19/07/2026
คนเก่งไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วสุด แต่คือคนที่เห็นก่อนคนอื่น บทเรียนจากบอลโลก เจาะลึก 5 Mindset จากนักฟุตบอลระดับโลก
⚽ คนที่เก่งในองค์กรไม่ใช่คนที่ทำงานหนักที่สุด แต่คือคนที่ ‘เห็นก่อนคนอื่น’ เจาะ 5 หลักการของนักฟุตบอลระดับโลก ที่คนทำงานเอาไปใช้ได้ทันที
มีเคสที่น่าสนใจจาก ‘Lionel Messi’ (ลิโอเนล เมสซี่) ชายอายุ 39 ปี ตัวสูง 170 ซม. ในฟุตบอลระดับโลก Messi จัดว่าเป็นคนที่ตัวเล็กมาก! และอย่าลืมว่าในระดับโลกกองหลังตัวสูงเกิน 180+ ทั้งนั้น แถมอายุก็ปาไป 39 ปี ความเร็วที่เคยมีในอดีตก็ตกลง
แต่ในบอลโลก 2026 ปีนี้! ล่าสุดอัปเดตเมื่อวันที่ 7 Jul 2026 เขาคือคนที่ยิงมากที่สุดในทัวร์นาเมนต์ เท่ากับนักเตะระดับโลกอย่าง Mbappe และ Haaland ที่อายุน้อยกว่าเขา 11-12 ปี
หนึ่งในคำอธิบายที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดมาจาก Johan Cruyff ตำนานนักฟุตบอลชาวดัตช์ ที่พูดไว้เมื่อ 50 ปีก่อนว่า
" ความเร็วคืออะไร? สื่อกีฬามักสับสนระหว่างความเร็วกับ Insight
ถ้าผมออกวิ่งเร็วกว่าคนอื่นแค่นิดเดียว ผมก็ดูเร็วกว่าแล้ว "
Messi ไม่ได้ชนะด้วยการวิ่งเร็วกว่าคนอื่น แต่เขาชนะเพราะ ‘เห็นก่อนคนอื่น’
บทความจาก The Athletic และงานวิจัยสองชิ้นจาก The Conversation ในช่วงบอลโลก 2026 พิสูจน์ให้เห็นชัดขึ้นว่า สิ่งที่แยกนักฟุตบอลระดับโลกออกจากคนอื่นไม่ใช่ร่างกาย แต่คือวิธีที่สมองเก็บ ประมวล และใช้ข้อมูลในเสี้ยววินาที และหลักการเดียวกันนี้ใช้ได้ในทุกองค์กรและทุกอาชีพ
⚽ ก่อนจะไปดู 5 หลักการ เราต้องเข้าใจก่อนว่าสนามฟุตบอลระดับโลก คือห้องทดลองทางความคิดที่ดีที่สุดในโลก เพราะทุกการตัดสินใจ เกิดขึ้นภายใต้ความกดดันมหาศาล ในเวลาที่สั้นที่สุดเพียงเสี้ยววินาที และผลลัพธ์ที่ได้...จะเฉลยออกมาให้เห็นทันทีแบบไม่มีข้อแก้ตัว
Prof. Geir Jordet จาก Norwegian School of Sport Sciences ศึกษาเรื่อง ‘การมองรอบข้างก่อนรับบอล’ (Scanning) หรือการมองไปรอบ ๆ ตัวก่อนที่ลูกบอลจะมาถึง ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1997 ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Sensor) ไว้ที่บริเวณด้านหลังศีรษะของนักฟุตบอลอาชีพกว่า 250 คน
คำถามที่เขาตั้งนั้นเรียบง่ายมากมาก นั่นคือนักเตะที่มองรอบข้างบ่อยกว่า ทำผลงานได้ดีกว่าจริงไหม และนี่คือผลลัพธ์เหล่านั้น
🔹 นักเตะที่ Scan มากกว่า ส่งบอลได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
🔹 นักเตะที่ Scan มากกว่า เลือกส่งบอลไปข้างหน้าได้มากกว่า ซึ่งสร้างอันตรายต่อฝ่ายตรงข้ามโดยตรง
🔹 นักเตะที่ Scan มากกว่า คนกลุ่มนี้หัวจะหมุนสแกนรอบสนามตลอดเวลา ทำให้เขารู้ล่วงหน้าแล้วว่าฝั่งขวาไม่มีใครยืนคุมอยู่ ทันทีที่บอลมาถึงเท้า แทนที่จะตกใจส่งคืนหลัง เขาจะสามารถพลิกตัวม้วนหลบคู่แข่ง แล้วพุ่งเข้าหาพื้นที่ว่างเพื่อเปิดเกมบุกต่อได้ทันที
Arsène Wenger อดีตผู้จัดการทีม Arsenal ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มาหลายสิบปี เขียนไว้ในอัตชีวประวัติว่า นักเตะที่ดีใน Premier League จะ Scanเพื่อเก็บข้อมูล 4-6 ครั้งในช่วง 10 วินาทีก่อนรับบอล ส่วนนักเตะที่เก่งมากกว่านั้นจะเก็บได้ถึง 8-10 ครั้ง ความต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ไม่ใช่ฝีมือ หรือฝีเท้า แต่คือสายตาและสติปัญญา
⚽ และนั่นคือเหตุผลที่อยากชวนชาว CREATIVE TALK มาเจาะลึกไปด้วยกันกับ 5 หลักการที่นักฟุตบอลระดับโลกใช้อยู่ทุกวัน ซึ่งคนทำงานและเจ้าของธุรกิจเอาไปปรับใช้ได้ทันที!
1. Scanning เก็บข้อมูลก่อนที่คุณต้องใช้มัน
มีช่วงหนึ่งที่ Frank Lampard อดีตนักเตะชาวอังกฤษ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ได้ดูคลิปของตัวเองย้อนหลัง เป็นวิดีโอ 16 วินาทีจากปี 2009 ที่มีคนแชร์กันใน Social Media ในฐานะตัวอย่างของ Scanning ระดับโลก
พอได้กลับมานั่งดูคลิปตัวเองแข่ง มันทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า ตลอดอาชีพค้าแข้งที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังทำสิ่งนี้อยู่ เพราะมันเกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกเกือบทั้งหมด และกลายเป็นระบบที่ถูกฝังอยู่ในตัวเขาไปเรียบร้อยแล้ว
และเมื่อ Prof. Geir Jordet ผู้ที่ศึกษาเรื่องการ Scanning วิเคราะห์ตัวเลขออกมา Frank Lampard สแกนในอัตรา 6.2 ครั้งในช่วง 10 วินาทีสุดท้ายก่อนรับบอล สูงที่สุดในบรรดา 117 นักเตะที่ถูกศึกษา แต่ตัวเขาเองไม่รู้ด้วยซ้ำ
🔹มีเคสอื่น ๆ จากนักเตะอาชีพอย่าง Declan Rice กองกลางคนปัจจุบันของ Arsenal พูดไว้ว่า ถ้าคุณไม่สแกน คุณไม่มีโอกาสเลย และในหนึ่งช่วงของเกม เขาสแกน 6 ครั้งในช่วงเวลาเพียง 8 วินาที
🔹อีกนักเตะที่เก่งในการ Scan อย่าง Xavi Hernández (ชาบี เอร์นานเดซ) ตำนาน Barcelona บอกไว้ว่าในบางเกมเขาหมุนหัวมองรอบข้างมากกว่า 500 ครั้ง และนิสัยนี้ติดตัวเขาไปทุกที่ ไม่ได้อยู่แค่ในสนามฟุตบอล
เมื่อเวลาเขาเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวรวม ก็มักจะวิเคราะห์แล้วว่าเก้าอี้และโต๊ะวางตรงไหน และมักจะเลือกนั่งตรงที่มองเห็นทั้งห้องได้เสมอ สิ่งนี้มันกลายเป็นระบบอัตโนมัติที่ร่างกายทำไปเอง โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
🔹เทียบกับนักเตะอาชีพอย่าง Joelinton นักเตะที่ถูกย้ายจากกองหน้ามาเล่นกองกลาง เขาเสียบอลให้ฝ่ายตรงข้ามสองครั้งในเจ็ดนาที เพราะไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างหลัง Joelinton อธิบายว่านี่ไม่ใช่ความบกพร่องทางเทคนิค แต่คือนิสัยที่ฝังมาจากการเล่นกองหน้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องสแกนมาก เพราะทุกอย่างอยู่ข้างหน้า
