18/12/2025
ไม่แปลกใจตั้งแต่คนๆนี้เลิกเล่นฟุตบอลไปเป็นโค้ช ทำไมถึงอยู่กับสโมสรใหนได้ไม่นานเลย เพราะเป็น“โค้ชโคตรโง่”นี่เอง 😄😄
เลิกบอก เลิกเรียกตัวเองว่าเป็นโค้ชได้แล้วครับถ้าไม่ให้เกียรติตัวเองและไม่ให้เกียรติคนอื่น
19/11/2025
: 🗣 ผมเคยถูกสอนว่า.. การเลือกตัวนักเตะเข้าสู่ทีมชาติ ต้องอิงจากฟอร์มการเล่น และต้องเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ มิเช่นนั้นคุณอาจถูกเขี่ยทิ้งได้อย่างรวดเร็ว
แอนโธนี่ ฮัดสัน กุนซือทีมชาติไทย คนปัจจุบัน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในสมัยที่รับงานคุมทีมชาติบาห์เรน ถึงประเด็นในการคัดเลือกผู้เล่นเข้าสู่ทีมชาติ ว่า การคัดเลือกทีมชาติต้องอิงจากฟอร์มการเล่นของนักเตะ และต้องมีการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละประเทศที่เราไปทำงาน
🗣 “หลังจากที่คุมทีมชาติบาห์เรนชุดใหญ่ ผมคิดว่าผมได้พัฒนาทักษะในการสร้างวัฒนธรรมทีม แต่เมื่อผมไปคุมทีมชาตินิวซีแลนด์ในช่วงฤดูร้อนปี 2014 ผมถึงตระหนักว่า ในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือ คุณต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมก่อน”
"เมื่อคุณไปประเทศต่างๆ คุณต้องเข้าใจวัฒนธรรม มิเช่นนั้นคุณอาจถูกเขี่ยทิ้งได้อย่างรวดเร็ว"
โดย ฮัดสัน ได้ใช้คำว่า “otherwise you can get chewed up and spat out very quickly”ซึ่งตามความหมายตรงตัว จะแปลว่า ถูกบดขยี้และถูกเขี่ยทิ้งอย่างรวดเร็ว
ซึ่งบทเรียนเหล่านี้ ฮัดสัน ได้เรียนรู้มาจาก ปีเตอร์ เทย์เลอร์ คนที่ชักชวนเขาให้ไปคุมทีมชาติบาห์เรน ยู-23 ซึ่งหลังจากนั้น ฮัดสัน ก็ได้ดึง ปีเตอร์ มาร่วมงานด้วยในสมัยที่คุมทีมชาตินิวซีแลนด์ เมื่อปี 2016
#ทีมชาติไทย #ดูไทยลีกที่AISPLAY #ไทยลีก
19/11/2025
👍🏼🙌🏼
จากที่เหมือนจะหมดหวังในการเข้ารอบไปแล้ว ทีมชาติไทยค่อยๆ เริ่มต้นใหม่ จนโอกาสทุกอย่าง กลับมาอยู่ในมือตัวเองอีกครั้ง
ขอบคุณมาซาทาดะ อิชิอิ ที่เก็บชัยชนะ 2 นัดติดต่อกันกับไต้หวันมาได้
ขอบคุณแอนโธนี่ ฮัดสัน ที่เข้ามาสานต่อฟอร์มนั้น และเก็บชัยชนะเหนือศรีลังกาในนัดเยือนมาได้
ผมอยากบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องบั่นทอนใครทั้งนั้น เราสามารถขอบคุณโค้ชทั้งคู่ได้เสมอ ทั้งสองคนต่างช่วยให้ไทย มาถึงจุดนี้ได้ครับ
สำหรับแอนโธนี่ ฮัดสัน เขาเริ่มต้นนัดแรกกับทีมชาติไทยแบบตะกุกตะกัก ด้วยการชนะสิงคโปร์ 3-2 ที่สนามธรรมศาสตร์
ในวันนั้น ไทยยิงสวยๆ 3 ลูก แต่เกมรับอยู่ในขั้นเหลวเป๋ว โดนคู่แข่งไล่ยำซ้าย ยำขวา ขณะที่แผงมิดฟิลด์ก็ไม่ลงตัว ธีราทร บุญมาทัน กับ สารัช อยู่เย็น สองคน ดูไม่คลิก และเปิดช่องให้คู่แข่งทะลวงง่ายมาก
ขณะที่จู๊ด เบลล์ ก็ยิงจุดโทษพลาดช่วงทดเจ็บ ไม่รู้ว่ามันจะบั่นทอนความมั่นใจของเขาขนาดไหน
จบเกมกับสิงคโปร์ แฟนบอลไทยจึงไม่มั่นใจนัก ในเกมเยือนศรีลังกา เพราะศรีลังกาทีมนี้ เอาชนะในบ้านได้ 2 เกมรวด เหนือไชนีส ไทเป และ เติร์กเมนิสถาน มันก็น่าหวั่นใจเหมือนกันว่าเราจะรอดหรือเปล่า
แต่ทว่า สิ่งที่ฮัดสันทำ ไม่ใช่แค่รอด แต่ยังผ่านไปได้แบบเหนือชั้นมากๆ ด้วย เขาแก้ปัญหาได้ดีมาก ในทุกเรื่องที่แฟนไทยไม่แฮปปี้
อย่างแรก คือปัญหากองกลาง แทนที่ไทยจะเล่น 4-2-3-1 แบบเดิมๆ เขาก็เปลี่ยนเป็น 4-3-2-1 แทน ปกติใช้มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน ก็เพิ่มเป็น 3 คน
ฮัดสันตัดสินใจใส่ กันต์-ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร ลงตัวจริง ในตำแหน่งตัวขับเคลื่อน คอยวิ่งขึ้นลง ทั้งเกมรุก และรับ โดยฮัดสันบอกธนวัฒน์ว่า "ให้เล่นเหมือนตอนอยู่ราชบุรีได้เลย"
ธนวัฒน์ไม่ใช่แค่วิ่งเป็นม้า แต่ยังยิงประตูสุดงาม ให้ไทยขึ้นนำ 1-0 ส่งผลให้เราสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเจอภาวะเครียดจนเกินไป
วิธีนี้ ทำให้จากกองกลางที่มีรูโหว่ในเกมกับสิงคโปร์ ดูเติมเต็มมากขึ้น สารัชกับธีราทร ก็เล่นง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย
อย่างที่สอง คือปัญหาฟูลแบ็ก ที่เควิน ดีรมรัมย์ ร่างกายไม่พร้อม ฮัดสันมีชอยส์คือเอาธีราทรลงมายืนซ้าย แต่เขาประกาศไปแล้ว ว่าอุ้มคือกองกลางดีที่สุดของไทย ดังนั้นจะผิดคำพูดตัวเองแล้วโยกมาเล่นแบ็กแทนหรอ?
