24/09/2026
📰 'ทีวี' ยอดโค้ช ยอดคน ผู้เสมือนพ่อ
🏴 #ยูโรรำลึก
ขุนพลทัพสิงโตคำรามชุดตะลุยศึกยูโร'96 ในแผ่นดินแม่ของตนเอง ต่างเต็มไปด้วยนักเตะเก๋าประสบการณ์และมีความเป็นผู้นำอยู่ในทีมค่อนข้างเยอะพอสมควร
เดวิด ซีแมน - โทนี่ อดัมส์ - สจ๊วร์ต เพียร์ซ - พอล แกสคอยน์ - อลัน เชียเรอร์ ฯลฯ
แต่ในสายตาของ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน ยอดปีกมหากาฬจาก ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ยุคทศวรรษ 1990 เขาเชื่อว่า ทั้งตัวเขาเองและทุก ๆ คนในทีม ต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่า แท้ที่จริงแล้ว ใครคือผู้นำหมายเลข 1 ของทีมอังกฤษชุดนั้น
'ทีวี' เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ ตำนานยอดกุนซือผู้ล่วงลับ คือ คน ๆ นั้นยังไงล่ะ
ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน รักโค้ชคนนี้มาก และเราจะมาดูกันว่า ทำไมแอนเดอร์ตันจึงรักยอดกุนซือผู้เสมือน “พ่อ” คนนี้เหลือเกิน
..
“เวลาที่เราพูดถึงผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ เวลาที่เราพูดถึงคนสักคนที่เป็น "ยอดคน"
“สำหรับผมแล้ว เรากำลังพูดถึง...เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์
“ไม่มีใครเทียบเขาได้เลยครับ ทั้งในแง่ของแท็กติก ในแง่ของการโค้ชชิ่งบนสนามซ้อม
“และในฐานะผู้จัดการที่ชอบซื้อใจคน รวมถึงตัวตนที่เขาเป็น ไม่มีใครที่สามารถขึ้นมาเทียบเคียงเขาได้เลยจริง ๆ
“เทอร์รี่เซ็นสัญญาดึงผมไปอยู่กับ สเปอร์ส ในตอนที่ผมอายุ 20 ขวบ
“ใจจริงตอนนั้น ผมไม่ได้อยากย้ายออกจากพอร์ทสมัธเลย
“แต่พอผมได้ลองคุยกับเขา ทุกอย่างก็เป็นอันจบ
“ผมจำได้ ผมถามเขาว่า สโมสรควักตังค์ซื้อผมไปเท่าไหร่?
“เขาบอกว่า 2 ล้านปอนด์
“แล้วผมก็ร้อง "ห๊ะ! อะไรนะ?" คือผมตกใจมาก และผมคิดว่า เขาน่าจะจับความรู้สึกผมตอนที่ผมอุทานออกไปได้ เพราะหลังจากนั้น เขาก็พูดกับผมว่า...
"นั่นคือมุมมองของเราที่มีต่อตัวนาย นายจะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดได้ และตอนนี้นายกำลังเดินทางไปถึงจุดนั้นแล้ว"
“เขามีความเชื่อมั่นในตัวผมตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันเลย เขาไม่มีแม้แต่ข้อสงสัยในตัวผมแม้แต่น้อย
“ผมเดินหน้าต่อไปจนกระทั่งตัวเองมีปีที่สุดยอดมาก (1994/95) และนั่นล่ะครับ มันเป็นเพราะเขา
“ตอนที่เขาประกาศลาออกจากทีม (ในตำแหน่ง ซีอีโอและกรรมการผู้จัดการของสเปอร์ส) ในฤดูร้อนปีถัดมา (1993)
“ผม…เสียใจมาก ๆ เสียใจจริง ๆ
“ผมจำได้ว่า ผมเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อยู่ฉบับหนึ่งเหมือนกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพวกเขาถึงขั้นต้องลดทอนคำพูดที่ผมพูดออกไปแบบรุนแรงเลย
"เราจะลงแค่ว่า คุณเสียใจมาก ๆ แล้วกันนะครับ" นั่นคือสิ่งที่พวกเขาปรับคำพูดให้ผม และ...บ้าจริง ทำไมมันถึงทำผมอึดอัดใจแบบนี้กันได้นะ
“แต่จากการลาออกในครั้งนั้น ต่อมา เขาก็ได้งานคุมทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาคู่ควรอย่างยิ่ง
“และเทอร์รี่ก็มอบโอกาสให้ผมประเดิมสนามนัดแรกในยุคของเขา ในเกมเจอกับเดนมาร์ก ปี 1994 (9 มีนาคม)
“ผมจำได้ว่า ตอนเช้าวันแข่งจริง เรามีการประชุมทีมกันก่อนที่จะออกไปซ้อม และเทอร์รี่ก็ประกาศรายชื่อ 11 ตัวจริงตรงนั้นเลย พร้อมกับพูดว่า...
