29/01/2026
😥 เมื่อ พรีเมียร์ลีก กำลังทิ้งห่างลีกยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ
ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก นัดสุดท้ายของรอบลีกเฟสจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยในแบบที่สร้างความบันเทิงมากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพื้นที่อันดับ 8 และพื้นที่เพลย์-ออฟ ที่ต้องลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม นอกจากผลว่าใครเข้ารอบแบบอัตโนมัติ ใครต้องไปเพลย์-ออฟ และใครไม่ได้ไปต่อแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของอันดับในตารางคะแนนของทีมจาก 5 ลีกใหญ่ยุโรป ที่ทิ้งสัญญาณของการทิ้งห่างขึ้นเรื่อยๆ ของทีมจากพรีเมียร์ลีก
อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และนิวคาสเซิล คือ 6 ตัวแทนจากประเทศอังกฤษในถ้วยใหญ่ยุโรปปีนี้ และหลังจบ 8 นัดของรอบลีกเฟส พวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดแบบอัตโนมัติได้ถึง 5 ทีม ในขณะที่ นิวคาสเซิล ก็ยังได้ลุ้นต่อกับรอบเพลย์-ออฟ
กลับกัน ลีกที่กึ่งๆ พอจะท้าชิงกับพรีเมียร์ลีกได้บ้างในแง่ของจำนวนถ้วยยุโรปอย่าง ‘ลาลีกา สเปน’ กลับมีทีมเดียวเท่านั้นที่จบใน 8 อันดับแรก นั่นคือ บาร์เซโลน่า ทั้งที่มีจำนวนทีมที่เข้ามาเล่น UCL มากที่สุดเป็นอันดับ 2 คือ 5 ทีม
ส่วนอีกสองยักษ์ใหญ่จากแดนกระทิงดุอย่าง เรอัล มาดริด ในฐานะแชมป์ยุโรป 15 สมัย และ แอตเลติโก มาดริด กลับทำได้เพียงจบในพื้นที่เพลย์-ออฟ
หนักกว่านั้นคือ แอธเลติก บิลเบา ทีมอันดับ 4 ลาลีกา ฤดูกาลที่แล้ว กับ บียาร์เรอัล ทีมอันดับ 4 ลาลีกาในปัจจุบัน ที่แม้แต่ไม่ติดพื้นที่เพลย์-ออฟ ด้วยซ้ำ โดยในรายของ ‘เรือดำน้ำสีเหลือง’ ถึงขั้นจบรองบ๊วยในแบบที่ชนะใครไม่ได้แม้แต่นัดเดียว
อีกทั้ง หากไปดูที่ H2H หรือการเจอกันระหว่างทีมจากพรีเมียร์ลีกกับลาลีกาใน UCL ฤดูกาลนี้ก็จะยิ่งพบกับการ ‘ผูกขาด’ เมื่อทีมจากอังกฤษเป็นฝ่ายชนะไปได้มากถึง 9 จากการพบกัน 10 นัด…
กัลโช่ เซเรีย อา คืออีกหนึ่งลีกใหญ่ยุโรป ที่มีผลงานไม่น่าพอใจนัก จากการที่ 4 ตัวแทนของพวกเขาไม่มีทีมไหนที่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบอัตโนมัติได้เลยแม้แต่ทีมเดียว โดยที่แชมป์ลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่าง ‘นาโปลี’ ถึงขั้นไม่แม้แต่จะติดพื้นที่เพลย์-ออฟ
เช่นเดียวกับ ลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่แม้แต่ผู้ถือครองถ้วยยุโรปปัจจุบันอย่าง ‘เปแอชเช’ ยังทำได้ดีที่สุดเพียงอันดับ 11 ในขณะที่ โมนาโก ได้พื้นที่เพลย์-ออฟ และ มาร์กเซย ที่กระเด็นตกรอบอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อย
ส่วน บุนเดสลีกา เยอรมนี ก็มีเพียง บาเยิร์น มิวนิค ที่เป็นหน้าเป็นตาของลีกด้วยการจบอันดับ 2 ในขณะที่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จบที่อันดับ 16 และ 17 ตามลำดับ
“ผมคิดว่านี่คือการครอบงำ พวกเราพูดกันมาตลอดหลายปีว่าพรีเมียร์ลีกคือลีกที่ดีที่สุดในโลก และผมว่านี่คือหลักฐาน” โธมัส แฟรงก์ กุนซือ ‘ไก่เดือยทอง’ กล่าว
คำถามคือ ทำไมพรีเมียร์ลีกถึงได้ ‘ครอบงำ’ เวทียุโรปเข้าขั้นผูกขาดถึงขนาดนี้ ?
คำตอบง่ายๆ พื้นฐานอาจเป็นเรื่องของ ‘เงิน’
ตามการรายงานรายได้ทีมฟุตบอลประจำปีของ Deloitte Football Money League มีถึง 6 ทีมจากอังกฤษที่ติด 10 อันดับสโมสรฟุตบอลที่รายได้สูงสุดในโลก
อีกทั้ง หากเราดูที่ตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมาจะพบว่า พรีเมียร์ลีก เพียงลีกเดียว ใช้เงินซื้อขายนักเตะรวมทั้งลีก (3 พันล้านปอนด์) มากกว่าที่ ลาลีกา, เซเรีย อา, บุนเดสลีกา และลีกเอิง ใช้เงินรวมกันทั้ง 4 ลีกเสียอีก…
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือเรื่องของ ‘พละกำลัง’ ที่แทบจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผู้ชนะในเกมฟุตบอลยุคนี้ไม่แพ้ ‘แท็คติก’ ซึ่งพรีเมียร์ลีกได้เปรียบในข้อนี้ด้วยสไตล์การเล่นโดยรวมของลีกที่เน้นเกมที่ใช้พละกำลังสูง
“ในพรีเมียร์ลีก มันแทบจะเหมือนบาสเกตบอลที่ใช้ร่างกายกันอย่างทรหดมาก ลีกของเราแทบไม่เล่นการครอบครองเกม แต่เล่นแบบเน้นการวิ่งและการดวลตัวต่อตัวมากกว่า และพอเรามาเล่นแชมป์เปียนส์ลีก สิ่งที่เราพบคือการเล่นฟุตบอลแบบเก่ามากขึ้น โดยเน้นไปที่การเล่นฟุตบอลที่สวยงามมากกว่า” แอนโธนี่ กอร์ดอน ปีกนิวคาสเซิล เผย
ภาพรวมของรอบลีกเฟสสะท้อนชัดว่าพรีเมียร์ลีกกำลังทิ้งห่างลีกยุโรปอื่นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่จากทีมระดับท็อป แต่จากความแข็งแกร่งของทั้งลีก อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาคือ นี่คือความเหนือกว่าตามธรรมชาติของการแข่งขัน หรือเป็นสัญญาณว่าฟุตบอลยุโรปกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ช่องว่างระหว่างลีกขยายออกไปมากกว่าที่เคย?
บทความโดย โจอี้ มาดริดดิสต้า ✍🏻
#ขอบสนามเกาตรงจุด