04/09/2026
เคยสังเกตไหมครับว่า... ทำไมเดี๋ยวนี้เราเห็นนักปั่นเริ่ม "เลิกใส่ถุงมือ" กันเยอะขึ้นเรื่อยๆ? ในช่องของ CGN เริ่มเอาเรื่องนี้มาถกเถียงเพราะว่านักปั่นรุ่นใหม่ๆไม่ยืดอกพกถุง แบบเมื่อก่อนอีกแล้ว
ย้อนกลับไปยุคก่อน ถุงมือจักรยาน ถือเป็นอุปกรณ์ภาคบังคับพอๆ กับหมวกกันน็อกเลยครับ เพราะสมัยก่อนเทปพันแฮนด์มันบางเหมือนผ้าคอตตอน ถุงมือหนาๆ จึงเป็นตัวช่วยซับแรงกระแทกชั้นดี และที่สำคัญที่สุดคือ "เซฟฝ่ามือเวลาล้ม" เพราะสัญชาตญาณมนุษย์ เวลาไถลหรือหัวทิ่ม มือเรามักจะเป็นส่วนแรกที่ยื่นไปรับพื้นเสมอ!
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน... หันไปทางไหนก็เจอคนปั่นมือเปล่า แม้แต่โปรระดับโลกอย่าง Mathieu van der Poel ก็เปิดโหมดมือเปล่าปั่นรายการโหดๆ อย่าง Paris-Roubaix ให้เห็นกันบ่อยๆ
------------------
ทำไมนักปั่นยุคนี้ถึงไม่ใส่
-------------------
1. รถยุคใหม่มันซับแรงได้ดีขึ้นมาก
แฮนด์บาร์ยุคนี้ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น ยางหนาขึ้น ระบบซับแรงกระแทกของเฟรมดีขึ้น ฮู้ดชิฟเตอร์ก็จับสบาย ไม่บาดมือเหมือน 20-30 ปีก่อน ทำให้ความจำเป็นในการใช้ถุงมือเพื่อ "กันเจ็บมือ" ลดลงไปเยอะ
2. เรื่องการระบายความร้อน (Heat Management)
รู้ไหมครับว่าฝ่ามือและข้อมือคือจุดที่มีเส้นเลือดฝอยใกล้ผิวหนังเยอะมาก และเป็นพื้นที่ระบายความร้อนหลักของร่างกาย การใส่ถุงมืออุดไว้ในวันที่อากาศร้อนจัดๆ อาจทำให้อุณหภูมิร่างกาย (Core Temperature) พุ่งสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว นักปั่นสายPerformance ยุคนี้เลยเลือกที่จะถอดถุงมือออกเพื่อให้ร่างกายคูลดาวน์ได้ไวที่สุด
3. ความรู้สึกอิสระ และแฟชั่น
หลายคนบอกตรงกันว่า ปั่นมือเปล่าแล้วรู้สึกสบาย เหมือนได้สัมผัสรถจริงๆ (อารมณ์เหมือนปั่นแบบ Commando) และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีเรื่องของ แฟชั่น ตามไอดอลเข้ามาเกี่ยวด้วย เห็นโปรปั่นมือเปล่าแล้วมันดูเท่ ดูลุย ดูเก๋าดี! งั้นกูเอาด้วย
ส่วนตัวผมมองว่า
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับบริบทครับ ถ้าปั่นกลุ่ม แข่งหรือลงสนามที่มีความเสี่ยงล้มสูง การใส่ถุงมือไว้ก่อนยังไงก็คือเกราะป้องกันชั้นดี เพราะแผลถนนถลอกที่ฝ่ามือ (Gravel Rash) เป็นอะไรที่ทรมานและใช้ชีวิตประจำวันลำบากมาก! แต่ถ้าปั่นออกกำลังกายชิลๆ คนเดียว อากาศร้อนๆ การถอดถุงมือบ้างก็ช่วยให้สบายตัวขึ้นเยอะ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ? เวลาออกทริป "ใส่ถุงมือตลอด" "ใส่บางครั้ง" หรือ "โหมดมือเปล่าตลอดกาล" เพราะอะไรกันบ้าง? แชร์เล่าให้ฟังหน่อย อยากรู้ต่อมเผือกกำลังทำงาน 😁
03/09/2026
หรือที่ผ่านมา…เราติดคลีตผิดตำแหน่งกันมาตลอด?
หลายปีที่ผ่านมา เวลาตั้งคลีต เรามักได้ยินคำแนะนำคล้ายกันว่า ให้แกนบันไดอยู่แถว ๆ ปุ่มกระดูกหน้าเท้าตรงที่เอานิ้วคล้ำๆแล้วยังเป็นกระดูกยื่นออกมา ผมเองก็ใช้หลักนี้มาตลอดนะ และก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอะไรให้สงสัย จนไปเจอแนวคิดหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า…
❗️ถ้าลองเลื่อนคลีตถอยหลังเข้าหากลางเท้าล่ะ จะปั่นได้สบายขึ้นไหม? นิ่งขึ้นไหม? แล้วจะช่วยให้ล้าช้าลงหรือเปล่า?
-------------------------
ทำไมเลื่อนคลีตถอยหลังแล้วอาจสบายขึ้น?
-------------------------
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า เรากำลังจะเหยียบกระป๋องให้แบน ถ้าใช้ปลายเท้าเหยียบ เราต้องเกร็งข้อเท้าและน่องช่วยพยุงเยอะหน่อย แต่ถ้าวางเท้าลึกเข้าไป แล้วใช้ฝ่าเท้ากดลงตรง ๆ เราจะรู้สึกมั่นคงกว่า และใช้แรงจากต้นขากับก้นได้เต็มกว่า ตั้งแผ่นคลีตถอยหลังก็มีแนวคิดคล้าย ๆ กันครับ
พอจุดกดของบันไดขยับเข้าใกล้ข้อเท้ามากขึ้น ข้อเท้าก็อาจไม่ต้องขยับเยอะ น่องจึงทำงานน้อยลง และเท้าจะรู้สึกนิ่งกว่าเดิม นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมนักไตรกีฬาระยะไกลบางคนชอบตั้งคลีตค่อนข้างถอยหลัง เพราะปั่นเสร็จเขายังต้องลงไปวิ่งต่ออีก ถ้าเก็บแรงน่องเอาไว้ได้บ้าง มันก็น่าลองอยู่เหมือนกัน
-------------------------
แล้วเลื่อนคลีตไปหลัง ทำให้แรงขึ้นจริงไหม?
-------------------------
ในต้นฉบับที่ผมดูมา เขาทดลองขยับคลีตถอยหลังประมาณ 15 มิลลิเมตร แล้วลองคู่กับขาจานสองขนาดคือ 175 และ 160 มิลลิเมตร
สิ่งที่เห็นค่อนข้างชัดคือ พอคลีตถอยหลัง เท้าจะแบนขึ้นตอนกดบันได ข้อเท้าเหยียดน้อยลง และดูเหมือนว่าน่องจะเข้ามาช่วยสร้างแรงน้อยกว่าเดิม
เวลาปั่นแบบคุมกำลังนิ่ง ๆ กลับรู้สึกมั่นคงและสบายกว่าที่คิด โดยเฉพาะตอนใช้คู่กับขาจานสั้น แต่พอลุกโยกหรือกระชากแรง ๆ เท่านั้นแหละ…คนละเรื่องเลย! จังหวะกดบันไดเหมือนสั้นลง หมุนเร็วขึ้น และให้ความรู้สึกเหมือนขาดแรง “ดีด” จากข้อเท้ากับน่อง ซึ่งตรงนี้อาจสำคัญมากเวลาสปรินต์ เร่งออกจากโค้ง หรือกระชากขึ้นเนิน
พูดแบบบ้าน ๆ ก็คือ…ถ้าปั่นยาว ๆ นิ่ง ๆ อาจชอบ แต่ถ้าเป็นสายกระชาก อาจรู้สึกว่ามันขาดอะไรบางอย่าง
-------------------------
แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเห็นไม่เหมือนกัน
-------------------------
ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายหนึ่งมองว่า การเลื่อนคลีตถอยหลังเป็นเรื่องที่น่าลอง เพราะช่วยให้เท้ามั่นคง ลดภาระบริเวณข้อเท้า และอาจช่วยให้นักปั่นบางคนปั่นได้สบายขึ้น แต่อีกฝ่ายก็บอกว่า อย่าเพิ่งสรุปว่า “ทุกคนต้องเลื่อนไปหลังสุดแล้วจะดี” เพราะเท้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งความยาวนิ้ว รูปทรงเท้า รองเท้า ระบบบันได รวมถึงสไตล์การปั่น
บางคนปั่นยาว เน้นคุมวัตต์นิ่ง ๆ แต่อีกคนชอบกระชากและสปรินต์อยู่ตลอด จะให้ตั้งคลีตเหมือนกันทั้งหมดก็คงไม่ได้
ที่สำคัญ พอเราเลื่อนคลีต ตำแหน่งของเท้าเมื่อเทียบกับบันได อาน และขาจานก็เปลี่ยนตามไปด้วย บางคนอาจต้องปรับความสูงหรือระยะหน้า–หลังของอานใหม่ ไม่ใช่เลื่อนคลีตเสร็จแล้วจบเลย
-------------------------
แล้วงานวิจัยว่าอย่างไร?
