ธรรมะพาเที่ยว

ธรรมะพาเที่ยว

แชร์

ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ กีฬา สุขภาพ

09/04/2023

4 มกราคม ค.ศ.2018 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ฮอลลี่ บุตเชอร์ สาววัยเพียง 27 ปี ในเมืองเกรฟตัน รัฐนิวเซาธ์เวล ประเทศออสเตรเลีย ต้องจากโลกใบนี้ไปด้วยโรคมะเร็ง Ewing sarcoma ซึ่งเป็นมะเร็งในกระดูกและเนื้อเยื่อ กว่าฮอลลี่จะรู้ก็เข้าสู่ระยะที่ 4 แล้ว เธอมีเวลาเพียง 1 ปี 3 เดือนที่จะยอมรับชะตากรรมและตระหนักถึงวาระสุดท้ายของตน

ก่อนที่เธอจะจากไปนั้น ฮอลลี่ก็ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงเพื่อนของเธอ และมันได้กลายเป็นจดหมายอันทรงคุณค่าที่สุดที่ทำให้เราได้ตระหนักถึงชีวิตของตนจากเบื้องลึกของจิตใจคนที่กำลังจะจากโลกนี้ไป

หลายคนอาจเคยอ่านมันแล้ว แต่อาจลืมมันไป วันนี้ครบรอบ 5 ปีการจากไปของฮอลลี่ จึงขอนำข้อความของเธอมาแปลให้เราได้ตระหนักถึงสิ่งที่เธอพยายามบอกเราทุกคนอีกครั้ง

จากฮอลลี่ บุตเชอร์

——————

“มันแปลกที่ต้องเข้าใจและยอมรับความตายของตนในวัยเพียง 26 ปี

ความตายเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราต่างเพิกเฉย วันเวลาดำเนินผ่านไป เราต่างคาดหวังว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ฉันมักจินตนาการว่าในอนาคตฉันจะแก่ มีรอยเหี่ยวย่น และผมหงอกเป็นสีเทา ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตกับครอบครัวที่สวยงาม(มีลูกเยอะ) ฉันวางแผนที่จะสร้างมันด้วยความรักในชีวิตของฉัน ฉันต้องการชีวิตแบบนั้นมาก

แต่ฉันคงไม่มีวันได้มีชีวิตแบบนั้น
มันรู้สึกทรมานจนเจ็บปวดไปหมด

นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต มันเปราะบาง มีคุณค่า และคาดเดาไม่ได้ แต่ละวันที่มีชีวิตอยู่คือของขวัญ ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพราะเรามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต

ตอนนี้ฉันอายุ 27 ปี ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไป ฉันรักชีวิตของฉัน ฉันมีความสุข ฉันเป็นหนี้สิ่งเหล่านี้ต่อคนที่ฉันรัก แต่ไม่มีใครควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้ทั้งนั้น

ฉันเขียน 'บันทึกก่อนตาย' นี้ไม่ใช่เพื่อให้เรากลัวความตาย แต่ฉันอยากจะบอกว่าความตายคือความจริงที่เราส่วนใหญ่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน ยกเว้นเมื่อฉันต้องการพูดถึงมันและกลับถูกปฏิบัติเหมือนเป็นหัวข้อ 'ต้องห้าม' ที่จะไม่เกิดขึ้นกับพวกเราคนใดคนหนึ่ง

ฉันแค่อยากให้พวกเราเลิกกังวลกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีความหมายและสร้างความเครียดในชีวิต จำไว้ว่าเราทุกคนต้องเจอชะตากรรมเดียวกันหลังจากนั้น ดังนั้นทำในสิ่งที่คุณทำได้เพื่อให้เวลาที่เสียไปมีคุณค่ามากที่สุด ตัดเรื่องปัญญาอ่อนไร้สาระทั้งหมดไปซะ

ฉันทิ้งความคิดไว้มากมายในนี้ เพราะฉันมีเวลาไตร่ตรองชีวิตมากมายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และส่วนใหญ่มันก็ผุดขึ้นมาตอนช่วงเวลากลางดึก

ช่วงเวลาที่คุณกำลังบ่นเรื่องไร้สาระ (สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นส่วนใหญ่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา) ให้ลองนึกถึงคนที่กำลังเผชิญปัญหาจริงๆ ที่หนักกว่าคุณ ดังนั้นจงขอบคุณปัญหาเล็กๆ น้อยๆ และมองข้ามมันไป ไม่เป็นไรเลยที่จะยอมรับว่ามีบางสิ่งที่ทำให้เรารำคาญ แต่พยายามปล่อยมันไป เพราะมันจะส่งผลเสียต่อคนรอบข้างด้วย

