09/05/2026
แอดอยากไปสักครั้ง ชิลสุดๆ
ใครสนใจไปด้วยกันบ้าง 🙋🏻♂️
The Nürburgring 24h is just round the corner 💚
ดู F1 แบบสนุกไปกับ Formula Fun
Your go-to spot for everything Formula 1
💬 ติดต่องาน DM (ตอบไวที่สุด)
09/05/2026
แอดอยากไปสักครั้ง ชิลสุดๆ
ใครสนใจไปด้วยกันบ้าง 🙋🏻♂️
The Nürburgring 24h is just round the corner 💚
06/05/2026
แลนโด ซูฮก ‘ผลงานคิมิที่ไมอามี่’
ในโลกของมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะในศึก F1 ที่ขับเคี่ยวกันในระดับเสี้ยววินาที การได้รับคำชมจากคู่แข่งแบบออกสื่อไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ แต่วันนี้ในบรรยากาศของ Miami GP เราได้เห็นโมเมนต์สุดเรียลจาก "แลนโด นอร์ริส" (Lando Norris) ที่ออกมาเปิดใจถึงรุ่นน้องฟอร์มแรงอย่าง "คิมิ อันโตเนลลี่" (Kimi Antonelli)
——————
ถ้าใครตามดูฟอร์มของคิมิ จะรู้เลยว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ซึ่ง แลนโดเองก็มองเห็นสิ่งนั้น และกล่าวชมไว้ว่า
🗣️“คิมิทำได้ดีมากจริงๆ ต้องขอถอดหมวกซูฮกให้เลย คือกับอายุแค่นี้นะครับ แถมนี่เพิ่งจะเป็นปีที่ 2 ของเขาใน F1 เขาทำผลงานได้น่าทึ่งมากเลยล่ะ”
สิ่งหนึ่งที่นักแข่งแถวหน้าด้วยกันจะมองเห็นชัดเจนที่สุดคือ “สุขภาพจิต การจัดการความเครียด และการทนต่อความกดดัน”
ซึ่งแลนโดชี้ให้เห็นว่า คิมิ สอบผ่านเรื่องนี้แบบฉลุยแถมยังทำผลงานพูนแต้มนำเพื่อนร่วมทีมที่เก๋าประสบการณ์และอยู่ในวงการมานานกว่าได้อย่างน่าประทับใจ
🗣️ “คิมิเดินหน้าทำทุกอย่างได้ถูกต้อง และพิสูจน์ให้คนที่เคยสบประมาทเห็นแล้วว่าเขาเจ๋งแค่ไหน ผมดีใจกับเขาจริงๆนะ เขาเป็นเด็กดีมากๆคนนึงเลย”
แต่อย่างที่เรารู้กันครับว่า DNA ของนักแข่งระดับนี้ ไม่มีใครอยากเห็นรอยล้อของคนอื่นหรอก แลนโดเลยแอบทิ้งท้ายแบบติดตลกแต่แฝงความเขี้ยวเข็นเอาไว้ว่า..
🗣️ “...แต่ก็นั่นแหละ เขาก็น่ารำคาญนิดๆนะ เพราะผมอยากจะเอาชนะเขาให้ได้! (ฮา) แต่ยังไงก็ต้องให้เครดิตล่ะ เขาทำผลงานได้ดีมากจริงๆครับ”
——————
เรียกได้ว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนถึงเสน่ห์ของ F1 ได้ดีเยี่ยม นอกสนามคือพี่น้องที่เคารพฝีมือกัน แต่พอใส่หมวกกันน็อกลงแทร็กเมื่อไหร่ ไม่มีใครยอมใครแน่นอน
💬 พูดคุยเรื่องราว F1 บน Line Openchat กลุ่ม Formula Fun ได้แล้ววันนี้ ใครสนใจทักอินบอกซ์มานะฮะ
05/05/2026
ฮีโร่ตัวจิ๋วที่ช่วยชีวิตนักขับในเสี้ยววินาที ‘ไขความลับสัญลักษณ์ 3 สีบนรถ F1’
สงสัยกันไหมว่า เวลาเกิดอุบัติเหตุหนักๆบนสนามแข่งจนระบบรถดับสนิท หรือถ้านักขับเกิดหมดสติไปเลย ทีมช่วยเหลือหรือมาร์แชล จะเข้ามาจัดการกับรถที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดซับซ้อนจากภายนอกได้ยังไง?