"เดี๋ยวเราจะขึ้นรถบัสกันแล้วนะ แต่เดี๋ยวก่อน เรายังมีเวลาอีกประมาณ 10-15 นาที ฉะนั้น ถ้าใครจำเป็น อยากโทรกลับไปหาครอบครัวที่บ้าน ตอนนี้ คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่พวกนายจะต้องโทรแล้วล่ะ"
“ผมไม่รู้นะ แต่...ผมคิดว่า ตอนเขาพูดประโยคนี้ เขาคงคิดถึงผมอยู่
“นัดนั้น น่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดในชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของผมแล้วล่ะครับ (อังกฤษชนะ 1-0)
“เทอร์รี่ทั้งแคร์และก็เป็นคนที่ใส่ใจกับทุกคนจริง ๆ
“และกับนักเตะ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างรู้สึกและสัมผัสได้ถึงสิ่ง ๆ นั้น
“เขาจะทำให้อารมณ์ของคุณ เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเสมอ
“1 ปีก่อนที่ศึกยูโรจะระเบิดเปิดฉากขึ้น ผมต้องต่อสู้กับปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างหนัก
“แต่เขาก็ยังหาเวลามาพูดคุยกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ และสนับสนุนให้ผมร่วมงานกับ เดฟ บัตเลอร์ นักกายภาพบำบัดที่สเปอร์ส สำหรับการรักษาตัวผม
“แล้วจากนั้น ผมก็ใช้เวลาหลายสิบชั่วโมงเลย ในการอยู่ร่วมกับเดฟ
“และวันที่ศึกยูโรดำเนินมาถึง ผมก็รู้ตัวว่า ตัวเองนั้นพร้อมแล้ว สำหรับการออกไปผจญภัยในช่วงซัมเมอร์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม
“ทีมชุดนั้น เต็มไปด้วยนักเตะเลือดผู้นำทั้งนั้นเลยครับ
“ตั้งแต่ โทนี่ อดัมส์ และ อลัน เชียเรอร์ ไปจนถึง พอล อินซ์ กับ สจ๊วร์ต เพียร์ซ
“แต่สายตาทุกดวงต่างจ้องมองไปที่เทอร์รี่กันหมด
“พวกเขาทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ว่าเขาคือเจ้านาย เราทุกคนต่างตั้งใจฟังอย่างดีกับทุก ๆ คำที่เขาพูดออกมา
“และเวลาที่เขาทำสิ่งต่าง ๆ บนสนามซ้อม ทุกคนในสนามก็จะเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อทันที
“เขาเปลี่ยนรูปแบบการเล่น จากเกมสู่เกม เปลี่ยนผังระบบการเล่น และทุกคนก็เข้าใจตรงกันหมด
“เขารักการโค้ชชิ่ง เขารักการพัฒนานักเตะให้เก่งขึ้น ๆ เขารักการชนะในเกมฟุตบอล และเขาก็รักที่จะได้เห็นนักเตะทุกคนมีรอยยิ้มเปื้อนบนหน้า
“แต่แน่นอน เขาเองก็มีมุมที่เข้มงวดเด็ดขาดให้เราเห็นอยู่เหมือนกัน
“แล้วประเด็นที่เขาพูดออกมา มันมักจะถูกต้องอยู่เสมอ และนักเตะทุกคน ต่างก็รับรู้ในเรื่องนั้นดีและก็ทำใจยอมรับมันในที่สุด
“เราออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ
“เราเสมอกับสวิตเซอร์แลนด์ 1-1 มีพวกเราหลายคนเลยที่คิดว่า เกมต่อไป ตัวเองคงจะต้องถูกดร็อปไปนั่งเป็นตัวสำรองแน่ ๆ
“จากนั้น เราก็มีการประชุมกันภายในทีม และเขาก็พูดขึ้นมาเลยว่า...