เมื่อคุณปล่อยมันไปแล้ว ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ดูสิว่าท้องฟ้านั้นสีฟ้าแค่ไหน และต้นไม้เขียวขจีเพียงใด มันสวยงามมากเลย คิดดูสิว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่ยังคงทำสิ่งเหล่านี้ได้ -หายใจ

วันนี้คุณอาจกำลังรถติดหนักอยู่ หรือนอนไม่หลับเพราะลูกน้อยแสนสวยของคุณ ช่างตัดผมทำผมคุณสั้นเกินไป เล็บที่ไปต่อมามีรอยแตก หน้าอกของคุณเล็กเกินไป มีเซลลูไลท์ที่บั้นท้าย และท้องของคุณปลิ้นไปมา

ช่างมันเถอะ

ปล่อยเรื่องไร้สาระพวกนี้ไป ฉันสาบานว่าคุณจะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้เลยเมื่อคุณกำลังจะตาย เมื่อคุณมองดูชีวิตทั้งหมด เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยยิ่งกว่าธุลี

ฉันนั่งเฝ้าดูร่างกายร่วงโรยไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ทำอะไรไม่ได้ และทั้งหมดที่ฉันปรารถนาในตอนนี้ คือขอเพียงแค่ให้มีวันเกิด หรือวันคริสต์มาสกับครอบครัวอีกครั้ง ขอเพิ่มเพียงแค่หนึ่งวันเพื่อได้อยู่กับคนที่รัก หรือได้อยู่กับสุนัขของฉัน

ขอเพียงอีกหนึ่งครั้งเท่านั้น

ฉันได้ยินคนบ่นว่าที่ทำงานเลวร้ายแค่ไหน หรือไปออกกำลังกายยากเพียงใด จงดีใจเถิดที่คุณยังคงมีเรี่ยวแรงมีพลังกาย การทำงานและการออกกำลังกายอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ จนกระทั่งถึงวันที่ร่างกายของคุณไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป

ฉันพยายามดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ อันที่จริงมันคือแพชชั่นหลักของฉันเลยล่ะ ดีใจเถิดที่ตนเองมีสุขภาพที่ดีและมีร่างกายที่ใช้งานได้ปกติ แม้ว่าขนาดรูปร่างของเราจะไม่ใช่อุดมคติก็ตาม แต่จงดูแลมันและดูสิว่ามันมหัศจรรย์แค่ไหน ออกกำลังกายและกินอาหารที่เป็นประโยชน์ แต่อย่าหมกมุ่นกับมันมากเกินไปล่ะ

จำไว้ว่าการมีสุขภาพที่ดีมีความหมายมากกว่าร่างกายที่แข็งแรง สิ่งสำคัญนอกจากการดูแลร่างกายคือการค้นหาความสุขทางจิตใจ ดูแลอารมณ์ และสุขภาพจิตของตน คุณจะตระหนักว่าสื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยการอวดรูปร่างที่สังคมกำหนดว่าเพอร์เฟคนั้นไร้สาระและไม่สำคัญกับชีวิต ลบบัญชีและเพจที่ทำให้คุณรู้สึกแย่เกี่ยวกับตัวเองไปซะ เลิกคบกับเพื่อนหรือใครก็ตามที่ทำร้ายการอยู่ดีมีสุขของคุณ

ขอบคุณทุกวันที่คุณไม่มีอาการปวดใดๆ หรือแม้แต่วันที่คุณเป็นไข้หวัด เจ็บหลัง หรือข้อเท้าแพลง ขอบคุณที่มันเป็นเพียงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และจะหายไปเอง

บ่นให้น้อยลง และช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มากขึ้น

“การให้ การให้ และการให้” การทำสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่นมีความสุขมากกว่าทำเพื่อตนเอง ฉันหวังว่าฉันจะให้ได้มากกว่านี้ ตั้งแต่ฉันป่วย ฉันได้พบกับผู้คนที่ให้ฉันและใจดีกับฉันอย่างที่สุด ได้รับคำพูดที่ห่วงใยและรักใคร่ฉันที่สุด ฉันได้รับความรักจากครอบครัว จากเพื่อน และคนแปลกหน้า มันมากเกินกว่าที่ฉันจะตอบแทนได้ ฉันจะไม่ลืมสิ่งนี้และขอขอบคุณทุกคนตลอดไป

