09/08/2026
บันทึกภาพพื้นผิวดวงอาทิตย์
วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์สามารถบันทึกภาพพื้นผิวดวงอาทิตย์ได้ในรายละเอียดที่คมชัดและละเอียดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เผยให้เห็นโครงสร้างพื้นผิวที่แปลกตาและเต็มไปด้วยพลังงานหมุนเวียนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยภาพถ่ายชุดใหม่นี้เปิดเผยให้เห็นปรากฏการณ์กระแสน้ำวนขนาดเล็กจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นทั่วไป ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมอันปั่นป่วนของดวงดาวดวงนี้
ภาพถ่ายประวัติศาสตร์นี้ถูกบันทึกไว้ได้ด้วย กล้องโทรทรรศน์สุริยะ แดเนียล เค. อิโนอุเอะ (Daniel K. Inouye Solar Telescope) ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (NSF) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเมาอิ รัฐฮาวาย
ก่อนหน้านี้เหล่านักวิจัยได้ถ่ายภาพนี้เพียงเพื่อปรับแต่งและทดสอบขีดจำกัดในการทำงานของกล้องโทรทรรศน์เท่านั้น ทว่าเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ พวกเขากลับพบว่ากล้องได้บันทึกภาพชั้นนอกอันสว่างไสวของดวงอาทิตย์ไว้ด้วยความละเอียดที่สูงเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยมีกล้องใดทำได้มาก่อน
ความปั่นป่วนที่งดงามราวกับงานศิลปะ
โดยรายละเอียดในภาพเผยให้เห็นพื้นผิวที่ร้อนระอุนั้น ปรากฏลวดลายคล้ายขนนกที่หมุนวนพลิ้วไหวอย่างน่าประหลาดใจ ดร. รุ่ยจู เฉิน (Ruizhu Chen) นักฟิสิกส์สุริยะจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวเปรียบเปรยว่า "ภาพนี้ทำให้ผมนึกถึงภาพวาดอันโด่งดังอย่าง Starry Night ของแวนโก๊ะ"
ปรากฏการณ์กระแสวนนี้เป็นที่รู้จักในทางวิทยาศาสตร์ว่า ความไร้เสถียรภาพแบบเคลวิน-เฮล์มโฮลทซ์ (Kelvin-Helmholtz Instability หรือ KHI) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพลาสม่าที่มีแรงแม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านกันด้วยความเร็วที่แตกต่างกันบริเวณรอยต่อของสนามแม่เหล็ก ส่งผลให้เกิดรอยหยักและคลื่นหมุนวน คล้ายกับระลอกคลื่นที่เกิดขึ้นเมื่อมีลมพัดผ่านผิวน้ำ
แม้ว่าปรากฏการณ์ KHI จะเคยถูกตรวจพบมาแล้วบนโลก รวมถึงบนดาวเคราะห์ดวงอื่นอย่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ แต่ ดร. ฟรีดริช โวเกอร์ (Friedrich Wöger) นักฟิสิกส์สุริยะจากสถาบันสังเกตการณ์สุริยะแห่งชาติสหรัฐฯ (NSO) ระบุว่า "เราไม่เคยสังเกตพบปรากฏการณ์นี้ในระดับที่ละเอียดขนาดนี้มาก่อนเลยบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์"
และสิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม คือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่จุดใดจุดหนึ่งชั่วคราวเท่านั้น โดย ดร. เดวิด คูริดเซ (David Kuridze) นักฟิสิกส์สุริยะจาก NSO อธิบายว่า "เรารู้สึกทึ่งอย่างยิ่งกับรายละเอียดทางพลศาสตร์ขนาดเล็กจำนวนมากที่ปรากฏในภาพความละเอียดสูงนี้ สิ่งที่ทำให้พวกเราประหลาดใจจริงๆ คือ จำนวนของเหตุการณ์ KHI ที่เราค้นพบ การได้เห็นว่าพวกมันปรากฏอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งทั่วพื้นผิวแม่เหล็กเป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อนเลย"
กระแสวนเหล่านี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาเมื่อพลาสม่าที่เคลื่อนที่เร็วไหลผ่านพลาสม่าที่เคลื่อนที่ช้ากว่า บริเวณรอยต่อระหว่างโครงสร้างแม่เหล็กและการพาความร้อนที่เดือดพล่านอยู่เบื้องล่าง
กุญแจสำคัญสู่การเข้าใจพายุสุริยะ
