หงส์แดงแผลงฤทธิ์

หงส์แดงแผลงฤทธิ์

แชร์

แด่สาวกฟุตบอลทุกท่าน

23/06/2020

. สำหรับสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายๆด้าน

ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เป็นภาระให้โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือใหญ่ของทีม​ ต้องขบคิดให้ตกผลึกอย่างละเอียดก็คือ อนาคตความเป็นไปของคนเฝ้าเสาประตูที่พวกเขามี



เป็นเรื่องที่ใครก็ทราบกันดีว่าปัจจุบัน ตำแหน่งมือหนึ่งของทีมปีศาจแดง​ ถูกจับจองโดยดาบิด เด เคอา นายด่านสแปนิช ที่อยู่โยงรับใช้ทีมมาตั้งแต่ปลายยุคของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน

โดยดาบิด เด เคอา นั้นมีผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก​ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งภาพรวมของทีมนั้นเข้าขั้นย่ำแย่จนมีคำๆหนึ่งขึ้นมานิยามความเก่งฉกาจของเขาว่าเป็น"เดอะ แบก" ตัวจริงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดเวลาที่ผ่านๆมา

ทว่าในช่วงหลังๆนั้น โดยเฉพาะฤดูกาลปัจจุบัน
ดาบิด เด เคอา​ มักก่อความผิดพลาดแบบหมูหกง่ายๆอยู่บ่อยครั้งบ่อยหน

และมันเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะกับ
ที่ดีน เฮนเดอร์สัน​ ผู้รักษาประตูเลือดผู้ดีวัย 23 ปี
ซึ่งปีศาจแดงปล่อยให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
ยืมตัวไปพอกพูนประสบการณ์ ดันโชว์ฟอร์มเยี่ยมสวนทางขึ้นมาพอดี

จึงเกิดเป็นประเด็นคำถามว่า หรือมันจะถึงเวลาแล้วที่มือหนึ่งปีศาจแดง​จะต้องผลัดใบอีกครั้ง?

-

แต่ก่อนที่จะไปว่ากันถึงจุดนั้น เรามาลองดูกันหน่อยว่า ทั้งสองคน เมื่อจับมาชนกันในเรื่องสถิติแล้ว ใครดูดีกว่ากัน

อย่างแรกที่สำคัญสำหรับผู้รักษาประตูคือการออกบอล​ที่ต้องแม่นยำและสามารถสร้างประโยชน์ให้เพื่อนร่วมทีมนำไปขึ้นเกมต่อได้

ตรงนี้ดาบิด เด เคอา จาก 30 เกมที่เขาลงเล่นในเกมลีกฤดูกาลนี้ เขาทำได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะมีค่าเฉลี่ยผ่านบอลสำเร็จ คิดเป็น 71.7%

ขณะที่ดีน เฮนเดอร์สัน นั้นมีค่าเฉลี่ยตรงนี้อยู่ที่เพียง 40.4% เท่านั้นจากการลงสนามในเกมลีก 30 นัด

แน่นอนว่าตัวเลขที่ต่างกันตรงนี้ พอจะมองได้
ว่าดาบิด เด เคอา​ มีการออกบอลที่แน่นอนมากกว่า ดีน เฮนเดอร์สัน อยู่มาก​ ซึ่งก็น่าจะมาจากประสบการณ์ความนิ่ง ยามต้องเผชิญกับภาวะกดดัน
ที่เด เคอา มีมากกว่า เพราะผ่านการลงเล่นเกมใหญ่ๆมามากมาย

แต่เมื่อมามองดูที่ตัวเลขการเสียประตู
จะพบว่า ดีน เฮนเดอร์สัน​ ทำได้ดีกว่า
ดาบิด เด เคอา มากพอสมควร

เพราะจากการลงเล่น 30 นัด
ดีน เฮนเดอร์สัน เสียไปเพียง 28 ลูกเท่านั้น
แถมเก็บคลีนชีตได้ถึง 11 ครั้งด้วยกัน

โดยดาบิด เด เคอา นั้น มีตัวเลขเสียประตู 31 ลูก เก็บคลีนชีตได้​ 8 เกม​ จากการลงเล่น 30 นัด

ในแง่นี้หากต้องมีการให้คะแนน ก็คงต้องเบิ้ลคะแนนให้ดีน เฮนเดอร์สัน​ เป็นสองเท่า เพราะต้องไม่ลืมด้วยว่าดีน เฮนเดอร์สัน ลงสนามในบริบทของการอยู่กับทีมที่เล็กกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
และคุณภาพกองหลังก็ดูด้อยกว่าในภาพรวม
แต่กลับทำได้ดีกว่าดาบิด เด เคอา ที่องค์ประกอบในแนวรับพร้อมกว่า

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว กองหลังของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในซีซั่นนี้ ดูจะมีความแข็งแกร่งกว่าของปีศาจแดง
หากดูจากตัวเลขต่อมา นั่นก็คือการเซฟประตู

เพราะดีน เฮนเดอร์สัน เซฟไปทั้งสิ้น 68 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยคือ 2.51 ครั้งต่อเกม​ ส่วนดาบิด เด เคอา นั้น เซฟไปมากถึง 76 ครั้ง ค่าเฉลี่ย 2.62 ครั้งต่อเกม ซึ่งบ่งชัดว่ากองหลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นั้นหางานให้ เด เคอา มากกว่าที่กองหลังเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หางานให้ดีน เฮนเดอร์สัน

และตัวเลขอย่างต่อมาก็คือค่าวินเรตทีมชนะ
ที่สูสีกันมากของทั้งสองคนนี้​ โดยดีน เฮนเดอร์สัน นั้น จาก 30 เกมที่ลงสนามในพรีเมียร์ ลีก เขาพาทีมชนะ 11 เสมอ 11 แพ้ 8 นัด
ตัวเลขอยู่ที่ 40.7%

ส่วนของดาบิด เด เคอา ลงสนามไป 30 นัดเหมือนกัน แบ่งเป็นชนะ 12 เสมอ 10 แพ้ 8 นัด
ค่าเฉลี่ยวินเรตอยู่ที่ราวๆ 41.4%

จึงไม่แปลกที่ต้นสังกัดของพวกเขาทั้งสองคนจะอยู่ในส่วนพื้นที่ด้านบนของตารางคะแนนพรีเมียร์ ลีก
โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีแต้มนำ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เพียง 2 คะแนนเท่านั้น

จากนั้นลงลึกไปที่รายละเอียดจะพบว่ามีสิ่งที่
ดีน เฮนเดอร์สัน ทำได้ดีกว่า ดาบิด เด เคอา
นั่นก็คือเรื่องการเซฟประตูจากทั้งในและนอกเขตโทษ

