Libero Shoot

Libero Shoot

แชร์

เสน่ห์มนต์ขลัง ลูกหนังยุคคลาสสิก

06/03/2026

📰 คำขอบคุณถึงฮีโร่ชื่อ "ย.โย่ง"

ขอบคุณลุงโย่ง ที่...ทำให้หลานมีหมุดหมายของชีวิต ตั้งแต่อายุ 15

ขอบคุณลุงโย่ง ที่...ทำให้หลานมีความพยายามอย่างตั้งใจดีที่จะเดินตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด โดยไม่โลเล

ขอบคุณลุงโย่ง ที่...ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลดี ๆ ผ่านทั้งตัวหนังสือและรายการต่าง ๆ ที่ลุงโย่งเคยทำและเคยเป็นพิธีกร

ยิ่งได้อ่านคอลัมน์ "มุมมองของ ย.โย่ง" กับรายการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ที่ลุงโย่งทำกับ เอ-ทีม สปอร์ต ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมรู้ว่า ความรู้ของแก กับเรื่องกีฬาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เพียงฟุตบอล แกรู้ครอบจักรวาลจริง ๆ

"คัมภีร์ฟุตบอล" กับ "คัมภีร์มอเตอร์สปอร์ต" ยุคนั้น ผมว่าไม่เกินจริง

ขอบคุณลุงโย่ง ที่...ทำให้หลานรู้ว่า กีฬา "ฟุตบอล" ไม่ว่าจะเรื่องของ...สังคมจิตวิทยาก็ดี แฟนบอลก็ดี โค้ชก็ดี นักเตะก็ดี การทำงานเบื้องหน้า-เบื้องหลังของสโมสรก็ดี เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึง เกมการแข่งขันก็ดี

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นครูสอนเราให้รู้จักคิด รู้จักอ่าน รู้จักทำความเข้าใจต่อสัจธรรมชีวิตและโลกอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าผลลัพธ์ที่ออกมา จะสำเร็จหรือผิดหวัง ขอให้เราจำไว้เสมอว่า เราก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น!

และฟุตบอล ก็ยังทำให้ผมได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์เพิ่มมากขึ้นด้วย แม้กระทั่งการจากลาคนกับที่เรารัก คนที่เราผูกพันตลอดกาล หรือแม้กระทั่งวันที่ลุงโย่งจากไป ก็เป็นการสอนใจเราด้วยว่า ชีวิตที่เหลือของเรา จงใช้ให้คุ้มและมีคุณค่า ให้สมกับที่เราได้เกิดมาเป็นหนึ่งชีวิตบนโลกนี้

ทุกวันนี้ ผมทำงานที่ PPTVHD36 ในตำแหน่ง Co-Producer ทางฝั่ง Production Sports มีความสุขทุกวันครับ ที่ได้ไปทำงาน ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อเลยแม้แต่น้อย

นอกจากฟุตบอลแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสหยิบจับทำกีฬาอื่น ๆ เช่น กอล์ฟ (Honda LPGA 2026 ที่ผ่านมา ได้ทำสคริปต์และพากย์สกู๊ปสารคดีของทัวร์นาเมนต์) และ มวย (Thai Fight ได้มาช่วยพี่โดม หัวหน้าผมให้คิว ประสานงานกับภาคสนาม จดรายละเอียด เพื่อจะได้มาทำคอนเทนต์ลงช่อง และประกอบการทำสคริปต์ให้นักพากย์ได้ลงเสียงในรายการ Thai Fight Warrior)

ระหว่างทำก็คิดอยู่เสมอว่า ฮีโร่เรายังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้

และผมก็กำลังพยายามอย่างตั้งใจดีในทุก ๆ วันจนถึงทุกวันนี้อยู่นะครับ ลุงโย่ง

แค่ผมนึกถึงหน้า "ย.โย่ง" เอกชัย นพจินดา ฮีโร่หมายเลข 1, "ก.ป้อหล่วน" นิกร ชำนาญกุล ฮีโร่หมายเลข 2 และ "บี แหลมสิงห์" สยามพงษ์ ผลมาก บีแหลมสิงห์FanPage ฮีโร่หมายเลข 3 ในทุก ๆ วัน ที่ได้ไปทำงานหรือตั้งใจจะไปทำอะไรสักอย่างที่มันเป็น Positive

ผมไม่กลัวอะไรแล้วฮะ

เพราะผมมีลุงโย่ง ลุงนิกร และพี่บี อยู่ในหัวใจผมตลอดมา และจะเป็นเฉกเช่นนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตฮะ

ผมจะตั้งใจดีต่อไปครับ ลุงโย่ง และความรู้ความสามารถ ความดีทั้งหลายทั้งปวงที่ผมได้กระทำ ได้รับมาประดับกายและหัวใจของผม

ผมขออุทิศให้ลุงโย่งด้วยครับ

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📸 #สตาร์ซอคเก้อร์
⚽ #ฟุตบอล #ข่าว #ตำนาน

19/02/2026

ได้เจอตัวจริงเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตแล้วครับกับคุณ "จงโคร่ง โหม่งเช็ดคาน" แถมยังได้ร่วมงานกันอีก ในการถ่ายทอดสดกอล์ฟสตรีระดับโลก ศึก Honda LPGA Thailand 2026 อีกด้วย เป็นเกียรติที่สุดเลยครับผม 🙏❤🏌 #ปรากลิเบอโร่ #พิศณุนิลกลัด

COUNTDOWN To Honda LPGA Thailand 2026 | ตอนที่ 1
การกลับมาของปรากฏการณ์กอล์ฟสตรีระดับโลกครั้งที่ 19
.
#HONDALPGAThailand2026 #LPGA2026 #กอล์ฟ #PPTVHD36 #PPTVSports 10/02/2026

ที่ผ่านมา ผมไม่เคยสัมผัสหรือเจาะลึกอะไรเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟเลย และนี่คือครั้งแรก! กับการพากย์สกู๊ปประจำทัวร์นาเมนต์ Honda LPGA Thailand ทั้งหมด 10 ตอน (มีพากย์+เขียนสคริปต์ ซึ่งบทที่ทำนั้น พี่ฟลุ๊ค "จารย์หลา" กับผม "ปราก ลิเบอโร่" แบ่งกันทำคนละ 5 ตอน

ขอบคุณพี่โดม โปรดิวเซอร์หัวหน้าผมมาก ๆ ครับ ที่เลือกและมั่นใจให้ผมเป็นคนลงเสียง

ขอบคุณพี่บิ๊กและพี่ฟลุ๊ค ที่มาโปรดิวซ์ที่ห้องลงเสียงให้ผมฮะ

ขอบคุณพี่คมสำหรับเรื่องเนื้อหา การทำสคริปต์ ที่พี่ได้เก็บตัวอย่างเอาไว้ให้ผมและพี่ฟลุ๊คได้นำเอาไปต่อยอดต่อ

ขอบคุณพี่น้อง+พี่เบส มาก ๆ ครับ สำหรับการตัดต่ออันเฉียบคม

และขอบคุณพี่ ๆ ในทีม PPTV Production Sports ทุกคนที่เชื่อมั่นในตัวเด็กมดตัวน้อย ๆ คนนี้คร้าบผม 🙏❤

..

