Libero Shoot

Libero Shoot

แชร์

เสน่ห์มนต์ขลัง ลูกหนังยุคคลาสสิก

29/08/2026

📰 คล็อปป์ถึงมูเซียล่า "ทุกอย่างต้องใช้เวลา"
🇩🇪 #ปักธงไชยค่ายอินทรีเหล็ก

ดูจากบทสัมภาษณ์ที่ เยือร์เก้น คล็อปป์ พูดถึง จามาล มูเซียล่าในแต่ละประเด็นแล้ว เหมือนพ่อที่เป็นห่วงลูกมาก ๆ จริง ๆ

เมื่อคืน ถ้าใครได้ดูฟุตบอลบุนเดสลีกา นัดเปิดฤดูกาล 2026/27 ที่อัลลิอันซ์ อาเรน่า แล้ว เอฟเซ ไบเยิร์น มึนเช่น กด เฟาเอฟเบ ชตุ๊ตการ์ท ไปถึง 5-1 ผ่าานทางช่อง AIS Play จะเห็นว่า บุนเดสเทรนเนอร์ เยือร์เก้น คล็อปป์ เดินทางเข้ามาชมเกมในนัดนี้ด้วย

ประเด็นหนึ่ง นอกจากภาพรวมของเกมนัดนี้ ฟอร์มการเล่นของเหล่าบรรดานักเตะทีมชาติเยอรมัน และบลา...บลา แล้ว ที่ถูกนำมาพูดถึงด้วยเหมือนกัน คือเรื่องของ จามาล มูเซียล่า

เป็นลมวูบในสนามไป 2 ครั้ง อันเนื่องมาจากภาวะโรคลมชักแบบไม่รุนแรงและความผิดปกติของระบบประสาท ในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่น ชนะไลพ์ซิช 3-1 และชนะไฮเดนไฮม์ 4-2

แน่นอน ทุกคนเป็นห่วง รวมถึงตัวคล็อปป์ด้วย "สถานการณ์แบบนี้ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ"

เมื่อเหตุการณ์ออกมาเป็นแบบนี้ มีหรือที่บุนเดสเทรนเนอร์คนนี้ ที่มีหัวอกความเป็นพ่ออยู่ในหัวใจเต็ม ๆ จะไม่ลงมือทำอะไร

เขาต่อสายตรงถึงมูเซียล่าทันทีอย่างไม่รีรอ "ผมส่งข้อความเสียงไปหาเขาก่อน เพราะเขายังไม่รู้จักอะไรกับผมมาก่อนเลย

"และแน่นอนว่า เขาไม่มีเบอร์ผมด้วย

"ถ้าผมโทรหาเขาตรง ๆ ผมคงต้องโทรซ้ำ ๆ อยู่ 3 วัน กว่าเขาจะรับสายได้มั้ง"

ข้อความเสียงที่ตรงไป เราอยากรู้เหมือนกันว่า เนื้อหาในนั้น คล็อปป์พูดอะไรกับไอ้ลูกชายวัย 23 ปี คนนี้บ้าง

"มันเป็นการให้กำลังใจจากผมถึงเด็กหนุ่มอย่างจามาลครับ

"ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนต่างเห็นตรงกันหมดในเรื่องนี้ แค่ตอนนี้ มันยังไม่ถึงเวลานั้นเท่านั้นเอง

"และผมแค่อยากจะช่วยยกความกังวลเรื่องนั้นออกไปจากใจของเขา กับคำถามที่ว่า การที่มันออกเป็นแบบนี้ มันจะมีผลกระทบอะไรต่อตัวเขาในอนาคตมั้ย ซึ่งแน่นนอน มันไม่มีผลกระทบอะไรอยู่แล้ว

"ผมช่วยเขาได้มากที่สุดก็เท่านี้แหละครับ"

บอสรับประกันด้วยความเชื่อมั่นเกินร้อยอีกว่า ทุกอย่างของมูเซียล่า จะกลับมาเข้าที่เข้าทางอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งในอีกไม่ช้านี้แน่นอน

"เขากลับมาอยู่ในฟอร์มเก่งของตัวเองแล้วครับ แว็งซ็องต์ กงปานี คือคนที่ยืนยันเรื่องนี้กับตัวผมเอง

"ตอนนี้ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพที่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ"

สิ่งสำคัญที่สุด ที่คล็อปป์มองเห็นในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน คือเรื่องของการมี "น้ำอดน้ำทน"

"เราต้องให้เวลากับเขาอย่างเต็มที่ รวมถึงตัวเขาเอง ก็ต้องให้เวลากับตัวเองด้วย

"เพราะนักเตะดาวรุ่งจริง ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีปัญหาอะไรมากเลย ยกเว้นแค่อย่างเดียว คือ พวกเขามักจะใจร้อน

"และในสภาวะแบบนี้ คุณจะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด

"แต่ผมเชื่อว่า เขาอยู่กับสโมสรที่ใช่ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันเพอร์เฟกต์แล้ว

"และเราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่เพอร์เฟกต์นั้นด้วย โดยการพูดกับเขาแค่เพียงว่า "ไอ้หนู รักษาตัวให้หายดีนะ!" และหลังจากนั้น ประตูทีมชาติ ก็จะเปิดกว้างรอต้อนรับเขาอยู่เสมอครับ"

คล็อปป์ มีกำหนดจะประกาศรายชื่อขุนศึกนักเตะทีมชาติชุดแรกของเขาในวันที่ 17 กันยายน นี้ ก่อนที่กองทัพอินทรีเหล็กจะไปรวมตัวชุมนุมกัน ที่แคมป์เก็บตัว แฮร์โซเกิ้นเอารัค เพื่อเตรียมเปิดฉากทำศึก เนชั่นส์ ลีก ที่จะพบกับ...