-------------------------
ตรงนี้ต้องบอกกันตรง ๆ ว่า ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่า คลีตถอยหลังจะทำให้ทุกคนแรงขึ้น เร็วขึ้น หรือประหยัดแรงขึ้นอย่างชัดเจน งานทดลองในนักปั่นแข่งขัน 10 คน พบว่าการย้ายตำแหน่งคลีตเข้าไปทางอุ้งเท้า ไม่ได้ให้ข้อได้เปรียบด้านสมรรถนะอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับตำแหน่งที่นักปั่นแต่ละคนใช้อยู่เดิม (https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/20029102/))
ส่วนงานวิจัยขนาดเล็กในกลุ่มนักไตรกีฬา พบสัญญาณว่าคลีตที่ถอยหลังอาจช่วยตอนลงไปวิ่งต่อ แต่ผลเรื่องกำลังปั่นยังไม่ชัดเจน Journal of Science and Cycling (https://www.jsc-journal.com/index.php/JSC/article/download/521/594/2786))
ขณะที่งานวิจัยปี 2026 พบว่า การถอยคลีต 20 มิลลิเมตรช่วยลดค่าความเครียดของเอ็นร้อยหวายที่ประเมินด้วยแบบจำลองได้ แต่การศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 10 คน และเป็นนักปั่นมือใหม่ จึงยังเอาไปฟันธงกับนักปั่นทุกคนไม่ได้ Medicine & Science in Sports & Exercise (https://doi.org/10.1249/MSS.0000000000004005))
-------------------------
สรุปแล้ว…เราควรเลื่อนคลีตไหม?
-------------------------
ผมมองว่าคลีตถอยหลังไม่ใช่ “สูตรลับเพิ่มวัตต์” และไม่ใช่ของที่นักปั่นทุกคนต้องรีบทำตาม แต่มันอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าลอง สำหรับคนที่ปั่นระยะไกล อยากให้เท้านิ่งขึ้น มีอาการล้าน่อง หรือมีปัญหาบริเวณเอ็นร้อยหวาย รวมถึงคนที่เปลี่ยนมาใช้ขาจานสั้นแล้วอยากทดลองหาตำแหน่งที่ลงตัวกว่าเดิม
แต่ถ้าเป็นสายซิ่ง สายสปรินต์ หรือชอบกระชากแรง ๆ อาจต้องคิดให้ละเอียด เพราะความนิ่งที่เพิ่มขึ้น อาจต้องแลกกับความรู้สึกฉับไวที่หายไปบางส่วน และที่สำคัญ อย่าเพิ่งเลื่อนคลีตไปหลังสุดราง แล้ววันรุ่งขึ้นออกไปยิงกับกลุ่มเลยนะครับ เดี๋ยวจากที่หวังว่าจะได้สูตรโกง อาจได้อาการเจ็บกลับบ้านแทน 😅
ถ้าอยากลอง ควรทำเครื่องหมายตำแหน่งเดิมเอาไว้ก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับทีละน้อย พร้อมสังเกตอาการของเท้า น่อง เข่า และสะโพก เพราะสุดท้ายแล้ว Bike Fit ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ เคยลองเลื่อนคลีตถอยหลังกันไหม? ปั่นสบายขึ้นจริง หรือรู้สึกเหมือนเหยียบบันไดไม่ทัน ช่วยแชร์ให้ผมฟังหน่อยครับ
Cr: https://www.youtube.com/watch?v=Tue7-3glqYc&t=827s
01/09/2026