ปล.สกู๊ปทั้ง 10 ตอน สำหรับใครที่ดูรายการ Sports Corner ทุกวันเวลา 12.45 - 13.45 น. ก็มาพบกับเนื้อหาตรงส่วนนี้และเสียงของผมได้ที่ช่อง PPTV HD 36 นะคร้าบ

COUNTDOWN To Honda LPGA Thailand 2026 | ตอนที่ 1 การกลับมาของปรากฏการณ์กอล์ฟสตรีระดับโลกครั้งที่ 19 . #HONDALPGAThailand2026 #LPGA2026 #กอล์ฟ #PPTVHD36 #PPTVSports

03/02/2026

🇮🇹 คอลัมน์ : #ฝ่าดงรองเท้าบูท
📰 ผ่าอดีตสามประสานที่มิลาน

อาร์ริโก้ ซ้าคคี่ : "พวกเขาคือตำนานวีรบุรุษลูกหนังตัวจริง"

รุด กุลลิท : "พอ ฟาน บาสเท่น หายเจ็บ แล้วมิลานได้ไรจ์การ์ดมาเสริม คราวนี้ ก็ไม่มีอะไรที่จะหยุดพวกเราได้อีกแล้วครับ"

..

3 ทหารเสือดัตช์ กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในงานฉลองครบรอบ 125 ปีก่อตั้งสโมสร เอซี มิลาน เมื่อปลายเดือนมกราคมปี 2025

จะว่าไปแล้ว เราเห็นน้อยมากนะครับที่สามคนนี้จะมานั่งให้สัมภาษณ์ด้วยกันเป็นเนืัอหากิจจะลักษณะยาวขนาดนี้

ค่าย "ปีศาจแดง-ดำ" คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการนัดพบปะสนทนา โดยเฉพาะการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตระหว่างตนเองกับมิลาน

มิลาน ในยุคการคุมทัพของ "อาร์ริโก้ ซ้าคคี่" ว่ากันว่า ณ เวลานั้น พวกเขาคือยอดทีมหมายเลข 1 ของยุโรปและอาจของโลกเลยก็ว่าได้ รวมถึง 3 ทหารเสือดัตช์ ที่กลายเป็นหนึ่งในชุดสามประสานที่ดีที่สุดเท่าที่จักรวาลลูกหนังโลกเคยมีมา

บทสัมภาษณ์นี้ล้ำค่ามากครับ

มาร์โก ฟาน บาสเท่น & ฟรังค์ ไรจ์การ์ด และ รุด กุลลิท จะเล่าความทรงจำใดให้พวกเราแฟนลูกหนังฟังและรับรู้กันบ้าง ขอเชิญทุกคนทัศนาอ่านพร้อมกับชมสุดยอดภาพแอ็คชั่นภาพนี้ในย่อหน้าต่อไปและตรงด้านล่างกันได้เลย...คะร้าบ

📼 (เปิดการบันทึก)

💎 วันแรกที่มาเหยียบมิลาน

⭐ ฟาน บาสเท่น : ทุ่งนาสวย ภูมิประเทศเยี่ยม เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และก็...อาหารอร่อยมากครับ

🔥 ไรจ์การ์ด : รู้สึกถึงความสนุกครับ แถมมันเป็นความทรงจำที่ดีมาก ๆ เลยด้วย

🚀 กุลลิท : อาหารอร่อยมากครับ บรรยากาศภายในทีมก็ดีมาก คุณจะรู้สึกได้เลยว่า การที่มาที่นี่นั้น คุณมาเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะจริง ๆ

💎 แมตช์ที่ดีที่สุดกับมิลาน

⭐ ฟาน บาสเท่น : นัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ (1989) ที่บาร์เซโลน่าครับ เจอกับ...สเตอัว บูคาเรสต์

🔥 ไรจ์การ์ด : ผมคิดว่าคงเป็นแมตช์กับสเตอัว บูคาเรสต์ ครับ เพราะมันเป็นแมตช์ตัดสินแชมป์ แล้วเราก็ถือไพ่ครองเกมเหนือกว่าคู่ต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก

🚀 กุลลิท : นัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ (1989) ที่บาร์เซโลน่า กับ...สเตอัว บูคาเรสต์ ครับ

💎 สุดยอดประตูที่ผุดขึ้นมาในใจ ณ ตอนนี้

⭐ ฟาน บาสเท่น : ผมเลือกไม่ถูกเลยนะครับ แต่ถ้าเอาตอนนี้ ก็คงเป็น...2 ประตูในนัดชิงฯ ยูโรเปี้ยน คัพ ที่ผมยิงใส่ สเตอัว บูคาเรสต์ ซึ่งมันเป็นอะไรที่พิเศษมาก

🔥 ไรจ์การ์ด : ลูกแรกและลูกเดียวที่ผมยิงใส่เบนฟิก้าในนัดชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 1990 ครับ

🚀กุลลิท : ประตูแรกของผมกับมิลานครับ ในเกมเจอกับปิซ่า (13 ก.ย. 1987 / ปิซ่า 1-3 มิลาน)

💎 วิเคราะห์ ข้อดี-ข้อเสีย ของตัวเองในสนาม

⭐ ฟาน บาสเท่น : ข้อดี - ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้เลยครับ ความอยากเอาชนะมันฝังอยู่ในใจผมตลอดเวลา และก็ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชัยชนะตกเป็นของผมให้ได้

ส่วนข้อเสีย - เรื่องสมาธิครับ สิ่งนี้สำคัญมาก ผมว่าผมเป็นคนที่มีสมาธิพอตัวเลยนะ แต่เวลาเจอแมตช์ที่มันดูง่าย สมาธิผมจะหลุดทุกทีครับ

🔥 ไรจ์การ์ด : ข้อดี - การที่ตัวเองได้เล่นอยู่ในสนามนั่นแหละครับ (ฮ่า...ฮ่า) ตอนผมเป็นนักเตะ ผมจะพยายามช่วยเหลือเพื่อนในทีมอยู่เสมอ แล้วพอผมทำแบบนั้น มันก็จะกลายเป็นแต้มต่อ เป็นประโยชน์ให้กับตัวผมเองด้วย

ส่วนข้อเสียของผม - คล้าย ๆ มาร์โกเลยครับ คือ เวลาที่เจอเกมที่มันเล่นง่าย ผมจะเผลอเหม่อลอย จนหลุดโฟกัส เสียสมาธิไปเลย

🚀 กุลลิท : ข้อดี - ความสุขของผม คือการที่ตัวเองได้สนุกครับ เพราะถ้าผมไม่รู้สึกสนุก คราวนี้มันก็จะเป็นการยากสำหรับผมละ คุณจะสนุกได้มากยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อคุณได้รับชัยชนะ ฉะนั้น คุณต้องทุ่มเทให้กับการเล่นอย่างเต็มที่เท่าที่พลังตัวเองมี

ส่วนข้อเสียเหรอครับ? - เกมบางนัด พอหลังจบแมตช์ ผมมักจะมาคุยกับตัวเองที่หลังว่า "แหม่! เกมนี้เราน่าจะผ่อนลงสักหน่อยนะ ไม่ต้องทุ่มเทเต็มร้อยตลอดเวลาก็ได้"

💎 3 ทหารเสือดัตช์ ใคร? แข็งแกร่งที่สุด

⭐ ฟาน บาสเท่น : สามคนมัดรวมกันครับ

🔥 ไรจ์การ์ด : ผมว่าอาจจะเป็น...รุด

🚀 กุลลิท : เราสามคนต่างมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่เราได้รวมพลังกัน เราจะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ความสมบูรณ์แบบ" ครับ

💎 3 หน่อ ใคร? ดูมีแพสชันในสนามเยอะที่สุด

🔥 ไรจ์การ์ด : ผมยกให้ มาร์โก ครับ แน่นอนที่สุด

🚀 กุลลิท : มาร์โก

💎 คำนิยามถึง...อาร์ริโก้ ซ้าคคี่

⭐ ฟาน บาสเท่น : "ยอดกุนซือ"

