SpursFanTH

SpursFanTH

แชร์

ติดต่องาน (ไม่รับเวปพนันทุกชนิด) Line ID puydacosta21 / inbox มาที่เพจ หรือ Email [email protected] เสนอมาได้เลยครับ :)

SpursFanTH พูดคุย Update ข่าว วิเคราะห์เกมก่อนและหลังการแข่งขัน ของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

10/05/2026

ลูก้า วุสโควิช ตะบันฟรีคิกเป็นประตูที่ 2 ให้ฮัมบูร์ก

สกอร์ตอนนี้ ฮัมบูร์ก 3-2 ไฟร์บวร์ก

10/05/2026

HBDนะริชชี่ ขอให้มีความสุขมากๆ ร่างกายแข็งแรง ยิงเยอะๆๆๆๆ นะ

Photos from Tottenham Hotspur Store Thailand's post 10/05/2026

โปร 1 แถม 1 จัดไปครับ ของแท้จากสโมสรนะครับ

09/05/2026

เด แซร์บี้ พูดถูก... อาร์ชี่ เกรย์ จะรุ่งได้ ต้องเลิกเล่นแบบจับฉ่ายเสียก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน อาร์ชี่ เกรย์ ในวัย 18 กำลังเตรียมตัวลงเล่นเพลย์ออฟ แชมเปียนชิพ นัดแรกให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในเกมบุกไปเยือน นอริช ซิตี้

วันนั้นเขาออกสตาร์ทในบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุก คอยปั้นเกมอยู่หลัง จอร์จินิโอ้ รุตแตร์, ครีเซนซิโอ้ ซัมเมอร์วิลล์ และ วิลฟรีด ญอนโต้ เกมจบด้วยผลเสมอ 0-0 แต่ทว่าอีก 4 วันถัดมาในเกมนัดที่ 2 ที่เอลแลนด์ โรด เกรย์กลับถูกถอยลงไปเล่นแบ็กขวาเต็มตัวตลอด 90 นาทีในเกมถล่มนอริช 4-0 และเขาก็ยึดตำแหน่งฟูลแบ็กยาวไปจนถึงนัดชิงเพลย์ออฟที่แพ้เซาแธมป์ตัน

ไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นศูนย์กลางของมหากาพย์การย้ายทีมระหว่าง เบรนท์ฟอร์ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เกรย์เกือบจะได้เป็นสมาชิกใหม่ของผึ้งน้อยอยู่แล้ว แต่ดันเปลี่ยนใจนาทีสุดท้ายก่อนจะตกลงปลงใจย้ายมาร่วมทัพไก่เดือยทองด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์

ในวันจันทร์นี้ เกรย์จะได้กลับมาเจอทีมเก่าที่ผูกพันกับตระกูลของเขามาอย่างยาวนานอีกครั้ง เมื่อสเปอร์สเปิดบ้านรับการมาเยือนของลีดส์ เขาคงกระหายที่จะลงสนามใจจะขาด หลังจากทำได้เพียงแค่นั่งดูเพื่อนเล่นในเกมที่สเปอร์สบุกชนะลีดส์ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมัยที่ โธมัส แฟรงค์ ยังคุมทีมอยู่

การมาเยือนของลีดส์ครั้งนี้ นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของเกรย์ในลอนดอนเหนือตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไรต่อ? โอกาสลงสนามของเขาลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เข้ามาแทนที่ อิกอร์ ทูดอร์ เมื่อเดือนมีนาคม แต่กุนซือชาวอิตาเลียนรายนี้ยังคงยืนยันว่าเขายังคาดหวังในตัวเจ้าหนูรายนี้ไว้สูงมาก

🗣เด แซร์บี้: "เขายังเด็กมาก แต่มีศักยภาพที่สูงส่ง"
🗣เด แซร์บี้: "ผมเชื่อว่าเขาคืออนาคตของสโมสรแห่งนี้ และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมได้เลย แต่เขาจำเป็นต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนว่า ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขาบนผืนหญ้าคือตรงไหนกันแน่"

หลังจากประเดิมคุมทีมนัดแรกด้วยการแพ้ซันเดอร์แลนด์ 0-1 เจมี่ คาร์ราเกอร์ กูรูฝีปากกล้าได้ออกมาวิจารณ์แผงมิดฟิลด์ตัวกลางของสเปอร์สผ่านรายการ Monday Night Football โดยมองว่าตัวเลือกในกองกลางของสเปอร์สดูจะด้อยกว่าทั้ง เวสต์แฮม, ฟอเรสต์ หรือแม้แต่ลีดส์เสียด้วยซ้ำ คาร์ร่ายังชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในการครองบอล และการป้องกันที่หละหลวมของทั้งเกรย์และ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ในจังหวะเสียประตู ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพอจะให้เครดิตเกรย์อยู่บ้าง

🗣คาร์ราเกอร์: "ผมมองว่า ลูคัส เบิร์กวัลล์ กับ เกรย์ คือนักเตะที่ดีที่สุดคู่หนึ่งของสเปอร์สในตอนนี้"
🗣คาร์ราเกอร์:"แต่คำถามคือ เด็กหนุ่ม 2 คนที่ยังต้องเรียนรู้งานแบบนี้ จะพาคุณรอดพ้นจากการหนีตกชั้นได้จริงๆ หรือ?"

ดูเหมือนว่า เด แซร์บี้ จะเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์นั้น เพราะหลังจากแมตช์ที่ทั้ง เบิร์กวัลล์, เกรย์ และกัลลาเกอร์ สตาร์ทพร้อมกันในเกมเจอซันเดอร์แลนด์ กุนซือชาวอิตาเลียนก็เริ่มปรับจูนแผงกลางใหม่ เขาเลือกเก็บกัลลาเกอร์ไว้ แต่หันไปใช้ประสบการณ์ของ โรดริโก้ เบนตันกูร์, อีฟส์ บิสซูม่า หรือ ชูเอา ปาลญินญ่า แทน ซึ่งการกลับมาของเบนตันกูร์หลังจากบาดเจ็บแฮมสตริงไป 3 เดือน ส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาล เขานิ่งกว่าในการเอาตัวรอดจากการบีบพื้นที่ และจ่ายบอลขึ้นหน้าได้ดีกว่า โดยสเปอร์สเก็บได้ถึง 7 แต้มจาก 3 นัดหลังสุดที่เบนตันกูร์ลงเป็นตัวจริง

ส่วนปาลญินญ่าก็กลายเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยใส่หมาป่า และเล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมกับวิลล่า ขณะที่กัลลาเกอร์ก็ตอบแทนความไว้วางใจด้วยลูกยิงไกลสุดสวยที่วิลล่า พาร์ค คู่หูเบนตันกูร์-ปาลญินญ่า ที่แฟนบอลเคยยี้ในยุคโธมัส แฟรงค์ เพราะมองว่าขาดความคิดสร้างสรรค์ กลับกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดในการช่วยให้ทีมรอดตกชั้น จนเด แซร์บี้ ถึงขั้นเปรยว่าอยากจะเก็บปาลญินญ่าไว้ใช้งานถาวรหลังหมดสัญญายืมตัวจากบาเยิร์น มิวนิค