🤔 ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ก่อนจะเริ่มตัดสินใจเรื่องสำคัญ คุณได้ฝึกฝนทักษะการ Scan ข้อมูลรอบข้างแล้วหรือยัง เทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ได้หลายโอกาส ไม่ว่าจะก่อนการประชุม, มีการเจรจาสำคัญ หรือต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ หัวใจหลักไม่ใช่เพียงแค่การเตรียม Agenda ของตัวเองเท่านั้น แต่คือการทำการบ้านเพื่อสแกนข้อมูลรอบข้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ใครอยู่ในห้องประชุมบ้าง, ใครคือคนที่มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง, สังเกตว่าทีมกดดัน ลังเลอยู่หรือไม่, อะไรคือความกังวลที่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงจากคนในทีม หรือลูกค้า
เพราะคนที่สแกนและทำการบ้านตรงนี้ก่อนเข้าห้อง
คือคนที่สามารถอ่านเกมออกก่อนคนอื่น โดยไม่จำเป็นต้องพูดมากกว่าใคร
2. Attentional Fitness โฟกัสในจุดที่สำคัญ โดยไม่กระจาย
ลองนึกภาพกองหน้าที่ได้บอลในกรอบเขตโทษ ท่ามกลางกองหลัง 2 คนที่รุมกดดัน ผู้รักษาประตูวิ่งพุ่งออกมา และเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มรอบสนาม ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นและต้องตัดสินใจภายในเวลาเพียง 1.5 วินาที
เมื่อคนเราเจอแรงกดดันระดับนั้น ทักษะแรกที่พังทลายไม่ใช่เรื่องของฝีเท้า แต่คือ ‘ความสามารถในการโฟกัส’ โดย Prof. Eric Zillmer นักจิตวิทยาการกีฬาจาก Drexel University อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ยอดนักเตะอย่าง Mbappe, Haaland และ Kane 3 กองหน้าที่ดีที่สุดในโลก ณ เวลานี้มีความพิเศษ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือ Attentional Fitness หรือความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลที่ถาโถมมาจากหลายแหล่งพร้อมกัน แล้วทำการล็อกเข้าหาโอกาสที่ดีที่สุดได้ในเสี้ยววินาที
นี่ไม่ใช่ความกล้ามาแต่กำเนิด มันคือทักษะทางจิตวิทยาในการจัดการว่าสมองจะโฟกัสไปที่ไหนในภาวะกดดัน เพราะบางคนในช่วงที่บอลกำลังเดินทางมาหาเขาเพียง 1-2 วินาที สมองของเขากำลังประมวลผลทางเลือกที่แตกต่างกันอยู่ถึง 6 แบบพร้อมกัน และเลือกแบบที่ดีที่สุดในเสี้ยววินาทีสุดท้าย และนี่คือที่มาของฟุตบอลยุคใหม่ที่นักเตะไม่ใช่ใช้แค่พละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่การใช้สมองและการตัดสินใจในวินาทีสำคัญ เป็นเรื่องที่ส่งผลแพ้ชนะในเกมได้เลย
🤔 ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ในโลกการทำงานเอง ก็มักเจอความกดดันมหาศาลมากมาย การมีทักษะ Cognitive Agility & Emotional Regulation under Pressure หรือ ความคล่องแคล่วทางปัญญาและการควบคุมสติในภาวะวิกฤต จึงเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งนี้จึงไม่ต่างจากการที่เราต้องพรีเซนต์งานต่อหน้าบอร์ดบริหารระหว่างที่โดนคำถามโจมตีจากทุกทิศทาง, การเจรจาดีลใหญ่โดยไม่เผลอแสดงความตื่นเต้นหรือความเครียดออกไป หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญภายใต้ข้อมูลที่มีน้อยนิด สิ่งที่แยกผู้นำที่ดีออกจากคนทั่วไปไม่ใช่ระดับ IQ แต่คือการรู้ว่า ตอนนี้ต้องโฟกัสที่ไหน และจะย้ายความสนใจไปที่จุดไหนต่อ
.
ซึ่งทักษะนี้สามารถฝึกฝนได้ด้วยการจำลองสถานการณ์กดดันซ้ำ ๆ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยก่อน หรือลองตั้งโจทย์สมมติขึ้นได้ เพราะการซ้อมในพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีความสูญเสียจริง จะช่วยสร้างความสามารถในการควบคุมอารมณ์ รับมือกับความกดดัน หรือ Mental Toughness และทำให้เกิดความเคยชินจนกลายเป็นสัญชาตญาณอัตโนมัติเมื่อต้องลงสนามจริง
3. Controlled Mind-Wandering รู้ว่าเมื่อไหร่ต้อง Zoom In และเมื่อไหร่ต้อง Zoom Out
งานวิจัยระบุชัดเจนว่า เวลาที่นักเตะระดับโลกอย่าง Messi เล่นได้ดีที่สุด มักจะเป็นเวลาที่เขาไม่ได้มองลูกบอล มีคลิปหนึ่งที่แพร่หลายในโลกโซเชียล เป็นภาพที่ Messi กำลังเล่นฟุตบอลสมัครเล่นในงานวันเกิดเด็ก แม้จะไม่ใช่เกมจริงจัง แต่หัวของเขาก็ยังคงหันสแกนรอบข้างตลอดเวลา ราวกับว่าสมองของเขาไม่รู้วิธีปิดระบบนี้
เมื่อนักวิจัยศึกษาการมองเห็นของ Messi พบว่า สายตาของเขามักจะอยู่ห่างจากลูกบอลเพื่อดูดซับภาพรวมของสนาม และเมื่อโอกาสสำคัญมาถึง เขาถึงจะทำการล็อกโฟกัสเต็ม 100%
สมองไม่ได้พักเมื่อหยุดจ้องสิ่งเดียว มันแค่ประมวลผลในรูปแบบที่ต่างออกไป เพื่อให้มองเห็นการเชื่อมโยงที่ซ่อนอยู่ นักประสาทวิทยาเรียกสภาวะนี้ว่า Controlled Mind-Wandering นักฟุตบอลระดับโลกจึงรู้ดีว่าเมื่อไหร่ต้อง Zoom In หรือการมองอย่างเฉพาะเจาะจง และเมื่อไหร่ต้อง Zoom Out หรือการมองภาพกว้างในสนาม เพราะทั้งสองโหมดนี้ต้องใช้คู่กัน
🤔 ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่ายิ่งทำงานหนัก ยิ่งก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาเท่าไหร่ก็ยิ่งคิดไม่ออก นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลัง Zoom In มากเกินไป คุณต้องรู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ควรถอยออกมาจากตัวปัญหา แล้วเปลี่ยนบริบทมาเป็นการเดินออกไปข้างนอก พักสายตาบ้าง หรือนอนหลับก่อน แล้วค่อยกลับมามองใหม่ด้วยมุมมองที่สมองได้ประมวลผลในโหมด Zoom Out หรือการมองภาพกว้างแล้ว
.