🔥 ไรจ์การ์ด : "วาทยกรแห่งวงออเคสตรา" เขาอยากให้ผมไปเล่นที่มิลานมาก และผมได้มาที่นี่ก็เพราะเขา รวมถึงเพื่อนร่วมทีมเลือดดัตช์ 2 คนนี้ด้วยครับ

🚀 กุลลิท : "คลั่งไคล้ใหลลง" (ในฟุตบอลขั้นสุด)

💎 คำนิยามถึง...ฟาบิโอ คาเปลโล่

⭐ ฟาน บาสเท่น : "ผู้ชนะ"

🔥 ไรจ์การ์ด : เป็นกุนซือที่เข้าใจในเกมฟุตบอลมากครับ เขารู้เลยว่า นัดไหนควรส่งใครลง และวางผังแบบไหนจึงจะเหมาะกับทีมของเขาที่สุด

🚀 กุลลิท : "ผู้ชนะ" ครับ เป็นผู้ชนะที่ไม่พูดหรือคุยโวอะไรเยอะ แต่ทุกครั้งที่ใบหน้าเขาเกลื่อนรอยยิ้มออกมาเมื่อไหร่ รอยยิ้มของเขาจะมีความหมายเสมอครับ

💎 คำนิยามถึง...คาร์โล อันเชล็อตติ

⭐ ฟาน บาสเท่น : "เพื่อนแท้"

🔥 ไรจ์การ์ด : เขาคือ "ปรมาจารย์" ครับ ผมจำได้ว่า ตอนที่ตัวเองย้ายมาอยู่มิลานในช่วงแรก ๆ ผมเลือกที่จะศึกษาเรียนรู้วิธีการยืนตำแหน่งและการขยับตัวในแดนกลางจากเขา และเขาก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้ผมมาโดยตลอด"

🚀 กุลลิท : เป็น "คนดีมาก" ครับ เป็นคนที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เขาจะเป็นที่รักของทุก ๆ คนที่พบเจอเสมอ เหมือนคุณลุงคนโปรดของผมคนนึงยังไงยังงั้นเลยครับ

💎 คำนิยามถึง...ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่

⭐ ฟาน บาสเท่น : "หมายเลข 1"

🔥 ไรจ์การ์ด : สุดยอดประธานสโมสรมีแค่หนึ่งเดียว และเขาคือคน ๆ นั้นของพวกเรา

🚀 กุลลิท : "หมายเลข 1" ครับ เขาคือคนที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานกับทุก ๆ คนมาด้วยทั้งหมด เป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมดีมาก อยู่เคียงข้างพวกเราทุกคนในทีมแทบทุกครั้ง สอนให้เรารู้จักเรียนรู้วิธีการเอาชนะ วิธีการวางตัว ว่าควรทำยังไง เขาสอนเราได้แม้กระทั่งเรื่องแนวคิดในการเล่น และการใช้ชีวิตนอกสนามเลยล่ะครับ

💎 คู่ต่อสู้สุดประทับใจ

⭐ ฟาน บาสเท่น : เปียโตร เวียโชโว้ด (ซามพ์โดเรีย) ครับ เขาเป็นคู่แข่งกองหลังที่ผมเจาะด้วยยากที่สุด แต่นอกสนาม เขาก็เป็นคนที่ดีมาก ๆ คนนึงเลยครับ

🔥 ไรจ์การ์ด : (ดีเอโก้) มาราโดน่า แน่นอนครับ

🚀 กุลลิท : ถ้าเป็นบุคคล ผมเลือก...มาราโดน่า แต่ถ้าเป็นทีมคู่แข่ง ผมเลือก...อินเตอร์ ผมสนุกกับการได้เล่นศึกที่เป็น "ดาร์บี้" ทุกครั้ง เพราะการได้เจอทีมที่แข็ง ๆ เกมมันถึงจะมันส์ เร้าใจครับ

💎 ความสัมพันธ์และมิตรภาพของ 3 ประสาน

⭐ ฟาน บาสเท่น : ทุกวันนี้ ผมมีความสุขมากครับ ที่ยังได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนรักของผมทั้งสองคนนี้ เรายังคงใช้เวลาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ทั้ง...ไปกินข้าวด้วยกัน ตีกอล์ฟด้วยกัน

เราสามคน ก็ยังคงใช้ชีวิตกันอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม เราคุยกันได้ทุกเรื่องจริง ๆ ครับ รวมถึงเรื่องของทีมมิลานด้วย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี ผมก็ยังคงรู้สึกขอบคุณสโมสรนี้เสมอและรู้สึกแฮปปี้มาก ที่ครั้งหนึ่งได้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ยิ่งใหญ่อย่างทีมนี้...ทีมที่ประสบความสำเร็จระดับสุดยอด ซึ่งนั่น...เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดครับ

🔥 ไรจ์การ์ด : ผมมีความสุขมากครับที่ได้มาอยู่กับทุกคนในช่วงเวลาที่พิเศษแบบนี้

สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากพูดคือ "ฟอร์ซ่า มิลาน!" ขอให้สโมสรนี้คงความยิ่งใหญ่แบบนี้ต่อไปและพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ต่อไปในอนาคตเช่นเดียวกันครับ

🚀 กุลลิท : ในช่วงเวลาแบบนี้ (ฉลอง 125 ปี ก่อตั้งสโมสรมิลาน) ผมรู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเราสามคนเคยมีโอกาสลงเล่นด้วยกัน และรู้สึกโชคดีเป็นที่สุดที่เราเคยคว้าชัยชนะต่าง ๆ มามากมาย

ผมกับฟรังค์ เรารู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 12 มันเหลือเชื่อจริง ๆ นะครับ ที่เราได้มาร่วมผจญภัยอะไรแบบนี้ด้วยกัน

ส่วนผมกับมาร์โก เรารู้จักกันมาตั้งแต่ 17 ขวบ ซึ่งตัดภาพไปที่ตอนนั้น เราสองคนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันนึง เราจะได้มานั่งพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคนั้นพร้อมกับถ้วยแชมป์ที่มากมายอะไรขนาดนี้

และการที่ทุกวันนี้ แฟนบอลยังคงพูดถึงและให้การยอมรับในการเล่นฟุตบอลของพวกเราที่กลายเป็นสิ่งโด่งดังไปทั่วโลก ถือเป็นคำชื่นชมที่วิเศษและยิ่งใหญ่มาก ๆ ครับ แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานมากแล้วก็ตาม

ฟอร์ซ่า มิลาน! ครับ

📼 (จบการบันทึก)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚 #เอซีมิลาน
📸 #ฟุตบอล #อิตาลี

02/02/2026

🇮🇹 #ฝ่าดงรองเท้าบูท 📰 3 ทหารเสือดัตช์ ใครสำคัญที่สุด? ในมุม...รุด กุลลิท

มาร์โก ฟาน บาสเท่น
ฟรังค์ ไรจ์การ์ด
รุด กุลลิท

สามคนนี้ ชื่อเสียงเรียงนาม ผมคงไม่ต้องสาธยายให้เสียเวลา เพราะทุกวันนี้ เด็ก ๆ หรือแฟนบอลยุคใหม่ หลายคนที่อายุประมาณสัก 10-30 ปีกว่า คงได้สัมผัสถึงความเก่งฉกาจของพวกเขา ว่ายอดเยี่ยมไร้เทียมทานมากแค่ไหนผ่านเกมฟุตบอล ทั้งใน efootball หรือว่า FC Online

แต่ถ้าถอยหลังไปอีก แฟนบอลยุคทศวรรษ 80 ต่อต้นทศวรรษ 90 ถือเป็นความโชคดีและอาจเป็นบุญตาของท่านเลยก็ได้ ที่ได้เห็นการประสานงานของ "3 ทหารเสือดัตช์" ทั้งในทีมชาติและในสโมสรอย่าง เอซี มิลาน ผ่านรูปเก่า ๆ ในนิตยสารหรือผ่านเทปวิดีโอ (ร้าน สตาร์ ซอคเก้อร์ พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า???) เมื่อครั้งกระโน้น

..