จากภาพอุบัติเหตุของ "ปิแอร์ แกสลีย์" (Pierre Gasly) ที่รายการ Miami GP ล่าสุด มีจุดสังเกตเล็กๆ ที่น่าสนใจมาก ลองซูมไปดูใกล้ๆ บริเวณด้านหน้าค็อกพิทของ ปิแอร์ (นักขับทุกคนก็มีเหมือนกัน) เราจะเห็นสัญลักษณ์วงกลม 3 สี
——————
🔴 แดง
⚪️ ขาว
🟡 เหลือง
——————
ภายใต้สติ๊กเกอร์เล็กๆ ธรรมดาๆ นี้ ซ่อนวิศวกรรมความปลอดภัยระดับโลกเอาไว้
🔴 สีแดง หรือที่เรียกว่า N - Neutral Override: "สับเกียร์ว่างฉุกเฉิน"
ปุ่มนี้ไม่ใช่แค่การส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งเกียร์ว่างธรรมดา แต่ในวินาทีที่รถชนอย่างรุนแรงจนสูญเสียแรงดันไฮดรอลิก การดึงสลักนี้จะไปกระตุ้นกลไกโดยตรงเพื่อตัดการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าออกจากชุดเพลาขับทันที
ทำไมต้องทำแบบนั้น? เพราะถ้ารถพังแล้วเกียร์ค้าง ล้อล็อกตายตัว การที่รถเครนมายกหรือลากรถออกไปจากแทร็กทั้งแบบนั้น จะบดขยี้ชุดเกียร์ราคาแพงหูฉี่ให้พังพินาศตามไปด้วย กลไกสับเกียร์ว่างด้วยมือแบบนี้จึงสำคัญมากครับ
——————
⚪ สีขาว E - Extinguisher & Kill Switch: "ปุ่มตัดไฟ-ดับเพลิง"
นี่คือ Master Switch หรือสวิตช์หลักของจริง ทันทีที่มีคนกดปุ่มนี้จากภายนอก มันจะสั่งการ 2 ระบบให้ทำงานพร้อมกันในเสี้ยววินาที
1 - ปล่อยสารเคมีดับเพลิง พุ่งตรงเข้าไปในค็อกพิทและห้องเครื่องยนต์ทันทีเพื่อดับไฟ
2 - กระชากระบบไฟฟ้าแรงสูง (ERS) ให้ดับลง โดยกลไกจะไปเปิดวงจรภายในแบตเตอรี่ ป้องกันไม่ให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลหลงเหลืออยู่ในสายเคเบิล เรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้มาร์แชลถูกไฟดูดนั่นเองครับ
——————
🟡 สีเหลือง High Voltage Warning: "ป้ายเตือนภัยไฟแรงสูง"
รถ F1 ยุคไฮบริดแบบนี้ใช้ไฟฟ้าแรงดันสูงถึง 1,000 โวลต์ ซึ่งสัญลักษณ์สีเหลืองนี้คือป้ายเตือนอันตรายจากไฟฟ้า (Class 0) ระดับสากล ที่เตือนมาร์แชลว่า "ระวังไฟรั่ว" เวลาเกิดเหตุ มาร์แชลจะยังไม่พุ่งเข้าไปจับตัวถังรถทันทีนะ แต่จะมองไปที่ไฟสถานะ LED ตรง Roll-hoop (โครงดักลมเหนือหัวนักขับ) ก่อน ซึ่งถ้าไฟขึ้น ‘สีเขียว’ แปลว่าตัวถังปลอดภัยจับได้
แต่ถ้าเป็น สีแดง แปลว่าระบบไฟฟ้ารั่ว ห้ามจับมือเปล่าเด็ดขาด
——————
ความปลอดภัยในโลกของฟอร์มูล่าวัน ถูกคิดค้นและออกแบบมาอย่างละเอียดอ่อน เสริมความมั่นใจของทีมงานทุกฝ่าย ซึ่งเรื่องเล็กๆแบบนี้สำคัญไม่แพ้ความเร็วของตัวรถเลย
💬 พูดคุยเรื่องราว F1 บน Line Openchat กลุ่ม Formula Fun ได้แล้ววันนี้ ใครสนใจทักอินบอกซ์มานะฮะ
05/05/2026
เบื้องหลังชัยชนะที่ไมอามี่ เมื่อ "วิศวกรหญิงแกร่ง" แห่ง Mercedes ก้าวขึ้นรับถ้วยโพเดียม
จากที่ “คิมิ อันโตเนลลี่” (Kimi Antonelli) ดาวรุ่งจากทีม Mercedes-AMG F1 คว้าชัยชนะไปครอง