ฮัดสันเลือกใช้มิคเคลสัน มายืนในตำแหน่งที่เขาเล่นกับต้นสังกัดในเยอรมัน ส่วนฝั่งขวาก็เป็นศุภนันท์ บุรีรัตน์ จากท่าเรือ
และอย่างที่เราเห็นผลงานกันไปแล้ว นิโก้ แอสซิสต์ 2 ส่วนศุภนันท์ แอสซิสต์ 1 เล่นดีทั้งสองคน
อย่างที่สาม คือการเซ็ตระเบียบวินัยในเกมรับ
หลังจบเกม ผมถามฮัดสัน ว่าทำไมเกมรับของไทย ดีขึ้นผิดหูผิดตา จากเกมเจอสิงคโปร์ที่รวนๆ แต่เกมนี้ เจอศรีลังกา บีบคู่แข่งให้ยิงเข้ากรอบแค่หนเดียวเท่านั้น
ฮัดสันตอบผมว่า เกมเจอสิงคโปร์เขายอมรับเลยว่าโฟกัสที่เกมบุกก่อน เพราะอยากชนะ แต่พอจบเกมสิงคโปร์แล้ว รู้ว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน ก็เลยกลับมาให้เวลากับเรื่องเกมรับมากขึ้น
ผมเล่าให้ฟังนะครับ ว่าตอนซ้อม ฮัดสันสั่งให้แผงแบ็กโฟร์ (นิโก้-พรรษา-ณัฐพงษ์-ศุภนันท์) ซ้อมแยกกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น แล้วสั่งให้เควิน ดีรมรัมย์ ครอสบอมบ์เข้าไปรัวๆ
แผงแบ็กโฟร์ ได้ซ้อมด้วยกัน ในการรับมือกับกลยุทธ์การโยนบอมบ์ที่ศรีลังกาใช้แน่ๆ
ฮัดสันเห็นปัญหา ว่าเกมรับของไทยหลวมตลอด ตอนโดนครอส ดังนั้นเขาก็ฝึกฝนมากขึ้น และผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น ศรีลังกา เจาะด้านข้างไทยไม่ได้เลย การเตรียมการที่ดี นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีครับ
เกมนี้ครึ่งแรกไทยนำ 1-0 ดูเหมือนจะเหนื่อย แต่พอครึ่งหลัง ศรีลังกาหมดพลังแล้ว ตัวโค้ชฝั่งนั้น เมื่อเจาะยังไงก็ไม่ได้ เลยส่งกองหน้ามาเพิ่มเรื่อยๆ แต่ก็ยังทะลวงไทยไม่ได้อยู่ดี
พอศรีลังกาบุกหนักเกิน เกมรับก็หลวม พวกเขาโดนเม็ด 2 3 4 ทีมไทยจัดให้ทีละลูก
ประตูที่ไทยทำได้ในครึ่งหลัง มาจากการครอสบอลทางฝั่งขวาทั้งหมด อาวุธที่ศรีลังกามั่นใจ เคยใช้ได้ผลตอนเจอไต้หวันกับเติร์กฯ โดนไทยเอามาเล่นงานตัวเอง
จู๊ด เบลล์ ยิงจุดโทษพลาดในเกมกับสิงคโปร์ แต่มาเอาคืน ด้วยการยิงลูก 2-0 และ 4-0 จากการโหม่ง และยิงโป้งเดียวแบบไม่จับ
ยิงเข้ากรอบ 2 ครั้ง เป็น 2 ประตู ที่คือกองหน้าที่ไทยโหยหาจริงๆ ประเภทที่ใช้โอกาสที่มีแบบไม่เปลือง นัดนี้ผมว่าเขาทำให้เห็นเลยนะ ว่าต่อให้เล่นในระดับลีกทูอังกฤษ แต่คุณภาพก็มากเพียงพอ ที่จะเล่นกับทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้
เราควรดีใจครับ ที่ได้ตัวจู๊ดมา ในช่วงวัยรุ่น นี่คือเยาวชนทีมชาติอังกฤษ ที่เคยอยู่ทั้งเชลซี และสเปอร์สมาแล้ว เขาไม่ใช่นักเตะฝีเท้าพื้นๆ แน่ๆ ครับ
ผมถามจู๊ดหลังเกมว่า เขาคัมแบ็กจากความผิดหวังที่ยิงจุดโทษพลาดอย่างไร จู๊ดตอบว่า
"ไม่ใช่แค่ช่วงฟีฟ่าเดย์รอบนี้ แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โอกาสลงเล่นของผมก็น้อย มีบ้างที่รู้สึกท้อแท้ แต่ก็พยายามตั้งสติกับปัจจุบัน ส่วนลูกจุดโทษที่ยิงพลาด ไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจมาก พระเจ้าอาจจะกำหนดไว้แล้วให้เป็นแบบนั้น ก็ได้แต่ต้องเคลียร์สมองแล้วเดินหน้าต่อ"
ธีรศักดิ์ เผยพิมาย โดนใบเหลืองในนัดนี้ ทำให้เขาจะโดนแบนในเกมเจอเติร์กเมนิสถาน แปลว่าจู๊ด เบลล์ ก็น่าจะมีโอกาสออกสตาร์ตในนัดหน้า
แต่ก็ถือว่าอีกนาน กว่าเวลานั้นจะมาถึง ต้องมาดูฟอร์มกันอีกที อาจเป็นศุภชัย, ปรเมศย์ หรือแม้แต่ปาตริก กุสตาฟส์สัน ที่คัมแบ็กมาแล้ว ได้ยืนเป็นหน้าเป้าตัวจริงก็ได้ ใครจะรู้
ด้วยความที่ผม มาทำข่าวที่ศรีลังกา จึงได้เห็นสภาพทุกอย่าง ว่าฝั่งศรีลังกาไม่ได้พร้อมเลย
สนามซ้อมที่เตรียมให้ไทย ก็ไม่ค่อยดี ตะปุ่มตะป่ำไปหมด ส่วนสนามแข่งก็มั่วมาก การจัดการชุลมุนสุดๆ
แม้แต่รถบัสที่ไปรับนักกีฬาไทยจากโรงแรม ก็ไปสาย จากเวลาที่นัดหมายกัน ซึ่งเมื่อรถบัสพามาถึงสนามช้ากว่ากำหนดการ 20 นาที ก็ส่งผลให้การวอร์มอัพนักเตะของเราไม่มีเวลาเพียงพอ นักเตะก็มีโอกาสบาดเจ็บได้ (เหมือนที่เกิดกับธีราทรในนัดนี้)
พื้นดิน และหญ้า ที่อยู่ใน Pitch ไม่ได้ทำมาเพื่อเตะบอล แต่เรซคอร์ซ กราวด์ มันคือสนามแข่งม้า ทำให้ความนุ่ม ฟีลสัมผัสมันก็ไม่เหมือนเตะบอลโดยปกติ ยิ่งบวกกับฝนที่ตกโปรยปรายตลอดแมตช์ สนามลื่นมาก ทำให้เล่นยากมากขึ้น
แต่นักเตะทุกคน และสตาฟฟ์ทีมชาติ ก็ไม่มีใครโอดครวญกับปัญหาเหล่านี้ พวกเขาโฟกัสที่เกมการแข่งขัน และสร้างผลลัพธ์ได้ดีมากๆ
อยากชื่นชมนักเตะทุกคนจากใจ ที่เล่นกันได้ดี เล่นได้อดทน จนทำให้ไทยชนะเกมที่สำคัญที่สุดแบบนี้
ไทยชนะอย่างขาดลอย 4-0 ในสภาพสนามที่ฝนตกตลอดเกม และเจ้าภาพไม่ได้มีความพร้อมอะไรให้เลย เยี่ยมมากๆ
อีกคนที่อยากกล่าวชม คือแอนโธนี่ ฮัดสัน ที่การตัดสินใจของเขาถูกต้องทุกอย่างในวันนี้
- เอาธนวัฒน์ลง ธนวัฒน์ยิง
- เอานิโก้เล่นแบ็กซ้าย นิโก้แอสซิสต์
- เอาสุภโชคลงสำรอง สุภโชคแอสซิสต์ทันที
- เอาจู๊ดลง จู๊ดยิงสองลูก
- ซ้อมเกมรับหนักหน่วง สุดท้ายได้คลีนชีท
การตัดสินใจใดๆ ทำให้ทีมดีขึ้นในสนาม ดังนั้นเขาก็ควรได้รับเครดิตมากๆ ครับ และผมดีใจแทนเขาด้วย เพราะชนะขาดลอยขนาดนี้ ทำให้แรงกดดันในฐานะโค้ชใหม่ ที่มาแทนตำแหน่งของอิชิอิ น่าจะลดลงไปเยอะทีเดียว
