25/09/2026
เพื่อนเอ๋ย หันหลังกลับเถิด ตอนที่ 1/2
ก่อนหน้านี้ ผมเคยเล่าเรื่องราวของ เอ็ด วีสเตอส์ (Ed Viesturs) ตำนานนักปีนเขาชาวอเมริกันไปแล้ว เขาคือเจ้าของวาทะเด็ดที่ว่า "การขึ้นสู่ยอดเขานั้นเป็นแค่ทางเลือก แต่การรอดชีวิตกลับลงมาให้ได้นั้นคือสิ่งจำเป็น" หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า เอ็ด วีสเตอส์ มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมบนยอดเขาเอเวอเรสต์เมื่อปี 1996 ด้วย
และสำหรับท่านที่ยังไม่เคยติดตามเรื่องนี้มาก่อน ผมขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ ครับ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.ศ. 1996 เกิดเหตุพายุหิมะพัดถล่มยอดเขาเอเวอเรสต์อย่างรุนแรง คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 8 รายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง นับเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การพิชิตเอเวอเรสต์ ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้นรวมถึงไกด์นำทางชื่อดังระดับโลกอย่าง ร็อบ ฮอลล์ (Rob Hall) จากบริษัท Adventure Consultants และ สก็อตต์ ฟิชเชอร์ (Scott Fischer) จากบริษัท Mountain Madness เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือขายดีอย่าง Into Thin Air เขียนโดย จอน คราเคาเออร์ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต และเรื่องราวนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Everest (2015)
ผมยังจำได้ดีว่าตอนดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ว่าผมลุ้นระทึกแค่ไหน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าตอนจบของเรื่องราวเป็นอย่างไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบคือ เอ็ด วีสเตอส์ เองก็มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย (ในภาพยนตร์ก็มีตัวละครที่รับบทเป็นเขาอยู่) เพราะในขณะที่เกิดโศกนาฏกรรม ตัวเขาประจำอยู่ที่เบสแคมป์เพื่อร่วมถ่ายทำสารคดี IMAX เรื่อง Everest (1998) และที่สำคัญ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นต่างก็เป็นเพื่อนสนิทที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับเขามาแล้วหลายครั้ง
เรื่องราวที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ตีพิมพ์ในนิตยสาร National Geographic Adventure ฉบับเดือนกันยายน 2006 ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเหตุการณ์จากมุมมองของ เอ็ด วีสเตอส์ เองครับ
-------------------------------
ในฤดูใบไม้ผลิปีนั้น มีนักปีนเขาไปรวมตัวกันทางฝั่งใต้ของเอเวอเรสต์มากเป็นประวัติการณ์ มีทั้งทีมจากไต้หวัน 13 คน, ทีมแอฟริกาใต้ 21 คน, ทีมรวมนักปีนเขาชาวอังกฤษ เดนมาร์ก และฟินแลนด์อีก 9 คน, ทีมอเมริกัน 6 คน รวมถึงชาวสวีเดนชื่อ เยอราน โครปป์ (Göran Kropp) ผู้มุ่งมั่นจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการปั่นจักรยานจากสวีเดนมายังเอเวอเรสต์แล้วปีนขึ้นยอดเขาเพียงลำพัง นอกจากนี้ยังมีทีมถ่ายทำสารคดี IMAX ของพวกเราอีก 12 คน และที่ขาดไม่ได้คือทีมนักปีนเขากลุ่มใหญ่สองทีมที่มาพร้อมกับลูกทัวร์ นำโดยเพื่อนสนิทและอดีตคู่นักปีนเขาหิมาลัยของผมอย่าง สก็อตต์ ฟิชเชอร์ และ ร็อบ ฮอลล์ โดยทีม Mountain Madness ของสก็อตต์มี 23 คน ส่วนทีม Adventure Consultants ของร็อบมี 25 คน
ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาเจอกับสก็อตต์และร็อบอีกครั้ง ผมมีความทรงจำที่น่าประทับใจจากการทำงานเป็นไกด์บนเอเวอเรสต์ร่วมกับร็อบในปี 1994 และ 1995 รวมถึงการปีนเขาร่วมกันบนยอดเขาโชโอยู, โลตเซ, มาคาลู และกาเชอร์บรุม 2 ส่วนสก็อตต์กับผมก็มีความผูกพันที่แน่นแฟ้นจากการร่วมชะตากรรมบนยอดเขาเคทู (K2) ในปี 1992 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เฉียดตายที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ มันราวกับว่าเพื่อนพ้องนักปีนเขาที่สนิทที่สุดของผมทุกคนได้มารวมตัวสังสรรค์กันที่นี่
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเราทีมงาน IMAX ของผู้กำกับ เดวิด บรีเชียร์ส (David Breashears) ต่างก็กังวลใจอย่างมากกับจำนวนคนที่พากันมาพิชิตเอเวอเรสต์ คนที่มากเกินไปจะสร้างปัญหาให้กับการถ่ายทำสารคดี เราไม่อยากให้ผู้ชมเห็นภาพนักปีนเขาหลายสิบคนเดินลากขาเหนื่อยหอบอยู่เป็นฉากหลังจนพาให้สงสัยว่า "คนพวกนั้นคือใครกัน?"