แปลกมากที่ฉันมีเงินใช้ตอนกำลังจะตาย นั่นเป็นเพราะฉันไม่ได้ออกไปซื้อสิ่งของตามปกติ เช่นเสื้อผ้าใหม่ๆ อีกต่อไป มันทำให้ฉันคิดได้ว่าเราเสียเงินไปมากมายเท่าไหร่ไปกับสิ่งของไร้สาระ เสื้อผ้า และสิ่งของสิ้นเปลืองมากมายในชีวิตของเรา

ซื้อของให้เพื่อนแทนที่จะเป็นเสื้อผ้า เครื่องสำอาง หรือเครื่องประดับสำหรับงานแต่งงานครั้งต่อไป 1.ไม่มีใครสนใจถ้าคุณใส่ซ้ำ 2.พาพวกเขาออกไปทานอาหาร กาแฟ หรือทำอาหารให้พวกเขากิน ซื้อต้นไม้ นวดให้ หรือมอบเทียน และบอกเขาว่าคุณรักพวกเขา

ให้ความสำคัญกับเวลาของผู้อื่น อย่าปล่อยให้พวกเขารอเพราะคุณเป็นคนไม่ตรงเวลา เตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ ถ้ารู้ว่าเป็นคนแบบนั้น จงยินดีที่เพื่อนแบ่งปันเวลาที่พวกเขามีร่วมกับคุณ หากคุณเคารพพวกเขา คุณจะได้รับความเคารพจากพวกเขากลับเช่นกัน

ปีนี้ ครอบครัวของเราตกลงที่จะไม่มอบของขวัญ ต้นคริสต์มาสจึงดูเศร้าและว่างเปล่า (ฉันเกือบทำลายวันคริสต์มาสอีฟ!) แต่มันก็มีข้อดีเพราะทำให้พวกเขาไม่ต้องกดดันตนเองในการซื้อของขวัญ และทำให้พวกเขาทุ่มเทไปกับการเขียนการ์ดให้กันและกัน

ลองจินตนาการว่าครอบครัวของฉันพยายามที่จะซื้อของขวัญให้ฉัน โดยที่สุดท้ายแล้วเมื่อฉันตาย ของพวกนั้นก็จะกลับไปอยู่กับพวกเขา เพราะคนตายเอามันไปไม่ได้ แปลก!

อาจฟังดูเชย แต่การ์ดเหล่านี้มีความหมายกับฉันมากกว่าการซื้อของใดๆ มาให้ แต่อยากให้ทราบว่าการทำสิ่งเหล่านี้ในบ้านของเรานั้นง่ายเพราะครอบครัวเราไม่มีเด็กตัวเล็กๆ ที่รอขอขวัญ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีหรือไม่มีของขวัญไม่ได้ทำให้คริสต์มาสมีความหมายลดน้อยลง

ใช้เงินของคุณกับการซื้อประสบการณ์ หรืออย่างน้อยก็อย่าใช้เงินทั้งหมดไปกับสิ่งไร้สาระจนไม่สามารถมีประสบการณ์ใดๆ

ทุ่มเทให้กับการเดินทาง เช่นการไปชายหาดที่คุณอยากไปแต่ไม่ไปเสียที จุ่มเท้าลงในน้ำ ไถนิ้วเท้าไปกับหาดทราย ล้างหน้าของคุณด้วยน้ำทะเล อยู่ท่ามกลางธรรมชาติให้มากที่สุด

ใช้ช่วงเวลาดื่มด่ำเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แทนที่มองมันผ่านหน้าจอมือถือของคุณ ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตผ่านหน้าจอ ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบ มีความสุขกับช่วงเวลาตรงหน้าเถิดทุกคน! เลิกถ่ายภาพเพื่อให้คนอื่นดูแทนที่ตนเองจะได้มีความสุขกับสิ่งตรงหน้าเสียที

สิ่งฉันไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับผู้หญิง ทำไมพวกเขาต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการทำผมและแต่งหน้าเพียงเพื่อออกไปในแต่ละวัน หรือเพียงแค่ออกไปเที่ยวกลางคืน มันคุ้มหรือไม่?

ตื่นแต่เช้าบางวัน เพื่อฟังเสียงนกในขณะที่จ้องมองแสงสีอันสวยงามของดวงอาทิตย์เมื่อมันกำลังขึ้น

ฟังเพลง ฟังเพลงช่วยคุณได้จริง ดนตรีคือการบำบัด

โอบกอดสุนัขของคุณด้วยความรัก ฉันจะคิดถึงมันมากๆ เมื่อฉันจากไป

คุยกับเพื่อนของคุณ วางโทรศัพท์ของคุณลง และถามพวกเขาว่าชีวิตช่วงนี้โอเคไหม?

จงเดินทางหากมันเป็นความต้องการของคุณ แต่อย่าเดินทางหากมันไม่ใช่

ทำงานเพื่อมีชีวิตอยู่ ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน

ทำในสิ่งที่ทำให้หัวใจคุณมีความสุข

กินเค้กซะ แบบไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ

จงปฏิเสธสิ่งที่คุณไม่ต้องการจริงๆ

อย่ารู้สึกกดดันที่จะต้องทำในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นการเติมเต็มชีวิต คุณอาจต้องการชีวิตธรรมดา ซึ่งก็ไม่เป็นอะไรเลยจริงๆ

บอกคนที่คุณรักว่าคุณรักเขา ทุกครั้งที่มีโอกาส และจงรักเขาด้วยทุกสิ่งที่คุณมี

จำไว้ว่าหากมีสิ่งใดที่ทำให้คุณเป็นทุกข์ คุณมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงมัน ทั้งในเรื่องงาน ความรัก หรืออะไรก็ตาม จงมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง คุณไม่รู้ว่าคุณเหลือเวลาบนโลกนี้อีกเท่าไหร่ ดังนั้นอย่าเสียเวลาไปกับความทุกข์ ฉันรู้ว่ามีคำพูดแบบนี้บ่อย แต่มันคงไม่จริงไปกว่านี้อีกแล้ว

นี่เป็นเพียงคำแนะนำในการใช้ชีวิตของสาวคนหนึ่ง จะเอาหรือจะไม่เอา ฉันไม่ว่าเลย!

อ้อ และสุดท้าย ถ้าทำได้ ทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์(และตัวเอง) การบริจาคโลหิตเป็นประจำจะทำให้คุณรู้สึกดีกับการช่วยชีวิตคนอื่น ฉันว่าการบริจาคเลือดเป็นเรื่องที่ใครหลายคนมองข้ามไป เพราะทุกๆ การบริจาคสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 3 คน! นั่นเป็นเรื่องราวที่ทำได้ง่ายและสร้างผลประโยชน์ได้มากจริงๆ

ฉันได้รับเลือดจากการบริจาค (จำนวนถุงมากเกินกว่าที่ฉันจะนับได้) ซึ่งช่วยให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหนึ่งปี มันเป็นหนึ่งปีที่ฉันจะขอบคุณตลอดไป หนึ่งปีที่ฉันได้ใช้มันบนโลกนี้กับครอบครัว เพื่อน และสุนัขของฉัน มันคือหนึ่งปีฉันมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

จนกว่าจะพบกันใหม่

ฮอล

——————

ต้นฉบับจากโพสต์ของฮอลลี่ : https://www.facebook.com/1617044230/posts/10213711745460694/?mibextid=cr9u03

31/10/2022
16/10/2022

pasta day

21/09/2022

Classic

Photos from เชื่อกู กูแดกมาแล้ว's post 01/08/2022
25/07/2022
03/03/2022
01/03/2022

อีเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งมาราธอนแห่งยุคสมัยที่ไม่เคยเฉลิมฉลองชัยชนะ

คนที่วิ่งมาราธอนหรือฮาล์ฟมาราธอนทุกคนน่าจะรู้จัก Eliud Kipchoge นักวิ่งชาวเคนยาวัย 37 ปี เพราะเขาคือนักวิ่งระยะไกลที่ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับเมสซี่ในโลกฟุตบอลและราฟาเอล นาดาล บนคอร์ตเทนนิส

งาน "INEOS: 1:59" ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2019 ในกรุงเวียนนา คิปโชเก้ไม่ต้องลงแข่งกับใครเลย สิ่งเดียวที่เขาต้องแข่งด้วยคือกำแพง 2 ชั่วโมงที่ไม่เคยมีนักวิ่งมาราธอนคนไหนทำลายได้มาก่อน

มีนักวิ่งชั้นนำมากมายมาร่วมวิ่งกับคิปโชเก้ในฐานะ "pacer" คือวิ่งเป็นเพื่อนในความเร็วที่กำหนดไว้ พอวิ่งครบระยะทางหนึ่งก็เปลี่ยน pacer ชุดใหม่ ส่วนคิปโชเก้นั้นต้องวิ่งตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

สุดท้ายคิปโชเก้ก็วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1:59:40 เป็นการวิ่งจบระยะมาราธอนที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยเพซเฉลี่ย 2:50 (หนึ่งกิโลเมตรใช้เวลาวิ่ง 2 นาที 50 วินาที)

คืนนั้นทางผู้จัดงานเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ คิปโชเก้ขึ้นมอบถ้วยรางวัลให้กับนักวิ่ง 41 คนที่มาร่วมวิ่งเป็น pacer จากนั้นอาหารและเหล้ายาปลาปิ้งก็ free flow ไม่อั้น คนส่วนใหญ่ปาร์ตี้กันจนหัวรุ่ง

แต่ตัวคิปโชเก้ที่เป็นพระเอกของงานนั้นไม่แตะต้องแอลกอฮอลแม้แต่หยดเดียว พอมอบรางวัลเสร็จ เขาก็ออกมาจากงานอย่างเงียบๆ และเข้านอนแต่หัวค่ำ

-----

ในงานโตเกียวโอลิมปิก 2020 คิปโชเก้ก็เข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 (ที่สองช้ากว่าคิปโชเก้ 80 วินาที) งานจัดที่ซัปโปโร แต่เป็นธรรมเนียมของโอลิมปิกว่านักวิ่งมาราธอนต้องมารับเหรียญในพิธีปิด พวกเขาจึงต้องบินจากซัปโปโรมาโตเกียวและนั่งรอในห้องรับรองที่สนามบินอยู่ 3 ชั่วโมงเพื่อรอรถมารับไปส่งที่สเตเดี้ยม

ขณะที่ทุกคนหยิบมือถือออกมาเช็คข้อความแสดงความยินดีและฆ่าเวลา คิปโชเก้กลับนั่งเฉยๆ โดยไม่แตะต้องมือถือเลยแม้แต่นิดเดียว

Bashir Abdi นักวิ่งที่ได้เหรียญทองแดงจากเบลเยี่ยมพูดถึงคิปโชเก้แบบขำๆ ว่า "เขาไม่ใช่มนุษย์!"

-----

คิปโชเก้มองว่าการฉลองเป็นเรื่องต้องห้ามและอันตราย มันคือการตามใจตัวเองที่อาจทำให้จิตใต้สำนึกเข้าใจว่าเขาได้มาถึงจุดสูงสุดและไม่มีอะไรต้องบรรลุอีกแล้ว

คิปโชเก้เป็นชาวเคนย่าที่เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา ตอนเด็กๆ คิปโชเก้มีหน้าที่ปั่นจักรยานเอานมไปขายที่ตลาดนัด เขาจึงคุ้นเคยกับความยากลำบากเป็นอย่างดี

บ้านเกิดของคิปโชเก้อยู่ที่เมือง Eldoret ซึ่งอยู่ห่างจากไนโรบี เมืองหลวงของเคนยาไป 300 กิโลเมตร แต่ค่ายฝึกซ้อมที่คิปโชเก้เก็บตัวนั้นอยู่ในเมือง Kaptagat ที่อยู่ห่างจาก Eldoret ออกไปอีก 40 นาที

รองเท้าที่คิปโชเก้ใส่ซ้อมนั้นไม่มีตราใดๆ ทั้งสิ้น แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็น Nike AlphaFly รุ่นล่าสุดที่ไนกี้ผลิตให้คิปโชเก้ใส่เพียงคนเดียวเท่านั้น

-----

หลังจากจบงานโตเกียวโอลิมปิก คิปโชเก้หยุดพักจากการซ้อมวิ่งถึงหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนจะกลับมาซ้อมด้วยโปรแกรมประมาณนี้

ช่วงเช้า

วิ่งยกละ 1600 เมตรที่เพซ 4:40 พัก 2 นาที x 8 ยก

วิ่งยกละ 400 เมตร ภายในเวลา 64 วินาที และพัก 30-50 วินาที x 8 ยก

ช่วงเย็น

วิ่ง 10 กิโลเมตร เริ่มจากเพซ 5:30 และจบที่เพซ 4:20

คิปโชเก้จะเข้านอนตอนสามทุ่ม และตื่นตี 5.45 ทุกวัน

เขาซ้อมวิ่งสัปดาห์ละ 200-220 กิโลเมตร และมีเซสชั่นฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมถึงมีนวดคลายกล้ามเนื้อกับนักกายภาพที่ทำงานด้วยกันมา 18 ปี