🇳🇱 เนเธอร์แลนด์ (24 กันยายน)
🇬🇷 กรีซ (27 กันยายน)
🇷🇸 เซอร์เบีย (1 ตุลาคม)

และออกไปเจอกรีซ 🇬🇷 อีกทีในนัดเยือน 4 ตุลาคม

ส่วนชื่อของ จามาล มูเซียล่า จะมีติดไปด้วยมั้ยนั้น

ขอให้แฟนเยอรมันทั้งหลาย ให้กำลังใจและติดตามเรื่องนี้ต่อไปให้ดีอย่างใกล้ชิดครับ
..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #บุนเดสลีกา
📸

28/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 6

เฉลย : ฮันส์-เกอ๊อร์ก ชวาร์เซ่นเบ๊ค (เอฟเซ ไบเยิร์น มึนเช่น - 1979)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

27/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 5

เฉลย : เอวัลด์ ลีเนิ่น (โบรุสเซีย เมินเช่นกลัดบัค - 1979)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

26/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 4

เฉลย : อ๊อตโต้ เรห์ฮาเกิ้ล (เทรนเนอร์คนใหม่ทีม ฟอร์ทูน่า ดึสเซลดอร์ฟ - 1979)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

25/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 3

เฉลย : กึนเธอร์ เน็ตเซอร์ (ผู้จัดการทีม ฮัมบวร์เกอร์ เอสเฟา - 1983)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

24/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 2

เฉลย : คาร์ล-ไฮนซ์ "ชาร์ลี" เคอร์เบิ้ล
(ไอน์ทรัค ฟรังค์ฟวร์ต 1983)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

21/08/2026

🤔 #หมอนี่คุ้นๆหน้า ใครหว่า? 👀 ภาพที่ 1

เฉลย : ฮันซี่ มึลเลอร์ (ชตุ๊ตการ์ท - 1981)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #บุนเดสลีกา

21/08/2026

📰 กว่าจะเป็น ขุนศึกบนหลังม้าหนุ่ม
🇩🇪 #สับเกียร์ห้าบุนเดสลีกา 1966/67
🗣️ กึนเธอร์ เน็ตเซอร์…บรรเลง

"ตอนที่ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ ย้ายมาอยู่กับเราที่สนาม เบอเคิ่ลแบร์ก เมืองกลัดบัค เมื่อปี 1964 โปรไฟล์ของเขาในการคุมทีม ไม่มีสโมสรไหนเลยที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จมาก่อนเลยครับ

"แต่พอเขาก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ เขากลับเรียกเด็กหนุ่มหน้าใหม่ทุกคนให้มาทดสอบฝีเท้าในทุก ๆ วัน พร้อมกับปลูกฝังปรัชญาฟุตบอลลงในหัวพวกเราทุกคนว่า “ประตู! ประตู! ประตู! ต่อให้นายจะเสียประตู 4 ลูก ก็ช่างมัน ขอแค่พวกนายยิงคืนให้ได้ 5-4 แล้วชนะ เท่านั้นก็พอแล้ว ส่วนไอ้ชัยชนะแบบ 1-0 น่ะ? ฉันไม่ต้องการนะ”

"เพียงแค่ปีแรก เขาก็พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบุนเดสลีกาได้สำเร็จ ไวส์ไวเลอร์ เป็นคนที่มองเห็นศักยภาพในตัวดาวรุ่งที่เขาค้นพบทุกคนเก่งมาก ดังนั้น เขาจึงปล่อยให้เหล่าบรรดาไอ้หนูดาวรุ่งผู้หิวกระหายในชัยชนะอย่าง ยุพพ์ ไฮน์เคส, แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น, เพเทอร์ ไมเยอร์ ได้เปิดฉากบุกทะลวงตาข่ายคู่ต่อสู้อย่างเต็มที่ และนั่นล่ะ คือจุดกำเนิดของตำนานค่าย “ลูกม้า”

"แต่ด้วยสไตล์การเล่นชนิด “ไล่ล่า ตะลุยฆ่าให้ตาย” แบบนี้ มันก็มีบ้างเหมือนกันครับ ที่เคยย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราเหมือนกัน

"ในขณะที่ ไบเยิร์น มึนเช่น ซึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกับพวกเราในปี 1965 คว้าแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาลมาครองได้แล้ว ตัดภาพมาที่พวกเรา…กลับกลายเป็นทีมที่ได้เพียงแค่รางวัล “เล่นบอลสวยงามยอดเยี่ยม” เท่านั้น

"การที่เราจะไปเปิดฉากโต้เถียงกับไวส์ไวเลอร์ มันเป็นอะไรที่ไร้ประโยชน์มากครับ เพราะด้วยบุคลิกลักษณะนิสัย เขาเป็นคนที่ดื้อรั้นเอามาก ๆ และชอบชี้นำความคิดคนอื่นเป็นสรณะ ซึ่งเหมือนกับตัวผม

