09/07/2026
📗⚽️ หนังสือฟุตบอล 11 คน ส่งมอบให้กับ “โค้ชโอเว่น ปิติกฤษฎิ์ โภคินพรปวีณ์”
ผู้ฝึกสอนอะคาเดมี่ สมุยอารีน่า
🙏🏻 ทางเพจ Coaching Point วิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล ต้องขอขอบคุณ “โค้ชโอเว่น” เป็นอย่างยิ่งนะครับ ที่ให้เกียรติรับหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน และให้แนวทางการทำหนังสือเล่มอื่นๆ ต่อไปครับผม 🙏🏻
สำหรับผู้ที่สนใจ อยากเข้าใจเกมฟุตบอลให้ดียิ่งขึ้น สามารถสั่งซื้อได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานหรือเป็นโค้ชฟุตบอลก็อ่านได้ครับ
‼️ หนังสือ “ฟุตบอล 11 คน”
รวมหลักการและแนวคิดที่จะทำให้คุณเข้าใจฟุตบอล 11 คน มากขึ้น อ่านสนุก เข้าใจง่าย ได้แนวคิด
📌 ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้?
- หนังสือขนาด A5 จำนวน 151 หน้า พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม อ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ
- มีรูปภาพประกอบมากกว่า 180 รูป เห็นภาพชัดเจน เข้าใจง่าย
- เจาะลึกเนื้อหา 11 บท ตั้งแต่พื้นฐาน, เรื่องพื้นที่และโซน, จนถึงการประยุกต์ใช้
- แนะนำระบบการเล่นยอดฮิต เช่น 4-3-3, 3-5-2 เจาะลึกจุดแข็ง-จุดอ่อน และวิธีเลือกแผนให้เหมาะกับทีม
💬 เพียงพิมพ์คำว่า "สนใจ" ใต้โพสต์นี้
หรือทักข้อความมาที่เพจ Coaching Point ได้เลยครับ!
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล
#หนังสือฟุตบอล11คน #ฟุตบอล #แทคติกฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก
09/07/2026
ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ได้บันทึกสถิติที่น่าสนใจ คือ ลิโอเนล เมสซี่ ทำสถิติเฉลี่ยระยะทางการวิ่งต่อ 90 นาที (Distance run per 90) ต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์ โดยวิ่งไปเพียง 8.1 กิโลเมตรต่อเกม ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในบรรดานักเตะทั้งหมด แต่เขากลับมีสถิติการทำประตูเป็นอันดับที่ 1 ของทัวร์นาเมนต์
หากดูจากสถิติผลงานของเมสซี่ในฟุตบอลโลก 2026 จะพบความยอดเยี่ยมของเขาคือ เขาสามารถ ทำประตูมากที่สุด (8 ประตู), สร้างโอกาสทำประตูมากที่สุด (29 ครั้ง) และยิงเข้ากรอบมากที่สุด (17 ครั้ง), สร้างสรรค์โอกาสทองให้เพื่อนมากที่สุด (6 ครั้ง), มีส่วนร่วมกับประตูมากที่สุด (9 ครั้ง) และพยายามส่งบอลทะลุช่องมากที่สุด (11 ครั้ง)
ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าค่าความน่าจะเป็นในการเป็นประตูเด่นชัดที่สุด (Best xG overperformance +3.34) ยิ่งไปกว่านั้น เมสซี่ยังจารึกสถิติโลกใหม่ โดย 47% ของประตูทั้งหมดที่ทำได้โดยผู้เล่นอายุ 38 ปีขึ้นไปในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เกิดขึ้นจากฝีเท้าของ ลิโอเนล เมสซี่ ในปี 2026 นี้เพียงคนเดียวเท่านั้น (8 จาก 17 ประตู)
ซึ่งคำตอบของสถิตินี้ มีโค้ชและผู้เชี่ยวชาญหลายคนโฟกัสไปที่ การยืนตำแหน่งของเขา (Positioning) และการทำงานของระบบประสาทรับรู้ระดับอาชีพ ซึ่งเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยกล่าวถึงเมสซี่ไว้ว่า "เขาหันมองรอบตัวและขยับหัวอยู่แทบทุกวินาที เขามีแผนที่ของทั้งสนามจำลองอยู่ในหัวของเขาเรียบร้อยแล้ว"
กระบวนการนี้ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า Elite Scanning (การใช้สายตาสังเกตสถานการ์รอบๆ ในระดับสูง) ในขณะที่คนอื่นกำลังวิ่ง เมสซี่ใช้การเดินเพื่อเก็บข้อมูล เขาประมวลผลตลอดเวลาว่าคู่แข่งอยู่ตรงไหน เพื่อนอยู่ตรงไหน และช่องว่างจะเกิดขึ้นที่ใด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไปกับการวิ่งมากมาย
ในมุมมองของศาสตราจารย์ เดวิด ซัมป์เตอร์ (David Sumpter) แห่งมหาวิทยาลัยอุปซาลา ได้ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามทางแทกติกที่น่าสนใจว่า “ทำไมผู้เล่นที่ทุกทีมต่างกลัวเขาและหาทางประกบอย่าดี แถมเอาแต่เดินเล่นช้าๆ ถึงสามารถทำให้ตัวเองหลุดจากการประกบ และได้รับบอลอย่างอิสระบ่อยครั้งขนาดนั้น?”