ในขณะที่เกรย์ทำได้เพียงลงมาเป็นตัวสำรอง 30 นาทีในเกมเสมอไบรท์ตัน และนั่งสำรองยาวใน 2 นัดหลังสุด จากตัวหลักที่เคยได้รับคำชมในยุคของทูดอร์ ตอนนี้เขากลายเป็นเพียงแค่ผู้ชมข้างสนามไปเสียแล้ว

พัฒนาการของเกรย์ถูกขัดจังหวะด้วยวิกฤตอาการบาดเจ็บของทีมตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ปักหลักเล่นมิดฟิลด์อย่างต่อเนื่องเลย เพราะต้องคอยไปอุดช่องว่างในแนวรับเป็นประจำ แผนที่ตำแหน่ง (Heat map) ของเขาในฤดูกาล 2025-26 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาต้องสลับไปมาระหว่างมิดฟิลด์ตัวรับกับตัวรุกอยู่ตลอดเวลา

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เขาลงสนามติดต่อกัน 12 นัดทั้งในพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนชิพ แต่เล่นไปถึง 3 ตำแหน่งภายใต้การคุมทีมของกุนซือ 3 คน เกรย์ลงสนามให้สเปอร์สไปแล้วถึง 80 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาจากลีดส์ ผ่านมือกุนซือมาตั้งแต่แอนจ์ ปอสเตโคกลู, แฟรงค์, ทูดอร์ และเด แซร์บี้ กุนซือแต่ละคนก็มีแท็กติกที่ต่างกันไป จนเกรย์แทบไม่มีเวลาได้เรียนรู้อะไรให้ลึกซึ้งก่อนที่กุนซือคนใหม่จะก้าวเท้าเข้ามา

ความผิดพลาดในเกมแพ้ฟอเรสต์ 0-3 เมื่อเดือนธันวาคมที่เขาโดนแย่งบอลหน้ากรอบเขตโทษจนเสียประตู คือตัวอย่างที่ชัดเจน ถ้าเขาไม่ได้ลงเล่นในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ เขาจะพัฒนาทักษะการรับบอลในสถานการณ์ที่กดดันแบบนั้นได้อย่างไร?

หากจะบอกว่าพัฒนาการของเกรย์หยุดชะงักลง มันก็คือภาพสะท้อนของปัญหาที่สเปอร์สเผชิญอยู่ ความสารพัดประโยชน์ของเกรย์กลายเป็นทั้ง "พรสวรรค์" และ "คำสาป" ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเด แซร์บี้ ก็รู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี

🗣เด แซร์บี้: "เขาเล่นได้หลายตำแหน่ง แต่ผมอยากให้เขาเจาะจงลงไปมากกว่านี้" เด แซร์บี้ ย้ำ
🗣เด แซร์บี้: "เรากำลังทำงานร่วมกับเขาผ่านการประชุมรายบุคคลและเปิดคลิปวิเคราะห์กันอยู่ ยังไงเขาก็คือนักเตะสำคัญ ดูอย่างปาลญินญ่าสิ 3 นัดแรกไม่ได้เล่นเลย แต่นัดที่ 4 เขากลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในสนาม"

วงจรแบบนี้ตามหลอกหลอนเกรย์มาตลอดชีวิตค้าแข้ง ตอนอายุ 17 เขาเคยโชว์ฟอร์มเทพในเอฟเอ คัพ ที่เจอกับเชลซี เขาเล่นมิดฟิลด์คู่กับ อีธาน อัมปาดู และเป็นคนเข้าปะทะใส่ มอยเซส ไกเซโด้ จนนำไปสู่ประตูขึ้นนำของลีดส์ วันนั้นเขาต่อกรกับกอกลางงค่าตัว 100 ล้าน อย่างไกเซโด้ และ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่รางวัลที่เขาได้รับหลังจากนัดนั้น คือการถูกส่งลงไปเล่นแบ็กขวาในเกมเจอฮัดเดอร์สฟิลด์ในอีก 3 วันต่อมา

แม้แต่ในทีมชาติอังกฤษชุด U21 เขาก็สลับไปมาหลายตำแหน่ง แต่เขาก็ยังทำประตูได้เมื่อถูกขยับขึ้นมาเล่นมิดฟิลด์คู่กับ โจ้บ เบลลิงแฮม ในเกมถล่มมอลโดว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกรย์ ไม่ต่างอะไรกับ ลูคัส เบิร์กวัลล์ ทั้งคู่ย้ายมาพร้อมกันตอนอายุ 18 เล่นตำแหน่งเดียวกัน และสนิทกันนอกสนาม
🗣 แอนจ์ ปอสเตโคกลู เคยชื่นชมทั้งคู่ไว้ว่า "ผมภาวนาต่อพระเจ้าว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ผมจะได้เป็นคนเก็บเกี่ยวผลผลิตจากพรสวรรค์ของพวกเขา เพราะถ้าเป็นคนอื่นมาเอาไป ผมคงไม่แฮปปี้แน่ๆ"

แต่ในความเป็นจริง ตอนนี้เป้าหมายเดียวของสเปอร์สคือการเก็บแต้มเพื่อความอยู่รอดให้ได้ในอีก 3 นัดที่เหลือ ส่วนฤดูกาลหน้า สโมสรจำเป็นต้องมีแผนระยะยาวที่ชัดเจนเพื่อช่วยให้เกรย์และเบิร์กวัลล์ไปถึงจุดที่ควรจะเป็นเสียที ในนัดเปิดฤดูกาลที่ชนะเบิร์นลีย์ 3-0 ทั้งคู่ได้ออกสตาร์ทพร้อมกันในแผงกลางร่วมกับ ป๊าป มาตาร์ ซาร์ มันคือภาพร่างของอนาคตที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ช่างน่าเสียดายที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครในกลุ่มนี้ที่แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเลยจริงๆ ในฤดูกาลนี้

ที่มา Jay Harris | The Athletic

09/05/2026

โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ กับการพาสเปอร์สอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก "จงถ่อมตัวและมีความมั่นใจ"

💬นักข่าว: ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณทำที่นี่คือการปลูกฝังความเชื่อมั่นให้กับทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้เล่น แต่รวมถึงสตาฟฟ์และคนที่ทำงานหรือแม้แต่ในลานจอดรถ คุณทำแบบนั้นได้อย่างไร?
🗣เด แซร์บี: เอ่อ... ผมเปลี่ยนอะไรน้อยกว่าที่คุณจะจินตนาการได้อีก ผมแค่พยายามบอกและอธิบายว่ามุมมองของผมเป็นอย่างไรจากอิตาลี จากที่บ้านของผม ปกติแล้วเมื่อมองจากมุมอื่น คุณจะเห็นสถานการณ์ในรูปแบบที่ต่างออกไป ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นมันน่าเศร้ามาก ทั้งบรรยากาศและความมั่นใจ แต่มันคือเรื่องจริงที่มีผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมและเป็นคนดีอยู่ที่นี่ ทั้งในฐานะนักเตะและในฐานะเพื่อนมนุษย์ ผมแค่เข้ามามอบความมั่นใจและให้พวกเขาสนุกกับการครองบอล