จากจำนวนรวมทั้งหมดที่ดีน เฮนเดอร์สัน เซฟไป 68 ครั้งนั้น​ เป็นการเซฟจากในกรอบเขตโทษ 43 ครั้ง และเซฟลูกยิงไกลจากนอกกรอบ 25 ครั้ง
โดยเสียประตูในเขตโทษ 24 ลูก เสียจากลูกนอกกรอบเพียง 2 ครั้ง

ขณะที่ดาบิด เด เคอา นั้นมีตัวเลขการเซฟทั้งหมด 76 ครั้ง​ เป็นการเซฟในกรอบเขตโทษ 46 ครั้ง และนอกกรอบเขตโทษ 30 ครั้ง​ เสียประตูจากในเขตโทษ 26 ลูก และจากนอกเขตโทษ 5 ลูก

ทว่าในส่วนสำคัญจริงๆก็คือ ความผิดพลาดส่วนบุคคลที่นำไปสู่การเสียประตู​ ซึ่งตรงนี้แหละครับที่เป็นประเด็นใหญ่ เพราะในขณะที่ดีน เฮนเดอร์สัน ก่อความผิดพลาดแบบหมูหกเพียงหนึ่งครั้ง
ทว่าดาบิด เด เคอา นั้นพลาดง่ายๆจนนำไปสู่การเสียประตูมากถึง 4 ครั้งแล้วในซีซั่นนี้

สำหรับผู้รักษาประตู เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะการก่อความผิดพลาดซ้ำๆ​ คือหลักฐานที่บ่งบอกว่ามาตรฐานหรือฟอร์มการเล่นของตัวเองนั้นไม่อยู่กับร่องกับรอย

จุดเด่นของนายด่านสองคนนี้ที่มีเหมือนกันก็คือ
ปฎิกิริยาในการตอบสนองต่อลูกบอลที่ว่องไว
และความคล่องตัว รวมถึงการสั่งการกองหลัง
ทว่าสิ่งที่เด เคอา มีเหนือกว่า ดีน เฮนเดอร์สัน
น่าจะเป็นเรื่องชอตเซฟมหัศจรรย์แบบที่เรียกว่าลูกน่าเสียแต่กลับเซฟไว้ได้ ที่เด เคอา มีออกมาโชว์ให้เห็นบ่อยๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าดีน เฮนเดอร์สัน จะไม่มีตรงจุดนี้แต่อย่างใด​ หากเพียงแต่อาจดูน้อยกว่าเด เคอา นิดหน่อยเท่านั้น

ปัจจุบันดาบิด เด เคอา อายุกำลังจะเข้าเลข 30 ปีแล้ว ส่วนดีน เฮนเดอร์สัน นั้นเพิ่งจะอยู่ในวัยกำลังสด 23 ปี​ ตรงจุดนี้ถือเป็นเรื่องที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องตีโจทย์ให้แตกว่าเขาต้องการจะสร้างทีมให้เดินไปข้างหน้าโดยมีหลังบ้านชื่ออะไร

เพราะมันไม่มีทางแน่ๆที่ดาบิด เด เคอา จะเป็นสำรองให้ใคร​ ส่วนฝีไม้ลายมือของดีน เฮนเดอร์สัน นั้นก็ไม่เหมาะที่จะนั่งข้างสนาม​และตัวเขาเองก็คงไม่ยินดีกับตำแหน่งตัวสำรองแน่นอน เพราะมันหมายถึงโอกาสในการช่วงชิงมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษที่ลดลง

ด้วยสัญญายืมตัวที่กำลังจะหมดลงในสิ้นสุดฤดูกาลนี้​ อนาคตของดีน เฮนเดอร์สัน กำลังเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะกลับไปที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด​ ในบทบาทฐานะอะไร และสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าฟุตบอลยูโร 2020 นั้นถูกเลื่อนจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า​ การที่ดีน เฮนเดอร์สัน จะกลับไปนั่งสำรองในซีซั่นหน้าให้ปีศาจแดง ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีต่อโอกาส
ติดทีมชาติอังกฤษในฐานะมือหนึ่งไปลุยฟุตบอลยูโร

-

สุดท้ายแล้วคำถาม "ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ดีน เฮนเดอร์สัน จะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งมือหนึ่งของทีม?" คือประเด็นสำคัญที่สุด และเป็นเรื่องยากต่อการตัดสินใจมากที่สุดสำหรับโซลชา

แต่เรื่องนี้มีมุมมองจากคนในที่ใกล้ชิดมีประสบการณ์กับการเล่นเป็นผู้รักษาประตูมาทั้งชีวิต
นั่นก็คือ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ตำนานนายด่านของปีศาจแดง รุ่นทริปเปิ้ล แชมป์ ปี 1999 ที่ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจต่อประเด็นนี้เอาไว้ว่า

"ทีมมีหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว และผมไม่เห็นความจำเป็นเลยว่าเราต้องเปลี่ยนอะไร
อย่าลืมว่า 6 ปีที่ผ่านมา ดาบิด เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปีของสโมสรถึงสี่ครั้ง มันบ่งบอกในตัวแล้วว่าเขามีความสำคัญมากแค่ใหน"

"ผู้รักษาประตูมันลงสนามได้แค่คนเดียว ซึ่งผู้เล่น
อายุน้อยๆ ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก​มันไม่ได้มีแค่เกมลีก แต่ยังมีบอลถ้วยระดับทวีปด้วย ผมไม่ปฎิเสธว่า ดีน เฮนเดอร์สัน​ มีฝีมือยอดเยี่ยม แต่เขาจำเป็นต้องมีเกมที่สร้างประสบการณ์ในระดับสูงก่อน ซึ่งผมไม่เห็นเลย​ว่าเขามีเกมที่กดดันอะไรที่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด จากประสบการณ์ของผม เขายังต้องเรียนรู้อีกเยอะในเส้นทางนี้และถ้าถามว่าเมื่อไรเขาถึงจะเหมาะสมกับมือหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ผมก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกัน​ นั่นเพราะเรามี
ดาบิด เด เคอา อยู่แล้ว"

ฟังๆดูก็เหมือนจะเป็นอะไรที่ใจร้ายกับดีน เฮนเดอร์สัน ที่เติบโตมาจากอคาเดมี่ของปีศาจแดงอยู่บ้าง
แต่ก็เป็นความเห็นของบุคคลระดับตำนานผู้รักษาประตูที่มีเหตุมีผล

จริงๆแล้วสัญญาของดีน เฮนเดอร์สัน ยังผูกพันธ์กับปีศาจแดงจนถึงปี 2022 ครับ​ ฉะนั้นทางออกที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดและเหมาะสมกับตัวนักเตะที่สุดก็คือการปล่อยให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด​ ยืมตัวไปต่ออีกสักฤดูกาล เพื่อประวิงเวลาและสถานการณ์

สิ่งที่ปีศาจแดงไม่ควรทำคือการเร่งปล่อยขาย
ดีน เฮนเดอร์สัน ออกไป​ เพราะในประวัติศาสตร์สโมสรที่ผ่านมา พวกเขายังไม่เคยมีนายด่านมือหนึ่งที่โตมาจากอคาเดมี่เลยสักคนเดียว​ ดังนั้นนี่คือโอกาสดีที่พวกเขาจะได้ภาคภูมิใจกับดาวรุ่งที่เติบโตมาจากอคาเดมี่

ด้วยวัย 23 ปี ดีน เฮนเดอร์สัน ยังมีเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกมากเพื่อรอวันก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งเต็มตัว​ ยิ่งหากย้อนไปดูอดีตตำนานผู้รักษาประตูของทีมอย่างปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ก็ย้ายมายึดตัวจริง
ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด​ ตอนอายุ 27 ปี เข้าไปแล้ว
หรืออย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ ก็มีอายุมากถึง 35 ปี ตอนย้ายมาเป็นตัวหลักให้ปีศาจแดง

มันคือหลักฐานยืนยันว่าถ้าดีน เฮนเดอร์สัน ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีต่อไปเรื่อยๆ​ มันไม่มีทางเลย
ที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะไม่เหลียวมามองและให้โอกาสเขาอย่างจริงๆจังๆ​ ซึ่งโดยนโยบายทำทีมของโซลชา ก็สอดรับกับดีน เฮนเดอร์สัน ตรงที่กุนซือหน้าเด็กนิยมผลักดันเด็กจากอคาเดมี่ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่

สรุปแล้วไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งที่
ดีน เฮนเดอร์สัน ต้องทำคือการรักษามาตรฐานการเล่นให้ดีและพัฒนาตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกันกับ ดาบิด เด เคอา ที่ช่วงหลังความแน่นอนในการเล่นลดลง ก็ต้องกระตือรือร้นตัวเองให้กลับมาเป็นนายด่านที่ยอดเยี่ยมไว้ใจได้ 100% เหมือนที่เคยทำไว้ เพราะถ้ายังก่อความผิดพลาดง่ายๆเกิดขึ้นอีกบ่อยๆ
ก็มีสิทธิที่จะเสียตำแหน่งให้รุ่นน้องมากฝีมือคนนี้เช่นกัน

............................................................
พบกับบทวิเคราะห์จากกูรู ชี้เป้าจากคนวงใน
กับ การกลับมาเปิดลีกอีกครั้ง หลัง covid-19
ของ บุนเดสลีก้า และ พรีเมียร์ลีก
พลาดไม่ได้กับไฮไลต์ประตูสุดประทับใจ
จากบิ๊กทีมต่างๆ ได้ที่นี่ Add line :
https://bit.ly/2N6H8P2

20/06/2020

_ รักษาร่างกายสไตล์“บังโม”

จนถึงตอนนี้​ สิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้คือโมฮาเหม็ด
ซาล่าห์​ ตัวรุกดีกรีว่าที่แชมป์พรีเมียร์​ ลีก
ได้ก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะแถวหน้าคนหนึ่งของวงการแล้ว

แน่นอนว่านอกจากทักษะความสามารถในการเล่นฟุตบอลจะเข้าขั้นเด็ดดวง​ อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ​ การดูแลรักษาสภาพร่างกายให้ดูดี​ ฟิต&เฟิร์ม อยู่เสมอ

เราลองไปดูกันครับว่าโม​ ซาล่าห์​ มีวิธีการ
อย่างไรในการรักษาทรวดทรงของตนเอง
ให้สาวๆใจละลายอยู่ตลอดเวลา

🔴

อย่างแรกเลยก็คือการทานอาหาร​ โม​ฮาเหม็ด​ ซาล่าห์​ จะมีเมนูประจำในคืนก่อนแข่งเป็น
ปลา​, ไก่และพาสต้า​ และถ้าว่ามีเกมใหนที่เตะกันเร็วเช่นตอนเที่ยง​ เขาจะเน้นกินมื้อค่ำของคืนก่อนเตะให้มากที่สุด​ เพราะมื้อเช้าจะไม่สามารถกินอะไรหนักๆก่อนทำการแข่งขันได้นั่นเอง

อย่างที่ทราบกันดีว่าทุกๆการนำอาหารเข้าปาก​ของนักเตะลิเวอร์พูล​ ไม่ว่าอะไรก็ตาม
ล้วนผ่านกระบวนการคัดสรรมาจากนักโภชนาการที่เจอร์เก้น​ คล็อปป์​ นำเข้ามา
เพราะเขาเชื่อว่าการกินอย่างถูกหลักจะช่วยเค้นศักยภาพนักเตะได้มากขึ้น​ และลดปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย​และเผาผลาญของร่างกายไม่ให้ทำงานหนักเกินไป

“ส่วนหนึ่งที่ผมกินได้เยอะ​ เพราะร่างกายผมไม่มีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญไขมัน​ อีกทั้งการกินให้ถูกต้องตามที่นักโภชนาการแนะนำ
มันช่วยให้ผมนอนหลับได้สนิทมากขึ้นกว่าเดิมด้วย”​

ขณะที่เรื่องการนอน​ โมฮาเหม็ด​ ซาล่าห์​
จะนอนตามตำราขั้นต่ำคือ​ 8 ชั่วโมง​ และเพิ่มการงีบในช่วงบ่ายที่ไม่มีแข่งอีกราว​วันละ
2-3 ชั่วโมง​ ซึ่งนี่คือเรื่องที่เขาให้ความสำคัญมาตั้งแต่ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชน​ เนื่องจากการพักผ่อนที่เพียงพอจะทพมห้ตื่นมาพร้อมความสดชื่น​ และการงีบบ่ายก็เหมือนการรีเฟรชร่างกายระหว่างวันให้มีความกระชุ่มกระชวยมากขึ้นในกิจกรรมที่ต้องทำในเวลาบ่าย

เช่นเดียวกันกับการฟิตร่างกาย​ เขาจะแบ่งเวลาอย่างน้อย​ 3 วันในหนึ่งอาทิตย์​ อุทิศให้การยกน้ำหนัก​, เล่นเวต, ออกกำลังส่วนบน
, ท่อนล่าง​ ไปจนถึงการสปรินต์ระยะสั้นและ
สปีดระยะยาว

และแม้ว่าเซสชั่นการซ้อมประจำวันหมดลง
แต่เขาก็มักจะอยู่ซ้อมต่อเสมอในเริ่องการยิงประตู​ เรื่องนี้หลายคนในลิเวอร์พูลทราบดี
ว่าโม​ ซาล่าห์​ มักจะเป็นคนท้ายๆเสมอที่กลับบ้าน

นอกจากนั้นยังมีการฝึกซ้อมในด้านที่เขารู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีพอ​ เช่น​ การยิงจากนอกกรอบเขตโทษ, การใช้เท้าขวา, การเล่นลูกด้วยหัว, และการเพิ่มสปีดให้ตัวเองเวลาเลี้ยงบอล

ซาล่าห์​ ถือเป็นคนที่วิ่งได้ไวมาก​ โดยมีสถิติการวิ่งระยะสั้นใกล้เคียงนักวิ่งอาชีพ
โดยซาล่าห์เคยใช้เวลา​ 7​ วินาที​ วิ่งได้​ 70 เมตร​ สมัยอยู่กับโรม่า

ทั้งหมดนั้นคือบางเสี้ยวส่วนเล็กน้อยจากชีวิตของโมฮาเหม็ด​ ซาล่าห์​ ที่เกิดจากทัศนคติต่ออาชีพที่ยอดเยี่ยม​ และไม่เคยลดความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่ง

นี่แหละครับ​ เคล็ด(ไม่)​ลับ​ ฉบับบังโม
ที่ทำให้เขากลายเป็นดาวของวงการลูกหนังในปัจจุบันนี้

🔴

พบกับบทวิเคราะห์จากกูรู ชี้เป้าจากคนวงใน
กับ การกลับมาเปิดลีกอีกครั้ง หลัง covid-19
ของ บุนเดสลีก้า และ พรีเมียร์ลีก
พลาดไม่ได้กับไฮไลต์ประตูสุดประทับใจ
จากบิ๊กทีมต่างๆ ได้ที่นี่ Add line :
https://bit.ly/2N6H8P2

20/06/2020

ปฎิเสธไม่ได้ว่าฤดูกาล 2019-2020
ชื่อเสียงของราอูล ฮิเมเนซ ดาวยิงฟอร์มแรง
ชาวเม็กซิกัน แห่งวูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส
นั้นพุ่งสูงมากจากผลงานการเล่นที่ถล่มประตู
ไปแล้ว 22 ลูก กับแอสซิสต์ 10 ครั้ง จากการ
ลงเล่นรวมทุกรายการ 44 นัด

ด้วยผลงานระดับนี้ จึงไม่แปลกที่เขาจะตกเป็น
ข่าวเชื่อมโยงกับทีมดังหลายทีม ที่ให้ความสนใจ
อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีมในซีซั่นหน้า

"ผมปลื้มมากเลยนะ แต่ผมไม่รู้หรอกว่าข่าวพวกนั้น
มันจริงหรือไม่ ก็มันคือข่าว ตั้งแต่ที่พวกเขาเขียน
ถึงผม ก็มีหลายสโมสรมากที่มีชื่อเข้ามาเกี่ยวโยง
เรอัล มาดริด , บาร์เซโลน่า , แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
,ยูเวนตุส , แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้แต่ลิเวอร์พูล ก็ด้วย"

"สโมสรต่างๆเหล่านั้นล้วนมีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่
และเพราะแบบนั้นมันจึงเป็นเรื่องสุดยอดกับการที่ผม
ตกเป็นข่าวกับพวกเขา มันทำให้ผมมีความมุ่งมั่น
และอยากจะพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้นไปอีก"

โดยราอูล ฮิเมเนซ ปัจจุบันยังเหลือสัญญากับทีมหมาป่า
อยู่จนถึงปี 2023 และมีค่าตัวประเมินตามตลาดอ้างอิง
จากเว็บไซต์ที่เก็บรวมรวมสถิติชื่อดังอย่าง Tranfer Market
อยู่ที่ 40 ล้านยูโร

...................................
ชี้เป้าสำหรับคนรักบอล
Add line :
https://bit.ly/2N6H8P2

ไม่พลาดประเด็นเด็ด ชี้เป้าจากคนวงใน มีไฮไลต์ประตูสุดประทับใจจาก บิ๊กทีมต่างๆ ได้ที่นี่!!
เป็นครอบเดียวกันกับเราวันนี้ สุดคุ้ม บอกเคล็ดลับดีๆทุกวัน

19/06/2020

“ผู้คนต่างก็ยกย่องว่าเขายอดเยี่ยมระดับโลก
แต่มันไม่ใช่เลย เพราะตัวผมเองยังเคยเลี้ยงบอลผ่านเขาได้​ และสำหรับผม​ คิดว่ามีกองหลังคนอื่นเก่งกว่าเขาอีกเยอะ​ อย่างเซร์คิโอ​ รามอส, ติอาโก้​ ซิลวา
แม้แต่มาร์กินญอส ก็ด้วย”

_ ริชาร์ลิซอน
กองหน้าเอฟเวอร์ตัน​ กล่าวถึงเวอร์จิล ฟาน​ ไดจ์
กองหลังลิเวอร์พูล​ โดยเอฟเวอร์ตัน​ กำลังจะมีคิวทำศึกผ่าเมืองกับหงส์แดง​ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

...................................
ชี้เป้าสำหรับคนรักบอล
Add line :
https://bit.ly/2N6H8P2
ไม่พลาดประเด็นเด็ด ชี้เป้าจากคนวงใน มีไฮไลต์ประตูสุดประทับใจจาก บิ๊กทีมต่างๆ ได้ที่นี่!!
เป็นครอบเดียวกันกับเราวันนี้ สุดคุ้ม บอกเคล็ดลับดีๆทุกวัน

18/06/2020

ความพยายาม​ มีค่าเสมอครับ
บางครั้งมันอาจต้องใช้เวลานาน
ในการเดินทางไปลิ้มรสชาติแสนหวาน
ของดอกผลที่เกิดจากความพยายาม

บางคนพยายามแล้วไม่เกิดผล​... ท้อ
บางคนพยายามแล้วพยายามเล่า​ จนสิ่งที่
ฝันกลายเป็นจริง

เจนนาโร่​ กัตตูโซ่​ คือตัวอย่างชั้นดีของคน
ที่ไม่เคยเอาหัวใจออกห่างจากความพยายาม

ยิ่งกับสิ่งที่เขารักอย่างฟุตบอล​ เขายิ่ง
ไม่เคยแสดงให้เห็นเลยว่าเขาเหนื่อย

สมัยเป็นนักฟุตบอลเขาเคยเป็นผู้เล่น
ที่ทุ่มเทมากแค่ใหน​

ก็ยิ่งสะท้อนออกมาชัดเจนว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่ทุ่มเทเพื่องานมากเพียงใด

จากสโมสรซิยง ในสวิตเซอร์แลนด์​ ที่เขาเริ่มต้นเส้นทางการเป็นกุนซือครั้งแรกเมื่อปี 2013

เคยไปผจญภัยที่สโมสร​โอเอฟไอ​ ครีต​
ในดินแดนเทพนิยาย​ กรีซ

และมีโอกาสใหญ่ครั้งแรกในการกลับมาคุม
เอซี​ มิลาน​ สโมสรที่เขาเคยสร้างชื่อในฐานะนักเตะ

ซึ่งแม้จะจบกันไม่สวย​ และมีหลายคนปรามาสว่าคนๆนี้คงไม่อาจเอาดีด้านการคุมทีมได้หรอก

แต่เจนนาโร่​ กัตตูโซ่​ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
เขายังคงมุ่งมั่นกับสิ่งที่เขารักอยู่เสมอ

11 ธันวาคม​ 2019
เขาเข้ารับงานที่สโมสรนาโปลี​ โดยที่หลายฝ่ายต่างก็ลงความเห็นว่า​คงไม่แคล้ว​ เดี๋ยวก็ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของประธานสโมสรอีก

17​ มิถุนายน​ 2020
จากวันแรกที่เข้ารับงานจนถึงปัจจุบัน
ประมาณ​ 6 เดือน

เจนนาโร่​ กัตตูโซ่​ สามารถปักหมุดคว้าแชมป์ใบแรกของเขากับสโมสรนาโปลีได้แล้ว​ จากชัยชนะที่มีเหนือยูเวนตุส​ ในนัดชิงโคปปา​ อิตาเลีย​

ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์แรกกับสโมสรเมืองเนเปิ้ลส์ หากแต่มันยังเป็นแชมป์แรกในชีวิต
การเป็นกุนซือของเขาที่เริ่มต้นในปี​ 2013

ก็อย่างที่เจนนาโร่​ กัตตูโซ่​ ได้กล่าวไว้หลังเกมเมื่อคืนนั่นแหละครับ

“พระเจ้าจะมอบรางวัลให้คนทำงานหนักเสมอ”​

รายทางสู่ความสำเร็จมันมีรสขมครับ
แต่ดอกผลของมันคือความหวานที่เรา
จะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

...................................
ชี้เป้าสำหรับคนรักบอล
Add line :
https://bit.ly/2N6H8P2
ไม่พลาดประเด็นเด็ด ชี้เป้าจากคนวงใน มีไฮไลต์ประตูสุดประทับใจจาก บิ๊กทีมต่างๆ ได้ที่นี่!!
เป็นครอบเดียวกันกับเราวันนี้ สุดคุ้ม บอกเคล็ดลับดีๆทุกวัน

17/06/2020

เกาจิ้งวิเคราะห์บอล
ชี้ช่องฟุตบอลน่าเชียร์
ประจำวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563

- พรีเมียร์ ลีก -

แมนฯซิตี้ - อาร์เซน่อล

คู่เอกหนีไม่พ้นพรีเมียร์ ลีก นัดรีสตาร์ท
เกมตกค้างจากโปรแกรมล่าสุดก่อนเบรกหนีไวรัส

ทั้งสองทีมมีเดิมพันต่างกัน เรือใบสีฟ้า
แม้ทางทฤษฎียังมีลุ้นแชมป์ก็จริง แต่ด้วยแต้มที่ห่าง
ลิเวอร์พูล 25 คะแนน ดูเป็นเรื่องยากที่จะไล่ตาม
ทว่าลูกทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็น่าจะใส่กันเต็มที่
เพราะอัดอั้นไม่ได้เล่นบอลกันมาร่วมสามเดือน

เช่นกันกับอาร์เซน่อล ที่ยังมีความหวังในการทำอันดับ
ติดท้อปโฟร์ไปเล่นฟุตบอลยุโรปฤดูกาลหน้า
ที่แม้แต้มอาจดูห่างจากเชลซี แต่มิเกล อาร์เตต้า
ก็ต้องเน้นแบบสุดๆ เพราะการได้สิทธ์ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก
จะมีเม็ดเงินมหาศาลให้เขาได้ใช้จ่ายทำทีมต่อเนื่อง

โดยรวมเกมนัดนี้ อาจจะไม่ได้ใส่กันเต็มที่เพราะสภาพร่างกาย
ของผู้เล่นทั้งสองทีมต้องทำการปรับตัว ฉะนั้นเรตราคา
ที่ออกมาเป็นเจ้าบ้านมีต่อหนึ่งช่วงตัวครึ่ง น่าจะแพงไป

สรุป : อยู่ปืน ยืนยิ้มแฉ่ง ❤️

16/06/2020

. เกมรับหนักแน่น บู๊ บด สด ไม่เคยถอย
เกมบุกดุเดือด เลือดวัยรุ่น กลั่นมาจากหัวจิต
หัวใจ​ที่ข้นคลั่กไปด้วยสีแดงของเด็กหนุ่มวัย 20 ปี นามว่าแบรนดอน วิลเลี่ยมส์

-

กับฟุตบอลยุคปัจจุบันที่การแข่งขันเข้มข้นเหมือนกาแฟดำ​ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับนักเตะอายุน้อยสักคนที่จะสอดแทรกตัวเองขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับทีมใหญ่ไซส์โค้กพี่บิ๊ก
อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าคุณไม่เจ๋ง ไม่แจ๋ว เหมือนแดง ไบเล่ มันก็ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปอีก

แต่สำหรับแบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แบ็กซ้ายเลือดผู้ดีวัยย่าง 20 ปี​มันชัดเจนว่าเขามีคุณสมบัติพร้อมมากพอในการที่จะก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ผีแดงอย่างเต็มตัว

ซีซั่น 2019-2020 ถือเป็นซีซั่นที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง​สำหรับชีวิตของไอ้หนุ่มหน้ามน
ที่เกิดในปี 2000 อย่างเขา

บันทึกไว้ว่าเดือนกันยายน 2019 คือเดือนที่
แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ได้ประเดิมเสื้อผีครั้งแรกในเกมคาราบาว คัพ แล้วต่อมาก็ยังได้โอกาส
ให้เล่นต่อในเกมยูโรป้า ลีก ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

และเพียงเท่านั้นเองที่ผู้หลักผู้ใหญ่เล็งเห็นว่าเด็กคนนี้มันไม่ต่างอะไรกับคชสารเผือก ที่ต้องรักษาเอาไว้ จึงจับต่อสัญญายาวออกไปถึงปี 2022

ก่อนที่เขาจะฉลองสัญญาใหม่ด้วยการถูกส่งลงสนามในเกมแดงเดือด​ ณ โรงละครแห่งความฝัน
โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

และหลังจากนั้นเป็นต้นมาแฟนผีก็พบว่าชื่อของ
แบรนดอน วิลเลี่ยมส์​ กลายเป็นชื่อที่พวกเขาสามารถฝากความคาดหวังว่าจะเป็นอนาคตสดใส
ของสโมสรได้

ด้วยความที่พื้นฐานครอบครัวเป็นเด็กผีแทบยกกระบิ​ ทำให้เขาไม่มีปัญหาเรื่องความทุ่มเท
นั่นเพราะ...
“ครอบครัวภูมิใจในตัวผมมาก แน่นอนว่าครอบครัวของผมเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
การที่ผมได้ก้าวมาเล่นกับทีม จึงเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับพวกเขา ตั้งแต่จำความได้ ผมก็เป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด​ เป็นแบบนี้เสมอมา คุณไม่รู้หรอกว่าสโมสรยิ่งใหญ่ขนาดไหน กระทั่งคุณได้เดินทางไปต่างประเทศกับทีม คุณจะเห็นได้ว่า
แฟนบอลพันธุ์แท้ของปีศาจแดง มีมากกว่าคนในประเทศอังกฤษ เสียอีก”

และด้วยความที่เป็นแฟนบอลปีศาจแดง นั่นทำให้เขาได้เฝ้ามองทีมชุดยิ่งใหญ่​ของท่านเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน มาตลอดเวลา ซึ่งเขาก็มีนักเตะในดวงใจ
ซึ่งอยากก้าวไปเป็นแบบนั้นบ้าง และมันน่าสนใจเพราะขวัญใจของเขาไม่ใช่พวกผู้เล่นกองหน้า หากแต่เป็นปาทริซ เอฟร่า อดีตแบ็คซ้ายชาวฝรั่งเศสของทีม

“ผมอยากเดินตามรอยปาทริซ เอวร่า เขาเป็นคนที่คอยนั่งลง และให้คำแนะนำผมมากมายอาทิ ความหมายของการเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงการเล่นกับสโมสรแห่งนี้เป็นเวลา 15-20 ปี
ขณะที่คนของสโมสรอย่างนิคกี้ บัตต์ ที่รับหน้าที่ดูแลอคาเดมี่ เขาคอยให้คำแนะนำที่มีคุณค่าต่อคุณเหมือนกัน”

อย่างที่บอกครับว่าเด็กคนนี้สอบผ่านฉลุยเรื่องหัวใจที่ฉาบไปด้วยความเข้มแข็งและทัศนคติการเล่นที่พร้อมบู๊เพื่อตราสโมสรปีศาจแดง

แม้ปีนี้เขาจะเจอกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากมาย​ ซึ่งก็เป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

อนาคตยังอีกไกลก็จริง และแบรนดอน วิลเลี่ยมส์
ก็ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมา ซึ่งนี้มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่งสำหรับเด็กหนุ่มวัย 20 ปีคนหนึ่ง

ซึ่งอาจจะก้าวไปเป็นเหมือนปาทริซ เอฟร่า ไอดอลของเขานั่นเอง

15/06/2020

• จากนักฟุตบอลฮีโร่ของชาติ
สู่สถานะผู้ลี้ภัยการเมืองโทษประหาร •

.. นี่คือเรื่องราวของชายที่ชื่อ ...

🇹🇷 ฮาคาน ซูเคอร์ 🇹🇷

-

ในวงการฟุตบอล นี่คืออดีต
ตำนานกองหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศตุรกี
ที่เคยพาทีม'ไก่งวง'คว้าอันดับสามใน
ฟุตบอลโลกปี 2002 ฉบับเอเชีย

กับสถิติการลงรับใช้ชาติ 112 นัด
ยิง 51 ประตู ซึ่งเป็นเรคคอร์ดดาวยิงสูงสุด
ที่ยังไม่มีกองหน้าชาวเติร์กคนใดสามารถ
โค่นลงได้จนถึงทุกวันนี้

ในระดับสโมสรกับทีมกาลาตาซาราย
เค้าคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ
มากมายถึง 8 สมัย กับฟุตบอลถ้วย
เตอร์กิช คัพ 5 สมัย

โดยเฉพาะการผงาดคว้าแชมป์
ฟุตบอลถ้วยเล็กของทวีปยุโรป
ยูฟ่า คัพ เมื่อปี 1999-2000
ด้วยการโค่นอาร์เซน่อล
ทีมดังจากประเทศอังกฤษ

เคยออกมาค้าแข้งให้กับ
อินเตอร์ มิลาน ,โตริโน่และปาร์ม่า
ในเวทีกัลโช่ อิตาลี

ก่อนจะประกาศยุติเส้นทางสาย
ลูกหนังเอาไว้เมื่อปี 2008
และหันไปประกอบอาชีพ
นักวิจารณ์เกม , งานโค้ช
แต่สุดท้ายด้วยหัวใจที่ร่ำร้อง
เจ้าตัวจึงตัดสินใจกระโจนเข้า
เวทีการเมืองระดับชาติ

-

จนกระทั่ง ปี 2011
ฮาคาน ซูเคอร์ ได้รับเลือก
จากเสียงประชาชนให้เข้าไปทำหน้าที่
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมือง
ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ ประธานาธิบดี
เรเซ็ป เทย์ยิป เออร์โดกัน

ซูเคอร์ ทำงานในบทบาท ส.ส.
ได้เพียง 2 ปี ก็ลาออกเพื่อมา
เดินแผนงานใต้ดินในการโค่นล้ม
รัฐบาลของ เออร์โดกัน

“วันแรกที่ผมเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรค​ AKP
อุดมการณ์เรายังสอดคล้องกันอยู่ แต่การเมือง
ในแบบของเออร์โดกัน​ มันไม่ใช่หนทางที่จะนำ
พาชาติเราไปสู่แสงสว่าง​ เขาเลือกสานไมตรีกับ
ประเทศกลุ่มตะวันออกมากกว่ายุโรป​ ผมจึงตัด
สินใจลาออกมา”

ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของฮาคาน​ ซูเคอร์ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป​ เพราะมีทั้งการข่มขู่คุกคามเมากมายเกิดขึ้นทั้งกับเขาเองและคนในครอบครัว

จนกระทั่ง​ 3 ปีต่อมา​ ได้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร
ในปี 2016 จากฝีมือของนายทหารระดับชั้นนายพลซึ่งมีกองกำลังในการปฏิบัติการส่วนหนึ่ง... พวกเขาระเบิดรัฐสภา​ และลั่นไกใส่ผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล
เกิดเป็นความสูญเสียจำนวนมากทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ทว่า มันกลับเป็นการทำรัฐประหาร
ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง​ เพราะฝ่ายปฎิวัติไม่อาจ
กุมสถานการณ์ได้​ จนพ่ายแพ้แก่รัฐบาล

มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากเหตุการณ์
รัฐประหารเป็นจำนวนมากพอสมควร

ต่อมารัฐบาลตุรกีดำเนินการสอบสวน
เหตุครั้งนี้ พร้อมกับจับกุมผู้ที่มีส่วนสมรู้ร่วมคิด
ซึ่ง ฮาคาน ซูเคอร์ เป็นหนึ่งในคนที่ถูกรัฐบาล
สั่งล่าตัวมาสอบสวน พร้อมกับคนอื่นๆอีก
กว่า 350 คน ขณะที่ เซอร์เม็ต ซูเคอร์ พ่อของตำนานดาวเตะรายนี้ ได้ถูกจับตัวไปคุมขัง

ว่ากันว่า ซูเคอร์และบิดา
คือสมาชิกองค์กรใต้ดินของ
เฟตุลลาห์ กุเลน นักศาสนา
ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนโค่นล้ม
รัฐบาลและเป็นผู้นำในการปฏิวัติในครั้งนั้น

หากย้อนความกลับไป ความจริงแล้ว
ครอบครัว ซูเคอร์ มิได้มีสายเลือดชาวเติร์ก
แต่อย่างใด เพราะพ่อคือผู้ลี้ภัยชาวอัลแบเนีย
ส่วนแม่เป็นชาวมาซิโดเนีย ซึ่งหอบหิ้วครอบครัว
หนีภัยสงครามมาพักพิงอาศัยประเทศตุรกี

กลับมาที่การตามล่าตัว
ฮาคาน ซูเคอร์ โดยการตามล่าตัว
ของรัฐบาลนั้นไม่พบตัวซูเคอร์และครอบครัว
ซึ่งตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเจ้าตัวได้ลี้ภัยมาอยู่
รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
พร้อมกับลูกสามคนกับภรรยาคนที่สอง

เรียกว่าไหวตัวทันซะก่อน
จึงรอดจากการถูกไล่ล่ามาได้

แต่การย้ายถิ่นฐานโดยที่ไม่ได้มีการตระเตรียม
ทำให้ฮาคาน​ ซูเคอร์​ ต้องมาเริ่มชีวิตใหม่จากศูนย์
เงินทองที่เคยเล่นฟุตบอลหามาได้​ ถูกทิ้งไว้ที่ตุรกี
แถมคุณพ่อของเขายังถูกรัฐบาลจับตัว​ เพราะหลบ
หนีออกมาไม่ทัน​ เช่นเดียวกับคุณแม่ที่ถูกกุมตัวไว้
(ก่อนถูกปล่อยในภายหลัง)

“พวกเขาเอาทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผมไปทั้งหมด
รวมถึงผู้คนที่เคยข้องแวะกับผม​ ทุกอย่างแม้กระทั่งแผ่นดินเกิดของผมพวกเขา(หมายถึงรัฐบาลตุรกีของนายเออร์โดกัน)​ ก็เอามันไป

ฮาคาน ซูเคอร์
อาศัยในสหรัฐฯในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง
และเลี้ยงชีพด้วยการเปิดร้านเบเกอรี่
ชื่อ " Tuts " ซึ่งขายขนมปังในแบบฉบับ
ชาวตุรกีรวมไปถึงกาแฟอยู่ในแคลิฟอเนียร์
ว่ากันว่าขายดีได้รับความนิยม​เป็นอย่างมาก
แถมยังรับงานขับรถอูเบอร์หาเลี้ยงครอบครัวเป็นช่องทางเสริม

ซึ่งในช่วงที่ย้ายมาสหรัฐฯแรกๆนั้น
ซูเคอร์ เคยได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับงาน
ในวงการฟุตบอลจากหลายทีมในอเมริกา
ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธไปหมด ... อาจเพราะ
ยังคงมีหวังว่า สักวันจะได้กลับไปยัง
แผ่นดินที่แฟนบอลเคยเชิดชูเค้าและเรียก
เค้าว่า " คิง ฮาคาน " หรือเปล่า ?

“เสรีภาพคือสิ่งสำคัญ ผมไม่ได้เกลียดประเทศของผม​ ผมเป็นศัตรูในสายตารัฐบาล​ แต่ผมไม่ใช่พิษภัยสำหรับประเทศตุรกี​ ผมรักธงชาติของผม​ ผมรักประเทศของผม​ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งแสงสว่าง
จะนำทางพวกเราอีกครั้ง”

15/06/2020

. หลังจากที่รอคอยมานาน ในที่สุดลูกหนังพรีเมียร์ ลีก
อันถูกเคลมว่าเป็นลีกมหาชนที่อุดมไปด้วยอัตราความมันส์มากที่สุด ก็จะได้ฤกษ์กลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้ง หลังต้องหยุดพักไปชั่วคราวร่วมสามเดือนจากวิกฤติไวรัสโควิด-19
ที่ระบาดหนัก

สถานการณ์ล่าสุดแบบคร่าวๆก็อย่างที่ทราบกันดีว่า
ตำแหน่งแชมป์นั้น คงต้องบอกว่าไม่(น่า)มีอะไรผิดพลาด
ไปจากหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่ผลงานบ้าระห่ำ เตะมา 29 นัด ชนะไปซะ 27 หลุดเสมอกับแพ้อย่างละหนึ่ง มี 82 คะแนน
ทิ้งห่างแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ห่างสุดกู่ 25 คะแนน

แม้ในทางทฤษฎียังพอมีความเป็นไปได้ที่หงส์แดง อาจแหกโค้งจนผ้าป่าระเนระนาด แต่ในทางปฎิบัติจริง มันคงเป็นไปแทบไม่ได้เลยที่ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์
จะสะดุดแพ้ 8 เกมจาก 9 นัดสุดท้าย

คืออย่าว่าแต่แช่งให้หงส์แดงแพ้ 8 นัด ที่เป็นไปไม่ได้เลย
แม้กระทั่งว่าถ้าลิเวอร์พูล แพ้ 8 นัดจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมา
การันตีว่าผู้ตามอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะสามารถเก็บสามคะแนนได้ทุกนัดในระหว่างที่ลิเวอร์พูลแพ้ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ของการลุ้นแชมป์นั้น คงต้องกล่าวคำว่า "มันจบแล้วครับนาย" ได้อย่างไม่ขัดเขินอะไร

-

ส่วนที่ลุ้นสนุกจริงๆของพรีเมียร์ ลีก ที่เหลืออยู่ในเวลานี้ก็คือการขับเคี่ยวกันของทีมอันดับที่ 4 จนถึงอันดับที่ 9 ประกอบไปด้วย เชลซี , แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส , เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด , ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และ อาร์เซน่อล

เพราะทั้งหกทีมเหล่านี้ ยังคงมีลุ้นกับการชิงตั๋วใบสุดท้ายไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยช่องว่างของแต้มที่ห่างกันตั้งแต่อันดับสี่อย่างเชลซี จนถึงอันดับเก้าอาร์เซน่อล
อยู่ที่ 8 คะแนนเท่านั้น

โดยม้าแข่งสองตัวหลักที่อยู่ในโฟกัสก็คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ฟอร์มในช่วงหลังนั้นไม่แพ้ใครมานานถึง 11 เกมติดรวมทุกรายการ

ส่วนเชลซีของแฟร้งค์ แลมพาร์ด ถือว่าเหนียวแน่นกับอันดับสี่มาโดยตลอด เพราะแม้จะมีหลุดพลาดแพ้ พลาดเสมอไปบ้าง ทว่าผู้ตามก็มักจะสะดุดตามจนไม่มีทีมใหนแซงขึ้นมาได้เลย

แต่ต้องไม่ลืมว่าฟุตบอลไม่เคยมีอะไรแน่นอน ยิ่งในช่วงสามเดือนที่ฟุตบอลหยุดพักไป ทำให้หลายทีมได้นักเตะที่บาดเจ็บหายกลับมาฟิตซ้อม พร้อมลงสนามได้ ก็จะยิ่งทำให้การแข่งขันมันเข้มข้นมากขึ้น

เอาอย่างใกล้ตัวเชลซี ก็คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับห้า ที่ตามหลังสิงโตน้ำเงินคราม แค่ 3 คะแนน แถมลูกได้เสียเมื่อบวกลบมาแล้วทีมของกุนซือหน้าทารก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังดีกว่า ฉะนั้นถ้าเชลซี ประมาทเพียงนิดเดียว อันดับสี่ที่คั่วมานานก็อาจเปลี่ยนมือได้ทันที

ขุมกำลังของปีศาจแดง ยังมีความพร้อมเพิ่มขึ้น จากการได้ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กลับมาจากอาการบาดเจ็บที่กระดูกฝ่าเท้า รวมเข้ากับของเดิมที่ได้มาเสริมทีมใหม่เมื่อช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมาอย่างบรูโน่ แฟร์นานเดส ทำให้หลายฝ่ายมองกันว่าการขับเคี่ยวชิงตั๋วไปฟุตบอลยุโรป จะทวีความสนุกและสูสีกันแน่นอน

และในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งเชลซีกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด เพราะผู้ที่ตามหลังมาอย่าง วูล์ฟแฮมตัน วันเดอเรอร์ส กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็มีผลงาน
ที่แข็งแกร่งในซีซั่นนี้ และพร้อมจะเป็นม้ามืดที่ปาดหน้าคว้าโควต้าแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครองได้เหมือนกัน

ส่วนอีกสองทีมใหญ่จากเมืองลอนดอนอย่างท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และ อาร์เซน่อล แม้ผลงานซีซั่นนี้จะไม่ค่อยโสภามากนัก แต่ด้วยช่องห่างของแต้มเพียงแค่ 7-8 แต้ม มันก็จึงทำให้ยังไม่อาจกาชื่อพวกเขาออกจากเส้นทางได้อย่างเต็มตัว

สรุปสถานการณ์ของทีมที่กำลังคั่วตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก
เป็นดังนี้ครับ

4.เชลซี มี 48 แต้ม
5.แมนฯยูไนเต็ด มี 45 แต้ม
6.วูล์ฟแฮมตัน วันเดอเรอร์ส มี 43 แต้ม
7.เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด มี 43 แต้ม (แข่งน้อยกว่า 1 นัด)
8.ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มี 41 แต้ม
9.อาร์เซน่อล มี 40 แต้ม (แข่งน้อยกว่า 1 นัด)

ในส่วนของเกมที่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล
แข่งน้อยกว่าชาวบ้านเขาหนึ่งนัด ก็จะเป็นเกมตกค้าง
ที่โดนยกเลิกไปในช่วงเดือนมีนาคม หลังจากที่โควิด-19 บุกอาละวาด ซึ่งทีมดาบคู่ จะมีคิวต้องไปเยือน แอสตัน วิลล่า
และอาร์เซน่อล ไปเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้

โดยทั้งสองเกมนี้ จะเป็นโปรแกรมการแข่งขันประเดิมนัดแรกหลังการรีสตาร์ทฟุตบอลลีก ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เพื่อให้ทั้ง 20 ทีมลงเตะเท่ากัน จากนั้นก็จะรันการแข่งขันต่อเนื่องไปเลย

-

เกมสำคัญคือการพบกันระหว่างแมนฯซิตี้ กับ อาร์เซน่อล
ที่ไม่ใช่มีเดิมพันแค่พื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก สำหรับไอ้ปืนใหญ่เท่านั้น แต่มันอาจจะเป็นเกมตัดสินแชมป์อย่างเป็นทางการไปในตัว

นั่นเพราะถ้าเรือใบสีฟ้า พลาดท่าคาบ้านตัวเอง
แล้วจ่าฝูง ลิเวอร์พูล ที่จะลงสนามในช่วงสุดสัปดาห์ ทำศึกผ่าเมืองกับเอฟเวอร์ตัน แล้วขุนพลหงส์แดง กำชัยได้ ก็จะเป็นการยืนยันทันทีว่าลิเวอร์พูล จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีก

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับพรีเมียร์ ลีก จบทันทีตั้งแต่สัปดาห์แรกที่กลับมาทำการแข่งขัน

-

ในส่วนของท้ายตาราง หลายฝ่ายกาชื่อทีมตกชั้นไปแล้วหนึ่งทีมคือ นอริช ซิตี้ ที่อมบ๊วยมี 21 คะแนน ห่างจากอันดับสิบเก้า 4 แต้ม และห่างโซนปลอดภัยหกคะแนน

และตั๋วสู่แชมเปี้ยนชิพฤดูกาลหน้าอีกสองใบ จะเป็นเรื่องของไบรท์ตัน , เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ,วัตฟอร์ด , บอร์นมัธ และ แอสตัน วิลล่า ที่แต้มห่างกันตั้งแต่อันดับ 15-19 เพียงแค่สี่คะแนนเท่านั้น

-

นั่นคือภาพรวมโดยคร่าวๆของศึกพรีเมียร์ ลีก ที่กำลังจะกลับมาลงทำการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานร่วมสามเดือน เพราะวิกฤติไวรัสระบาด

การกลับมาครั้งนี้จะมีบางสิ่งอย่างแปลกตาไปบ้าง เช่นธรรมเนียมการจับมือก่อนเกมที่จะถูกยกเลิกไปก่อน
, สนามฟุตบอลที่จะไม่มีแฟนบอลเข้าชม , โควต้าตัวสำรองจะสามารถเปลี่ยนตัวเพิ่มได้ จากปกติสามคนก็เป็นห้าคน แต่จะต้องเป็นการเปลี่ยนกรอบจำนวนสามครั้งเท่านั้น
(ขอเปลี่ยนตัวได้สามครั้ง แต่โควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่นใช้ได้ 5 คน)

ถือเป็นข่าวดีของมิตรรักแฟนบอล ที่เสพติดฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ห่อเหี่ยวหัวใจไปตามๆกันเพราะไม่มีฟุตบอลให้รับชม

กลับมาแล้วครับ 17 มิถุนายนนี้ พรีเมียร์ ลีก กลับมาแล้ว
กาหัวปฎิทินเอาไว้ จะได้ไม่พลาดความสนุกที่เรารอคอย

ส่วนกลับมาแล้วจะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมเข้ามาให้ปวดหัวอีกมั้ย อันนี้เป็นเรื่องในอนาคต ค่อยลุ้นกันอีกทีครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10310