ฮัดสันบอกว่า หลังจาก 2 วีกที่ยาวนานและตึงเครียด เขาขอพักหายใจหายคอก่อน จากนั้นจะคัมแบ็กกลับมาลุยต่อ และเตรียมทีมให้พร้อมที่สุด ก่อนเกมต่อไปในเดือนมีนาคมปีหน้า
สำหรับสถานการณ์ การลุ้นเข้ารอบของไทย ไม่มีอะไรซับซ้อน เราต้องชนะเติร์กเมนิสถานที่ราชมังฯ ให้ได้สถานเดียวเท่านั้น
แพ้ร่วง เสมอร่วง คือเราจะยิงสกอร์เท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องชนะ
เมื่อคืนนี้ ถ้าหากไชนีส ไทเป บุกไปยันเสมอได้ที่บ้านเติร์กฯ เราจะต้องการแค่ผลเสมอเท่านั้นในเกมสุดท้าย แต่เมื่อไชนีส ไทเป ทำไม่ได้ (แพ้ 3-1) เงื่อนไขของไทย ก็เลยมีแค่ต้องชนะเท่านั้น
แต่ส่วนตัวผมว่า บีบให้ต้องชนะก็ดีแล้วครับ เพราะเล่นเพื่อเสมอ มันเล่นยากกว่าเล่นเพื่อชนะ อยู่แล้ว
และอีกอย่าง ถ้าหากเราเอาชนะเติร์กเมนิสถานในบ้านตัวเองไม่ได้ ก็ไม่สมควรไปเอเชียนคัพ รอบสุดท้ายครับผม
สำหรับทีมชาติไทยชุดใหญ่ นี่เป็นนัดสุดท้าย ของปี 2025 ถือเป็นการส่งท้ายที่สวยงามมากๆ 4-0 ในเกมเยือน ไม่มีอะไรจะดีกว่านี้แล้ว
ชัยชนะเกมนี้ ทำให้ไทยขยับไปสู่อันดับที่ 94 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในรอบ 17 ปี
นอกจากนั้น เรายังยึดอันดับ 15 ของเอเชียอย่างเหนียวแน่น โดยเป้าหมายของไทย คือต้องติด ท็อป 18 ให้ได้ เพื่อจะได้อยู่ "โถ 2" ในการจับสลากฟุตบอลโลก ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างก็ไปได้สวย
มีคนบอกว่า โอ๊ย ชนะศรีลังกา อันดับโลกที่ 193 จะดีใจอะไรขนาดนั้น คืออย่าดูแค่อันดับสิครับ เห็นศรีลังกาแบบนี้ แต่พวกเขาพัฒนาขึ้นมากนะครับ ใน squad มีนักเตะจากบุนเดสลีกา 2 ลีกเดียวกับนิโก้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้น การที่เรากดยับเขา 4 เม็ดได้ขนาดนี้ ถือว่าน่าพอใจแล้ว
แต่อย่างที่ธีราทร บุญมาทันให้สัมภาษณ์ครับ "ยังมีอะไรที่เราต้องพัฒนาอีกเยอะ" ตัวนักเตะเองก็ทราบดีว่าภายใต้โค้ชใหม่ เรายังไม่ได้สมบูรณ์แบบ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ เราจะดีขึ้นได้อีกเยอะ ไม่ต้องห่วง
ภารกิจต่อไปของสมาคม คือรีบเจรจา หา "คู่ซ้อม" ให้ทีมชาติไทย 1 นัด ในฟีฟ่าเดย์รอบมีนาคม 2026 ก่อนแมตช์เจอเติร์กฯ
ก็คงดี ถ้าทีมที่มีสไตล์คล้ายๆ กัน จะได้ทดสอบจังหวะ ก่อนเกมกับเติร์กฯ ครับ รีบเจรจาเร็วๆ จะได้คู่ซ้อมที่ตรงสเป็กนะครับ
เมื่อพูดถึงสมาคมแล้ว อยากขอบคุณสตาฟฟ์ และฝั่งมีเดียของทีมชาติ ที่ช่วยเหลือดูแลทุกอย่างเป็นอย่างดี และให้ข้อมูลที่จำเป็นในการมาทำข่าวต่างประเทศครับ
ทำให้การทำงานของสื่อมวลชนในทริปนี้ที่โคลอมโบ ราบรื่นมากครับ ไว้จะขอรบกวนอีกครั้ง ในฟีฟ่าเดย์รอบต่อไป เดือนมีนาคมนะครับ
สุดท้ายครับ อยากบอกว่า หนทางการไปฟุตบอลโลกของทีมชาติไทย ต้องเริ่มจากเอเชียนคัพก่อน
เราต้องเข้ารอบสุดท้าย เอเชียนคัพให้ได้ทุกครั้ง เพื่อไปท้าชนกับทีมแกร่งๆ ของทวีป เอาเป็นว่า ถ้าตกรอบเอเชียนคัพ อย่าหวังว่าจะไปไกลกว่านี้
ขอบคุณนักเตะมากๆ ที่ให้ความสำคัญกับทัวร์นาเมนต์นี้ ทุ่มเท และใส่ใจเต็มที่ ทั้งคนที่ได้ลง และไม่ได้ลงเลยนะครับ
ขอบคุณโค้ชฮัดสันด้วย ที่วางแผนได้อย่างยอดเยี่ยม และทำให้โอกาสการเข้ารอบ อยู่ในมือของเราอีกครั้ง
ทีมชาติไทยไปกันต่อครับ และหวังจริงๆ ว่า วันที่ 31 มีนาคมปีหน้า แฟนบอลไทยจะเข้ามาเชียร์เต็มราชมังฯ
มาดูทีมชาติของเราชนะเติร์กเมนิสถาน แล้วร่วมฉลองการเข้ารอบเอเชียนคัพ สมัยที่ 3 ติดต่อกัน ไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ
---------------------
ขอทิ้งท้ายนิดเดียว ถึง "เคาน์เตอร์เพน" ออฟฟิเชียล พาร์ทเนอร์ ของทีมชาติไทย ที่ซัพพอร์ททีมช้างศึกตลอดเวลา ไม่ว่าจะแข่งที่ไหนก็ตามครับ
เวลาคนคิดถึงเคาน์เตอร์เพน จะคิดถึงผลิตภัณฑ์บรรเทาการปวดกล้ามเนื้อใช่ไหมครับ แต่เคาน์เตอร์เพน เขาอยากส่งแมสเซจไปให้คนไทยได้รู้ว่า ตอนนี้ พวกเขาคือ "แบรนด์แห่งพลัง และความมุ่งมั่น"
อธิบายคือ ถ้าความสำเร็จทุกอย่าง ต้องใช้พลังงานทั้งนั้น หลายครั้งต้องใช้กล้ามเนื้อของเรานี่แหละ ในการต่อสู้ ในเพื่อไปถึงความฝันให้ได้
เช่นเดียวกับทีมชาติไทย การจะชนะ การจะได้สามแต้ม ทุกจังหวะ ต้องใช้กล้ามเนื้อแน่นอน
ดังนั้นเคาน์เตอร์เพน จึงไม่ใช่แค่ "ผลิตภัณฑ์บรรเทาปวดกล้ามเนื้อ" แต่เป็นเรื่อง อาวุธ ที่ช่วยให้ร่างกายของเรามีสภาพดีขึ้น และพร้อมจะลุยต่อไปในวันข้างหน้า เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จนั่นเองครับ
ขอบคุณเคาน์เตอร์เพน ที่ซัพพอร์ททีมชาติไทยด้วยดี จนถึงวันนี้นะครับ ลุยกันต่อไปเลย และเข้ารอบสุดท้ายเอเชียนคัพไปด้วยกันนะครับผม
#จังหวะนี้ต้องเคาน์เตอร์เพน #เคาน์ช่วยทุกแมตช์ #ช้างศึก #ทีมชาติไทย #บอลไทย #ฟุตบอลไทย
08/11/2025
บรรยากาศแฟนบอลในสนามศุภชลาศัยสุดยอดจริงๆครับในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียน คัพ 2025 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง หมอนทองวิทยา พบ อบจ.ชัยนาท
แต่ไม่น่าให้แฟนบอลลงไปในสนามแบบนั้นเลย ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก็ดีไป แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาล่ะ ???
เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายครับ
#แชมป์กีฬา7HD2025
22/10/2025
เบิ้ดคำสิเว้า 🙃🤬
มาดามแป้ง อยู่ในวงการฟุตบอลไทยมา 2 ทศวรรษ เคยเป็นทั้งผู้จัดการทีมชาติ, ประธานสโมสร และไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงตำแหน่งสูงสุด นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดังนั้นเธอควรจะเข้าใจบอลไทยมากที่สุด แต่คำแถลงในวันนี้ ดูเหมือนเธอแบ่งความสำคัญของแต่ละสิ่งไม่ออกเลย
แน่นอน ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน และ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นฝ่ายเทคนิค สามารถให้คำแนะนำได้ ว่าจะปลดมาซาทาดะ อิชิอิ ดีหรือไม่ แต่สุดท้ายคนที่ต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาดคือมาดามแป้ง
ปรากฏว่าเธอเห็นด้วยตามนั้น และเลือกไล่อิชิอิออก โดยไม่พิจารณาอย่างเป็นธรรมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย
ในการแถลงของเธอ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย มีการอธิบายว่าทำไมถึงปลดอิชิอิ แต่มีอยู่ 3 ประเด็น ที่รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลเหลือเกิน
------------------
[ เหตุผลไล่ออกจากมาดามแป้ง ข้อ 1 : อิชิอิ มี win rate 53% น้อยกว่ามาโน่ โพลกิ้งที่ 56% ]
มาดามแป้งมองแต่ตัวเลขไม่ได้สิครับ ที่ win rate มาโน่เยอะกว่า เพราะได้คุมทีมใน AFF สองรอบ สถิติชนะส่วนใหญ่ ก็มาจากการเจอทีมในอาเซียนทั้งนั้น
แต่พอมาโน่พาทีมไทยไปเจอของจริงในระดับเอเชีย หรือยุโรป เช่น จอร์เจีย, ยูเออี, ซีเรีย, บาห์เรน ก็โดนตบหมด ไม่มีเหลี่ยมจะพลิกชนะ หรือยันเสมอได้เลย
แต่อิชิอิ เจอโปรแกรมที่หนักกว่ามาก เจอเกาหลีใต้, เยือนจีน, โอมาน, คีร์กีซสถาน, ซาอุดิอาระเบีย และ ซีเรีย ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ อิชิอิไม่แพ้เลยสักเกมเดียว
ดังนั้นการตัดสินใครจาก win rate มันตื้นเขินมาก มันวัดอะไรไม่ได้ขนาดนั้น
50 เกมแรกของอาร์เน่อ สล้อธ กับลิเวอร์พูล มีค่า win rate ที่ 72% ส่วน 50 เกมแรกของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับแมนฯ ยูไนเต็ด มีค่า win rate ที่ 42%
แปลว่า สล้อธ เริ่มต้นได้ดีกว่าแบบนี้ เขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าเฟอร์กี้สองเท่าแบบนั้นหรอครับ? ก็ไม่ใช่จริงไหม
ดังนั้น นี่เป็นตัวเลขที่เอาไปเทียบอะไรไม่ได้ คู่แข่งก็ต่างกัน นักเตะในทีมก็ไม่เหมือนกัน คือพอดูคร่าวๆ ได้ แต่อย่าเอาไปจริงจังอะไรขนาดนั้น
มาดามแป้งอ้างว่า ข้อมูลและสถิติ คือสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่มันจะเทียบกันได้หรอครับ เมื่อตัวแปรที่อิชิอิกับมาโน่เจอก็ไม่เหมือนกันแล้ว
------------------
[ เหตุผลไล่ออกจากมาดามแป้ง ข้อ 2 : อิชิอิ ทำทีมชาติไทยชนะสิงคโปร์ 3-1 ขาดไปแค่ลูกเดียว ทำให้ไทยตกรอบฟุตบอลโลก ต้องรออีก 4 ปี ]
มาดามแป้งคิดไหมครับ ว่าโค้ชที่ต้องมา "แก้งาน" จากที่ไทยแพ้จีนคาบ้านตั้งแต่นัดแรก มันจะทำได้ยากขนาดไหน
แต่อิชิอิ ก็ทำดีที่สุด เท่าที่จะทำได้แล้ว เสมอเกาหลีใต้ที่โซล ในเกมที่ไทยควรแพ้ 4-5 ลูก ตามหน้าเสื่อ, เสมอจีนที่เสิ่นหยาง ในเกมที่เขาจงใจเลือกสนามศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่ไม่เคยแพ้ใครมาก่อน แถมยังบีบบังคับให้เราเดินทางไกลๆ จะได้เหนื่อยมากๆ แต่เราก็ยังเอาแต้มออกมาได้
ในเกมที่ไทยชนะสิงคโปร์ 3-1 อิชิอิเซ็ตทีมจนได้โอกาสยิงเกิน 30 ครั้งเลยนะครับ ในเมื่อผู้เล่นไทยมันคมได้แค่นี้ โค้ชจะทำอะไรได้มากกว่านี้ จริงไหมครับ
มาดามแป้ง ควรมองโดยรวม ว่าถ้าไทยไม่แพ้จีนคาบ้านนัดแรก อิชิอิไม่ต้องลำบากถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำไป เขาแก้ไขจนไทยตกรอบด้วยลูกได้เสียแค่ 1 ลูก ก็ดีขนาดไหนแล้ว
------------------
[ เหตุผลไล่ออกจากมาดามแป้ง ข้อ 3 : "ฟุตบอลระดับทีมชาติ ไม่ใช่ห้องทดลอง" ]
ไม่จริงเลยครับ ฟุตบอลทีมชาติ มีโปรแกรมที่ "ทดลองได้" และ "ห้ามทดลอง"
เกมสำคัญจริงๆ อย่างฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก หรือ เอเชียน คัพ อันนี้ห้ามทดลอง เพราะคะแนนฟีฟ่ามันสูงมาก แต่เกมในถ้วยอื่น มันลองได้หมดครับ คิงส์คัพ, AFF หรือ เกมอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์
ถ้าเราไม่เอาโปรแกรมเหล่านี้มาทดลอง ใช้แผนใหม่ๆ ใช้ตัวผู้เล่นใหม่ๆ แล้วจะมีเวทีไหน ให้เราได้เทสต์คุณภาพของผู้เล่นล่ะครับ ไม่งั้นเราก็ต้องยึดตัวเดิมๆ ไปจนนักเตะชราภาพกันไปข้างหรอครับ
เกมเสมอลาว 1-1 มีบางคนโวยวาย ว่าโอ๊ย เสมอลาว ผมก็สงสัยว่า แล้วไงล่ะ มันแค่เกมอุ่นเครื่อง
นัดนั้น อิชิอิ ทดลองผู้เล่นใหม่ๆ เช่น กรกฎ พิพัฒน์นัดดา, วันชัย จารุนงคราญ, ชิษณุพงษ์ โชติ, ธีรศักดิ์ เผยพิมาย, วิลเลียม ไวเดอเฌอ, อัครพงศ์ พุ่มวิเศษ, ทิตาธร อักษรศรี ฯลฯ
เขาลองจับเอาคนนี้ คนนั้น มาใช้งานดู ว่าเล่นได้ไหม แพ้-ชนะ มันจะสำคัญอะไร ในแมตช์แบบนี้ ที่ควรมีไว้ทดลอง
เราเลยพูดกันเสมอว่า อย่าไปให้ความสำคัญอะไรกับบอลอาเซียนขนาดนั้น เราได้แชมป์มาจนเหนื่อยแล้ว รวมถึงบอลอุ่นเครื่องฟีฟ่าเดย์ด้วย คิงส์คัพนี่มันควรจะถูกนำมาเป็น KPI หรอ?