"เพราะเหตุนี้นี่เอง ก่อนเกมที่เราจะเปิดฉากฉะกับบีเลเฟลด์ พวกเราเหล่านักเตะจึงแอบมารวมตัวประชุมลับกันและตกลงปรับเปลี่ยนแผนการเล่น ให้หันมาเน้นเกมรับที่รัดกุมมากขึ้น

"แม้นัดนั้นพวกเราจะไม่ได้เล่นบอลที่สวยงามเหมือนอย่างที่เคยทำมา แต่สุดท้าย เราก็คว้าชัยชนะมาครองได้

"พอไวส์ไวเลอร์รู้ความจริงเรื่องนี้เข้า เขาก็ฟิวส์ขาดทันทีเลยครับ

“เช้าวันอาทิตย์ เจอกัน 10 โมงตรง เราจะประชุมแก้พิษวิกฤติกัน! ฉันจะไม่ยอมให้พวกนายสักคนมาทำลายชื่อเสียงของฉันแน่!”

"เขาด่าเราสาดเสียเทเสียเป็นชุด ๆ ทั้ง ๆ ที่ เกมนั้นเราเพิ่งชนะมาได้แท้ ๆ

"หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป เทรนเนอร์ก็เริ่มดึงพวกปราการหลังจอมเก๋าตัวแกร่ง ๆ อย่าง ลุกกี้ มึลเลอร์ และ เคล้าส์ ซีลอฟฟ์ เข้ามาเป็นกำลังเสริมเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีม

"และแล้ว…ส่วนผสมของทีมก็เริ่มลงตัว เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

"พวกเราผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในปี 1970 และ 1971 รวมไปถึงแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล ในปี 1973

"ความสำเร็จทั้งหลายทั้งมวลที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับการประชุมด่วน “แก้พิษวิกฤติทีม” หลังเกมที่เราชนะบีเลเฟลด์ในครั้งนั้นด้วยเช่นกันครับ


..

📰 บราวน์ชไวก์ สร้างแนวรับ ระดับแชมเปี้ยน
🎩 #มุมมองไคเซอร์ฟร้านซ์

"เมื่อสโมสรอย่าง ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์ ก้าวขึ้นมาผงาดคว้าแชมป์ นั่นหมายความว่า ทีมของพวกเขา สามารถรีดศักยภาพทีมออกมาได้ถึง 110 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ทีมอื่น ๆ ทำได้น้อยจนต่ำกว่ามาตรฐาน

"บราวน์ชไวก์ มี โลธ่าร์ อุลซาสส์ เป็นตัวขับเคลื่อนเกม และมี ฮอร์สท์ โวลเทอร์ เป็นผู้รักษาประตู ซึ่งยอดมาก

"บราวน์ชไวก์ได้สร้างกำแพงแนวรับที่แข็งแกร่งทรงพลังขึ้นมา แนวรับของทัพราชสีห์สีแดง เสียประตูไปเพียงแค่ 27 ลูก เท่านั้น จากการลงทำศึกฟาดแข้ง 34 นัด

"ส่วนพวกเรา ไบเยิร์น ฤดูกาลนี้ เราคว้าแชมป์บอลถ้วยมาครองได้ 2 รายการ คือถ้วย คัพ วินเนอร์ส คัพ เราชนะไป กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ไป 1-0 จากการพังประตูชัยของ “บุลเล่อ” ไอ้กระทิงโรธ และถ้วย เดเอฟเบ-โพคาล จากการชนะขาดลอยเหนือ ฮัมบวร์ก 4-0

...

📖 ผ่านไป...บันทึกไว้

🏆 บราวน์ชไวก์ เป็นแชมป์ด้วยการระเบิดเพียง 49 ประตู

ทีมจากแคว้นนีเดอร์ซัคเซิ่น ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ ด้วยคำทำนายจากเกจิลูกหนังหลายสำนัก ที่เห็นไปในทิศทางตรงกันหมดว่า พวกเขาคือทีมเต็งหมายเลข 1 ที่จะ “ตกชั้น!!!”

แต่สุดท้าย กองทัพ “ราชสีห์สีแดง” ก็หักปากกาเซียนกันถ้วนหน้าด้วยการเป็น “แชมป์บุนเดสลีกา” อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ลูกทีมของ เฮลมูท โยฮันน์เซิ่น อาจจะไม่ได้เล่นฟุตบอลในสไตล์ที่สวยงามอะไรนัก แต่แผงแนวรับของพวกเขานี่สิ ช่างเปี่ยมประสิทธิภาพอย่างเหลือล้น ด้วยผลงานการเสียประตูไปเพียง 27 ลูก โดยมี ฮอร์สท์ โวลเทอร์ ยืนปักหลักเป็นพระเอกเฝ้าด่านประตู…เฝ้าดีขนาด จนหลังจากจบฤดูกาล เฮลมุท เชิน บุนเดสเทรนเนอร์ เรียกไปติดทีมชาติเยอรมันตะวันตก

สถิติการยิงประตูแค่ 49 ลูก ยังคงถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารยุทธจักรลูกหนังเมืองเบียร์ ว่าเป็นทีมแชมเปี้ยนเพียงทีมเดียวจนถึงทุกวันนี้ ที่สังหารประตูได้น้อยที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา

ปล.เกมนัดสุดท้าย ในนัดที่เปิดบ้าน ไอน์ทรัค ชตาดิโอน เอาชนะ เนือร์นแบร์ก 4-1 ด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา 71 ปี ทางสโมสรได้ทำสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นการคืนกำไรและมอบความสุขแก่คนดู นั่นคือ เอาถังเบียร์ยักษ์ มาแจกเบียร์ฟรีแก่คนดูผู้มีอุปการคุณทุกท่าน



😱🔥 กลัดบัค กดชาลเค่อ 11-0!!!

7 มกราคม 1967 ที่สนามเบอเคิ่ลแบร์ก พื้นหญ้าถูกหิมะปกลุมทั่วไปหมด

ฝั่งกองทัพ “ลูกม้า” ไม่ค่อยสะทกสะท้านอะไรดอก แต่ฝั่ง ”ค่าย “ราชันสีน้ำเงิน” นี่สิ ดูจะได้รับผลกระทบจากเกมวันนี้มากกว่าหลายเท่า

ใช่แล้ว ชาลเค่อ 04 โดนเจ้าบ้าน โบรุสเซีย เมินเช่นกลัดบัค กระซวกทะลวงตาข่ายไปถึง 11-0!!!

โยเซฟ เอลทิ่ง นายประตูชาลเค่อ ถูก เคล้าส์ ฟิชเทิ่ล และ ฟรีเดิ้ล เร้าช์ 2 แผงหลัง ปล่อยให้ตัวเองยืนเหงาเผชิญหน้ากับแผงแนวรุกประจัญบานของกลัดบัคหลายต่อหลายครั้ง

ดาวยิงตัวกลั่นฝั่งค่าย “ลูกม้า” อย่าง ยุพพ์ ไฮน์เคส, แบร์นด์ รุพพ์, แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น กดไปคนละ 3 ประตู ส่วน กึนเธอร์ เน็ตเซอร์ “เทพบุตรผมบลอนด์” ซัดไปอีก 2

และผลลัพธ์ของเกมนี้ ยังกลายเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่บนสกอร์บอร์ดในสนาม มีภาพปรากฏตัวเลขให้สาธารณชนเห็นถึงจำนวน 2 หลักด้วย



⚖️ สองสตาร์สิงโต 1860 ติดคุกและถูกแบน

รูดี้ บรุนเนินไมเยอร์ ดาวยิงของทีม 1860 มึนเช่น ต้องเข้าไปนอนในเรือนจำ เพราะไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทในร้านเหล้า แต่เขายังดี ที่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้ออกจากคุกเพื่อมาลงสนามทำศึกฟาดแข้งได้ แต่…มาเตะบอลได้แค่อย่างเดียวเท่านั้นนะ ยังออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ แง!!

ส่วนยอดขุนศึกอีกคน “ทีโม” โคนีเอ็ทซ์ก้า จู่ ๆ ผีห่าซาตานตนไหนมิอาจทราบได้ มาเข้าสิงให้เขาเกิดอาการสติแตก ในจังหวะที่ ซิกี้ เฮลด์ ยิงประตูชัยให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมเก่าของเขา ขึ้นนำ 2-1 จนกลายเป็นฝ่ายชนะ

ทีโมมองว่า ลูกบอลไปโดนมือผู้เล่นฝั่งดอร์ทมุนด์ก่อนที่จะเป็นประตู โคนีเอ็ทซ์ก้า เห็นดังนั้น จึงไม่ยอม…ไม่ยอม และไม่ยอม เขาวิ่งปรี่เข้าไปเตะที่หน้าแข้งผู้ตัดสิน มักซ์ ชปินน์เลอร์ เข้าเต็ม ๆ พร้อมกับตบนกหวีดให้หลุดออกจากปาก

ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คาดครับ พระเดชพระคุณท่าน ทีโม โคนีเอ็ทซ์ก้า โดนสั่งห้ามลงสนามเป็นเวลา 6 เดือน!

และผลจากปัญหาที่แสนวุ่นวายแบบนี้นี่เอง ส่งผลให้ทีมแชมป์เก่าอย่าง 1860 มึนเช่น ร่วงหล่นไปอยู่รองอันดับสุดท้าย

มักซ์ แมร์เคิ่ล ตัดสินใจบอกลาถิ่น กรึนวาลเดอร์ ไปคุม แอร์สเท่อ เอฟซ เนือร์นแบร์ก ในช่วงเดือนธันวาคม โดย ฮันส์-โวลฟ์กัง เวเบอร์ เข้ามารับไม้ต่อจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ กุนเธอร์ เบามันน์ จะมารับงานนี้ในช่วงโค้งสุดท้าย และกู้ศรัทธาให้แฟนบอลค่ายสิงโต พา 1860 มึนเช่น ทะยานกลับมาขึ้นคว้าตำแหน่ง “รองแชมป์” ได้ในที่สุด



💣 กำเนิด “ไอ้ลูกระเบิด”

ชิค ชายคอฟสกี้ เทรนเนอร์แห่งถ้ำ “เสือใต้” ได้เคยทำนายถึงเจ้าอ้วน แกร์ด มึลเลอร์ ผู้นี้ด้วยสำเนียงชาวลสาฟออกสื่ออย่างมั่นอกมั่นใจเอาไว้ ก่อนที่ฤดูกาลนี้จะเปิดฉากขึ้นว่า “คอยดูเถอะ วันข้างหน้า เจ้าอ้วนมึลเลอร์ จะกลายเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของโลก”

แกร์ด มึลเลอร์ ก็ไม่ทำให้นายของเขาต้องผิดหวัง แกร์ดปล่อยให้ผลงานการสัประยุทธ์ในสังเวียนหญ้าและจำนวนตัวเลขในการถล่มประตู เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีที่สุด ซึ่งสมกับเป็น “ไอ้ลูกระเบิด” ตัวจริง

จบฤดูกาลนี้ เขาคว้ารางวัลดาวซํลโวสูงสุดไอ้ปืนใหญ่ “มัจจุราชสังหาร” ด้วยผลงานการสับไก 28 ประตู พร้อมกับรับรางวัล “นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี” ในวัย 21 ขวบ

..

🔍 เก็บตกสถิติ

🏆 แชมป์ : ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์

⬇ ตกชั้น : ฟอร์ทูน่า ดึสเซลดอร์ฟ, โรท-ไวส์ เอสเซิ่น

🚩 ดาวซัลโว :

🏅 28 ประตู : โลธ่าร์ เอ็มเมอริค (ดอร์ทมุนด์)
⚽ 28 ประตู : แกร์ด มึลเลอร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)
⚽ 18 ประตู : แฮร์แบร์ต เลาเมิ่น (เมินเช่นกลัดบัค)

🕯 11 ขุนศึกทีมแชมป์ค่าย "ราชสีห์สีแดง"
(ระบบ 4-3-3)

👕 ผู้รักษาประตู : ฮอร์สท์ โวลเทอร์

👕 แบ็คขวา : เคล้าส์ ไมเยอร์
👕 เซ็นเตอร์แบ็ค : เพเทอร์ คาค, โยอาคิม เบเซ่อ
👕 แบ็คซ้าย : เยือร์เก้น มอลล์

👕 มิดฟิลด์ : วัลเทอร์ ชมิดท์, ฮันส์ เกอ๊อร์ก ดุลซ์, แกร์ด ซาโบรอฟสกี้

👕 ปีกขวา : เคล้าส์ แกร์วีน
👕 ศูนย์หน้า : โลธ่าร์ อุลซาสส์
👕 ปีกซ้าย : เอริค มาส

🔥 จำนวนประตู : 895 ลูก (เฉลี่ย 2.92 ประตูต่อเกม)

🏹 ยิงจุดโทษ : 81 ครั้ง (เข้า 53 - เฉลี่ย 65.65%)

👀 ยอดรวมคนดูในสนาม : 7,129,485 คน (เฉลี่ย 23,266 คน ต่อเกม)

🗡 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี : แกร์ด มึลเลอร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)

🔝 แชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก : ไอน์ทรัค บราวน์ชไวก์

👔 กุนซือทีมแชมป์ : เฮลมูท โยฮันน์เซิ่น

🔱 แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : ไบเยิร์น มึนเช่น

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 ( )
📸 #บุนเดสลีกา

20/08/2026

📰 ซาอิด เอล มาล่า อยู่ค่ายแพะบ้า ต่อไป!
🇩🇪 #จ๊ะจ๋าบุนเดสลีกา 2026/27

เคิล์น ประกาศชัดแจ้ง! ซาอิด เอล มาล่า จะอยู่กับทีมต่อไปขอรับ 🐐🔴⚪

สัญญาของเขา เดิมทีจะสิ้นสุดในปี 2030 📝

แต่นี่...เจ้าตัวตัดสินใจขยายสัญญาออกไปจนถึงปี 2031 พร้อมกับได้รับของขวัญสุดพิเศษจากสโมสร ให้รับเสื้อหมายเลข 10 เอาไปสวม แทนที่หมายเลข 13 เบอร์เก่าของเขา 🔟✨

"ตั้งแต่วันแรกที่ผมมาอยู่ที่นี่ สโมสรดีกับผมมาโดยตลอดครับ" 💬

"นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกวันนี้ ผมมีความสุขอยู่เสมอทุกครั้งที่ได้มาฝึกซ้อมที่กัยส์บ็อคไฮม์" ⚽🏟️

"การได้ฝึกซ้อมร่วมกับเพื่อน ๆ ในทีม และสตาฟทีมงานผู้ฝึกสอนทุกคน มันเป็นอะไรที่สนุกมาก แถมผมยังได้เก็บเกี่ยวเรียนรู้อะไรจากพวกเขาเยอะมากด้วยครับ" 🤝🧠

ก่อนหน้านี้ที่เป็นข่าวกับทั้ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ แอร์เบ ไลพ์ซิช รวมถึงทีมอื่น ๆ ถามว่า มีมั้ยที่ใจของเขาเกิดอาการลังเล 🟡⚫🔴⚪

แน่นอน...มีครับ 🤔

"ฤดูกาลแรกของผมในบุนเดสลีกา กับการเล่นให้ที่นี่ มันเป็นอะไรที่พิเศษมากครับ และแน่นอนว่า พอจบฤดูกาลที่ผ่านมา ผมก็เริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว" 🌟💭

