06/05/2026
คนไม่ได้กลัวเสียเงินไปงาน แต่กลัวเสียเวลาไปฟรี ๆ สรุป 40 เรื่องที่คนทำธุรกิจ MICEรู้ ไม่ได้! จากงาน MICE DAY 2026
คนไม่ได้เบื่ออีเวนต์ แต่เบื่องานที่ไปแล้วไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมา
ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “AI จะมาแทนคนไหม” แต่คือ “คนแบบไหนจะยังมีคุณค่าในโลกที่ AI ทำงานได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรม MICE และ Event เองก็กำลังเจอคำถามใหญ่ไม่แพ้กัน เพราะในวันที่คอนเทนต์หาได้ทุกที่ การประชุมออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น และเวลาของผู้คนแพงขึ้นเรื่อย ๆ งานอีเวนต์หนึ่งงานจะยังมีเหตุผลมากพอให้คนยอมเดินทางมาเจอกันไหม?
ในงาน MICE DAY 2026 เวทีที่รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักธุรกิจจากระบบนิเวศ MICE ของไทย มีหลายประเด็นสำคัญที่คนทำงาน คนจัดอีเวนต์ และคนทำธุรกิจ MICE ไม่ควรพลาด
Future of MICE เมื่ออีเวนต์ต้องให้สิ่งที่ออนไลน์ให้ไม่ได้
อนาคตของ MICE ไม่ได้แข่งกันที่ “ใครจัดใหญ่กว่า” แต่แข่งกันที่ ใครทำให้เวลาของผู้เข้าร่วมคุ้มค่ากว่า
ในอดีต อุตสาหกรรม MICE เรามักจะเจอวิกฤตเป็นช่วง ๆ แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว MICE ไม่ได้กำลังเผชิญแค่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่กำลังอยู่ท่ามกลางหลายแรงกระแทกพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, ความไม่มั่นคงทางการเงิน, ความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก, ปัญหา Supply Chain รวมถึงความคาดหวังใหม่ของผู้เข้าร่วมงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้ทำให้อุตสาหกรรม MICE ต้องคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ว่าจะจัดงานอย่างไรให้คนมาเยอะ แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า เราจะทำให้งานหนึ่งงานมีความหมายพอที่คนจะยอมสละเวลาเดินทาง และมาเจอกันจริง ๆ ได้อย่างไร
1. ยิ่งโลกเชื่อมต่อยากขึ้น การเจอกันจริงยิ่งมีความหมายมากขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแยกตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ–จีน การเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก และแรงกดดันด้านต้นทุน ทำให้อุตสาหกรรม MICE ต้องปรับตัวหนักขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้กลับทำให้การพบกันแบบ Face-to-Face มีคุณค่ามากกว่าเดิม เพราะบางดีล บางความสัมพันธ์ และบางความร่วมมือ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน้าจอเพียงอย่างเดียว
2. ASEAN ไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่กำลังเป็น Anchor ของ MICE โลก เมื่อโลกเต็มไปด้วยความตึงเครียด ภูมิภาคที่มีความเป็นกลาง เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับหลายมหาอำนาจ ย่อมมีความสำคัญมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกมองว่าไม่ใช่แค่ตลาดที่น่าสนใจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น Strategic Anchor ของอุตสาหกรรม MICE
3. จุดแข็งของ ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ เป็นพื้นที่ที่หลายประเทศสามารถเข้าถึงได้ / มีความเป็นกลางในสายตาของเศรษฐกิจใหญ่ เช่น จีน อินเดีย สหรัฐฯ และยุโรป / มีระบบนิเวศของเมือง เวนิว ผู้จัดงาน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ และภาครัฐที่รองรับการเติบโตของงานระดับนานาชาติ / เป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างงานได้หลากหลาย ตั้งแต่งานธุรกิจ เทคโนโลยี เกม สุขภาพ ความงาม ไปจนถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
4. นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญ ถ้าประเทศใน ASEAN และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถดึงผู้นำธุรกิจ นักคิด นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมารวมกันได้ มูลค่าที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่รายได้จากการท่องเที่ยว แต่คือโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ
5. Venue ยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่สถานที่ แต่ต้องเป็น Experience Platform ในอดีต Venue อาจถูกมองเป็นเพียงพื้นที่เช่า มีฮอลล์ มีห้องประชุม มีระบบแสงเสียง มีพื้นที่ให้บูธตั้งอยู่ แต่วันนี้ Venue แบบนั้นอาจไม่พอแล้ว Venue ยุคใหม่ต้องเปลี่ยนตัวเองจาก Physical Space ไปสู่ Experience Platform เป็นทั้งพื้นที่จัดงาน, ชุมชน, จุดเชื่อมต่อ และพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่คนจดจำได้
6. หนึ่งในตัวอย่าง Venue ที่น่าสนใจคือ AsiaWorld-Expo ในฮ่องกงสะท้อนประเด็นนี้ชัดเจน เพราะพวกเขาไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์ของผู้จัดงาน และลงทุนปรับปรุงพื้นที่ด้วย LED, Interactive Design, Customer Engagement Center รวมถึงการออกแบบประสบการณ์ท้องถิ่น เช่น อาหาร เครื่องดื่ม หรือกิจกรรม Networking เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าการมาจะได้ประสบการณ์ และเป็นส่วนหนึ่งกับ Community
7. Gen Z ไม่ได้ต้องการแค่งานที่ Relevant แต่ต้องตอบคำถามได้ว่างานนี้เกี่ยวกับฉันไหม หรือ งานนี้จำเป็นพอสำหรับคนกลุ่มนี้ไหม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง Technology, Health & Wellness และ Beauty ที่สามารถออกแบบประสบการณ์แบบ Immersive และ Content-led ได้ดี จึงมีโอกาสดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้มากกว่า ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น Manufacturing หรือ Automotive อาจต้องคิดใหม่จากการโชว์เพียง Technical Specification ไปสู่การทำให้คนรู้สึกเข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น
8. Year-round Engagement ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด อีเวนต์ยุคใหม่อาจต้องสื่อสารกับผู้ชมตลอดปี แต่ไม่ได้แปลว่าผู้จัดต้องแบกทุกอย่างเองทั้งหมด ผู้จัดควรเลือกให้ชัดว่าอะไรควรทำเอง อะไรให้ Exhibitor, Partner หรือ Community ช่วยดูแลได้
9. วันงานจริงต้องให้ประสบการณ์ที่ทดแทนไม่ได้ ทรัพยากรสำคัญของผู้จัดควรถูกใช้กับการทำให้งานจริงมีคุณค่ามากพอจนกลายเป็นเหตุผลให้คนต้องมา เพราะพลังของ Event เกิดขึ้นชัดที่สุดในช่วงเวลาที่คนมาอยู่ร่วมกันจริง ๆ
10. หัวใจของ MICE Destination ที่ประสบความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกับภาครัฐ แต่การสนับสนุนจากภาครัฐไม่ควรถูกมองแค่เรื่องเงินสนับสนุน ค่าเช่าถูกลง หรือ Subsidy เท่านั้น สิ่งที่ผู้จัดงานต้องการมากกว่านั้นคือ การเชื่อมต่อทั้งระบบ เช่น เชื่อมผู้จัดงานกับสมาคมท้องถิ่น เชื่อมกับผู้รับเหมาและโลจิสติกส์, ช่วยเข้าถึงแหล่งทุนจากหน่วยงานรัฐหลายประเภท, สนับสนุนแผนสำรองเมื่อเกิดวิกฤต, ทำให้ผู้จัดงานเห็นว่าการมาจัดงานในประเทศนี้เป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่งานครั้งเดียว
11. Collaboration สำคัญกว่า Competition ในอุตสาหกรรมที่มีงานจำนวนมาก บางครั้งการแข่งขันอาจทำให้แต่ละงานเล็กลง เพราะทุกคนพยายามจัดงานคล้ายกัน แข่งกันดึงผู้ชมกลุ่มเดียวกัน และสุดท้ายทำให้ตลาดกระจัดกระจาย หนึ่งในตัวอย่างจากบนเวทีที่พูดคุยกันคือ การรวมพลังของงานวิดีโอเกมในสิงคโปร์และไทยจนกลายเป็น gamescom asia x Thailand Game Show ซึ่งช่วยให้งานเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวม
12. Return on Time Is the New Critical Metric โดยปกติคนทำอีเวนต์ก็มักจะวัดผลด้วย จำนวนผู้เข้าร่วม, จำนวน Exhibitor, พื้นที่ขายได้, รายได้, Rebooking, Economic Impact หรือ Trade Volume ตัวเลขเหล่านี้ยังสำคัญ และไม่มีใครบอกว่าสามารถเลิกวัดได้ แต่ในมุมของผู้เข้าร่วมงานและ Exhibitor ตัวชี้วัดกำลังเปลี่ยนไป เพราะงานที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้แปลว่างานที่คุ้มค่าที่สุดเสมอไป
แนวคิด Return on Time นี้ผู้เข้าร่วมงานจะประเมินว่า ผลตอบแทนที่ได้รับ (Connection, Knowledge, Deal) คุ้มค่ากับเวลาที่เขาจ่ายไปหรือไม่ เพราะเวลามีราคาสูงกว่าค่าบัตรหรือค่าเดินทางหลายเท่าตัว ในโลกที่ทุกคนยุ่งขึ้น เวลากลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด คนไม่ได้ลังเลแค่เรื่องค่าบัตรหรือค่าเดินทาง แต่ลังเลว่าเสียเวลามาแล้วจะคุ้มไหม
ดังนั้นอนาคตของ MICE ต้องไม่ใช่แค่การดึงคนให้มาเยอะ แต่ต้องช่วยให้คนใช้เวลาในงานได้คุ้มที่สุด ผ่าน Personalization, Data, Matching, Networking และประสบการณ์ที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจ เกิดประโยชน์สูงสุด
13. Three-Box Test ถ้าทำแล้วไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มรายได้ ไม่เพิ่มประสบการณ์ ก็ควรหยุด ทุกกิจกรรม ทุกไอเดีย ทุก Initiative ในงาน ควรถูกถามด้วย 3 คำถามนี้
1. สิ่งนี้ช่วยเพิ่มผู้เข้าร่วมหรือ Exhibitor หรือไม่ ?
2. สิ่งนี้ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือ Bottom Line หรือไม่?
3. สิ่งนี้ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วม ลูกค้า หรือผู้เกี่ยวข้องหรือไม่?
ถ้าคำตอบคือไม่ทั้งสามข้อ ก็ไม่ควรทำ เพราะปัญหาของอุตสาหกรรมในวันนี้ไม่ใช่ไม่มีไอเดีย แต่คือมีสิ่งที่อยากทำมากเกินไป จนเสียโฟกัส Three-Box Test จึงเป็นเหมือนเครื่องมือช่วยตัดสินใจว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรถูกตัด และอะไรคือสิ่งที่ควรใช้ทรัพยากรจริง สำหรับ MICE ยุคใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การใส่ทุกอย่างลงไปในงาน แต่คือการเลือกอย่างมีเหตุผลว่าอะไรจะสร้างคุณค่าจริง
ในอนาคตต่อจากนี้ Events ในอนาคตต้องไม่ใช่แค่งานใหญ่ แต่หัวใจสำคัญคืองานนั้นมีเหตุผลมากพอให้คนยอมสละเวลาเดินทางมาเจอกันหรือไม่ เพราะวันนี้คนไม่ได้ตัดสินใจมางานเพียงเพราะเป็นงานใหญ่ แต่เขาจะถามตัวเองมากขึ้นว่า
🔸 มางานนี้แล้วได้เจอใครที่สำคัญจริง ๆ หรือเปล่า
🔸 ได้ประสบการณ์อะไรที่หาไม่ได้จากออนไลน์ไหม
🔸 ใช้เวลาแล้วคุ้มค่าหรือไม่
🔸 งานนี้ช่วยให้ธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมเดินหน้าขึ้นอย่างไร
🔸 และงานนี้มีความหมายพอให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าต้องมาหรือเปล่า
ดังนั้น MICE ในยุคต่อไปจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจของการจัดงาน แต่คือการออกแบบเหตุผลของการพบกัน
Future Workforce เมื่อ AI เปลี่ยนนิยามของงานที่เคยมั่นคง
เรื่องที่น่าสนใจในวันนี้ไม่ใช่ว่า AI ใหม่แค่ไหน เก่งแค่ไหน แต่ AI กำลังเปลี่ยนนิยามของงานที่คนมักคิดว่า ‘มั่นคง’ ไปตลอดกาล เพราะการ Disrupt ของ AI อาจไม่ได้เกิดกับงานที่ใช้แรงกายมากที่สุด แต่เกิดกับงานที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์หรือพนักงานออฟฟิศมากที่สุด
14. งานที่ AI ทำซ้ำได้อาจเสี่ยงกว่าเดิม แต่งานที่ต้องใช้มนุษย์ลงมือจริง อาจมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม เมื่อก่อนเราสอนให้เด็กตั้งใจเรียน ให้ได้งานดี ๆ ในออฟฟิศ เพื่อได้งานที่มั่นคง แต่ในวันนี้ไม่มั่นคงอีกต่อไปในยุค AI ดังนั้นงานประเภทแรงงานหน้างาน ยังเป็นสิ่งที่มั่นคง และ AI ทดแทนไม่ได้
15. อนาคตมนุษย์เงินเดือนจะค่อย ๆ หายไป จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ บริษัทเริ่มลดจำนวนพนักงานมากขึ้น พนักงานประจำกำลังหายไปมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจะถูกผันตัวมาทำฟีแลนซ์มากขึ้น นี่คืออนาคต Future WorkForce ที่เริ่มเห็นชัดขึ้นใน 2-3 ปีข้างหน้านี้
16. Gig Economy จะมีมากขึ้น รวมถึง อัตราผู้ประกอบการก็จะเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแน่ โดยมีนัยยะสำคัญไม่ว่าจะเด็กจบใหม่หางานยากขึ้น และมีคนตกงานมากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องเลี้ยงชีพตัวเอง
17. Rethink ในวันนี้คือ “คุณเก่งกว่า AI ยังไง” โลกในวันนี้ต้องการผู้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณยังเป็นเป็ด คุณจะซ้ำซ้อนกับ AI เพราะ AI คือเป็ด กลายเป็นสังคมไม่ต้องการ แต่สังคมต้องการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาวิเคราะห์ AI
18. Local talent มีความสำคัญมากในวันนี้ และไม่ควรถูกมองเป็นแค่แรงงาน แต่ควรถูกยกระดับเป็น Asset สำคัญในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน Local ยังเป็นสิ่งที่ต้องการมาก ๆ เพราะงานที่มั่นคงและ AI ยังทำแทนไม่ได้ คืองานหน้างาน ในอุตสาหกรรม MICE และ Event คนทำงานหน้างานไม่ควรถูกมองเป็นเพียงคนรับจ้าง หรือแรงงานเบื้องหลังเท่านั้น แต่ควรถูกมองเป็น Asset สำคัญของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์
19. การจัดอีเวนต์ยังซับซ้อน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก หลายคนอยากจัดงาน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ตั้งแต่การหาเครื่องเสียง ช่างไฟ MC เวที ไปจนถึงการประเมินราคาและคุณภาพงาน แพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมผู้จัดงานกับ Talent ที่เหมาะสมจึงมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยลดความซับซ้อนและทำให้การเริ่มต้นจัดงานง่ายกว่าเดิม
20. เราต้องเป็น One Stop Shop ให้ได้โดยเฉพาะคนที่อยู่ใน MICE ถ้าคน ๆ นึงทำได้มากกว่า 1 อย่าง โอกาสจะมาหาคุณ เช่น คุณตัดต่อได้, ตัดต่อไม่พอ ทำได้หลายคลิปทำได้น่าสนใจ, ทำกราฟิกได้ เป็นต้น เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะชีวิตไม่ควรง่าย ปลายทางที่สบาย ที่สำเร็จ ยังไงก็ยาก! ดังนั้นอย่าขยับตัวช้า เราต้องคว้าโอกาสนั้นมาให้ได้
21. อย่าปรับตัวในวันที่ไม่ทันแล้ว คิดล่วงหน้าได้ แล้วต้องทำไปพร้อมกันด้วย ชีวิตคุณจะไม่เปลี่ยนถ้ามัวแต่คิดแล้วไม่ทำ!
22. คน MICE รุ่นใหม่ในวันนี้ต้องใช้ AI ให้เป็น คำว่าใช้ให้เป็นไม่ได้หมายถึงแค่ Prompt ลงไป แต่คุณต้องทำไปถึงขั้น Agentic AI เรียนรู้การใช้ AI หลายตัว สร้างเว็บไซต์ได้ หรือแม้กระทั่ง Optimize งานได้จริง นั่นถึงเรียกว่าใช้ AI ได้จริง ไม่ใช่แค่พิมพ์ถามหาคำตอบอย่างเดียว ในเมื่อคุณมีตา มีนิ้วเหมือนกัน ลด Ego ให้น้อยลงแล้วเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ ความรู้เดิมที่มันใช้ไม่ได้ทิ้งมันไปให้ได้
23. หยุดใช้นิ้วชี้ ใช้นิ้วโป้งบ้าง ใครที่ยังอ้างว่าคนนั้นบ้านรวย คนนั้นไปเรียนต่างประเทศ คนนั้นมีเงินทุนมากกว่าเรา หยุดได้แล้ว เลิกต่อต้าน เลิกเป็นศูนย์กลางจักรวาล หยุดสร้างข้ออ้างให้ตัวเอง แล้วสร้างโอกาสให้ตัวเองให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นไปอีก ในวันหนึ่งโลกบังคับให้คุณเปลี่ยน มันจะน่ากลัวกว่าในวันนี้มาก การมาของ AI มันไม่ได้มาเล่น ๆ
24. วันนี้เราต้องโฟกัสคำว่า Hard Power มันคืออำนาจการต่อรองขั้นสุด ซึ่งสำคัญกว่า Soft Power ในวันนี้มาก ยกตัวอย่างเช่น ในวันนี้ผู้พัฒนา AI จำนวนมากให้ความสำคัญกับอินเดีย เพราะทุกคนต้องการ Data Center ซึ่งอินเดียตอบโจทย์ทั้งน้ำ, แรงงาน, การปกครองที่โลกยอมรับนั่นคือประชาธิปไตย และนั่นคือ Hard Power โลกจึงต้องการอินเดีย เป็นต้น
25. ต่างชาติที่เข้ามาใช้แรงงานไทยมากขึ้นมี 2 ประเทศคือ รัสเซีย และ UAE โดยเป้าหมายสำคัญคือทำยังไงให้ต่างชาติมาเริ่มธุรกิจประเทศไทยให้ได้มากขึ้น หนึ่งในสิ่งที่น่าคิดคือคน UAE มีเงินมหาศาล แต่กลับกันมาติดตรงเรื่องสัญชาติเวลาเข้าประเทศไทย ซึ่งถ้าเรายืดหยุ่นเรื่องนี้ไม่ได้ การจะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ก็ไม่ง่าย!
26. ประเทศไทยจะสามารถพัฒนา MICE Ecosystem ในระดับโลกได้ เพราะประเทศเราเก่งในการจัดอีเวนต์มาก ๆ แต่เรามักจะมีแต่คอนเสิร์ตค่อนข้างเยอะ เราควรหาธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะการจัด Summit ระดับโลกให้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการสร้าง Data Center ในบ้านเราให้มากขึ้น สิ่งที่ต้องโฟกัสมาก ๆ คือ Ex*****on มากกว่าแค่ PR แล้วจบไป
27. ในวันที่เราได้รับคำสั่ง แล้วทำงานคำสั่งนาย ไม่ผิดนะ! แต่ลองคิดใหม่ไหมว่า การสร้างความต่อต้านในเชิงบวก มีเสียงในที่ประชุมมากขึ้น เราต้องเป็นคนที่จะเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนได้ มีความกล้าที่คิดว่าข้อมูลที่คิดมันจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ค่อย ๆ เริ่มจากปักหมุดในห้องประชุม แล้วถ้ามันเปลี่ยนได้ คุณจะเป็นคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ และประเทศได้ในอนาคต
ดังนั้น อนาคตของงานจะไม่รอให้เราพร้อม AI จะเข้ามาเปลี่ยนทั้งงานออฟฟิศ, วิธีจ้างงาน และคุณค่าของทักษะ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่กลัว AI น้อยที่สุด แต่คือคนที่เริ่มสร้างความสามารถใหม่เร็วที่สุด ในด้านคนทำงานวันนี้อย่ารอให้โลกบังคับให้เปลี่ยน แต่ต้องเริ่ม Reskill, Upskill และใช้ AI ให้ลึกกว่าการถาม ChatGPT .
อีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญคือ Local Talent ต้องเปลี่ยนจากการขายแรง เป็นการขายความเชี่ยวชาญที่ตรวจสอบได้ มีผลงาน, มีรีวิว มีความน่าเชื่อถือ และทำงานได้ครบขึ้น
ในด้านอุตสาหกรรม MICE ไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็นประเทศจัดงานสนุก แต่ควรยกระดับไปสู่การเป็นศูนย์กลางของ Business, Technology และ Future Economy รวมไปถึงเรื่องของ Soft Power ยังคงสำคัญ แต่ Hard Power จำเป็น การเริ่ม Ex*****on เป็นที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว
คนที่รอดไม่ใช่คนที่พูดว่าเดี๋ยวค่อยปรับ แต่คือคนที่เริ่มเปลี่ยนตัวเอง ก่อนวันที่ไม่มีทางเลือกให้เปลี่ยนอีกต่อไป
ก้าวต่อไปของ Exhibition คือสร้างผู้ซื้อคุณภาพ ไม่ใช่แค่จำนวนคน
28. บทบาทของผู้จัดงาน Exhibition วันนี้ต้องเลิกเอาจำนวนคนที่มางานมาเป็นตัววัดความสำเร็จ แต่ต้องหันมาใส่ใจเรื่องของคุณภาพของงานแทน ว่างานที่จัดขึ้นมามันมี Potential หรือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับคนที่มางานได้มากน้อยแค่ไหน
29. ก่อนจะจัดงาน Exhibition ต้องมองภาพกว้างในอุตสาหกรรมก่อน ไม่ใช่แค่คิดปุ๊บ แล้วจัดงานเลย แต่ต้องดูว่ามีโอกาสทางธุรกิจอะไรบ้าง ที่สามารถเปิดกว้างให้กับผู้ประกอบการในแต่ละประเภทได้
30. ตั้งจุดประสงค์ และจุดมุ่งหมายของแต่ละงานให้ชัดเจน เพราะงานแต่ละประเภทมีผู้ร่วมงาน, ผู้แสดงสินค้า และการออกแบบงานที่แตกต่างกันไป
31. การเลือกผู้เข้าร่วมงานที่ใช่ คือเรื่องสำคัญ ต้องดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ และสิ่งที่ต่อจากนั้น เช่น จาก Profile, จัด Segment, ภาคส่วนของธุรกิจที่อยู่, สินค้าที่เขาจะมาขาย เพื่อคัดคนจากผู้เข้าร่วมงานที่มาตอบโจทย์ได้จริง
32. รู้ให้ได้ว่าใครคือผู้ซื้อตัวจริง เช่น ถ้าเป็นอุตสาหกรรมด้านการเกษตรก็ต้องหาบริษัทที่ทำเกี่ยวกับด้านการเกษตร และธุรกิจที่ต่อเนื่องจากนั้น อย่างธุรกิจอาหาร ที่จะเป็นโอกาสต่อเนื่องจากธุรกิจการเกษตร
33. งานแสดงสินค้าไม่ได้ถูกจัดโดยผู้จัดคนเดียว แต่คือการรวมกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สมาคม และภาคธุรกิจมาร่วม ถึงจะได้คนที่ใช่จริง ๆ
34. ผู้จัดต้องกล้าบอกลูกค้าตรง ๆ ว่าเป้าหมายคืองานที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่จัดครั้งเดียวแล้วจบ ต้องสร้างความคาดหวังให้คนรู้สึกว่าปีหน้าต้องมาอีก และทำให้ลูกค้ามองว่านี่คือ Conference ที่ต้องอยู่ในแผนทุกปี ไม่ใช่แค่งานที่ลองมาดูครั้งเดียว
35. งานแสดงสินค้าในยุคนี้ไม่ใช่แค่บูธ แต่คือ Community ที่ทำให้ทั้งผู้ร่วมงาน และผู้แสดงสินค้าเจอกัน มาอัปเดตเทรนด์ และหาโอกาสที่ในการทำธุรกิจเพื่อต่อยอด
36. Ecosystem ของอุตสาหกรรมคือเรื่องสำคัญ ถ้า Ecosystem ของอุตสาหกรรมไม่แข็งแรงพอ ทุกคนในวงการก็อยู่ไม่ได้ ผู้จัดงานมีหน้าที่ช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมโดยรวมเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่แค่จัดงานเพื่อเงิน
37. ผู้จัดที่ดีต้องคัดเลือกผู้แสดงสินค้าให้เหมาะสมด้วย ไม่ใช่รับทุกคนที่มีเงิน เพราะถ้าให้พื้นที่ผู้แสดงที่ใช้เงินเยอะ แต่ไม่มีสินค้าให้โปรโมต หรือขายจริง ก็จะทำให้ภาพรวมของงานออกมาไม่ดี
38. การมี Sample สินค้ายังจำเป็นอยู่ในการออกงาน โดยเฉพาะธุรกิจ B2B เพราะถ้าไม่เห็นของจริงก็ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ยาก บูธที่มี Sample ให้ลอง พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำงานและ Timeline การซื้อที่ชัดเจน จะช่วยให้ปิดดีลได้ง่ายขึ้น
39. บูธที่มีพื้นที่นั่งคุยได้และมีเครื่องดื่ม ช่วยให้การเจรจายาวขึ้น ผ่อนคลาย และเพิ่มโอกาสในการขายได้
40. ถ้าไม่มีงาน Exhibition ก็ยังสามารถทำธุรกิจให้เติบโตได้ แต่อุตสาหกรรมนี้คือพื้นที่ที่รวบรวมโอกาสทางธุรกิจไว้ในที่เดียว ทั้งการปิดดีล หาคู่ค้า และทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้เร็วกว่าการทำคนเดียว
MICE ไม่ใช่แค่ธุรกิจจัดงาน แต่คือการออกแบบเหตุผลของการพบกัน
อนาคตของงานจะไม่รอให้ใครพร้อม AI จะเปลี่ยนวิธีทำงาน รูปแบบการจ้างงาน และคุณค่าของทักษะไปเรื่อย ๆ คนที่อยู่รอดจึงไม่ใช่คนที่กลัว AI น้อยที่สุด แต่คือคนที่เริ่มสร้างความสามารถใหม่เร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน อนาคตของ MICE ก็ไม่ได้อยู่ที่การจัดงานให้ใหญ่ที่สุด แต่คือการทำให้งานมีความหมายมากพอที่คนจะยอมสละเวลาเดินทางมาเจอกันจริง
คนจะถามมากขึ้นว่า มางานนี้แล้วได้เจอใคร ได้เรียนรู้อะไร ได้โอกาสอะไร ได้ประสบการณ์อะไรที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ และเวลาที่เสียไปคุ้มค่าหรือเปล่า
ดังนั้น MICE ในยุคต่อไปจึงไม่ใช่แค่ธุรกิจของการจัดงาน แต่คือการออกแบบเหตุผลของการพบกัน และเหตุผลนั้นต้องชัดพอ คุ้มพอ และมีความหมายพอสำหรับคนที่เลือกจะเดินทางมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันจริง ๆ
10/04/2026
อ่านคนให้ออกก่อนทำงานให้รอด ชวนทำแบบทดสอบ DISC Model เครื่องมือเข้าใจนิสัยคนทำงานที่ใช้ได้จริง
อ่านคนเป็น! เข้าใจคนรอบข้าง!
รู้เขารู้เรา รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง
หลายคนอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างกับสิ่งที่เรียกว่า ‘DISC Model’ หนึ่งในโมเดลยอดฮิตที่อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าใจจุดแข็ง และเข้าใจจุดอ่อนของตัวเอง รวมถึงการเข้าใจผู้อื่น หากเราเจอสถานการณ์ที่ตึงเครียด เราจะทำอย่างไร หรือหากเราเจอลูกค้าที่ถามข้อมูลแน่นมาก ๆ เราจะรับมืออย่างไร ก่อนอื่นเรามารู้จักเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับ DISC Model กัน
โดย DISC จริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งหลักจิตวิทยาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างของมนุษย์แต่ละตัวบุคคล โดยคนแรกที่เคยกล่าวเรื่องนี้คือ คุณ เอ็มปิดโดคลีส์ (Empedocles) ซึ่งแบ่งพฤติกรรมนุษย์ออกเป็น 4 องค์ประกอบ คือ น้ำ, ดิน, อากาศ, ไฟ และคนที่สองต่อมาที่ถูกจดจำได้ คือคุณ ฮิปโปเครติส (Hippocrates) ได้สร้างทฤษฎี ‘อารมณ์ส่งผลต่อพฤติกรรมของเรา’
แต่แนวคิดนี้ได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนในศตวรรษที่ 20 โดย วิลเลียม มูลตัน มาร์สตัน (William Marston) ผ่านหนังสือ "Emotions of normal people" ของเขา เขาอธิบายว่า เพื่อพิจารณาพฤติกรรมหลักของบุคคล และมองเข้าไปภายในตัวเองขณะเดียวกันก็สามารถกำหนดลักษณะนิสัยของลูกค้าประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างกลยุทธ์ทางการค้าที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือประเมินพฤติกรรมนี้ จึงมีประโยชน์มากในด้านการขาย, การสรรหาบุคลากร และการบริหารจัดการ
แน่นอนว่าการปรับใช้ก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในปัจจุบันเราสามารถใช้ DISC ในการคุยกับคนรอบตัวได้แทบจะทั้งสิ้น เพราะเมื่อเราประเมินพฤติกรรมคนรอบตัวเราได้ จะทำให้รู้ว่า เราจะต้องรับมือเขาอย่างไร ถึงจะเหมาะสมที่สุด
DISC ประกอบไปด้วย 4 แบบ 4 ลักษณะนิสัย เริ่มจาก
❤️ D (Dominance) ตัวแทนสีแดง
คนกลุ่มนี้จะมีบุคลิกภาพแบบผู้นำที่ดุดัน!ไม่เกรงใจใคร เป็นคนที่มีอำนาจ เด็ดเดี่ยว ตัดสินใจเคลียเด็ดขาด กล้าแสดงออก มุ่งเน้นผลลัพธ์ มักชอบเอาชนะอุปสรรคเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย คนกลุ่มนี้จะให้คุณค่ากับความมั่นใจและมุ่งเน้นผลลัพธ์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าขอเนื้อ ๆ ไม่เน้นน้ำ เข้าประเด็นทันที!
❤️ ลักษณะเด่น ๆ ของกลุ่มตัว D
คนกลุ่มนี้มักจะพูดตรงไปตรงมา, เน้นเข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม, เด็ดขาด, มุ่งมั่น, ทะเยอทะยาน, ทำงานรวดเร็ว, มั่นใจ, เป็นคนที่ชอบมองภาพรวม, มีความเป็นผู้นำสูง. ชอบความท้าทาย, เป็นสายบังคับบัญชา, เด็ดขาด และเป็นผู้บุกเบิกในการทำโครงการต่าง ๆ
❤️ เราจะรับมือ และเข้าใจคนตัว D ได้อย่างไร ?
