Exclusive Fitness Training

Exclusive Fitness Training

แชร์

Exclusive Fitness Traininng for your health and new life style.

13/05/2026

คุณกำลังใช้ปากกาลดน้ำหนักอยู่?
อย่าลืมเช็ก “ค่าเลือดนี้” ก่อนสายเกินไป

ในปัจจุบัน "ปากกาลดน้ำหนัก" กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและรักษาภาวะเบาหวาน อย่างไรก็ตาม การใช้ยาประเภทนี้อย่างต่อเนื่องส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของตับอ่อน ดังนั้นการตรวจติดตามค่าเลือดที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

กลไกการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก (GLP-1)
ตัวยาหลักในปากกาลดน้ำหนักคือ GLP-1 (Glucagon-like Peptide-1) ซึ่งมีบทบาทสำคัญ 2 ด้าน คือ
1. การลดน้ำหนัก: ช่วยควบคุมความหิวและทำให้อิ่มนานขึ้น
2. การฟื้นฟูเบาหวาน: ตัวยาจะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ตับอ่อนให้มีการแบ่งตัวและเพิ่มปริมาณมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้าง อินซูลิน มาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น

ทำไมต้องตรวจค่าเลือด?
เนื่องจากฤทธิ์ของ GLP-1 คือการเข้าไปกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ตับอ่อนอย่างต่อเนื่อง หากเราใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ตับอ่อนจะถูกใช้งานและถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงหรือความผิดปกติของเซลล์ในอนาคตได้

แนวทางการตรวจติดตามผล (Checklist สำหรับผู้ใช้ปากกา)
✅การตรวจเช็กก่อนเริ่ม: ควรตรวจค่า CA 19-9 (Carbohydrate Antigen 19-9) ตั้งแต่ "ก่อนเริ่มใช้ยา" เพื่อให้ทราบค่าเดิมตามธรรมชาติของร่างกายเราไว้สำหรับเปรียบเทียบครับ
✅การติดตามผลเป็นระยะ: เมื่อใช้ยาไปสักพัก แนะนำให้กลับมาตรวจซ้ำ "ทุกๆ 3 เดือน" เพื่อประเมินว่าร่างกายยังตอบสนองต่อยาได้ดีและไม่มีความเสี่ยงสะสม
✅สัญญาณเตือนอันตราย: หากพบว่าค่า CA 19-9 "ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ" หรือพุ่งสูงจนเกินค่ามาตรฐาน นี่คือสัญญาณเตือนว่าควร "หยุดใช้ยาและพักตับอ่อน" ทันที เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสื่อมของเซลล์ในระยะยาว

การใช้ปากกาลดน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และการตรวจติดตามผลอย่างใกล้ชิด การตรวจค่า CA 19-9 เป็นระยะ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าการลดน้ำหนักในครั้งนี้จะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตับอ่อนในระยะยาว

Cr.Health focus

13/05/2026

สุดยอดอวัยวะที่มองข้ามยุค 2016 คือกล้ามเนื้อ ภาพจำชอบไปติดกับคนเล่นกล้าม แต่จริงๆ มันเป็นเรื่องของทุกคนเลย และการออกกำลังกายคือทางหลักจริงๆ ลุกมาออกกันได้ลแล้วค่ะ

บางคนแทบไม่ค่อยขยับเลย กล้ามเนื้อคือฝ่อเลย แรงไม่มี power ไม่ได้ ยิ่งคนที่ผ่านการป่วยหนักมาก ยิ่งต้องทำเลยค่ะ



คือกล้ามเนื้อไม่ได้มีไว้แค่ยกของ เดิน วิ่ง ทำกิจกรรมใช้แรงไง
ถ้ามองแบบนี้ก็จะมองว่าไม่ได้ไฟท์กับใคร ก็ไม่เห็นต้องสน

แท้จริงแล้วกล้ามเนื้อเป็นอวัยวะเผาผลาญ
ขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย

เป็นที่รับน้ำตาลจากเลือด เป็นแหล่งใช้ไขมัน
เป็นศูนย์ควบคุมเมตาบอลิซึมหลักของร่างกายเลย
และแถมปัจจุบันทราบกันดีแล้วว่า

เป็นอวัยวะที่ส่งสารคล้ายฮอร์โมนคุยกับทั้งร่างกายด้วยค่ะ

ที่น่ากลัวคือ
กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ “พึ่งการใช้งาน” มาก