คำตอบนี้อธิบายได้ด้วยกฎของ โยฮัน ครัฟฟ์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า "หากคุณรู้ว่าพื้นที่ที่ต้องขยับไปอยู่ตรงไหน แค่ก้าวไปข้างหน้าก้าวเดียวก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องวิ่งไปทั่ว" และเมสซี่คือคนที่นำทฤษฎีนี้มาใช้จนถึงขั้นสูงสุด
1. เนื่องจากเมสซี่คือผู้เล่นที่อันตรายที่สุด กองหลังฝั่งตรงข้ามจึงไม่ปล่อยให้เล่นง่ายๆ เมื่อเมสซี่เลือกที่จะเดินหรือถอยลงมานอกกรอบเขตโทษในตำแหน่งที่ดูเหมือนไม่มีอันตราย กองหลังก็จะขยับตามเขาออกมาด้วย การเคลื่อนที่นี้ทำให้เขาสามารถสร้างพื้นที่ว่างในกรอบเขตโทษให้เพื่อนร่วมทีมสอดขึ้นมาเล่นได้
2. ในจังหวะที่เกมต้องการจุดเปลี่ยน บางครั้งเมสซี่ขยับตัวก้าวสั้นๆ เพียงแค่นิดเดียวในทิศทางที่ถูกต้อง แต่การขยับเพียงนิดเดียวในวินาทีนั้นกลับเป็นการเปิดช่องทางส่งบอล ทำให้เพื่อนร่วมทีมที่ครองบอลอยู่สามารถส่งบอลทะลุช่องส่งตรงมาถึงเท้าของเขาในพื้นที่ว่างได้อย่างแม่นยำ
การเข้าใจพื้นที่และจังหวะเวลาจึงสำคัญมากๆ ในฟุตบอลระดับสูง ผู้เล่นที่เข้าใจในระบบทีมและรู้จักการใช้พื้นที่ต่างก็เป็นผู้เล่นที่โค้ชทุกคนอยากจะมีไว้ในทีม
ฝากกดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ 🙏🏻⚽️
__________________________
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก
08/07/2026
”ศิลปะแห่งการเปลี่ยนเกม - ถอดรหัสการเล่นเมสซี่ ภายใต้ความกดดันในฟุตบอลโลก“
เมื่อนักฟุตบอลคนหนึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดจนเก่งเกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการได้ ผู้คนก็มักจะเริ่มสร้างทฤษฎีสมคบคิดเพื่อหาคำอธิบาย และเริ่มเชื่อว่าวงการฟุตบอลทั้งหมดถูกจัดฉากหรือออกแบบมาเพื่อให้เขาชนะเพียงคนเดียว
ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามไม่ใช่เรื่องของการจัดฉากอะไร แต่มันคือเรื่องของความสามารถจิตวิทยาการจัดการเกม ของ“เมสซี่”
ในแมตช์เกมที่ อาร์เจนตินา ตกเป็นฝ่ายตามหลัง อียิปต์ ถึง 2-0 สถานการณ์อยู่ในช่วงยากลำบาก ตัวเลข 0.6% คือโอกาสที่อาร์เจนตินาจะสามารถเอาชนะอียิปต์ได้ในเวลาปกติเมื่อดำเนินมาถึงนาทีที่ 78 ของการแข่งขัน
เมสซี่เริ่มแสดงสัญญาณเครียดให้เห็นในหลายๆ ช่วงของเกม เขาถูกล้อมด้วยผู้เล่นอียิปต์จำนวนมาก แต่แล้วในเสี้ยววินาที เมสซี่ก็สามารถสะบัดตัวประกบออกไปเล่นริมเส้น เหมือนสมัยที่เขาเริ่มเข้าสู่วงการฟุตบอลใหม่ๆ การส่งบอลระดับอัจฉริยะของเขาเป็นเริ่มของการกลับมาสู่เกม ก่อนที่เขาจะทำประตูด้วยลูกฮาล์ฟวอลเลย์ตีเสมอเป็น 2-2
เขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมจะป้อนโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมก่อนเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการคว้าโอกาสและจังหวะสำคัญไว้ด้วยตัวเองเช่นกัน มันคือความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างการเป็นผู้เล่นเพื่อทีม และการเป็นฮีโร่ของทีม
หากเราสังเกตการเล่นของเมสซี่ฃ จะพบว่าเขาม อิทธิพลต่อเกมรุกในทุกมิติ เขามักจะฉีกออกไปเล่นริมเส้นกว้าง หรือบางครั้งก็ถอยต่ำ ลงมาเชื่อมเกมในแดนกลาง ทำหน้าที่เชื่อมโยงการเล่น สร้างพื้นที่ว่าง และช่วยให้ทีมเคลื่อนบอลไปข้างหน้า เขามีส่วนร่วมในเกือบทุกช่วงของการบุกที่นำไปสู่การทำประตูของอาร์เจนตินา
ความสามารถในการเปลี่ยนตำแหน่งและการอ่านเกมนี้คือผู้เล่นที่มีอิทธิพลและกำหนดทิศทางของเกมกับ
การพาทีมโกงความตายในแมตช์นี้ ส่งผลให้ลิโอเนล เมสซี่ จารึกสถิติอันเป็นที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกไว้โดยการ ทำประตูในฟุตบอลโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 21 ประตู ทำแอสซิสต์ในฟุตบอลโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 ครั้ง
ฝากกดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ 🙏🏻⚽️
__________________________
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก
07/07/2026
⚽️ ความสำเร็จของนักฟุตบอลเยาวชน คืออะไร?
(What is Success in Youth Football?)
“ถ้าเด็กอายุ 13 ปี ได้แชมป์ทุกปี แต่เมื่ออายุ 18 ปี เลิกเล่นฟุตบอล… นี่เรียกว่าความสำเร็จหรือป่าว?”
นี่คือคำถามที่วงการฟุตบอลเยาวชนทั่วโลกกำลังพยายามหาคำตอบ เพราะทุกสัปดาห์ เราจะเห็นภาพเด็กโค้ชและผู้ปกครองยืนชูถ้วยรางวัลดีใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5-10 ปี… เด็กหลายคนที่เคยเก่งมากๆ กลับหายไปจากวงการฟุตบอล
ในขณะเดียวกัน เด็กธรรมดาบางคนที่ไม่เคยได้แชมป์เลยกลับก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
📌 คำถามคือ… เรากำลังวัด “ความสำเร็จ” ถูกวิธีแล้วหรือยัง?
วงการฟุตบอลสมัยใหม่ โดยเฉพาะอคาเดมี่ระดับโลก ไม่ได้มองความสำเร็จจากผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับศักยภาพในการพัฒนาในอนาคต (Future Potential) มากกว่า
เพราะเป้าหมายของฟุตบอลเยาวชน คือการสร้างนักฟุตบอลที่พร้อมสำหรับฟุตบอลอาชีพเมื่ออายุ 18–21 ปีความสำเร็จในฟุตบอลเยาวชน จึงเป็นกระบวนการ (Development over Outcome) ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา มีแนวคิดที่เรียกว่า Long-Term Player Development (LTPD) ซึ่งอธิบายว่า การพัฒนานักฟุตบอลต้องมองเป็นระยะเวลา 8–12 ปี
นั่นหมายความว่า… เด็กอายุ 12 ปี ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดแต่ต้องพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพพราะการพัฒนา คือสิ่งที่ทำนายความสำเร็จในอนาคตได้ดีกว่าผลการแข่งขัน แล้ว “ความสำเร็จ” ควรวัดจากอะไรได้บ้าง?