เมื่อวานบ่ายแก่ๆทางบริษัทผู้นำเข้า SUNPEED ( ซันพีท) ซึ่งเป็นเจ้าเดียวกับล้อ ODIN โทรมาบอกว่าตอนนี้มี SUNPEED ตัวจริงมาจอดให้ชมแล้วครับ ก่อนจะส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองเอาไว้ก่อนหน้านี้ ...บ่ายสีโมงครึ่ง ฝนก็ตกพรำๆ เลยขับรถแวะไปดูเสียหน่อย เพราะได้ยินมานานแล้วค่ายนี้ทำสีดีมาก ไม่แพ้รถแบรนด์ยุโรปเลย
คือยุคนี้ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนไปแบบคนละเรื่องกับเมื่อหลายปีก่อน คนใช้เงินระมัดระวังมากขึ้น คำว่าคุ้มต้องมาก่อน มันเลยทำให้ธุรกิจบุฟเฟ่ถึงขายแข่งกันกระฉูดในตอนนี้ ไม่ใช่คนเราไม่มีตังค์จ่ายนะครับแต่เค้าต้องการรู้ว่างบมันจะจบที่เท่าไร เงินที่จ่ายไปแล้วจบจริงไหม? เหมือนการกินบุฟเฟ่ รู้เลยว่าจ่าย 200 กว่าแต่กรูอิ่มแน่ ไม่ต้องเกร็งเวลาสั่ง ปลดปล่อยอารมณ์การกินได้เต็มที่
เอาหละมาพูดถึง SUNPEED กันต่อดีกว่า เมื่อวานหลังจากเห็นตัวจริงครั้งแรกผมว่าหน้าตามันคล้ายๆ สเป เหมือนกันนะ ส่วนงานสีก็สวยๆทั้งนั้นเลย ตัวท๊อปคันทีสีดำ เกียร์ไฟฟ้า 105 ราคาหกหมื่นกว่า มาพร้อมกับล้อคาร์บอน งานสีผิวเท็กเจอร์แบบคล้ายๆสีระเบิดมันจะไม่เรียบเป้นผิวสัมผัสที่ดูดีมากเลย SUNPEED รอบนี้เท่าที่เดินดูมันมีทั้ง หมอบ กราเวล ซิตี้ไบค์ และเสือภูเขา.........แต่สิ่งที่โคตรได้ใจเลยย ผมติดใจตรงเสือภูเขานี่แหละ
ราคาโคตรคุ้มเลยคันละ 13,900 ได้ล้อ 29 นิ้ว โช๊คลม ดิสก์เบรคน้ำมัน Shomano เฟรมอลูมิเนียม ส่วนงานสี โคตรเนี๊ยบ ไม่แพ้รถคันละ 5-6 หมื่นบาทแน่นอน งานสีของเสือภูเขาดูดีเกินราคาไปไกลมาก
---------------
ความเห็นส่วนตัว
---------------
ถ้าเน้นแบรนด์ยุโรป คุณมาผิดทางแล้ววกรถกลับได้เลย SUNPEED เป็นรถที่ผลิตในจีนแบรนด์จีน ซึ่งให้ของมาแบบคุ้มๆ อย่างรุ่นตัวท๊อปก็เป็นคาร์บอน T1000 แต่ผมว่าบางจุด เพราะ T1000 ทั้งคันคงปั่นไม่ไหว เป็นม้ากระโดดแน่นอน แต่ก็ให้ของมาครบๆในราคา 5-6 หมื่นไม่ต้องไปทำอะไรมากแล้ว ถ้ายังหงุดหงิดคันอยากเสียเงิน แนะนำโยนล้อ ODIN กับยางเกรดตัวท๊อป อย่าง Conti 5000 หรือ Vittoria Corsa ไปสักชุดก็ปั่นดีแล้ว ในน้ำหนักตัวที่จะเบาลงมาจาก 7.8 อีกนิดหน่อย อาจจะเหลือ 7.2 โลก็เป็นได้
SUNPEED เป็นรถมาจับช่วงเทรนกระแสโลกเลิกบ้าแบรนด์เนมแต่เปลี่ยนมาเป็นความคุ้มค่าแทน แต่ถ้าซื้อแล้วยังรู้สึกว่าไม่อยากเสียตัวตนอยากเอาไว้ขิงกับเพื่อน หรือภูมิใจกับรถแบรนด์ยุโรปผมแนะนำไปรถแบรนด์ยุโรปเลยครับ ไม่งั้นจะเสียเงินสองรอบ SUNPEED ส่วนตัวผมมองว่า มันเป็นแบรนด์คุณภาพแบบกลางไต่ไปทางบน แต่ยังไงก็ไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นไฮโซแบบฝรั่งได้ เหมือน BYD ให้ออฟชั่นดี ราคาดี แต่ถ้าคนชอบ Tesla ยังไงเค้าก็ไม่มอง
31/08/2026
ปี 2026 แล้ว Bike Fitting ยังจำเป็นอยู่อีกไหม?
ถามตรงๆเลยนะครับ ใครเคยทำ Bike Fitting บ้าง? แล้วใครที่ปั่นมาหลายปี ยังไม่เคยทำเลยสักครั้ง? ผมเชื่อว่าสองกลุ่มนี้มีอยู่เยอะพอกัน และทั้งสองกลุ่มก็มีเหตุผลของตัวเอง
----------------
ฝั่งที่บอกว่าจำเป็น
----------------
คนที่เคยทำ Bike Fitting แล้วชีวิตเปลี่ยนไปเลย ส่วนใหญ่จะบอกแบบเดิมหมดเลยครับว่า "ทำแล้วหายเจ็บเข่าเลย" หรือ "ปั่นได้นานขึ้น ไม่เมื่อยหลังอีกแล้ว" หรือ "รู้สึกว่าออกแรงได้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว"
ซึ่งมันก็จริงครับ เพราะ Bike Fitting มันไม่ใช่แค่ขยับอานขึ้นลง แต่มันคือการวิเคราะห์ทั้งระบบว่า ร่างกายคนนี้ กับรถคันนี้ ควรอยู่ในตำแหน่งไหน ถึงจะส่งแรงได้มากที่สุดและเจ็บน้อยที่สุด
----------------
ฝั่งที่บอกว่าไม่จำเป็น
----------------
ก็มีเหตุผลที่ฟังแล้วพยักหน้าได้เหมือนกันครับ ค่า Fitting แบบ professional ในไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000-15,000 บาทขึ้นไป บางที่แพงกว่านั้นอีก ซึ่งไม่ใช่น้อยๆเลยสำหรับคนที่ปั่นเพื่อออกกำลังกายสบายๆ ไม่ได้แข่ง ไม่ได้ปั่นระยะ 100 กิโลขึ้น แล้วก็ยังมีคำถามที่ว่า วันนี้ทำ Fitting ไปแล้ว พอน้ำหนักเปลี่ยน อายุเพิ่ม หรือรถเปลี่ยนคัน ก็ต้องทำใหม่อีกรอบหรือเปล่า?