🔴 คนกลุ่มนี้ชอบที่จะตั้งเป้าหมายที่ท้าทายร่วมกัน
🔴 คนกลุ่มนี้ชอบให้เข้าประเด็นทันที พูดเรื่องสำคัญก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประชุม หรือเรื่องงาน
🔴 คนกลุ่มนี้ถ้าอยากจะสื่อสารด้วย ต้องกระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการพูดวกไปวนมา
🔴 คนกลุ่มนี้คือคนที่จะคอยแก้ปัญหาให้ทีม ไม่จมปลักกับปัญหา เน้นแก้ไขอย่างตรงจุด
🔴 คนกลุ่มนี้ด้วยความที่ตรงไปตรงมาทั้งการกระทำ และคำพูด หากต้องการปรึกษากับคนกลุ่มนี้ ควรเตรียมความพร้อมให้ดี และใช้เวลาให้สั้น กระชับที่สุด เพราะเวลามีค่ามาก ๆ สำหรับคนตัว D
🔴 คนกลุ่มนี้มักจะลืมรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งถ้ามันสำคัญ ควรพูดให้เขาเข้าใจ ว่าเพราะอะไรเราถึงใส่ใจรายละเอียดเหล่านั้น เพื่อให้คนกลุ่มตัว D เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนั้น ๆ
💛 I (Influence) ตัวแทนสีเหลือง
คนกลุ่มนี้มักจะขับเคลื่อนด้วยความสนุก หากเข้าประชุมกับคนกลุ่มนี้ รับรองเลยว่า กว่าจะเข้าเรื่องงานก็กินเวลาไปเกือบ 10 นาที เพราะนอกเรื่องเก่งที่สุด! เป็นกลุ่มที่กล้าจะเปิดเผย กล้าที่จะพูดคุย ไม่มีกำลังแพงมากั้นระหว่างเรา เป็นคนที่ชอบสร้างมิตรภาพ และความสัมพันธ์ที่ดีให้กับคนรอบข้าง
💛 ลักษณะเด่น ๆ ของกลุ่มตัว I
มักจะแสดงออกถึงความสนุกสนาน, ตลก, มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ, คิดนอกกรอบ, มองโลกในแง่ดี มีความน่าเชื่อถือ, อบอุ่น, ไว้ใจผู้อื่น, ชอบทำงานร่วมกัน, กระตือรือร้นในการสร้างพลังงานดี ๆ ให้คนรอบตัว, โน้มน้าวใจเก่ง
💛 เราจะรับมือ และเข้าใจคนตัว I ได้อย่างไร
🟡 คนกลุ่มนี้ชอบเปิดเผยความรู้สึก ความคิดเห็น ดังนั้นใครที่เงียบใส่เขา เขาจะรู้สึกไม่ดีมาก ๆ อย่าปิดกั้นคนกลุ่มตัว I แต่ควรให้พื้นที่ปล่อยของกับคนกลุ่มนี้ เพราะไอเดียดี ๆ มักมาจากคนกลุ่มนี้เสมอ
🟡 การพูดเก่งของคนกลุ่มนี้ก็มีจุดอ่อน คือเป็นคนไม่รอบคอบ ดังนั้นคนตัว I ควรค้นคว้าข้อมูลให้รอบด้านก่อนพูด เพื่อให้คนรอบตัวไม่รู้สึกว่าเราพูดเยอะ แต่ต้องเยอะในข้อเท็จจริงเรื่องนั้น ๆ ด้วย
🟡 คนกลุ่มนี้เก่งเรื่องการสื่อสาร งานไหนที่ต้องคุยกับคน คุยกับลูกค้า จะเหมาะมาก ๆ กับคนกลุ่มนี้
🟡 คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยชอบจดบันทึกการประชุม หรือเรื่องสำคัญ ๆ ดังนั้นควรมีคนที่คอยช่วยจดบันทึกให้เขาบ้าง หรือแบ่งงานกันในทีมให้คนตัว I ได้พรีเซนต์ และมีกองหนุนคอยเก็บประเด็นจะทำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
🟡 หากคนกลุ่มนี้เป็นผู้บริหาร เขาจะเก่งมาก ๆ ในการดึงศักยภาพของพนักงานออกมา เป็นผู้นำที่อารมณ์ขันและโน้มน้าวเก่ง ทำให้ลูกน้องรู้สึกไว้ใจ และอยากลุยไปด้วยกัน
💚 S (Steadiness) ตัวแทนสีเขียว
คนกลุ่มนี้มักจะใจฟู รักสงบ แค่อยู่ใกล้ก็เสมือนเรากำลังหลับตามีลมพัดอ่อน ๆ เบาสบาย เพราะเขาเป็นสายซัพพอร์ตที่ดีให้กับทุกคน เป็นพ่อพระแม่พระมาโปรด มักจะให้ความร่วมมือ ให้ความจริงใจ และเป็นคนที่น่าเชื่อถือ มีคนกลุ่มนี้ในทีมไว้ บอกเลยว่าไว้ใจได้เสมอ หรือเมื่อไหร่ที่บริษัทจัดกิจกรรม คนกลุ่มนี้จะกระโดดออกมาช่วย จัดนั่นจัดนี่ ดูแลความเรียบร้อยให้เสมอ
💚 ลักษณะเด่น ๆ ของกลุ่มตัว S
มักจะเงียบสงบ, มีความอดทนสูง, รอบคอบ, ยืดหยุ่น, เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอ, ชอบให้การสนับสนุน และไม่ชอบถูกเร่งรัดและมักจะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง, เป็นคนอ่อนน้อม, คอยสร้างกำลังใจให้ทีมใจฟูอยู่เสมอ เรียกได้ว่าน่ารักกับทุกคน อยู่ใกล้แล้วใจฟูอบอุ่นเสมอ
💚 เราจะรับมือ และเข้าใจคนตัว S ได้อย่างไร
🟢 คนกลุ่มนี้จะพูดช้า ดังนั้นควรโฟกัส และฟังอย่างใจเย็น
🟢 คนกลุ่มนี้มักจะไม่กล้าตัดสินใจ มีความลังเล ดังนั้นใครทำงานกับคนตัว S หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนไปคุยเลย และมอบความรับผิดชอบให้เขาดูแล คนตัว S จะทำงานได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน
🟢 คนกลุ่มนี้จะพูดน้อย หากเป็นพนักงานใหม่ มักจะเงียบมากหลายอาทิตย์ และมักจะไม่คุยกับใครก่อน ดังนั้นควรสร้างความเชื่อใจ เดินไปคุยเปิดใจกับคนตัว S ก่อนได้ เพราะคนกลุ่มนี้จริงใจเสมอ
🟢 คนกลุ่มนี้มักเป็นมนุษย์ Multitasking อยากทำมันไปซะทุกอย่าง งานก็ต้องทำ ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานก็ต้องทำ หากต้องทำงานกับคนกลุ่มนี้ เราสามารถเตือนเขาอย่างนุ่มนวล ค่อย ๆ ให้เขาโฟกัสเป็นเรื่องที่สำคัญก่อนจัดลำดับความคิด ความสำคัญให้สม่ำเสมอ
🟢 แม้คนตัว S จะน่ารักมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็มีจุดอ่อนอันใหญ่หลวงคือ ‘กลัวการเปลี่ยนแปลง’ เป็นเพราะพื้นฐานคนกลุ่มนี้มักจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และเป็นคนช้า ๆ จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะงาน หรือชีวิตส่วนตัว เปรียบเสมือนความกังวลที่กลัวอนาคต ดังนั้นควรมีพื้นที่ปลอดภัยให้คนกลุ่มนี้ และทำให้เขาเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพื่อลดทอนความกังวล และทำให้เขาเก่งขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น
💙 C (Conscientiousness) หรือ (Compliant) ตัวแทนสีน้ำเงิน
คนกลุ่มนี้มักจะคุยกับเรา ‘เป็นตัวเลขเสมอ’ เพราะเขาคือนักวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เป็นคนที่จะตัดสินใจอะไรก็ตามต้องมีข้อมูล มีตัวเลข มีหลักฐานมาชี้วัดอย่างละเอียด เป็นคนมีมาตรฐานสูง และทุ่มเทให้กับงานแบบสุดพลัง เรียกได้ว่าหากมีคนตัว C อยู่ในทีม ก็เสมือนมี อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นขุมกำลังมันสมองอันยอดเยี่ยมให้กับทีม!
💙 ลักษณะเด่น ๆ ของกลุ่มตัว C
เป็นคนแก้ปัญหาเก่ง, ใส่ใจรายละเอียด, รอบคอบ, เป็นสายวิเคราะห์ Data, ชอบอิสระทำงานคนเดียว, ระมัดระวังก่อนลงมือทำ, ทำงานเป็นระบบ, ชอบตั้งคำถาม, เป็นคนถ่อมตน, พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ, ตัดสินใจรวดเร็ว, ถ่อมตนไม่โอ้อวด
💙 เราจะรับมือ และเข้าใจคนตัว C ได้อย่างไร
🔵 งานไหนที่ต้องการความเชี่ยวชาญสูง ๆ เดินมาหาคนตัว C ได้ทันที!
🔵 หากต้องการ Discuss ร่วมกัน ควรมีข้อมูลเตรียมมาให้พร้อม เพราะคนตัว C มักจะชนะทุกคนอยู่เสมอ เนื่องจากเขาหาข้อมูลเก่ง ใช้ข้อมูลเป็น ดังนั้นเราควรมีรายละเอียดไปคุยด้วยเสมอ
🔵 คนกลุ่มนี้มักจะเป็น Perfectionist โดยส่วนใหญ่ ดังนั้นหากล้ม หรือพลาด เขาจะเจ็บปวดมาก หรือแม้กระทั่งการทำผิดแล้วถูกตำหนิ ก็เป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ไม่ชอบมาก ๆ ดังนั้นต้องระวังเรื่องของบาลานซ์ แม้จะพลาด แต่ก็ควรมีแผนสำรองเสมอ
🔵 คนกลุ่มนี้ไม่ชอบอะไรคลุมเครือ ดังนั้นระวังการถามตอบที่ไม่เป็นรูปธรรม เพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงเสมอ
🔵 คนกลุ่มนี้ชอบทำงานคนเดียว ค่อนข้างเก็บตัว หากต้องคุยกับคนกลุ่มนี้ ควรดูจังหวะให้ดีว่าเขาโฟกัสงานที่ทำมากขนาดไหน เพราะต่อให้เขาจะชอบทำงานคนเดียว แต่เขาก็ต้องการสนับสนุน ให้กำลังใจ คำชื่นชมอยู่ดี อาจจะดูไม่เฟรนด์ลี่เท่าไหร่ แต่คนกลุ่มนี้ถ้าสนิทด้วยแล้วจะสนิทใจทันที
ใครเป็นคนแบบไหน มาพิมพ์บอกกันที่ใต้คอมเมนต์ได้น๊า
หรือใครที่สนใจลองทำแบบทดสอบ (ฟรี)
โดยแบบทดสอบนี้ จะเป็นการทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น
สามารถทำแบบทดสอบได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้เลย
https://www.truity.com/test/disc-personality-test
✍🏻 แปล เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
🎨 ภาพประกอบ: อลิสา อรุณสิริเลิศ
26/03/2026
รวม 99 คำแนะนำ แก้ชงไม่ให้หลงทางในปี 2026 สำหรับม้านุดเงินเดือน
เปิดมา 3 เดือนเน้น ๆ มีแต่เรื่องให้ตื่นเต้นกันอยู่ทุกวัน แล้วเราในฐานะคนทำงานควรต้องทำตัวยังไงกับสถานการณ์เหล่านี้ดี
.
CREATIVE TALK ได้คัดคำแนะนำที่มาแก้ชงให้คนทำงาน 99 ข้อ จาก 49 คนทำงาน เจ้าของธุรกิจ และผู้บริหารในไทย…แต่ถ้าอยากได้คำแนะนำที่มากกว่านี้ เข้มข้นกว่านี้ สามารถไปฟังกันต่อได้ที่งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 งาน Conference แห่งปีที่จัดโดย CREATIVE TALK ร่วมกับ AME IMAGINATIVE และ QGEN Consultant งานที่คุยกันเรื่องพัฒนา People เพื่อ Performance ที่ดีของธุรกิจ
👉 บัตรราคา 1,290.-
👉 ดูรายละเอียด และซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026
สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม (CEO and Founder at RGB72 and CREATIVE TALK)
1. ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีทางเลือก จงสร้างโอกาสให้ตัวเองเป็นคนมีทางเลือก ไม่ใช่คนถูกเลือก ถ้าเรามีทางเลือกมาก เราจะไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งที่ไม่ได้เลือก
2. “มีน้อย ใช้น้อย, มีมาก ใช้น้อย, มีหนี้ ใช้หนี้” คำคมจาก อ.วีระ ปีที่เศรษฐกิจไม่ดี หาเงินเก่งไม่สำคัญเท่าบริหารเงินเก่ง อย่าติดหรู ดูดี แต่หนี้เพียบ
ฉวีวรรณ คงโชคสมัย (Managing Director at RGB72 and CREATIVE TALK)
3. มืออาชีพ คือคนที่ทำเรื่องที่ไม่อยากทำได้ และไม่ทำเรื่องที่อยากทำได้ ทักษะการควบคุมตัวเองได้เป็นเรื่องสำคัญ “ต้องรู้จักบริหารความถูกต้อง และ ความถูกใจให้ถูกโอกาส”
4. อย่ากลัวเรื่องยาก เพราะยิ่งโตขึ้นก็จะมีแต่เรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ข่าวดีคือ ทุกครั้งที่ผ่านเรื่องยาก เราจะได้ทักษะใหม่ เป็นอาวุธใหม่ติดตัวกลับมาเสมอ
สิ่งที่จะทำให้เราไม่กลัวเรื่องยาก คือ ความรู้ วินัย และความรับผิดชอบ
ยิ่งยาก…ยิ่งต้องหาข้อมูลต้องเตรียมตัวให้มาก
ยิ่งยาก…ยิ่งต้องมีวินัยในการฝึกฝนทักษะที่เราต้องใช้สำหรับทำเรื่องนี้
ยิ่งยาก…ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบ กล้าที่จะจ้องตากับปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิด และปรบมือให้ตัวเองเป็นเมื่อทำเรื่องที่ดีสำเร็จ รู้คุณค่าของตัวเองว่ามีส่วนสำคัญอย่างไรกับเรื่องนี้
Self Healing ทักษะการเยียวยาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ผ่านเรื่องยากแล้วต้องรู้จักเติมพลังใจให้ตัวเอง รู้ว่าแหล่งพลังงานของเราคืออะไร
จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ (Editor in Chief at Capitalread.co)
5. ถ้าเป็นไปได้พยายามทำงานแต่ละชิ้นด้วยทัศนคติว่ามันจะเป็นมาสเตอร์พีซของเรา เป็นงานที่เมื่อย้อนดูแล้วเราภูมิใจ เมื่อเราทำงานด้วยวิธีคิดแบบนี้มันจะช่วยผลักมาตรฐานงานของเราให้สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ และในโลกที่เราโดนเผาผลาญพลังทั้งกายและใจ งานประเภทนี้มันจะกลับมาเติมพลังให้กับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
6. มองให้เห็นทางเลือกและเลือกให้ถูกต้อง เลือกสนามให้ถูกต้อง เลือกทีมให้ถูกต้อง เลือกตำแหน่งให้ถูกต้อง และมีทัศนคติที่ถูกต้อง
→ ‘การเลือกสนามให้ถูกต้อง’ หมายถึง เลือกการงานที่ทำให้เราได้ใช้ความเชี่ยวชาญที่ติดตัว
→ ‘เลือกทีม’ ให้ถูกต้อง หมายถึง เลือกทำงานในองค์กรที่ความเชื่อและปรัชญาการทำงานของทีมสอดคล้องกับตัวตนเรา ถ้าเลือกทีมผิด วันหนึ่งเราอาจจะเกลียดสนามที่เราอยู่
→ ‘เลือกตำแหน่ง’ ให้ถูกต้อง คือ เลือกตำแหน่งที่ทำให้เราได้แสดงศักยภาพสูงสุด ถ้าเราเลือกตำแหน่งถูก จุดอ่อนที่มีจะไม่ค่อยแสดงผล ถ้าเราเลือกตำแหน่งผิด แม้มีจุดแข็งมากมายก็ไม่มีวันเปล่งประกายออกมา
→ สุดท้ายคือ มีทัศนคติที่ถูกต้อง มันทำให้ปัญหาเล็กใหญ่ได้และทำให้ปัญหาใหญ่เล็กได้ มันทำให้คนเก่งห่วยได้และทำให้คนห่วยเก่งได้
ขจร เจียรนัยพานิชย์ (Executive Editor, RAiNMaker ผู้จัดงาน iCreator Conference)
7. ปีนี้เราจะเจอสงครามความเครียดรอบตัวมากกว่าเดิม การรู้ตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจเลยสำคัญมาก ควรกำหนดให้ตัวเองได้มีช่วงเวลาว่าง ๆ เพื่อได้หยุดคิด อย่างน้อยวันละ 15-30 นาที
8. ในช่วงเศรษฐกิจตก ความรู้ด้านการเงินสำคัญที่สุด ควรหาเวลาเรียนการดูแลรายรับรายจ่าย ความเข้าใจเรื่องภาษี และการลงทุนให้มากเข้าไว้
รวิศ หาญอุตสาหะ (CEO, Srichand & Mission To The Moon Media)
9. ปีนี้เป็นปีที่มีความผันผวนเยอะมีเรื่องที่ต้องตามเยอะ อยากให้เลือกเรื่องที่เราตั้งใจเรียนรู้จริงๆแล้วก็ให้เวลากับมันเยอะ ๆ อย่า FOMO เพราะว่า FOMO จะทำให้เราเรียนรู้แบบสะเปะสะปะ ทำให้จะไม่ได้ในเรื่องที่ควรจะได้จริง ๆ
10. การดูแลสุขภาพกายและใจ ถ้าสุขภาพกายและใจของเราไม่แข็งแรง เราก็จะไม่มีแรงในการต่อสู้กับความยาก และความท้าทายของงาน รวมถึงเราจะไม่มีแรงที่จะคิดอะไรใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมให้เวลากับการดูแลสุขภาพกายและใจเสมอไม่ว่างานจะหนักแค่ไหนก็ตาม
กษิดิศ สตางค์มงคล (เจ้าของเพจจาก DataRockie)
11. MJ DeMarco ผู้เขียน Millionaire Fastlane (2011) บอกว่างานประจำ "Slowlane" ไม่ใช่ทางออก ทำ 40 ปีก็ไม่รวย (ถ้าเราไม่เก่งสุดแบบจริง ๆ โครงสร้างบริษัทไม่ได้ออกแบบมาให้ทุกคนชนะ ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงระดับ C level มีเงินพอใช้ตอนเกษียณ)
12. เก่งสุด ๆ แค่เรื่องเดียวก็ดี แต่เก่งกลาง ๆ 10+ ทักษะมีโอกาสรอดสูงกว่าในยุคต่อไป แบ่งเวลาพัฒนาตัวเองทุกวัน อย่าเบื่อ อย่าท้อ ยอมรับความจริง การเรียนรู้สิ่งใหม่ อ่านหนังสือ ฝึกฝนตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่คือความสุขแบบหนึ่ง
ภูศณัฏฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ (ผู้ร่วมก่อตั้ง ช่องเทพลีลา)
13. คนที่ไม่ผิดพลาดเลย คือคนที่ไม่ทำงาน เเต่คนทำงานที่ดี คือเรียนรู้ที่จะพัฒนาความผิดพลาดนั้นให้ดีขึ้น จนไม่พลาดเรื่องนั้นอีก
14. โลกออนไลน์เปลี่ยนทุกวัน เพราะงั้นเราจะหยุดพัฒนาความรู้ไม่ได้
ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี (ผู้ร่วมก่อตั้ง ช่องเทพลีลา)
15. อยากเก่ง ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้
อยากสุขภาพดี ก็ต้องใช้เวลานอนให้ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
อยากมีความรักดี ๆ ก็ต้องใช้เวลากับความสัมพันธ์
ลงทุนกับเวลาดี ๆ เพราะเวลาเป็นสกุลเงินที่มีค่ามากที่สุด
ดร.ชูศิลป์ เมธีไชยพงศ์ (Pomodoro Technique Licensed Trainer คนแรกและคนเดียวของไทย และ ผู้เรียบเรียงหนังสือ Pomodoro Technique)
16. เราถูกสอนให้รับผิดชอบ ถูกสอนให้เก่ง ถูกสอนให้อดทน แต่ไม่ค่อยมีใครสอนว่า วันไหนควรหยุด เพื่อไม่ให้ใจพัง
17. การดูแลจิตใจไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอ มันคือทักษะของคนที่อยากทำงานให้ได้นาน และยังอยากตื่นมาทำงานด้วยหัวใจที่ไม่หมดไฟ
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (CMO Thairath)
18. ดีลกับความเครียดด้วยการเป็นนักสังเกตสภาพอากาศ ความเครียดมักเกิดจากการพยายามควบคุมในสิ่งที่คุมไม่ได้ ลองเปลี่ยนบทบาทจาก ‘นักสู้’ มาเป็น นักสังเกตที่มองความเครียดเหมือนสภาพอากาศที่ผ่านมาแล้วก็ไป หมั่นสร้าง Checkpoint เล็ก ๆ ให้ชีวิตได้หยุดพักเป็นระยะ เพื่อเตือนตัวเองว่าโลกข้างในใจเราสำคัญกว่าตัวเลขหรือความคาดหวังของคนอื่น
19. อนุญาตให้ตัวเองได้หมกมุ่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการงานบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหนัง หนังสือ หรือการเดินทางที่ไร้จุดหมาย เพราะคนที่มีโลกหลายใบจะไม่พังทลายง่าย ๆ เพียงเพราะโลกใบเดียวในที่ทำงานสั่นคลอน และบ่อยครั้ง คำตอบของโจทย์งานที่ยากที่สุด มักซ่อนอยู่ในที่ที่เราไม่ได้กำลังมองหามัน
สุธีรพันธุ์ สักรวัตร (Chief Customer Officer SCBX)
20. พยายามค้นพบตัวเองเวอร์ชันใหม่ให้ได้ในทุก ๆ เจ็ดปี เมื่อไรที่เห็นตัวเราวันนี้ ยังเป็นเวอร์ชันเดิมเหมือนเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว เมื่อนั้นเราจะถูก force restart
21. จงเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับงานที่เราตื่นเต้น เติบโตกับงานที่เราเชี่ยวชาญ และแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่นกับงานที่เรารัก
ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ (ผู้ก่อตั้ง iTAX)
22. คิดบวกทุกครั้งที่เดินตามความฝัน แต่ต้องอยู่กับความเป็นจริงทุกครั้งที่เจออุปสรรค
23. จะทำการใหญ่ต้องลำบาก ต้องยาก และใช้เวลานาน เพราะผมก็ไม่เคยเห็นความสำเร็จที่ยั่งยืนอันไหนเกิดขึ้นมาได้จากเศษความพยายาม
พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี (Founder & CEO of ‘Smart ID Group’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ‘anitech’)
24. ผู้ประกอบการมีหน้าที่คือ ในช่วงเศรษฐกิจดี ให้บริหารการเติบโต ในช่วงเศรฐกิจไม่ดี ให้บริหารความรู้จักพอ อย่างหลังใช้ได้ทุกช่วงไม่ว่าจะเศรษฐกิจเป็นแบบไหน
25. ลงทุนในคน ก่อนเครื่องมือเสมอ เพราะทีมที่มีความเข้าใจและ mindset ที่ถูกต้อง จะเป็นคนไปช่วยหาเครื่องมือที่เหมาะสม และจัดการเรื่องการนำมาใช้ได้อย่างยั่งยืนในการพัฒนาองค์กร การลงทุนในคนอย่าทำทีเดียวทั้งหมด ให้เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายผล จะช่วยลดแรงต้านและทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมที่ช่วย Transform องค์กรได้อย่างยั่งยืน
นทธัญ แสงไชย (Station Director Salmon Podcast)
26. คนทำงานทุกคน ควรได้รับการ recognize ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
27. สมดุลในที่ทำงานต้องมี ถ้าดูแลคนอื่นมากไป ต้องอย่าลืมดูแลตัวเอง แต่ถ้าเห็นแต่ตัวเองมากไป ก็อย่าลืมดูแลคนอื่นด้วย
โอมศิริ วีระกุล (เจ้าของเพจ ออฟฟิศ 0.4)
28. ถ้าไม่หลอกตัวเองเกินไป การยอมรับว่าเราห่วยเรื่องไหน แล้วค่อย ๆ พัฒนาให้ได้เป็นเรื่องที่ดี เพราะการยอมรับตัวเอง คือ ก้าวเล็ก ๆ ที่ทำให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นนะ มันช่วยให้เราเปิดใจให้ตัวเอง เปิดใจให้คนอื่น ไม่รีบตัดสินคนอื่นเร็วเกินไป และยังเปิดโอกาสให้เรากล้าลองอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งมันเหมาะมากกับโลกที่หมุนเร็วกว่าความคิดเราในเวลานี้
29. ถ้าไม่หลอกตัวเองเกินไป ยอมรับเถอะว่าเงินมีอิทธิพลกับชีวิตมาก เงินเดือน ป.ตรี เริ่มเกือบเท่าเดิม แต่ราคาทองพุ่งไป 70,000 ก๋วยเตี๋ยวชามละร้อยเป็นเรื่องปกติ เห็นอะไรไหม ค่าครองชีพแซงรายได้เราแล้ว ถ้าเราบ้านไม่รวย ไม่มีมรดก สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ทำยังไงให้เก่งขึ้น ทำยังไงให้มีรายได้มากขึ้น ทำยังไงให้มีเงินเก็บมากขึ้น เข้าใจว่าเหนื่อย เพราะผมก็เหนื่อย แต่ถ้าเรารู้ว่าเหนื่อยวันนี้ไปทำไม มันก็น่าจะดีกว่าสบายวันนี้ และไปเหนื่อยในวันที่เราไม่มีต้นทุนอะไรเลย แม้แต่อายุและเรี่ยวแรง
โศธิดา โชติวิจิตร (Founder ช่อง Sai_Money Monster)
30. แค่ 1องศาที่ยกขึ้น ก็มากพอให้ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ หลายคนไม่สนใจ การยกขึ้นแค่ 1 องศาเลย เพราะมันเหมือนจะเป็นความพยายามที่น้อยเกินไป ไม่ทำให้เราแตกต่างอะไรจากคนอื่นได้เลย แต่ความเล็กน้อยนี้แหละ มันดีตรงที่เราไม่เหนื่อยเกินไป ที่จะทำ ทุก ๆ วัน… เราทำได้สม่ำเสมอ และความสม่ำเสมอ ที่ยาวนานมากพอ ทำให้ 1 องศา มันใหญ่ ใหญ่โตเกินคนรอบ ๆ ตัวเราแบบที่เราเองแทบจะไม่ได้นึกเลยด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่าง ถ้าเราลงทุนดี ออมเงินดี ตอนเกษียณ เรากำเงินหลายล้าน สบาย ๆ มันมากกว่าค่าเฉลี่ยรอบตัวมาก ๆ มันคือพลังของ 1 องศา ที่น้อยนิดเดียว แต่...มหาศาล
31. ทำให้มีความสุข เดี๋ยวเงินก็มาเอง คนเราจะทนทำสิ่งที่ไม่รัก ไม่ชอบได้นานแค่ไหน หรือถ้าทนไหว จะมีกี่คนที่ทำเรื่องที่ไม่มีความสุขได้ดี แบบดีเลิศ แล้วถ้าเราทำให้มันดีเลิศไม่ได้ เราไม่มีวันได้อยู่หัวแถว และไม่มีทางเป็นคนที่กวาดเงินได้เยอะที่สุดจากจุดนั้น การแข่งขันมันรุนแรง และไม่ค่อยมีความปราณีหรอก แต่ถ้าเราให้เวลากับตัวเองดี ๆ เรียนรู้ว่า เราคือใคร เราชอบอะไร หัดตอบตัวเองบ่อย ๆ ชอบอันนี้ ไม่ชอบอันนั้น เราจะมีโอกาสหาสิ่งที่เรา ชื่นชอบอย่างแท้จริงเจอ
ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา (นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษา Thai e-Commerce Association)
32. ยอดขายคือภาพลวงตา เงินสดคือของจริง ขายงานมาได้แต่เก็บเงินได้ไหม และได้เมื่อไหร่ เป็นเรื่องที่ต้องเน้น
33. ต้นปีมาลองเริ่มสร้างนิสัยจิ๋วกัน มันคือกิจกรรมที่เราผลัดมาตลอด ให้ลองเริ่มทำ เล็ก ๆ แต่เน้นทำต่อเนื่อง ทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ครั้งละนิดเดียว แล้วจบปี ถ้าคุณทำได้ต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะเหมือนดอกเบี้ยทบต้น
ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ (CEO and Co-Founder Ookbee)
34. เวลา คือ ทรัพยากรที่แพงที่สุด ถ้าใช้ผิดที่คือขาดทุนทันที โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ให้ผลทบต้นระยะยาว งาน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และการเรียนรู้ ตัดสิ่งที่ดูยุ่งแต่ไม่สร้างมูลค่าออกให้เร็วที่สุด
35. การเติบโตที่ดีไม่ใช่ All-in แต่คือ Portfolio Thinking กระจายความเสี่ยง วัดผลสม่ำเสมอ และเฝ้ามอนิเตอร์ตลอดเวลา คนที่อยู่รอดระยะยาวไม่ใช่คนที่กล้าเสี่ยงที่สุด แต่คือคนที่รู้เมื่อไหร่ควรปรับพอร์ต
ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล (VP of AI คนแรกของ LINE MAN Wongnai)
36. อย่ากลัวความผิดพลาด อยากรู้อะไรก็ลอง ระบบการศึกษาไทยมักสอนให้เรากลัวการทำผิด แต่ในโลกการทำงานจริง ความผิดพลาดคือบทเรียนที่ทำให้เราเก่งขึ้นได้เร็วที่สุด ในโลกที่ปลาเร็วกินปลาช้า ใครที่ทดลองและเรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็วกว่า คนนั้นคือผู้ชนะ
37. ความสำเร็จของเราไม่เคยเป็นของเราคนเดียว มันจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม อย่าลืมขอบคุณและส่งต่อโอกาส (Pay it forward)
อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ (SVP of People at LINE MAN Wongnai)
38. Productivity trick ที่สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกาย ถ้าเราแข็งแรง เราจะ productive โดยแทบไม่ต้องพยายาม แต่ถ้าเราป่วย จะมีแอปดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้
39. ถ้าเราเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร บางทีการหยิบงานที่ "ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน" (งาน Q3 ใน Eisenhower Matrix) ขึ้นมาทำก่อนอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการทำงานเหล่านี้ แม้จะไม่สนุก ไม่ท้าทาย แต่มันปลดล็อคให้คนอื่น ๆ ที่รอเราอยู่ไปทำงานต่อได้
ถนอม เกตุเอม (เจ้าของเพจ Taxbugnoms)
40. เข้าใจไลฟ์สไตล์ตัวเองให้ดี ใช้เงินให้พอดีกับความสามารถที่เราหาได้ ลงทุนในแบบที่ตัวเองนอนหลับสบาย พัฒนาตัวเองให้ทำงานเก่งขึ้นในทุก ๆ ปี แล้วใช้ความเก่งที่มีนั้นต่อยอดรายได้อีกที โดยที่ไม่ต้องยกระดับไลฟ์สไตล์ตามไปด้วย ทำสิ่งนี้วนไปให้ได้สักสิบปี อายุก็จะเพิ่มอีกสิบปี ห๊ะ ไม่ใช่ แต่ที่เพิ่มขึ้นแน่ ๆ คือ คุณจะรู้ตัวเลยว่า การเงินดีขึ้นแบบที่เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะทำได้จริง ๆ
41. ใช้ชีวิตให้เป็นเหมือนวันสุดท้ายของชีวิต แต่อย่าบริหารชีวิตแบบพรุ่งนี้ไม่มีวันมาถึง เพราะชีวิตที่ดีไม่ใช่การใช้วันนี้ให้สุดแรงครั้งเดียวแล้วพังยาวไปทั้งชีวิต แต่คือการใช้ทุกวันให้คุ้มค่า ในแบบที่ “วันนี้มีความหมาย” และ “พรุ่งนี้ตื่นมาได้โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อน อย่างเช่น การแชร์ข้อความดี ๆ ที่คนอื่นเขียน อ่านแล้วชอบก็อย่าลังเลที่จะกดแชร์ ส่งต่อให้คนที่เรารักได้อ่านบ้าง อ่านแล้วไม่ชอบ ก็แค่เลื่อนผ่าน ไม่ต้องเสียพลังไปกับการด่าหรือต่อว่าใครครับ
มัณฑิตา จินดา (Founder and Managing Director of Digital Tips Academy)
42. Always protect your focus : ทุกวันนี้โลกเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและข่าวสาร ที่สามารถทำให้เราหันเหความสนใจไปจากสิ่งสำคัญตรงหน้าเสมอ ดังนั้น ความสามารถในการรักษาพลังงานที่จะให้ความสนใจต่อ “งาน” หรือ “ผู้คน” ตรงหน้า จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
43. มันโอเคมาก ๆ ถ้าเรายังไม่รู้ว่า passion ในชีวิตคืออะไร…. จง gratitude ต่องานที่มี งานที่หล่อเลี้ยงชีวิต หรืองานที่ช่วยให้เราพัฒนาทักษะบางด้าน บางทีชีวิตก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เราไม่มีทางรู้ว่า งานที่กำลังทำจะนำไปสู่อะไร …แต่ที่แน่ ๆ โลกมีที่ยืนให้คนที่ respect งานเสมอ
สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล (Co-Founder & Director of Planning & Ideas Brandbaker)
44. Tool1 : Google AI, มีหลายตัวมัดรวม จ่ายรวดเดียว Gemin, NotebookLM, Opal สร้าง Presentation / Infographic รูปได้ สร้างวีดีโอได้ ชีวิตจะง่ายขึ้นมากระดับสิบดาว
45. Tool 2: ChatGPT เอาไว้คุยหลากหลายด้าน ไอเดียและแนวคิดจะสร้างสรรค์กว่า Gemini มี GPTs หลากหลายให้ใช้ได้ สร้าง Video ด้วย Sora 2 ได้
พงษ์ปิติ ผาสุขยืด (Founder & CEO of AD ADDICT)
46. อย่ามัวทำแต่งานจนลืมเติมความสุขเล็ก ๆ ในชีวิต : ลองทบทวนดูว่าเรามีความสุขกับกิจกรรมอะไร แล้วอย่าลืมหาเวลาให้ตัวเองทำสิ่งเหล่านั้นด้วย
47. งานที่ภูมิใจ ไม่เคยเกิดจากคำว่า 'ง่าย' เมื่อเราสามารถก้าวข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นั่นแหละจะเป็นความรู้สึกแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง
บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ (Chief Energizer Officer บริษัท ปีติพีอาร์ จำกัด)
48. จง "ทะยานอยากในการเรียนรู้" เพราะถ้าคุณหยุดอยู่กับที่! คนยุคใหม่ & โลกเทคโนโลยีจะมารุมกระทืบคุณ
49. ท่ามกลางโลกที่มีแต่กิเลส จงใช้ชีวิตอย่าง “เก็บคอ งอเข่า” เผื่อเราสามารถหมุนไปกับโลกที่หมุนไว และอย่าลืม~ มองโลกในแง่บวก เพราะมันคือการสร้างพลังของความเป็นไปได้ให้คุณ 🩷
ชญาน์ทัต วงศ์มณี (Co-Founder บริษัท ปีติพีอาร์ จำกัด)
50. ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน ต่อให้ต้องเจอเรื่องยากหรือเลวร้ายแค่ไหน หาให้เจอว่าสิ่งที่ดีที่ซ่อนอยู่คืออะไร เพื่อทำให้เรายังมองเห็นสิ่งที่ดีในชีวิตอยู่และไม่ได้มองข้ามมันไป บอกตัวเองเสมอว่าผ่านเรื่องนี้ไปแล้วเราจะเก่งขึ้น เราจะแกร่งขึ้น ที่สำคัญ หาบทเรียนให้เจอว่า “เหตุการณ์นี้กำลังตั้งใจสอนอะไรเราอยู่” อะไรที่เราต้องระวัง อะไรที่เราต้องมีเพื่อทำให้สิ่งที่ทำอยู่ดีขึ้น ใช้เหตุการณ์นั้นให้คุ้มที่สุด
51. โกรธใคร อยากด่าใคร อย่าเพิ่งโพสต์ด่าลงโซเชียล อย่าแซะ อย่าด่าลอย ๆ ทุกการด่าลงโซเชียลมีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นพวกเดียวกับเราหรือเห็นด้วยกับเรา มีคนมากมายดูเราอยู่ และดิจิทัลฟุตปรินต์จะยังคงอยู่แม้วันที่เราไม่ได้รู้สึกแบบเดิมแล้ว หรือเราเปลี่ยนไปแล้ว ราคาที่เราต้องจ่ายอาจสูงมากจนไม่คุ้มกับความสะใจ มีปัญหาตรงไหนแก้ตรงนั้น
ธีรยา ธีรนาคนาท (Co-founder CareerVisa (Thailand))
52. ถ้าไม่หยุด เพื่อที่จะคิด จะไม่รู้ว่าชีวิต อาจกำลังไปผิดทาง ชีวิตที่ดีไม่ใช่ภาพที่สร้างให้ใครอิจฉา แต่เป็นช่วงเวลาทำสิ่งที่มีคุณค่า ให้ตัวเราในอีก 10 ปีข้างหน้าได้ภาคภูมิใจ
53. เมื่อคุมโลกภายนอกไม่ได้ ก็ทำโลกภายในให้แข็งแรง อย่ามัวฟังเสียงใคร ๆ จนเสียงหัวใจตัวเองถูกลืม ลองทำสิ่งที่ฝัน วันที่จากโลกนี้ไปนั้น จะได้ไม่เสียดาย
ดุจดาว วัฒนปกรณ์ (ผู้ก่อตั้งบริษัท EMPATHY SAUCE)
54. ปัจจัยสำคัญที่จับต้องได้ยากแต่มีอิทธิพลมากต่อการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ คือ บรรยากาศที่สร้างความปลอดภัยทางใจให้แก่คนในทีม ทีมจะกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นหรือกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ให้องค์กรพัฒนาขึ้นไปขึ้นอยู่กับความปลอดภัยทางใจของเขาเลย
55. เมื่อการทำอะไรซ้ำเดิมอาจทำให้เกิดผลที่สำเร็จไม่เหมือนเดิม การเติมความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexinbility) และความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Emotional Flexibility) จะช่วยขยายความเป็นไปได้ในการมองปัญหาและทิศทางของธุรกิจ ฝึกใช้ mindset หลาย ๆ แบบในการมองบริบทเดิม สามารถเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับอนาคต คำว่า “ไม่มีทาง หรือไม่มีวันจะ” ลบทิ้งออกจากพจนานุกรมไปได้เลย
พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (CEO at Show No Limit and Host of Tech Contents)
56. 2026 แล้ว อย่าบ่นคนมาใหม่ในแวดวงคุณ หากเขาอยากทำอะไรที่ไม่เหมือนคุณ คุณมีหน้าที่ต้องหา “ท่าใหม่ ๆ” ด้วย ในเมื่อท่าเดิมมันเชยแล้ว
ศรัญ คุ้งบรรพต (Head of Talent Management and Organization Culture Department สถาบันการเงินชั้นนำ)
57. ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีที่ง่าย… แต่เรายังไปต่อได้ หากเรา “ปล่อยให้ถูก ชีวิตจะดีขึ้น” เรื่องพี่ที่โน้ต ศรัญ อยากบอกกับคนทำงานทุกคน
“ปล่อยของ”
ทำให้ดีที่สุดในทุกวัน ใช้โอกาสมากกว่ารอให้โอกาสมาใช้เรา
“ปล่อยหัวใจ”
ใช้หัวใจและสมองควบคู่กันอย่างสมดุล รู้ว่าเวลาไหนควรใช้สมองหรือหัวใจกับสิ่งไหน
“ปล่อยวาง”
อะไรไม่เป็นอย่างใจ ปล่อยมันไปบ้างก็ได้ ฮึบให้ไว แล้วไปต่อ"
ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (Host ประจำรายการ 8 Minute History)
58. ท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึมแบบนี้ ทุกคนจิตตกหมด ใครก็ตามที่ประคองจิตให้ แอคทีฟได้ และเดินหน้าเรียนรู้ทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือเลว ในบรรยากาศแบบนี้ จะทำให้เขามีอาวุธทางปัญญา ในการเดินหน้าเมื่อโอกาสมาถึง
59. สร้าง passion เรื่อง "การออม" และ "การลงทุน" ให้มาก "ว่ายทวนน้ำเรื่องการเงิน" ยุคนี้เงินทองหายาก แต่เราถูกรุมล้อมด้วยสิ่งเร้า ที่ให้เราใช้เยอะ ๆ กลับทิศชีวิตแล้วบอกตัวเองว่า พื้นฐานอนาคตคือเงินในบัญชีละพอร์ตการลงทุน ไม่ใช่ของไม่จำเป็นที่เราใช้ ความสุขที่เราเสพ
ธนทร ศิริรักษ์ (Voice Actor, Voiceover Artist, Storyteller)
60. ความรับผิดชอบต่อสังคม ในยุคนี้ที่ทุกคนดิ้นรนที่จะอยู่รอดให้ได้ ซึ่งเข้าใจได้ แต่อยากให้นึกถึงสังคมสักนิดนึงด้วยว่า สิ่งที่เรากำลังทำ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายส่วนตัวของเรา หรือตัวบริษัท ส่งผลอะไรกับส่วนรวมมั้ย
61. ปรับตัวแต่ไม่เสียตัวตน : ในยุคนี่ทุกอย่างไปไวมาก เราจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ปรับตัวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นใครที่ไม่ใช่เรา ไม่ต้องเสียตัวตน เพื่อให้ได้การยอมรับจากคนอื่น
พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน (License Holder ของงาน TEDxBangkok)
62. ในยุค AI ที่เครื่องมือเก่งขึ้นและอาจมาแทนเราได้แทบทุกสายอาชีพ
สิ่งที่พาเราไปไกลไม่ใช่แค่ทักษะเทคนิค แต่คือการเป็น “คนทำงานที่เล่าเรื่องและสื่อสารได้ดี”
เพราะมันจะพาเราฝึกการฟัง คิดเป็นระบบ เข้าใจมนุษย์ โน้มน้าว และนำเสนอคุณค่าได้ในทุกบริบท
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหนก็ตาม คนอาชีพคุณที่เล่าเรื่องได้ดี มีที่ทางในการเติบโตเสมอ
63. อวสานของชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การตามเทรนด์ไม่ทัน เพราะเราปรับตัวและเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ
แต่อาจเป็นการวิ่งไล่เปลือก ยอดไลก์ หรือความคาดหวังของคนอื่น จนลืมแก่นของงานและชีวิต รู้ตัวอีกที เวลา คุณค่า และเสียงของตัวเองก็หายไปแล้ว
ณรงค์ยศ มหิทธิวาณิชชา (Co-founder and Head of Growth, TWF Agency)
64. ตั้ง mindset กันใหม่ หลายปัญหาที่ต้องแก้ อุปสรรคที่ต้องฝ่า ไม่มีใครทำแทนเราได้ ดังนั้นยอมรับและท่องไว้ว่า มันสุดที่เรา เมื่อตั้งมั่นตั้งใจแล้วว่ามันสุดที่เรา พลังและแรงใจมันจะพาเราไปต่อได้เอง
65. “Full throttle until I see God or the checkered flag" แปลเป็นไทยในบริบทคนทำงานคือ “เหยียบให้มิด ไปให้สุด ไม่ต้องกลัวหลุด แล้วค่อยไปหยุดที่เส้นชัย”
กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
66. Shoshin 初心 (โฉะ-ชิน) แปลว่า "หัวใจดวงแรก" หรือ "หัวใจของผู้เริ่มต้น" ก่อนเริ่มทำงานแต่ละชิ้น กลับไปนึกถึงวันแรกที่เราได้รับโอกาสให้ทำงานนั้น ตอนนั้น เราตั้งใจใส่พลังเท่าไร วันนี้ เรายังตั้งใจทุ่มเทด้วยพลังเช่นนั้นหรือไม่? ทำงานเหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้จับงานนั้น ด้วยความตั้งใจและใส่ใจ
67. Kansha 感謝 (คัน-ฉะ) หรือ "ความรู้สึกขอบคุณ" ก่อนเริ่มทำงาน หรือก่อนนอน ลองถามตนเองเบา ๆ "วันนี้ มีเรื่องอะไรน่าขอบคุณบ้างนะ?" สิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งของ สถานที่ โอกาส บุคคลรอบ ๆ ไม่ต้องฝืนหรือเค้น คิดออกก็ดี คิดไม่ออก ก็ไม่เป็นไร หากนึกออกได้ อารมณ์ ความรู้สึกในการทำงาน จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก
สโรจ เลาหศิริ (เจ้าของเพจสโรจขบคิดการตลาด)
68. แผนกลยุทธ์ในปี 2569 ยังใช้วิธีการดูข้อมูลจากในอดีต ดึงตัวเลขมาอ่าน เปรียบเทียบว่าแคมเปญไหนดีหรือไม่ดี แล้วสร้างแผนการตลาดโดยไม่ได้เอาบริบทในอนาคต เช่น การแข่งขัน เทรนด์ใหม่ ๆ คู่แข่งใหม่ พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป และ ความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนด้านอื่น ๆ มาทำกลยุทธ์ด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ สิ่งนี้เรียกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) การวางกลยุทธ์ ระวังอนาคตเปลี่ยนไวจนปรับไม่ทัน
69. จุดแข็ง หรือ ความได้เปรียบของการแข่งขันที่เราใช้มาตลอด มันยังเวิร์คอยู่จริง ๆ ใช่ไหม? ลูกค้าเริ่มมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ต่าง หรือ คู่แข่งเริ่มตามมาทันแต่เรายังหลอกตัวเองว่าเราเด่นสุด เก่งสุดหรือไม่?
สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ (CEO of Content Shifu)
70. ดูทิศทางลมให้ดี ๆ แล่นเรือไปในทางที่มีลมหนุนไม่ใช่มีลมต้าน
71. บริหารจัดการจิตใจและร่างกายให้ดี ถ้าใจกายดี อุปสรรคจะมาหนักแค่ไหนก็จะมีแรงฮึดสู้
อภิชาติ ขันธวิธิ (CEO of QGEN Consultant)
72. ถาม 2 คำถามนี้ควบคู่กันเสมอ “ตอนนี้เราอยากเติบโตเรื่องอะไร” และ “ตอนนี้องค์กรกำลังต้องการคนแบบไหน” เราเติบโตได้ยากถ้าทำในสิ่งที่องค์กรไม่ต้องการ และการทำทุกอย่างที่องค์กรขอให้ทำก็อาจจะไม่ได้ทำให้มีความสุขในการทำงานได้ การหาจุดที่ความอยากโตของเรา กับความจำเป็นขององค์กรตรงกันพอดี จะเป็นจุดที่เราไปต่อได้
73. วันที่เรารู้สึกว่าไม่เก่ง หรือไม่เก่งเท่าเดิม ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีคุณค่า ก่อนจะสรุปว่าองค์กรไม่เห็นเรา ลองถามหัวหน้าชัด ๆ ว่าเขาเห็นเรา ในมุมไหน คำตอบนั้นอาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเองไปเลย
สุวิตา จรัญวงศ์ (CEO & Co-founder of Tellscore Co., Ltd. - Influencer Platform)
74. เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เปลี่ยนเร็วและไม่แน่นอน และนั่นไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง ขอแค่ใจเย็น มองโลกในมุมที่ดี ค่อย ๆ เดินไปข้างหน้าทีละก้าว ไม่หยุด ไม่ถอย แล้วเราจะค้นพบว่าตัวเองรับมือกับมันได้มากกว่าที่คิด
75. เมื่อก้าวสู่ปี 2026 “Trust” ได้ยกระดับจากคุณค่าทางภาพลักษณ์ สู่การเป็น Asset เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ แทนที่ยุคที่ Eyeballs และ Attention เคยเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการสื่อสาร
กล้า ตั้งสุวรรณ (CEO at Wisesight)
76. ปรับตัวในการใช้ AI ที่จำเป็นในสายงานของคุณให้เชี่ยวชาญ โดยเน้นการสร้างระบบงานอัตโนมัติให้ได้ แล้วงานของคุณจะมีประสิทธิภาพ
77. จงระวัง Data คุณภาพต่ำ ที่จะต้องนำไปใช้ในการวิเคราะห์กลยุทธ์หรือวางแผนในอนาคต จนอาจทำให้การตัดสินใจของคุณผิดพลาด
ประสาน อิงคนันท์ (ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์ต่างวัย)
78. Trust คือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับคนทำสื่อ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมายจนเลือกไม่หวาดไม่ไหว แต่ Trust จะเกิดขึ้นได้ เราก็ต้องทำจริง เพื่อเป็น "ตัวจริง" ในสิ่งที่เราทำ แล้วองค์ประกอบที่จะทำให้เราเป็น "ตัวจริง" ได้ก็คือ ทำสิ่งที่เราถนัดให้มีคุณภาพ สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการสร้าง Trust จึงไม่มีทางลัด
79. ไม่ว่าเราจะท้อจากการทำงานมากแค่ไหน แต่ก็อย่าให้ปล่อยให้ความท้อแท้มาทำให้กิจวัตรประจำวันง่าย ๆ ของเราเสียไป ท้อหรือเหนื่อยแค่ไหน ก็ขอให้ยังกินให้ได้ นอนให้หลับ ยังมีแรงไปวิ่งให้เหงื่อออก ถ้าเรายังรักษาสิ่งปกติ เรียบง่าย ในชีวิตเราได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสะสมสำคัญให้เรากลับมาเอาชนะอุปสรรคในวันข้างหน้า
ณัฐพล ม่วงทำ (เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน)
80. เราเข้าใจปัญหาที่แท้จริงก่อนลงมือทำจริง ๆ ใช่ไหม ? หลายครั้งเรามักทำในสิ่งที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเก่า และที่แย่กว่านั้นดันสร้างปัญหาใหม่ การทำความเข้าใจปัญหาให้ถ่องแท้ก่อนแก้ช่วยให้ปัญหานั้นถูกแก้ไปแล้วกว่าครึ่ง หายปัญหาแทบไม่ต้องใช้เงินเลยก็แก้ได้ง่าย ๆ ยากสุดคือการยอมรับปัญหานั้นให้ได้ บางทีอาจมาจากสิ่งที่เราทำโดยไม่รู้ก่อนหน้าด้วยซ้ำ
81. โฟกัสที่ลูกค้าให้มากกว่าคู่แข่ง ถ้าเราดูแลลูกค้าได้ดี ลูกค้าก็จะไม่อยากหนีเราไปไหน หลายครั้งเราโฟกัสผิดจุดมัวแต่สนใจคู่แข่ง จนเผลอไปแข่งในเกมที่เราไม่ถนัดแล้วก็แพ้ไปอย่างน่าเสียดาย
พลสัน นกน่วม (Creative Director The Zero Publishing)
82. การพักผ่อนกับการออกกำลังกาย อะไรสำคัญกว่ากัน โค้ชทุกคนให้คำตอบเหมือนกันคือ การพักผ่อน ก็คือการฝึกซ้อม ควรนอน 7 - 8 ชั่วโมงคือสิ่งสำคัญกว่าการออกกำลังกาย ดังนั้นการนอนหลับต้องถูกบรรจุอยู่ในตารางซ้อมด้วย แม้คุณจะเป็นคนทำงานที่ชอบเล่นกีฬา
83. การใช้ชีวิตให้มีประสิทธิภาพ เราต้องแบ่งตารางชีวิตให้สมดุล แต่ไม่ใช่การแบ่งตารางด้วยสูตร ทำงาน 8 ชั่วโมง นอน 8 ชั่วโมง และ กิจกรรมอื่น ๆ 8 ชั่วโมง หรือสูตร 888 แต่ต้องแบ่งตารางที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือการแบ่งตารางชีวิตให้ที่อิงกับพฤติกรรมของคุณเองภายใต้ข้อจำกัดที่มีปรับตารางให้ดี แล้วเคารพตารางที่คุณสร้าง เมื่อนั้นชีวิตจะสมดุลย์ทุกด้านทั้งชีวิต การทำงาน และสุขภาพ
84. คนทำงานควรมีกีฬาที่คุณชอบสักหนึ่งอย่างแล้วเล่นมันอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพอย่างเดียว แต่การเล่นกีฬาได้ดีขึ้น หรือทำได้ตามเป้า คือการเติบความมั่นใจในชีวิต เมื่อคุณมั่นใจ มันจะส่งผลดีทั้งต่อการทำงานและการใช้ชีวิตจริง ๆ
85. TikTok ปี 2026 จะเริ่มมองหาคอนเทนต์คุณภาพ และมีเอกลักาณ์ชัดเจน มีกลุ่มคนดูชัดเจนขึ้นมาก ๆ นั้น วิธีการสร้าง TikTok ให้เกิดในปี 2026 คือต้องตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้คือ
1. เราจะเป็นใครบนนั้น ไว้กำหนดเป้าหมายของตัวเอง และวิเคราะห์คู่แข่งที่ใกล้กัน
2. เราจะเป็นได้ด้วยวิธีไหน เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างเนื้อหา หรือการสื่อสาร
3. เราอยากถูกจดจำในฐานะอะไร เพื่อสร้างเอกลักษณ์ และภาพลักษณ์ให้คนต้องจำ
พิมพ์ลดา ไชยปรีชาวิทย์ (ผู้ขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน ผ่านคอนเทนต์ กลยุทธ์ และโซลูชัน)
86. วาง objective (เป้าหมาย) การทำงานเหมือนการตั้ง GPS ก่อนออกจากบ้าน
87. วาง focus ให้ถูกจุด เช่น ถ้าเรารู้ว่า objective ของการทำคลิปนี้ คือ การสื่อสารข้อมูล ที่ไม่ใช่ mainstream การ focus น่าจะอยู่ที่ process ส่วนยอด view เป็นรางวัล
ปฤณ จำเริญพานิช (Founder & CEO วิทยากรและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน Gen AI & Marketing at AEIOU Solution Co.,Ltd.)
88. AI ทำให้ “ความฉลาด” กลายเป็นของโหล เมื่อทุกคนเข้าถึง AI ได้เหมือนกัน ความได้เปรียบไม่ใช่ “มี AI” แต่คือ ใครออกแบบวิธีใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริงได้มากกว่า
89. ยุค AI ตัวเดียวทำทุกอย่าง จบแล้ว ปี 2026 คือยุคของ AI เฉพาะทางที่เก่งไม่เหมือนกัน เกมไม่แข่งว่าใครฉลาดกว่า แต่แข่งว่า ใครเลือก AI ให้เหมาะกับงานได้ถูกกว่า
90. ฟีเจอร์ลับ Deep Research = งานหาข้อมูลที่เคยใช้เป็นวัน เหลือไม่กี่นาที เช่น Perplexity Deep Research
มันค้นให้ลึก สรุปให้จบ และมีแหล่งอ้างอิงให้เช็กได้ทันที อ่านสรุปครั้งเดียว ตัดสินใจได้เลย
91. เริ่มยุค Agentic AI = AI ที่เริ่มทำงานแทนคุณจริง ๆ ไม่ต้องสั่งทีละคำ มันรู้เองว่าควรทำอะไรต่อ วางแผนเอง แก้ปัญหาเอง จากเครื่องมือ → กลายเป็นผู้ช่วยมืออาชีพ
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
92. หางานที่ถนัดและทำให้ดีที่สุด ถ้าทำงานที่ถนัดมันจะพาเราไปสู่ความเป็น expert และความเป็น expert จะพาเราไ