การได้พูดคุยกับ เรเน่อ ว้ากเนอร์ เทรนเนอร์ และ โธมัส เคสส์เลอร์ ผอ.กีฬาของทีม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ในการทำให้ ดาวรุ่งวัย 19 ขวบคนนี้ ตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไปจนสำมะเร็จ 🗣️📋

"ผมสัมผัสได้ถึง ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจอย่างเอ้อล้นและการเห็นคุณค่าในตัวผมจากทุก ๆ คนที่อยู่ที่นี่ครับ นั่นล่ะ คือเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อไป" ❤️

"ผมอยากลงสนามไปพร้อมกับการมีฤดูกาลที่ดีร่วมกับสโมสรและก็แฟนบอลของพวกเรานะครับ" 🏟️

"ผมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถครับ เพราะผมรู้ดีว่า การได้สวมเสื้อหมายเลข 10 ให้กับเคิล์นนั้น มันมีความหมายมากแค่ไหนกัน" 🔥👕

นับตั้งแต่ ลูคัส โพดอลสกี้ อำลาทีมไปเมื่อปี 2012 ก็ยังไม่มีนักเตะค่าย "แพะบ้า" คนไหนที่ได้รับเกียรติให้สวมเสื้อเบอร์นี้อีกเลย นั่นจึงทำให้ ซาอิด เอล มาล่า เจ้าของผลงานดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร 13 ประตู และคีย์แมนคนสำคัญในการพาเคิล์น รอดตกชั้นเมื่อซีซํ่นที่แล้ว ต้องรับแรงกระแทก ความกดดัน และความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่อันหนักอึ้งตามไปด้วยเหมือนกัน 👑⚽💥

ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติ ความมุ่งมั่นที่เกินร้อย 💯💪

ถ้าไอ้หนูเพชรเม็ดเอกแห่งอนาคตของชาติเยอรมันคนนี้ ยังรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี รักษาสิ่งเหล่านี้และรู้จักต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ๆ ไปแล้วล่ะก็...💎🇩🇪

รับประกันได้เลยว่า แฟนบุนเดสลีกา โดยเฉพาะแฟน แอร์สเท่อ เอฟเซ เคิล์น อาจได้เห็นร่างที่ดีที่สุดของเขาในไม่ช้านี้แน่ ทั้งในแคมป์สโมสรและก็ทีมชาติครับ 🔥🚀

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 📸 #บุนเดสลีกา

16/08/2026

📰 โอ้ว! ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลย
🇩🇪 #สับเกียร์ห้าบุนเดสลีกา 1965/66
🗣️ ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์…บรรเลง

คุณเคยรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั้ยครับ? เวลาที่เรามองดูภาพเก่า ๆ ของเรา จู่ ๆ เราก็ดันคิดในใจขึ้นมาว่า "เฮ้ย ไอ้หมอนี่...มันตัวเราจริงหรือเปล่าวะเนี่ย?"

โอ้ว! ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เลยครับ ถ้าพูดกันให้ชัด ๆ ก็คือ ผมอายุแค่ 20 ปีเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นตอนที่ผมกำลังได้รับรางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี"

คุณ ๆ ลองดูกันสิครับ ตอนผมรับถ้วยรางวัลในรูปนี้ ซึ่งถ่ายในปี 1966 ความรู้สึกของผมในตอนนั้น มันเต็มไปด้วยความทึ่ง และก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเอาจริง ๆ

สำหรับตัวผมแล้ว การได้รับเกียรติในครั้งนั้น มันเหมือนวันคริสต์มาส กับ วันอีสเตอร์ โคจรมาเจอในวันเดียวกันยังไงยังงั้นเลยครับ

หลังจากปีแรกในยุทธจักรบุนเดสลีกากับ เอฟเซ ไบเยิร์น ผ่านไป ผมก็ได้รับเลือกเป็น "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี" ทันที

เรื่องแบบนี้ ปกติแล้ว คุณจะทำได้แค่ฝันเท่านั้นแหละครับ

แน่นอนว่า เบื้องหลังความสำเร็จชิ้นนี้ ผมต้องขอขอบคุณทีมที่ผมเล่นให้ด้วย นั่นก็คือ เอฟเซ ไบเยิร์น

ในฐานะน้องใหม่ที่เพิ่งขึ้นชั้นมาเล่นบุนเดสลีกาปีแรก เราจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 ได้ทันที ทั้ง เซปป์ ไมเยอร์ และ แกร์ด มึลเลอร์ ต่างก็เข้ามาเป็นตัวจริงในทีมชุดนั้นแล้ว

ส่วนเรื่อง 4 ประตูที่ผมทำได้ในบุนเดสลีกา...เอาเป็นว่าช่างมันเถอะครับ ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะนะ

อย่างน้อย ๆ เราก็ยังได้แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล มองครอง เทรนเนอร์ระดับบรมครูอย่าง "ชิค" ชายคอฟสกี้ ท่านคือคนที่ปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นผู้ชนะให้กับพวกเราชาวไบเยิร์น เขาจะเป่านกหวีดจบการซ้อมได้ก็ต่อเมื่อ ทีมชุด อา (A) เป็นฝ่ายชนะชัวร์ ๆ แล้วเท่านั้น

อีกคนที่ผมต้องขอบคุณด้วยจริง ๆ ก็คือ เฮลมุท เชิน และทีมชาติด้วยครับ เชินดึงตัวเด็กเมื่อวานซืนอย่างผมไปติดทีมชาติครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 1965 (วันที่ 26) ในเกมที่เจอกับสวีเดน ซึ่งแมตช์นั้นคือแมตช์ที่ชี้ชะตาในการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกของเรา และเราก็เอาชนะพวกเขาไป 2-1

แล้วจู่ ๆ เด็กที่อายุแค่ 20 ขวบอย่างผม ได้รับโอกาสในการไปตะลุยศึกฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษ พร้อมกับรับรางวัล "นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี"

นี่ล่ะครับ จึงกลายเป็นที่มาของภาพถ่ายใบนี้ที่ทุกท่านกำลังเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ครับ


..

📰 มึนเช่นเฉลิมฉลอง กับเสียงโห่ร้องที่ดอร์ทมุนด์
🎩 #มุมมองไคเซอร์ฟร้านซ์

เพราะภายใต้การบัญชากองทัพค่าย "สิงโต" ของ มักซ์ แมร์เคิ่ล นี่เอง สโมสร 1860 มึนเช่น จึงคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาครอบครองได้สำเร็จครับ

ส่วนพวกเรา เอฟเซ ไบเยิร์น มึนเช่น รวมถึงทีมคู่อริต่อกรอย่าง โบรุสเซีย เมินเช่นกลัดบัค ต่างคนต่างก็กอดคอเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในฤดูกาลนี้พร้อมกัน และทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการจบอันดับที่ 3 ของตาราง ซึ่งก็ถือว่าดี ที่เราได้ขึ้นไปเบียดลุ้นแชมป์กับกลุ่มบนสุดแบบใกล้ชิดแล้ว และการที่พวกเราคว้าแชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล มาครองได้นั้น ถือเป็นการช่วยเติมเต็มให้วันแห่งการเฉลิมฉลองที่เมืองมึนเช่นสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ไฮไลท์ในระดับนานาชาติ นอกเหนือจากการที่เยอรมันตะวันตกของเรา ก้าวขึ้นไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์ในศึกฟุตบอลโลกปี 1966 กับนัดชิงชนะเลิศที่ลูกยิงประตูเจ้าปัญหาที่เวมบลี่ย์ (ของ เจฟฟ์ เฮิร์สท์) ในเกมที่เจอกับทีมชาติอังกฤษแล้วนั้น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เอง ก็ได้สร้างเอฟเฟกต์จุดกระแสความยินดีระดับประเทศครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมาเหมือนกัน

พวกเขาคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ด้วยการปราบลิเวอร์พูลในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1 ซึ่งคนที่สวมบทฮีโร่พังประตูชัยให้ทีมชนะก็คือ นักเตะมาดกวนอย่าง (ไรน์ฮาร์ด) "สแตน" ลีบูด้า

พ่อมดลูกหนังผู้สร้างปาฏิหาริย์แบบเขานั้น น่าเสียดายเหลือเกินครับ ที่ฟุตบอลยุคนี้ เราแทบจะไม่มีวันได้เห็นนักเตะที่เล่นสไตล์แบบนี้อีกแล้ว

..

📖 ผ่านไป...บันทึกไว้

🇷🇸 ราดี้ ไอ้หมาแสนฉลาดผู้ยึดแชมป์ไว้มั่น

"มันจะมีแชมป์ในบางครั้งเหมือนกัน ที่ทำให้คุณได้เห็นชื่อตัวเองจารึกลงบนหนังสือบันทึกสถิติโลก อย่างเช่น การคว้าแชมป์ลีกของผมกับเหล่าพลพรรคสิงโต 1860 นี่ไงล่ะ"

"เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีก่อนหน้านี้ สโมสรไม่เคยมีความสำเร็จอะไรให้สัมผัสเป็นชิ้นเป็นอันเลย และหลังจากนี้ไปอีก 100 ปี ก็จะคงจะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมแล้วล่ะ"

นี่เป็นคำพูดเปรียบเปรยสไตล์ดุเด็ดเผ็ดร้อนแบบฉบับของบุรุษชื่อ 'มักซ์ แมร์เคิ่ล' คนนี้นี่เลยครับ กับผลงานชิ้นโบว์แดงแห่งชีวิตของเขากับทัพ 1860 มึนเช่น

เมื่อ 5 ปีก่อน ทีม 1860 มึนเช่น ยังคงปักหลักอยู่ในลีกภูมิภาคทางตอนใต้ อย่าง โอเบอร์ลีก้า ซื้ด

และแล้วใน ฤดูกาล 1961/62 เทรนเนอร์ มักซ์ แมร์เคิ่ล ก็เข้ามารับบัญชาคุมค่าย "สิงโตแห่งมึนเช่น" ทั้งกองทัพ

เขากวาดล้างสิ่งเดิม ๆ แล้วสร้างระบบระเบียบโฉมใหม่ขึ้นมา ใครที่เล่นไม่ได้ ใครที่ไร้ซึ่งความมุ่งมั่นทุ่มเท มีโทษเพียงสถานเดียว คือ เก็บกระเป๋าออกจากทีมไปซะ

"พวกประเภทที่ทำตัวเป็นเด็กดีเรียบร้อยจนเกินไป มีมากไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก"

