17/01/2025
ซ้อมมา 3 เดือนกว่า วันนี้ครั้งที่ 5 เพิ่งจะได้ทำฟิตติ้งแกให้ได้ครบเต็มรูปแบบ (ก่อนหน้าที่ผ่านมา ทำฟิตติ้งให้ 4 ครั้ง ในห้องรับแขก/ห้องซ้อมที่บ้านแกพื้นที่ไม่สะดวกพอที่จะทำให้ได้ดี 100% วันนี้เลยตัดสินใจเรียกแกมาทำที่ห้องเก็บของ ที่มีพื้นที่ว่างพอที่จะวัด)
2-3 วันก่อน แกลองศึกษาและปรับรถเอง (ซึ่งผมก็ว่าเป็นแนวโน้มที่ดี จะได้เข้าใจและถึงจุดนึง แกก็ต้องพึ่งตัวเองได้ถึงจะสะดวก)
ที่ปรับวันนี้ เปลี่ยนเบาะใหม่ สรุปความสูงเบาะก็เท่าๆ กันกับ 4 ครั้งที่ผ่านมา ระยะเอื้อมเพิ่มครึ่งเซนต์ ปรับองศาเบาะและมุมนั่งนิดหน่อย แต่ความรู้สึกในการปั่นของแกเปลี่ยนไปมาก แน่นอนว่าแกตื่นเต้นมาก
ที่แกตื่นเต้นเพราะสกิลแกเริ่มดีจากที่ซ้อมมา 3 เดือน มีประสบการณ์จากการทดลองปรับเอง และแกฉลาด จึงจะเข้าใจได้ทันทีว่าถ้าความรู้สึกในการปั่นแบบนี้แล้วมันจะเป็นอย่างไร 🚵🏻♂️💨
ผมทำมาเยอะมากๆ และใช้เวลาศึกษาและทดลองกับตัวเองตลอดเวลา จนมันเป็นส่วนนึงของความคิด แต่ก็ยังต้องใช้เวลาทำนานอยู่ดีกว่าจะเสร็จแต่ละคน จนมั่นใจได้ว่างานจบบริบูรณ์
แกรู้เลยว่าทำวิธีการแบบนี้ มีผมทำได้คนเดียวในโลก เรียกได้ว่ามีความแตกต่างแบบสุดขั้ว แน่นอนเพราะว่าวิธีการและเหตุผล ทุกอย่างผมคิดและตกผลึกเอง ซึ่งใช้เวลานานมากกว่าที่มันจะง่ายที่จะทำให้คนอื่นได้จบ 100%
Cycling isn’t easy มิลลิเมตรเดียวความรู้สึกก็เปลี่ยนได้ อะไรจะเวอร์ได้ขนาดนั้น 😆
โม้เล่นๆ ตอนนี้ไม่สะดวกรับทำให้ใครนะครับ เดี๋ยวเก่งกันหมด 😆 - จริงๆ ปัญหาคือคนที่ตั้งใจซ้อมจริงจัง จนจะรู้สึกได้แบบแกมีน้อยมาก ยิ่งมาอยู่เชียงใหม่ ก็ยากที่จะมีลูกค้าเยอะพอที่จะทำเฉพาะฟิตติ้งให้คุ้ม คิดราคาถูกก็ไม่คุ้มเหนื่อย คิดแพงก็น้อยคนจะเข้าใจว่ามันแพงอะไรวะ (เคยมีลูกค้าคนนึง เปลี่ยนเบาะใหม่แล้วปรับเองไม่ได้ นัดผมเข้ามา Follow Up ผมนัดเวลา รอทำให้ใช้เวลาทำไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเสร็จ คิดไป 500 แกทำหน้าไม่พอใจ - ก็ไปฟิตติ้งคอมพิวเตอร์กันเถอะครัช 😆)
12/08/2024
Bike Fitting (Entertainment purpose only)
**เสียงโทรศัพท์ดัง** ฮัลโหล สวัสดีครับ ไบค์ฟิตติ้งครับ นัดวันไหนครับ โอเคครับ ไว้เจอกันครับ
ลูกค้าคนนึงใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง อาชีพนี้คล้ายกับอาชีพนึง เจอกับลูกค้าแปลกหน้าหลากหลายแบบ แลกกับเงิน 2-3 พัน คนไหนติดใจก็กลับมาซ้ำ ใครทำงานร้านหรูหน่อยก็เรียกราคาได้มากกว่า เอาว่า 5-8 พัน หมื่นนึงก็เรียกได้ไม่ผิดอะไร อยู่ที่ความพึงพอใจนะ 😄