รายการเหล่านี้ ควรใช้เป็นเวทีทดลองนักเตะ ลองไปเลย แพ้ ชนะ ช่างมัน ส่วนรายการสำคัญอย่าง เอเชียน คัพ หรือ ฟุตบอลโลก อันนี้ต้องจัดเต็มแน่นอน
การแบ่งความสำคัญ คือสิ่งจำเป็น แต่สมาคมฟุตบอลกลับให้น้ำหนักทุกรายการสำคัญหมด ต้องชนะ ชนะ ชนะ คำถามคือถ้าหวังแค่เสพชัยชนะ บอลอาเซียน บอลซีเกมส์ อะไรก็เอาหมด แล้วจะเอาเวลาไหนมาสร้างทีม?
------------------
เหตุผลทุกข้อที่มาดามแป้งยกมา แน่นอน ว่าฟังไม่ขึ้น
สิ่งที่เซอร์ไพรส์ คือ ประโยคแรกๆ ในโพสต์ของเธอ ใช้คำว่า "การยกเลิกสัญญา (อย่างถูกต้องตามสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง และ สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย) กับโค้ช มาซาทาดะ อิชิอิ"
เป็นคำตอบคลาสสิคแบบหน่วยงานรัฐเลยนะครับ "สามารถทำได้ตามกฎหมาย" คือทุกคนรู้ครับ ว่าสมาคมปลดโค้ชได้อยู่แล้ว และมันก็ชอบธรรมด้วย แต่ประเด็นที่เขาถกกันอยู่คือ
"ปลดทำไม" ไม่ใช่ "ปลดได้ไหม" มันคนละเรื่องกันครับ
ผมว่าเกมนี้ มาดามแป้งพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ถือว่าผิดคาด กับคนที่เล่นเกมอยู่ในกระแสของมวลชนอยู่ตลอด
เธอจะไม่รู้ได้ไง ว่าปลดอิชิอิในเวลานี้ ที่เพิ่งถล่มไต้หวัน 6-1 ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางแล้ว มันต้องเจอฟีดแบ็กแบบนี้ Timing แย่มาก
เธอจะไม่รู้ได้ไง ว่ารายการอย่างคิงส์คัพ หรือ AFF คะแนนฟีฟ่าต่ำมาก ต่อให้ได้แชมป์ AFF เล่น 8 นัด ยังได้แต้มไม่เท่าชนะไต้หวัน เหย้า-เยือนเลยด้วยซ้ำ
เธอต้องรู้อยู่แล้วทุกๆ อย่าง ว่าการปลดครั้งนี้ มันไม่ Make Sense มันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลย
แต่ใครจะเชื่อ ว่ายังกล้าจะลุยไฟ เอาเหตุผลสารพัดมาเด้งอิชิอิอยู่ดี
เคสนี้ ถ้าเธอไม่ประเมินกระแสสังคมผิด ก็แสดงว่าคอนฟลิกต์ที่มีกับอิชิอิ มันมากเกินกว่าที่จะยอมปล่อยผ่านได้
ต่อให้อิชิอิมีผลงานที่โอเคขนาดไหน ต่อให้โค้ชคนใหม่ที่มาแทนจะมีเวลาเตรียมตัวน้อยเท่าไหร่ก่อนเจอศรีลังกา ก็ไม่สน ต้องปลดอิชิอิทันที ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย
ผมไม่ปฏิเสธที่เธอบอกนะครับ ว่ายุคของเธอ ได้แก้ปัญหาเรื่องผู้สนับสนุน เรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดบอลไทย จุดนี้เธอทำได้ดีมาก คู่ควรกับคำชม
แต่กับการไล่อิชิอิครั้งนี้ มันคนละเรื่องกันครับ มองไม่เห็นมุมไหนเลย ที่เธอจะตัดสินใจถูกได้
เอาล่ะครับ สิ่งเดียวที่มาดามแป้งจะรอดไปจากวิกฤติตรงนี้ได้ คือ โค้ชคนใหม่ แอนโธนี่ ฮัดสัน มีผลงานที่ดีมากๆ แบบเห็นได้ชัดจริงๆ ว่าดีกว่าอิชิอิ
ขั้นแรกต้องชนะทั้งศรีลังกา และ เติร์กเมนิสถานเข้ารอบเอเชียนคัพให้ได้ก่อน จากนั้น AFF ปี 2026 ก็ต้องได้แชมป์ และในเอเชียนคัพรอบสุดท้าย ก็ต้องทำทีมให้ได้ขั้นต่ำคือ 16 ทีมสุดท้าย
ถ้าทำได้ตามนี้ ก็เสมอตัว แต่ถ้าต่ำกว่านี้ โดยเฉพาะในเอเชียนคัพ รอบแบ่งกลุ่ม ถ้าผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายไม่ได้ รับรองได้ว่ามาดามแป้งจะโดนสังคมประชาทัณฑ์ยิ่งกว่านี้อีก
ณ เวลานี้ มาดามแป้งก็ต้องอดทน ยอมรับในคำวิจารณ์ไปก่อน แล้วให้เวลาพิสูจน์ ว่าการตัดสินใจของเธอถูกต้องแล้ว
ถ้าสมมุติ แอนโธนี่ ฮัดสัน เป็นยอดโค้ชที่คนไทยรอคอยมาทั้งชีวิต แบบนี้มาดามแป้งจะได้หัวเราะทีหลังแน่นอน
ซึ่งถ้าฮัดสันทำได้แบบนั้นจริง ผมว่าแฟนบอลไทยทุกคนจะยอมขอโทษมาดามแป้ง พร้อมกับซูฮกว่าเธออ่านเกมขาดจริงๆ ซึ่งก็หวังว่าฮัดสันจะทำได้ถึงขนาดนั้นครับ
บทสรุปของเรื่องอิชิอิคือ เราไม่มีทางย้อนเวลาได้แล้ว การตัดสินใจมันเกิดขึ้นไปแล้ว
อิชิอิก็ต้องไปหาเส้นทางการทำงานใหม่ๆ ส่วนเรื่องทีมชาติก็คงต้องคาใจไปอีกนาน ว่าเขาทำอะไรผิดพลาดขนาดนั้นเลยหรือ
ส่วนพวกเราแฟนบอลไทย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือทำใจ แล้วก้าวต่อไปกับโค้ชคนใหม่ ภาวนาให้เขาไปได้สวยกับทีมชาติ ขอให้ทำผลงานได้ดีกว่า หรือเทียบเท่าอิชิอิก็ยังดี
ขณะที่ตัวมาดามแป้ง นี่คือการเดิมพันที่สำคัญที่สุด ในการเป็นนายกสมาคมของเธอ และมันคือครั้งแรกที่เธอโดนคนทั้งประเทศรุมด่าพร้อมเพรียงกัน แบบไม่มีคนปกป้องเลยด้วย
ในโพสต์อธิบายของมาดามแป้ง ทิ้งท้ายว่า "แป้งขอให้คำมั่นอีกว่า แป้งจะนำพาฟุตบอลไทยไปให้เจริญรุ่งเรืองให้ได้"
ได้แต่หวังว่าเธอจะทำได้จริงตามที่พูดล่ะครับ เพราะอย่าลืมว่า ศรัทธาของแฟนบอล เมื่อสูญสิ้นไปแล้วเมื่อไหร่ ไม่รู้ต้องใช้เวลามหาศาลแค่ไหนในการเรียกคืนกลับมาอีกครั้ง
21/10/2025
เหลือเชื่อจริงๆ ว่าสมาคมฟุตบอล จะกล้าปลดมาซาทาดะ อิชิอิ อย่างเลือดเย็นขนาดนี้
ถ้าให้พูดประโยคเดียวคือ "ได้ใช้สมองคิดอย่างละเอียดจริงๆ หรือเปล่า?"