3 คนนี้...ใครสำคัญที่สุด?

3 คนนี้...ใครเก่งที่สุด?

ผมเชื่อว่าแฟน ๆ คงมีทั้งคำตอบพร้อมกับเหตุผลอยู่ในใจอยู่แล้ว

แต่สำหรับตัว รุด กุลลิท เมื่อได้รับคำถามนี้จากแฟนบอลท่านหนึ่ง เขาบอกเลยว่า มันไม่ใช่คำถามที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะ...

...“ผมไม่เคยรู้สึกว่า นักเตะในทีมคนไหนจะสำคัญกว่านักเตะอีกคนเลยนะ"

"ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ครับ ที่เราต้องประกอบเข้าด้วยกันให้มันลงล็อก ไม่ว่าจะ (เปาโล) มัลดินี่ก็ดี, (ฟรังโก้) บาเรซี่ก็ดี เราต้องการตัวทุกคนมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ"

"ฉะนั้น หากเราขาดใครคนใดคนนึงไปล่ะก็...รูปเกมมันก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ แต่โดยภาพรวม ทีมก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ดีครับ"

"จุดแข็งของทีมเราอย่างหนึ่งในยุคนั้นเลยก็คือ ไม่มีใครเคยคิดว่าตัวเองนั้นสำคัญกว่านักเตะอีกคน แม้ว่าบางคนจะได้รับจุดโฟกัสมากกว่าก็ตาม"

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📷 #เอซีมิลาน #ฟุตบอล

Photos from Libero Shoot's post 01/02/2026

⚽ #เตะตามตำรา เอียน รัช สอนเทคนิค
📰 “การเป็นยอดดาวซัลโว" ฉบับ...ชั้นครู!

2 ปีแรกที่ลิเวอร์พูล เอียน รัช แทบสังหารประตูให้ทีมไม่ได้เลย และมันทำให้เขาคิดถึงขั้น...อยากย้ายออกจากทีม

รัชชี่ให้เวลาตัวเอง 2 ปีในการทะยานขึ้นไปเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล

7 เกมสุดท้ายของฤดูกาล 1980/81 เด็กหนุ่มจากเวลส์วัย 19 ได้รับโอกาสลงสนามแทนนักเตะรุ่นพี่อย่าง สตีฟ ไฮเวย์ และ เดวิด จอห์นสัน ที่บาดเจ็บไป

แม้รัชจะมองตัวเองในเวลานั้นว่า โชว์ฟอร์มได้ดี แต่เขากลับทำประตูไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

พอฤดูกาลถัดมา รัชถูกลดบทบาท ให้ลงไปเล่นกับชุดทีมสำรอง

เขายอมรับความจริงในเรื่องนี้ไม่ได้ และมองว่าตัวเองนั้น สมควรที่จะอยู่ในทีมตัวจริง ไม่ใช่ทีมสำรอง

และวันหนึ่ง รัชจึงตัดสินใจไปพบบ๊อบ เพื่อขอพูดคุยเรื่องการย้ายทีม

"นายย้ายได้เลยนะ และเหตุผลที่นายไม่ได้อยู่ในทีมตัวจริงนั้น นั่นก็เพราะ นายไม่มีความเห็นแก่ตัวมากพอ ถ้านายยิงประตูได้ นายก็จะได้อยู่ในทีม แต่นายจำไว้อย่างนึงนะ...ต่อให้นายเล่นดีแค่ไหน ถ้านายยิงประตูไม่ได้เลย ชื่อนายก็จะไปอยู่ในบัญชีนักเตะที่เราพร้อมขายโละออกจากทีมในทันที"

รัชชี่ในวัยแค่ 20 ขวบ ผู้อุปมาดังนกน้อย ไฉนจึงจะมาล่วงรู้ความคิดพญาครุฑชื่อ "บ๊อบ เพสลี่ย์" ได้เล่า

ด้วยอายุอานามแค่นั้น บวกกับสถานการณ์ในวินาทีนั้น รัชอาจจะมองว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ในสายตาของบ๊อบตั้งแต่แรก

แต่หารู้ไม่...บ๊อบไม่ได้มีเจตนาจะขายรัชตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และประโยคของบ๊อบทั้งหมดนั้น นั่นล่ะ คือการใช้หลักจิตวิทยาในการช่วยดึงศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาจากตัวนักเตะอย่างรัช

"โอเค ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า ผมนั้นก็เป็นจอมถล่มประตูได้เหมือนกัน"

ผลลัพธ์หลังจากการพูดคุยวันนั้น : "ผมยิงได้ 7-8 ประตูให้กับทีมชุดสำรอง และวันหนึ่ง เหมือนโชคเข้าข้างผม เดวิด จอห์นสัน เกิดบาดเจ็บอีก บ๊อบ เพสลี่ย์ จึงให้โอกาสผมอีกครั้ง ผมลงสนามไปในฐานะตัวสำรอง ในเกมเจอโออูลู (ลิเวอร์พูลชนะ 7-0 / 30 กันยายน 1981 / ศึกยูโรเปี้ยน คัพ) และประตูแรกของผมกับลิเวอร์พูลก็เกิดขึ้น"

"จากนั้นก็เป็น...2 ประตูเจอเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ในศึก มิลค์ คัพ และก็อีก 2 ประตูเจอลีดส์ ยูไนเต็ด ในเกมลีก ดิวิชั่นหนึ่ง อังกฤษ และที่เหลือ ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์อย่างที่คุณ ๆ ทราบกันดี"

อะไรหนอ คือเทคนิคที่ทำให้ เอียน รัช กลายเป็นดาวยิงถล่มประตูคู่ต่อสู้ได้ดุดัน ยังกะเครื่องจักรเปี่ยมสมรรถนะที่สั่งการได้

บทสัมภาษณ์นี้ของรัชในปี 2008 กับนิตยสาร Champions นิตยสารอย่างเป็นทางการของศึก ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะให้คำตอบแก่เราได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น โดยเฉพาะผู้ที่สนใจและต้องการเกิดมาเป็นดาวซัลโว...อย่างแท้จริง

📜 (เปิดการบันทึก)

📼 ถาม : เราเคยได้ยินคำพูดหนึ่งที่บอกว่า “คนที่จะเป็นดาวยิงได้ มักจะเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณนักล่าตาข่ายที่ยอดเยี่ยม” แบบนี้หมายความว่า เราก็สามารถที่จะไม่ต้องเรียนรู้วิธีการสังหารประตูได้ ถูกมั้ยครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : โอ้ว ไม่เลยครับ คุณนั้นสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เสมอ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณเราด้วยจริง ๆ นั่นแหละ

ถ้าคุณเริ่มคิดมาก...เริ่มคิดจนเอ่อล้นในสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ล่ะก็...โอกาสที่จะกลับมาแก้ไขในภายหลัง บางที มันอาจสายเกินไปก็ได้

วินาทีนั้น ถ้าคุณไม่คิดจะทำอะไรในจังหวะต่อไป คู่แข่งฝั่งตรงข้ามก็จะสามารถจับทางคุณได้ และพวกกองหลังก็จะแย่งบอลจากคุณไปเล่นต่อ

การที่คุณจะดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้รักษาประตู คุณต้องมีความใจเย็นเป็นอันดับ 1

อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะถ้าคุณคิดเยอะ ผมรับประกันได้เลยว่า คุณจะเสียเวลาเพิ่มมากขึ้นอีกแน่

ทีนี้ล่ะ ความคิดหลายอย่างก็จะเข้ามากวน มาโจมตีวนเวียนอยู่ในหัวของคุณ และคุณก็จะพลาดพลั้งในที่สุด

📼 ถาม : แต่ผู้เล่นก็สามารถที่จะพัฒนาฝีมือฝีเท้าในเรื่องนี้ได้อยู่ใช่มั้ยครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : คุณสามารถเปลี่ยนมูลค่านักเตะธรรมดาคนหนึ่งจาก 2 แสนปอนด์ ให้กลายเป็นนักเตะระดับยอดเพชรที่มีค่าในสนนราคา 2 ล้านปอนด์ ได้นะ ถ้าคุณฝึกสอนเขาอย่างถูกต้อง

ผมเคยทำงานกับ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ในตำแหน่ง “โค้ชกองหน้า” ของลิเวอร์พูล โดยนักเตะที่ผมต้องเทรนให้ คือ ไมเคิ่ล โอเว่น

เดิมเขาเป็นดาวยิงระดับชั้นยอดอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีอยู่ในตัวตลอดเวลา คือ ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน

นักเตะอย่างโอเว่นนั้น ผมมองว่าเป็นนักเตะที่ดีมาก ๆ คนหนึ่ง โอเคล่ะ คุณอาจพัฒนาเขาได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองและหน้าที่ของคุณเองแล้ว ว่าจะทำให้มันออกมาดีมากน้อยแค่ไหน

คนเป็นนักกีฬาน่ะ สามารถที่จะเรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ

ผมมีความเชื่อหนึ่งมาตลอด คือ ก่อนที่เราจะเข้าอายุ 30 คุณต้องโฟกัสไปที่จุดอ่อนของคุณ พัฒนาตรงส่วนนั้นให้ดีไปเลย แล้วพอคุณเลยเลข 3 มาแล้วปุ๊บ คุณถึงค่อยกลับมาเน้นพัฒนาตรงจุดแข็งของคุณให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ความเชื่อตรงนี้แหละครับ มันจะทำให้คุณรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรบ้าง จากนั้น คุณจึงค่อยดึงศักยภาพที่คุณใช้เวลาบ่มเพาะมาตลอด เอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและทีมอย่างดีที่สุด

ยิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งเรียนรู้วิธีการเล่นของคู่ต่อสู้และเกมการแข่งขันในสนามได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

ตอนก่อนที่ผมจะไปเล่นให้ยูเวนตุส (ในฤดูกาล 1987/88) ผมเป็นเพียงแค่กองหน้าที่รอจังหวะการทำประตูอย่างเดียว แต่พอผมกลับมาจากอิตาลี มาเล่นให้ลิเวอร์พูลเป็นคำรบสอง ผมกลายเป็นนักเตะร่างอัปเกรดที่มีความเก่งรอบด้านมากขึ้น เพราะสิ่งที่ผมได้จากที่นั่น (ที่ตูริน) คือผมต้องเป็นผู้เล่นที่รู้จักทำอะไรนอกกรอบมากขึ้น

พอวันที่คุณประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นอย่างถาวรมาถึง คุณก็จะรู้ซึ่งทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับเกมฟุตบอล

แล้วจากนั้น หากคุณอยากทำงานคลุกคลีกับสังเวียนหญ้าในยุทธจักรนี้ต่อไป คุณก็อาจจะต้องเริ่มต้นกับบทบาทครั้งใหม่ของตัวเอง นั่นคือการเป็น...โค้ช!

📼 ถาม : ในทรรศนะของคุณ คุณต้องมีคุณสมบัติอะไรในตัวเองบ้าง ถึงจะสามารถเป็นดาวยิงระดับพระกาฬได้?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : สิ่งสำคัญที่สุด คือ จงอย่ากลัว...อย่ากลัวที่จะพลาดพลั้งครับ ทุกอย่างจะสำเร็จได้ อยู่ที่ความมั่นใจของเรา

"ความอดทน" ก็เช่นเดียวกัน หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คุณต้องดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับกองหลังหรือผู้รักษาประตู ผมแนะนำว่า คุณต้องพยายามรอให้วินาทีสุดท้ายจริง ๆ มาถึงเสียก่อน ๆ ที่คุณจะยิง เพื่อให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มขยับตัวก่อน และหากเขาทำเช่นนั้นแล้ว คุณถึงค่อยเหนี่ยวไกยิงประตูได้

"ความแข็งแกร่งทางจิตใจ" คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณยิงพลาด คุณต้องพร้อมน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะตามมาให้จงได้

"การเคลื่อนไหว" อันนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่อให้คุณจะเดินหรือขยับขาเพียงไม่กี่ก้าว กองหลังฝั่งตรงข้ามก็จะปักหลักประจำการในตำแหน่งของเขาและคอยจับตาดูบอลอยู่ทุกขณะ ดังนั้น หลังจากที่คุณเดินไปได้สักพักนึง คุณก็จะพบพื้นที่ หาช่องของตัวเองเจอ แล้วในตอนนั้นล่ะ คุณต้องวิ่งไปให้ไวที่สุด ในจังหวะที่บอลกำลังจะทะยานมาหาคุณ

"ความเร็ว" สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในฟุตบอลยุคปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังคงเห็นหน้าเป้าที่มีฝีเท้าสุดยอดแต่ไร้ซึ่งความเร็วอยู่ไม่น้อย นั่นแสดงว่า พวกเขาต้องมีอะไรสักอย่างที่พิเศษ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นความสามารถในการคิดการอ่านเกมที่เร็วเหนือกว่าคู่แข่งหนึ่งก้าว

จริงอยู่ครับที่ช่วงแรก ๆ ของเกมการแข่งขัน นักฟุตบอลต้องใช้เวลาคิดอ่านภาพรวมของเกมก่อนว่าเป็นยังไง แต่...ต่อให้คุณมีความเร็วมากปานใด หากคุณไม่รู้จักวิธีใช้ มันก็จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งคุณเองก็สามารถเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน

📼 ถาม : คุณรักษาและยืนระยะฟอร์มตัวเองให้คงเส้นคงวาแบบนั้นได้ยังไงกันครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : ใช้จุดแข็งของเราให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดครับ

คือ ผมมีจังหวะการวิ่งที่ดีและบวกกับการได้ประสานความเก่งกาจที่ยอดเยี่ยมของ เคนนี่ ดัลกลิช มาด้วย มันเลยยิ่งทำให้ผมนำมาผนึกใช้ประโยชน์ในการพังประตูของตัวเองได้ดีมาก ๆ

อย่างที่ผมบอกครับ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องเอาจุดแข็งของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดให้ได้ ซึ่งก็คือ การเคลื่อนไหว นี่แหละครับที่เป็นหลัก

โค้ชสามารถพัฒนาให้คุณได้ในเรื่องของการคอนโทรลบอล แต่พอคุณลงไปที่สนามจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ชัยชนะและความพ่ายแพ้ ความแตกต่างมันอยู่ที่ "การปรับตัว" และการปรับตัวนั้น มันจะเห็นผลเร็วหรือไม่ก็อยู่ที่การเคลื่อนไหว

คนที่จะเป็นกองหน้าได้ดีที่สุด คือ คนที่ปรับตัวเร็วและคิดเร็ว ทำเร็วได้ไวกว่าคนอื่นครับ

ตอนนี้ (เฟร์นานโด) ตอร์เรส ก็กำลังเป็นแบบนั้นที่ลิเวอร์พูล เขาปรับตัวเข้ากับทีมได้เร็วมาก และสิ่งที่ผมชอบที่สุดในตัวเขาเลยก็คือ เขาไม่ปล่อยให้กองหลังคู่แข่งมีเวลาพักบอลอยู่กับตัวเองนานเลย ถ้าคุณปิดกั้นการเล่นของคู่ต่อสู้แบบนั้นสัก 5 ใน 10 ครั้งได้ คู่แข่งจะทำบอลหลุดออกสนาม หรือไม่ก็ คุณไปแย่งบอลกลับคืนมาได้ เท่านั้นล่ะ หน้าที่ของคุณในส่วนนั้นก็เป็นอันสำเร็จ

แต่บางที...คุณก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแบบนั้นเสมอไปหรอกนะ

เอาจริง ๆ ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับว่า...คุณเล่นให้สโมสรไหนด้วยน่ะ

📼 ถาม : สมัยคุณยังเป็นนักเตะ สไตล์การเล่นของคุณที่หลายคนน่าจะจำกันได้ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางครั้ง คุณเล่นเป็นกองหน้าตัวรับกลาย ๆ ด้วย เราอยากรู้ว่า ความสำคัญในการเล่นเกมรับแบบนั้น มันมีผลต่อทีมมากน้อยแค่ไหนครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : มีผลมากครับ ถ้าคุณเล่นเป็นทีม แต่โดยลึก ๆ ในใจผมแล้ว ผมเชื่อว่ายังมีดาวยิงอีกหลายคนที่ยินดีจะซัดประตูอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสถานการณ์ ณ ตอนนั้น จะเป็นตอนที่ทีมชนะ, เสมอ หรือแพ้ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เธียร์รี่ อองรี เป็นต้น

แต่...ด้วยความที่ผมเติบโตบนเส้นทางนี้มากับการเล่นให้ลิเวอร์พูล ผมถูกปลูกฝังให้นึกถึงทีมก่อนเป็นลำดับแรกเสมอ ส่วนการยิงประตู เอาไว้เป็นเรื่องรอง

หน้าที่ของผม คือ ผมต้องทำยังไงก็ได้ให้คู่ต่อสู้เล่นยากขึ้น ถ้าผมแย่งบอลได้ สิ่งที่ผมจะทำคือ ผมจะแปะคืนให้เพื่อนเล่นต่อ แล้วผมจะวิ่งเข้าไปเพรสพวกกองหลังฝั่งคู่แข่งทันที ซึ่งจะทำให้เพื่อนผมที่เป็นมิดฟิลด์เล่นได้ง่ายมากขึ้น แล้วมิดฟิลด์ก็จะทำแบบเดียวกับที่ผมทำ เพื่อช่วยนักเตะแนวรับของฝั่งเราอีกทอดหนึ่ง

ถ้าทำแบบนี้กันถูกต้อง ผมเชื่อว่า สุดท้าย นายทวารฝั่งตรงข้ามแทบจะไม่ได้สัมผัสบอลเลยแม้แต่ครั้งเดียว และหากเราเล่นกันเป็นทีมเมื่อไหร่ เราก็จะเล่นเป็นระบบเดียวกันทั้งหมดครับ

📼 ถาม : แล้วอย่างนี้...คนที่เป็นดาวยิงควรมั้ยครับ ที่จะต้องมีจังหวะการสัมผัสบอลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : ผมไม่แน่ใจนะว่า จริง ๆ มันควรหรือไม่ควร

แต่ที่แน่ ๆ คนที่จะเป็นดาวยิงที่ดีได้ ต้องรู้จักจับบอลแรกให้ดีครับ

ผมว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่เราสัมผัสบอลได้กี่ครั้งหรอก เผลอ ๆ ไม่เกี่ยวเลยด้วยซ้ำ

📼 ถาม : สมมุติว่า...ถ้ากองหน้าสักคนนึง เกิดสูญเสียความมั่นใจขึ้นมา คุณจะช่วยเพิ่มหรือสร้างความมั่นใจให้เขาได้ยังไงบ้างครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : ถ้าตอบในฐานะโค้ช ผมต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในความมั่นใจที่ผมมีให้เขาอย่างดีที่สุดครับ

ทำให้เขาเชื่อมั่นทั้งจากตัวผมและก็ตัวเขาเอง ในการกล้าที่จะลงไปเล่นและกล้าทำในสิ่งที่เขาต้องทำ ให้ดีกว่าเดิม

ในเรื่องทักษะการสัมผัสบอล...อันนี้มีส่วนด้วยก็จริง แต่ถ้าตราบใดที่ความมั่นใจคุณหายไปล่ะก็...สิ่งเดียวที่โค้ชอย่างเราจะทำให้ได้ก็คือ ฝึกเขาต่อไป และพาเขากลับมาสู่พื้นฐานการเล่นตำแหน่งนี้อีกครั้ง

สำหรับนักฟุตบอลที่เกิดมาเป็นดาวซัลโว ไม่มีอะไรจะสุขใจไปมากกว่าการเห็นบอลถูกพุ่งยัดเข้าไปซุกอยู่ก้นตาข่าย

ดังนั้น ในการฝึกซ้อม คุณต้องเริ่มจากการฝึกที่ง่ายที่สุดก่อน คือ ฝึกจ่ายบอลให้เขายิงโดยไม่มีผู้รักษาประตูเฝ้าเสา

จากนั้น เราค่อยเพิ่มกรวย สร้างสถานการณ์เพิ่ม และสุดท้าย คือส่งนายทวารลงไปเฝ้าเสาจริง ๆ แล้วเดี๋ยวความมั่นใจต่าง ๆ นานา มันจะค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนขึ้นมาเอง

ทุกวันนี้ ในโลกฟุตบอล โค้ชที่สอนนักเตะเป็นรายบุคคล สอนผู้เล่นในตำแหน่งนั้น ๆ โดยเฉพาะเจาะจง เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก

เชราร์ อุลลิเยร์ เคยพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “นักฟุตบอลนั้น ต่างมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะสนามเอย หรือว่าโค้ชเอย เพราะฉะนั้นแล้ว มันจึงไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นที่จะทำให้เราแสดงผลงานที่ไม่ดีออกมา”

แต่...เหนือสิ่งอื่นใดครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดมา มีแค่อย่างเดียวเลยที่สำคัญและมีผลที่สุดเลยนั่นคือ เรื่องของ “ความมั่นใจ”

📼 ถาม : เมื่อก่อนตอนคุณเป็นนักเตะ ในสนามซ้อม คุณก็มักจะซ้อมด้วยการฝึกเล็งยิงไปที่มุมใกล้ตาข่ายด้านข้างของโกล์เสมอ ๆ เลยด้วยใช่มั้ยครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : ใช่ครับ ผมฝึกยิงแบบนั้นอยู่ตลอด และทุกวันนี้ ผมก็ยังคงทำเช่นนั้นในการฝึกซ้อมกับพวกเด็ก ๆ

ผมจะใช้วิธีการ...วางกรวยให้ห่างจากเสาประตูด้านข้างประมาณ 1 หลา จากนั้น จึงเล็งแล้วค่อยยิงมันเข้าไป โดยต้องให้บอลนั้นเข้าไปอยู่ในช่องระหว่างเสากับกรวยให้ได้

ถ้าคุณหวดบอลเข้าไปแรง ๆ โอกาสที่จะเป็นประตูนั้น ก็จะอยู่ราว ๆ 50-50

แต่ถ้าคุณเล็งไปที่ใกล้ ๆ ตาข่ายด้านข้างประตู โอกาสที่จะเป็นประตู มันก็จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 70-80 เปอร์เซ็นต์

สิ่งสำคัญคือ คุณต้องรู้ว่าจังหวะไหนที่คุณควรซัดเต็มข้อ และจังหวะไหนควรแปยิงด้วยข้างเท้าด้านใน เพราะผู้รักษาประตูทุกคนจะถูกฝึกให้ศึกษาวิธีการเล่นของพวกกองหน้าด้วย และคุณต้องทำให้เขาเกิดอาการเดาทางเราไม่ถูก หรือโลเลไม่แน่ใจขึ้นมาว่า ควรออกไปปิดมุมดีหรือไม่

📼 ถาม : คุณฝึกสอนนักเตะที่เล่นเป็นกองหน้า ด้วยวิธีอะไรบ้างครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : ที่ลิเวอร์พูล เราจะทำงานด้านนี้กันละเอียดเอามาก ๆ ครับ

ช่วงปรีซีซั่นก่อนเปิดฤดูกาล งานพื้นฐานของเราเลยก็คือ ฝึกเรื่องการเคลื่อนที่พร้อมกัน ฝึกเรื่องการยืนตำแหน่งยังไงไม่ให้ถูกไลน์แมนเช็คล้ำหน้า ซึ่ง...มันจะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก หากสิ่งที่เราซ้อม ๆ กันมา กลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขัน

พอเปิดฤดูกาล เราจะทำการวิเคราะห์ถึงเรื่องจุดแข็ง-จุดอ่อนของคู่ต่อสู้

ถ้าเจอทีมไหนที่มีปัญหาการเล่นทางด้านกราบซ้าย เราจะให้กองหน้าขยับตัววิ่งอ้อมกองหลังไปอยู่ทางด้านข้างแล้วทำการบุกโจมตี

เราใช้วิธีนี้เพื่อสร้างความมั่นใจในการจบสกอร์ รวมไปถึงรู้จักการเลือกวิธีเข้าทำคู่ต่อสู้ที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา

แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว หัวใจที่เป็นคีย์หลักสำคัญเลยคือ กองหน้าต้องรู้จักสลัดตัวเองหนีออกมาจากการประกบของกองหลังให้ได้ในตอนที่เขาไม่รู้ตัว

ตอนที่เรามีบอล แน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายมาก แต่คนเป็นกองหน้านั้น จะอันตรายที่สุดก็อีตอนที่ไม่มีบอลอยู่กับตัว เพราะทุกคนจะมัวแต่โฟกัสไปที่ลูกฟุตบอลกันหมด

📼 ถาม : คุณดูแลงานโค้ชระดับรากหญ้าให้กับสมาคมฟุตบอลแห่งเวลส์ด้วย วิธีพวกนี้ที่คุณฝึกสอน มันใช้ได้ผลกับพวกเด็ก ๆ มั้ยครับ?

🏴󠁧󠁢󠁷󠁬󠁳󠁿 รัช : คุณจะพบว่า เด็กส่วนใหญ่นั้น...แม้แต่เด็กที่เล่นบอลเก่งมาก ๆ พอเขาป้อนบอลออกจากเท้าตัวเองไปแล้ว ก็มักจะยืนนิ่ง ไม่ขยับตัว ไม่ทำอะไรต่อ

ถ้าคุณฝึกพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อยและสอนเรื่องการเคลื่อนที่ตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนถึง 1 ขวบ ล่ะก็...พอพวกเขาจ่ายบอลเสร็จ พวกเขาจะเคลื่อนไหวต่อทันทีโดยอัตโนมัติ

พอทำแบบนั้นได้ พวกเขาก็พร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง เพื่อนำไปสู่การฝึกในขั้นตอนต่อไป

คนเป็นโค้ช อาจจะฝึกนักเตะตัวท็อป ๆ ได้ง่ายกว่า เพราะพวกนี้เป็นประเภทหิวกระหาย ใคร่อยากที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

แต่เด็กหลายคน ปัญหาที่ผมพบเจอเยอะที่สุดเลยคือ เรื่องของ “สมาธิ”

สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปูพื้นฐานและวางแนวทางการฝึกที่ถูกต้องให้แก่เด็ก ๆ

พอพวกเขาโตไปจนอายุได้ 17-18 ขวบ แล้วไปอยู่กับสโมสรที่เป็นทีมอาชีพ พวกเขาจะไม่เกิดอาการช็อคหรือกลัวกับระบบการฝึกของที่นั่น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องสอนพวกเขาเพิ่มอีกด้วยก็คือ สอนให้พวกเขาเป็นนักฟุตบอลแบบมืออาชีพจริง ๆ และสอนให้พวกเขาเข้าใจด้วยว่า หากวันหนึ่งข้างหน้า ตัวเองก้าวขึ้นไปเป็นโค้ช เป็นเทรนเนอร์ พวกเขาจะเป็นแบบนั้นได้ยังไง

เด็ก ๆ มักกังวลเวลาที่ตัวเองยิงพลาด เพราะพวกเขากลัวว่า ตัวเองจะกลายเป็นคนที่ชอบคว้าน้ำเหลว

เวลาที่ผมได้ฝึกสอนพวกเด็ก ๆ นักเตะที่ผมมักจะหยิบยกขึ้นมาพูดให้ฟังเป็นตัวอย่างเสมอ ๆ เลยก็คือ ไมเคิ่ล โอเว่น

แม้เขาอาจจะยิงพลาดไป 9 ครั้ง แต่พอครั้งที่ 10 เขาง้างไกยิงเข้าไปได้ นั่นล่ะ ความกังวลทุกสิ่งอย่างที่ฝังอยู่ในใจมาตลอด มันก็จะมลายหายไปในทันที

🗞 (จบการบันทึก)

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📸 #ฟุตบอล #ลิเวอร์พูล

18/01/2026

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 คอลัมน์ : #ลุยแข้งลูกหนังอังกฤษ
📰 เบิร์กแคมป์...ทำไมต้องเป็นอาร์เซน่อล?

คุณพ่อของเดนนิส เบิร์กแคมป์ ชื่นชอบ "ราชาสตั๊ดเหินหาว" เดนิส ลอว์ มาก ถึงขั้นเอาชื่อหน้าของลอว์ มาตั้งเป็นชื่อลูกชายของเขา โดยเติมตัว N เพิ่มเข้าไปอีกตัวหนึ่งหลังคำว่า De เพื่อให้มันเข้ากับธรรมเนียมการตั้งชื่อของชาวดัตช์ และอีกอย่าง เพื่อไม่ให้มันดูเป็นลักษณะชื่อผู้หญิงเกินไปด้วย

Denis จึงกลายเป็น Dennis ข้อนี้แฟน ๆ หลายท่านน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว

ส่วนฮีโร่นักเตะขวัญใจวัยเด็กของ "ฟลายอิ้งดัตช์แมน" ผู้นี้ ไม่ใช่ โยฮัน ครัฟฟ์ นักเตะเทวดาหมายเลข 1 ของชาวดัตช์ แต่กลับเป็น "มิดฟิลด์เท้าชั่งทอง" เกล็น ฮ็อดเดิ้ล จากอังกฤษ

"ผมชื่นชม เกล็น ฮ็อดเดิ้ล มาโดยตลอดครับ"

"เทคนิคการเล่นของเขาเป็นอะไรที่ล้ำเลิศมาก ทั้ง...สองเท้าที่พร้อมรังสรรค์ความมหัศจรรย์, สัมผัสแรกที่เปี่ยมด้วยความนุ่มนวล และสุดท้าย ความแม่นยำทั้งการจ่ายและการยิง สุดยอดมาก"

มาถึงตอนนี้ บางคนอาจจะคิดลึก ๆ ว่าดูเหมือน ณ ตอนนั้น ที่เบิร์กแคมป์กำลังค้าแข้งอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า...เขามาค้าแข้งที่อังกฤษจริง ๆ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ น่าจะเป็น 2 ทีมที่มีความเป็นไปได้สูงมาก ในการจะทำให้เบิร์กแคมป์ย้ายมา เพราะ พ่อของเขาชอบ เดนิส ลอว์ ส่วนตัวเดนนิสชอบ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล

แต่เปล่าเลย ทุกอย่างที่เรา (รวมถึงผู้เขียนด้วย) คิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น กลับกลายเป็นอีกแบบหนึ่งครับ

"พ่อของผมเป็นแฟน เดนิส ลอว์ ก็จริง แต่ท่านไม่ใช่แฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

"ส่วนผม...ก็ไม่ใช่แฟนท็อตแน่มแต่อย่างใด เพียงแต่...เป็นแฟนคลับตัวบุคคลอย่างฮ็อดเดิ้ลต่างหากครับ"

"ตอนนั้น สถานีต่อไปในแผนของผม ต่อจากอิตาลี คือ อังกฤษ"

"ผมชอบความตื่นเต้น เร้าใจ และบรรยากาศกองเชียร์ที่นั่นมาก"

"เอเยนต์ของผมรู้จักกับ เดวิน เดน (รองประธาน อาร์เซน่อล ณ เวลานั้น) เพราะ เกล็น เฮลเดอร์ เคยอยู่อาร์เซน่อล พวกเขาพูดคุยกันเรื่องของผมผ่านโทรศัพท์ บรูซ ริอ็อค กุนซืออาร์เซน่อล) และเดนต่างให้สัญญากับผมหลาย ๆ อย่างเยอะมาก"

"พอเขาพูดถึงตอนที่ว่า...ถ้าผมย้ายมาเล่นที่นี่ การเล่นของอาร์เซน่อล โดยเฉพาะในเรื่องของเกมรุก ก็จะมีมิติเพิ่มมากขึ้นไปอีก"

"พูดตามตรง ผมไม่สามารถเชื่อมั่นในความจริงจังกับเรื่องนั้นได้เลย เพราะผมมีประสบการณ์ (ที่ไม่ค่อยดี) มาจากอินเตอร์แล้ว"

"แต่พอลองคิด ๆ ดูอีกที...อาร์เซน่อลเหรอ?"

"โอเค พวกเขาเคยเป็นแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ พวกเขามี เอียน ไรท์ ยืนเป็นหอกตัวหลัก พวกเขามีนักเตะ 8-9 คนที่ลงเล่นเป็นตัวจริงสม่ำเสมอตลอด"

"ดูแล้ว มันก็มั่นคงดีครับ ผมเลยคิดว่า...

"จะว่าไป มันก็เหมาะกับเราเหมือนกันนะ ที่นี่เป็นสโมสรระดับบิ๊กเนม สไตล์การเล่นฟุตบอลของที่นี่ ก็เป็นสิ่งที่ผมปรารถนา และสนามไฮบิวรี่เองก็สวยมากด้วย"

"โอเค! งั้นมาลองดู ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไปที่นั่น"

"ผมไม่เคยคิดและไม่เคยคาดหวังมาก่อนเลยนะครับว่า ผมจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นถึง 11 ปี"

"แต่ก็นั่นล่ะครับ นับตั้งแต่วันแรกที่ผมมาที่นี่จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมประกาศแขวนสตั๊ด ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันก็เป็นไปตามที่ผมต้องการหมดแล้ว"

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📰
📷 #ฟุตบอล #อังกฤษ

17/01/2026

🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 คอลัมน์ : #ลุยแข้งลูกหนังอังกฤษ
📰 มัลเล็ตของว้อดเดิ้ล

มีแฟน ๆ ในที่นี้ ท่านไหน เมื่อตอนเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เคยอยากไว้ทรงผมรากไทร ทรงมัลเล็ต แบบ "คริส ว้อดเดิ้ล" กันบ้างครับ

ตั้งแต่ผมเข้ามาคลุกคลีเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอลย้อนยุคตั้งแต่อายุ 15 จากประสบการณ์ที่ผมเคยได้พูดคุยเรื่องฟุตบอลกับผู้ใหญ่รอบตัวที่ผมได้รู้จัก หนึ่งในนั้นจะต้องมีเรื่องของ ปีกเจ้าลีลาจอมเวทมหากาฬ-คริส ว้อดเดิ้ล อยู่ในบทสนทนาช่วงรำลึกความหลัง รวมถึงเรื่อง "ทรงผม" นั้นด้วย

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ

ว็อดเดิ้ลบอกว่า เขาไว้ทรงนี้ เพราะมาจากความบังเอิญและโชคลาง

เกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวเขา...จะเล่าให้ฟัง

..

"สิ่งที่แฟน ๆ มักลืมไปเกี่ยวกับทรงผมมัลเล็ตที่ผมเคยไว้ก็คือ หลายคนไม่รู้ว่า มันมาจากเหตุบังเอิญครับ"

"ตอนที่ผมมาถึงนิวคาสเซิ่ล ผมไว้ผมยาว แล้วดันบาดเจ็บ ผมเลยตัดสินใจตัดผมสั้น"

"พอไว้ผมสั้น ผมก็ได้รับบาดเจ็บอีก ผมเลยคิดว่า เอายังงี้ดีกว่า ผมจะไว้ยาวด้านข้าวและตัดข้างบนให้สั้น"

"จากนั้นมา ผมก็ไม่เคยเจอเรื่องอาการบาดเจ็บอีกเลย"

"ดังนั้น การไว้ทรงผมมัลเล็ตของผม จะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อในโชคลางก็ได้ คือถ้าผมไว้ ผมจะไม่เจ็บ"

"ตอนผมไว้ทรงนี้ครั้งแรก สมัยเล่นอยู่ที่นิวคาสเซิ่ล ผมจำได้ว่า จังหวะที่ผมก้าวขาออกไปแล้ววิ่งลงไปในสนาม แฟน ๆ ในสนามต่างซุบซิบถามเป็นคำถามเดียวกันว่า ผมไปทำอะไรกับทรงผมตัวเองมา"

"แล้วระหว่างเกม ก็มีอยู่ทีนึง ที่ผมต้องเป็นคนทุ่มบอลเข้าสนาม จู่ ๆ ก็มีแฟนบอลตะโกนถามผมว่า "เฮ้! คริสซี่ นายไปทำผมทรงนี้ได้ยังไงกันเนี่ย?"

"2 สัปดาห์ต่อมา ในเกมที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค พอถึงจังหวะที่ลูกบอลออกนอกสนาม แล้วผมไปเอาบอลมาทุ่ม คราวนี้ไม่มีใครว่าหรือถามอะไรผมแล้ว"

"พอผมหันไปมองรอบ ๆ สนาม ผมกลับพบว่า ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของคนดูในวันนั้น ต่างตัดทรงผมมัลเล็ตกันเพียบเลยครับ"

"คืนนั้น หลังจบเกม ระหว่างที่ผมกำลังขับรถกลับบ้าน ผมก็เห็นร้านตัดผมหลายร้าน ต่างติดป้ายกันพร้อมข้อความที่หน้าร้านว่า...

"ตัดผมทรง คริสซี่ ว้อดเดิ้ล ได้ในราคา 5 ปอนด์!"

✍️ #ปรากลิเบอโร่
📚
📷 #ฟุตบอล #อังกฤษ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ภาษีเจริญ
Bangkok
10160