หมอบางคนมีใบประกาศ ดูน่าเชื่อถือ นวดเบาๆ ให้ลูกค้าผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศให้ดูรื่นรมย์ ลูกค้าพึงพอใจ หมออีกแบบไม่ได้มีใบประกาศอะไร ใช้ประสบการณ์ที่ทำมา ออกอาวุธทั้งศอก เข่า ถึงขนาดขึ้นไปยืนเหยียบก็มี อาการเส้นตึงๆ อยู่ ก็ค่อยทุเลาลง 😆
สมัยผมทำใหม่ๆ กำลังเมามันส์ในวิชา หลังๆ เริ่มทำมาชักเยอะชักไม่อยากโฆษณา ความคิดคือถ้ามันดีจริงลูกค้าก็จะบอกต่อๆ กันไป ถ้าถึงจุดนึงไม่มีใครบอกต่อก็แสดงว่าที่ทำอยู่มันใช้ไม่ได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและเลิกทำไปทำอย่างอื่นบ้าง 🤣🤣🤣
เอาจริงๆ กว่าจะค้นพบเคล็ดลับวิชา ก็ต้องทำนานมาก คิดแล้วคิดอีก ลองในสิ่งต่างๆ จนถึงจุดที่ว่าเข้าใจมากแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าที่ดีที่สุดรึยัง ? จึงไม่ต้องถามเลยว่าลูกค้าคนที่มาทำ จะสามารถเข้าใจได้เลยไหม ว่าถ้าหากทำไปแล้วสามารถปั่นได้ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ?
แต่ถ้าปั่นมานานหลายปีมากแล้ว ถึงจุดนึงมันก็คงต้องถามว่า คุณเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนกับฟีลลิ่งในการปั่น? ซึ่งแม้จะไม่เข้าใจเลย ก็ปั่นออกกำลังกายได้เหมือนกัน ถ้าซ้อมมาดี ร่างกายแข็งแรง เผลอๆ ลงแข่งก็ยังอาจจะชนะคนที่ทักษะดีกว่าได้ 🤔
ให้ผมอธิบายมากไปกว่านี้ ว่าสรุปแล้วมันมีอะไรในกอไผ่ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าไม่รู้สึกได้เอง คำตอบที่ถูกต้องมันมีอยู่จริง และก็อย่าเชื่อใครง่ายๆ ถ้าความรู้สึกมันไม่ใช่ จนถึงตอนนี้ผมผ่านอะไรมามากมาย ทุกอย่างผมก็ไม่สรุปว่า 100% ต้องเผื่อๆ ไว้บ้าง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ
สุดท้ายนี้ ขอลงท้ายด้วยเนื้อเพลงของ Boyzone สำหรับคนที่ชอบในการปั่น 😁
“ Don't stop looking for love
It can be found
In the strangest places
Just when you've given up
Along comes a miracle
That turns your life around
So don't stop, looking for love “
09/01/2022
ฟิตติ้งให้นักแข่งสายเขา โอ๊ต พ่ออาโป
เสร็จแล้วไปขึ้นดอยสุเทพ 😄
26/12/2021
Bike Fitting พี่ใหญ่ กับ Pinarello F12 ครับ 😁
07/01/2019
ITT at Happy and Healthy Bike Lane
กลับมากรุงเทพฯ คราวนี้ผมไม่ได้เอาจักรยานกลับมาด้วย แต่มีจักรยานสำรองไว้ปั่นเป็นเสือหมอบชุดเกียร์ 10 สปีด กับรถ TT ที่ใช้แข่งอยู่ประจำอีกคันที่ชุดเกียร์ 10 สปีดเหมือนกัน
วันที่ผมขับรถกลับ(พฤหัสที่ 3)โค้ช Patrick Beilby เทพ Audax ไปปั่นสนามคนเดียว 3 รอบ และเขียนใน Strava เกี่ยวกับ Spirit ของการปั่นจักรยาน ว่ามีกี่คนที่อยู่ใน Leaderboard Strava ที่ปั่นด้วยแรงตัวเองคนเดียว ผมนึกเลยว่าเอาอีกแล้วนะเฮีย พูดแบบนี้นี่กระทบหมดทุกคนเลย😆