แต่สำหรับนายทวารชาวยูโกสลาเวียอย่าง เปตาร์ "ราดี้" ราเดนโควิช นั้น คือข้อยกเว้นจริง ๆ

ราดี้เป็นนักประเภทเสือเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์ที่จะไม่มีใครหน้าไหนหาญเทียบมาใช้เหลี่ยมสู้กับเขาได้

"เจ้าหมอนี่มันเป็นหมาแสนฉลาด วันไหนที่เขาไม่อยากมาซ้อมให้ตรงเวลา เขาก็แค่แกล้งทำเป็นหมุนเข็มที่เวลานาฬิกาข้อมือของตัวเองย้อนหลังซะอย่างนั้น" มักซ์ แมร์เคิ่ล เล่าไปก็ยิ้มไป

แต่สิ่งหนึ่งที่บรมกุนซือผู้นี้ให้การยอมรับในตัวราดี้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ "ถ้าเราไม่มีนายทวารมหัศจรรย์จอมเพี้ยนคนนี้อยู่ในทีมแล้วล่ะก็...พวกเราคงไม่มีวันได้สัมผัสแชมป์บุนเดสลีกาอย่างแน่นอน"

🟡 ดอร์ทมุนด์ฉลองเร็ว จนแชมป์ลีก...หลุดมือ

กองทัพ "เสือเหลือง" มีแดนกลางและแนวรุกระดับมหากาฬ 3 คนด้วยกัน

"สแตน" ลิบูดา ประจำการทางกราบขวา

"ซิกี้" เฮลด์ ปักหลักอยู่ตรงกลาง

และ โลธ่าร์ "เอ็มม่า" เอ็มเมอริค ปั่นป่วนอยู่ทางกราบซ้าย

ว่ากันว่า นี่คือ แนวรุกที่ยอดเยี่ยมและน่าครั่นคร้ามมากที่สุดประจำฤดูกาล 1965/66

และมันจะเป็นการปิดฉากฤดูกาลที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ ถ้าหากพวกเขาไม่จบที่ตำแหน่ง "รองแชมป์บุนเดสลีกา"

สาเหตุหลัก คงหนีไม่พ้นตอนที่...หลังจากพวกเขากรีธาทัพบุกไปโค่นปราบพยศ ลิเวอร์พูล แล้วคว้าแชมป์ยุโรปได้นั้น เหล่าขุนพลเสือเหลืองต่างพากันปาร์ตี้และดื่มด่ำกับความสำเร็จชิ้นนี้ล่วงหน้าจนเข้าขั้นหนักเกินไป ส่งให้ฟอร์มการเล่นในลีกมีอันต้องหลุดและแพ้รวดในเกมบุนเดสลีกาไปใน 3 นัดสุดท้ายอย่างเหลือเชื่อ

นี่ล่ะครับ บทเรียนราคาแพง ของการที่เฉลิมฉลองกับความสำเร็จ เร็วจนเกินไป

..

🔍 เก็บตกสถิติ

🏆 แชมป์ : 1860 มึนเช่น

⬇ ตกชั้น : โบรุสเซีย นอย์นเคียร์เชิ่น, ทาสมาเนีย 1900 แบร์ลิน

🚩 ดาวซัลโว :

🏅 31 ประตู : โลธ่าร์ เอ็มเมอริค (ดอร์ทมุนด์)
⚽ 26 ประตู : "ทีโม" โคนีเอ็ทซ์ก้า (1860 มึนเช่น)
⚽ 20 ประตู : อาร์โนลด์ ชึตซ์ (แวร์เดอร์ เบรเมน)

🕯 11 ขุนศึกทีมแชมป์ค่าย "สิงโตแห่งมึนเช่น"
(ระบบ 4-2-4)

👕 ผู้รักษาประตู : เปตาร์ ราเดนโควิช

👕 แบ็คขวา : มานเฟรด ว้ากเนอร์
👕 เซ็นเตอร์แบ็ค : แบร์นด์ พัทซ์เค่อ, อ๊อตโต้ ลุททร็อพ
👕 แบ็คซ้าย : ฮันส์ ไรช์

👕 มิดฟิลด์ : เชลโก เปรูชิช, เพเทอร์ โกรสเซอร์

👕 ปีกขวา : อัลเฟรด ไฮส์
👕 ศูนย์หน้า : ทีโม โคนีเอ็ทซ์ก้า
👕 ศูนย์หน้า : รูดี้ บรุนเนินไมเยอร์
👕 ปีกซ้าย : ฮันส์ เรเบอเล่อ

🔥 จำนวนประตู : 987 ลูก (เฉลี่ย 3.23 ประตูต่อเกม)

🏹 ยิงจุดโทษ : 93 ครั้ง (เข้า 66 - เฉลี่ย 70.97%)

👀 ยอดรวมคนดูในสนาม : 7,094,666 คน (เฉลี่ย 23,185 คน ต่อเกม)

🗡 นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี : ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นเบาเออร์ (ไบเยิร์น มึนเช่น)

🔝 แชมป์ครึ่งฤดูกาลแรก : 1860 มึนเช่น

👔 กุนซือทีมแชมป์ : มักซ์ แมร์เคิ่ล

🔱 แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : ไบเยิร์น มึนเช่น

..

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 ( )
📸 #บุนเดสลีกา

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ภาษีเจริญ
Bangkok
10160