การค้นพบครั้งสำคัญนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Nature เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่าแค่ความสวยงามทางทัศนียภาพอย่างมาก เนื่องจากหากปรากฏการณ์ KHI เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวดวงอาทิตย์จริง มันอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งอิทธิพลต่อการไหลเวียนของพลังงานทั่วชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ผ่านการผสมผสานพลาสม่าและสนามแม่เหล็กในขณะที่พวกมันบิดตัวและแตกตัวออกจากกัน
การทำความเข้าใจกระบวนการขนาดเล็กเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยอธิบายปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เช่น ทำไมชั้นบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์จึงมีความร้อนสูงอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของมันเองอย่างมาก
และอะไรคือชนวนเหตุที่กระตุ้นให้เกิดการพ่นมวลโคโรนา (Coronal Mass Ejections) ซึ่งส่งผลให้เกิดพายุสุริยะพุ่งตรงมายังโลก และอาจสร้างความเสียหายต่อระบบสื่อสารและ GPS
ดร. ฟรีดริช โวเกอร์ (Friedrich Wöger) กล่าวเพิ่มเติมว่า "สังคมยุคใหม่ที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีที่เปราะบางต่อสภาพอวกาศ (Space Weather) เพื่อที่จะทำความเข้าใจและพยากรณ์พฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคามที่สุดของดวงอาทิตย์ได้ดียิ่งขึ้น เราจำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการทางฟิสิกส์ขนาดเล็กที่เป็นตัวขับเคลื่อนมันเสียก่อน และการค้นพบครั้งนี้ได้เผยให้เห็นหนึ่งในกระบวนการเหล่านั้นในระดับรายละเอียดที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน"
ที่มาของข้อมูล Nature, sciencealert
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand
08/08/2026
แผนที่ธรณีวิทยาดวงจันทร์
#จีน เปิดตัวแผนที่ธรณีวิทยา #ดวงจันทร์ ฉบับอัปเดตความรายละเอียดสูง 1:5,000,000 เรียบเรียงประวัติศาสตร์ดวงจันทร์ใหม่อย่างแม่นยำ
สถาบันวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน ประสบความสำเร็จในการจัดทำ #แผนที่ธรณีวิทยาดวงจันทร์ (Geologic Map of the Moon) ฉบับอัปเดตล่าสุดที่ความละเอียดมาตราส่วน 1:5,000,000 ซึ่งถือเป็นการเรียบเรียงและปรับปรุงประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของดวงจันทร์ให้มีความแม่นยำและเป็นระบบมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
การอัปเดตครั้งสำคัญนี้เป็นการต่อยอดจากฉบับเดิมเมื่อ พ.ศ. 2567 โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาในระดับนานาชาติมาปรับเทียบขอบเขตอายุของยุคธรณีวิทยาโบราณบนดวงจันทร์ ทั้งยุคเอตเคนียน ( ) ยุคเนกตาเรียน ( ) และยุคอิมเบรียน ( ) นอกจากนี้ ตัวอย่างหินดวงจันทร์จากยานฉางเอ๋อ 5 (Chang'e-5) ยังยืนยันว่าดวงจันทร์เคยมีกิจกรรมของภูเขาไฟเมื่อ 2,000 ล้านปีก่อน ซึ่งยืดอายุทางธรณีวิทยาของดวงจันทร์ออกไปอีก 1,000 ล้านปี จากเดิมที่เคยเชื่อว่าสิ้นสุดลงเมื่อ 3,000 ล้านปีก่อน ข้อมูลการระบุอายุเชิงเดี่ยวนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของมาตราธรณีวิทยาของดวงจันทร์ระดับโลก
ความพิเศษของแผนที่ฉบับนี้ คือการเป็นแผนที่ธรณีวิทยาแบบครอบคลุมผืนแรกที่บรรจุข้อมูลการค้นพบจากยานฉางเอ๋อ 6 (Chang'e-6) ซึ่งลงจอดและเก็บตัวอย่างจากด้านไกลของดวงจันทร์ โดยบันทึกอายุของหินบะซอลต์จากทะเลดวงจันทร์ที่มีอายุน้อย และช่วยบันทึกประวัติศาสตร์ภูเขาไฟในบริเวณดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ยังค้นพบว่า หินครีป (KREEP rocks) ซึ่งอุดมด้วยธาตุหายากและทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ มีการกระจายตัวอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณมากกว่าที่เคยประเมินไว้ในบริเวณมหาสมุทรพายุ (Oceanus Procellarum) การตัดสัญญาณรบกวนทางสเปกตรัมในครั้งนี้ ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ต้องทบทวนกระบวนการตกผลึกของมหาสมุทรแมกมาและการวิวัฒนาการความร้อนภายในดวงจันทร์ยุคแรกใหม่ทั้งหมด