คิปโชเก้ซ้อมทุกวัน แต่จะซ้อมหนักแค่สัปดาห์ละ 3 วัน คือวันอังคารวิ่ง 15-16 กิโลเมตร วันพฤหัสฯ วิ่งระยะยาว 30-40 กิโลเมตร และวันเสาร์ ซ้อม 50 นาทีแบบ 'Fartlek' ด้วยการวิ่งเร็ว 3 นาที สลับกับวิ่งจ็อกกิ้ง 1 นาที

"ทุกครั้งที่ผมซ้อม ผมพยายามที่จะไม่ทุ่มเต็ม 100% เพราะร่างกายจะล้าเกินไป ดังนั้นวันอังคาร พฤหัส และเสาร์ ผมจะใส่แรงลงไปซัก 80% ส่วน 4 วันที่เหลือผมจะลงแรงประมาณ 50%" คิปโชเก้อธิบาย

คิปโชเก้ดื่มน้ำวันละ 3 ลิตร ทานเนื้อไม่เยอะ กินผักที่ปลูกโดยชาวบ้านในละแวกนั้น รวมถึงขนมปังที่ตัวคิปโชเก้อบเองกับมือ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือปริมาณโปรตีนเพราะนักโภชนาการเห็นว่าคิปโชเก้บริโภคโปรตีนน้อยเกินไป

เวลาซ้อมวิ่งระยะ 40k คิปโชเก้จะดื่ม energy drink ยี่ห้อ Maurten แต่นอกจากนั้นเขาไม่ได้กินอาหารเสริมใดๆ ทั้งสิ้น

-----

แม้จะเป็นวีรบุรษของเคนย่าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หากมีใครคิดจะจัดงานต้อนรับเขาอย่างยิ่งใหญ่ พาขึ้นรถแห่ขบวนกลางเมือง เขาจะปฏิเสธทุกครั้ง

สิ่งที่คิปโชเก้ต้องการจะสื่อกับคนรุ่นใหม่ก็คือ พวกเขาสามารถเริ่มต้นจากศูนย์ และประสบความสำเร็จได้โดยที่เท้ายังติดดินเหมือนเดิม

"การปฏิเสธชีวิตที่หรูหราทำให้ผมมีโฟกัสมากขึ้นและเป็นคนในแบบที่ผมอยากเป็น ผมอยากให้ชีวิตมันเรียบง่ายเข้าไว้ จะได้ซ้อมให้หนักเท่าที่จะทำได้ ดีกว่าเอาเวลาไปขับรถสปอร์ตหรือนั่งเครื่องบินส่วนตัว"

สิ่งที่คิปโชเก้อยากทำให้สำเร็จต่อจากนี้คือวิ่งงาน World Marathon Majors ให้ครบทั้ง 6 รายการ โดยยังเหลือสามรายการที่คิปโชเก้ยังไม่เคยวิ่ง คือโตเกียว บอสตัน และนิวยอร์ค

เวลามีใครได้ไปเยี่ยมค่ายฝึกซ้อมของคิปโชเก้ พวกเขามักจะแปลกใจในความแสนธรรมดาของมัน

หนึ่งในทีมงานกล่าวว่า "โลกข้างนอกนั้นถูกทำให้ซับซ้อน แต่การซ้อมมาราธอนนั้นเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมากๆ"

ซึ่งคิปโชเก้ก็เห็นตรงกัน "ถ้าคุณซ้อมในโรงยิมเล็กๆ มาตลอดจนประสบความสำเร็จ การไปซ้อมโรงยิมที่ใหญ่ขึ้นไม่น่าจะทำให้คุณเก่งขึ้นได้หรอกนะ"

มีคนอดถามคิปโชเก้ไม่ได้ว่า ตอนเขาได้เหรียญทองโอลิมปิก เขาไม่ได้เฉลิมฉลองอะไรจริงๆ เหรอ ไม่ว่าจะที่ญี่ปุ่นหรือที่บ้านเกิดก็ตาม

"ไม่มีเลย การฉลองจบลงตั้งแต่ตรงเส้นชัยแล้ว"

-----

ขอบคุณข้อมูลจาก Irish Examiner: Eliud Kipchoge: Inside the camp, and the mind, of the greatest marathon runner of all time

https://anontawong.com/2022/02/27/kipchoge/

https://linktr.ee/anontawong

25/02/2022
ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Hat Yai?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


4/201 ซอยหมู่บ้านปาล์มซิตี้ อ.หา
Hat Yai
90110