💬นักข่าว: น่าสนใจมากที่ได้ฟังผู้เล่นอาวุโสพูดถึงคุณ พวกเขาบอกว่าคุณให้ความสำคัญกับทีมและส่วนรวมมาก แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ใช้เวลาเยอะมากในการทำความเข้าใจตัวบุคคล คุณคิดว่านี่คือสิ่งที่มักถูกลืมในโลกฟุตบอลไหม ว่าทีมประกอบขึ้นจากลักษณะเฉพาและคุณต้องเข้าใจจิตวิทยาของแต่ละคน?
🗣เด แซร์บี: "นี่คือสไตล์ของผมในฐานะโค้ช เพราะในฐานะโค้ช ผมแสดงให้เห็นว่าตัวตนของผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเป็นอย่างไร ผมเชื่อในเรื่องของความสัมพันธ์ ผมเชื่อในความสัมพันธ์กับผู้เล่น ระหว่างผู้เล่นกับโค้ช ระหว่างสตาฟฟ์ และระหว่างทุกคนที่ทำงานในสโมสรแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ที่สเปอร์ส แต่ที่มาร์กเซยหรือทุกที่ที่ผมทำงาน บางครั้งในฟุตบอลเราอาจจะลืมไปว่า "ความสัมพันธ์" คือกุญแจสำคัญและเป็นเรื่องชี้ขาดต่อระดับของผลงาน"

💬นักข่าว: หากมีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับ มันจะช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ได้ไหม? พูดอีกนัยหนึ่งคือ คุณไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างด้วยการเซ็นเช็คใบใหญ่เสมอไป?
🗣เด แซร์บี: "ใช่ ผมคิดว่าถ้าคุณชัดเจน ซื่อสัตย์ และทำสิ่งที่ถูกต้องกับผู้เล่น ผู้เล่นก็คือมนุษย์และเป็นคนที่ดี คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ และผ่านความสัมพันธ์ที่ดีนั้น คุณจะพบผลการแข่งขันผ่านสไตล์การเล่นและปรัชญาที่คุณต้องการถ่ายทอด คุณต้องเข้าใจว่าเมื่อไหร่ควรช่วยผู้เล่น เมื่อไหร่ควรผลักดันและเรียกร้องจากพวกเขามากขึ้น เมื่อไหร่ที่คุณต้องเข้มงวด เพราะบางครั้งคุณก็ต้องเข้มงวด แต่นี่คือชีวิตของโค้ชทุกคนที่ต้องทำงานแบบนี้"

💬นักข่าว: พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ ผมนึกย้อนไปถึงเกมเหย้านัดแรกที่คุณเสมอกับไบรท์ตัน ตอนเราเห็นรายชื่อผู้เล่น มีชื่อของ เจมส์ แมดดิสัน อยู่ด้วย ซึ่งผมคิดว่าทั้งคุณและเรารู้ดีว่าเขาจะไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นาทีเดียว แต่มันสำคัญแค่ไหนที่ต้องใช้จิตวิญญาณและความเป็นผู้นำของเขาเพื่อช่วยกลุ่มนักเตะ และมันส่งผลอย่างไรต่อทีม?
🗣เด แซร์บี: "ผมต้องการให้เขามีชื่อบนม้านั่งสำรองในเกมกับไบรท์ตัน, วูล์ฟแฮมป์ตัน และที่วิลล่า พาร์ค ผมรู้ว่าเขาเล่นไม่ได้ แต่เขามีความสำคัญมากไม่ว่าจะได้ลงเล่นหรือไม่ ทั้งในสนามและนอกสนาม ผมหวังว่าตอนนี้เขาจะพร้อมเล่นแล้ว แต่คุณต้องพิจารณาสภาพร่างกายด้วย เพราะจังหวะและความเข้มข้นของพรีเมียร์ลีกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ยังมีผู้นำคนอื่นๆ อย่าง เบนตันกูร์, มิคกี้ ฟาน เดอ เฟ่น ที่แม้จะยังเด็กแต่เขาก็เป็นผู้นำ, ปาลินญ่า ก็เป็นอีกหนึ่งผู้นำ และผมคิดว่า เปโดร ปอร์โร ก็เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่"

💬นักข่าว: น่าสนใจที่คุณพูดเรื่องผู้นำ เพราะก่อนที่คุณจะมาที่นี่ ผู้คนมักบอกว่า "ปัญหาของสเปอร์สคือไม่มีใครอยากนำ ไม่มีใครอยากเป็นกัปตัน" จริงๆ แล้วในแคมป์นี้มีผู้นำมากกว่าที่คนภายนอกเชื่อใช่ไหม?
🗣เด แซร์บี: "ผมไม่ทราบนะ ผมเป็นโค้ชและผมตัดสินใจในตอนนี้ ผมพิจารณาว่าผู้เล่นเหล่านี้คือผู้นำ ทั้งปอร์โร, ฟาน เดอ เฟน, ปาลินญ่า และเบนตันกูร์ และบางทีผมอาจจะลืมชื่อใครไปบ้าง แต่ผมถือว่าพวกเขาคือผู้นำในรูปแบบที่ต่างกันไป พวกเขามีทัศนคติที่ดีและที่สำคัญคือพวกเขาเป็นผู้เล่นระดับท็อป"

💬นักข่าว: ความเป็นผู้นำมาได้ในหลายรูปแบบใช่ไหม? ผมนึกถึง คินสกี้ ที่เจอคืนที่เลวร้ายในเกมกับแอตเลติโก้ มาดริด ซึ่งอาจส่งผลต่ออาชีพการค้าแข้งได้เลย เขาแสดงวุฒิภาวะและความเป็นผู้นำอย่างไรในการกลับมาจากจุดนั้น?
🗣เด แซร์บี: "ผมมีความสุขกับเขามาก เขาเล่นได้ดีมาก แต่ผมกำลังพูดถึงเรื่องบุคลิก สปิริต และพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาจนถึงตอนนี้ มันมหัศจรรย์มาก โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่เขาแสดงให้เห็นหลังจากเกมที่มาดริด เพราะเราจินตนาการได้เลยว่าเขาต้องเจออะไรมาบ้าง มันหนักหนาสำหรับเขามาก และพวกเราทุกคนมีความสุขมากกับผลงานในช่วงหลังของเขา"