ตัวแผนที่จริงมีขนาดกว้าง 2.8 เมตร สูง 1.2 เมตร ระบุตำแหน่ง #แอ่งอุกกาบาต (Impact Crater) มากกว่า 13,500 แห่ง และแอ่งขนาดใหญ่ 81 แห่ง โดยใช้มาตรฐานการทำแผนเฉพาะตัว ด้วยหลักการใช้สีสว่างสำหรับพื้นที่ที่มีอายุน้อย และสีเข้มสำหรับพื้นที่ที่มีอายุเก่าแก่
มาตรฐานการทำแผนที่ธรณีวิทยาที่จีนพัฒนาขึ้นเองในครั้งนี้ จะถูกนำไปต่อยอดใช้กับการทำแผนที่ธรณีวิทยาของดาวอังคารและดาวเคราะห์น้อยในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาระบบมาตรฐานของต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างกรอบทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นอิสระ สำหรับยกระดับการสำรวจอวกาศห้วงลึกของจีนในระยะยาว
______________
👨🚀 ข้อมูลอ้างอิง: Xinhua
- China unveils refined lunar map, empowering future moon exploration
#ข่าวอวกาศ #ดาราศาสตร์ #อวกาศ
07/08/2026
NASA ประกอบยาน Orion สำหรับ Artemis III สำเร็จ เตรียมนำชิ้นส่วนจากเที่ยวบินก่อนหน้ากลับมาใช้ใน Artemis IV และ V
ขอขอบคุณ🙏🏽และขออนุญาตแชร์ข้อมูลเพื่อการศึกษา เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการประชาสัมพันธ์ครับ
07/08/2026
ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ดาราศาสตร์นครหาดใหญ่
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ
จากเหตุการณ์ความรุนแรง
ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี
ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569
และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต
รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวครับ
06/08/2026
เกมตอบปัญหา "Thailand CE-7 Moonshot Challenge" พร้อมท้าให้คุณลองแล้ววันนี้ !
ขอขอบคุณ🙏🏽และขออนุญาตแชร์ข้อมูลเพื่อการศึกษา เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการประชาสัมพันธ์ครับ
เกมตอบปัญหา "Thailand CE-7 Moonshot Challenge" พร้อมท้าให้คุณลองแล้ววันนี้ !
NARIT ขอชวนนักเรียน เยาวชน และผู้สนใจ มารู้จักกับ CE-7 MATCH อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยชิ้นแรกที่ร่วมภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ฉางเอ๋อ 7 ผ่านเกมตอบปัญหา "Thailand CE-7 Moonshot Challenge" เพียงดูคลิปวิดีโอสั้น ๆ และทำแบบทดสอบออนไลน์ ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวสำคัญของประเทศไทยสู่การสำรวจอวกาศห้วงลึก !
#เกมนี้จะพาไปรู้จัก
• ภารกิจสำรวจดวงจันทร์ที่คนไทยมีส่วนร่วม
• การทำงานของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ CE-7 MATCH ที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย
• เรื่องราวดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอวกาศ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
🟡 ผู้ที่ทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์จะได้รับ #เกียรติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate) ลงนามโดย
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
📌 ดาวน์โหลดเกียรติบัตรได้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
📅 เปิดให้เข้าร่วมกิจกรรม #ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
💻 ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
🌐 ร่วมกิจกรรมได้ที่: https://spacequiz.narit.or.th/
ร่วมเปิดโลกการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรอวกาศในอนาคต
05/08/2026
บื้องหลังภารกิจของกระสวยอวกาศ
เดินทางสู่อวกาศ ภารกิจที่อันตรายที่สุดของมนุษยชาติ? | สารคดี สำรวจโลก เดิมพันชีวิตสู่อวก
เบื้องหลังภารกิจของกระสวยอวกาศ ตั้งแต่การทะยานสู่ห้วงอวกาศ ไปจนถึงโ...
02/08/2026
สรุปรายชื่อลูกเรือ Crew-13 เตรียมเดินทางสู่สถานีอวกาศนานชาติกลางเดือนกันยายน 2026
ขอขอบคุณ🙏🏽และขออนุญาตแชร์ข้อมูลเพื่อการศึกษา เพื่อการเรียนรู้ และเพื่อการประชาสัมพันธ์ครับ
02/08/2026
จับตาชิ้นส่วนจรวด SpaceX เตรียมพุ่งชนดวงจันทร์ 5 ส.ค. นี้
จับตาชิ้นส่วนจรวด SpaceX เตรียมพุ่งชนดวงจันทร์ 5 ส.ค. นี้ โอกาสสำคัญในการศึกษาผลกระทบทางอวกาศ
วันที่ 5 สิงหาคมนี้ จะเกิดเหตุการณ์สำคัญบนดวงจันทร์ เมื่อชิ้นส่วนท่อนบนของจรวดฟอลคอน 9 (Falcon 9) ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ซึ่งยังคงโคจรอยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ จะพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง โดยนักดาราศาสตร์คาดว่าจุดตกกระทบจะอยู่ใกล้หลุมอุกกาบาตไอน์สไตน์ (Einstein) และหลุมอุกกาบาตเบลล์ (Bell) บริเวณขอบด้านตะวันตกของดวงจันทร์
สำหรับชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวเป็นส่วนที่หลงเหลือจากภารกิจการปล่อยยานอวกาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2025 ซึ่งทำหน้าที่ส่งยานลงจอด Blue Ghost-1 ของบริษัท Firefly และยานลงจอดหุ่นยนต์ Hakuto-R Mission 2 (หรือ Resilience) ของบริษัท ispace จากประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปลงจอดบนดวงจันทร์
ปรากฏการณ์ที่อาจมองเห็นได้จากพื้นโลก
โดยอ้างอิงจากการศึกษาใหม่ของทีมนักวิจัยนานาชาติ ฝุ่นผงและเศษซาก (Plume) ที่เกิดจากการพุ่งชนในครั้งนี้อาจมีความสว่างมากพอที่จะมองเห็นได้ชั่วขณะเมื่อตัดกับท้องฟ้าที่มืดมิดบริเวณขอบดวงจันทร์ ซึ่งผู้ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีความไวสูงอาจมีโอกาสสังเกตเห็นได้
ทางด้านวิลเลียม โจ (William Jo ) ผู้ช่วยวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน (University of Texas, Austin) ได้จำลองแบบจำลองทางฟิสิกส์และคาดการณ์ว่า กลุ่มฝุ่นจากการชนจะพุ่งขึ้นไปในระดับความสูงราว 47 ถึงกว่า 60 ไมล์ หรือประมาณ 75 ถึง 100 กิโลเมตร เขาระบุว่าในช่วงไม่กี่นาทีแรกหลังการชน กลุ่มฝุ่นนี้จะมีความสว่างมากกว่าพื้นหลังของท้องฟ้าหลายเท่า
คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ที่ประเมินค่าไม่ได้
นักวิทยาศาสตร์มองว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นโอกาสทองในการศึกษาวิลเลียม โจ (William Jo ) เน้นย้ำว่า เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากในการศึกษาฝุ่นจากการพุ่งชน (Ejecta-plume) เพื่อนำข้อมูลไปปรับเทียบกับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกภารกิจที่จะถูกส่งไปยังดวงจันทร์ในอนาคต
เนื่องจากชิ้นส่วนของจรวดนั้นมีลักษณะกลวงและเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น การพุ่งชนจึงก่อให้เกิดกลุ่มฝุ่นที่แตกต่างไปจากวัตถุตามธรรมชาติอย่างดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง
นอกจากนี้ งานวิจัยที่นำโดย เบนจามิน เฟอร์นันโด (Benjamin Fernando) จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอส (Los Alamos National Laboratory) ระบุว่า ข้อมูลจากการพุ่งชนครั้งนี้สามารถนำไปใช้ทดสอบระบบระบุตำแหน่งการชนบนดวงจันทร์สำหรับการทดลองวัดคลื่นแผ่นดินไหวในอนาคต และเพื่อประเมินความเสี่ยงจากเศษซากอวกาศ
ผลการศึกษาพบว่า อนุภาคจากการพุ่งชนสามารถกระเด็นไปได้ไกลเกือบ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่มากพอจะสร้างอันตรายต่อนักบินอวกาศหรือโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ในอนาคตได้
การติดตามและการตรวจสอบพื้นที่
และเพื่อเก็บข้อมูลเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด ยานอวกาศ Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ขององค์การนาซา (NASA) ซึ่งนำโดยนักวิทยาศาสตร์เบรนท์ แกรี่ (Brent Garry) จะทำการบินผ่านจุดที่คาดว่าจรวดจะตกประมาณ 7 วันก่อนการพุ่งชน และจะบินผ่านอีกครั้งในอีก 7 วันหลังการพุ่งชน เพื่อรวบรวมข้อมูลและระบุตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจนของพื้นที่ปะทะพุ่งชนดวงจันทร์
ที่มาของข้อมูล Space, NASA
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand