1 ฮังการี 1954 - 27 ประตู 5 เกม

- สมรภูมิ : สวิตเซอร์แลนด์ 1954 (รองแชมป์)
- ค่าเฉลี่ย : 5.4 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : ชานดอร์ คชิช (11), นานดอร์ ฮิแด็กกูติ (4), แฟแรนต์ส ปุชกาช (4), โซลตาน ซิเบอร์ (3), มิฮาย ลอนโตช (2), เปแตร์ ปอโลตาช (2), โยเฌ็ฟ โต๊ต (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะเกาหลีใต้ 9-0 / ชนะเยอรมันตะวันตก 8-3), รอบ 8 ทีม (ชนะบราซิล 4-2), รอบรองฯ (ชนะอุรุกวัย 4-2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ) และ รอบชิงชนะเลิศ (แพ้เยอรมันตะวันตก 3-2)

🇩🇪 อันดับ 2 เยอรมันตะวันตก 1954 - 25 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : สวิตเซอร์แลนด์ 1954 (แชมป์)
- ค่าเฉลี่ย : 4.2 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : มักซ์ มอร์ล็อค (6), เฮลมุท ราห์น (4), ฮันส์ เชเฟอร์ (4), อ๊อตม่าร์ วัลเทอร์ (4), ฟริตซ์ วัลเทอร์ (3), ริชาร์ท เฮร์มันน์ (1), แบร์นี่ โคลดท์ (1), อัลเฟร็ด พัฟฟ์ (1), อิวิตซ่า ฮอร์วาท (1 - ยูโกสลาเวีย ทำเข้าประตูตัวเอง)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะตุรกี 4-1 / แพ้ฮังการี 8-3), รอบเพลย์ออฟ (ชนะตุรกี 7-2), รอบ 8 ทีม (ชนะยูโกสลาเวีย 2-0), รอบรองฯ (ชนะออสเตรีย 6-1) และ รอบชิงชนะเลิศ (ชนะฮังการี 3-2)

🇫🇷 อันดับ 3 ฝรั่งเศส 1958 - 23 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : สวีเดน 1958 (อันดับ 3)
- ค่าเฉลี่ย : 3.8 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : ฌุสต์ ฟงแตน (13), เรย์มงด์ โกปา (3), โรเฌร์ ปีย็องโตนี (3), มารีย็อง วิสนีแยฟสกี้ (2), อีวง ดูอิส (1), ฌ็อง แว็งซ็อง (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะปารากวัย 7-3 / แพ้ยูโกสลาเวีย 3-2 / ชนะสกอตแลนด์ 2-1), รอบ 8 ทีม (ชนะไอร์แลนด์เหนือ 4-0), รอบรองฯ (แพ้บราซิล 5-2) และ ชิงอันดับ 3 (ชนะเยอรมันตะวันตก 6-3)

🇧🇷 อันดับ 4 บราซิล 1950 - 22 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : บราซิล 1950 (รองแชมป์)
- ค่าเฉลี่ย : 3.7 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : อาเดมีร์ จี เมเนซิส (9), ชีโก้ (4), เบาตาซาร์ (2), ฌาอีร์ (2), จีจินโญ่ (2), อัลเฟรโด้ (1), ฟรียาก้า (1), มาเนก้า (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะเม็กซิโก 4-0 / เสมอ สวิตเซอร์แลนด์ 2-2 / ชนะยูโกสลาเวีย 2-0) และ รอบสุดท้ายกลุ่มผู้ชนะ (ชนะสวีเดน 7-1, ชนะสเปน 6-1, แพ้อุรุกวัย 2-1)

🇧🇷 อันดับ 5 บราซิล 1970 - 19 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : เม็กซิโก 1970 (แชมป์)
- ค่าเฉลี่ย : 3.2 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : แจร์ซินโญ่ (7), เปเล่ (4), ริเวลลิโน่ (3), โตสเตา (2), คาร์ลอส อัลแบร์โต้ (1), โคลโดอัลโด้ (1), แฌร์ซง (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะเชโกสโลวาเกีย 4-1 / ชนะอังกฤษ 1-0 / ชนะโรมาเนีย 3-2), รอบ 8 ทีม (ชนะเปรู 4-2), รอบรองฯ (ชนะอุรุกวัย 3-1) และรอบชิงชนะเลิศ (ชนะอิตาลี 4-1)

🇦🇷 อันดับ 6 อาร์เจนติน่า 1930 - 18 ประตู 5 เกม

- สมรภูมิ : อุรุกวัย 1930 (รองแชมป์)
- ค่าเฉลี่ย : 3.6 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : กิเฌร์โม สตาบิเล่ (8), การ์ลอส เปอูเซเฌ่ (3), ลุยส์ มอนติ (2), อาดอลโฟ่ ซูเม็ลซู (2), มาริโอ เอวาริสโต้ (1), อาเลฮันโดร สโกเปลลี่ (1), ฟรันซิสโก้ บารัชโฌ่ (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะฝรั่งเศส 1-0 / ชนะเม็กซิโก 6-3 / ชนะชิลี 3-1), รอบรองฯ (ชนะสหรัฐอเมริกา 6-1) และรอบชิงชนะเลิศ (แพ้อุรุกวัย 4-2)

🇧🇷 อันดับ 7 บราซิล 2002 - 18 ประตู

- สมรภูมิ : เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น 2002 (แชมป์)
- 18 ประตู 7 เกม
- ค่าเฉลี่ย : 2.6 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : โรนัลโด้ (8), ริวัลโด้ (5), โรนัลดินโญ่ (2), เอ็ดมิลซง (1), ฌูนียอร์ (1) และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะตุรกี 2-1 / ชนะจีน 4-0 / ชนะคอสตาริกา 2-5), รอบ 16 ทีม (ชนะเบลเยียม 2-0), รอบ 8 ทีม (ชนะอังกฤษ 1-2), รอบรองฯ (ชนะตุรกี 1-0) และรอบชิงชนะเลิศ (ชนะเยอรมัน 0-2)

🇩🇪 อันดับ 8 เยอรมัน 2014 - 18 ประตู

- สมรภูมิ : บราซิล 2014 (แชมป์)
- 18 ประตู 7 เกม
- ค่าเฉลี่ย : 2.6 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : โธมัส มึลเลอร์ (5), อันเดร เชือร์เล่อ (3), มาริโอ เกิทเซ่อ (2), มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ (2), มิโรสลาฟ โคลเซ่อ (2), โทนี่ โครส (2), ซามี่ เคดีร่า (1), เมซุท เออซิล (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะโปรตุเกส 4-0 / เสมอกาน่า 2-2 / ชนะสหรัฐอเมริกา 0-1), รอบ 16 ทีม (ชนะแอลจีเรีย 2-1 ช่วงต่อเวลาพิเศษ), รอบ 8 ทีม (ชนะฝรั่งเศส 0-1), รอบรองฯ (ชนะบราซิล 1-7) และรอบชิงชนะเลิศ (ชนะอาร์เจนติน่า 1-0 ช่วงต่อเวลาพิเศษ)

🇦🇹 อันดับ 9 ออสเตรีย 1954 - 17 ประตู 5 เกม

- สมรภูมิ : สวิตเซอร์แลนด์ 1954 (อันดับ 3)
- ค่าเฉลี่ย : 3.4 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : เอริช โพรบส์ท (6), แอร์นส์ท สโตยาชปัล (3), เทโอดอร์ วักเนอร์ (3), อัลเฟรด เคอร์เนอร์ (2), แอร์นส์ท อ๊อตส์เวียร์ค (2), ลุยส์ ครูส (1 - อุรุกวัย ทำเข้าประตูตัวเอง)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะสกอตแลนด์ 1-0 / ชนะเชโกสโลวาเกีย 5-0), รอบ 8 ทีม (ชนะสวิตเซอร์แลนด์ 7-5), รอบรองฯ (แพ้เยอรมันตะวันตก 6-1) และ ชิงอันดับ 3 (ชนะอุรุกวัย 3-1)

🇵🇹 อันดับ 10 โปรตุเกส 1966 - 17 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : อังกฤษ 1966 (อันดับ 3)
- ค่าเฉลี่ย : 2.8 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : ยูเซบิโอ (9), ฌูเซ่ เอาอุชตู (3), ฌูเซ โตรรึช (3), อันโตนียู ซีโมยช์ (1), อิวาน วุตซอฟ (1 - บัลแกเรีย ทำเข้าประตูเอง)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะฮังการี 3-1 / ชนะบัลแกเรีย 3-0 / ชนะบราซิล 3-1), รอบ 8 ทีม (ชนะเกาหลีเหนือ 5-3), รอบรองฯ (แพ้อังกฤษ 2-1) และ ชิงอันดับ 3 (ชนะสหภาพโซเวียต 2-1)

🇩🇪 อันดับ 11 เยอรมันตะวันตก 1970 - 17 ประตู 6 เกม

- สมรภูมิ : เม็กซิโก 1970 (อันดับ 3)
- ค่าเฉลี่ย : 2.8 ประตู ต่อเกม
- ผู้ทำประตู : แกร์ด มึลเลอร์ (10), อูเว่อ เซเลอร์ (3), ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์ (1), ไรน์ฮาร์ท ลีบูดา (1), โวล์ฟกัง โอเวอราธ (1), คาร์ล-ไฮนซ์ ชเนลลิงเงอร์ (1)

- ผลลัพธ์ : รอบแบ่งกลุ่ม (ชนะโมร็อกโก 2-1 / ชนะบัลแกเรีย 5-2 / ชนะเปรู 3-1), รอบ 8 ทีม (ชนะอังกฤษ 3-2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ), รอบรองฯ (แพ้อิตาลี 4-3) และ ชิงอันดับ 3 (ชนะอุรุกวัย 1-0)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #ตำนาน
📸 #ฟุตบอลโลก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ภาษีเจริญ
Bangkok
10160