💬นักข่าว: ฟังคุณพูดถึงชัยชนะ 2 นัดล่าสุด คุณมีเหตุผลที่จะมั่นใจ แต่คุณก็ย้ำบ่อยมากเรื่องการ ถ่อมตัว การรวม 2 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน ทั้งถ่อมตัวและมั่นใจ สำคัญแค่ไหน?
🗣เด แซร์บี: "ผมคิดว่านี่คือเคล็ดลับ แต่มันไม่ยากหรอกที่จะหาจุดสมดุลนี้ เพราะเราต้องมั่นใจ ต้องคิดบวก หรือมากกว่าคำว่าคิดบวกคือ "มองตามความเป็นจริง" เราต้องสังเกตสถานการณ์ให้ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ลืมไม่ได้ว่าสถานการณ์มันเป็นอย่างไรจนถึงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และเราลืมไม่ได้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะยอมรับสถานการณ์นั้น ดังนั้นเราต้องถ่อมตัวและ "มีความกระหาย" เพราะฤดูกาลยังไม่จบ หลังจากเกมที่วิลล่า พาร์ค มันก็ยังเป็นงานที่หนักอยู่ เรามีคุณภาพ และเรากำลังพยายามหาสภาวะที่จะชนะติดต่อกันให้ได้ แต่เราจะพูดอะไรก็ได้ ทว่าฟุตบอลมันสวยงามตรงที่มี "สนาม" และในสนามคุณต้องเป็นฝ่ายพูด"

💬นักข่าว: แฟนบอลสเปอร์สบอกว่าคุณนำความหวังมาให้พวกเขา หากคุณพาทีมรอดตกชั้นในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ มันสำคัญไหมที่ฤดูกาลหน้าไม่ว่าการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร เราต้องไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับสโมสรอีก และไม่ลืมสิ่งที่ผ่านไปในปีนี้?
🗣เด แซร์บี: "เห็นด้วยอย่างยิ่ง เราต้องเก็บช่วงเวลานี้ไว้ในหัว ผมคิดว่าคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จะแข็งแกร่งขึ้น และสำหรับพวกเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะลืม เพราะถ้าคุณใช้เวลาอยู่ในสถานการณ์ที่เศร้าและยากลำบากขนาดนี้ หากคุณผ่านมันมาได้และยังจดจำสิ่งที่คุณเผชิญมา ผมคิดว่าคุณจะแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้นแน่นอน"

💬นักข่าว: ผมรู้ว่าคุณอยากโฟกัสแค่เกมถัดไปจนกว่าทุกอย่างจะปลอดภัย แต่คุณเป็นคนที่มีแพสชั่นสูงมาก สโมสรนี้ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นแค่ไหนหากคุณทำสำเร็จตามเป้าหมาย?
🗣เด แซร์บี: "ตอนนี้ผมไม่อยากเสียพลังงานไปกับการคิดถึงเรื่องอนาคต แค่ทำตามเป้าหมายให้ได้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว มันควรจะเป็นความฝัน เพราะตอนที่ผมมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน สถานการณ์มันหนักหนากว่าตอนนี้มาก แต่เรายังไม่หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ ฤดูกาลยังไม่จบ ยังเหลืออีก 3 เกม ซึ่งถือว่าเยอะมาก ส่วนเรื่องอนาคต แผนงาน หรือโปรเจกต์ ไม่ต้องห่วง ผมมีทุกอย่างชัดเจนในหัวแล้ว แต่ตอนนี้ผมยังไม่เปลี่ยนหน้ากระดาษ ผมต้องการโฟกัสกับฤดูกาลนี้"

💬นักข่าว: ชัดเจนตั้งแต่นาทีที่คุณเข้ามาว่าคุณไม่เคยสงสัยเลยว่าจะฉุดทีมนี้ขึ้นมาได้ ในขณะที่คนภายนอกมักจะสงสัย อะไรทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้น?
🗣เด แซร์บี: "ไม่... ผมไม่ได้ลงไปเล่นเอง ผมเปลี่ยนทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ได้ ผมต้องการผู้เล่น สโมสรต้องการผู้เล่นที่ลงไปในสนาม เล่นให้ดี และเล่นตามคุณภาพที่พวกเขามี เมื่อผมสังเกตดูขุมกำลัง ผมคิดว่าคุณภาพของผู้เล่นเหล่านี้ไม่ใช่ระดับที่จะต้องมาสู้เพื่อหนีตกชั้น คุณภาพของพวกเขาดีกว่าระดับนี้มาก ปัญหามันเกิดขึ้นได้ในฤดูกาลนี้ที่ทำให้ต้องมาอยู่ตรงนี้ ผมจึงทำงานเพื่อช่วยผู้เล่น เข้าใจผู้เล่น และทำให้พวกเขาอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดเพื่อแสดงตัวตนออกมา"

💬นักข่าว: คุณรู้สึกเหมือนที่พวกเรากำลังรู้สึกไหม ว่าไม่ใช่แค่เรื่องผลการแข่งขัน แต่ทีมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างจริงจังในช่วงเวลาสั้นๆ ตั้งแต่คุณมา?
🗣เด แซร์บี: "ผมคิดว่าหลังจากเกมกับไบรท์ตันมันชัดเจนนะ เพราะในเกมนั้นเราเล่นได้ดีมาก เราสมควรชนะ เราเล่นเหมือนทีมใหญ่ ทุ่มเทและพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราไม่ชนะ ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์สิ่งที่เราทำไปแล้ว งานยังไม่จบ เรามีอีก 3 เกม แล้วค่อยมาวิเคราะห์ภาพรวมกันหลังจากนั้น"

💬นักข่าว: เกมแรกจาก 3 เกมที่เหลือคือการเจอ ลีดส์ ในคืนวันจันทร์ ถือเป็นบททดสอบใหญ่แค่ไหนเมื่อดูจากสิ่งที่พวกเขาทำได้ในฤดูกาลนี้?
🗣เด แซร์บี: "อย่างแรกเลย มันจะเป็นเกมที่ยากมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา 6 เกมล่าสุด ลีดส์เล่นได้ดีมากและพวกเขาสมควรที่จะรอดตกชั้น อย่างที่ 2 คือ เรายังชนะในบ้าน ได้ไม่มากพอ ซึ่งมันไม่ดีสำหรับเราและแฟนบอลเลย และสุดท้าย เราอาจจะต้องดูทีมอื่นบ้าง แต่เราต้องโฟกัสแค่ที่ตัวเราและสิ่งที่เราทำได้ในสนาม"

💬นักข่าว: คุณอยากพูดอะไรกับแฟนบอลสเปอร์สไหม?
🗣เด แซร์บี: "ผมอยากให้แฟนบอลยังเชื่อในทีมต่อไป นักเตะกำลังทำงานหนักมากจริงๆ ทุกคนทุ่มเทเต็มที่ เราต้องเดินไปด้วยกัน สโมสร นักเตะ และแฟนบอล เพราะพลังของแฟนบอลสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ เราจะพยายามทุกอย่างเพื่อรักษาสเปอร์สไว้ในพรีเมียร์ลีก"

💬นักข่าว: โรแบร์โต้ คุณทำได้ดีมากจนถึงตอนนี้ เราขออวยพรให้คุณโชคดี
🗣เด แซร์บี: "ขอบคุณนะ"

ที่มา Sky Sports News

09/05/2026

คือ..ถ้าไม่คิดจะโชว์ฟอร์มเก่งแล้ว นัดหน้าก็ไม่ต้องเก่งกับผมนะ
ถือว่าขอกันก็แล้วกันนะ 🙏

09/05/2026

มาแล้วยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา: เมื่อบรรดาแข้งซีเนียร์ของสเปอร์สเริ่มลุกขึ้นมาสู้เพื่อทีม

หากใครได้ติดตามฟอร์มของสเปอร์สในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า "บรรยากาศ" ของทีมนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผลการแข่งขันบนสนามเป็นเครื่องยืนยันชั้นดี เราสามารถขีดเส้นกราฟขาขึ้นได้ตั้งแต่ความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิดที่ซันเดอร์แลนด์, ผลเสมอที่น่าเจ็บใจกับไบรท์ตัน, ชัยชนะแบบเฉือนๆ เหนือวูล์ฟส์ จนมาถึงการบุกอัดที่วิลล่าพาร์คเมื่อคืนวันอาทิตย์

โจทย์สำคัญคือการรักษาเส้นกราฟนี้ให้พุ่งทะยานต่อไปในอีก 3 นัดสุดท้าย หากทำได้ สเปอร์สก็จะได้เลิกกังวลเรื่องการต้องจัดกระเป๋าไปเยือนทีมอย่าง ลินคอล์น, เปรสตัน หรือเร็กซ์แฮมในฤดูกาลหน้าเสียที

ใจกลางของความเปลี่ยนแปลงนี้คือ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เขาคือตัวเอกผู้ก้าวเข้ามาเมื่อเดือนเมษายนพร้อมภารกิจกอบกู้ฤดูกาลและพาสเปอร์สให้อยู่รอดบนพรีเมียร์ลีก เขาคือคนที่รีเซ็ตบรรยากาศและดึงทุกคนให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน การจะอธิบายถึงฟอร์มที่กระเตื้องขึ้น ซึ่งเราจะได้รู้กันว่า "ของจริง" แค่ไหนในคืนวันจันทร์นี้ ต้องเริ่มต้นจากเขาคนนี้ก่อนเสมอ.

ทว่า เด แซร์บี้ ก็มีขีดจำกัด เขาไม่ได้ลงไปวิ่ง ไล่บอล จ่ายบอล หรือเสียบสกัดเองบนสนาม หน้าที่ของผู้จัดการทีมคือการชี้ทางสว่างและหวังว่าลูกทีมจะเดินตาม ดังนั้น เรื่องราวของสเปอร์สในช่วงสัปดาห์หลังๆ หากจบลงแค่ที่ตัวเด แซร์บี้ แท็กติก การปลุกใจ หรือความบ้าคลั่งของเขา มันก็คงเป็นเรื่องที่เล่าไม่จบ เพราะตัวเขาเป็นเพียง "ปัจจัยที่จำเป็น" แต่ยังไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย"

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้สเปอร์สฟื้นตัวตลอดเดือนที่ผ่านมาคือ ผู้เล่นในสนาม ไม่ใช่แค่เรื่องการเคลื่อนที่หรือแท็กติกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่พื้นฐานกว่านั้น นั่นคือการ ยอมรับและลงเรือลำเดียวกัน กับผู้จัดการทีมคนใหม่และไอเดียของเขา ลองไปถามกุนซือคนไหนก็ได้ ทุกคนจะบอกเหมือนกันว่านี่คือ สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในสโมสรฟุตบอล หากปราศจากสิ่งนี้ ทุกอย่างก็ไม่มีทางเป็นรูปเป็นร่าง

ไม่มีใครกล้ามองย้อนกลับไปในช่วงก่อนวันที่ 31 มีนาคม แล้วพูดได้เต็มปากว่านักเตะสเปอร์สมีความสามัคคีหรือยอมรับในแนวทางของโค้ช ทั้ง โธมัส แฟรงค์ และ อิกอร์ ทูดอร์ ต่างล้มเหลวในการทำให้นักเตะยอมสยบต่อสไตล์การเล่นของพวกเขา ตลอดปีที่ผ่านมา นักเตะดูหลงทาง ขาดความมั่นใจ และไร้ซึ่งความเด็ดขาดในวินาทีตัดสิน จังหวะสำคัญมักหลุดลอย ความผิดพลาดเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นความล่มจม และที่เลวร้ายที่สุดคือนักเตะมักแสดงออกเหมือนรู้ดีว่า สุดท้ายแล้วผู้จัดการทีมนั่นแหละที่จะต้องเป็นคนรับผิดชอบยามที่ทุกอย่างพังทลายลง

ความระส่ำระสายภายในสโมสรและความไม่เหมาะสมของผู้จัดการทีม กลายเป็นข้ออ้างชั้นดีให้นักเตะใช้มุดหัวหลบซ่อน ซึ่งพวกเขาก็ดูจะเต็มใจทำแบบนั้นเสียด้วย

แม้แต่กลุ่มผู้เล่นซีเนียร์ที่ควรเป็นที่พึ่งในยามวิกฤตกลับหายเข้ากลีบเมฆ ไม่ว่าจะเป็น กูเยลโม วิคาริโอ, คริสเตียน โรเมโร่, เปโดร ปอร์โร่ หรือ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ไม่มีใครเลยที่เรียกได้ว่ามีฤดูกาลที่ดีจนกระทั่งเด แซร์บี้ ก้าวเข้ามา โรดริโก้ เบนตันกูร์ ก็ฟอร์มหลุดก่อนจะเจ็บแฮมสตริง โดมินิก โซลันกี้ พลาดช่วงครึ่งแรกของฤดูกาลและยังหาจังหวะเก่งไม่เจอ ส่วน เจมส์ แมดดิสัน และ เดยัน คูลูเซฟสกี้ ยังไม่ได้สัมผัสเกมอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่นาทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อเดือนก่อน ขวัญใจแฟนบอลสเปอร์สกลับกลายเป็นดาวรุ่งอย่าง อาร์ชี่ เกรย์ และ ลูคัส เบิร์กวัลล์

แต่เดือนล่าสุดนี้เราได้เห็นสิ่งที่น้อยคนจะคาดคิด นั่นคือการ "ฟื้นคืนชีพ" ของความมุ่งมั่นในกลุ่มนักเตะซีเนียร์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในทุกมิติ และไม่ใช่แค่เพียงในสนามเท่านั้น

ดูเกมกับไบรท์ตันเป็นตัวอย่าง เบนตันกูร์ และ อีฟส์ บิสซูม่า กลายเป็นหัวใจสำคัญ พวกเขาออกสตาร์ทพร้อมกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกมที่บิลเบา ทั้งคู่กล้าเล่นในจังหวะที่ถูกกดดันพาบอลไปข้างหน้า และทำให้สเปอร์สมีที่ยืนในเกม

แต่มันมีอีกจังหวะหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงพักครึ่งหลัง แม้ทั้งคู่จะถูกเปลี่ยนตัวออกไปแล้ว แต่บิสซูม่าและเบนตันกูร์กลับลุกจากม้านั่งสำรองมาตะโกนสั่งการแท็กติกให้เพื่อนร่วมทีม หลังจากนั้นไม่นาน ซาวี่ ซิมอนส์ ก็ทำประตูให้ทีมขึ้นนำ แม้เกมนั้นจะจบด้วยความห่อเหี่ยวจากการถูกตีเสมอในช่วงทดเจ็บ แต่มันแสดงให้เห็นถึง "ใจ" ที่นักเตะมีให้ทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อนหน้านี้

คงไม่มีใครเถียงว่า ปอร์โร่ หรือ ฟาน เดอ เฟน มีฤดูกาลที่ย่ำแย่ก่อนหน้านี้ ทั้งฟอร์มการเล่นและทัศนคติถูกตั้งคำถามมานานหลายเดือน แต่จู่ๆ ทั้งคู่ก็กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง สเปอร์สเก็บคลีนชีตได้ที่โมลินิวซ์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม และเกือบจะทำได้ต่อเนื่องที่วิลล่าพาร์คหากไม่เสียประตูในช่วงท้าย

การยกระดับทีมภายใต้เด แซร์บี้ ต้องยกเครดิตให้เกมรับมากกว่าการเล่นกับบอลเสียด้วยซ้ำ ซึ่ง ฟาน เดอ เฟน และ ปอร์โร่ รวมถึง เควิน ดันโซ่ คือฟันเฟืองสำคัญในเรื่องนี้

ปอร์โร่ สวมหัวใจนักรบที่วิลล่าพาร์คตลอดทั้งคืน ในช่วงท้ายเกมขณะที่สเปอร์สนำอยู่ 2-0 เขาเข้าปะทะแบบ 50-50 ทางฝั่งขวาต่อเนื่องหลายครั้งและชนะทั้งหมด เมื่อจบจังหวะเขาฉลองราวกับยิงประตูได้เอง และหลังจบเกมเขาก็ไปร่วมฉลองกับแฟนบอลทีมเยือน ซึ่งภาพนี้ช่างต่างจากความสัมพันธ์อันเย็นชาระหว่างเขากับแฟนๆ ในช่วงก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

แม้แต่นักเตะที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ก็มีส่วนร่วม เด แซร์บี้ เลือกใส่ชื่อ แมดดิสัน ไว้ในซุ้มม้านั่งสำรองตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เขาจะเพิ่งผ่าตัด ACL มาได้ 9 เดือนและเพิ่งกลับมาซ้อม แต่เด แซร์บี้ ย้ำเสมอถึงความสำคัญของประสบการณ์และบุคลิกของแมดดิสันที่มีต่อกลุ่มเพื่อนร่วมทีม ใครที่รู้จักแมดดิสันจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นศูนย์กลางที่เพื่อนๆ เข้าหา และมีพลังบวกที่สามารถเชื่อมห้องแต่งตัวให้เป็นหนึ่งเดียวได้

ส่วน วิคาริโอ แม้จะไม่ฟิตพอจะมีชื่อเป็นสำรอง แต่เขาก็ยังมาปรากฏตัวข้างสนาม คอยเชียร์และอินไปกับผลการแข่งขันเหมือนกับว่าเขาลงไปเซฟประตูอยู่ตรงนั้นจริงๆ
เมื่อนำภาพทั้งหมดมาต่อกัน มันรู้สึกได้ว่าตลอดเดือนที่ผ่านมา บรรดาแข้งซีเนียร์ของสเปอร์สเริ่มตระหนักและลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความท้าทาย พวกเขาเดินหน้าทำตามคำสั่งที่ชัดเจนของเจ้านายใหม่ด้วยความเต็มใจ ทำงานหนัก ร่วมแรงร่วมใจ และกล้าแสดงความรับผิดชอบบนสนาม

สุดท้ายแล้ว พลังในการขับเคลื่อนทีมก็อยู่ที่ตัวนักเตะนั่นเอง และตอนนี้พวกเขาต้องพิสูจน์มันอีกครั้งในวันจันทร์นี้

ที่มา Jack Pitt-Brooke | The Athletic

08/05/2026

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ต้องการที่จะรั้งตัว ลูก้า วุสโควิช ไว้กับทีมในฤดูกาลหน้า โดยตัวนักเตะจ่อที่จะได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

​อย่างไรก็ตาม มีสโมสรระดับท็อปหลายแห่งกำลังให้ความสนใจ ซึ่งทำให้อนาคตของเขายังคงเปิดกว้าง ส่วนการปล่อยยืมตัวให้ ฮัมบูร์ก ต่อรอบที่ 2 นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นในขณะนี้

​นอกจากนี้ พินี ซาฮาวี เอเยนต์ของ วุสโควิช กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ บาร์เซโลน่า เกี่ยวกับเรื่องของวุสโควิชในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ด้วย"

ที่มา Florian Plettenberg | Sky Germany

08/05/2026

3 นัดสุดท้าย ชี้ชะตาฟ้าลิขิต

3 นัดสุดท้ายใครจะอยู่ ใครจะไปลุ้นกันครับ

07/05/2026

🎙️สัมภาษณ์ โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ก่อนเกมเปิดบ้านพบ ลีดส์ ยูไนเต็ด
———————
💬นักข่าว: อัปเดตอาการบาดเจ็บของนักเตะในทีมหน่อย
🗣เด แซร์บี้: "ไม่มีอะไรเพิ่มเติม ตอนนี้ผมมีความสุขมากเพราะทุกคนซ้อมกันได้ดี สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และเราไม่มีปัญหาอะไรให้น่ากังวล"
———————
💬นักข่าว: กูเยลโม่ วิคาริโอ้ พร้อมกลับมาลงสนามหรือยัง
🗣เด แซร์บี้: "ยังไม่พร้อม ผมยังบอกไม่ได้ว่าแผนจะเป็นยังไงต่อ แต่ตัวเขาเองน่ะอึดอัดใจสุดๆ เพราะเขาอยากลงไปช่วยเพื่อนใจจะขาด แต่มันยังทำไม่ได้ในตอนนี้"
———————
💬นักข่าว: คุณอยากเก็บ ชูเอา ปาลินญ่า ไว้กับทีมต่อในฤดูกาลหน้าไหม
🗣เด แซร์บี้: "100% เราต้องเริ่มสร้างทีมจากคนแบบนี้ เขาไม่ใช่แค่ยอดนักเตะ แต่เป็นคนที่พึ่งพาได้ ปาลินญ่าคือหนึ่งในผู้เล่นที่เจ๋งที่สุด ทั้งในแง่ฝีเท้าและทัศนคติ ผมอยากเห็นนักเตะที่มีความกระหายและจิตวิญญาณแบบเขาอยู่ในทีม เราโชคดีมากที่มีเขาอยู่"
———————
💬นักข่าว: เกมวันจันทร์กับลีดส์ คุณมั่นใจแค่ไหนว่าจะชนะ 3 นัดติด แล้วเสียงเชียร์จากแฟนบอลสำคัญแค่ไหน?
🗣เด แซร์บี้: "ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ลีดส์คือหนึ่งในทีมที่ฟอร์มดีที่สุดในเวลานี้ 5-6 นัดหลังเขาชนะแมนฯ ยูไนเต็ด เสมอบอร์นมัธ แถมชนะในบ้านรวด เราจึงต้องให้เกียรติพวกเขามากเป็นพิเศษ และต้องรักษามาตรฐานตัวเองให้ดี
เราต้องถ่อมตัวเข้าไว้ เตรียมตัวให้พร้อมเหมือนที่เคยทำ เกมกับวูล์ฟส์เราไม่ได้ดีมาก แต่ 30 นาทีแรกโอเค เกมกับไบรท์ตันในบ้าน เราเล่นดีตลอด 90 นาทีรวมถึงช่วงต่อเวลา เราต้องโฟกัสกับฟอร์มแบบนั้น กับทัศนคติแบบนั้น กับสปิริตแบบนั้น และแสดงคุณภาพของนักเตะออกมา"
———————
💬นักข่าว: พูดถึง คอเนอร์ กัลลาเกอร์ หน่อย ประทับใจลูกยิงที่เจอวิลล่าและภาวะผู้นำของเขาแค่ไหน
🗣เด แซร์บี้: "ยินดีกับเขาด้วยจริงๆ คอเนอร์ย้ายมาตอนเดือนมกราคมในช่วงที่สถานการณ์ค่อนข้างลำบาก เขาต้องปรับตัวทั้งเรื่องร่างกายและสไตล์การเล่นที่ต่างออกไป แต่เขาคือนักเตะระดับท็อป
เห็นเขาเล่นด้วยความมั่นใจแบบนี้ผมก็แฮปปี้ อย่างที่เคยบอกไป ถ้ากัลลาเกอร์เข้าฟอร์ม ทีมเราจะเหมือนมีผู้เล่นมากกว่าคู่แข่งหนึ่งคนเสมอ"
———————
💬นักข่าว: คุณดูจะประทับใจลีดส์เป็นพิเศษ มีอะไรที่ทำให้เซอร์ไพรส์บ้าง
🗣เด แซร์บี้: "สไตล์การเล่นเขาชัดเจนมาก จัดระเบียบทีมดีทั้งตอนที่มีบอลและไม่มีบอล นักเตะอย่าง คัลเวิร์ต-เลวิน, โอคาฟอร์, ทานากะ และอัมปาดู ล้วนมีคุณภาพเกินกว่าจะมาลุ้นหนีตกชั้นด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเราต้องโฟกัสที่ตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราอวดดีนะ แต่ถ้าเราเล่นได้ตามมาตรฐานที่มี เราชนะได้แน่นอน"
———————
💬นักข่าว: แผนการเล่นนัดเจอวิลล่าดูน่าสนใจมาก ทั้งปาลินญ่าที่ลงไปยืนหลังสาม หรืออูโดกี้ที่เติมสูงเหมือนกองหน้า เราจะได้เห็นความยืดหยุ่นแบบนี้ทุกสัปดาห์เลยไหม
🗣เด แซร์บี้: "ผมปรับไปตามเกม เพราะในฟุตบอลนอกจากแท็กติกแล้ว เรื่องของสภาพจิตใจก็สำคัญ ผมจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การยืนแน่นอน แต่ไม่อยากใส่ข้อมูลให้ลูกทีมเยอะเกินไปจนพวกเขามึนหัว ผมอยากให้พวกเขาเล่นอย่างอิสระ เล่นด้วยความมั่นใจ ตามแผนพื้นฐาน ฟุตบอลคือผู้เล่น 11 คนร่วมกัน ไม่ใช่กีฬาเดี่ยวแบบเทนนิสหรือกอล์ฟ บางครั้งเรื่องง่าย ๆ ชัดเจน ๆ ก็เพียงพอแล้ว"
———————
💬นักข่าว: อัปเดตสั้นๆ ถึง โดมินิก โซลันกี้ กับ เจมส์ แมดดิสัน หน่อย รายหลังพร้อมลงเล่นหรือยัง
🗣เด แซร์บี้: "สำหรับแมดดิสัน เขาคือยอดนักเตะในสายตาผม ตอนนี้ร่างกายเขาโอเคแล้ว แต่จังหวะและความเข้มข้นของเกมอาจจะยังไม่ถึงระดับพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกที่เล่นกันเร็วที่สุดในโลก
ในฐานะโค้ชที่เคยเล่นเบอร์ 10 มาก่อน ผมมักจะแพ้ทางนักเตะสไตล์นี้ ไม่ว่าจะเป็นซิมอนส์, แมดดิสัน, คูลูเซฟสกี้ หรือคูดุส ส่วนโซลันกี้ เขาฟื้นตัวไวมาก ผมยังไม่รู้ว่าเกมนี้จะพร้อมหรือไม่ แต่หวังว่านัดที่เจอเชลซีน่าจะพร้อม"
———————
💬นักข่าว: พูดถึงเชลซี เห็นคุณเข้าไปดูเกมที่เขาเจอ ฟอเรสต์ ด้วย ได้อะไรกลับมาบ้าง
🗣เด แซร์บี้: "พอดีวันนั้นเป็นวันหยุด แต่ผมไม่ชอบอยู่เฉยๆ เลยหาเรื่องไปคลุกคลีกับฟุตบอลดีกว่า"
———————
💬นักข่าว: สื่อหลายเจ้าวิจารณ์ว่าที่สเปอร์สชนะแอสตัน วิลล่า ได้ เพราะวิลล่าเปลี่ยนตัวผู้เล่นเยอะจนน่าเกลียด
🗣เด แซร์บี้: "แล้วฟอเรสต์ล่ะ? นัดนั้นฟอเรสต์ก็เปลี่ยนตัวเยอะกว่าวิลล่าอีก แถมนำก่อน 2-0 ในครึ่งแรกด้วย ทำไมไม่มีใครพูดถึง? วิลล่ามีทั้งแคช, ลินเดอเลิฟ ที่เล่นแมนฯ ยูไนเต็ดมาหลายปี, มิงส์ กัปตันทีม, มัทเซ่น , ไทเลอมันส์ ที่ปกติก็เป็นตัวจริง, โรเจอร์ส, ซานโช่, บาร์คลีย์ และแทมมี่ อับราฮัม
เราเองก็ขาดตัวหลักเพียบ ทั้งโรเมโร่, คูลูเซฟสกี้, คูดุส และคนอื่นๆ ผมว่าให้คนพูดถึงผลงานของเรา ดีกว่าที่เราจะไปพูดถึงเรื่องของทีมอื่นนะ"
———————
💬นักข่าว: คุณแปลกใจไหมที่พอเป็นสเปอร์ส มักจะโดนดราม่าแบบนี้เสมอ
🗣เด แซร์บี้: "ไม่เลย ที่อิตาลีเราชินกับการคิดลบในสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงเลย"
———————
💬นักข่าว: คุณเคยบอกว่า อาร์ชี่ เกรย์ คืออนาคตของสโมสร แม้จะยังไม่ค่อยมีโอกาสลงสนาม แต่เขามีความสำคัญอย่างไรในระยะยาว
🗣เด แซร์บี้: "เขายังเด็กมาก แต่มีศักยภาพสูง ผมมั่นใจว่าเขาคือกัปตันทีมในอนาคตได้เลย ตอนนี้เรากำลังช่วยกันตบแต่งให้เขาชัดเจนขึ้นว่าควรจะยืนตำแหน่งไหนแน่ เพราะเขาเล่นได้หลายตำแหน่ง ซึ่งเรามีการติวเข้มแบบตัวต่อตัวกันอยู่ ดูอย่างปาลินญ่าสิ 3 นัดแรกไม่ได้ลงเลย แต่นัดที่ 4 เขากลายเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดในสนาม อาร์ชี่เองก็จะเป็นแบบนั้นในไม่ช้า"
———————

ที่มา Football London

07/05/2026

‘ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาพูดเรื่องสเปอร์สหนีตกชั้น’ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic

ชัยชนะนัดสำคัญ 2-1 เหนือแอสตัน วิลล่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ช่วยให้สเปอร์สหลุดออกจากโซนตกชั้น โดยมีคะแนนนำหน้าเวสต์แฮมในอันดับ 18 อยู่เพียงแต้มเดียว และเบอร์บาตอฟก็มั่นใจว่าพวกเขามีดีพอที่จะรอดตกชั้นได้

🗣เบอร์บาตอฟ:“ผมอยากให้พวกเขาอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไป ผมนึกภาพไม่ออกเลยถ้าพวกเขาต้องตกชั้น”

🗣เบอร์บาตอฟ:“พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และผมก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วกับทีมเก่าอย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ดังนั้นผมจึงรู้ว่ามันบีบคั้นประสาทแค่ไหนเมื่อต้องอยู่ใกล้ก้นตารางและสู้เพื่อความอยู่รอด"

🗣เบอร์บาตอฟ:“แค่ต้องเอาคำว่า ‘สเปอร์ส’ ไปอยู่ในประโยคเดียวกับคำว่า ‘หนีตกชั้น’ ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องพูดเรื่องแบบนี้"

🗣เบอร์บาตอฟ:“เมื่อคุณอยู่ในตำแหน่งแบบนี้ บางครั้งความกดดันมันก็มากเกินไป ผมหวังว่าพวกหนุ่มๆ จะมีจิตใจที่เข้มแข็ง พวกเขามีคุณภาพ มีผู้เล่นที่ดี แค่ต้องการสมาธิและรักษาจิตใจให้แข็งแกร่งไว้”

ทีมของ โรเบอร์โต้ เด แซร์บี้ ทำผลงานได้น่าประทับใจในยามที่ไม่มีบอลที่วิลล่า พาร์ค นำโดย 3 ประสานในแดนกลางอย่าง ปาลินญ่า, เบนตันกูร์ และ กัลลาเกอร์ สไตล์ที่เน้นความเข้มข้นสูงนี้อาจเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดของกุนซือชาวอิตาลีสู่ความสำเร็จใน 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาล หลังจากต้องรับมรดกปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เริ่มมาตั้งแต่สมัย แอนจ์ ปอสเตโคกลู เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และลากยาวมาถึงปัจจุบันภายใต้การคุมทีมของ โธมัส แฟรงค์ และ อิกอร์ ทูดอร์ โดยที่เด แซร์บี จะไม่มี เดยัน คูลูเซฟสกี้, โมฮัมเหม็ด คูดุส, คริสเตียน โรเมโร่ และ ซาบี ซิมอนส์ ในช่วงที่เหลือของฤดูกาล

🗣เบอร์บาตอฟ:“พวกเขามีคุณภาพนะ แต่อาการบาดเจ็บของ ซาบี ซิมอนส์ คือความสูญเสียครั้งใหญ่”

🗣เบอร์บาตอฟ:“เขากำลังเริ่มแสดงให้เห็นว่าเขามีพรสวรรค์แค่ไหน ผมชอบเขามาก ฟุตบอลมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ"

🗣เบอร์บาตอฟ:“รายชื่อผู้เล่นที่บาดเจ็บสามารถบ่งบอกถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้นได้ มันเกี่ยวกับวิธีที่ผู้เล่นดูแลตัวเอง ทั้งก่อน ระหว่างเกม และหลังเกม พวกเขาผ่อนคลายและดูแลร่างกายอย่างไร จากนั้นก็เป็นเรื่องของทีมแพทย์ นักกายภาพบำบัด หมอ และวิธีที่พวกเขาดูแลผู้เล่นที่บาดเจ็บ ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด และบางครั้งถ้ามีคนบาดเจ็บเยอะๆ คุณต้องตรวจสอบเรื่องนี้ รวมถึงวิธีการซ้อมด้วยว่า พวกเขาซ้อมทั้งที่ยังบาดเจ็บนิดหน่อยหรือเปล่า? บางครั้งนักเตะที่ล้าควรได้พัก และการซ้อมอาจทำให้กล้ามเนื้อล้าสะสม มันเป็นปัญหาของสเปอร์สมาพักใหญ่แล้ว”

วิกฤตอาการบาดเจ็บของสเปอร์สอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาดิ่งลงเหว จากทีมที่เคยลุ้นพื้นที่ยุโรปทุกปีมาเป็นทีมหนีตกชั้นในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ยังมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งกุนซืออยู่บ่อยครั้ง โดยมีผู้จัดการทีมถึง 7 คนนับตั้งแต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ถูกไล่ออกในเดือนพฤศจิกายน 2019 และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับบอร์ดบริหาร เมื่อตระกูลลูอิส ถอด แดเนียล เลวี่ ออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

เลวี่เป็นประธานสโมสรมาตั้งแต่ปี 2001 และเบอร์บาตอฟก็รู้ซึ้งถึงสไตล์การเจรจาที่ดุดันจนเป็นที่เลื่องลือของเขาดี โดยเลวี่รอจนถึงวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายช่วงฤดูร้อนปี 2008 กว่าจะยอมเซ็นอนุมัติให้เขาย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ในมุมมองของเบอร์บาตอฟ การขาดความต่อเนื่องนำไปสู่ความไม่มั่นคงภายในสโมสร ซึ่งในที่สุดมันก็จะลามเข้าไปในห้องแต่งตัว

🗣เบอร์บาตอฟ:“ถ้าไม่มีความมั่นคงในสโมสรฟุตบอล มันจะส่งผลกระทบต่อทุกคนในห่วงโซ่ลงมา”

🗣เบอร์บาตอฟ:“ในกรณีของแดเนียล เลวี่ ที่ผมเคยทำงานด้วย เขาสนับสนุนทีมเสมอและให้ทีมมาก่อน สนามใหม่ ศูนย์ฝึก สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก… เขารู้วิธีทำธุรกิจ สร้างรายได้ แล้วนำเงินกลับมาลงทุนกับทีม สนาม และศูนย์ฝึก"

🗣เบอร์บาตอฟ:“พอช่วงเวลานั้นจบลง และมีประธานคนใหม่เข้ามา มันย่อมเกิดคำถาม และอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคง มันสร้างความเครียดให้นักเตะ และมันนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ง่าย ๆ แค่นั้นเลย การจากไปของเลวี่กับอันดับของสเปอร์สในตอนนี้เกี่ยวข้องกันไหม? พวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งนี้ไหมถ้าเลวี่ยังอยู่? มันเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล แต่ผมก็ไม่รู้คำตอบหรอก”

ที่มา Elias Burke | The Athletic

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok