07/06/2026
ดวงอาทิตย์ อาจทำให้ขยะอวกาศร่วงสู่พื้นโลกเร็วขึ้น
ขอขอบคุณ🙏🏽และขออนุญาตแชร์ข้อมูลเพื่อการศึกษา เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการประชาสัมพันธ์ครับ
ดวงอาทิตย์ อาจทำให้ขยะอวกาศร่วงสู่พื้นโลกเร็วขึ้น
ขยะอวกาศที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ในวงโคจรรอบโลกอาจเป็นอันตรายต่อการสำรวจอวกาศของมนุษย์ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีขยะอวกาศเหล่านี้มีจำนวนเศษชิ้นส่วนเกือบ 130 ล้านชิ้น ทั้งดาวเทียมที่หมดอายุการใช้งาน ท่อนจรวดเก่า และเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เกิดจากการชนกันในวงโคจรรอบโลก
การทำความเข้าใจว่าขยะอวกาศเคลื่อนที่ในวงโคจรรอบโลกอย่างไร สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการชนกันที่อาจก่อให้เกิดหายนะได้ และการศึกษาครั้งใหม่นี้ได้เพิ่มความเข้าใจนั้น โดยแสดงให้เห็นว่าเศษขยะอวกาศตกลงสู่โลกเร็วขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์มีกิจกรรมทางธรรมชาติมากขึ้น
“เป็นครั้งแรกที่เราพบว่า เมื่อกิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์มีมากเกินระดับหนึ่ง ขยะอวกาศจะลดระดับความสูงเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การสังเกตการณ์ครั้งนี้อาจจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนปฏิบัติการอวกาศที่ยั่งยืนในอนาคต” Ayisha Ashruf นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจากศูนย์อวกาศวิกรม สาราภาย (Vikram Sarabhai Space Centre) ในรัฐเกรละ (Kerala) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย นักวิจัยหลักของงานวิจัยครั้งนี้กล่าว
วัตถุทั้งหมดในวงโคจรรอบโลกจะลดระดับความสูงจากพื้นผิวโลกเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เคลื่อนตัวสู่บรรยากาศของโลกเมื่อเวลาผ่านไป ในขณะที่สถานีอวกาศและดาวเทียมจะชดเชยการลดระดับความสูงดังกล่าวด้วยการจุดเครื่องยนต์จรวดเพื่อรักษาระดับความสูงของวงโคจรรอบโลกที่ต้องการ ส่วนขยะอวกาศจะตกลงมาสู่โลกตามธรรมชาติ
ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ ทีมนักวิจัยได้วัดวิถีโคจรของขยะอวกาศ 17 ชิ้นในวงโคจรระดับต่ำรอบโลก (LEO) ในช่วงระยะเวลา 36 ปี
"ข้อมูลทั้งหมดนี้ได้มาจากวัตถุที่ส่งขึ้นสู่อวกาศในคริสต์ทศวรรษ 1960s ขยะอวกาศเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับการศึกษาผลกระทบระยะยาว ของกิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์ต่อบรรยากาศชั้นเทอร์โมสเฟียร์ของโลก" Ashruf กล่าว
ข้อมูลระดับความสูงของขยะอวกาศที่มีระยะเวลา 36 ปี ครอบคลุม “วัฏจักรสุริยะ” (Solar cycle : วัฏจักรของกิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นมากน้อยสลับกันไป) ถึง 3 รอบ ซึ่งวัฏจักรสุริยะจะใช้เวลาครบรอบทุกประมาณ 11 ปี เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมของดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาดังกล่าว ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากศูนย์ธรณีศาสตร์เฮ็ล์มฮ็อลทซ์ (GFZ) ในเมืองพ็อทซ์ดัม ทางตะวันออกของเยอรมนี ซึ่งติดตามจุดบนดวงอาทิตย์ (sunspot) และการเปลี่ยนแปลงรายวันของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์
หลังจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวิถีโคจรรอบโลกของขยะอวกาศเข้ากับข้อมูลระยะยาวของดวงอาทิตย์ ทีมนักวิจัยพบว่ากิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์ เช่น การปะทุต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นทำให้บรรยากาศโลกชั้นบนมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดแรงต้านที่กระทำกับขยะอวกาศมากขึ้น ส่งผลให้ขยะอวกาศมีการโคจรรอบโลกช้าลงและเร่งการร่วงตกลงมา