ถ้าใช้งาน มันปรับตัว
ถ้าไม่ใช้งาน มันถอยเร็วมาก
ลองบีบมือดูก็ได้ (Hand grip)
จะเห็นว่ากำลังก็ถดถอยกว่าตอนสมัยรุ่นๆ แล้ว




💡 ปัญหาหลักจริงๆ ของกล้ามเนื้อลีบคืออะไร

ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ
“เพราะร่างกายสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อน้อยลง
+ สลายโปรตีนมากขึ้น”

เพราะขาดสัญญาณการใช้งาน
เจอได้ทั่วไปในคนที่นั่งๆ นอนๆ (Sedentary lifestyle)
แม้จะไม่ได้ลีบชัดเจน แต่กำลังอะไร หายจริง

ส่วนที่หนักๆ เลยคือ
✔️ ตอนนอนติดเตียง
✔️ ตอนใส่เฝือก
✔️ ตอนป่วยหนัก
✔️ ตอนหลังผ่าตัด
✔️ ตอนอายุมากขึ้น (60 ขึ้นนี่เห็นชัดมาก)
✔️ ตอนมีการอักเสบเรื้อรังในร่างกายจากโรคต่างๆ

กล้ามเนื้อจะเริ่มได้รับสัญญาณว่า
“ไม่ต้องลงทุนสร้างเยอะแล้ว”
“สลายโปรตีนของแกมาเถอะ”

เหมือนร่างกายเริ่มรื้อโครงสร้างกล้ามเนื้อ
เอาชิ้นส่วนไปใช้เป็นพลังงาน
หรือรีไซเคิลในช่วงที่ร่างกายกำลังเครียด

ฟีลคล้ายๆ ซอมบี้(อวัยวะอื่น)
มารุมทึ้งกล้ามเนื้อเลย



เหตุที่กล้ามเนื้อยอมทำ เพราะกล้ามเนื้อ
มีวงจรเคมีรอรับอยู่แล้ว (FOXO, MuRF1, MAFbx)
ที่เอาไว้ “รื้อบ้าน” เมื่อได้รับคำสั่ง เมื่อรับรู้ว่าไม่ค่อยใช้
เหมือนติดตั้งระบบเสียสละให้คนอื่นรอไว้ละ

และพอโหมดนี้เปิดนานๆ
โปรตีนหดตัวของกล้ามเนื้อถูกย่อย
แรงลดลง ลุกยืนยาก
เดินช้าลง ทรงตัวแย่ลง
และฟื้นตัวจากโรคช้าลงมากค่ะ

โรคเรื้อรังหลายโรค ถ้ามวลกล้ามเนื้อน้อยๆ
ก็เป็นเรื้อรังมากขึ้น อย่างโรคที่ขาดไม่ถึงคือ
ไขมันพอกตับไง




แต่ข้อดีคือ
กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ “ตอบสนองต่อการกลับมาใช้งาน” ดีมาก

นั่นคือเหตุผลที่การออกกำลังกายสำคัญมากค่ะ

🏃‍♀️ เพราะการออกกำลังกาย
มันเปลี่ยนสัญญาณระดับเซลล์ทั้งระบบเลย

1️⃣ เปิดโหมดสร้างกล้ามเนื้อ

เวลาเราออกกำลังกาย โดยเฉพาะแรงต้าน
กล้ามเนื้อจะได้รับแรงดึง แรงกด และแรงต้าน

แรงพวกนี้ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยนะคะ
มันคือ “ภาษาที่กล้ามเนื้อเข้าใจ”
✔️ กระตุ้นวงจรเคมีที่รอไว้ (IGF-1 / Akt / mTOR)
✔️ เพิ่มการสร้างโปรตีนกล้ามเนื้อ
✔️ เพิ่มประสิทธิภาพการแปลรหัสโปรตีน
✔️ ช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาเข้าสู่โหมดซ่อมและสร้าง

พูดง่ายๆ คือ
ออกกำลังกายเหมือนกดปุ่มบอกกล้ามเนื้อว่า
“เรายังต้องใช้เธออยู่นะ อย่าเพิ่งยุบๆๆๆ”



2️⃣ ปิดโหมดรื้อกล้ามเนื้อ

อีกด้านหนึ่ง
การออกกำลังกายช่วยลดสัญญาณสลายกล้ามเนื้อด้วยค่ะ

โดยเฉพาะการกด FOXO ตัวดีเลย
ไม่ให้เปิดคำสั่งสลายโปรตีนมากเกินไป
✔️ ลดตัวการสำคัญที่สั่งเปิดตัวสลาย (MuRF1, MAFbx)
✔️ ปิดระบบสลายโปรตีน (ubiquitin-proteasome)
✔️ ช่วยให้ autophagy กลับมาเป็นระบบเก็บกวาด ไม่ใช่ระบบรื้อเกินจำเป็น รื้อจนเซลล์ฝ่อจนชิบหๅย

อันนี้สำคัญมากในคนสูงอายุ
คนป่วยนอนนาน คนหลังผ่าตัด
หรือคนที่หยุดเคลื่อนไหวนานๆ
เพราะกล้ามเนื้อเสียเร็วมาก
แต่กว่าจะสร้างกลับมา ใช้เวลานานกว่ามากค่ะ



3️⃣ ฟื้นโรงไฟฟ้าในกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อที่ดีต้องมีไมโตคอนเดรียที่ดีด้วยค่ะ

ไมโตคอนเดรียคือโรงไฟฟ้าของเซลล์
ถ้าโรงไฟฟ้าอ่อนแรง
กล้ามเนื้อก็เหนื่อยง่าย เผาผลาญแย่ และทนต่อความเครียดได้น้อยลง

เวลาออกกำลังกาย
ร่างกายจะกระตุ้นกุญแจสำคัญชื่อ PGC-1α

ตัวนี้เหมือนหัวหน้าช่างโรงไฟฟ้า
ช่วยเพิ่มการสร้างไมโตคอนเดรีย
ปรับคุณภาพ (แยกส่วนพังๆ ไปซ่อม พังมากก็รีไซเคิลโลด)
และช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานได้ยืดหยุ่นขึ้น
✔️ ใช้น้ำตาลดีขึ้น
✔️ เผาผลาญไขมันดีขึ้น
✔️ ทนต่ออนุมูลอิสระดีขึ้น
✔️ เหนื่อยช้าลง
✔️ ฟื้นตัวดีขึ้น



4️⃣ ทำให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลจากเลือดดีขึ้น

กล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในอวัยวะหลักที่คอยรับน้ำตาลออกจากเลือดค่ะ

พอเราขยับกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อจะเปิดประตูรับน้ำตาลที่ชื่อ GLUT4 มากขึ้น

ที่ดีมากคือการหดตัวของกล้ามเนื้อเปิดประตูนี้ได้
แม้สัญญาณอินซูลินจะไม่สมบูรณ์

ดังนั้นการออกกำลังกายจึงช่วยมากในคนที่เริ่มดื้ออินซูลิน
น้ำตาลสูง
น้ำหนักเกิน
หรือมีความเสี่ยงเบาหวาน

✔️ กล้ามเนื้อรับน้ำตาลดีขึ้น
✔️ น้ำตาลค้างในเลือดน้อยลง แก้ปัญหาน้ำตาลสูงเรื้อรัง ซึ่งเป็นหายนะของโรคแทบทุกโรคในปัจจุบันเลย



5️⃣ รักษาสายสื่อสารระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ

อันนี้คนไม่ค่อยทราบกันค่ะ
คือกล้ามเนื้อจะทำงานดีไม่ได้เลย
ถ้าสัญญาณจากเส้นประสาทส่งมาไม่ดีค่ะ

จุดเชื่อมระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ
เรียกว่า neuromuscular junction

เมื่ออายุมากขึ้น หรือไม่ค่อยได้ใช้กล้ามเนื้อ
จุดเชื่อมนี้อาจเริ่มเสื่อมลง

ผลคือ แรงลด ควบคุมกล้ามเนื้อยากขึ้น
ลุกยืนไม่มั่นคง เดินแล้วรู้สึกไม่แน่น
เสี่ยงล้มง่ายขึ้น
บางทีตัวเซลล์กล้ามเนื้อน่ะ ยังฝ่อไม่เท่าไหร่เลย
แต่ที่ power หายเยอะๆ น่ะ เป็นที่จุดนี้

การออกกำลังกายช่วยให้ระบบนี้ยังถูกใช้งาน
เหมือนสายไฟที่ยังมีกระแสวิ่งผ่าน
ร่างกายจึงมีเหตุผลที่จะรักษามันไว้ค่ะ



6️⃣ ลดการอักเสบเรื้อรังที่กัดกล้ามเนื้อ

การอักเสบมีสองแบบค่ะ

อักเสบแบบสั้นๆ เพื่อซ่อมแซม
อันนี้จำเป็น

แต่อักเสบเรื้อรังจากอ้วนลงพุง อายุ โรคเรื้อรัง หรือป่วยหนัก
อันนี้ทำให้กล้ามเนื้อพังยับๆ

เพราะมวลมหาสารก่ออักเสบ
สามารถกระตุ้นการสลายกล้ามเนื้อได้เลย
ทำให้สร้างกล้ามเนื้อยากขึ้น
และทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลง

แต่เวลาออกกำลังกายสม่ำเสมอ
กล้ามเนื้อจะเปลี่ยนบรรยากาศการอักเสบใหม่

✔️ ลดการอักเสบเรื้อรัง
✔️ เพิ่มสารที่ช่วยปรับสมดุลภูมิ
✔️ ช่วยให้การซ่อมแซมเป็นระบบขึ้น
✔️ ลดโหมดที่ร่างกายรื้อกล้ามเนื้อเกินจำเป็น (Catabolism)





ออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเริ่มหนักเลย
โดยเฉพาะในคนป่วย คนสูงอายุ
หรือคนที่เพิ่งฟื้นจากการนอนนาน

ขอแค่เริ่มให้กล้ามเนื้อ “ได้รับสัญญาณว่าเรายังใช้มันอยู่”
เช่น
✔️ ลุกยืนบ่อยขึ้น
✔️ เดินสั้นๆ หลายรอบ
✔️ ฝึกแรงต้านเบาๆ
✔️ ฝึกกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก หลัง และน่อง
✔️ เพิ่มโปรตีนให้พอ
✔️ ค่อยๆ เพิ่มความหนักตามสภาพร่างกาย

ในบางคนที่ขยับเองไม่ได้
เช่น ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง หรือผู้ป่วยหนัก
การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า
หรือการฝึกแบบมีเครื่องช่วย
ก็ยังมีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยกล้ามเนื้อยังได้รับสัญญาณการหดตัวค่ะ

แต่พอเริ่มทำได้คล่องเป็นนิสัยแล้ว
ปรับเพิ่ม volume ของการออกขึ้น ความถี่มากขึ้น
ให้เหมาะสม เราก็จะยิ่งแข็งแรงค่ะ
(แน่นอนว่า มีวันพักนะ)




ดังนั้นนนนน
การออกกำลังกายนั้นทำอะไรกับกล้ามเนื้อบ้าง?
✅ เปิดโหมดสร้างกล้ามเนื้อ
✅ ลดโหมดสลายกล้ามเนื้อ
✅ ฟื้นโรงไฟฟ้าไมโตคอนเดรีย
✅ ดึงน้ำตาลจากเลือดดีขึ้น
✅ รักษาการสื่อสารประสาทและกล้ามเนื้อ
✅ ลดการอักเสบเรื้อรัง
✅ ทำให้ฟื้นตัวจากโรคได้ดีขึ้น



กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะที่ซื่อสัตย์มากค่ะ

ถ้าเราใช้งานมัน
มันจะพยายามแข็งแรงขึ้นเพื่อเรา

แต่ถ้าเราทิ้งมันไว้นานเกินไป
มันก็จำเป็นต้องถอย
เพราะร่างกายคิดว่าเราไม่ต้องใช้มันแล้ว

เริ่มดูแลมันตั้งแต่วันนี้นะคะ
ออกกำลังกายกันเถอะค่ะ
เริ่มออกแบบไหนก็ได้ ออกไปเหอะ
แต่ถ้าคล่องแล้ว ควรเอาทั้งแอโรบิก ทั้งแบบมีแรงต้านค่ะ
Cr.tensia

24/04/2026

อันตรายกว่าที่คิด ครับ อย่าประมาทครับ PM 2.5 ร้ายแรงกว่าที่คุณคิดไว้เยอะครับ

Photos from Exclusive Fitness Training's post 20/04/2026

ให้เตรียมรับมือกับอุณหภูมิ 40-50 องศา

ควรดื่มน้ำสะอาด ดื่มช้าๆ
หลีกเลี่ยงน้ำเย็น
น้ำแข็ง

ขณะนี้ มาเลียเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์กำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน

อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

1. หมอบอกว่า
หากร้อนถึง 40 องศา
ไม่ควรดื่มน้ำเย็นต่อไป
เพราะหลอดเลือดเล็กอาจปริหรือระเบิดได้

เพื่อนของหมอ
คนหนึ่งมาจากข้างนอก
ร้อนจนเหงื่อแตก รีบล้างเท้าด้วยน้ำเย็น
ผลคือตามองไม่เห็นต้องรีบเรียกรถพยาบาล

2. หากร้อนถึง 38 องศา
ก็ปล่อยร่างกายร้อนไป
อย่าดื่มน้ำเย็น
ให้ดื่มน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
ค่อยๆ ดื่ม อย่ารีบร้อนล้างขาล้างมือหรือส่วนที่ถูกแดดเผา
ควรรอสัก 30 นาทีค่อยอาบน้ำ

3. ชายคนหนึ่งร้อนมาก รีบอาบน้ำ
อาบเสร็จขากรรไกรแข็ง
เป็นสโตรคไปเลย

**ข้อควรระวัง** ในหน้าร้อนหรือยามคุณอ่อนเพลีย
หลีกเลี่ยงดื่มน้ำเย็นทันที
เพราะมันจะทำให้หลอดเลือดหดเล็ก แล้วเป็นสโตรค
(สอนลูกหลานด้วย)

Cr. D.Surapong

10/04/2026

ร้านหยุดสงกรานต์
12-15 เม.ย69
เปิดใช้บริการ
16 เม.ย

Photos from Exclusive Fitness Training's post 07/04/2026

HYROX (ไฮร็อกซ์) คือการแข่งขันฟิตเนสระดับโลก (World Series of Fitness Racing) ที่ผสมผสานการวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับฐานออกกำลังกายแบบ Functional Exercise ทั้งหมด 8 สถานี ทำซ้ำ 8 รอบ จัดขึ้นภายในอาคาร ออกแบบมาให้ทุกคนตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่นไปจนถึงนักกีฬามืออาชีพสามารถเข้าร่วมได้ โดยเน้นความแข็งแกร่งของร่างกายและความอึด
TISCO Insure
TISCO Insure
+2
จุดเด่นและการแข่งขัน HYROX
รูปแบบการแข่ง: วิ่ง 1 กม. + สถานีออกกำลังกาย (สลับกัน 8 ครั้ง)
8 สถานีการฝึก: SkiErg, ผลักเลื่อน (Sled Push), ดึงเลื่อน (Sled Pull), กระโดดเบอร์พี (Burpee Broad Jumps), พายเรือ (Rowing), แบกน้ำหนัก (Farmers Carry), ลันจ์ (Sandbag Lunges), วอลล์บอล (Wall Balls)
ประเภทการแข่งขัน: มีทั้งแบบเดี่ยว (Singles), คู่ (Doubles), และทีม 4 คน (Relay)
มาตรฐานสากล: ใช้กติกาและอุปกรณ์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทั้งเรื่องน้ำหนักและระยะทาง
ระดับความฟิต: เปิดกว้างสำหรับทุกคน มีรุ่น Open สำหรับมือใหม่ และ Pro สำหรับผู้ที่ต้องการความท้าทาย
Red Bull
Red Bull
+5
HYROX ได้กลายเป็นเทรนด์ออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากเป็นทั้งการแข่งขันเพื่อท้าทายขีดจำกัดตัวเอง และเป็นงานที่สร้างสังคมคนรักสุขภาพ ซึ่งในประเทศไทยมีการจัดแข่งขันอย่างเป็นทางการ

CrossFit คืออะไร?

CrossFit เป็นการออกกำลังกายที่ผสานทั้งคาร์ดิโอ, การยกน้ำหนัก, ยิมนาสติก และการฝึกกล้ามเนื้อลำตัว (core training) เข้าด้วยกัน ทำให้ร่างกายได้รับการพัฒนาทั้งความแข็งแรง พละกำลัง และความทนทาน ข้อดีคือ CrossFit เป็นการออกกำลังกายที่ให้ผลอย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาต่อครั้งเพียง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการฟิตเนสเต็มรูปแบบการออกกำลังกายแบบ CrossFit เหมาะกับใคร?
CrossFit อาจจะไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าคุณมีพื้นฐานการออกกำลังกายและต้องการเพิ่มความท้าทาย การฝึก CrossFit จะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ควรฝึกกับเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ และที่สำคัญคือ คุณสามารถฝึก CrossFit ได้ทั้งคนเดียวหรือมากับกลุ่มเพื่อน ซึ่งการออกกำลังกายแบบกลุ่มจะช่วยเสริมกำลังใจและเพิ่มความสนุกได้มากขึ้น
CrossFit และ Hyrox เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จากใจคนที่เคยลงแข่งทั้ง 2 แบบ (แต่ไม่เก่งซักอัน) จะมาบอกถึงความแตกต่างระหว่างกีฬา 2 ประเภทนี้มาให้อ่านกัน เพื่อที่แต่ละคนจะได้เข้าใจกีฬา 2 ประเภทนี้มากขึ้น ไม่สับสนว่า Hyrox เป็น CrossFit รึเปล่านะ แล้วทำไมแชมป์ CrossFit ถึงไม่ชนะ Hyrox และแชมป์ Hyrox ก็ไม่ชนะ CrossFit ส่วนถ้าใครมีความเห็นแตกต่างหรือจะเสริมคอมเมนท์ได้เลยนะครับ มาช่วยกันพัฒนาทั้ง 2 กีฬานี้ให้ดีขึ้นไปด้วยกันครับ

1. เป้าหมายในการฝึกที่แตกต่างกัน (Goal)

🔺CrossFit - เน้นการฝึกให้เก่งหลายด้านทั้ง Olympic Lifting (Clean, Sn**ch, Jerk) และท่าที่ต้องใช้ Barbell และ Dumbbell ต่าง ๆ , Gymnastic Skills (Pull-up, Muscle-up, Handstand Walk) รวมถึงการมี Cardio ที่ดีด้วย (skills ในครอสฟิตเยอะมาก เขียนตรงนี้ยาวไปอีก 4 บรรทัด)

🔺Hyrox - เน้นการฝึกความอึดและความต่อเนื่องของการวิ่งภายใต้ความล้าจากการทำ functional workout 8 ฐาน
____________________________

2. ทักษะในการฝึกที่แตกต่างกัน (Skills Requirement)

🔺CrossFit - ต้องมีทักษะในการเคลื่อนไหวที่สูงและมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะแต่ละด้านเป็นเวลานาน

🔺Hyrox - ไม่ต้องมีทักษะที่สูงมาก ใช้เวลาฝึกฝนทักษะในแต่ละ station น้อย
____________________________

3. รูปแบบของการแข่งขันที่ต่างกัน (Structure)

🔺CrossFit - มีการเปลี่ยนไปตามแต่ละการแข่งขัน ขึ้นอยู่กับความโรคจิตของคนออกแบบการแข่งขันว่าอยากเห็นคนทรมานแบบไหน

🔺Hyrox - รูปแบบการแข่งขันเหมือนเดิมทุกที เปลี่ยนแค่รูปแบบแผนผังของการวิ่งและการเข้าแต่ละฐาน
____________________________

4. ความต้องการทางด้านสรีรวิทยา (Physiological Demands)

🔺CrossFit - ต้องการทั้ง Power, Strength, Anaerobic & Aerobic Endurance และ Skills

🔺Hyrox - ต้องการ Aerobic Capacity + Muscular Endurance
____________________________

จุดเด่นของ CrossFit
- ครบเครื่อง พัฒนาทักษะหลายอย่าง
- มีการฝึกที่หลากหลายในแต่ละวัน
- เน้นการฝึก Power & Strength Training
- Community แข็งแรง มีการเชียร์กันตลอด

จุดด้อยของ CrossFit
- มือใหม่ฝึกยาก เพราะมีทักษะให้ฝึกเยอะ
- แนวโน้มการบาดเจ็บสูง ถ้าฝืนและข้ามการฝึกตามลำดับความสามารถ
- วัดผลยาก เพราะการแข่งขันมีความหลากหลาย ผลงานในการแข่งขึ้นอยู่ว่าโปรแกรมเข้าทางใคร
____________________________

จุดเด่นของ Hyrox
- มือใหม่เข้าถึงได้ง่าย รูปแบบไม่ซับซ้อน
- รูปแบบการแข่งขันที่เหมือนกันทุกที่ ทำให้วัดผลได้ง่าย ทำให้อยากทำเวลาดีเพิ่มขึ้นทุกครั้ง
- เหมาะสำหรับคนที่ชอบวิ่ง และอยากท้าทายตัวเองเพิ่มขึ้น

จุดด้อยของ Hyrox
- มีรูปแบบการฝึกที่ซ้ำ อาจจะทำให้เบื่อได้ง่าย
- Skills ในการฝึกน้อย ทำให้อาจจะขาดการพัฒนาทักษะทางการเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ ไป
____________________________

ทั้ง Hyrox และ CrossFit มีข้อดีทั้งคู่ แต่ละคนเลือกเอามาปรับใช้กับการฝึกของตัวเองให้เหมาะสม ส่วนจะแข่งอะไร ก็ตั้งใจฝึกแบบนั้นให้ถูกต้องมากขึ้น และผลงานก็จะออกมาดีเองครับ

Cr. ข้อมูลรูปภาพทางอินเทอร์เน็ต

01/04/2026

กินไข่วันละหลายฟอง
ทำคอเลสเตอรอลสูง
จริงไหม? โพสต์นี้มีคำตอบ

01/04/2026

🔥 10 ความเข้าใจผิดเรื่อง PM 2.5 ที่กำลังฆ่าคุณผ่อนส่ง (ฉบับเชียงใหม่วิกฤต AQI 600+)

เชียงใหม่ตอนนี้ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว แต่มันคือ ห้องรมควันยักษ์ ใครที่ยังคิดว่าป้องกันตัวแบบเดิม ๆ แล้วจะรอด อ่าน 10 ข้อนี้ก่อนครับ

1. "ปิดประตูหน้าต่างบ้านแล้ว...ปลอดภัย" 🏠

ฝุ่น PM 2.5 มันเล็กกว่าเส้นผม 20-30 เท่า ร่องประตู ขอบหน้าต่าง รูมุ้งลวด คือเข้าได้หมด ถ้าบ้านคุณไม่ได้ซีลสนิทระดับห้องคลีนรูม ฝุ่นข้างนอก 500 ข้างในบ้านก็ทะลุ 300-400 ได้ง่าย ๆ อย่าคิดว่าอยู่บ้านแล้วจะรอดถ้าไม่มีเครื่องฟอก!

2 "มีเครื่องฟอกตัวจิ๋ว...แต่วางกลางห้องโถง" 🌀

มันคือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำครับ เครื่องฟอกอากาศเขามีขนาดพื้นที่กำกับไว้ เอาเครื่องสำหรับห้องนอน 15 ตร.ม. ไปตั้งกลางบ้านกว้าง ๆ มันฟอกไม่ทันฝุ่นที่ไหลเข้าหรอกครับ เหมือนเอาขันไปตักน้ำออกจากเรือที่รั่วนั่นแหละ

3. "หน้ากากอนามัยสีฟ้า สีเขียว...เอาอยู่" 😷
หน้ากากสีเขียว หน้ากากสีฟ้ามีไว้กันน้ำลายกับเชื้อโรค ไม่ได้มีไว้กันฝุ่นละเอียดระดับไมครอน ฝุ่นมันมุดเข้าข้างแก้มและสันจมูกคุณแบบเต็มๆ นาทีนี้ต้อง N95 หรือ KN95 ที่ใส่แล้วหน้าเป็นรอยกดทับเท่านั้น ถึงจะเรียกว่า "ป้องกัน"

4. "ปลูกต้นไม้กรองฝุ่น...ช่วยได้เยอะ" 🌿

ในวันที่ AQI ทะลุ 600 ต้นไม้มันแทบจะสำลักควันตายก่อนเราอีกครับ! มันช่วยดักฝุ่นได้แค่เศษเสี้ยว เท่านั้น อย่าเอาชีวิตไปฝากไว้กับต้นลิ้นมังกรหรือพลูด่าง ในวิกฤตแบบนี้ต้อง ไส้กรอง HEPA เกรดสูง เท่านั้นถึงจะเอาอยู่

5. "พ่นน้ำหน้าบ้าน...ลดฝุ่น" 💦
พ่นไปเถอะครับ พื้นเปียกแต่ปอดพังเหมือนเดิม เพราะน้ำที่พ่นมันดักได้แค่ฝุ่นใหญ่ (PM 10) ส่วน PM 2.5 มันเบาและลอยสูงเกินกว่าที่สายยางบ้านคุณจะไปถึง แถมความชื้นที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ฝุ่นตกลงมาค้างในระดับจมูกเรานานขึ้นด้วย!

6. "อยู่คอนโดชั้นสูง ๆ ฝุ่นขึ้นไม่ถึง" 🏢
ฝุ่น PM 2.5 มันเบากว่าอากาศ มันลอยตัวไปได้ทุกชั้นครับ บางวันชั้นสูง ๆ ฝุ่นหนากว่าข้างล่างด้วยซ้ำเพราะเป็นจุดที่กระแสลมพัดมาสะสม อย่าคิดว่าอยู่ชั้น 20 แล้วจะได้รับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าด้ายล่าง

7. "เปิดแอร์ = ฟอกอากาศ" ❄️
แอร์ส่วนใหญ่คือเครื่องทำความเย็น ไม่ใช่เครื่องฟอกอากาศ! ถ้าแอร์คุณไม่มีฟิลเตอร์ PM 2.5 โดยเฉพาะ มันก็แค่ดูดฝุ่นจากในห้องเข้าไปวนผ่านคอยล์เย็นแล้วพ่นกลับออกมาให้คุณสูดดมซ้ำไปซ้ำมา

8. "ใส่ N95 จนดำปี๋ค่อยทิ้ง" 🔄

หน้ากาก N95 มีอายุการใช้งาน ยิ่งฝุ่นหนาระดับ 500-600 ไส้กรองมันจะตันเร็วมาก ถ้าหายใจลำบากขึ้น หรือหน้ากากเริ่มย้วยจนไม่แนบหน้า ให้ทิ้งทันที อย่าขี้เหนียวกับสุขภาพตัวเอง

9. "ออกไปวิ่ง/ขี่จักรยาน...แป๊บเดียวเอง" 🏃‍♂️

นี่คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม! ยิ่งคุณออกกำลังกาย ปอดคุณจะยิ่งขยายและสูดเอาอากาศพิษเข้าไปลึกและมากกว่าปกติหลายเท่า การอยู่กลางแจ้ง 1 ชม. ในวันที่อากาศแบบนี้ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่เป็นซอง ๆ

10 "รอให้เห็นควันก่อนค่อยใส่หน้ากาก" 🌫️
ฝุ่น PM 2.5 มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในระดับปกติครับ วันที่ฟ้าดูหม่นๆ เหมือนหมอกยามเช้า นั่นแหละคือควันพิษล้วน ๆ อย่ารอให้แสบตาหรือไอเป็นเลือดก่อนถึงจะเริ่มป้องกันตัว

ียงใหม่ #วิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือ

22/03/2026

ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต วัย 44 ปี
ลงแข่งฟิตเนสครั้งแรกในชีวิต 💥✨
พร้อมเป้าหมายสุดพีค… อยากอยู่ดูแลลูกถึงอายุ 120 ปี! ❤️👨‍👩‍👧‍👦

👏 เห็นแล้วต้องปรบมือให้ “แม่ชม” จริงๆ
กับการตัดสินใจลงสนาม HYROX BANGKOK 2026 🏃‍♀️🔥
เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่า… ไม่ได้มีดีแค่ความสวย
แต่สายสตรองก็ทำได้ไม่แพ้ใคร! 💪✨

🔹 เบื้องหลังความปังนี้
เธอเพิ่งเริ่มออกกำลังกายจริงจังตอนอายุ 30 🕰️
เพราะอยากมีสุขภาพแข็งแรง
และอยู่กับลูกๆ และครอบครัวไปนานที่สุด 🤍

การแข่งครั้งนี้ไม่ง่ายเลย 😤
ต้องแบ่งเวลาจากบทบาท “คุณแม่ลูก 3”
มาฝึกซ้อมหนัก อดทนกับความเหนื่อยล้า
จนทำผลงานออกมาได้เกินคาด! 🎯

💧 และเมื่อถึงเส้นชัย…
น้ำตาแห่งความภูมิใจก็ไหลออกมาแบบกลั้นไม่อยู่ 😭💖
เพราะมันคือผลลัพธ์ของ “ความพยายามล้วนๆ”

📣 กำลังใจจากครอบครัวที่มาเชียร์ติดขอบสนาม
ยิ่งทำให้โมเมนต์นี้ยิ่งซึ้งกินใจ 🥹🤍

✨ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
ความสำเร็จไม่ได้มาจากชื่อเสียง
แต่มาจาก “วินัย + ความตั้งใจ”

💬 และสุดท้าย…
“สุขภาพที่ดี ไม่มีทางลัด
อยากได้ ต้องลงมือทำเอง” 💚🏃‍♀️

#แม่ชมสายสตรอง
#แรงบันดาลใจสุขภาพ

19/03/2026

ภูมิคุ้มกันแต่ละคนมีเหมือนกัน
แต่!!ทุกคนมีภูมิคุ้มกันต่างกันเพราะการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างกัน....
แต่สามารถสร้างให้แข็งแรงได้

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Chiang Mai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


134/1 Rattanakosin Road, Changmoi, Muang
Chiang Mai
50300

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 21:00
อังคาร 08:00 - 21:00
พุธ 08:00 - 21:00
พฤหัสบดี 08:00 - 21:00
ศุกร์ 08:00 - 21:00
เสาร์ 08:00 - 21:00