และอย่ารู้สึกผิดที่จะพักบ้างเพราะนี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ ในเชิงประสาทวิทยาการทำแบบนี้คือการเปิดระบบ Controlled Mind-Wandering เพื่อให้สมองได้สลับไปประมวลผลในรูปแบบที่เปิดกว้างกว่า ซึ่งเป็นโหมดที่สมองจะเริ่มทำงานเชื่อมโยงข้อมูลและมองเห็นทางออกที่ซ่อนอยู่
หรือในอีกมุมมองฝั่งเจ้าของธุรกิจ หรือผู้นำทีม ทักษะการ Zoom Out เพื่อมองหาพื้นที่ว่างมีความสำคัญมากกว่า Zoom In มาก เพราะคุณมีหน้าที่ต้องเห็นภาพรวมธุรกิจในระดับที่ไม่มีใครในทีมสามารถมองเห็นแทนคุณได้ เมื่อเราถอยออกมาจนเห็นภาพกว้างและเจอจุดเชื่อมโยงแล้ว ให้จับจังหวะสลับโหมดกลับมา Zoom In ล็อกโฟกัส 100% เพื่อสับไกตัดสินใจและขับเคลื่อนทีมในเสี้ยววินาทีสำคัญ
4. Disruption เปลี่ยนเกมใหม่ แทนที่จะเล่นตามกฎของคนอื่น
ต้องยอมรับว่าฟุตบอลโลกปี 2026 นี้มีหลายแมทน่าประทับใจมากมาย แต่มีอยู่ทีมนึงที่เรียกว่าเป็นม้ามืดอย่างชัดเจน เมื่อทีมอันดับ 67 ของโลกอย่าง Cape Verde (เคปเวิร์ด) สามารถยันเสมอ สเปน ทีมเต็งหนึ่งที่ใคร ๆ ก็คิดว่าจะคว้าแชมป์ไปได้ 0-0 รวมไปถึงในแมทถัด ๆ ก็สามารถสู้ได้อย่างสูสีกับ Argentina ทีมที่มีมหาเทพอย่าง Lionel Messi แม้จะแพ้ไป 3-2 แต่ก็ถือว่าไม่มีใครคาดคิดว่าทีมชาติที่ไม่ได้เด่นดังเรื่องฟุตบอล กลับสามารถสู้กับทีมระดับเทพได้อย่างสุดมันส์
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพราะ Cape Verde มีนักเตะที่ดีกว่า แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะ Disrupt จังหวะการเคลื่อนที่ และ Rhythm หรือจังหวะการเล่นที่สเปนถนัด จนทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ไม่สามารถเล่นเกมในแบบของตัวเองได้เลย
Prof. Zillmer อธิบายว่า Disruption คือทั้ง Mindset และ Tactic การ Disrupt ฝ่ายตรงข้ามได้ หมายถึงการบังคับให้เขาออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง และเมื่อนั้น ช่องว่างของความต่างด้านทักษะ (Skill Disadvantage) จะแคบลงทันที ซึ่งหลักการนี้สามารถพลิกความเสียเปรียบได้ในทุกระดับของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในสนามหญ้าหรือในตลาดธุรกิจ เพราะคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่เก่งกว่าคุณ แต่คือคนที่เลือกไม่เล่นตามกฎเดิมนั่นเอง
🤔 ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
สำหรับเจ้าของธุรกิจ อยากให้ลองหยุดวิ่งไล่ตามผู้นำแบบเดิม ๆ แล้วกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราเป็น ทีมชาติ Cape Verde ในอุตสาหกรรมนี้ เราจะทำอะไรที่ทำให้สเปน (ผู้นำตลาด) ไม่สามารถเล่นเกมที่ตัวเองถนัดได้อย่างไร เพื่อทลายข้อจำกัดด้านขนาดธุรกิจแล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้คุมเกมแทน
สำหรับคนทำงาน การทำ Disruption ไม่ได้แปลว่าต้องไปทำลายล้างใครเสมอไป แต่คือการฝึกจับจังหวะของตัวเองให้มองหา ‘ช่องว่างที่คนอื่นไม่ได้มอง’ แล้วลงมือเข้าไปสร้างคุณค่า (Value) ตรงนั้นให้สำเร็จก่อนใครเพื่อนนั่นเอง เหมือนกับทีมชาติ Cape Verde เขาคือทีมเล็กไม่มีแต้มต่อแถมความสามารถเป็นรองชาติอื่น ๆ แต่จุดเปลี่ยนคือเขาเลือกที่จะไม่ลงไปวิ่งเล่นในเกมที่คนอื่นถนัด มองหาจังหวะเข้าไปป่วนและทำลายจังหวะของทีมคู่แข่งนั่นเอง และนั่นทำให้ทีมชาติ Cape Verde สร้างคุณค่าชิ้นสำคัญทำให้หลายชาติต่างชื่นชมในความเป็นนักสู้ และถูกจารึกว่าแม้จะไม่ได้เป็นแชมป์ แต่การเล่นของพวกเขาได้ใจแฟน ๆ ทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย
5. Tactical Creativity เริ่มทำทันที และฝึกสังเกต ตั้งคำถาม พร้อมทดลองต่อเนื่อง
🔴 เคสที่ 1: เด็กชายวัย 13 ปี ที่วิเคราะห์เกมได้ราวกับผู้จัดการระดับโลก Pep Guardiola
Rafferty Bolshaw เด็กน้อยอายุเพียง 13 ปี แต่เขาสามารถพูดเรื่องเทคนิคฟุตบอลเชิงลึกอย่าง zone 14, scan symmetry และ cognitive efficiency ได้น่าทึ่งราวกับโค้ชระดับโลกอย่าง Pep Guardiola
ความมหัศจรรย์นี้เกิดจากเขาเริ่มต้นศึกษาเรื่อง Scanning ด้วยตัวเองตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ โดยอ่านงานวิจัย ฝึกฝนผ่านแอปพลิเคชัน และทดสอบความสามารถกับ EyeGym จนทำคะแนนได้สูงกว่า Bryan Habana อดีตนักรักบี้ระดับโลก ก่อนที่ตัวเขาจะได้รับการเซ็นสัญญากับ Liverpool Academy
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในตัวของเด็กน้อย Rafferty Bolshaw ไม่ใช่แค่ความเก่ง แต่คือการทำด้วยตัวเองทั้งหมด เขาไม่ได้นั่งรอให้โค้ชมาคอยสอน แต่เลือกที่จะสังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง และสร้างทักษะที่เด็กในวัยเดียวกันส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่
🔴 เคสที่ 2: จากห้องนั่งเล่นสู่อัจฉริยะ 493 ครั้งในเกมเดียว
Martin Odegaard นักเตะคนสำคัญของ Arsenal ฝึกฝนทักษะการ Scanning ในห้องนั่งเล่นที่บ้านตัวเองมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และทำมันในทุก ๆ วัน จนกระทั่งในการแข่งขันจริงนัดหนึ่ง นักวิจัยได้ลองนับจำนวนการสแกนของเขาและพบว่าเขาสามารถสแกนมองรอบตัวได้สูงถึง 493 ครั้งในเกมเดียว! ซึ่งเคสนี้คล้ายกับ Frank Lampard มันเกิดจากการทำซ้ำ ๆ ทดลองซ้ำ ๆ แล้วเกิดเป็นปฎิกิริยาที่ฝังอยู่ในตัวเขาไปเรียบร้อย
ดังนั้น Tactical Creativity ไม่ใช่พรสวรรค์ที่มีแต่กำเนิด มันต้องถูกฝึกฝน และต้องได้รับอิสระในการฝึกฝน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำนี้ มันไม่ใช่แค่การมีไอเดียที่ดี แต่คือการฝึกจนสมองมองเห็นทางออกได้เองแบบอัตโนมัติ
🤔 ข้อคิดที่น่าสนใจจากเรื่องนี้คือ
องค์กรที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสร้างพนักงานที่คอยทำตามคำสั่ง แต่สร้างมาเพื่อสร้างนักคิด หรือ Thinker ลองกลับไปทบทวนดูว่า ทีมของคุณมีพื้นที่ที่ปลอดภัยพอที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองคิด ทดลองทำ ผิดพลาดได้ โดยไม่ต้องหวาดกลัวแล้วหรือยัง
.
รวมไปถึงฝั่งคนทำงานเอง ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาท ทักษะอะไรที่จะสร้างความแตกต่าง ที่ไม่ใช่ความเร็วในการทำงานตามขั้นตอนกระบวนการเดิม ๆ แต่คุณค่าที่แท้จริงของเราคือความสามารถในการคิดไปข้างหน้าล่วงหน้าหลาย ๆ ก้าว และการมองเห็นจุดเชื่อมโยงที่คนอื่นยังมองไม่เห็น ซึ่งสำคัญมาก!
#ทักษะ #คนทำงาน #ฟุตบอลโลก
24/06/2026
อยากสร้างงานให้ต่าง ต้อง ‘เอ๊ะ’ บ้าง อย่า ‘อือ’ อย่างเดียว ถอดรหัส 3 แนวคิดในการทำงานแบบ ‘ทีมชัชชาติ’ จากงาน CTC2026
เคยเป็นกันไหม? เวลาเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ เรามักจะถูกตีกรอบด้วยคำว่า มันต้องทำแบบนี้สิ เราทำกันมานานแล้ว หรือ ใคร ๆ เขาก็ทำกันแบบนี้แหละ เหมือนกับว่ามันมีกรอบบางอย่างที่เราต้องทำตามมันตลอดเวลา
แต่ในยุคที่ทุกคนวิ่งไล่ตามหา ‘สูตรสำเร็จ’ ที่หน้าตาเหมือน ๆ กัน ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็น งานของเรากลับไม่ถูกมองเห็น หรือบางครั้งมันก็กลายเป็นคอนเทนต์ที่เหมือน ๆ กันจนคนไม่แม้แต่จะกดเข้ามาดู
เพราะฉะนั้นคำถามสำคัญในวันนี้ อาจไม่ใช่การตามหาว่า สูตรสำเร็จคืออะไร แต่คือการหาว่าเราจะคิดต่างได้ยังไง มากกว่า
งาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 ปีนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง ‘อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ขึ้นพูดใน Special Session ที่มาแชร์ประสบการณ์ของการ ‘ทำงานแบบทีมชัชชาติ’ ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ทำคอนเทนต์ออกมากี่อัน ก็ไวรัลกันเต็มโซเชียล! บทความนี้ CREATIVE TALK เลยจะมาถอดแนวคิด 3 วิธีในการทำงานแบบทีมชัชชาติที่คนทำงาน และทำธุรกิจสามารถเอาไปปรับใช้ได้เลย
1. คิดใหม่ (Think Again)
เราจะเอาชนะสิ่งเก่า ๆ ได้ ก็ต่อเมื่อเรา ‘คิดใหม่’ และไม่ว่าเราจะอยากเปลี่ยนอะไร ต้องเริ่มจากเปลี่ยนที่ใจ และความคิดก่อน แล้วการกระทำก็จะตามมา เหมือนคำที่ว่า ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’
หนังสือ Think Again ของ Adam Grant ได้สอนเรา 3 เรื่องสั้น ๆ คือ สงสัยในสิ่งที่รู้, อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่ไม่รู้, ปรับความคิดให้ทันสมัยอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้อง ‘เอ๊ะ’ บ้าง อย่า ‘อือ’ ไปกับทุกเรื่อง
คุณชัชชาติเล่าว่า ตอนที่หาเสียงหนที่แล้วทีมก็มีการคิดใหม่เยอะมาก แถมฉีกกรอบเดิม ๆ ของการทำงานหาเสียงด้วย แม้ว่าจะโดนคนรอบข้างบอกบ่อยครั้งว่า
🔷 ต้องมีสังกัดพรรคนะ
🔷 ต้องมี สก. ช่วยหาเสียง
🔷 ต้องมีหัวคะแนนก่อน
🔷 ต้องใช้เงินทุนเยอะนะ ต่อการหาเสียงหนึ่งครั้ง
🔷 ต้องมีเวทีปราศรัยใหญ่ ๆ ให้คนมารวมตัวกัน
🔷 ต้องมีป้ายหาเสียงทั่วกรุงเทพ คนจะได้เห็นเยอะ ๆ
🔷 ไม่ต้องมีนโยบายเยอะหรอก มีแค่นโยบายหลักไม่กี่ข้อก็พอ
ทั้งหมดนี้ คุณชัชชาติบอกทุกคนในฮอลล์ ว่า “เราเอ๊ะทั้งหมด และเราเลือกทำทุกอย่างตรงกันข้าม” นั่นเลยทำให้คะแนนเสียงอย่างล้นหลามในการเลือกผู้ว่าฯ ปี 2565 เราเลยจะเห็นหลาย ๆ อย่างของการหาเสียงที่มันแปลกใหม่ และไม่เหมือนที่เคยมาในการหาเสียงผู้ว่าครั้งไหนเลย เช่น
💡 แคมเปญ > แคมเปญที่ติดหู ติดตาอย่าง ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’ ในวันนี้ ก็เริ่มจากการคิดใหม่ในวันนั้น ในวันที่เลือกจะลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ จนเป็นไวรัลเสื้อที่คนเอาไป custom กันมากมาย
💡 ป้ายหาเสียง > จากที่มีคนบอกว่าป้ายหาเสียงต้องใหญ่ ป้ายหาเสียงต้องเยอะ คุณชัชชาติเลือกใช้ป้ายหาเสียงที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ แถมไม่ได้ติดเยอะจนทั่วกรุงเทพ จนเวลาผ่านมา ป้ายหาเสียงนี้กลายเป็น size standard ใหม่ของการทำป้ายหาเสียงไปแล้ว
💡 ใบปลิวหาเสียง > แทนที่จะทำโบรชัวร์หาเสียงเลือกตั้ง แต่ทีมก็เลือกใช้ใบปลิวในรูปแบบของกระดาษหนังสือพิมพ์ที่คนได้รับก็เอาไปห่อดอกไม้, ไปทำเป็นว่าว หรือเวลาว่างก็นั่งอ่านได้ด้วย
💡 การโปรโมตนโยบาย > มีคนบอกว่าคุณชัชชาติหน้าตาไม่หล่อ, โหงวเฮ้งไม่ดี, เห็นแล้วน่ากลัว ทำให้การโปรโมตนโยบายออกไปคนอาจจะไม่สนใจ เลยปิ๊งไอเดียเด็ดด้วยการคิดใหม่ว่า งั้นทำเป็นแบบการ์ตูนเลยแล้วกัน เพื่อสื่อสารเน้นชัดเรื่องนโยบายโดยตรง และลดการตัดสินรูปลักษณ์ออกไปด้วย
.
💡 การปราศรัยที่ไม่มีเวที > ไม่จำเป็นต้องมีเวทีใหญ่ ๆ ก็ปราศรัยได้ คุณชัชชาติแชร์ให้ฟังว่า ช่วงโค้งสุดท้ายตอนไปปราศรัย แทนที่จะเลือกเวทีใหญ่ ๆ เพื่อรวมตัวคน แต่กลับใช้แค่ ‘กล่องกระดาษลัง’ ในการยืนขึ้น และสื่อสารเจตนารมณ์ที่ชัดเจน จริงใจ บนสถานี BTS 4 พื้นที่ ซึ่งในวันต่อมามันก็กลายเป็นไวรัลออกข่าวทุกช่องบนทีวี
ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากการคิดใหม่ หัวใจสำคัญที่สุดที่คุณชัชชาติอยากบอกเราก็คือ การมี creativity เมื่อเรามี creativity จะทำให้การทำงานออกมาทั้งสด และใหม่ รวมถึงต่อยอดได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด
2. สนุก (Fun)
เนื่องจากทีมชัชชาติเป็นทีมที่ไม่มีสังกัด นั่นทำให้สิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือการหาคน แต่สิ่งแรกที่เขียนบนกระดานไม่ใช่คำว่า ต้องเป็นคนเก่ง, มีประสบการณ์ 5 ปี หรือมีเส้นสายใหญ่ ๆ แต่มันคือคำว่า ‘สนุก’ เพราะเชื่อว่าทำงานกับทีมนี้ต้องสนุก ในทีมเลยมีตำแหน่ง CFO ที่ไม่ใช่ Chief Financial Officer แต่คือ ‘Chief Fun Officer’
แล้ว CFO (Chief Fun Officer) ในทีมชัชชาติต้องทำอะไรบ้าง? อันดับแรกคือต้องหาเรื่องสนุก ๆ ทำกับทีม ให้การทำงานมีสีสัน และสนุกสนาน เมื่อเราสนุก ไอเดียใหม่ ๆ ก็จะเริ่มเกิดขึ้นจากตรงนั้น ซึ่งก็เกิดคอนเทนต์ใหม่ ๆ มากมายจากความสนุกของทีมงาน
💡 เพลงธีมของทีม > เพลงที่มาจากกลอน ที่ทีมเอามาใส่ทำนอง และเพิ่มท่าเต้น Dance Challenge ที่นอกจากทีมเองจะสนุกแล้ว คนที่เห็นคอนเทนต์ก็สนุกตามไปด้วยเหมือนกัน
💡 วิดีโอหาเสียงเลือกตั้ง > การหาเสียงในปี 2569 ไม่มีการใช้ป้ายเลือกตั้ง ทีมเลยเลือกทำคลิปวิดีโอที่รวม easter egg เป็นเลขแทน ที่เอาซ่อนไว้ผ่านสัญญะต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ตลาด, อาหาร, ทรงผม, ป้ายทะเบียนรถ, ป้ายเลขบนเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ ก็เป็นความสนุกที่ทีมต้องการทำ และคนดูก็สนุกในการมองหาเลขเหล่านั้นด้วย
3 . การเตรียมความพร้อม (Preparation)
คุณชัชชาติ แชร์ให้ฟังว่า คำว่า ‘โชคดี’ ไม่มีอยู่จริงในโลก เพราะโชคดี คือ โอกาสที่มาเจอกับความพร้อม เพราะฉะนั้นเราจะเห็นใครหลาย ๆ คนที่เจอโอกาส แต่ไม่สามารถคว้าไว้ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าโอกาสไม่เข้ามาหา แต่เป็นเพราะยังไม่พร้อมที่จะคว้ามันไว้ต่างหาก ดังนั้นถ้าคุณอยากคว้าโอกาสได้เร็ว ได้เยอะ คุณต้องเตรียมความพร้อมให้ตัวเองได้มากที่สุด
💡 เพลงโปรโมตเลือกตั้ง > หลายคนสงสัยว่า ทำไมจับเบอร์ปุ๊บ เพลงออกปั๊บ! นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เพราะเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการทำเพลงหลายเวอร์ชัน มีทุกเบอร์ จับได้เบอร์ไหน ก็พร้อมปล่อยเบอร์นั้นเลย
💡ตั้งทีมที่กล้าจะด่าเรา > การทำงานของทีมชัชชาติหลังจากคนในทีมต้องสนุกแล้ว คนในทีมยังต้องกล้าออกความคิดเห็น เสนอ และกล้าที่จะด่าเราได้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำให้คอนเทนต์ หรือแคมเปญต่าง ๆ ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่แค่ทำตามความชอบของหัวหน้าอย่างเดียว
[Key Takeaways]
🌟 อยากแตกต่าง ต้องกล้าคิดใหม่ อย่ายึดติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ ที่คนทำมานาน หรือคนบอกให้ทำ
🌟 อย่ามั่นใจในสิ่งที่เรารู้มากจนเกินไป และต้องเปิดใจเตรียมรับสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เรื่องที่เรารู้ในวันนี้ มันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยถ้าเทียบกับโลกกว้างใหญ่ และมันอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
🌟 กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เราสงสัย และจงใส่ใจมันให้ถึงที่สุด ยิ่งสงสัย ตั้งคำถามเยอะเท่าไหร่ ก็จะยิ่งรู้เยอะมากเท่านั้น
🌟 อยากมี creativity ต้องทำงานด้วยความสนุก เพราะเมื่อเราสนุก ไอเดียใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้แบบที่เราคาดไม่ถึง
🌟 ต้องกล้าทำด้วย อย่าแค่กล้าคิดอย่างเดียว บางครั้งการที่เรามี creativity ที่ดีแต่ไม่กล้าลงมือทำ สิ่งนั้นก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
🌟 ทีมที่ดี ต้องมีคนที่กล้าออกความเห็น กล้าพูด กล้าคิด กล้า feedback ไม่ใช่บอกเราแค่ ดีครับพี่ ได้ครับผม อย่างเดียว แต่ต้องกล้าตั้งคำถาม และบอกเราตรง ๆ เพื่อให้การทำงานออกมาดีที่สุด
🌟 โชคดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ตั้งอยู่บนสมการ โอกาส + ความพร้อม = โชคดี เมื่อ 2 สิ่งนี้มาเจอกัน นี่แหละคือความโชคดีที่แท้จริง
🌟 อยากมีโอกาส มีตัวเลือกในการใช้ชีวิต ต้องทำตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ โอกาสเข้ามาตลอดเวลา แต่อยู่ที่ว่าเราพร้อมจะคว้ามันได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งพร้อมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้คว้าโอกาสได้แน่นขึ้นเท่านั้น
20/06/2026
“Accidentally CEO” เซสชันเดี่ยวครั้งแรกของ คุณสิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม CEO and Founder at RGB72 and CREATIVE TALK ในงาน CTC2026
ย้อนกลับไปในปี 2000 ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท RGB72 จนถึงวันนี้ คุณเก่ง - สิทธิพงศ์เป็น CEO มาแล้ว 9,375 วัน นั่นหมายความว่าเซสชันวันนี้ คือการรวบรวมประสบการณ์กว่า 9,000 กว่าวัน เพื่อส่งต่อประสบการณ์ชีวิต การทำธุรกิจ ให้คนอ่านทุกคนได้ฟัง
บทความนี้ CREATIVE TALK พามาสรุป 3 ช่วงเวลาสำคัญของคุณเก่ง สิทธิพงศ์ ที่เล่าผ่าน ‘ความบังเอิญ’ จนได้บทเรียนต่าง ๆ ที่อยากนำมาแชร์ต่อเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคนทำงาน และคนทำธุรกิจทุกคน
Part 1: Accidentally discovery บังเอิญเจอ
ตอนเด็ก ๆ คุณเก่งเล่าว่า ตัวเองเป็นคนขี้เกียจ เรียนก็ไม่ดี การบ้านก็ไม่ทำส่ง ขี้เกียจอ่านหนังสือ เรียนอิเล็กโทนก็จำโน้ตไม่ได้ จน ‘บังเอิญ’ ได้เจอว่าตัวเองชอบวาดรูป เลยไปปรึกษาพี่สาว ว่าเรียนไม่รู้เรื่อง ชีวิตการเรียนมันห่วย พี่สาวบอกว่า “มี 2 ทางเลือก คือ ไปเรียนช่างกล กับไปเรียนบัญชี จบมามีงานทำแน่นอน” แต่เท่าที่ดูทั้งสองทางไม่รอด จนกระทั่งได้เจอว่า เป็นคนชอบวาดรูป โดยพี่สาวอีกคนที่อยู่อเมริกาบอกว่า เจ้าสิ่งที่เก่งชอบมันมีชื่อว่า Graphic Design และนั่นคือก้าวแรกของเก่ง จนทำให้ได้เรียน และชีวิตพลิกจากคนขี้เกียจ กลายเป็นคนที่ได้ A ทุกตัว
🎯 บทเรียนที่ 1: พัฒนาจากสิ่งที่เราถนัด ถ้าเราพัฒนาจากสิ่งที่เราไม่ถนัดมันยาก ถ้าเราเจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราถนัด และเราก็จะพัฒนาไปได้ไกล เวลานั้นเลยรู้ว่า เป็นคนชอบคิด มีไอเดียเยอะ แต่ปัญหาคือทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำไม่ได้ การไปหาคนที่ชอบหรือความถนัดนั้นมาทำคือตัวเลือกที่ดี จึงเป็นที่มาของ MD บริษัทคนปัจจุบัน ‘คุณโจ้ ฉวีวรรณ คงโชคสมัย’ ที่เป็นสายชอบทำ เมื่อคนชอบคิดและคนชอบทำมาทำงานร่วมกัน งานจึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้จริง
🤔 แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราชอบอะไร?
เรื่องนี้ไม่ยาก! แต่คุณต้องกล้า! เจออะไรก็ต้องลอง คุณเก่งเคยพลาดโอกาสขึ้น End Credit ซึ่งเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันที่อยากให้เกิดขึ้น โดยหนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Jerry Maguire แต่การตัดสินใจครั้งนั้นคุณเก่งกลับเลือกที่จะไม่ไป โดยข้ออ้างมากมาย ก็เลยพลาดโอกาส
🎯 บทเรียนที่ 2: ถ้าเราอยากรู้ว่าเราถนัดอะไร เราต้องลองทุกเรื่อง อย่าเพึ่งคิดว่าข้าวไข่เจียวคืออาหารที่อร่อยที่สุด ถ้ายังไม่เคยลองกินเมนูอื่น เพราะมันก็อาจจะมีรสชาติอร่อยไม่แพ้กันเลยก็ได้
บทเรียนนี้คุณเก่งเคยได้ในสมัยที่ทำงานกับบริษัทที่อยากทำงานด้วย นั่นคือ Bakery ที่ติดต่อมาหาคุณเก่ง ซึ่งก็อยากทำกับเขามาก ๆ ทั้งรู้สึกกดดันที่ได้ทำงานกับบริษัทที่อยากทำ กดดันไปกดดันมา จนสุดท้ายทำหน้าปกออกไป หน้าปกนั้นคือ อัลบั้ม Bakery Love มันเป็นบทเรียนที่ให้รู้ว่า เราต้องตั้งใจให้ดีกว่านี้
🎯 บทเรียนที่ 3: เวลาซื้อได้ คนอเมริกาไม่สนใจว่าเราราคาถูกหรือแพง แต่เรามีคุณภาพเท่าไหร่ แพงได้ แต่ต้องดี คุณเก่งได้รับค่าจ้างออกแบบ ชั่วโมงละ 120$ (ประมาณ 5000/ชั่วโมง ใน 1 วัน)
🎯 บทเรียนที่ 4 : Ride the wave เทรนด์มาเรื่อย ๆ ถามว่าถ้าเราเกาะเวฟนั้นได้ มันคือโอกาส โลกนี้มันมีของใหม่มาตลอด และทุกครั้งที่มีของใหม่ คุณสามารถเป็นคนที่เกาะคลื่นนั้นได้เหมือนกัน
คุณเก่งเคยได้ไปทำงานกับ มาร์ทา สจ๊วด (Martha Stewart) ทำงานอยู่ซักพักก็ได้รับโจทย์ ให้ออกแบบเว็บ E-commerce ขายดอกไม้ โดยผู้หญิงซื้อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะต้องทำกราฟิก และทำเว็บไซต์สำหรับขายดอกไม้ คุณเก่งเลยเลือกทำเว็บสีชมพู ช่วงที่เริ่มพรีเซนต์กับมาร์ทา คอมเมนต์ที่ได้กลับมาคือ “ดูดี แต่ทำไมต้องชมพูนี้ ?” คุณเก่งอึ้ง ตอบไม่ได้…. เพราะชมพูมีหลายเฉด มันเป็นคำถามที่แย่มาก ๆ ที่เราตอบไม่ได้ เลยไปนั่ง Research และใช้เวลาอยู่กับสีชมพู จนรู้แล้วว่าใช้ชมพูไหน
2 อาทิตย์ถัดมาคุณเก่งมั่นใจมากว่าจะใช้ชมพูนี้ พร้อมหาเหตุผลจากการที่ไป Research มาอย่างมั่นใจ และก็เริ่มพรีเซนต์อีกรอบ สิ่งที่ มาร์ทา สจ๊วด แสดงให้เห็นต่อจากนั้นเพียงตอบสั้น ๆ ว่า “โอเค” คุณเก่งก็ได้แต่คิดว่า โอเคคือ? ไม่ถามต่อหรอ
🎯 บทเรียนที่ 5: Trust the Professional การควบคุมคือเรื่องของมือสมัครเล่น แต่การ ‘ปล่อยให้มืออาชีพนำทาง’ คือการใช้วิสัยทัศน์ของผู้นำ คุณเก่งเชื่อว่า การที่เราต้อง Professional คือวิสัยทัศน์ของ CEO ไม่งั้นจะจ้างมาทำไม
Part 2: Accidentally CEO บังเอิญเป็น CEO
มีช่วงที่กลับมาเมืองไทย ทำงานไปรับ Freelance แต่มีโปรเจกต์ที่จะมาจ้าง และรู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้มาก เลยไปเสนองานให้เขา และบริษัทนี้ถามว่า “ตามนโยบาย บริษัทเราไม่สามารถจ้างฟรีแลนซ์ได้ ต้องจ้างบริษัทเท่านั้น คุณเก่งมีบริษัทไหมคะ?” คุณเก่งเลยสวนไปว่า “มีครับ” แต่จริง ๆ ยังไม่มี
สิ่งแรกที่ทำคือคิดชื่อบริษัท คิด 3 วันได้ชื่อ และไปจดบริษัทเลย ตอนนั้นต้องมีป้ายออฟฟิศ จนได้ชื่อ บริษัท อาร์จีบีเซเว่นตี้ทู จำกัด ซึ่งคุณเก่งแปะไว้ที่ประตูห้องนอน เลยจดได้
อีกเรื่องคือเรื่องเอกสารสัญญา ถามอีกว่า “คุณเก่งมีเอกสารไหมคะ?” คุณเก่งตอบอีก “มีครับ” แต่จริง ๆ ยังไม่มี! เลยโทรไปยืมสัญญาจากบริษัทเพื่อน และส่งให้ลูกค้า แต่..ลูกค้าดันโทรกลับมาและบอกคุณเก่งว่า สัญญามันมีคำว่า ‘เจ้าบ้าน’ กับ ‘ลูกบ้าน’ มันคืออะไร ? คือเพื่อนขโมยเอกสารเช่าบ้าน ซึ่งบริษัทนั้นที่ทำสัญญาให้คือ ‘SIAM Discovery’ ความโชคดีในวันนั้นคือคุณเก่งได้ขอโทษอย่างจริงใจ และจัดการให้ทุกอย่างถูกต้องในที่สุด
🎯 บทเรียนที่ 6: กำแพงไม่ได้สร้างมาเพื่อหยุดเรา แต่สร้างมาเพื่อให้เราพิสูจน์ว่า ‘เราต้องการสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัน’ มากแค่ไหน
🎯 บทเรียนที่ 7: เสริมอีกเรื่องที่เป็นประสบการณ์สำคัญคือ Face to Fear เผชิญหน้าความกลัว เพราะคุณเก่งเคยโดนฟ้องจากบริษัทรูปภาพ ฟ้องด้วยเงินค่าปรับ 800,000 บาท คุณเก่งจึงต้องไปปรึกษาเพื่อนมีอยู่ 3 วิธีที่จะรอด 1. ชิ่งเลย / 2. เจรจา / 3. ปิดบริษัท ซึ่งสุดท้ายเลยเลือกเจรจา โทรไปหาบริษัทที่สิงคโปร์ บังเอิญเจอคนไทยและกล้าที่จะต่อรองเจรจาจนถึงที่สุด จาก 800,000 เหลือ 400,000 และลงมาสุดจนเหลือ 80,000 ก็เลยยอมจ่ายในที่สุด แม้จะต้องผ่อน 0% 4 เดือนในการจ่ายครั้งนี้ก็ตาม แต่การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในฐานะ CEO คือเรื่องสำคัญ
Part 3: Accidentally Change Business บังเอิญเปลี่ยนธุรกิจ
บังเอิญมาทำอีเวนต์ จากความคิดว่าแค่อยากทำ เลยได้ไปปรึกษาพี่คนหนึ่ง คำแนะนำนั้นทรงพลังอย่างมากสำหรับคุณเก่ง เป็นคำพูดสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหวังดีว่า “อยากทำไรทำเลย” นั่นจึงเป็นที่มาของการจัดงาน CTC เพื่อจะแชร์ความรู้ เป็นงานที่จัดมา 16 ครั้ง (แม้จะขาดทุนไปแล้ว 12 ครั้งก็ตาม)
🎯 บทเรียนที่ 8: อยากทำอะไรทำเลย การไม่ทันก็นับเป็นการทิ้งโอกาส เหมือนตอนที่คุณเก่งจะได้เล่นหนังและมี End Credit เป็นของตัวเองแต่ก็เลือกที่จะไม่ทำและทิ้งโอกาสไปนั่นเอง
🎯 บทเรียนที่ 9: Passion is not enough ขยันทำงานไม่พอ แต่ต้องขยันทำเงินด้วย คนเก่งจริงต้อง never do it for free แต่ต้อง do it for business เพราะ business จะทำให้ passion มัน continue ต่อยอด
🎯 บทเรียนที่ 10: Never regret ทำให้เหมือนไม่มีครั้งต่อไป ทำทุกอย่างให้แบบไม่ต้องมาพูดว่าเสียดาย ความเหนื่อยหายได้ในไม่กี่วัน แต่ความเสียดายที่ไม่ได้ทำ อาจอยู่ตลอดไป
ถึงทั้งหมดจะใช้คำว่า ‘บังเอิญ’ แต่หากเราลองมองดี ๆ ทุกความบังเอิญที่เข้ามาคือโอกาส ซึ่งโอกาสมันมาอยู่เสมอ มันสำคัญว่าคุณจะคว้ามันได้หรือเปล่า
สุดท้ายนี้ คุณสิทธิพงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่มีตัวเลือก ชีวิตที่ไม่ดีคือชีวิตที่เราเป็นตัวเลือก” เราจะมีตัวเลือกเยอะได้ ต้องความรู้, ทักษะ และการปรับตัวเป็นส่วนหนึ่ง
“ถึง CEO เป็นอาชีพที่โดดเดี่ยว และแบกความหวังขั้นสุด
แต่สนุกมาก ผมอยากบอกประโยคหนึ่งกับทุกคนว่า….. ขอบคุณครับ”
19/06/2026
คนทำธุรกิจและคนทำงาน ต้องปรับตัวอย่างไรในปี 2026-2027 รวบตึงทุกเทรนด์ในงาน CTC2026
ผ่านปี 2026 มาแล้วครึ่งปี มีสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายจนแทบจะตามไม่ทัน นั่นจึงทำให้เราต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น เพราะเทรนด์ต่าง ๆ จะมีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของพวกเราทุกคน ซึ่งมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน
นั่นจึงเป็นที่มาของงาน SUPALAI Presents CREATIVE TALK CONFERENCE 2026 (CTC2026) ที่ชวนเรามาเรียนรู้เพื่อมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ มากกว่าทางตัน กับผู้นำเทรนด์ชั้นนำของไทยที่จะมาเจาะลึก 6 เทรนด์สำคัญแห่งอนาคต ได้แก่ Creativity, Business, AI and Technology, Marketing Intelligence, People Performance และ Well-Being
🌎 Trends 2026-2027: Creativity
เมื่อ AI ช่วยคิดไอเดียได้ ครีเอทีฟจะยังสำคัญอยู่ไหม?
📍AI ทำให้ไอเดียเป็นเรื่องปกติสามัญ ในยุคที่ใคร ๆ ก็ใช้ AI ช่วยหาไอเดียได้ ทรัพยากรมนุษย์จึงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะเราต้องทำหน้าที่คัดเลือก และ Execute ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นจุดที่ AI ยังไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ เช่น แคมเปญโกโกวาที่แม่น้ำเจ้าพระยา AI ไม่สามารถเสกให้เกิดขึ้นจริงได้
📍คิดสวนทาง เพื่อสร้างความโดดเด่น เครื่องมือมีให้ทุกคนเข้าถึงได้เหมือนกันหมด การจะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างคือการกล้าลองคิดตรงข้ามกับสิ่งที่ AI แนะนำ เช่น โฆษณา Hatari พัดลมสีดำ ที่เลือกทำตรงข้ามกับข้อมูลทั่วไป เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่คนคิดไม่ถึง
📍Creativity ต้องมาพร้อม Business Results ไอเดียจะแปลกใหม่แค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี การทำสิ่งเดิม ๆ ที่เคยเห็นมาแล้วคือ ความเสี่ยง แต่การกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ คือ ความเซฟที่แท้จริง
📍อย่าติดกับดักความสำเร็จเดิม เมื่อมีลูกค้าอยากได้แคมเปญแบบที่เคยสำเร็จมาแล้ว เช่น Zombie School Bus สิ่งที่เอเจนซี่ต้องทำคือการ เช็ค Outcome ที่ลูกค้าต้องการจริงๆ เพราะสูตรสำเร็จวิธีการเดียวกัน ไม่ได้เวิร์คกับทุกธุรกิจเสมอไป
📍รสนิยมของ AI ยังเป็นรองมนุษย์ ให้ไอเดีย AI ช่วยคิดได้ แต่ Ex*****on ต้องมนุษย์ เพราะการลงมือทำให้มีรสนิยม และเข้าถึงความรู้สึกนั้น เป็นสิ่งที่ AI ยังทำได้แย่มาก ความเป็นมนุษย์จึงคือหัวใจสำคัญในการทำงานครีเอทีฟ
⭐️ 4 คีย์เวิร์ดสำคัญของคนทำงานครีเอทีฟเพื่อก้าวสู่ปี 2027
⭐️ อย่าติด AI Trap และอย่าเชื่อ Data จนไม่กล้าเสี่ยง
⭐️ Differentiation มีความกล้าหาญที่จะฉีกกฎและทำสิ่งแตกต่าง
⭐️ Originality หาแก่นความเป็นออริจินัลของตัวเองให้เจอ
⭐️ Ex*****on ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริงด้วยวิจารณญาณและรสนิยมแบบมนุษย์
🌎 Trends 2026-2027: Business
เล่นเกมส์ธุรกิจยังไงให้ชนะ ในวันที่วิกฤตมาเยือน ?
📍อะไรก็ตามที่เรามองว่ามันเคย Over Supply จริง ๆ ตอนนี้มันถูก Wipe out ไปหมดแล้ว ตอนนี้ภาพรวมตลาดคือขาด supply ด้วยซ้ำ ดังนั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทุกวิกฤต คนที่กลับมาได้คือคนที่แข็งแกร่งสุด
📍รับให้ดีเมื่อมีโอกาส บุกคืนไปเมื่อมีโอกาสเช่นกัน ถ้าอยู่นิ่ง ๆ เราอาจจะแค่เสมอ
📍เศรษฐกิจปีนี้โหดสุดและยากสุด โหดกว่าโควิดด้วย ตอนนั้นเรารู้ว่าถ้ามียาเข้ามา คนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ทุกอย่างก็จบ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น บ้านเราไม่ได้มีตัวช่วยเหมือนประเทศอื่น การกลับมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจของเราก็จะยากและช้ากว่า
📍การลงทุนเรื่อง AI มักสวนทางกับการลงทุนของบริษัทเสมอ ผู้บริหารมักจะโฟกัสไปที่การซื้อเครื่องมือใหม่ ๆ มากมาย แต่อาจจะละเลยการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพของคน
📍ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้ง ทุก Crisis จะเป็นตัวคัดกรองและเลือกผู้แข็งแรงให้อยู่รอด คนกลุ่มนี้จะโดดเด่นขึ้นมา และจะมีคนที่พ่ายแพ้ไปเพราะวิกฤต ขึ้นอยู่กับว่าเรามีการเตรียมตัวหรือไม่
📍โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สูตรสำเร็จไม่มีอีกแล้ว ทุกคนมีหน้าที่ 50% รับผิดชอบตัวเอง
🌎 Trends 2026-2027: AI and Technology
AI มีเยอะจนเลือกใช้ไม่หมด องค์กรยุคใหม่ควรปรับตัวอย่างไร ?
📍AI ยกระดับงาน Customer Support ให้เหนือกว่าคน ปัจจุบันระบบ AI Agent ได้ถูกพัฒนาจน Result ออกมาเทียบเท่าหรือชนะมนุษย์ในบางแง่มุมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็ว ความแม่นยำ และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ที่สำคัญ AI ยุคนี้ไม่ได้ทำได้แค่ตอบคำถามทั่วไป แต่ยังสามารถช่วย Recover Order หรือกู้คืนคำสั่งซื้อที่ล่าช้าหรือลูกค้าต้องการยกเลิก ให้กลับมาทำรายได้ให้กับบริษัทได้สำเร็จถึง 90%
📍ย้ายจาก Human-first ไปเป็น AI Employee เทคโนโลยีนี้ช่วยให้พนักงานสามารถขยาย Scope of work ของตัวเองได้มากขึ้น ในอนาคตความโดดเด่นของคนทำงานจะไม่ใช่แค่การเชี่ยวชาญเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่คือคนที่มี Domain Knowledge หรือมีความเข้าใจในแกนของงานนั้น ๆ อย่างแข็งแกร่ง เพราะทุกคนจะสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์เองได้หมด
📍4 ช่วงเวลาของการทำ Software Product ที่องค์กรต้องรู้ ในมุมของการพัฒนาเทคโนโลยี เราสามารถแบ่งขั้นตอนออกเป็น 4 เฟสตามหลัก Value Mapping คือ
⭐️Genesis: เฟสของ Experiment ซึ่งปัจจุบัน AI สามารถ Cover งานส่วนนี้แทนมนุษย์ได้ 100% แล้ว
⭐️Custom Built: เฟสของการเริ่มปรับแต่งระบบให้เข้าที่
⭐️Product: เฟสที่ระบบเสถียรและพร้อมสเกล
⭐️Commodity: เฟสที่ระบบสามารถเปลี่ยนเป็นบริการส่งต่อให้คนอื่นได้
📍องค์กรไม่ควรไล่พนักงานออก แต่ควร Shift หรือเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้ขยับขึ้นมาโฟกัสในเฟสที่สูงกว่าอย่าง Custom Built, Product และ Commodity ที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ในปัจจุบัน
📍เครื่องมือเปลี่ยนได้ แต่วิธีคิดต้องไปต่อ การเลือกใช้ AI Tools ที่มีอยู่มากมายในตลาด สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปลี่ยนย้ายเครื่องมือไปมา แต่คือการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพียงตัวเดียวแล้วใช้มันให้เต็มประสิทธิภาพ 100% เรียนรู้ทุกแง่มุมแล้วนำมาปรับใช้กับทีม เพราะสุดท้ายเครื่องมือเปลี่ยนได้ แต่ Mindset ต้องไปต่อได้
📍เส้นแบ่งระหว่าง In-house และ Outsource ในการเลือกว่าจะพัฒนาเองหรือจ้างภายนอก ให้พิจารณาจากแกนของงาน (Core vs Generic Domain)
⭐️ Generic Domain: งานทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแกนหลักของธุรกิจ เช่น ระบบ Customer Support สามารถเลือกใช้บริการจาก Outsource หรือเครื่องมือภายนอกได้
⭐️ Core Domain: งานที่เป็นแกนหลักและเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจ ควรใช้ทีม In-house ในการดูแลเพื่อรักษาความเชี่ยวชาญและคุณภาพให้อยู่กับองค์กร
⭐️ คำแนะนำสำหรับคนทำงานและองค์กร
คนที่จะใช้ AI ได้มีประสิทธิภาพที่สุด คือคนทีเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ อย่าปล่อยให้ AI เป็นคนควบคุมเนื้อหาทั้งหมด แต่จงรักษา Domain Expertise หรือความรู้เชิงลึกในงานของตัวเองไว้ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ในอนาคตอันใกล้
🌎 Trends 2026-2027: Marketing Intelligence
เมื่อเทคโนโลยีฉลาดขึ้น นักการตลาดและแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร ?