"ผลการวิจัยของเราบ่งชี้ว่า เมื่อกิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์เพิ่มเกินระดับหนึ่ง ดาวเทียมและขยะอวกาศจะลดระดับความสูงเร็วขึ้น ทำให้ต้องปรับวงโคจรของดาวเทียมมากขึ้น เรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลาที่ดาวเทียมจะโคจรอยู่ในวงโคจรรอบโลก และปริมาณเชื้อเพลิงที่จำเป็นต่อดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมที่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศในช่วงใกล้จุดสูงสุดของกิจกรรมทางธรรมชาติของดวงอาทิตย์" Ashruf กล่าวสรุป
รายงานการวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิจัย Frontiers in Astronomy and Space Sciences เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2026
แปลและเรียบเรียง : พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
ที่มาของข่าว : https://www.space.com/space-exploration/satellites/solar-activity-space-junk-crash-earth-faster
07/06/2026
ไฮโดรเจนธรรมชาติ
พบแหล่ง "ไฮโดรเจนธรรมชาติ" ใต้เปลือกโลก ทฤษฎีชี้มีปริมาณมหาศาล แต่อาจนำมาใช้จริงได้เพียงบางส่วน
สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) เปิดเผยผลการศึกษาแบบจำลองทางธรณีวิทยา พบว่าใต้เปลือกโลกอาจมีแหล่งสะสมของ "ไฮโดรเจนธรรมชาติ" (Geologic Hydrogen หรือ White Hydrogen) อยู่เป็นปริมาณมหาศาล โดยจากการคำนวณทางสถิติคาดว่าอาจมีมากถึง 5.6 ล้านล้านเมตริกตัน ซึ่งในทางทฤษฎีถือเป็นปริมาณที่มากพอจะรองรับการใช้พลังงานของมนุษยชาติได้เป็นระยะเวลานาน
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำความจริงในเชิงพาณิชย์ว่า ก๊าซไฮโดรเจนส่วนใหญ่ตื้นลึกและกระจายตัวอยู่บางเบาเกินกว่าจะขุดเจาะขึ้นมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า หรือบางแหล่งก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงอย่างสิ้นเชิง
ดร. เจฟฟรีย์ เอลลิส (Geoffrey Ellis) นักธรณีเคมีปิโตรเลียมผู้เชี่ยวชาญจาก USGS หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การขุดไฮโดรเจนทั้งหมดที่มีขึ้นมา แต่เป็นการค้นหาแหล่งสะสมตัวที่มีความหนาแน่นสูงและคุ้มทุน โดยทีมวิจัยประเมินว่า หากมนุษย์สามารถเข้าถึงและนำไฮโดรเจนธรรมชาติเหล่านี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้เพียงแค่ 2% (ประมาณ 100 ล้านเมตริกตัน) ก็เพียงพอต่อความต้องการก๊าซไฮโดรเจนของโลกในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ยาวนานถึง 200 ปี
ก๊าซไฮโดรเจนใต้โลกชนิดนี้เกิดขึ้นจากกระบวนการทางธรรมชาติ 2 รูปแบบหลัก คือกระบวนการที่น้ำใต้ดินไหลไปทำปฏิกิริยาเคมีกับหินที่อุดมไปด้วยแร่เหล็กภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูง และกระบวนการที่โมเลกุลของน้ำแตกตัวเนื่องจากการแผ่รังสีของสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติในชั้นหิน (Radiolysis) ทำให้มันเป็นพลังงานที่โลกสามารถ "ผลิตใหม่" ขึ้นมาได้เรื่อยๆ ต่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
แม้ว่าการค้นพบนี้จะสร้างความตื่นตัวให้กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดเนื่องจากเป็นไฮโดรเจนที่แทบไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการเกิด แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างยอมรับว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการสำรวจและการขุดเจาะไฮโดรเจนธรรมชาติยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อพิสูจน์ว่า แหล่งไฮโดรเจนใต้โลกเหล่านี้จะสามารถนำขึ้นมาใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้อย่างปลอดภัยและคุ้มทุนจริงหรือไม่
ที่มาของข้อมูล (Sources)
• U.S. Geological Survey (USGS): รายงานผลการศึกษาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และธรณีวิทยา (Mass Balance Model) โดยทีมวิจัยของ Dr. Geoffrey Ellis ซึ่งเผยแพร่ในการประชุมสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) และตีพิมพ์เนื้อหาผ่านวารสารวิชาการ Science
• Nature Journal: รายงานทบทวนเชิงวิชาการเกี่ยวกับปริมาณการผลิตก๊าซไฮโดรเจนในเปลือกโลกทวีปโบราณ (Precambrian crust) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford)
#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #ต่างประเทศ #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความ #ข่าว
06/06/2026
ขอบกาแล็คซี่ทางช้างเผือก
ขอบของกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเราอยู่ตรงไหน? เป็นคำถามหนึ่งที่นักดาราศาสตร์พยายามเฝ้าหาคำตอบมาโดยตลอด แต่ทว่ากาแล็กซี่นั้นก็ไม่มีขอบเขตที่กั้นไว้อย่างชัดเจนเหมือนกำแพงห้อง เพียงแค่ดวงดาวและกลุ่มแก๊สที่ค่อย ๆ จางหายไปเรื่อย ๆ ในอวกาศ เมื่อเรายิ่งเดินทางออกจากแกนกลางทางข้างเผือก เพราะฉะนั้นนักดาราศาสตร์จึงต้องนิยามสิ่งที่เรียกว่า ‘ขอบ’ ของกาแล็กซี่ขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน
จากรายงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Astronomy & Astrophysics นักดาราศาสตร์ได้เลือกเอานิยามของขอบกาแล็กซี่ไว้ว่าเป็นบริเวณที่สิ้นสุดการก่อตัวของดาวฤกษ์ดวงใหม่ ซึ่งจากนิยามนี้ระบุว่าขอบเขตสิ้นสุดของดาวฤกษ์เกิดใหม่ในทางช้างเผือกห่างจากจุดศูนย์กลางกาแล็กซีประมาณ 11-12 กิโลพาร์เซก หรือประมาณ 40,000 ปีแสงจากแกนกลาง
แต่ทว่าเมื่อนักดาราศาสตร์นำข้อมูลการวิเคราะห์อายุของดาวฤกษ์ยักษ์มากกว่า 100,000 ดวงเทียบกับระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง โดยใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจระดับโลกอย่าง APOGEE-DR17, LAMOST-DR3 และยานอวกาศไกอา (Gaia) ของยุโรป (ESA) นักดาราศาสตร์ก็ได้พบว่าดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ใจกลางกาแล็กซีส่วนมากจะมีอายุมาก ในขณะที่ดาวฤกษ์เกิดใหม่จะเขยิบห่างออกจากจุดศูนย์กลางไปเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณที่ไม่มีดาวฤกษ์เกิดใหม่อีกต่อไป ก่อนที่จะเริ่มพบดาวฤกษ์มีอายุมากอีกครั้งอย่างแปลกประหลาด
โดยคาดว่าพื้นที่ที่อยู่เลย 40,000 ปีแสงออกไปนั้นเป็นที่อยู่ของดาวฤกษ์ที่ค่อย ๆ อพยพออกมาเมื่อมีอายุมากขึ้น จากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงระหว่างดวงดาวต่าง ๆ ในกาแล็กซี ทว่านักดาราศาสตร์ก็ยืนยันว่าขอบเขตของกาแล็กซี่ควรสิ้นสุดลงที่ระยะ 40,000 ปีแสงอยู่ดี แม้จะยังมีดาวฤกษ์อยู่นอกเหนือจากระยะนี้ออกไป เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก 3 ประการ ที่นักดาราศาสตร์นำมาพิจารณาด้วย ได้แก่
1.ความหนาแน่นของแก๊สไฮโดรเจนที่เป็นวัตถุดิบหลักของการให้กำเนิดดาวฤกษ์ลดลง
2.แรงหมุนและโครงสร้างของจานกาแล็กซี่บริเวณนี้เพียงพอที่จะทำให้แก๊สกระจายตัวออกไปมากกว่าที่จะรวมตัวกัน
3. บริเวณดังกล่าวได้รับอิทธิพลแรงดึงดูดจากกาแล็กซีบริวารรอบ ๆ ทางช้างเผือกด้วย
โดยข้อมูลใหม่ที่ว่าไม่มีดาวฤกษ์ก่อตัวขึ้นมาใหม่ที่ระยะ 40,000 ปีแสงห่างจากแกนกลางทางช้างเผือก ก็ได้ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถนำข้อมูลไปเปรียบเทียบและทำความเข้าใจพฤติกรรมการเติบโตของกาแล็กซีอื่น ๆ ในจักรวาลได้มากขึ้นในอนาคต
News by Peeravut Boonsat, The Space Times
Edited by Chinapong Lienpanich, The Space Times
04/06/2026
สร้าง ผลึกกาลเวลา สำเร็จ
นักฟิสิกส์ประสบความสำเร็จ สร้าง "ผลึกกาลเวลา" ขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ (University of Colorado Boulder) และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) ได้สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในโลกฟิสิกส์ หลังประสบความสำเร็จในการสร้าง "ผลึกกาลเวลา" (Time Crystal) ในระบบฟิสิกส์แบบดั้งเดิม (Classical System) ซึ่งมีขนาดใหญ่พอจนมนุษย์สามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่า ทลายขอบเขตเดิมที่ระบุว่าผลึกกาลเวลาจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในระดับควอนตัมหรืออนุภาคขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เท่านั้น
ผลึกกาลเวลาคืออะไร?
ตามทฤษฎีฟิสิกส์ทั่วไป "ผลึก" เช่น เพชร หรือเกลือ คือสสารที่มีการจัดเรียงตัวของอะตอมซ้ำ ๆ กันในมิติพื้นที่ (Space) แต่ "ผลึกกาลเวลา" ซึ่งถูกเสนอทฤษฎีครั้งแรกโดย แฟรงก์ วิลเชก (Frank Wilczek) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลในปี 2012 คือสสารที่มีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ เป็นวงรอบอย่างเป็นระเบียบในมิติเวลาโดยไม่มีการสูญเสียพลังงาน
รายละเอียดการทดลองและกลไกที่เกิดขึ้น
ความสำเร็จในการสร้างผลึกกาลเวลาขนาดใหญ่ (Macroscopic Time Crystal) แยกออกเป็น 2 แนวทางหลักจากสองสถาบัน ได้แก่:
• การใช้ผลึกเหลว (Liquid Crystals):
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ นำโดย ศ. อิวาน สมาลยุค (Ivan Smalyukh) ได้ใช้ "ผลึกเหลว" สสารประเภทเดียวกับที่ใช้ในจอภาพสมาร์ทโฟน นำมาใส่ไว้ระหว่างแผ่นแก้วที่เคลือบด้วยสีย้อมไวต่อแสง เมื่อฉายแสงสีฟ้าเข้าไป โมเลกุลของสีย้อมจะทำปฏิกิริยากับแสงและส่งแรงผลักดันให้ผลึกเหลวบิดตัวเกิดเป็นโครงสร้างหมุนวนที่เรียกว่า Topological Solitons โครงสร้างนี้จะขยับและหมุนวนสลับไปมาเป็นแพทเทิร์นที่ซ้ำเดิมในมิติเวลาอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่มีแสงกระตุ้น ซึ่งการขยับซ้ำ ๆ นี้ก่อให้เกิดลวดลายแถบสีที่สะท้อนออกมาเด่นชัดจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
• การใช้คลื่นเสียงและการลอยตัว (Acoustic Levitation):
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก นำโดย ศ. เดวิด กรีเออร์ (David Grier) ได้ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงทำให้เม็ดโฟมขนาดเล็กสองเม็ดลอยตัวในอากาศ ปฏิสัมพันธ์ของคลื่นเสียงที่สะท้อนไปมาระหว่างเม็ดโฟมทำให้เกิดแรงกระทำที่ฝ่าฝืนกฎข้อที่ 3 ของนิวตันในระบบย่อย ส่งผลให้เม็ดโฟมทั้งสองเกิดการสั่นและเคลื่อนที่สลับไปมาในจังหวะที่ซ้ำเดิมอย่างสมบูรณ์แบบ เกิดเป็นผลึกกาลเวลาในเชิงกลศาสตร์ที่มนุษย์มองเห็นการขยับได้โดยตรง
ขอบเขตการนำไปใช้งานจริง
นักวิจัยเน้นย้ำว่า ผลึกกาลเวลาชนิดนี้ทำงานในระบบฟิสิกส์คลาสสิก จึงไม่สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรนิรันดร์หรือละเมิดกฎเทอร์โมไดนามิกส์ได้ แต่ประโยชน์ที่จับต้องได้จริงในอนาคตคือ:
• ระบบความปลอดภัย: การนำลวดลายการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาไปใช้ทำรหัสป้องกันการปลอมแปลงบนธนบัตรหรือเอกสารสำคัญ ซึ่งยากต่อการคัดลอก
• เทคโนโลยีออปติก: การนำไปใช้ควบคุมการสะท้อนหรือหักเหของแสงในอุปกรณ์สื่อสารและเลเซอร์
ที่มาของข้อมูล (Sources)
• University of Colorado Boulder (RASEI): รายงานความสำเร็จในการสร้างผลึกกาลเวลาจากผลึกเหลว ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Materials
• New York University (NYU): รายงานการสร้างผลึกกาลเวลาแบบลอยตัวด้วยคลื่นเสียง ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
• IFLScience: บทความวิเคราะห์ "Newly Discovered Levitating Time Crystal Can Be Seen With The Naked Eye"
#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #ต่างประเทศ #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความ #ข่าว
03/06/2026
ทรงพระเจริญ
๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาาพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ
ทรงพระเจริญ
๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เนื่องในโอกาาพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ
ขอเชิญร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธี
มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ผ่านระบบออนไลน์
ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/home/index/53
31/05/2026
ไมโครฟูลมูน vs ซูเปอร์ฟูลมูน
ขอขอบคุณ🙏🏽และขออนุญาตแชร์ข้อมูลเพื่อการศึกษา เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการประชาสัมพันธ์ครับ
ไมโครฟูลมูน vs ซูเปอร์ฟูลมูน
ภาพ #ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี คืนวัน #วิสาขบูชา วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร ส่งผลให้ดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย
เมื่อนำภาพมาเทียบกับภาพขนาดปรากฏของ #ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) หรือดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปีครั้งล่าสุด ในคืน #วันลอยกระทง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ระยะห่างจากโลก 356,966 กิโลเมตร จะเห็นความแตกต่างของขนาดปรากฏได้อย่างชัดเจน
นอกจากครั้งนี้จะเป็นไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) แล้ว ยังเป็น “บลูมูน” (Blue Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนอีกด้วย จึงเรียกปรากฏการณ์ในครั้งนี้รวมกันว่า #ไมโครบลูมูน (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว
ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏ "เล็ก" กว่าปกติเล็กน้อย เหมือนปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูนทั่วไป ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด
ส่วนเหตุผลที่เรียกดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนว่า บลูมูน (Blue Moon) นั้น มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ "Once in a blue moon" ที่หมายถึงเหตุการณ์ที่นานทีจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนที่จะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ ประมาณ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน แต่หนึ่งเดือนในปฏิทินมี 30-31 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง คือต้นเดือนและท้ายเดือน
สำหรับปรากฏการณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไป คือ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี (Super Full Moon) ตรงกับ #วันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม 2569 ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ NARIT
#ข่าวดาราศาสตร #ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์