"ผมคงไม่ต้องบอกพวกคุณหรอกนะ ว่านั่นมันยังดีไม่พอ และเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก แต่...ผมเชื่อใจพวกคุณนะ สัปดาห์หน้าเราจะใช้นักเตะชุดเดิมลงสนามอีกครั้ง"
“นั่นล่ะครับ สถานการณ์ ณ ตอนนั้น ในวินาทีนั้น พอคุณได้ฟังแบบนี้แล้ว คุณจะรู้สึกดีขึ้นมาก ๆ จริง ๆ
“คราวนี้ คุณกลับไปที่สนามซ้อม และคุณก็จะเริ่มมีความกระหายที่อยากจะลงสนามเพื่อออกไปคว้าชัยชนะในนัดต่อไปให้ได้ ด้วยความรู้สึกที่แทบจะอดใจ จนรอไม่ไหวแล้ว ที่จะให้เกมวันนั้นดำเนินมาถึงเร็ว ๆ
“เกมเจอกับสกอตแลนด์ มันไม่ได้เป็นเกมที่มหัศจรรย์อะไรขนาดนั้นนะ แต่พอเรายิงประตูที่ 2 ได้ปุ๊ป บรรยากาศทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปโดยปริยาย ทั้งในสนาม ในประเทศ และในห้องแต่งตัว
“ส่วนเกมกับเนเธอร์แลนด์ ผมบอกตามตรงเลยว่า ผมไม่เคยเจอเกมไหนเหมือนเกมนี้มาก่อนเลย
“คุณลืมไปเลยว่า ตัวเองนั้นวิ่งพล่านไปทั่วสนามเยอะแค่ไหน เพราะมันดูไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าเลย
“และจากนั้น พอเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง คุณนำฮอลแลนด์อยู่ 4-0 (สุดท้าย จบที่ 1-4) และคนทั้งสนามก็ร้องเพลง "Football's coming home"
“ผมคิดว่านั่นคือคืนที่...มันเป็นเหมือนบทสรุปทุกอย่างเกี่ยวกับตัว 'เทอร์รี่' เลยล่ะ
“ใช่ครับ มันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเขา และคืนนั้นมันก็เป็นค่ำคืนที่พิเศษแบบเหลือเชื่อมาก ๆ
“ฟอร์มการเล่นของเราในนัดรอบรองชนะเลิศ อันนั้นก็ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน
“ดีพอ ๆ กับที่เราเจอกับเนเธอร์แลนด์เลยล่ะครับ ในมุมมองของผม
“แต่ผลการแข่งขันมันกลับเป็นเหมือนหมัดฮุกสองดอกที่ซ้ำเติมเราเลยนะ
“การพ่ายแพ้ในเกมนั้น ใช้เวลานานมาก กว่าเราจะฟื้นตัวกลับมาได้ และมันไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เลยเกี่ยวกับเรื่องนี้
“แถมนั่นยังเป็นเกมนัดสุดท้ายของเทอร์รี่ด้วย และเขาก็ผิดหวังจริง ๆ ที่ตัวเขาเอง ไม่สามารถอยู่คุมพวกเราต่อในเทศกาลฟุตบอลโลกครั้งต่อไปได้อีกแล้ว
“ประเด็นที่ผมจะสื่อก็คือ มันมีอยู่ภาพหนึ่งที่คุณจะไม่สามารถเห็นสิ่งเหล่านั้นในตัวเขาได้เลย ถ้าคุณไม่ได้เห็นด้วยตาของคุณเอง
“ห้องแต่งตัวคืนนั้น ภาพที่เราเห็นจากตัวเขา คือความเป็น "พ่อคน"
“เขาเลือกเอาภาพนั้นของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเป็นมาตลอด และเป็นวิธีที่เขาปฏิบัติกับผู้คนทุกคนที่เขาพบเจอ
“แม้แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เขาก็ยังหาคำพูดที่ถูกต้องมาพูดกับเราได้เสมอ
“อย่างที่ผมบอกไปครับ ใช่! เขาคือกุนซือผู้ยิ่งใหญ่
“แต่ให้ตายสิ เขาเองก็เป็น ยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยเหมือนกันนะ”
..
✍️ #ดาร์เรนแอนเดอร์ตัน เขียน
🔖 #ปรากลิเบอโร่ แปลและเรียบเรียง
❤ 📚
📸