📍Digital Spending ปรับตัวลดลง แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น จากข้อมูลสมาคม DAAT (Digital Advertising Association (Thailand) เผยว่าปีนี้อาจเป็นปีแรกที่ Digital Spending ติดลบ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเม็ดเงินหายไปไหน แต่เป็นเพราะแบรนด์ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และเน้นวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ายงบไปลงทุนในช่องทางที่สามารถทำ Transaction หรือปิดการขายได้โดยตรง
📍โฟกัสจุดแข็ง ไม่ใช่พึ่งพาแค่เทคโนโลยี แม้ AI จะเก่งแค่ไหน แต่แบรนด์ต้องกลับมาถามตัวเองว่า Core Strength หรือจุดแข็งที่แท้จริงคืออะไร? เช่น หากจุดแข็งของคุณคือระบบสมาชิก (Member) คุณจะใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้สมาชิกได้อย่างไร แทนที่จะพยายามใช้เครื่องมือ AI ในทุก ๆ ส่วนโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
📍สร้าง Playbook ของตัวเอง แทนที่จะพึ่งพาสูตรสำเร็จเดิม โลกของการตลาดในยุคก่อน เรามักจะมี Playbook หรือสูตรสำเร็จในการทำโฆษณา เช่น ต้องสร้าง Awareness, Engagement แล้วจึง Conversion แต่ในยุคปัจจุบัน สูตรสำเร็จเดิมนี้อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป การนำ AI เข้ามาร่วมทำงานกับลูกค้าแบบ Co-creation จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์สามารถพัฒนา Playbook ที่เข้ากับธุรกิจของตัวเองได้ในทุก ๆ Touchpoint ของลูกค้า
📍AI ทำงานเชิงปริมาณ แต่มนุษย์ต้องทำงานเชิงคุณภาพ AI สามารถจัดการ Data และ Platform ได้อย่างรวดเร็ว แต่มนุษย์ยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องของ Craftsmanship เช่น การนำข้อมูลมาเล่าเรื่อง (Storytelling), การใส่ใจเรื่องอารมณ์ (Emotion), และความเข้าใจความรู้สึกของผู้คน (Empathy) เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้าเข้าด้วยกัน
📍ย้ายจาก Automate ไปสู่ Smart Automate ในอดีตระบบ Automation เป็นแค่การตั้งเวลาส่งข้อความตามปกติ แต่เทรนด์ในปัจจุบันและอนาคตคือการทำ Smart Automate ที่ AI สามารถอ่านบริบท เข้าใจข้อความ หรือแม้กระทั่งวิเคราะห์รูปภาพได้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการตัดสินใจให้สั้นลง และสร้างผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
⭐️ 4 ทักษะที่นักการตลาดในยุค AI ต้องมี
⭐️Data Storytelling: นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเล่าเป็นเรื่องราวได้
⭐️Contextualization: เข้าใจบริบททางการตลาด แบรนด์ และผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง
⭐️Ethics & Governance: มีความเข้าใจและตระหนักถึงจริยธรรมในการใช้ข้อมูล รวมถึงเรื่อง PDPA
⭐️Craftsmanship: ใส่ใจความรู้สึกของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้
🌎 Trends 2026-2027: People Performance
เตรียมความพร้อมบริหารคนยุคใหม่ องค์กรและพนักงานต้องปรับตัวอย่างไร?
📍Workforce Optimization องค์กรล้นคน แต่ขาดสกิล ในวันที่เศรษฐกิจเติบโตได้ยาก องค์กรจะใช้ท่าบริหารคนแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป หลายแห่งนำ AI เข้ามาใช้จนตำแหน่งงานเดิมหายไป ปัญหาใหญ่ระดับโลกตอนนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคน (Quantity) ที่ล้นองค์กร แต่เป็นเรื่องของคุณภาพ (Quality) ที่ทักษะของคนทำงานยังไม่พร้อมใช้งาน
📍จงเลือกเป็น Asset ไม่ใช่ Expense ในวันที่โลกเปลี่ยนผ่าน เราต้องรู้จักตัวเองให้มากพอ หาเป้าหมายและ Passion ให้เจอ แม้แต่การอยากได้เงินก็เป็น Passion ในการทำงานได้ หากเรามี Attitude ที่ถูกต้อง รู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรง และเป็นตัวของตัวเอง เราจะสามารถสร้างคุณค่าจนกลายเป็น Asset หรือทรัพยากรที่มีค่าของบริษัท แทนที่จะเป็นเพียงค่าใช้จ่าย
📍Talent War คือการสร้าง มากกว่าซื้อ ในยุคที่คนเก่งค่าตัวแพงมหาศาล องค์กรไม่สามารถหาซื้อคนเก่งได้เสมอไป จึงต้องหันมาโฟกัสที่พนักงานระดับค่าเฉลี่ย แล้วนำมาพัฒนาต่อยอด ให้ทำงานร่วมกับ AI ได้ และต้องหมั่นสำรวจ Culture ขององค์กรด้วยว่ามีสภาพแวดล้อมที่ Toxic หรือไม่ เพื่อให้คนเก่งอยากเดินไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายองค์กร
📍Lead by Example และศิลปะแห่งการ Pause การบริหารลูกน้องที่แตกต่างกัน ผู้นำต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือก็คือ Lead by example รู้จักการ Appreciate กับสิ่งที่แต่ละคนต้องการไม่เหมือนกัน และต้องมีศิลปะในการบาลานซ์ เร็ว ช้า หนัก เบา เปรียบเหมือนโน้ตเพลงที่ไพเราะได้เพราะมีจังหวะหยุดพัก ให้พนักงานที่เป็นมดงานได้มีจังหวะพักหายใจบ้าง
📍อย่าลืมดูแลคนตรงกลาง (Middle Management) กลุ่มคนที่น่าเห็นใจและมักมีปัญหาคือ หัวหน้างานระดับกลาง ที่ต้องรับความกดดันจากทั้ง C-Level ด้านบนและลูกน้องด้านล่าง บางครั้งคนทำงานเก่งอาจไม่ใช่คนที่บริหารคนเก่งเสมอไป องค์กรจึงต้องซัพพอร์ตคนกลุ่มนี้ให้บริหารคนเป็น ส่วนฝั่ง C-Level เองก็ต้องรู้จักหาจุด Pause เพื่อให้กำลังใจตัวเองในวันที่สถานการณ์ยากลำบากเช่นกัน
⭐️ คำแนะนำทิ้งท้ายสำหรับคนทำงาน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่าละทิ้งความสำคัญของ Relationship การเป็นคนที่น่าเอ็นดู (Likable) และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีคืออาวุธสำคัญ ค้นหา Passion ของตัวเองให้เจอ และท่องประโยคนี้ไว้เสมอ
"Make yourself a priority, at the end of the day, you're your longest commitment."
🌎 Trends 2026-2027: Well-Being
อย่าหาเงินจนไม่มีแรงใช้เงิน เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ที่คนทำงานต้องรู้!
📍มะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลตัว และมาไวขึ้นกว่าเดิม ข้อมูลชี้ชัดว่าคนเรามีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น แต่ปัญหาคือเราเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเร็วขึ้นเช่นกัน สถิติที่น่าตกใจคือ มะเร็งลำไส้พบได้ในคนทุกช่วงอายุ และมะเร็งเต้านมติดท็อป 3 ในทุกวัย
📍ระวัง 4 Pain Points ของวัยทำงาน การทำงานในปัจจุบันส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด หลัก 4 ประการ ได้แก่ ทำงานหนัก, เดินทางเยอะ, นอนน้อย, และมีความเครียดสะสมสูงมาก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วกว่าปกติ
📍Health is the New Wealth ทรัพย์สินที่แพงที่สุดคือสุขภาพ กล้ามเนื้อและสุขภาพที่ดีคือขุมทรัพย์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่มีชีวิตที่ยืนยาว แต่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดียืนยาวควบคู่กันไปด้วย
📍เทคโนโลยีดูแลสุขภาพมาแรง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ปัจจุบันผู้คนพึ่งพาเทคโนโลยีและข้อมูลสุขภาพ ในการมอนิเตอร์ตัวเองมากขึ้น เช่น เครื่องวัดการนอนหลับ หรือเครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่สิ่งสำคัญคืออย่ามัวแต่ดู Data จนลืมกลับมาปูพื้นฐานด้วยการจัดสมดุลให้ชีวิต ทั้งเรื่องการกิน การนอน และการออกกำลังกาย
📍ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนในยุคโรคระบาด การซื้ออาหารเสริมทานเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการสร้างต้นทุนร่างกายให้แข็งแรงตั้งแต่แรก เพราะถ้าเรามีพื้นฐานสุขภาพที่ดี เวลาจะใช้วิตามินเสริมอะไรเข้าไปก็ทำได้ง่าย ร่างกายไม่เริ่มจากจุดที่ติดลบ
⭐️ 4 เสาหลักสู่การมี Well-Being ที่ดี
⭐️ Eat (การกิน): อาหารคือสารตั้งต้นของสุขภาพ ให้ความสำคัญกับสารอาหาร มากกว่าแค่การกินให้อิ่มท้อง
⭐️ Move (การขยับร่างกาย): แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย การออกกำลังกายแอโรบิก หรือแค่เดินเร็ววันละ 30 นาทีก็ช่วยได้มหาศาล
⭐️ Sleep (การนอน): คุณภาพการนอนสำคัญกว่าจำนวนชั่วโมง ควรนอนหลับลึกเพื่อกระบวนการซ่อมแซมที่มีประสิทธิภาพ
⭐️ Stress Reduction (การลดความเครียด): สุขภาพกายและสุขภาพจิตเชื่อมโยงกัน ต้องหาจังหวะผ่อนคลายความเครียดระหว่างวันให้เป็น
⭐️ อย่าให้โรคร้ายเป็นบทเรียน อย่ารอจนถึงวันที่ "คุณมีเงินมากพอ แต่ไม่มีแรงแม้แต่จะใช้มัน"