ถ้าใครดูถ่ายทอดสดช่วงฉลองโพเดียม จะเห็นภาพที่น่าประทับใจมากๆภาพหนึ่ง นั่นคือตอนที่ทีม Mercedes ส่งวิศวกรหญิงคนหนึ่งขึ้นไปรับถ้วยรางวัลแชมป์ประเภททีม (Constructor's Trophy) ยืนเคียงข้าง คิมิ
เธอคือใคร? และทำไมภาพนี้ถึงทรงพลังและมีความหมายต่อวงการนักแข่งรถ มาดูกัน
——————
▪️จากห้องเครื่องสู่หน้าสื่อ ทำความรู้จัก Amy Walker
ผู้หญิงที่ยิ้มกว้างถือถ้วยรางวัลคนนี้คือ “เอมี่ วอล์คเกอร์”(Amy Walker) วิศวกรระดับหัวกะทิในตำแหน่ง Trackside Operations Engineer (วิศวกรควบคุมการปฏิบัติงานข้างสนาม) ของทีม
เอมี่คลุกคลีกับทีมค่าย Mercedes มากว่า 10 ปี โดยเริ่มจากปี 2016 ในตำแหน่งวิศวกรทดสอบระบบส่งกำลังเครื่องยนต์ (Powertrain Dyno Test Engineer) ทำงานอยู่หลังบ้าน คลุกอยู่กับแท่นทดสอบ จนปี 2022 ด้วยฝีมือและประสบการณ์ล้วนๆ เอมี่ถึงได้รับความไว้วางใจให้ออกมาคุมงานข้างสนามอย่างเต็มตัว
▪️ส่งเอมี่ขึ้นโพเดียมไม่ใช่แค่ PR แต่นี่คือวิสัยทัศน์ของ Mercedes กับการผลักดันผู้หญิงในวงการ F1
วงการมอเตอร์สปอร์ตมักจะถูกมองว่าเป็น "Boys' Club" หรือโลกที่มีแต่ผู้ชายเสมอ แต่การที่ทีมส่ง เอมี่ ขึ้นโพเดียม ไม่ใช่แค่ความบังเอิญหรือทำเพื่อภาพลักษณ์ชั่วคราวครับ แต่มันคือผลลัพธ์จากความตั้งใจจริงของทีมที่ผลักดันเรื่องนี้มาตลอด
Mercedes มีโปรเจกต์ระดับองค์กรที่ชื่อว่า "Accelerate 25" ซึ่งตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าพนักงานใหม่ 25% ของทีมจะต้องมาจากกลุ่มที่ขาดโอกาสหรือมีสัดส่วนน้อยในวงการ (รวมถึงผู้หญิง) ทีมยังจับมือกับองค์กรอย่าง Stemettes เพื่อจัดเวิร์กชอปและส่งวิศวกรไปเป็นพี่เลี้ยง สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กผู้หญิงรุ่นใหม่หันมาเรียนสายวิศวกรรม (STEM) และกล้าฝันที่จะทำงานในวงการ F1
จากโครงการนี้ ทำให้สัดส่วนพนักงานหญิงในทีม Mercedes เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่แหละคือการ "สร้างคน" และสนับสนุนความหลากหลายอย่างแท้จริง
——————
ภาพของเอมี่บนโพเดียมจึงเป็นเหมือนการส่งสาส์นไปทั่วโลกว่า ชัยชนะระดับโลกไม่ได้เกิดจากคนที่เหยียบคันเร่งเพียงคนเดียว แต่มาจากมันสมองของคนหลังบ้าน ทั้งวิศวกรชายและวิศวกรหญิง ต่างก็เป็นฟันเฟืองที่แข็งแกร่งและสามารถยืนหยัดอยู่แถวหน้าสุดในวงการความเร็วระดับโลกได้เช่นกัน
ขอปรบมือดังๆ ให้กับความสำเร็จของ คิมิ และ เอมี่ รวมถึงวิสัยทัศน์เจ๋งๆของทีม Mercedes
——————
💬 พูดคุยเรื่องราว F1 บน Line Openchat กลุ่ม Formula Fun ได้แล้ววันนี้ ใครสนใจทักอินบอกซ์มานะฮะ
04/05/2026
ดราม่ารอบสุดท้าย! ทำไม ชาร์ล เลอแคลร์ (Charles Leclerc) ถึงโดนบวกเวลา 20 วินาทีที่ไมอามี่?