หนึ่งในโค้ชทีมชาติ ที่มีผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ คนที่วางโครงสร้างเพื่ออนาคตระยะยาว และยังไม่ได้มีผลงานน่าเกลียดอะไรเลย กลับโดนหั่นทิ้งแบบที่ใครๆ ก็ยากจะเข้าใจ
ผมติดตามทีมชาติไทยมาตั้งแต่จำความได้ ได้เห็นแนวทางของ เฮดโค้ชหลายคนอย่างใกล้ชิด คือบอกได้เลยว่า ในช่วง 10 ปีหลังสุด อิชิอิ ดูดีสุดแล้ว
- จะมีโค้ชคนไหน พาทีมชาติไทยไปเสมอเกาหลีใต้ แบบตัวจัดเต็ม ที่กรุงโซลได้?
- จะมีโค้ชคนไหน พาทีมชาติไทยไร้พ่ายในเอเชียนคัพ รอบแบ่งกลุ่มได้ ด้วยการเก็บคลีนชีททั้ง 3 นัด
- จะมีโค้ชคนไหน ที่พาทีมชาติไทยไต่อันดับโลก จากร้อยกว่าๆ อยู่อันดับ 21 ของเอเชีย ในเวลาแค่ไม่ถึง 2 ปี เขาพาทีมไทยกระโดดมาอยู่อันดับ 96 ของโลก และ 15 ของเอเชียแบบนี้
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อิชิอิ เปิดโอกาสให้นักเตะหน้าใหม่ ติดทีมชาติคนแล้วคนเล่า สร้าง Pool ของทีมชาติไทยให้ใหญ่ขึ้น มีตัวเลือกหลากหลายในทุกตำแหน่ง
ถามว่าอิชิอิเพอร์เฟ็กต์เลยไหม คำตอบคือ ก็ไม่ได้เต็มร้อย แต่ก็ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยจะหาได้แล้ว
คนที่เคยพาทีมไทยลีก คว้า 3 แชมป์, คนที่เข้าใจธรรมชาติของฟุตบอลไทย และ คนที่แข็งพอ ที่จะไม่หงอต่อเสียงวิจารณ์รอบด้าน ถามหน่อยว่าจะมีสักกี่คนที่เป็นแบบเขาได้
แต่สุดท้าย อิชิอิ กลับโดนไล่ออก ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความผิดอะไร ที่เป็นรูปธรรมเลยด้วยซ้ำ
สำหรับขั้นตอนการไล่ออกนั้น สมาคมฟุตบอลเรียกอิชิอิ ไปประเมิน หลังเกมเจอไต้หวัน 2 นัด ซึ่งตามจริง ก็ไม่ควรมีปัญหาอะไร เพราะอิชิอิพาทีมไทยเก็บ 6 แต้มเต็ม ด้วยสกอร์ 2-0 และ 6-1
ถ้าคุณชนะคู่แข่งในเกมเยือนมา 6-1 ก็ไม่ควรต้องกังวลใจว่าจะโดนเด้งอยู่แล้ว
แต่ใครจะไปเชื่อว่า "ฝ่ายเทคนิค" ของสมาคมฯ ที่นำโดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และ เอกพล พลนาวี กลับมีมติขับไล่อิชิอิออกจากตำแหน่ง
บ้ายิ่งกว่าบ้า คือถ้าอิชิอิมีผลงานแย่มากๆ ก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่
ซึ่งเหตุผลของฝ่ายเทคนิค ที่อ้างมาแต่ละข้อ ฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น
----------------
1- พาทีมไทย ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 และนัดสุดท้ายที่เล่นในบ้านเจอสิงคโปร์ ทำให้ทีมชนะได้แค่ 3-1
วคบจจ : ฮัลโหลลล ไม่ดูบ้างล่ะครับ ว่าอิชิอิต้องมาตามล้างตามเช็ด สิ่งที่มาโน่ก่อไว้ แล้ว เกมสุดท้ายเจอสิงคโปร์ โค้ชวางแท็กติกทำให้ไทยได้โอกาสยิง 30 ครั้ง ถามว่ามันความผิดของเขาหรอ
----------------
2- ทีมชาติไทย พลาดแชมป์ AFF พร้อมแพ้ฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี
วคบจจ : คิดหน่อย แพ้ฟิลิปปินส์ มันคือ เลกแรก รวมผลสองนัด ไทยก็เข้ารอบอยู่ดี แล้วจะไปวอร์รี่อะไร สนามที่แข่งก็หญ้าเทียม ซึ่งอนาคตฟิลิปปินส์ก็ใช้ไม่ได้แล้ว ส่วนแชมป์ AFF จะไปเอาอะไรกับมันนักหนา จะก้าวข้ามอาเซียน แค่แพ้นัดชิงจะไปสนอะไร จะวนเวียนในอาเซียนไปจนตายเลยหรอ
----------------
3- พลาดโอกาสป้องกันแชมป์คิงส์คัพ ที่กาญจนบุรี
วคบจจ : คือแพ้นัดชิง แพ้อิรัก 1-0 นะครับ อิรักคือทีมที่ลุ้นไปบอลโลกอยู่ตอนนี้ แล้วเกมฟีฟ่าเดย์ มันก็มีเอาไว้ลองทีม แพ้-ชนะ มันเกิดขึ้นได้ จะไปกังวลอะไรขนาดนั้น
----------------
4- ไม่ได้เลือกนักเตะที่ฟอร์มการเล่นดีที่สุดในปัจจุบัน
วคบจจ : ก็อาจใช่ แต่ประเด็นคือ โค้ชก็มีไอเดียของเขาเอง ถ้าผลลัพธ์มันออกมาได้ดี ก็คือโอเคแล้ว การสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา มันไม่ใช่จะเอานักเตะดีสุดในลีกมายัดรวมกัน เขาก็มีไอเดียของเขา
สันติภาพ จันทร์หง่อม เล่นไม่ดีในไทยลีก ก็อาจใช่ แต่อิชิอิก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พอใช้งานจริงๆ ก็สามารถเป็นโจ๊กเกอร์สร้างความแตกต่างในสนามได้
----------------
5- รูปแบบการซ้อมเดิมๆ จนทำให้นักเตะขาดความกระหายในการซ้อม
วคบจจ : คือ ทีมชาติมันซ้อมกี่วัน? โค้ชต้องเตรียมรูปแบบการซ้อมใหม่ๆ ขนาดไหน สิ่งสำคัญคือ ผลลัพธ์ต่างหาก ไม่ใช่หรอ?