ส่วนตัวผมว่าถ้าปั่นเป็นกลุ่มเป็นทีม ช่วยกันปั่นเพื่อให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ความเร็วมากๆ มันก็น่าภูมิใจไปอีกแบบ ถ้าปั่นตามกลุ่มที่เร็วเกินความแข็งแรงเรามากและเราทำได้สำเร็จมันก็น่าภูมิใจ แต่ถ้าแข็งแรงมากพอควรแล้วตามดูดอย่างเดียวไม่ขึ้นช่วยเลย อีกทั้งกลุ่มที่ดูดก็ใหญ่มากๆ จนหัวใจอยู่แค่โซน 2-3 แบบนี้แม้จะได้เวลาดีแต่ก็ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่
ส่วนตัวผมลองเทสสนามนี้คนเดียวมาหลายครั้ง เวลาแต่ละครั้งที่ได้ก็ไล่เลี่ยกัน บางครั้งครึ่งแรกเร็วมากเพราะลมส่ง พอครึ่งหลังต้านลมก็ช้า แต่เฉลี่ยออกมาก็ไล่เลี่ยกัน(31-32 นาที)
ในปีที่แล้ว 2018 ผมยังไม่ได้มีโอกาสลองเทสเลยว่าจะปั่นได้เวลาดีแค่ไหน ครั้งนี้กลับกรุงเทพมาเลยถือโอกาสลองดูสักครั้ง โดยพิเศษคือครั้งนี้มี Nicky Pallas ขอลองตามดูดดู (เป้าหมายของเขาตอนนี้คืออยากทำเวลาให้ต่ำกว่า 30 นาที)
ผมไม่เคยเจอและปั่นกับ Nicky เลย รู้แต่ว่าถ้าปั่นเสือหมอบตามดูดรถ TT เดี่ยวๆ นี่หนักมากๆ แต่ดู Nicky มีใจสู้ ทั้งเตรียมพร้อมและพักร่างกายมาอย่างดี อีกทั้งบอกว่า FTP ของเขาน่าจะเกิน 300W ก็คิดว่าน่าจะเป็นไปได้อยู่
ตอนเช้านัดเจอและคุยกัน สรุปกันว่าเพื่อให้ได้เวลาเร็วขึ้นอีกนิด จะลองปั่นลงจากสะพาน Fast Lane ตั้งแต่เริ่ม คุยจบก็วอร์มในสนามเล็กกันนิดหน่อย พอเสร็จก็จัดเลย วันนี้ลมค่อนข้างจะสงบ ไม่ต้านและก็ไม่ส่ง เนื่องจากจักรยาน TT คันที่ผมปั่นวันนี้ไม่มีวัตต์เลยดูหัวใจกับความรู้สึกเป็นหลัก
วันนี้ผมทำเวลา 1 รอบได้ 30:35 นาที เร็วกว่าครั้งเดิมที่ดีที่สุดอยู่ 45 วินาที จักรยานคันเดิม หมวกเดิม ชุดเดิม😆 แต่ส่วนหนึ่งคือปั่นลงจากสะพาน และมี Nicky ตามดูดซึ่งก็น่าจะช่วยเรื่องเวลาได้บ้าง ก็ค่อนข้างพอใจที่แม้จะห่างเหินกับรถ TT มานานพอควรแต่ยังคงทำได้ดี(แม้จะไม่ชัดเจนว่าดีขึ้นจริงไหมเพราะไม่มีวัตต์ และต่างจากเดิมทั้งบินลงสะพานและมี Nicky ตามดูด)
อีกส่วนหนึ่งก็โล่งใจที่ทำให้ Nicky ซึ่งมีความตั้งใจสูงมาก และเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ที่แม้จะไม่ได้ต่ำกว่า 30 นาทีตามที่หวัง แต่ก็พอใจที่เขาได้ FTP ใหม่ 311W และวัตต์เฉลี่ยที่สูงถึง 328W ใน 30:37 นาที(น้ำหนักตัวของเขา 71)
ไว้ผมกลับมากรุงเทพฯ คราวหน้า ถ้ามีเวลาจะมาลองดูอีกครั้งครับ 🚴♂️💨💨💨🚗😄
01/01/2019
2 เดือนที่ผ่านมาผมได้ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ จากที่เคยคิดอยู่นานว่าจะอยู่ที่ไหนที่ดีที่มีภูเขาให้ปั่นซ้อม ที่มองๆ ไว้ช่วงแรกก็หนีไม่พ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีน หรือแถวฝั่งปากช่อง ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มาก สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก
แต่ที่ปั่นมาแล้วติดใจมากสุดคือเชียงใหม่ โดยเฉพาะดอยสุเทพ ที่อยู่ใกล้เมือง ปั่นขึ้นลงได้บ่อย อีกทั้งเชียงใหม่ก็มีเส้นทางให้ปั่นหลากหลายมาก และจากที่มาลองอยู่ดูก็ค่อนข้างโอเค คิดว่าไหนๆ แล้วก็เลือกที่ๆ ชอบที่สุด ถึงจะไกลจากกรุงเทพฯ มากไปหน่อยแต่ก็แลกกับความฟิน ถึงตอนนี้ผมหยุดเทรนให้กับพี่ๆ และมาเน้นซ้อมเองเพราะอยากรู้ว่ายังจะพัฒนาได้อีกแค่ไหน ซึ่งจาก 2 เดือนที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนว่ายังสามารถเก่งขึ้นได้อีกแม้ว่าอายุจะ มากแล้ว การซ้อมต่อจากนี้หากจะให้พัฒนาจะต้องใช้เวลาและความพยายามมากขึ้น แม้จะคาดหวังแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากเพราะรู้ว่าจะต้องค่อยเป็นค่อยไปจึงจะสำเร็จ
เดี๋ยวนี้คนเลิกปั่นไปเยอะมาก ส่วนนึงก็ไปวิ่ง ซึ่งดูแล้วถ้าเลิกไปนานและใจไม่แข็งจริงคงยากที่จะกลับมาปั่นได้อย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะกว่าจะกลับมาปั่นได้เท่าเดิมนี่เหนื่อยเอาการ ส่วนใครที่ยังปั่นอยู่และต้องการจะฟิตติ้งกับผม ตอนนี้ผมยังรับอยู่ตามปกติ เพราะถือเป็นงานที่ทำให้ผมสั่งสมประสบการณ์ดีๆ มามากมาย และเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขที่ได้เจอและพูดคุยกับนักปั่นหลากหลาย แต่จะรับได้เฉพาะช่วงที่กลับกรุงเทพฯ ถ้าใครจะมารบกวนนัดล่วงหน้าครับ
ราคาฟิตติ้งปี 2019 ราคา 2,500 บาท (ถ้า follow up 1,500-2000 บาท/จักรยานคันเดิมหรือลูกค้าเก่า) ใครสนใจรบกวนติดต่อที่เบอร์ 0846605533 หรือทางไลน์(LineID 456123345)
ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ คนไหนที่รู้จักกัน หากว่ามาเที่ยวเชียงใหม่แล้วอยากจะมาปั่นด้วยกันก็ติดต่อมาได้เลยครับ ขอบคุณครับ
09/10/2018
เมื่อสองปีที่แล้วผมเกิดคำถามขึ้นในใจว่าจริงๆ แล้วที่ผมออกปั่นจักรยานนั้นเพื่ออะไร? ถ้าปั่นเพื่อแข่งขันชิงถ้วยรางวัลก็รู้สึกว่าถึงจุดที่เริ่มเฉยๆ กับงานแข่งต่างๆ ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ถ้าเพื่อสุขภาพ ระยะทางและความหนักที่ปั่นซ้อมอยู่ทุกๆ วันนั้นก็มากเกินไปจนทำให้เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง
ส่วนหนึ่งในใจคิดอยู่เสมอว่าที่เราออกปั่นนั้นเพราะเรารักจักรยาน จุดเริ่มต้นปั่นเพื่อสุขภาพจนทำให้ร่างกายดีขึ้นเรื่อยๆ และด้วยความเป็นคนช่างสงสัยจึงคิดอยู่ตลอดเวลาถึงวิธีการที่จะทำให้ปั่นได้เร็วขึ้น เก่งขึ้น
ช่วงนั้นผมยังเป็นโค้ชสอนให้กับพี่ๆ หลายๆ คน ความเข้าใจของผมในการเป็นโค้ชคือการถ่ายทอดความรักและสนุกในการปั่นจักรยาน ถ่ายทอดความตั้งใจ ทุ่มเท และสม่ำเสมอในการฝึกซ้อม สอนความเข้าใจในวิธีการปั่น ด้วยการพาออกปั่นซ้อมด้วยกันตลอดเวลา และพูดคุยแนะนำต่างๆ
แต่สุดท้ายแล้วปัญหาคือไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลาในการซ้อม ด้วยภาระหน้าที่การงานในชีวิตทำให้การที่จะทุ่มเทให้กับการซ้อมจักรยานนั้นเป็นเรื่องยาก เทคนิคความรู้ต่างๆ จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ (ซึ่งขอแค่มีเวลาที่จะออกปั่นจักรยานได้สม่ำเสมอก็ดีมากแล้ว) คนที่ปั่นจักรยานได้ดีต้องมีเวลาว่างฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนได้เพียงพอ เมื่อดูแล้วกลุ่มที่สอนอยู่นั้นยากที่จะได้ประโยชน์จริงๆ จึงได้ตัดสินใจที่จะเลิกกลุ่มไป
อีกส่วนนึงการปั่นจักรยานนั้นถือว่าอันตรายอยู่มาก ทั้งอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ว่าจะระหว่างจักรยานด้วยกัน กับรถยนต์ หรือเกิดขึ้นเองเช่นตกหลุมหรือหลุดโค้ง และด้วยความท้าทายต่างๆ ของกีฬานี้ ทั้งระยะทางที่ไกล อากาศที่ร้อน และความเร็วที่มาก ซึ่งอาจทำให้ผู้ปั่นฝืนเกินกำลังของจนทำให้เป็นผลเสียกับสุขภาพ แต่การที่จะไปเตือนด้วยความหวังดีนั้นทำได้ยาก แต่ละคนต่างต้องคิดได้ด้วยตัวเอง เหมือนผมเองตอนที่บ้านั้นก็บ้าเอาการ โชคดีที่รอดมาได้ในหลายๆ ครั้ง และหายบ้าไปมากแล้ว
ผมหยุดเล่นเฟสบุ๊คไปนานเพราะอยากรู้ว่าถ้าหยุดโพสต์อวดในทุกๆ เรื่องแล้ว จะยังคงปั่นจักรยานที่รักอยู่ไหม? ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีมีเวลาให้ปั่นจักรยาน ได้ทุกๆวัน แม้จะหยุดแข่งแล้วผมก็ยังมีความมุ่งมั่นและรักในการปั่นและซ้อมอยู่
“หนังสือพิมพ์พาดหัววันนี้ พรุ่งนี้ก็กลายเป็นถุงกล้วยแขก” ถ้วยรางวัลต่างๆเป็นเพียงความทรงจำที่ถึงตอนนี้แล้วไม่ได้มีความสำคัญอะไร เคยมีพี่คนนึงที่ผมรู้จักซึ่งปั่นเก่งมากแต่หยุดแข่งไปเฉยๆ ซึ่งมาถึงตอนนี้ผมถึงจะรู้ว่า จักรยานถ้าเสพย์ติดแล้วยากที่จะเลิก แต่เพียงถ้าได้ถอยห่างออกไปสักก้าว หยุดคิดสักนิด แล้วมองย้อนกลับไปก็จะเข้าใจ
10/06/2017
"We take care of our own"
สองสัปดาห์ที่แล้วผมสมัครแข่งงานเขาใหญ่-เขาเขียวไว้ วันเสาร์เย็นขับรถเดินทางออกจากบ้านสามโมงเย็น ไปถึงแถวคลองสองรังสิต-ธัญญะ ปรากฎว่าฝนตกหนักมาก ดูพยากรณ์สภาพอากาศแล้ววันแข่งอาจมีฝนตกจึงเปลี่ยนใจไม่ไปแข่ง ขึ้นวงแหวนขับรถไปนอนเล่นพัทยาแทน (ยอมเสียค่าสมัคร 1,000 บาททิ้งเปล่า ดีกว่าเสียเวลา และเสี่ยงแข่งบนถนนเปียกแฉะอันตราย)
ช่วงปลายปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ ผมไปปั่นงาน Audax 200 หลายงานมาก (หล่มสัก, น่าน, นครสวรรค์, อ่างทอง, พิษณุโลก) แต่ช่วงหลายเดือนนี้ยังไม่คิดที่จะไปปั่น Audax เลย เพราะอากาศร้อนมาก (ส่วนมากซ้อมเช้า 2-3 ชม. 6:00-8:00/9:00 น.) Audax ระยะเกิน 200 โลยังไม่เคยคิดทำ เพราะปกติปั่น 200 กิโล จบ 15-16:00 น. ก็สนุกและเหนื่อยมากพอแล้ว
ทุกวันนี้ที่ซ้อมกลุ่มกับลูกศิษย์ที่ผมสอนอยู่นั้น ขี่กันส่วนมากที่ความเร็ว 20-30 กม/ชม. ความเร็วเฉลี่ย 22-27 กม/ชม. มีทำเซทที่ความเร็ว 35-40 บ้าง ซึ่งการปั่นช้าไม่ได้ทำให้เราช้าลงแต่กลับทำให้ร่างกายดีขึ้น โฟกัสที่การฝึกทักษะในการปั่น การที่เราเน้นซ้อมปั่นกันในความเร็วที่ไม่มาก/เป็นแอโรบิค ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ร่างกายไม่โทรม สุขภาพดีขึ้น
ถ้าเน้นแต่จะแข่งให้ชนะ แล้วเสี่ยงจนเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องฝืนจนเสียสุขภาพไปมากคงไม่มีประโยชน์อะไร มานึกย้อนดูผมก็โชคดีอยู่มากที่เคยทำอะไรที่เสี่ยงๆ แล้วรอดมาได้ตลอด การปั่นจักรยานคือความสุขในตัวเองอยู่แล้ว ถ้วยรางวัล/ความท้าทายต่างๆคือสิ่งที่เป็นเป้าหมายให้เราพัฒนาตัวเอง ถ้าเลือกซ้อม/แข่งในขอบเขตความสามารถโดยไม่เสี่ยงมากเกินหรือทำลายสุขภาพคงจะดีที่สุดครับ
02/10/2016
ไม่ค่อยได้เขียนอะไรเท่าไหร่ครับช่วงนี้ โดยผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นส่วนมาก จากที่ไปแข่งงานที่แล้วทำให้ได้รู้เลยว่าระดับของรุ่นโอเพ่นที่ต้องเจอต่อไปนั้นสาหัสมาก จึงต้องโฟกัสกับการซ้อมของตัวเองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น เดี๋ยวนี้บางวันผมขี่ซ้อมเช้าแล้วหากช่วงเย็นรู้สึกดีก็จะขี่เทรนเนอร์เพิ่มอีก บางครั้งทั้งเดือนไม่ได้มีวันที่หยุดปั่นเลย เพราะส่วนหนึ่งผมต้องพากลุ่มที่สอนอยู่ออกซ้อมอย่างสม่ำเสมอแทบทุกวัน ทำให้ตารางการซ้อมนั้นต้องประยุกต์เอาให้ลงตัว
