คาร์ดิโอ (Cardio) หรือ Aerobic Exercise คือการออกกำลังกายที่เน้นกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจให้ทำงานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลักการสำคัญคือ….
👉🏻ใช้ออกซิเจนเป็นพลังงาน เพื่อช่วยเผาผลาญคาร์บ+ไขมันส่วนเกิน ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานสำหรับกล้ามเนื้อ ยิ่งเคลื่อนไหวนานเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งต้องการออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น
👉🏻เพิ่มการทำงานของหัวใจและปอด หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย🩶 ปอดจะทำงานหนักขึ้น เพื่อรับออกซิเจนและขับคาร์บอนไดออกไซด์ 😤หลอดเลือดขยายตัว เพื่อให้เลือดไหวเวียนได้สะดวกขึ้น 🩸🩺
🩶หัวใจสำคัญของการคาร์ดิโอ คือ การรักษา “อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate)” ให้สูงขึ้นกว่าปรกติ ส่วนใหญ่มักให้อยู่ในระดับ 50%-85% 💓💓ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด และต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 20-30 นาที⏱️
คาร์ดิโอจึงไม่ใช่แค่การลดน้ำหนัก แต่คือการฝึก “หัวใจ+ปอด” ให้ทำงานดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น และเพิ่มความทนทาน ร่างกายไม่เหนื่อยง่าย ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดี
♾️วิธีเลือกคาร์ดิโอตามความชอบและสภาพร่างกาย
👉แบบแรงกระแทกต่ำ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
👉แบบแรงกระแทกสูง เช่น วิ่ง กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก
แล้วโยคะ เป็น cardio หรือ ไม่?
“เป็นได้ทั้งใช่และไม่ใช่” ขึ้นอยู่กับสไตล์ของโยคะที่เราเลือกฝึก และความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวค่ะ
โยคะอาจไม่นับเป็นคาร์ดิโอ ถ้าฝึกสไตล์ Hatha ,Yin ค้างท่านาน เคลื่อนไหวช้า เน้นฝึกลมหายใจ ทำสมาธิ ความยืดหยุ่น ทรงตัว ใช้กล้ามเนื้อที่เน้นความแข็งแรง อัตราการเต้นของหัวใจปานกลาง จึงไม่สูงพอที่จะเข้าสู่ช่วง Aerobic Zone อย่างต่อเนื่อง
แต่อาจนับเป็นคาร์ดิโอ ถ้าฝึกโยคะสไตล์ที่มีความรวดเร็วและต่อเนื่อง เช่น Flow , Vinyasa , Power, Ashtanga มีชุดท่าที่ฟิกซ์ไว้และต้องทำอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ช่วยฝึกความทนทานของระบบหัวใจ
การเคลื่อนไหวท่าที่เชื่อมต่อกับลมหายใจเร็วและต่อเนื่อง จะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นกว่าปรกติ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อระบายความร้อน
45+ เขินสเต็ปแอโรบิก แต่อยากคาร์ดิโอ ทำอย่างไรดี?
สายจริตโยคะอย่างเดียว มีออฟชั่น เลือกเข้าคลาสได้หลายสไตล์เลยค่ะ flow , power , ashtanga ฯลฯ ครูวิเวกจัดให้แล้ว หัวใจเต้นเร็วขึ้นมั๊ย? ลองสังเกตตัวเองค่ะ …แต่ถ้าแบบเหลียวดูนาฬิกาหลายรอบ 😅 อันนี้ครูสังเกตค่ะ …
พบกันนะคะ วันนี้เลย!!!
Roots8 yoga
Roots 8 Yoga is a new yoga place, located in the heart of Bangkok, Thailand. It is also a 5 minute walk from Chong Nonsri BTS station.
It is located on the second floor of Sathorn Corner building with a high ceiling allowing the air to circulate in and out naturally. This building is about 45 years old and it is located in Soi Phipat (Sathorn 8) which can be accessed from Sathorn or Silom. With an area of over 600 square meters, Roots 8 Yoga has 2 big practice rooms. Root 1, is a room that preserves its original functions. As for
09/05/2026
Yoga asanas schedule during 11 - 16 May 2026. 🤍Please book or cancel classes at least 2 hours in advance. 🤍Thank you 🙏
⏰Booking class via Line chat
👤LINE OFFICIAL ID :
📞 +66 9 7232-2678 (Tel & Line)
🚇 BTS chongnonsri exit no.2
🕉 Roots8yoga , Sathorn soi 8
ตารางฝึกโยคะอาสนะ 11 - 16 พฤษภาคม 2569 🤍 กรุณาจองหรือยกเลิกคลาสล่วงหน้าทุกครั้งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง 🤍
ขอบคุณค่ะ🙏
Traditional Hatha , Special class | Saturday 9 May at 14.00-16.00 pm. (2hours) | Drop in only 1,200 TBht
06/05/2026
มีเรื่องมาเล่าค่ะ
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ที่พื้น แล้วจะลุกขึ้นยืน บังเอิญแว๊บไปเห็นท่าตัวเอง.. “ใช้ฝ่ามือยันพื้น เพื่อดันตัวลุกขึ้นยืน”
เกิดความเอ๊ะ !! 🤔
เอาใหม่ …นั่งลงท่าเดิม ลองลุกขึ้นใหม่
ลองใช้กำลังกล้ามขาอย่างเดียวซิ !!!
ลุกไม่ขี้นค่ะ!!!! 😳ใครเป็นบ้าง ?
นี่เราเพิ่งเป็น หรือ เป็นนานแล้วแต่ไม่รู้ตัว
เริ่มมีความใส่ใจ “ขา” ขึ้นมาทันทีค่ะ
“ขา” ในฐานะ “เสาหลักที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย” และ “การเคลื่อนไหว” เบสิค คือ เดิน วิ่ง กระโดด ทรงตัว ฯลฯ
ขา คือ รากฐานที่แข็งแรงในการใช้ชีวิต และ การทำงานของระบบภายใน
ขา ศูนย์รวมกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ระบบกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงนอกจากช่วยเพิ่มสมรรถภาพในกิจกรรมประจำวันแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางการไหลเวียนโลหิตส่วนล่าง หรือ “หัวใจดวงที่สอง”
กล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะน่อง ทำหน้าที่เหมือนปั๊มเลือดดำกลับสู่หัวใจ ป้องกันการเกิดเลือดคั่ง
ทุกครั้งที่เราเดิน กล้ามเนื้อส่วนนี้จะบีบตัว เพื่อส่งเลือดดำจากปลายเท้ากลับขึ้นสู่หัวใจ จึงช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจ
การใช้กล้ามเนื้อขายังสัมพันธ์กับสุขภาพสมอง ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ ๆ และชะลอความเสื่อมของสมองตามวัยด้วย
กระดูกต้นขา เป็นกระดูกที่ยาว หนา และ แข็งแรงที่สุดในร่างกาย สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 30 เท่าของน้ำหนักตัว
ขาประกอบด้วยกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ที่สุด คือ เตาเผาพลังงานหลัก การมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าการออกกำลังกายส่วนอื่น
โอ้โห… แค่ลุกขึ้นยืนเองไม่ได้ ข้อมูลมาเป็นตับค่ะ !!!
กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องหันมาเริ่มใส่ใจกับการดูแลขา รวมทั้งสุขภาวะอื่นๆ อย่างจริงจังค่ะ อยากแข็งแรงสุขภาพดี ก็ต้องทำเองค่ะ ไหว้วานให้ใครออกกำลังกายแทนไม่ได้แน่นอน ...
“รักษาความแข็งแรงของขาไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะว่าการเดินได้เอง ก็คือ อิสรภาพอย่างหนึ่ง และเราพอทำได้” เริ่มได้เลยค่ะ วันนี้เลย ….
28/04/2026
ธาตุทั้ง 5 ตามคติฮินดู หรือ ปัญจภูมิ เชื่อว่าเป็นโครงสร้างของจักรวาลและร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วย ธาตุทั้ง 5
♾️ปฤถวี - ธาตุดิน แทนความแข็ง โครงสร้าง เนื้อหนัง กระดูก และความมั่นคง
♾️อาปะ - ธาตุน้ำ แทนความชุ่มชื้น ของเหลวในร่างกาย เลือด น้ำเหลือง ความไหลลื่น
♾️อัคนี -ธาตุไฟ แทนควาร้อน การเผาผลาญ การย่อยอาหาร พลังงาน และสติปัญญา
♾️วาโย - ธาตุลม แทนการเคลื่อนไหว ลมหายใจ การหายใจ และการไหลเวียน
♾️อากาสะ- ธาตุอากาศ , พื้นที่ (space) แทนช่องว่าง หรือพื้นที่ว่างในร่างกาย ความเบา และพื้นที่ที่สี่ธาตุอื่นดำรงอยู่
ร่างกายมนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากองค์ประกอบทั้ง 5 อย่างสมดุล หากธาตุใดธาตุหนึ่งไม่สมดุลจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างจากคติพุทธที่มักเน้นหลัก ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) และบางจารีตในอินเดียโบราณยอมรับเพียง4 ธาตุ เช่นกัน โดยไม่นับ “อากาศ” เพราะ...... มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“อากาศและลม” รวมกัน กลายเป็นพลังงานที่เรียกว่า “วาตะ” (Vata) ถ้าไม่มีพื้นที่ หรือspace ลมก็เข้าไม่ได้
ลมหายใจ คือ สิ่งนั้น และเราก็หลงลืมไปค่ะ เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ในการฝึกโยคะจึงร้อยลมหายใจเอาไว้กับการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านท่วงท่าต่าง ๆ สร้างการรับรู้การมีอยู่ของ “ลมหายใจ”
เป็นรูปแบบการฝึกย้ายตัวตน จาก “ความคิด” ไปสู่สภาวะของ “ความรู้ตัว” (awareness)
♾️ ทำไม “Space” หรือ พื้นที่ว่าง จึงสำคัญ ?
หากเราขยับจากความเชื่อโบราณมาสู่วิทยาศาสตร์ และ ปรัชญาการใช้ชีวิตสมัยใหม่ “Space” ไม่ได้หมายถึงแค่ “ความว่างเปล่า” ที่ไม่มีอะไรอยู่เลย
แต่มันคือ “พื้นที่” ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้
♾️ในทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ (Space – Time) คือ ปริภูมิ-เวลา
ที่ว่างคือตัวกลาง พื้นที่ว่าง คือสิ่งยึดเหนี่ยวจักรวาลไว้ด้วยกัน หากไม่มีพื้นที่ วัตถุหรือพลังงานอื่น ๆ ก็ไม่มีที่ให้อยู่และไม่มีทางเคลื่อนที่ได้
ที่ว่างในอะตอม ในระดับอนุภาคร่างกายมนุษย์และวัตถุต่าง ๆ ประกอบด้วยพื้นที่ว่างกว่า 99% ถ้าเราเอาพื้นที่ว่างในอะตอมออกไป ร่างกายมนุษย์จะเหลือขนาดเล็กว่าเมล็ดทราย ดังนั้น “ความว่าง” จึงเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของสสาร
♾️ในทางจิตวิทยาและสุขภาพจิต(Mental Space) ยุคที่ทุกอย่างรวดเร็วและสั้นเกิน Space กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด
“พื้นที่ว่างในใจ” space หมายถึง การมีช่องว่างระหว่าง “สิ่งเร้า” กับ “การตอบโต้” (สติ) ถ้าใจเรารับข้อมูลจนเต็ม ไม่มี space เลย เราจะรู้สึกเครียด และอาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด
“การพักผ่อน” คือ การให้ความสำคัญกับ spaceในตารางชีวิต คือ ช่วงเวลาที่ไม่ต้องทำอะไรบ้างก็ได้ เพื่อให้สมองได้จัดระเบียบข้อมูลและเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
Space ในมุมมองปัจจุบัน คือ “บริบท” เพื่ออนุญาตให้องค์ประกอบอื่นทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมดุลค่ะ
Space จึงไม่ใช่ “ความไม่มี” แต่ คือ ”โอกาส” เมื่อเราสร้างพื้นที่ว่างไว้ นั่นหมายถึง เรากำลังเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ ๆ ไหลเข้ามาในชีวิตค่ะ ... 🩶
This evening classes:-
18.15 Hatha | 19.30 Stretching - Teacher Vivek
23/04/2026
เหงื่อ (Sweat) 💦 ของเหลวที่ร่างกายขับออกทางผิวหนัง เมื่ออากาศร้อน ออกกำลังกาย หรือ เครียด เพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ( 36.5 -37.5 องศาเซลเซียส)
💦เหงื่อ ขับอะไรออกมาบ้าง?
เหงื่อประกอบด้วยน้ำ 99% และ สารอื่น ๆ 1% เช่น เกลือ,กรดยูเรีย ,กรดแลคติก ฯลฯ หน้าที่หลักคือ ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย และขับของเสียผ่านผิวหนัง แต่ไม่ใช่วิธีหลักในการขับสารพิษแบบหน้าที่ของตับและไตนะคะ
💦เหงื่อออกเพราะอากาศร้อน กับ เหงื่อออกขณะออกกำลังกาย ต่างกันอย่างไร ?
ถึงจะเป็นเหงื่อเหมือนกัน แต่ที่มาและกลไกการทำงานของร่างกายในสองสถานการณ์นี้ต่างกันพอควรค่ะ
เหงื่อจากอากาศร้อน เกิดจาก “ปัจจัยภายนอก” เมื่ออุณหภูมิรอบตัวสูงขึ้นและร่างกายต้องการระบายความร้อน เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ เหงื่อโดยส่วนใหญ่จึงขับออกมาจากต่อมเหงื่อที่กระจายอยู่ทั่วตัว
เหงื่อจากการออกกำลังกาย เกิดจาก “ปัจจัยภายใน” เมื่อกล้ามเนื้อทำงานหนัก เกิดกระบวนการเผาผลาญพลังงานและคายความร้อนออกมามหาศาล ร่างกายจึงต้องขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนที่สร้างขึ้นเองจากข้างใน
เหงื่อจากอากาศร้อน ส่วนใหญ่มักเป็น น้ำและเกลือแร่ เป็นหลัก
ส่วนเหงื่อจากกการออกกำลังกาย มักจะมีของเสียสะสมปนออกมามากกว่า เช่น กรดแลคติก ที่เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อ รวมถึงยูเรียและแอมโมเนียที่เข้มข้นกว่า เพราะระบบเผาผลาญทำงานหนักกว่าปรกติ และยังมีเรื่อง อดรีนาลีน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้หัวใจเต้นเร็ว และกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อทำงานหนักและรวดเร็วกว่าปรกติ
💦ประโยชน์ที่ได้รับ (นอกเหนือจากระบายความร้อน)
เหงื่อจากอากาศร้อน ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นและปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ
ส่วนเหงื่อจากออกกำลังกาย ช่วยขับสารตกค้างจากการเผาผลาญพลังงาน และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้ดีกว่า เพราะเส้นเลือดมีการขยายตัวจากการเคลื่อนไหวร่างกายค่ะ
เหงื่อออกขณะฝึกท่าโยคะในอุณหภูมิห้องปรกติ จึงเป็นเป็นสัญญาณที่ดี และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญทำงานหนักกว่าปรกติ จึงขับของเสียออกมา (แต่ถ้ามีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ควรพักและจิบน้ำ เพื่อชดเชยสภาวะขาดน้ำค่ะ)
🕶️อากาศร้อน ดื่มน้ำให้พอ นอกจากคลายร้อนกาย น้ำช่วยฮีลใจด้วย เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายไว้ และป้องกันสภาวะขาดน้ำนะคะ … 🩶🧊💦
This evening 6.15 Full body stretch | 7.30 Power
16/04/2026
การเรียนรู้มุมมองที่หลากหลายจากผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตัวเราเองค่ะ 🩶 … อรุณสวัสดีค่ะ 🤸🏼🧘
นำมาฝากทุกท่านเช่นเคยกับบทสนทนาทรงคุณค่า ณ HOW Bangkok นับว่าเป็นอีกหนึ่ง Session ที่ชาวฮาวยกขึ้นหิ้ง
อะไรที่ทำให้ "หมอผ่าตัดหัวใจ" ระดับแถวหน้าของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญการใช้มีดหมอช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน กลับเลือกที่จะ "ไม่ผ่าตัด" เมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องเป็นคนไข้เสียเอง?
นี่คือเรื่องราวที่เป็นจุดหักเหครั้งใหญ่ของ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ อดีตศัลยแพทย์หัวใจและ CEO โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ที่ผันตัวมาเป็นครูสอนวิชา "ใช้ชีวิต" หลังจากค้นพบว่าพลังของการเปลี่ยนวิถีชีวิตนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ใด ๆ
หมอสันต์ให้เกียรติมาแชร์ประสบการณ์ตรงที่ HOW Bangkok และนี่คือ 6 บทเรียน ที่กลั่นกรองจากงานวิจัยและประสบการณ์เฉียดตายที่คุณหมอพิสูจน์แล้วด้วยตัวเอง
1. "ทางเลือกที่สาม" หากไม่ต้องการใช้มีดหมอ
เมื่ออายุ 55 ปี หมอสันต์พบว่าตนเองเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เพียงแค่เดินไม่กี่ก้าวก็เกิดอาการแน่นหน้าอก ในฐานะหมอผ่าตัด ท่านรู้ดีว่าแม้ในมือหมอที่เก่งที่สุด อัตราการเสียชีวิตจากการผ่าตัดก็ยังมีถึง 2.5% ซึ่งท่านไม่พร้อมจะเสี่ยง เมื่อพยายามค้นหาทางออกท่านจึงพบงานวิจัยของ Dean Ornish ที่นำเสนอ "ทางเลือกที่สาม" นั่นคือการย้อนกลับกระบวนการของโรคด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง
หลัก 4 ประการที่คุณหมอใช้จนรอยตีบในหัวใจดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด คือ
• อาหาร: ตัดเนื้อสัตว์ทุกชนิด หันมาทานพืชเป็นหลัก (Plant-based)
• ออกกำลังกาย: ทำสม่ำเสมอจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
• จัดการความเครียด: ฝึกฝนทักษะการวางความคิด
• ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม: การมีกลุ่มเพื่อนหรือที่ปรึกษาคอยประคับประคอง (Peer-to-peer support)
2. ล้างความเชื่อเรื่อง "บ้าโปรตีน"
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการ "บ้าโปรตีน" จนต้องโหมกินเนื้อสัตว์ คุณหมออ้างอิงงานวิจัยจาก Stanford ที่พิสูจน์ว่า พืชธรรมชาติทุกชนิด (แม้แต่กล้วยหรือมันเทศ) มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด ในสัดส่วนที่สร้างกล้ามเนื้อได้ไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ หากเราได้รับแคลอรี่ที่เพียงพอ
คุณหมอแนะนำให้เปลี่ยนจากแนวคิด "สารอาหารเป็นหลัก" (Nutrient-based) มาเป็น "รูปแบบการกิน" (Food Pattern) เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน หรือ Plant-based โดยการเปลี่ยนอาหารไม่จำเป็นต้องหักดิบ แค่เปลี่ยนแหล่งโปรตีนจากสัตว์มาเป็นพืชเพียง 4% อัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังใน 10 ปีก็เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
และยืนยันว่า "อาหารไทยคืออาหารสุขภาพระดับโลก" หากเราเน้นพืชผัก ลดเนื้อสัตว์ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลกับเครื่องปรุงอย่างผงชูรส กะปิหรือน้ำปลา เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบหลัก ไม่ใช่เครื่องปรุงรส
ส่วนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องหนัก แต่ต้องสม่ำเสมอ
3. ความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของใจ แต่มันเปลี่ยนถึง "รหัสพันธุกรรม"
ความเครียดคือตัวการสำคัญของความเจ็บป่วย เพราะมันเข้าไปเปลี่ยนการทำงานของร่างกายในระดับลึกที่สุดผ่านกลไก Epigenetics ฮอร์โมนความเครียดจะลงไปปิดกั้นหรือเปิดสวิตช์การแสดงออกของ DNA สั่งให้ยีนทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่โรคเรื้อรังและมะเร็ง
ความน่ากลัวนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของ University of Washington ที่ระบุว่า "การนอนไม่หลับเพียงคืนเดียว (น้อยกว่า 4 ชั่วโมง) ส่งผลให้ยีนในร่างกายเปลี่ยนการทำงานไปถึง 700 ตัว" นี่คือหลักฐานว่าความเครียดไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่มันคือกายภาพที่ปรับเปลี่ยนรหัสชีวิตเราได้ในข้ามคืน
4. ศิลปะการเป็น Nobody เพื่อลดความเครียดและความกลัว
ความเครียดและความกลัวส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราพยายามปกป้อง "ตัวตน" ที่สร้างขึ้น (Somebody) ยิ่งเราสร้าง "ตัวตนที่จำกัด" (Limited Identity) ไว้ซับซ้อนเท่าไหร่ เช่น "ฉันต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ" หรือ "ฉันต้องได้รับความยุติธรรมเสมอ" แรงเสียดทานในใจจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อความจริงไม่เป็นไปตามนั้น
คุณหมอนำเสนอแนวคิดการเป็น Nobody ซึ่งคือการย้ายตัวตนจากการเป็น "ความคิด" (Thought) ไปสู่ภาวะ "ความรู้ตัว" (Awareness) เมื่อเรายอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ (Total Acceptance) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย และมองมันในฐานะ "ผู้รู้ตัว" ความกลัวที่จะสูญเสียตัวตนจะหายไป เพราะ Nobody ไม่มีอะไรให้ต้องปกป้องอีกต่อไป
5. เครื่องมือฝึก "วางความคิด"
คุณหมอมอบ เครื่องมือ 7 ประการ เพื่อช่วยในการวางความคิดที่ฟุ้งซ่าน ประกอบด้วย
• Relaxation: ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเริ่มจากใบหน้าไปจนถึงปลายเท้า เพราะความคิดกับความผ่อนคลายเปรียบเสมือนคานกระดก เมื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ ความคิดจะหยุดเอง
• Breathing (4-4-8): หายใจเข้า 4 วินาที, กลั้นไว้ 4 วินาที, และผ่อนออกยาว 8 วินาที เพื่อดึงสติกลับมาที่กาย
• Body Scan: รับรู้ความรู้สึก "ซู่ซ่า" ของออกซิเจนและพลังงานที่กระจายไปตามเซลล์ขณะผ่อนลมหายใจออก
• Awareness of Thought: ฝึก "คิดแล้วรู้ว่าคิด" เมื่อเราจ้องมองความคิดอย่างเป็นกลาง ความคิดนั้นจะสลายตัวไปเอง
• Alertness: ฝึกความตื่นตัวเหมือน "แมวจ้องรูหนู" ที่รอคอยว่าความคิดถัดไปจะเป็นเรื่องอะไร ความตื่นตัวนี้จะทำให้ความเครียดเจาะเข้ามาไม่ได้
• สมาธิ (concentration): จดจ่ออยู่กับขั้นตอนที่กำลังทำในปัจจุบัน
• สติ (Attention): การเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า (Here & Now)
6. ระวังกับดัก “ความหมายชีวิต”
ชีวิตถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ Existence ซึ่งหมายถึงการมีชีวิตอยู่จริง ๆ เช่น การหายใจ และการตื่นรู้ กับ Essence คือคุณค่าและความหมายที่เราแต่งเติมเข้าไปในภายหลัง คุณหมอเตือนให้ระวังกับดักที่ว่า หากเราหาคุณค่าหรือความหมายให้ชีวิตไม่ได้จะกลายเป็นทุกข์ เพราะแท้จริงแล้วคุณค่าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราอุปโลกน์ขึ้นมาเอง
จากประสบการณ์อุบัติเหตุตกหลังคาที่ทำให้เกือบเป็นอัมพาต แต่คุณหมอไม่มีความทุกข์เลยแม้แต่นาทีเดียว เพราะเลือกที่จะตัดเรื่อง "สถานการณ์ในชีวิต" (Life situation) หรือคุณค่าความหมายต่าง ๆ ออกไป แล้วหันมาโฟกัสที่การใช้ชีวิตทีละช็อต คือการหายใจและการตื่นรู้ในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งการตระหนักว่า "การยังตื่นได้และหายใจได้" คือสิ่งที่มีค่าสูงสุดนั้น มักจะชัดเจนขึ้นเมื่อคนเราเกือบจะสูญเสียชีวิตไป
หมอสันต์สรุปนิยามของชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่ปราศจากโรค ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีอุปสรรค ไม่ใช่ชีวิตที่ไม่เคยตกหลังคา แต่คือชีวิตที่ joyful ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ลองวางความคิดลง แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าวันนี้ชีวิตของคุณ joyful แค่ไหน?
15/04/2026
คำพูดที่ไม่ค่อยมีเสียง … ความสุขเล็กๆ ที่เติมเต็มหัวใจครูโยคะทุกคน ก็คงเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน และทุกๆ วัน วันแล้ว .. วันเล่า .. ก็คือ อยากให้นักเรียนมีสุขภาวะที่ดีทั้งภายนอกและภายใน … สุขภาพแข็งแรง สดชื่น สดใส เบิกบานใจ…ตลอดไป 🩶 Happy Songkran สวัสดีปีใหม่ไทยค่าา ทุกคน
13/04/2026
Happy Songkran day ka 🙏
สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ 💦 เทศกาลประจำปีที่เวียนมาให้เราได้เติมพลังงานบวก ความสุข สีสัน หลากหลายอารมณ์ ที่ให้ทั้งความสดชื่น สดใส ด้วยสงครามรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ฉ่ำๆ ตัวเปียก วี๊ดว๊าย .. 💦 🫶🥰
ได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศความสุขจากผู้คนแปลกหน้า และเอ็นจอยกันในวันหยุดค่ะ 💦💧🌨️🤸🏼🎼
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
46 Soi Phipat , Silom Road, Bangrak
Bangkok
10500
เวลาทำการ
| จันทร์ | 07:00 - 20:00 |
| อังคาร | 07:00 - 20:00 |
| พุธ | 07:00 - 20:00 |
| พฤหัสบดี | 07:00 - 20:00 |
| ศุกร์ | 07:00 - 20:30 |
| เสาร์ | 10:00 - 16:00 |