นอกจากเรื่องภาพถ่ายแล้ว จำนวนคนที่แออัดยังสร้างปัญหาด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในจุดที่เปิดโล่งและอันตรายที่สุดของเส้นทางเซาท์โคล (South Col) ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปบนสันเขาช่วงสุดท้าย ตรงจุดที่ยากลำบากอย่าง ฮิลลารีสเต็ป (Hillary Step) ที่อยู่ต่ำกว่ายอดเขาเพียง 250 ฟุต (76 เมตร) หากมีนักปีนเขามากเกินไปจนต้องเข้าแถวเรียงเดี่ยวปีนขึ้นไป มันจะกลายเป็นคอขวดทันที และคนที่เดินช้าที่สุดจะกลายเป็นผู้กำหนดความเร็วของทุกคนในแถว
ร็อบกำหนดวันที่ 10 พฤษภาคม ไว้ในใจให้เป็นวันพิชิตยอดเขา เพราะวันนั้นเคยเป็นวันนำโชคของเขาในอดีต ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี จะมีหน้าต่างสภาพอากาศที่ลมสงบและท้องฟ้าแจ่มใสโผล่มาช่วงสั้นๆ ซึ่งเกิดจากการที่มรสุมประจำปีจากอินเดียเริ่มเคลื่อนตัว ดันมวลอากาศและผลักกระแสลมกรด (Jet Stream) ให้พ้นไปจากเอเวอเรสต์ บางปีช่วงเวลานี้อาจมาถึงตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม แต่บางปีก็อาจล่าช้าไปจนถึงปลายเดือน จากประสบการณ์ของร็อบ วันที่ 10 พฤษภาคม คือวันที่อยู่กึ่งกลางของช่วงเวลานั้นพอดี แต่พอมองย้อนกลับไป บางทีเขาอาจจะยึดติดกับวันที่ในปฏิทินที่ตั้งขึ้นมาเองมากเกินไปหน่อย
ร็อบกับสก็อตต์เป็นเพื่อนกัน แต่ก็เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นเมื่อร็อบเลือกวันที่ 10 พฤษภาคม สก็อตต์ก็เลยเลือกวันเดียวกัน ในขณะเดียวกัน ทีมจากไต้หวันก็ตัดสินใจจะขึ้นยอดเขาในวันนั้นด้วย นั่นหมายความว่าในวันที่ 10 พฤษภาคม จะมีคนเกือบ 40 คนเบียดเสียดกันขึ้นสู่ยอดเขา
ระหว่างการประชุมหัวหน้าทีมที่เบสแคมป์ เราตกลงกันว่าทีม IMAX ของเราจะออกเดินทางล่วงหน้ากลุ่มอื่นไปก่อนหนึ่งวัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจะขึ้นสู่ยอดเขาในวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่งจะทำให้เรามีพื้นที่โล่งกว้างเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการถ่ายทำที่สุด
ช่วงเย็นของวันที่ 7 พฤษภาคม พวกเราปักหลักอยู่ที่แคมป์ 3 บนหน้าผาโลตเซ ที่ระดับความสูง 24,000 ฟุต (7,315 เมตร) แผนคือจะขึ้นไปแคมป์ 4 บนเซาท์โคลในวันรุ่งขึ้น แล้วขึ้นยอดเขาในวันที่ 9 พฤษภาคม ทีมนักปีนเขาอื่นๆ (หลักๆ คือทีมของร็อบและสก็อตต์) จะตามหลังเรามาติดๆ ในอีกแค่วันเดียว ตารางเวลาของเราจึงไม่มีความยืดหยุ่นเลยแม้แต่น้อย ขณะที่เราอยู่แคมป์ 3 พวกเขากำลังตั้งแคมป์กันอยู่ที่แคมป์ 2 ในบริเวณเวสเทิร์นคุม (Western Cwm) ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเราลงไปเพียง 2,800 ฟุต (853 เมตร)
เย็นวันนั้นพวกเราตื่นเต้นกันมาก เราเตรียมตัวและทำงานหนักมาตลอดทั้งปี และผลลัพธ์ของมันกำลังจะปรากฏในอีกสองวันข้างหน้า ถึงกระนั้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเฝ้าจับตาสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ทุกๆ บ่ายจะมีเมฆดำพัดเข้ามาปกคลุม และลมบนสันเขาที่ทอดยาวสู่ยอดก็ยังพัดกระหน่ำรุนแรงเกินไป วันที่ท้องฟ้าโปร่งและลมสงบยังมาไม่ถึงเสียที
เช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ตอนตื่นขึ้นมาที่แคมป์ 3 ผมรู้สึกตงิดใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ ผมปรึกษากับเดวิดและผู้ช่วยผู้กำกับ โรเบิร์ต ชาเออร์ (Robert Schauer) ซึ่งเป็นนักปีนเขาฝีมือฉกาจ พวกเราทั้งสามคนเห็นตรงกัน สภาพอากาศพอใช้ได้ แต่ยังไม่ดีพอ เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดไปแตะยอดเขา แต่เราต้องถ่ายฟุตเทจสวยๆ ด้วยกล้อง IMAX ขนาดเทอะทะ เราต้องการสภาพอากาศที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเรามีโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว เดวิดกับผมเห็นพ้องกันว่า เรายังมีเสบียงและอุปกรณ์ตุนไว้อีกเพียบที่แคมป์ 2 และยังมีเวลาอีกตั้งสองถึงสามสัปดาห์ก่อนมรสุมลูกใหญ่จะเข้า เราคงจะโง่มากหากดันทุรังไปตอนนี้ในขณะที่อากาศยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ มติของเราเป็นเอกฉันท์ เราจะถอยกลับลงไปที่แคมป์ 2 แล้วรออยู่ที่นั่นก่อน
ดังนั้น แทนที่จะดันขึ้นไปยังเซาท์โคลในวันที่ 8 พฤษภาคม เรากลับโรยตัวลงตามเชือกที่ตรึงไว้ ไม่นานนักเราก็สวนทางกับทีมของร็อบและสก็อตต์ที่กำลังไต่สวนขึ้นมา หัวหน้าทีมทั้งสองถามผมว่า "พวกนายกำลังทำอะไรกันน่ะ?" ผมตอบไปว่า "ถอยลงไปข้างล่าง มีความรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่"
แน่นอนว่าสีหน้าประหลาดใจของพวกเขาทำให้เราแอบไขว้เขว เรากำลังทิ้งโอกาสทองเพียงครั้งเดียวในการขึ้นยอดเขาไปหรือเปล่า? แต่ผมเคยเห็นอาการ "ไข้ยอดเขา" (Summit Fever - ภาวะหน้ามืดตามัวอยากขึ้นยอดเขาจนละทิ้งเหตุผล) มานักต่อนัก หากมีคนแปดคนมุ่งหน้าขึ้นไป มันมักจะล่อใจให้อีกสิบคนเดินตามไปด้วย บรรยากาศจะกลายเป็น "อ้าว พวกคุณจะขึ้นวันนี้เหรอ? งั้นเราก็ควรจะไปเหมือนกัน" แต่จำไว้ว่าบนเอเวอเรสต์ คุณต้องตัดสินใจด้วยตัวเองเท่านั้น
ตรงจุดตัดบนหน้าผาโลตเซนั้นเอง ผมจับมือกับร็อบและสก็อตต์ สวมกอดพวกเขาแน่นๆ แล้วบอกว่า "ขอให้โชคดีและปีนเขาอย่างปลอดภัยนะ" หลังจากกอดตอบ ร็อบก็พูดว่า "แล้วเจอกันข้างล่างนะเพื่อน" ผมตอบเขากลับไปว่า "ลงมาถึงข้างล่างกันเมื่อไหร่ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเบียร์เอง"
เช้าวันถัดมา วันที่ 10 พฤษภาคม เรารู้ว่าทีมของร็อบและสก็อตต์น่าจะออกเดินทางจากเซาท์โคลตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนเพื่อมุ่งหน้าสู่ยอดเขา เช้าวันนั้นอากาศดีสมบูรณ์แบบ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่พวกเขาจะไม่ไป พวกเรามีกล้องโทรทรรศน์ตั้งอยู่ที่แคมป์เพื่อเฝ้าดูความคืบหน้าของพวกเขา แม้เราจะไม่ได้ติดต่อทางวิทยุกับทีมข้างบนโดยตรง แต่เราคุยผ่านพอลลา ภรรยาของผมที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเบสแคมป์ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ได้
เวลาประมาณ 14.00 น. (ซึ่งเป็นเวลามาตรฐานเส้นตายที่นักปีนเขาเอเวอเรสต์ควรจะหันหลังกลับลงมาได้แล้ว) เราส่องกล้องโทรทรรศน์เห็นนักปีนเขากระจายตัวอยู่ตามสันเขาเบื้องบน พวกเขาดูเหมือนจุดเล็กๆ สีแดงสีเหลืองที่กำลังยืนต่อแถวรอคิวปีนผ่านฮิลลารีสเต็ป สิ่งที่น่าตกใจคือ จุดเล็กๆ เหล่านั้นยืนนิ่งสนิทเป็นเวลานานโดยไม่มีการขยับเขยื้อน ดูท่าทางแล้วน่าจะเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ
ตอนนั้นมีคนจำนวนหนึ่งขึ้นถึงยอดเขาแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ระหว่างปีนขึ้นไป ขณะที่ตาจ้องผ่านกล้องโทรทรรศน์ ผมเผลอพึมพำออกมาเสียงดัง ราวกับหวังว่าจุดเล็กๆ เหล่านั้นจะได้ยินเสียงผม "พวกนาย ออกเดินทางกันตั้งแต่เที่ยงคืน นี่มันบ่ายสองแล้วนะ! กว่าจะถึงยอดเขา ก็น่าจะบ่ายสามบ่ายสี่แล้ว" ขณะที่ผมเฝ้ามองแถวคนที่แทบจะไม่ขยับ ผมเริ่มใจคอไม่ดีและเต็มไปด้วยความกังวล "พวกนายทำบ้าอะไรกันอยู่? ตื่นสิ! หันหลังกลับ หันหลังกลับลงมาเถอะ" ผมได้แต่เฝ้าอ้อนวอน
จากนั้นพายุลูกใหญ่ก็พัดโหมกระหน่ำ ยอดเขาถูกกลืนหายไปในมวลเมฆที่ลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุดทัศนวิสัยของเราก็ถูกตัดขาด แม้กระทั่งพื้นที่ใต้เซาท์โคลก็มองไม่เห็น ในขณะเดียวกัน สถานการณ์เบื้องบนก็กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ แบตเตอรี่วิทยุของพวกเขาเริ่มหมด เราแทบไม่รู้ข่าวคราวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างบนนั้นกันแน่ ที่แคมป์ 2 พวกเราได้แต่นั่งรออยู่ในเต็นท์ รอแล้วรอเล่า ทุกนาทีที่ผ่านไปเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหดหู่ จนกระทั่งเวลา 22.00 น. พอลลาก็วิทยุขึ้นมาแจ้งข่าวว่า "มีคนแค่ครึ่งเดียวของกลุ่มที่ออกจากเซาท์โคลเมื่อเช้า ที่กลับมาถึงแคมป์"
พวกเราสบถออกมาเสียงดัง ผมพยายามจินตนาการถึงฝันร้ายที่กำลังเกิดขึ้นข้างบนนั้น ลมพายุมืดฟ้ามัวดิน อากาศหนาวจัดทะลุกระดูก และเรารู้ดีว่าทุกคนน่าจะใช้ออกซิเจนกระป๋องกันจนเกลี้ยงแล้วในเวลานี้
ที่แคมป์ 2 ทีมของร็อบได้ตั้งเต็นท์สถานีวิทยุสั่งการไว้ เวย์กกา กุสตาฟส์สัน (Veikka Gustafsson) นักปีนเขาชาวฟินแลนด์อดีตคู่หูของผม ย้ายเข้าไปอยู่ในเต็นท์ของร็อบเพื่อนอนเฝ้าหน้าวิทยุ ส่วนพวกเรานอนอยู่ในเต็นท์ของตัวเอง เปิดวิทยุมือถือเครื่องเล็กทิ้งไว้เพื่อรอฟังข่าว แต่คืนนั้นไม่มีใครข่มตาหลับลงเลย
พวกเราลุกขึ้นมาต้มกาแฟกันตอนตีสามตีสี่ ยังคงภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์ จนกระทั่งราวๆ ตี 5 เราก็ได้ยินสัญญาณวิทยุครั้งแรกจากข้างบน มันเป็นเสียงของร็อบ พวกเราทุกคนรีบเบียดเสียดกันเข้าไปในเต็นท์วิทยุของเวย์กกาเพื่อฟังสถานการณ์สดๆ สิ่งที่ร็อบพูดทำเอาพวกเราสะเทือนใจและสับสนไปตามๆ กัน ด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและโรยแรง เขาพูดว่า "ฉันจบเห่แล้ว ฉันอยู่ตรงยอดเขาฝั่งใต้ (South Summit) นั่งตากลมอยู่ข้างนอกมาทั้งคืน ดั๊กหายไปแล้ว"
ดั๊ก ฮันเซน (Doug Hansen) คือพนักงานไปรษณีย์จากรัฐวอชิงตัน ซึ่งผมกับร็อบเคยเป็นไกด์พาเขาปีนเอเวอเรสต์เมื่อปีก่อน เราทั้งคู่ถูกชะตากับเขาทันที ดังนั้นเมื่อดั๊กต้องจำใจถอดใจหันหลังกลับที่ยอดเขาฝั่งใต้ในปี 1995 ร็อบจึงผิดหวังไม่แพ้ตัวลูกค้าเลย ดั๊กฝืนร่างกายตัวเองจนถึงขีดจำกัดจนผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลากเขากลับลงมาที่เซาท์โคล ผมต้องตะคอกใส่เขาด้วยเสียงแหบพร่าจากอาการกล่องเสียงอักเสบเพื่อให้เขาก้าวเท้าเดินต่อ แต่หลังจากการปีนครั้งนั้น ร็อบได้เสนอส่วนลดพิเศษให้ดั๊กเพื่อชวนเขากลับมาแก้มือในปี 1996 และแทบจะรับประกันความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาให้เขาเลยทีเดียว
ในภายหลัง เราได้นำข้อความวิทยุที่ร็อบส่งถึง เฮเลน วิลตัน (ผู้จัดการเบสแคมป์ของเขา) มาประติดประต่อเรื่องราว วันที่ 10 พฤษภาคม ร็อบเดินปิดท้ายขบวนลูกค้าของเขา เขาขึ้นไปถึงยอดเขาด้วยตัวเองหลังเวลา 15.00 น. เพื่อเฝ้ารอดั๊ก ผู้ซึ่งทุ่มเททุกหยาดเหงื่อแรงกายจนไม่เหลือเรี่ยวแรงสำหรับการเดินลงเขาอีกแล้ว เมื่อดั๊กปรากฏตัว ร็อบได้ไต่ลงไปหาและช่วยพยุงเขาในช่วงสุดท้าย จนกระทั่งเวลา 16.00 น. ดั๊กก็ลากสังขารขึ้นไปถึงยอดเขาจนได้ แต่นั่นหมายความว่าพวกเขาช้ากว่ากำหนดเวลาหันหลังกลับที่ร็อบเคยตั้งกฎเหล็กไว้อย่างน้อยสองชั่วโมงเต็ม ความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะช่วยให้ดั๊กพิชิตยอดเขาให้สำเร็จ ได้บดบังวิจารณญาณอันเฉียบขาดที่เขาเคยมีมาตลอดจนหมดสิ้น
ร็อบวิทยุแจ้งความสำเร็จของเขากับดั๊กไปยังเบสแคมป์ แต่เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาก็วิทยุมาอีกครั้งเพื่อบอกว่าพวกเขาเริ่มมีปัญหาและต้องการออกซิเจน ไมค์ กรูม ไกด์อีกคนในทีมของร็อบ ซึ่งกำลังประคองลูกค้าที่หมดสภาพอีกคนลงไปยังเซาท์โคล ได้ยินวิทยุของร็อบ ไมค์รู้ว่ามีถังออกซิเจนเต็มๆ สองถังซ่อนไว้ที่ยอดเขาฝั่งใต้ แต่เขาเองก็ประสบปัญหาสัญญาณวิทยุขาดหาย ทำให้ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะส่งข่าวบอกร็อบได้
ในขณะเดียวกัน ดั๊ก ฮันเซน ก็ทรุดตัวลงหมดสติที่บริเวณส่วนบนของฮิลลารีสเต็ป ร็อบไม่สามารถหย่อนตัวดั๊กลงมาตามหน้าผาสูง 12 เมตรได้เพียงลำพัง เขาจึงตัดสินใจอยู่เคียงข้างดั๊ก ยอมเสี่ยงชีวิตตั้งแคมป์ฉุกเฉินกลางแจ้งข้ามคืน (Bivouac-ในที่นี้ หมายถึงการพักโดยใช้สภาพแวดล้อมช่วยกำบัง) ที่ระดับความสูง 28,000 ฟุต (8,534 เมตร) ซึ่งแทบไม่เคยมีใครรอดชีวิตจากระดับความสูงนี้ได้แม้ในสภาพอากาศปกติ
กาย คอตเตอร์ (Guy Cotter) อดีตเพื่อนร่วมงานไกด์ของเรา ซึ่งกำลังนำทีมปีนยอดเขาปูโมรี (Pumori) ที่อยู่ใกล้เคียง ได้ยินวิทยุของร็อบที่สัญญาณเริ่มขาดๆ หายๆ เขาจึงใช้วิทยุของตัวเองอ้อนวอนให้ร็อบทิ้งดั๊กไว้แล้วลงมาที่ยอดเขาฝั่งใต้ อย่างน้อยก็เพื่อมาเอาถังออกซิเจนฟื้นฟูกำลังตัวเอง ร็อบตอบกลับมาว่าเขาสามารถลงไปได้ด้วยตัวเอง แต่ดั๊กทำไม่ได้... สี่สิบนาทีผ่านไป ดั๊กไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ก่อนเวลา 18.00 น. เล็กน้อย กายกระตุ้นให้ร็อบทิ้งดั๊กไว้เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างร็อบจะยอมทำตาม เวลาตี 2. 45 น. กายได้ยินเสียงพูดขาดห้วงผ่านวิทยุ ท่ามกลางเสียงลมพัดกระหน่ำ กายคาดว่าร็อบไม่ได้ตั้งใจจะกดวิทยุ แต่ไมค์แบบหนีบตรงสายเป้น่าจะกระแทกและเปิดทำงานเอง สิ่งที่กายได้ยินคือเสียงร็อบกำลังตะโกนว่า "ก้าวต่อไป! เดินต่อไป!" ชัดเจนว่าเขากำลังพยายามผลักดันดั๊กให้เดินลงไปที่ยอดเขาฝั่งใต้ในยามวิกาล ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำสุดขีด ด้วยพลังใจล้วนๆ
ตลอดคืนวันที่ 10 พฤษภาคมจนถึงเช้าวันที่ 11 พวกเราที่แคมป์ 2 ไม่ล่วงรู้ถึงการดิ้นรนเอาชีวิตรอดนี้เลย จนกระทั่งตีห้า เราถึงได้ยินเสียงวิทยุอันสิ้นหวังของร็อบที่เริ่มต้นด้วยประโยคชวนขนลุกว่า "ฉันจบเห่แล้ว"
เช้าวันนั้น ร็อบสามารถไต่ลงมาได้ประมาณ 350 ฟุตแนวดิ่ง (107 เมตร) จนเกือบถึงยอดเขาฝั่งใต้ เขาเอาชีวิตรอดผ่านคืนมหาโหดมาได้โดยไม่มีแม้แต่ถุงนอนฉุกเฉินคลุมตัว แต่ดั๊กได้จากไปแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าคำว่า "จากไป" ของร็อบหมายความว่าอย่างไร ดั๊กหนาวตายหรือหมดแรงตายระหว่างทางลง? เขาเหยียบหิมะพลาดแล้วร่วงตกลงไปในหน้าผาคังชุง? หรือเขาแข็งตายขณะตั้งแคมป์ฉุกเฉินข้างๆ ร็อบแล้วถูกหิมะฝังกลบ?
เสียงของร็อบผ่านวิทยุตอนนี้อ้อแอ้อย่างหนัก "ฉันติดอยู่ตรงนี้" เขาบอก "มือฉันโดนหิมะกัดจนพังหมดแล้ว เมื่อไหร่จะมีใครขึ้นมาช่วยฉันสักที?" ตอนที่นั่งฟังอยู่ในเต็นท์แคมป์ 2 เวย์กกาถึงกับหลั่งน้ำตา
ตอนนั้นเองที่เดวิด บรีเชียร์ส หันมากระตุ้นผม "เอ็ด นายใช้วิทยุที นายสนิทกับร็อบที่สุด ลองคุยกับเขาดูซิ เผื่อนายจะทำให้เขามีกำลังใจฮึดเดินต่อได้"
ตอนนั้นเรารู้จากรายงานของเซาท์โคลว่ามีคนสูญหายไปทั่วสันเขา สก็อตต์ ฟิชเชอร์ ก็ยังลงมาไม่ถึงแคมป์ แผนการคือจะให้เชอร์ปาที่ยังมีแรงไต่ขึ้นไปในช่วงเช้าวันที่ 11 เพื่อพาตัวร็อบ สก็อตต์ และผู้สูญหายคนอื่นๆ กลับลงมา แต่มันก็เป็นการเรียกร้องที่หนักหนาเกินไปสำหรับเชอร์ปาที่เพิ่งกลับจากยอดเขาเมื่อวาน แถมพายุก็ยังคงโหมกระหน่ำไม่หยุด
ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นความหวังเดียวที่ผมสามารถหยิบยื่นให้ร็อบได้ เรารู้ว่าเขาอยู่ต่ำกว่ายอดเขาฝั่งใต้แค่ประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) ในแอ่งสันเขาเล็กๆ เขาต้องปีนขึ้นไป 20 ฟุต (6 เมตร) เพื่อที่จะเริ่มเดินลง ผมกดวิทยุ "ร็อบ" ผมอ้อนวอน "คลานไปถ้านายต้องทำ ไปให้ถึงยอดเขาฝั่งใต้ ถ้านายขยับลงมาได้ เชอร์ปาจะขึ้นไปรับนาย นายต้องร่นระยะทางให้พวกเขาไปช่วยนายให้ได้"
เมื่อปลายสายเงียบ ผมพยายามเล่นมุกตลกเพื่อกระตุ้นให้เขาขยับตัว "เอาไว้เรื่องนี้จบ เราไปเที่ยวเมืองไทยกันนะ ฉันจะได้เห็นขาขาวๆ ลีบๆ ของนายเดินเตาะแตะอยู่บนชายหาดเป็นครั้งแรกเสียที" (ร็อบไม่เคยใส่กางเกงขาสั้นเลยแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด ผมจึงไม่เคยเห็นขาของเขาเลย)
เขาหัวเราะออกมาจริงๆ แล้วตอบว่า "ขอบใจสำหรับมุกนี้นะ" ผมทำให้ร็อบหัวเราะได้! นั่นทำให้ผมเริ่มมีความหวัง "เราจะพานายออกจากภูเขาลูกนี้ให้ได้" ผมวิทยุบอก เคล็ดลับของผมคือห้ามพูดเรื่องแง่ลบเด็ดขาด "แต่ร็อบ นายต้องลุกขึ้นเดินนะ!"
จังหวะนั้น พอลลาวิทยุแทรกเข้ามา คนอื่นๆ ที่เบสแคมป์ โดยเฉพาะกายและเฮเลนก็พยายามกระตุ้นร็อบเช่นกัน ภรรยาผมบอกว่า "เอ็ด ทุกคนเอาแต่พูดดีๆ กับเขามามากพอแล้ว คุณต้องตะคอกใส่ร็อบนะ คุณต้องโกรธใส่เขาซะ"
เธอพูดถูก แม้ว่ามันจะฝืนความรู้สึกของผมก็ตาม ผมกดวิทยุอีกครั้ง ""ร็อบ เอาน่า เพื่อน! นายจะมานั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้นไม่ได้นะ!"
อย่างไรก็ตาม พวกเราเริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อร็อบบอกว่าเขาเจอถังออกซิเจนเต็มๆ สองถังแล้ว เขาใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงในการกะเทาะน้ำแข็งออกจากหน้ากาก และในตอน 9 โมงเช้า เขาก็ได้สูดออกซิเจนอีกครั้ง พวกเราทุกคนต่างส่งเสียงผ่านวิทยุกระตุ้นให้เขาเริ่มเดินลงมา เฮเลนออกคำสั่งว่า "ร็อบ นึกถึงลูกน้อยของคุณเข้าไว้..." (แจน อาร์โนลด์ ภรรยาของร็อบที่นิวซีแลนด์กำลังตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน) "คุณกำลังจะได้เห็นหน้าลูกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วนะ เพราะฉะนั้นลุกขึ้นเดินเถอะ"
ผมหว่านล้อมร็อบอยู่หลายชั่วโมง บางครั้งก็เล่นมุก บางครั้งก็ตะโกน บางครั้งก็หลอกให้ความหวังว่าเชอร์ปากำลังขึ้นไปรับ ผมบอกเขาว่า "ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แค่เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเริ่มก้าวเท้าซะ" การส่งวิทยุเปลืองแบตเตอรี่มากกว่าการฟังมาก ตลอดเวลานั้น พวกเราต่างเฝ้าภาวนาว่าร็อบคงเริ่มลงมาแล้ว
เชอร์ปา อัง ดอร์เจ และ ลักปา ชีรี เริ่มออกเดินทางจากเซาท์โคลเพื่อการกู้ภัยอย่างกล้าหาญ ท้องฟ้าเริ่มเปิดเล็กน้อย แต่ลมยังคงกรรโชกแรงบนพื้นที่ส่วนบน ความไม่แน่นอนกำลังบีบหัวใจผมจนแทบคลั่ง หลังจากผ่านไปสี่ห้าชั่วโมง ผมทนไม่ไหวต้องถามออกไป "ร็อบ" ผมอ้อนวอน "นายเป็นยังไงบ้าง?"