----------------
แล้วปี 2026 มันเปลี่ยนไปอะไรบ้าง
----------------
ตอนนี้มีตัวแปรใหม่ที่ต้องคิดถึงครับ
AI และ App วิเคราะห์ท่าปั่น ปัจจุบันมี app ที่ถ่ายวิดีโอแล้วให้ AI วิเคราะห์ knee angle, hip drop, torso position ได้แล้ว บางตัวแม่นพอสมควรด้วย ราคาไม่แพง
Sensor และ Power Meter ราคาถูกลงมาก ข้อมูล real-time ตอนปั่นละเอียดมากขึ้น คนปั่นสามารถอ่านข้อมูลและปรับตัวเองได้มากกว่าเมื่อก่อนโดยไม่ต้องพึ่ง fitter ครับ
------------
สิ่งที่คนลืมคิด
------------
ทุกวันนี้ความรู้การฟิตติ้ง หาได้ง่ายบน Youtube ซึ่งก็มีจริงบ้าง มั่วบ้าง บางอันก็โคตรโบราณจนเค้าเลิกใช้กันไปแล้ว สิ่งที่คนลืมคิดก็คือ ร่างกายคนเราแต่ละคนไม่มีสูตรตายตัว บางคนขายาวไม่เท่ากัน บางคนสะโพกอียง บางคนกล้ามเนื้อมีปัญหา ซึ่งความรู้ที่ไปดูมา มันก็ไม่รู้จะมาแก้ไขยังไง
มันเหมือนเรากำลังเรียนวิธีการรักษาเจ็บป่วยจาก Internet เทียบกับไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญที่เรียนมา แต่ก็อีกนั่นแหละครับ Fitter ทุกคนต่างมีสูตรใครสูตรมัน ความรู้ไม่เท่ากัน แม้ฟิตเตอร์ที่เก่งที่สุดก็ไมไ่ด้ประสบความสำเร็จในการแก้ไขได้ 100 % ทุกเคส ร่างกายพระเจ้าสร้าง มันมหัศจรรย์มาก ปัั่นวันนี้ไม่เจ็บ ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เจ็บไปตลอกกาล
------------------------
ความเห็นส่วนตัวตรงๆครับ
------------------------
ผมว่า Bike Fitting ยังจำเป็นอยู่ แต่คนที่จำเป็นมากที่สุดคือ คนที่ปั่นแล้วมีอาการเจ็บซ้ำๆ ไม่ว่าจะเข่า สะโพก หลัง หรือคอ คนที่ปั่นระยะ 60 กิโลขึ้นไปเป็นประจำ
คนที่เพิ่งซื้อรถใหม่หรือเปลี่ยน component หลักๆแต่ถ้าปั่นสั้นๆสบายๆ ไม่มีอาการเจ็บอะไร ผมก็ไม่ได้บอกว่าต้องรีบไปทำนะครับ เพราะรถที่ set up ใกล้เคียงกับตัวเองพอ มันก็ปั่นได้ดีอยู่แล้วครับ
------------------------
แต่ถ้าถามว่า ทำแล้วคุ้มไหม
------------------------
คำตอบง่ายมากครับ ถ้าทำแล้วหายเจ็บ ก็คุ้มทุกบาทเลย
เพราะค่ารักษาเข่า ค่ากายภาพ ค่าหยุดปั่นเพราะบาดเจ็บ มันแพงกว่า Fitting มากครับ 😄
แล้วเพื่อนๆล่ะครับ เคยทำ Bike Fitting ไหม?
1.ถ้าเคย — ชีวิตเปลี่ยนไปไหม?
2. ถ้าไม่เคย — เหตุผลคืออะไร?
คอมเมนต์มาได้เลยครับ อยากรู้มากๆ ช่วยแชร์ให้ฟังหน่อย
31/08/2026
ถ้าเคยใช้ฮาร์ทเรทอื่นแล้วค่าหัวใจไม่แม่นยำ..หน่วง ช้า เพี้ยน...
แนะนำ Shanren BEAT15 ตัวนี้เลย จำหน่ายมา 5 ปีแล้วขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ ไม่มีตัวเลข โดดไปมา เพี้ยนจนนักปั่นกังวล BEAT15 มั่นใจได้เลยว่าโคตรแม่นยำครับ แบตอึด สวมใส่ง่าย มีแอพสำหรับการตั้งค่า และใช้กับไมล์จักรยานได้ทุกยี่ห้อ ที่รองรับ ANT หรือ Bluetooth. และที่สำคัญ....... มีพัฒนา Software อย่างต่อเนื่อง
BEAT15 มันคือฮาร์ทเรทตัวที่เรายอมใส่มันทุกครั้งที่ออกปั่นนี่แหละครับ 😄
🔥 Shanren BEAT15 ราคา 1,990 บาท ( รับประกัน 1 ปี )
-------------
🛒 ซื้อทาง Shopee: https://shopee.co.th/product/205875567/10736245774/
-------------
🎥 VDO รีวิว
https://youtu.be/ton5r6RhE1o
════════
💁สอบถามและสั่งซื้อได้ครับ
════════
① inbox: m.me/cyclingmodel
② Line : ( มี @ ด้วยนะ )
③ โทร 0633300090