เรื่องของเรื่องมันไปเดือดเอาตอนรอบสุดท้ายพอดิบพอดี
ชาร์ล พลาดทำรถหมุนที่โค้ง 3 แล้วไปกระแทกเข้ากับกำแพง แต่ด้วยสปิริตนักแข่งที่ยังไงก็ต้องเอาพอยต์กลับบ้าน เจ้าตัวก็ฮึดประคองรถแข่งต่อไปจนจบเรซได้สำเร็จ
แต่ปัญหาคือ หลังแข่งจบ ทางคณะกรรมการ (Stewards) ได้เรียก ชาร์ล และตัวแทนของทีมเฟอร์รารี่เข้าไปพูดคุย พร้อมกับงัดทั้งภาพวิดีโอ ข้อมูลสถิติรถ (Telemetry) และวิทยุสื่อสารมาเปิดดูกันแบบช็อตต่อช็อต
ชาร์ล อธิบายให้กรรมการฟังว่า "รถมันก็ดูปกติดีนะฮะ ยกเว้นอย่างเดียวคือ... มันเลี้ยวโค้งขวาแทบไม่ไปเลย" ด้วยเหตุผลนี้ พอถึงจังหวะที่ต้องเข้าชิเคน (Chicane) ชาร์ลเลยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขับตัดโค้งลัดสนาม เพื่อประคองรถให้รอดไปถึงธงตราหมากรุก
——————
▪️แล้วทำไมถึงโดนลงโทษล่ะ?
ในมุมของ FIA กฎต้องเป็นกฎครับ (ตามมาตรา B1.8.6) กรรมการพิจารณาว่า การที่ชาร์ลขับตัดชิเคน ถือเป็นการเจตนาขับออกนอกแทร็ก ซึ่งทำให้เขา "ได้เปรียบ" ในเรื่องของเวลาและตำแหน่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญคือ กติการะบุไว้ชัดเจนว่า "ปัญหาทางเทคนิคหรือเครื่องยนต์ ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการขับออกนอกเส้นทางได้"
▪️บทสรุปก็คือคณะกรรมการสั่งลงโทษด้วยการปรับแบบ Drive-through penalty ทันที
แต่เนื่องจากการแข่งขันจบลงไปแล้ว โทษนี้จึงถูกแปลงร่างเป็นการ "บวกเวลาเพิ่ม 20 วินาที" เข้าไปในเวลาแข่งจริงของชาร์ลแทน
▪️คณะกรรมการได้พิจารณาด้วยนะว่า การที่ชาร์ลฝืนขับรถที่เสียหายต่อไป ถือว่าอันตรายไหม?
แต่หลังจากเช็กแล้ว พบว่ามันไม่มีร่องรอยพังยับเยินให้เห็นเด่นชัดขนาดนั้น ก็เลยรอดตัว ไม่โดนลงโทษซ้ำซ้อนในประเด็นนี้ไป
——————
💬 พูดคุยเรื่องราว F1 บน Line Openchat กลุ่ม Formula Fun ได้แล้ววันนี้ ใครสนใจทักอินบอกซ์มานะฮะ
เรซไมอามี่ครั้งนี้เดือด
ตั้งแต่ Lap 1 ยัน Lap 57
ตีสองแล้ว คนไทยยังใจเต้น
03/05/2026
”คิมิ อันโตเนลลี่“ คว้าชัยชนะในไมอามี่
เป็นใครไปไม่ได้อีกแล้ว! 🎉
03/05/2026
”อิแซค ฮัดจาร์“ (Isack Hadjar) ชนกำแพงในขณะเข้าโค้ง
ควบคุมรถไม่อยู่ไถลชนต่อหลังจากนั้น รถเกิดความเสียหายที่ล้อหน้าซ้าย ไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้
03/05/2026
“ปิแอร์ แกสลี่ย์” (Pierre Gasly) ชนกับ “เลียม ลอว์สัน” (Liam Lawson)
ปิแอร์รถเสียหายหนัก รถคว่ำเคว้ง โชคดีฮาโลช่วยเซฟไว้
ภาพที่สองคือจังหวะรถลอยแล้วคว่ำฮะ
ผลล่าสุดคือออกจากการแข่งขันทั้งคู่
ใครเป็นบ้างเรซนี้
กล้องไม่สลับ ไม่บอกเหตุการณ์ทันที วิทยุไม่โชว์
แถม replay มาช้าสุดๆ
03/05/2026
“ผมเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” มักซ์เผยแคมป์กระทิงดุมาถูกทาง หลังคว้าควอลิฟายได้กริดที่ 2 ในไมอามี่
ต้นซีซั่นคงเห็นตรงกันว่า รถของ Red Bull ดูเป๋ๆไปหน่อยใน 3 สนามแรก แต่ล่าสุดในศึก Miami Grand Prix ดูเหมือน “มักซ์ เฟรสตัปเป้น” (Max Verstappen) จะยิ้มออก
เจ้าตัวยอมรับแบบตรงไปตรงมาเลยว่า ตอนนี้เขาเริ่ม "เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" หลังจากกดเวลาคว้าอันดับ 2 (P2) ในรอบคัดเลือกมาครองได้สำเร็จ
สุดสัปดาห์นี้ที่ไมอามี่ ทีมงานจากมิลตันคีนส์หอบเอาชุดอัปเกรดชิ้นใหญ่มาใส่รถ และผลลัพธ์ก็เริ่มออกดอกออกผลให้เห็น
——————
หลังจบเซสชั่นควอลิฟาย นักข่าวก็รีบจ่อไมค์ถามทันทีว่า Red Bull ไปทำอีท่าไหนรถถึงวิ่งฉิวขึ้นขนาดนี้? มักซ์ อธิบายให้เราฟังแบบเข้าใจง่ายๆว่ามันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก
▪️1 - ทีมงานหลังบ้านก็ใส่สุด
มักซ์บอกว่า "ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานของเราทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อพยายามเข็นอัปเกรดใหม่ๆ ออกมาแก้ปัญหา"
▪️2 - ฟีลลิ่งที่คุ้นเคยกลับมาแล้ว รีดฟอร์มรถดูแล้วไปได้สวย
มักซ์เสริมว่า "ยอมรับเลยว่าก่อนหน้านี้รถมันขับไม่ค่อยเข้ามือผมเท่าไหร่ แต่ตอนนี้อัปเกรดใหม่ทำให้ผมรู้สึกกลับมาควบคุมรถได้ดั่งใจอีกครั้ง พอเรามั่นใจในตัวรถ เราก็กล้าดันลิมิต กล้าเหยียบให้สุดขึ้นไปอีกครับ การได้มาอยู่แถวหน้าสุดของกริดสตาร์ทแบบนี้ มันดีกว่าที่ผมคิดไว้ตอนก่อนเริ่มสุดสัปดาห์ซะอีกครับ"
——————
สำหรับเรซคืนนี้ พยากรณ์อากาศแอบกระซิบว่าอาจจะมี "ฝน" ตกลงมาสร้างสีสันซะด้วย เมื่อถามถึงความคาดหวังในวันแข่งจริง มักซ์ แอบแซวตัวเองขำๆว่า
"ขอเริ่มจากออกสตาร์ทให้ดีก่อนเลยครับ ปีนี้ผมยังออกตัวไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เลย ฮ่าๆ เดี๋ยวเราต้องมาดูสภาพอากาศกันอีกที แต่แค่จุดที่เรายืนอยู่ตอนนี้ผมก็แฮปปี้มากๆแล้วครับ เหมือนเราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากนี้ก็แค่มุ่งมั่นและพยายามบีบช่องว่างให้แคบลงไปอีก"
ส่วนเรื่องความเร็วในการแข่งขันจริง (Race Pace) ที่หลายคนกังวล มักซ์ ทิ้งท้ายให้แฟนๆใจชื้นดังนี้
"ตอนแข่งรอบสปรินต์ พอรถผมหลุดออกมาวิ่งในพื้นที่โล่งๆ (Clean Air - สภาวะที่ไม่มีรถคันหน้ามาบังลม ทำให้รถแสดงประสิทธิภาพแอโรไดนามิกได้เต็มที่) ความเร็วก็ดูดีใช้ได้เลยนะ แต่ก็นั่นแหละครับ วันแข่งจริงคือวันใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ ต้องมารอดูกัน"
——————
ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่ากลัวมากๆจากแคมป์กระทิงดุ เมื่อแชมป์โลกเริ่มกลับมา "เข้ามือ" กับรถตัวเองอีกครั้ง เรซนี้ที่ไมอามี่รับรองว่าเดือดทะลุปรอทแน่นอน