"ฉันยังไม่ได้ขยับไปไหนเลย" เขาตอบ
พวกเราที่รอฟังวิทยุต่างช็อกและหมดหวัง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าความหวังเดียวของร็อบคือเชอร์ปาสองคนนั้นต้องไปถึงตัวเขาให้ได้
พวกเราเริ่มเตรียมตัว เราไม่แน่ใจว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่พวกเราห้าคน (เดวิด, โรเบิร์ต, อาราเซลิ, เวย์กกา และผม) ตัดสินใจไต่หน้าผาโลตเซขึ้นไปยังแคมป์ 3 ผมวิทยุหาเขาเป็นครั้งสุดท้าย "ร็อบ ฉันกำลังขึ้นไปหานายแล้วนะ พรุ่งนี้เราจะได้เจอกัน เดี๋ยวเราค่อยคุยกันตอนนั้นนะ"
สองสามชั่วโมงต่อมา ผมไต่เชือกอยู่สูงกว่าเดวิดราว 50 ฟุต (15 เมตร) จู่ๆ ผมก็ได้ยินเขาตะโกนขึ้นมาว่า "เอ็ด หยุดก่อน! ฉันมีข่าว และมันไม่ใช่ข่าวดี" เดวิดถือวิทยุเครื่องเดียวของเราไว้ และเพิ่งได้รับแจ้งจากเบสแคมป์ "อัง ดอร์เจ กับลักปา ถอยกลับมาที่เซาท์โคลแล้ว" เดวิดรายงานด้วยเสียงหนักอึ้ง "พวกเขาสู้สภาพอากาศแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ"
เดวิดถอนหายใจยาวก่อนจะบอกผมว่า "ฉันคิดว่า... ถึงเวลาที่เราต้องบอกลาร็อบแล้วล่ะ"
วินาทีนั้นผมสติแตกไปเลย ผมได้แต่ทิ้งตัวห้อยต่องแต่งอยู่กับอุปกรณ์ไต่เขา ปล่อยให้น้ำตาไหลพราก เดวิดเองก็ร้องไห้เช่นกัน
เรื่องที่น่าเหลือเชื่อคือ แม้จะตากพายุนานถึง 36 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ไม่มีออกซิเจนและอยู่เหนือระดับ 28,000 ฟุต (8,534 เมตร)) ร็อบยังคงมีชีวิตอยู่และพูดจารู้เรื่องจนถึงช่วงค่ำของวันที่ 11 พฤษภาคม ตอนนั้นพวกเราปักหลักอยู่ที่แคมป์ 3 เตรียมพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือในวันรุ่งขึ้น
เวลา 18.20 น. กายสามารถต่อสายโทรศัพท์ดาวเทียมไปหาแจน ภรรยาของร็อบที่นิวซีแลนด์ได้สำเร็จ บทสนทนาสั่งลาของร็อบและแจนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเอเวอเรสต์อันน่าเศร้า
ก่อนที่ร็อบจะรวบรวมสติคุยกับภรรยา เขาขอเวลาแป๊บหนึ่งเพื่อหยิบหิมะใส่ปากเพื่อให้มีความชุ่มชื้นในปาก จากนั้นเขาก็พูดว่า "ว่ายังไงที่รัก หวังว่าคุณคงกำลังนอนซุกตัวอุ่นๆ อยู่บนเตียงนะ คุณเป็นยังไงบ้าง?"
"ฉันบอกไม่ถูกเลยว่าฉันคิดถึงคุณมากแค่ไหน!" แจนตอบกลับ "เสียงคุณฟังดูดีกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย... คุณอุ่นดีไหม ที่รัก?"
"ผมก็อุ่นพอสมควรนะ"
"เท้าเป็นยังไงบ้าง?"
"ผมยังไม่ได้ถอดรองเท้าดูเลย แต่คิดว่าน่าจะโดนหิมะกัดนิดหน่อย"
แจนรู้ดีว่าไม่มีความหวังแล้ว เธอเองก็เคยปีนเอเวอเรสต์มาแล้ว และร็อบก็ย่อมรู้ตัวดีเช่นกัน แต่ในวาระสุดท้าย พวกเขายังคงรักษาเรื่องโกหกอันแสนปวดร้าวเกี่ยวกับการจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง "ฉันตั้งตารอที่จะดูแลรักษาคุณตอนคุณกลับมาถึงบ้านนะ" แจนสัญญา "ฉันรู้ว่าคุณกำลังจะได้รับความช่วยเหลือ อย่าคิดว่าคุณอยู่ตัวคนเดียวนะ ฉันกำลังส่งพลังใจทั้งหมดไปให้คุณ!"
ร็อบทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า "ผมรักคุณ นอนหลับให้สบายนะที่รัก โปรดอย่ากังวลไปเลย"
และนั่นคือคำพูดสุดท้ายของร็อบ หากเขาเอ่ยอะไรหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อรับฟังอีกแล้ว
---------------------------
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
ตอนที่ 1/2 https://www.facebook.com/share/p/1CovfEexvm/
ตอนที่ 2/2 https://www.facebook.com/share/p/1HNn529GDW/
---------------------------
ภาพประกอบ เป็นตอนที่ เอ็ด วีสเตอส์ กำลังพูดกับทางผู้ประสบภัยผ่านวิทยุสื่อสาร ภาพถ่ายจริงเป็นลิขสิทธิ์ของ National Geographic ผมใช้ AI ช่วยเปลี่ยนภาพเป็นภาพวาดแทน
ติดตามร้านเราได้ทางช่องทางเหล่านี้ครับ
Line ID :
Facebook : อุปกรณ์เดินป่า Pete & Paul
Tiktok :
โทร : 081-639-7575 (พีท)
อีเมล : [email protected]