1️⃣ - เด็กพัฒนาขึ้นจากตัวเองหรือไม่? (Self Improvement)
การเปรียบเทียบกับเพื่อนไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดี แต่ควรถามว่า วันนี้จับบอลดีกว่าเดิมหรือยัง ตัดสินใจดีขึ้นไหม เล่นได้มั่นใจขึ้นหรือเปล่าฟุตบอลคือการแข่งขันกับตัวเองมากกว่าการแข่งขันกับคนอื่น
2️⃣ - เด็กคิดเป็นหรือยัง? (Football Intelligence)
ฟุตบอลระดับสูงเป็นเกมของคนที่ตัดสินใจดีที่สุด เด็กที่เรียนรู้ว่าเมื่อไรควรจะต้องทำอะไร กำลังสร้าง Football IQ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของนักฟุตบอลระดับโลก
3️⃣ - เด็กเล่นได้เมื่อมีความกดดันหรือไม่? (Performance Under Pressure)
นักเตะหลายคนซ้อมเก่งมาก แต่พอแข่งจริง เล่นไม่ได้เพราะฟุตบอล เต็มไปด้วยความกดดัน ความเหนื่อย เวลาในการตัดสินใจที่น้อยลง เสียงเชียร์ ความผิดพลาด ดังนั้น ความสำเร็จ คือ เล่นได้ในวันที่กดดันที่สุด
4️⃣ เด็กกล้าทำผิดพลาดหรือไม่? (Learning Through Mistakes)
อคาเดมี่ระดับโลกไม่ได้สอนเด็กห้ามพลาด แต่สอนว่า ถ้าพลาด…เรียนรู้อะไร เด็กที่กล้าลอง แม้จะเสียบอล มักพัฒนาเร็วกว่า เด็กที่เล่นแต่ลูกปลอดภัย เพราะความผิดพลาด คือข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ไม่ใช่ความล้มเหลว
5️⃣ - เด็กยังรักฟุตบอลอยู่หรือไม่? (Intrinsic Motivation)
งานวิจัยด้านจิตวิทยาการกีฬาพบว่าเด็กที่มีแรงจูงใจจากภายใน จะเล่นกีฬาได้นานกว่าและพัฒนาได้มากกว่า เด็กที่เล่นเพราะ พ่อแม่สั่ง โค้ชกดดัน
กลัวโดนดุ เด็กที่ยังสนุกกับฟุตบอล เมื่ออายุ 16 ปี มีโอกาสเป็นนักฟุตบอลอาชีพมากกว่า เด็กที่หมดไฟตั้งแต่อายุ 13 ปี
Case Study 1 - เด็กที่เก่งมากๆ คนนึงอายุ 12 ปี ตัวใหญ่กว่าเพื่อน วิ่งเร็ว ยิงแรง ทุกคนบอกว่าคนนี้อนาคตทีมชาติ โค้ชให้ลงทุกนัด ทีมเล่นเพื่อเขา ได้แชมป์ตลอด แต่พออายุ 15 ปี เพื่อนเริ่มโตทัน ข้อได้เปรียบด้านร่างกายหายไปเขาไม่เคยถูกฝึกให้คิด ตัดสินใจ แก้ปัญหา สุดท้ายเลิกเล่นฟุตบอลเมื่ออายุ 17 ปี เพราะเมื่อไม่ได้เหนือกว่าคนอื่น เขาไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
และพบงานวิจัยของ Güllich (2014, 2019) พบว่า นักกีฬาระดับโลกจำนวนมากไม่ได้เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในวัยเด็ก แต่พวกเขามีลักษณะร่วมคือ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการเรียนรู้ และความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Adaptability)
สิ่งนี้สะท้อนว่าศักยภาพในการพัฒนามีความสำคัญกว่าผลงานในช่วงอายุยังน้อย
ฝากกดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ 🙏🏻⚽️
__________________________
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก
06/07/2026
เน้นเด็กเป็น“ศูนย์กลาง” ไม่ใช่ความสำเร็จของตัวเองเป็น”ศูนย์กลาง“
บทความนี้ผมคิดอยู่นานพอสมควรว่าจะเขียนดีไหม เพราะไม่ใช่โค้ชทุกคนที่จะเข้าใจ หรือโค้ชบางคนเข้าใจแต่รับความจริงกันไม่ได้
เอาเป็นว่าบทความนี้อาจทำให้โค้ชหลายคนไม่พอใจผม แต่ถ้าคุณเปิดใจอ่านจนจบ ผมเชื่อว่าคุณจะเข้าใจว่าผมไม่ได้กำลังดูถูกใคร และไม่ได้ต้องการโจมตีโค้ชคนไหนเป็นการส่วนตัว แต่ผมกำลังพูดถึง "ความจริง" ที่กำลังฉุดฟุตบอลเด็กไทยเอาไว้
*** ต่อให้มีคนด่าผมเป็น 100 คน แต่ถ้ามีคนอ่านแล้วเข้าใจในสิ่งที่ผมสื่อสารเพียงแค่ 1 คน บทความนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ ***
เริ่มเลยแล้วกันครับ ถ้าเราอยากพัฒนาฟุตบอลเด็ก คนแรกที่ต้องพัฒนาก่อนเลย ไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่ผู้ปกครอง ไม่ใช่สมาคม แต่คือ...โค้ช เพราะโค้ชคือคนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุด โค้ชคือคนที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิด วิธีเล่น และ ทัศนคติของเด็ก ในสนามมากที่สุด
แต่สิ่งที่ผมยังเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือโค้ชฟุตบอลเด็กจำนวนไม่น้อย ยังไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าเป็นโค้ชไม่ดี หรือไม่มีความสามารถ แต่หมายถึงยังไม่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ยังสอนแบบเดิมเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว ยังเชื่อว่าวิธีเดิมคือวิธีที่ดีที่สุด และยังยึดติดกับความสำเร็จในอดีต จนไม่มองว่าวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว
ผมยังเห็นโค้ชจำนวนไม่น้อย ใช้การดุ ตะคอก กดดัน ทำโทษ ใช้คำพูดรุนแรง พูดไม่สุภาพกับเด็กและผู้ปกครอง บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเด็ก เพราะเชื่อว่าตัวเองก็โตมาแบบนี้ แล้วก็ประสบความสำเร็จได้
แต่คำถามคือ...เด็กยุคนี้เหมือนเด็กเมื่อ 20 ปีก่อนจริงหรือ ฟุตบอลยุคนี้เหมือนฟุตบอลเมื่อ 20 ปีก่อนจริงหรือ
คำตอบก็คือ...ไม่ใช่
โลกเปลี่ยนไปแล้ว เด็กเปลี่ยนไปแล้ว และองค์ความรู้ก็เปลี่ยนไปแล้ว แต่โค้ชหลายคนยังไม่เปลี่ยน
ประเทศที่พัฒนาฟุตบอลเด็กเขาก้าวไปถึงขั้นไหนแล้ว เค้าเน้นให้เด็กเริ่มเล่นฟุตบอลจากความสนุกก่อน ต่อด้วยการพัฒนาทักษะการคิด การตัดสินใจ เบสิคทักษะส่วนตัว การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การใช้วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ จิตวิทยาเด็ก และการพัฒนาระยะยาวกันหมดแล้ว
แต่บ้านเรา...ยังเถียงกันอยู่เลยว่า "เด็กชนะเป็นเด็กเก่ง แพ้จะเก่งได้ยังไง" "Academy ต้องได้แชมป์เยอะๆ พ่อแม่ถึงจะพาลูกมาเรียน" เรื่องนี้ทุกคนคงเคยได้ยิน
สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายที่สุดคือ เมื่อมีโค้ชรุ่นใหม่ๆ ออกมาพูดเรื่องแนวทางการพัฒนาเด็กแบบใหม่ กลับไม่ได้รับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเหตุผล แต่กลับถูกต่อต้าน ถูกประชด ถูกดูถูก หรือถูกโจมตี เพียงเพราะพูดในสิ่งที่แตกต่างจากความเชื่อเดิม
ถ้าเราเป็นแบบนี้...ฟุตบอลเด็กไทยจะเดินหน้าต่อได้อย่างไร
ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งใหม่ทุกอย่างถูกต้อง แต่ผมกำลังบอกว่า...
** โค้ชต้องกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ ** เพื่อให้ได้สิ่งที่แตกต่าง
และผมยังเห็นอีกค่านิยมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นปัญหาของวงการฟุตบอลเด็กไทยมานาน
ทุกวันนี้การเรียนรู้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วแล้วครับ ถ้าเราอยากรู้เรื่องฟุตบอลเด็ก อยากรู้เรื่องจิตวิทยาเด็ก วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือแนวทางการพัฒนาเด็กของประเทศต่างๆ เราสามารถเรียนรู้ได้แทบทุกวัน ทั้งจากหนังสือ งานวิจัย บทความ วิดีโอ การสัมมนา หรือคอร์สออนไลน์จากทั่วโลก
ความรู้วันนี้อยู่แค่ปลายนิ้ว แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ โค้ชบ้านเราจำนวนไม่น้อย กลับให้ความสำคัญกับ "ใบประกาศ" มากกว่า "ความรู้" บางคนเดินทางไปอบรมหลายครั้ง ไปงานสัมมนาหลายงาน เพราะอยากได้แค่ใบ Certificate อยากถ่ายรูปลงโซเชียล อยากบอกว่าผ่านหลักสูตรนั้นหลักสูตรนี้ แต่พอกลับมาที่สนาม วิธีสอนก็ยังเหมือนเดิม ยังดุเด็กเหมือนเดิม ยังตะคอกเหมือนเดิม ยังเน้นผลการแข่งขันเหมือนเดิม
สุดท้าย...สิ่งเดียวที่เพิ่มขึ้น คือจำนวนใบประกาศที่แขวนอยู่บนผนัง แต่ความรู้กลับไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง ผมไม่ได้กำลังบอกว่าใบประกาศไม่มีความสำคัญนะครับ ผมเองก็เห็นความสำคัญของการอบรม เพราะการอบรมที่ดีช่วยเปิดโลก เปิดมุมมอง และทำให้เราได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
แต่สำหรับผม...ใบประกาศ คือ สิ่งที่ยืนยันว่าเราเคยเข้าไปนั่งเรียน แต่พฤติกรรมในสนามต่างหาก ที่ยืนยันว่าเราได้เรียนรู้อะไรกลับมาจริงๆ
ผมเคยเห็นโค้ชบางคนไม่มีใบประกาศระดับสูง แต่เปิดใจเรียนรู้ทุกวัน อ่านหนังสือทุกวัน ทดลองวิธีสอนใหม่ๆ ทุกวัน และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด โค้ชคนนั้นก็สามารถเป็นโค้ชที่เข้าใจเด็กได้ สอนเด็กๆ ได้ดี
ในขณะเดียวกัน ผมก็เคยเห็นโค้ชบางคนมีใบประกาศเต็มผนัง แต่ยังสอนเด็กเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน คำถามจึงไม่ใช่ว่า "คุณมีใบประกาศกี่ใบ" แต่คือ...คุณนำความรู้ที่เรียนมา เปลี่ยนแปลงเด็กได้มากแค่ไหน
ผมอยากฝากประโยคนี้ไว้กับโค้ชทุกคน "อย่ากลับบ้านพร้อมใบประกาศ...แต่ทิ้งความรู้ไว้ในห้องอบรม" เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กไม่ได้เติบโตจากกระดาษหนึ่งแผ่นที่โค้ชได้รับ แต่เด็กเติบโตจากวิธีคิดและวิธีสอนของโค้ช
โค้ชที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่โค้ชที่ไม่รู้ แต่คือโค้ชที่คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่างแล้ว เมื่อไหร่ที่เรากลายเป็น "น้ำเต็มแก้ว" เมื่อนั้นการพัฒนาตัวเองก็หยุดทันที
ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านฟุตบอล เขาไม่ได้เก่งขึ้นภายในปีเดียว แต่เขามีระบบที่ดี มีแนวทางที่ชัดเจน และพัฒนาต่อเนื่องมา 20-30 ปี ในขณะที่บ้านเรา หลายเรื่องยังวนอยู่กับความเชื่อเดิมๆ แล้วเราก็ยังสงสัยว่าทำไมฟุตบอลเด็กไทยถึงไม่พัฒนาสักที
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อให้ใครรู้สึกแย่ ผมเขียน เพราะผมอยากเห็นโค้ชฟุตบอลเด็กไทยเก่งขึ้น พัฒนาตัวเองมากขึ้น ผมเชื่อว่า...ถ้าโค้ชเปลี่ยน เด็กก็เปลี่ยน ถ้าเด็กเปลี่ยน ฟุตบอลไทยก็เปลี่ยน
เราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครออกกฎ ไม่จำเป็นต้องรอหน่วยงานไหนมาสั่ง เราเริ่มจากตัวเราเองได้เลย ถ้าวันนี้คุณสอนเด็กอยู่ 5 คน ก็เริ่มจากเด็ก 5 คน ถ้าวันนี้คุณสอนเด็กอยู่ 20 คน ก็เริ่มจากเด็ก 20 คน การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากคนทั้งประเทศ แต่มันเริ่มจากคนคนหนึ่ง...ที่ยอมเปิดใจเรียนรู้
การพัฒนาฟุตบอลเด็ก ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนเด็ก แต่มันเริ่มจากการเปลี่ยนผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่คนแรกที่ต้องกล้าเปลี่ยน...ก็คือ ** โค้ช **
---
#พัฒนาเด็กก่อนชัยชนะ
#สร้างเด็กไม่ใช่สร้างแชมป์
06/07/2026
Haaland กองหน้าปีศาจในฟุตบอลสมัยใหม่
ที่ผสมผสาน “เทคนิค + แทคติก + ร่างกาย + จิตใจ”
ฟุตบอลโลกรอบนี้ได้เกิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อมีผู้เล่นถึง 3 คนจาก 3 ชาติที่แตกต่างกัน สามารถทำสกอร์ได้ถึง 7 ประตูขึ้นไปในทัวร์นาเมนต์เดียว นั่นคือ คิเลียน เอ็มบัปเป้ (7 ประตู), ลิโอเนล เมสซี่ (7 ประตู) และปีศาจถล่มประตูคนใหม่อย่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ (7 ประตู)
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฮาลันด์ก้าวขึ้นมาทาบชั้นยอดนักเตะเหล่านี้ด้วยสถิติ "การสัมผัสบอลต่อเกมที่ต่ำที่สุด" สะท้อนให้เห็นว่าแม้เขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับบอลตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่เขาขยับความอันตรายเกิดขึ้นทันที
มีนักวิเคราะห์ทั่วโลกมักประเมินค่าเขาต่ำเกินไป โดยมองว่าเขาเป็นเพียงกองหน้าที่ยืนรอทำประตูอย่างเดียวหรือเพียงแค่ใช้ร่างกายที่ได้เปรียบคู่ต่อสู้เท่านั้น เหมือนกับเขาไม่มีความเข้าใจทางแทคติก แต่จริงๆ แล้ว ฮาลันด์คือกองหน้าที่ผสมผสนามฃความสมบูรณ์แบบในฟุตบอลสมัยใหม่ที่หลอมรวมทั้ง 4 มิติเข้าด้วยกัน
1. ร่างกาย (Physical) - หากมองจากภายนอก สิ่งแรกที่ทุกคนเห็นคือโครงสร้างร่างกายที่สูงเกือบ 2 เมตร ร่างกายของฮาลันด์แข็งแรงจนแทบจะชนะในการเข้าปะทะและการดวลเสมอ ในแมตช์ที่นอร์เวย์พบกับบราซิล ฮาลันด์ชนะการดวลกลางอากาศ 100% (4 จาก 4 ครั้ง) ส่งผลให้เขากลายเป็นกองหน้าที่มีอัตราความสำเร็จในการดวลกลางอากาศสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกนับตั้งแต่ปี 1966 เป็นต้นมา (คิดเป็น 78% ชนะ 14 จาก 18 ครั้ง)
แต่สิ่งที่ทำให้ร่างกายเขาพิเศษกว่าคนอื่นๆเลยก็ คือ "การระเบิดพลัง (Explosiveness)" เขามีอัตราการวิ่งที่ระเบิดพลังและมีความเร็วเทียบเท่ากับปีกริมเส้น สัญชาตญาณและการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ ส่วนหนึ่งสืบทอดมาจากพันธุกรรม โดยเขาเคยกล่าวว่าความรักในฟุตบอลมาจากคุณพ่อที่เป็นอดีตนักฟุตบอล แต่ระเบียบวินัยและความฟิตอันยอดเยี่ยมนั้นถูกส่งต่อมาจากคุณแม่ที่เป็นอดีตนักกรีฑา
อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ด้านร่างกายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ทักษะระดับมืออาชีพถูกสร้างและรักษาไว้ด้วยการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบ "สโตอิก" (Stoic) ที่เน้นวินัยอย่างเข้มงวด ดังนี้
- โภชนาการ โดยการกินอาหารพลังงานสูงถึงประมาณ 6,000 กิโลแคลอรีต่อวัน
- ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาขั้นสูง โดยการใช้การบำบัดด้วยแสงสีแดง (Red Light Therapy) และการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยซาวหน่า
- การจัดการระบบร่างกาย มีการจัดตารางและการนอนหลับอย่างดีเพื่อการฟื้นฟูที่สมบูรณ์
2. แทคติก (Tactics) - “สิ่งที่ทำให้เออร์ลิงแตกต่างคือจังหวะเวลา เขาไม่สิ้นเปลืองพลังงานไปกับการเล่นทุกๆ ลูกหรือต่อสู้กับกองหลังตลอดเก้าสิบนาที เขาศึกษาพวกเขา เขารอคอย เขาเข้าใจดีว่ากองหลังจะเสียสมาธิในจังหวะไหน จากนั้น ในเสี้ยววินาทีเดียว เขาหายวับไป..." — คาร์โล อันเชล็อตติ
เขาใช้การเคลื่อนที่ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบด้วยการยืนตำแหน่งในมุมอับสายตา (Blind Side) ของเซ็นเตอร์แบ็กตัวไกลตลอดเวลา การทำเช่นนี้ทำให้คู่เซ็นเตอร์แบ็กต้องขยับห่างออกจากกันเพื่อพะวงพื้นที่ ส่งผลให้ช่องว่างตรงกลางเปิดกว้าง และเปิดโอกาสให้ฮาลันด์ใช้ความเร็วสปีดแทรกเข้าไปทำประตู
ในเกมกับบราซิล แทคติกการดึงตำแหน่งของเขาทำงานได้อย่างดี เมื่อนอร์เวย์ขึ้นนำ ฮาลันด์ยังคงยืนอยู่แดนหน้าเพื่อกดดันในจังหวะโต้กลับ บังคับให้บราซิลไม่กล้าเติมเกมรุกเต็มตัว แต่เมื่อบราซิลพยายามดันไลน์บุกและปล่อยการประกบ ฮาลันด์ก็ใช้ความสามารถในการเลี้ยงบอลและทำประตูไกลนอกกรอบเป็นประตูที่สองทันที ตลอดทั้งแมตช์จึงถูกควบคุมไว้ด้วยแผนการเล่นของนอร์เวย์โดยมีฮาลันด์เป็นแกนหลัก
3. เทคนิค (Technical) - ฮาลันด์ไม่ใช่กองหน้าแบบเดิมที่ทำได้เพียงแค่วิ่งชนหรือรอกระโดดโหม่ง เขามีเทคนิคการรับบอลแรกและเลี้ยงบอลในพื้นที่แคบ (Tight Spaces) ได้ดี ความสามารถในการควบคุมลูกฟุตบอลบวกกับการเร่งความเร็วและชะลอความเร็ว (Acceleration & Deceleration) รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ทำให้นักเตะฝั่งตรงข้ามคาดเดาทิศทางได้ยากมาก และเมื่อรวมเข้ากับทักษะการจบสกอร์ที่เฉียบคม ไม่ว่าจะด้วยเท้าซ้าย ขวา หรือหัว มันจึงเปลี่ยนโอกาสได้เพียงเสี้ยววินาทีในสนามให้กลายเป็นสกอร์ได้ทันที
4. จิตใจ (Mental) - ฮาลันด์มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่บอดเยี่ยม เขาจะไม่ลนลานหรือหงุดหงิดในเกมที่ทีมไม่ได้ครองบอล และไม่สนใจแม้สถิติการสัมผัสบอลในแต่ละเกมนั้นจะน้อย เขามีความนิ่งทางอารมณ์สูงมากพอที่จะรอคอยจังหวะที่ถูกต้อง กองหลังคู่แข่งอาจจะคิดว่าพวกเขาสามารถประกบและปิดตายฮาลันด์ได้แบบตลอด 89 นาทีของเกม แต่ในวินาทีที่ 90 ที่แนวรับเริ่มหมดแรงและเสียสมาธิไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว จิตใจที่ยังตื่นตัวและเลือดเย็นของฮาลันด์จะสามารถขยับไปอยู่ในจุดที่ได้เปรียบและตัดสินเกมได้ในทันที
ฝากกดไลค์ กดแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ 🙏🏻⚽️
__________________________
ิทยาศาสตร์การกีฬากับฟุตบอล #ฟุตบอล #โค้ชฟุตบอล #ฟุตบอลโลก
05/07/2026
อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้ทีมฟุตบอล 1 ทีม และนักฟุตบอล 1 คน สามารถจะประสบความสำเร็จได้บ้าง???
ขอคนละ 1 Comments…