----------------
6- อิชิอิ พาไทยชนะศรีลังกา 1-0 และ แพ้เติร์กฯ 3-1 จนทำให้สถานการณ์เอเชียนคัพลำบาก
วคบจจ : ดูตารางคะแนนตอนนี้ก่อนดีไหม ไทยชนะอีก 2 นัดก็เข้ารอบต่อไปแล้ว ไม่สิ แค่เสมอศรีลังกานัดที่ 5 และ ชนะเติร์กนัดที่ 6 ก็เข้ารอบแล้ว คือจะไล่เขา หยิบเรื่องนี้มาอ้างหรอ
เกมแพ้เติร์กฯ ผมก็ผิดหวังนะครับ แต่นัดนั้นไทยไม่มีศุภณัฏฐ์, สุภโชค, โจนาธาร, มิคเคลสัน ฯลฯ แถมเล่นที่สนามหญ้าเทียม ซึ่งอิชิอิก็พลิกสถานการณ์ให้ไทยได้แล้ว ด้วยการทำแต้มมาเท่าเติร์กฯ ตอนนี้ คือไม่รู้ว่า มันจะต้องไปซีเรียสอะไรขนาดนั้น
----------------
7- อิชิอิ ไม่ให้ความสนใจ คำแนะนำจากฝ่ายเทคนิคสมาคม ทั้ง ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน และ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน
วคบจจ : ผมว่าข้อ 1-6 ที่สมาคมเขียนไว้ มันฟังไม่ขึ้นทั้งหมด เหตุผลจริงๆ คือข้อ 7 นี่แหละครับ คืออิชิอิ ทำทีมขัดใจ ชาญวิทย์ กับ ปิยะพงษ์ ไม่ยอมฟัง 2 ผู้บริหาร และทำทีมในไอเดียของตัวเอง
ผมพูดตรงๆ นะครับ ชาญวิทย์ ผลชีวินนี่คิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหนหรอครับ AFF ยังทำทีมเป็นแชมป์ไม่ได้ หรือจะอ้างผลงาน คว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 1995 อ้างผลงานเมื่อ 30 ปีก่อนน่ะหรอ
ภาพจำของผม กับดร.ชาญวิทย์ คือคนที่พาทีมชาติไทยวอล์กเอาต์ เพราะผลการตัดสินของกรรมการไม่เป็นใจ คนแบบนี้น่ะหรอ ที่มีอำนาจกำหนดชะตาชีวิตของฟุตบอลทีมชาติไทยได้
ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน คือเลเจนด์นักเตะไทย ใช่ แต่ตำแหน่งโค้ชคุณมั่นใจหรอ ว่าเก่งกว่าอิชิอิ ถ้าอยากทำทีมจริงๆ ไปสอบโปรไลเซนส์ แล้วมาขอเป็นแคนดิเดทโค้ชทีมชาติได้เลย
แล้วก่อนหน้า ปิยะพงษ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าผมมีอำนาจ ผมเอาโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) คุมชุดใหญ่เลย" ถ้าคนทั่วไปพูด ยังไม่เท่าไหร่ แต่คุณคือสภากรรมการของสมาคม กลับพูดอะไรแบบนี้ออกมา ทั้งๆ ที่อิชิอิอยู่ในตำแหน่งอยู่ ไม่แน่ใจว่าเข้าใจเรื่องมารยาทบ้างไหม
เอาจริงๆ นะ ทั้งคู่เลย คุณให้คำแนะนำเฮดโค้ชได้ แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วย ก็ต้องยอมรับตามนั้น ทำตัวให้สมกับเป็นที่ปรึกษา เป็นปูชนียบุคคลหน่อย ไม่ใช่ไปแทรกแซงให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ
ประเทศไทยเราจ้างโค้ชมาแล้ว ก็ควรให้เขาได้ทำงานในแบบตัวเอง แต่นี่อะไร ...
ใช่ เราวิจารณ์กันได้ แต่สุดท้ายก็ต้องมองที่ผลลัพธ์เป็นหลัก ถ้าผลลัพธ์มันโอเค ก็คือผ่าน ซึ่งจนถึงวันนี้ อิชิอิ ทำทุกอย่างโอเคแล้ว ฟุตบอลโลกเกือบเข้ารอบ ส่วนเอเชียนคัพ ก็อยู่ในเส้นทาง
สมาคมจะมาให้คุณค่าอะไรนักหนา กับ AFF หรือ คิงส์คัพ ทัวร์นาเมนต์พวกนี้มันโปรแกรมลองทีมเฉยๆ จะให้วนเวียนคว้าแชมป์พวกนี้ไปจนตาย แต่พอไปเล่นรายการใหญ่ก็ร่วงตกรอบเร็วๆ งั้นหรือ
ถามจริงว่าไม่อยากให้ทีมชาติพัฒนาไปกว่านี้หรอ คนที่กำลังจะสร้างอะไร เป็นรูปเป็นร่าง ได้ทำงานแป้บเดียวก็โดนไล่ออก ชาตินี้คงจะเจริญหรอก ไปดูหมู่เกาะเคปเวิร์ดเถอะ เขาใช้โค้ชคนเดียว 5 ปี 10 เดือน จนสุดท้ายโค้ชคนนี้พาทีมไปบอลโลกได้
ถ้าทำทีมมีข้อผิดพลาดเยอะแบบอากิระ นิชิโนะ ไม่เอาสตาฟฟ์มาช่วยเลย อันนั้นก็กรณีหนึ่ง แต่อิชิอิก็ยังทำงานอย่างสม่ำเสมอ ไปดูบอลไทยตลอด รู้จักผู้เล่นไทยอย่างดีมาก
คำถามคือคุณเอาเหตุผลที่แสนจะเบาหวิว ไปไล่เขาออกเนี่ยนะ แค่เพราะแนวทางของเขา "ขัดใจ" กับผู้ใหญ่ในสมาคม แค่นี้น่ะหรอ
อีกคนที่น่าผิดหวัง คือมาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ การตัดสินใจปลดโค้ชทีมชาติ เธอต้องเป็นคน "เคาะ" คนสุดท้ายอยู่แล้ว คำถามคือ เธอปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดได้ยังไง
มาดามแป้งอยู่ในวงการฟุตบอลมานาน เธอต้องพอเห็นสิ ว่าทิศทางของบอลไทย มันกำลังไปได้สวย อันดับโลกดีขึ้นแบบจับต้องได้ ทำไมเธอถึงกล้าซัพพอร์ทการไล่ออกของฝ่ายเทคนิคแบบนั้น
หรือว่ามาดามแป้งจะผูกใจเจ็บตั้งแต่ ดราม่าเดินวนขอบคุณรอบสนาม ในเกม AFF ปลายปีที่แล้ว แต่คงไม่หรอก เรื่องนั้นผ่านมานานแล้ว และมาดามแป้งก็คงมีเหตุผลมากกว่านั้นด้วย
สิ่งที่ทำให้ผมเศร้าใจมากที่สุดคือ ประเทศนี้ ไม่มีบทเรียนอะไรเลยหรือไง
ถ้าคุณเจอโค้ชที่โอเค มีแนวโน้มจะพาทีมก้าวหน้าได้ คุณอย่าไปไล่เขาออก จากผลงานเฉพาะหน้าแค่ไม่กี่นัด
ก่อนหน้านี้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กำลังวางโครงสร้างทีมชาติในทิศทางที่ดี ได้เข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบ 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย แต่พอแพ้ญี่ปุ่น 4-0 ที่ไซตามะ ก็โดนบีบจนต้องลาออก ในยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับวลีคลาสสิค ใครไม่อายผมอาย
หลังยุคซิโก้ เราก็เห็นกันว่า ทีมชาติไทยไม่สามารถเข้าไปอยู่ในจุดเดิมได้อีกเลย พร้อมเป็นคำถามจนถึงวันนี้ ว่าถ้าซิโก้ได้คุมต่อ ทีมไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายก็ได้แค่คิด เพราะมันไม่เกิดขึ้นแล้ว
จากยุคซิโก้ เราก็ผิดหวังกับ มิโลวาน ราเยวัช, อากิระ นิชิโนะ ไปจนถึงมาโน่ โพลกิ้ง แต่สุดท้ายก็เจอมาซาทาดะ อิชิอิ ที่มีผลงานดีมากๆ อย่างที่ผมบอก จะมีโค้ชทีมชาติไทยคนไหน ไปบุกเสมอซาอุฯ และ เกาหลีใต้ถึงบ้านได้ มันแทบจะ impossible เลย
สุดท้ายอิชิอิ ก็โดนเด้งอีก กับแค่เพราะเขาไปขัดใจบางคน
ถ้าอนาคตโค้ชคนใหม่เก่งกว่าอิชิอิก็ดีไป แต่ถ้าผลงานแย่กว่าล่ะก็ เราก็จะมาย้อนนึกถึงวันนี้ ว่า "ถ้าให้อิชิอิทำงานต่อ บอลไทยจะไปถึงไหนนะ?"
การเจอคนที่ใช่ มันหายาก อุตส่าห์หาเจอแล้ว ก็ยังเปลี่ยนไปเอาคนอื่นต่อ คำถามคือ แล้วลูปนรกนี้จะจบสิ้นเมื่อไหร่
ในสเต็ปต่อไปจากนี้ สมาคมฟุตบอล ต้องแต่งตั้งเฮดโค้ชคนใหม่ นี่ถือเป็นงานที่ยากมากๆ เพราะบาร์ที่อิชิอิสร้างเอาไว้ มันสูงมากทีเดียว
ถ้าหากโค้ชคนใหม่ทำทีมตกรอบล่ะก็ คงคิดถึงอินโดนีเซียแน่ๆ ที่ไม่ยอมไปต่อกับชิน แต-ยัง จนสุดทาง ไปจ้างแพทริก ไคลเวิร์ตมา แล้วก็ยังตกรอบบอลโลกอยู่ดี
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนตัวผม ก็ยอมรับว่า รู้สึกเสียดายมากจริงๆ
ผมไม่รู้จักอิชิอิเป็นการส่วนตัว แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนที่ตามไปทำข่าวทีมชาติไทย ที่ต่างประเทศมากที่สุดในรอบ 2 ปีนี้ ผมบินไป สิงคโปร์, โซล, เสิ่นหยาง, ฮานอย, เวียดจี๋, ไต้หวัน คือตามติดทีมชาติไทยตลอด ไปทุกเกมที่สามารถไปได้
ดังนั้นจึงพอเข้าใจคาแรคเตอร์ของเขา ว่าเป็นคนที่ดูเย็นชา มีความเป็นเหมือนอาจารย์นิดนึง ไม่ได้พร้อมจะไปสนิทสนมกับนักเตะอะไรขนาดนั้น
แต่ในภาพของความเย็นชานั้น อิชิอิมีความตั้งใจมากๆ ที่จะทำทีมชาติไทยให้ไปไกลที่สุด เขาทำการบ้านอย่างหนักกับทีมชาติไทยเสมอ
และที่สำคัญ เขาเป็นที่รักของแฟนบอล ถ้าจำกันได้ อิชิอิเคยพยายามจดเนื้อเพลงชาติไทย เพื่อร่วมร้องไปด้วยกัน ก่อนแมตช์เริ่ม ทั้งๆ ที่พูดไทยไม่ได้เลย
แต่ด้วยความที่คาแรคเตอร์ของเขาเป็นแบบนั้น เป็นคนญี่ปุ่น ที่มีแผนชัดเจนในตัวเอง ไม่ทำตามใคร ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่โอนอ่อน ไหลไปตามกระแส แต่หนักแน่นในวิธีการ มันอาจทำให้หลายคนไม่พอใจ มองว่าอิชิอิ "แข็งเกินไป" หรือ "เข้ากับวัฒนธรรมไทยไม่ได้"
ประเทศไทยเป็นแบบนี้ คนที่อยู่เป็น ถึงจะเอาตัวรอดได้ ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ไม่เป็น นี่ล่ะคือสิ่งที่คุณจะได้รับ
การโดนไล่ออกของอิชิอิครั้งนี้ ทำให้แฟนบอลไทยเสียศรัทธาอย่างแน่นอน เพราะเหมือนสมาคมไม่ได้มีเป้าหมายเดียวกัน
แฟนบอลอยากให้บอลไทยก้าวหน้า ไม่อยากให้ต้องหาโค้ชมานับหนึ่งใหม่ทุกๆ ปี
แต่สิ่งที่สมาคมทำ คือ จะก้าวหน้าหรือเปล่าไม่รู้ ขอล้มกระดานแล้วนับหนึ่งใหม่กับโค้ชที่ตัวเองคอนโทรลได้ดีกว่า
แล้วจะคาดหวังให้บอลไทยพัฒนาไปข้างหน้า ทั้งๆ ที่ผู้บริหารยังมี Mindset แบบนี้น่ะหรือ วนเวียนกับอาเซียน วนเวียนกับซีเกมส์ วนเวียนกับความคิดชุดเดิมๆ ถามหน่อยว่าอีกกี่ชาติมันจะเจริญได้
บทสรุปของเรื่องนี้ คือ โลกก็ยังต้องดำเนินต่อไปครับ แฟนบอลไทยก็ต้องดูทีมชาติไทยต่อ และนักข่าวอย่างผมก็ต้องทำข่าวต่อเหมือนเดิม
เกมกับสิงคโปร์ ที่ธรรมศาสตร์ และเกมกับศรีลังกาที่โคลอมโบ ผมก็ต้องบินไปทำข่าวเช่นเดิม และก็ได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้ทีมชาติไทย พังพินาศในมือของโค้ชคนต่อไป
และสุดท้าย ขอให้เราได้ไปเอเชียนคัพ รอบสุดท้ายด้วยเถอะ ไม่ว่าโค้ชคนใหม่จะเป็นฮัดสัน หรือใครก็ตาม
ส่วนมาซาทาดะ อิชิอิ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติไทย รวมถึง ล่ามจ๋าย ที่ทำงานอย่างหนักมาตลอด ก็มีเพียงแค่คำขอบคุณที่มอบให้ครับ
ถ้าหากเป็นทีมชาติอื่น สมาคมคงเชิดชูอิชิอิเหมือนวีรบุรุษ ที่บุกไปเสมอเกาหลีได้
ถ้าหากเป็นทีมชาติอื่น อิชิอิคงได้สร้างทีมนานหลายปี ได้ปั้นเด็กเจนใหม่ มาสู่ทีมชาติเรื่อยๆ
แต่พอเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เส้นทางของเขา ก็ต้องสิ้นสุดลงแบบง่ายๆ กับเหตุผลที่แสนจะไร้สาระเหลือเกิน
21/10/2025
แสดงว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปผลงานทีมชาติไทยทุกชุดผู้บริหารฝ่ายเทคนิคสมาคมต้องเป็นคนรับผิดชอบนะครับ 😆😆