ทฤษฎีทางการซ้อมจักรยานมีหลากหลายแบบ บางกลุ่มเน้นซ้อมเร็ว บางกลุ่มเน้นแต่ช้า แต่หลักการซ้อมขี่จักรยานที่ผมคิดว่ามีความสำคัญคือ คุณจะต้องฝึกที่จะจับความรู้สึกตัวเอง และแยกแยะให้ออกว่าปริมาณการซ้อมมากน้อยแค่ไหนที่พอดีกับตนเอง ไม่ปั่นหนักเกินไปจนป่วย ร่างกายพัง ต้องสังเกตว่าความหนักแค่ไหน ปริมาณการฝึกและความถี่แค่ไหนที่ทำให้เกิดการพัฒนา สุขภาพดีขึ้น เพราะแต่ละคนนั้นมีพื้นฐานร่างกายที่สั่งสมมาแตกต่างกัน การพักผ่อนและการใช้ชีวิตก็แตกต่างกัน เครื่องมือต่างๆทั้งฮาร์ทเรทและพาวเวอร์มิเตอร์ รวมถึงการสังเกตร่างกายของตนเองจะทำให้เรารู้ว่าการซ้อมที่ทำๆ อยู่นั้นได้ผลหรือไม่เพียงใด หากซ้อมต่อเนื่องในวิธีที่ทำๆ อยู่แล้วไม่เกิดการพัฒนาก็ควรที่จะตอบได้ว่าเพราะอะไร การซ้อมที่ทำให้เกิดการพัฒนาแข็งแรง/อดทนขึ้นนั้นจึงจะบอกได้ว่าสุขภาพเรานั้นดีขึ้นจริง
ยกตัวอย่างช่วงที่ผมเริ่มขี่ใหม่ๆเมื่อ 8 ปีที่แล้วนั้นจำได้เลยว่า ตอนนั้นขี่เสือภูเขาเริ่มต้นในตอน 4-5 โมงเย็นในซอยหมู่บ้าน ความเร็ว 28-32 รอบละ 2 กิโล 10 รอบ ได้ระยะทาง 20 กิโลเมตรก็รู้สึกเหนื่อยมาก ต้องสลับขี่วันเว้นวัน ทำอยู่หลายเดือนจนร่างกายเริ่มชิน ต่อมาในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีเริ่มออกไปปั่นกับกลุ่มสลับกันวนระยะทางออกทริปครั้งละ 60-80 กิโลเมตร มีเร็วเป็นช่วงๆ มีจอดพัก 2 ครั้ง ซึ่งก็เหนื่อยมากๆในทุกๆครั้ง ขี่ซ้อมอยู่อย่างนี้สม่ำเสมอเกือบปีจนเริ่มอยู่ตัว จึงจะได้ลองขี่ทริป 100 โลครั้งแรก และก็ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาการซ้อม และความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยที่จะฝืนร่างกายถ้าไม่ใช่งานแข่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่าปั่นจากบ้านไปอยุธยากับลุงๆ แถวบ้านอายุ 50-60 ซึ่งก็ปั่นกันเรื่อยๆ วันนั้นแดดแรงมาก ช่วงขากลับประมาณบ่ายโมงกว่าได้แล้ว อุณหภูมิสูงมากๆน่าจะ 40 กว่า ไปถึงสถานีรถไฟบางปะอิน ผมรู้สึกว่าอุณหภูมิขนาดนี้มันไม่ควรจะฝืนขี่ต่อแล้ว เลยชวนลุงๆ นั่งรถไฟกลับ ปรากฎไม่มีใครเอาด้วยเลยต่างจะปั่นกันต่อ ผมเลยนั่งรถไฟกลับคนเดียว นั่งไปลงสถานีรังสิตแล้วค่อยขี่กลับบ้านต่ออีกสิบกว่าโล
หลายครั้งที่คนที่มาฟิตติ้งกับผมซึ่งมักจะเริ่มปั่นได้ไม่นาน แต่ดูจะทำอะไรเกินความพร้อมของร่างกายไปมาก ไม่ว่าจะขี่ทีละไกลๆ 200-300 กิโลเมตร หรือลงแข่งรายการที่โหดและเสี่ยงอันตรายเกิน ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาซ้อมให้ต่อเนื่อง ส่วนมากถ้าถามก็จะตอบว่าเพราะในกลุ่มไปกันก็เลยไปร่วมด้วยจะได้สนุก ซึ่งผมก็ว่าดีนะครับว่ามีกลุ่มปั่นคอยกระตุ้นให้ออกไปขี่ทริป/ขี่แข่งกัน ได้คลายความเครียดจากงานที่ทำ แต่ถ้าหนักบ่อยเกิน และลงรายการที่โหดเกินโดยที่แทบจะไม่ได้มีเวลาซ้อมให้สม่ำเสมอเลย ทำบ่อยๆ ครั้งร่างกายย่อมพังบาดเจ็บ เสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ และท้อจนเลิกปั่นไป
การปั่นจักรยานเดี๋ยวนี้ค่อนข้างซับซ้อนวุ่นวาย ทั้งชุดและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องลงทุนก็ค่อนข้างจะแพงมาก นักปั่นทุกคนนั้นเสียเงินและเสียเวลามากมายในการซ้อม ถ้ายังทำให้ต้องเสียสุขภาพและเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุอีกก็ไม่รู้จะทำไปกันเพื่ออะไร - คนที่มาปั่นจักรยานส่วนมากก็มีอาชีพการงานและการศึกษาที่ดี ถ้าหยุดคิดสักนิด น่าจะหาหนทางวิธีการซ้อม/การแข่งที่ลงตัวได้ หากจะลงแข่งระยะทางไกลหรือหนักมากๆ ก็ซ้อมให้สม่ำเสมอ ให้ถูกวิธี ให้ได้ระยะเพียงพอ วางแผนการกิน การปั่นคุมหัวใจให้อยู่ในโซนแอโรบิค ให้จบได้สวยๆ ได้ทั้งสุขภาพและความภาคภูมิใจ * คือใจสู้อย่างเดียวมันไม่ใช่ มันต้องมีความพยายามจากการฝึกซ้อมให้ได้ถูกต้อง ปลอดภัย อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอก่อน อย่าปล่อยให้ความคิดที่จะสนุกเพียงอย่างเดียวมาทำลายสุขภาพและร่างกายของเรา *
ในอีกแง่มุมนั้นกีฬานี้ดีมาก ทุกๆคนทุกเพศและวัยสามารถมาเริ่มต้นได้ และทำให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งผมที่ขี่มาจนถึงตอนนี้อายุ 35 ปี ก็ยังคงคิดอยู่ตลอดว่ายังสามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้อีก งาน Etape du tour 2016 ที่ผมไปแข่งมานั้นมีส่วนหนึ่งที่ผมไม่ได้เล่าให้ฟังคือ นักปั่นผู้หญิงหลายๆ คนก็ขี่แซงผมในช่วงขึ้นเขา และจำได้ติดตาเลยว่าแม้กระทั่งนักปั่นขาเดียว(อีกขาเป็นเหล็ก) ยังขี่ขึ้นเขาแซงผม(ด้วยเป็นงานแข่งที่ไกล ช่วงที่ผมขี่ขึ้นเขาผมจะขี่คุมประมาณ 260-280W หัวใจก็ไป 165-175) อายุเฉลี่ยของคนที่ไปร่วมงานแข่งนั้นมากกว่า 40 ปี ความจริงจังของคนที่รักในกีฬานี้แสดงให้เห็นและสัมผัสได้ รวมถึงนักปั่นหลายๆ คนที่ผมรู้จักในบ้านเราก็มีความมุ่งมั่นมากจนทำให้เกิดความประทับใจเช่นเดียวกัน คนที่ได้มาสัมผัสกับกีฬานี้ผมคิดว่าโชคดีมาก ถ้ารักที่จะปั่นจักรยานจริงซ้อมให้สม่ำเสมอ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปครับ
สรุปแม้กระทั่งการปั่นจักรยานนั้นการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้ รถจักรยานคันไหน-ยี่ห้อไหนดี ล้อแบบไหน-อุปกรณ์อะไรดี การซ้อมแบบไหน/ การฟิตติ้งแบบไหนดี/ โภชนาการแบบไหนดี ทำแล้วได้ผล อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ของแพงไม่แน่ว่าจะดีที่สุด เวลาถูกหลอก ถ้ารู้ว่าโดนหลอกก็แค่เสียเงิน สรุปไม่ว่าจะเรื่องอะไร คิดวิเคราะห์ถึงเหตุผล/ความจำเป็น ถ้าต้องลองก็ลองให้รู้-รู้ให้จริง แล้วให้เชื่อตัวเองครับ