28/09/2025
#การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ซึ่งเกิดประโยชน์กับประชาชนมากควรฟังและศึกษารายละเอียดให้เข้าใจ ในบางกรณีที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นในชุมชนหรือที่ไหนก็แล้วแต่ไม่จำเป็นจะต้องประจบที่ศาลอย่างเดียวเราสามารถทำข้อตกลงโดยการเข้าไป เข้าไปใช้บริการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่ใกล้เคียง ณ ปัจจุบันนี้ ก็จะมีบ้างตามสถานีตำรวจทั่วไปแต่ต่อไปในอนาคตนโยบายของกระทรวงยุติธรรมจะจัดให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนทุกท้องถิ่นเริ่มต้นที่ อบต.เทศบาลและอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้บริการไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศาลและต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควรคดีเล็กน้อยสามารถจดได้ที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนครับ
ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน
Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.
28/09/2025
#การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน
เป็นคำถามที่ได้ยินมาบ้างพอสมควรเกี่ยวกับการจัดตั้ง"ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน" ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐยังไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ เกี่ยวกับผู้ไกล่เกลี่ยและการตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน” ว่ามีไว้ทำไม และจะช่วยอะไรได้จริงหรือไม่ จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานในท้องถิ่นหรือไม่ซึ่งก็จะเป็นคำถามที่มักได้ยินมาพอสมควร
ดังนั้นผมจะขอ จำแนกประโยชน์อย่างละเอียด แยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
2. ประโยชน์ที่หน่วยงานภาครัฐ/ท้องถิ่นได้รับ
#ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
1. เข้าถึงความยุติธรรมง่ายขึ้น
ไม่ต้องเดินทางไปศาลจังหวัดที่อาจอยู่ไกล เพราะศูนย์ตั้งอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนตั้งอยู่ใน อบต./เทศบาล ใกล้บ้าน ประชาชนรู้สึกว่า “ความยุติธรรมอยู่แค่เอื้อมมือ”และในแต่ละศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเราจะมีคณะกรรมการและคณะทำงานที่เข้าเวรประจำอยู่และแต่ละศูนย์จะมีผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ไกล่เกลี่ยประจำศูนย์อยู่แล้วนอกจากจะมีการไกล่เกลี่ยเรายังสามารถให้คำปรึกษาในเรื่องของคดีและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา
ไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างทนายความ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (ที่แม้บางกรณีจะไม่แพง แต่ก็เป็นภาระสำหรับคนจน) ขอให้เราเดินทางมาที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆเราจะมีคณะทำงานหรือผู้ไกล่เกลี่ยอำนวยความสะดวกและขจัดปัญหาข้อขัดแย้งให้กับประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียวซึ่งจะสร้างความสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายแต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมพร้อมใจกันที่จะไกล่เกลี่ยหาคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ยก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้
หรือข้อพิพาทที่อาจยืดเยื้อในศาลนานหลายเดือน/ปี แต่เราอาจจะสามารถยุติความขัดแย้งนั้นได้ได้ภายในไม่กี่วัน หากเราเชื่อมั่นในศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในท้องถิ่นของท่าน
3. ลดความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์
การไกล่เกลี่ยไม่มีวัตถุประสงค์ในเรื่องของการแพ้หรือชนะ แต่จะเป็นการหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ คนที่เคยขัดแย้งกันยังสามารถอยู่ร่วมกันต่อไปได้ เช่น เพื่อนบ้าน ญาติ พี่น้อง เสร็จสิ้นการไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายพอใจจับมือกันถือว่าเป็นอันสิ้นสุดไม่ติดใจเอาความก็จะได้ทำการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดมิตรภาพความรักความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นยังดำเนินไปเหมือนเดิม
วัตถุประสงค์ของการไกล่เกลี่ยไม่เน้นผลของการแพ้หรือชนะกระบวนการไกล่เกลี่ยเรามุ่งเน้นที่จะให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจในผลของการไกล่เกลี่ยและบันทึกเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจกลับสู่สถานะของความเป็นญาติมิตรเพื่อให้เกิดความสามัคคีนั่นแฟนในแต่ละท้องถิ่นไม่เน้นแพ้ชนะไม่เน้นให้ใครเป็นผู้ผิดหรือถูกโดยเรายึดหลักการให้อภัยให้เกิดความพอใจผิดยอมรับผิดอาจจะมีการเสียค่าสินไหมเล็กๆน้อยๆไม่ดีมากเกินไปแต่ก็อยู่ในหลักการของความพอใจทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นการสัมฤทธิ์ผลแล้ว
หาคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจในผลของการไกล่เกลี่ยก็ไม่ตัดสิทธิ์ที่ท่านจะยื่นฟ้องต่อศาลหรือดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปได้
4. ได้รับความเป็นธรรมแบบไม่เหลื่อมล้ำ
คนจน คนไม่มีความรู้กฎหมาย คนชายขอบ เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิได้เท่าเทียมกับคนมีเงิน ช่วยให้ประชาชนทุกระดับรู้สึกว่าได้รับการปกป้องเท่าเทียม ในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนแต่ละท้องถิ่นนั้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำจะไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษแต่จะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ใครผิดก็ยอมรับผิดและรับผิดชอบในส่วนที่อีกฝ่ายยอมรับได้ ไม่เป็นคดีความไม่เสียประวัติยังสามารถอยู่ในสังคมได้ตามปกติ ยังสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขอย่างญาติมิตร การให้เกียรติซึ่งกันและกันดังในสังคมการให้อภัยกันและกันในสังคม ถือเป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งในสังคมท้องถิ่นนั้นๆ แน่นอนการไกล่เกลี่ยจะไม่เกิดขึ้นหาคู่กรณีบางคนอยู่กับทิฐิความหญิงทนงไม่สามารถให้อภัยใครได้หรือแพ้ใครไม่เป็นคนไม่ยอมคนเหล่านี้ไกล่เกลี่ยไปก็ไร้ผล ในที่สุดคนแบบนี้ก็จะอยู่ในสังคมลำบาก การอยู่ร่วมกันในแต่ละสังคมจะต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพากันและกันครับ
5. เสริมความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและสิทธิของตนเอง
ระหว่างการไกล่เกลี่ย ประชาชนจะได้รับคำแนะนำความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และวิธีแก้ปัญหา นโยบายของกรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม ก็ได้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายกรณีพิพาทกระบวนการไกล่เกลี่ยให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่นซึ่งประชาชนสามารถสอบถามและศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรม
6. ช่วยลดปัญหาความเครียดและความรุนแรง
เมื่อข้อพิพาทไม่บานปลาย จะลดความเครียดทางจิตใจ และป้องกันการใช้ความรุนแรง เช่น ต่อยตีกัน ยิงกัน หรือฟ้องร้องกันเพื่ออยากเอาชนะกัน จนกลายเป็นศัตรูกันถาวร
#ประโยชน์ที่หน่วยงานภาครัฐ/ท้องถิ่นได้รับ
1. ลดภาระงานของศาลและหน่วยงานยุติธรรม
คดีเล็กน้อยจำนวนมาก เช่น หนี้ยืมเงิน รั้วบ้าน เสียงรบกวน ไม่ต้องขึ้นศาล
ทำให้ศาลและตำรวจมีเวลาไปจัดการคดีใหญ่ที่สำคัญกว่า เช่นเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและคดีอื่นๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชา
2. เสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล)
ทำให้ท้องถิ่นไม่ได้ดูแลแค่ถนน น้ำ ไฟ แต่ยังเป็น “ศูนย์กลางความยุติธรรม” ของประชาชน ยกระดับภาพลักษณ์ของนายก/ผู้บริหารท้องถิ่นว่าใส่ใจและห่วงใยประชาชนจริง สร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีต่อประชาชนเพราะในแต่ละพื้นที่เราจะมีผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งผ่านการอบรมและมีความรู้ความสามารถเป็นผู้ระงับข้อพิพาทที่ศูนย์จะเกี่ยวภาคประชาชนในแต่ละแห่งต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมคุ้มครองสิทธิ์ของกระทรวงยุติธรรมจึงจะมีสิทธิเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้ ท้องถิ่นจะเป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกให้สถานที่และจะเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของการไกล่เกลี่ยให้กับประชาชนทราบการไกล่เกลี่ยเป็นการเน้นในเรื่องของความพึงพอใจไม่ต้องการผลของการแพ้หรือชนะแต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องเกิดความพึงพอใจจึงจะถือว่าเป็นการไกล่เกลี่ยที่สัมฤทธิ์ผล หากมีกรณีที่คู่กรณีไกล่เกลี่ยแล้วเกิดความไม่พึงพอใจในผลของการไกล่เกลี่ยก็ไม่ตัดสิทธิ์คู่กรณีที่จะยื่นฟ้องต่อศาลได้ ถ้าคู่กรณีไกล่เกลี่ยสำเร็จทางศูนย์ไกล่เกลี่ยก็จะได้บันทึกข้อตกลงร่วมกันคืนมิตรภาพอันดีให้กับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นอันเสร็จสิ้น
3. ลดความขัดแย้งในพื้นที่
หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็จะได้มีการไกล่เกลี่ย ที่ศูนย์ไก่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนของแต่ละชุมชน วความสงบเรียบร้อยของชุมชนนั้น ก็มั่นคงขึ้น
ลดปัญหาความขัดแย้ง และลดมุมมองความคิดที่จะนำไปสู่ความแตกแยกทางสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชน น้องลง ซึ่งบางครั้งอาจลามไปสู่ ความขัดแย้งที่ใหญ่โตได้ มิติของการเมืองท้องถิ่น หากนำมาซึ่งวิสัยทัศน์ที่ดีจะเป็นเครื่องมือที่ดี ที่จะนำพาประชาชนให้เกิดความสามัคคีได้อย่างยั่งยืนและถาวรด้วยความรักในถิ่นฐานกำเนิดของตนเอง
4. เพิ่มความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐ
ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะได้มีการปฏิสัมพันธ์หรือมีการบูรณาการกับภาคประชาชนให้เกิดความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประชาชน มากกว่าการที่จะมองเรื่องของผลประโยชน์อื่นๆที่แฝงมาในรูปแบบของเกมส์ทางการเมือง เราควรสร้างความจริงใจและมิตรภาพที่ดีต่อประชาชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของภาครัฐกับเอกชน จะเห็นว่ารัฐบาลและท้องถิ่น เป็นที่พึ่งให้จริง ไม่ทอดทิ้งประชาชนเกิดความไว้วางใจพึ่งได้จริงๆ ส่งผลให้มีความร่วมมือ การประสานงานของภาครัฐด้านอื่น ๆ ง่ายขึ้น เช่น โครงการพัฒนาต่าง ๆ
5. ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
คดีที่ไม่เข้าสู่ศาล หมายถึงรัฐไม่ต้องใช้ทรัพยากรศาล อัยการ ตำรวจจำนวนมาก ลดค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการดำเนินการเรื่องการทำสำนวนคดีค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการเบิกเบี้ยเลี้ยงการเดินเผชิญสื่อต่างๆก็ถือว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณ ในเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการทำสำนวนการจ่ายเบี้ยเลี้ยงการลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนและอื่นๆที่ต้องดำเนินการ และหากเป็นคดีเล็กน้อยก็ไม่อยากให้มีการจับกุมคุมขังถ้าสามารถไกล่เกลี่ยได้ก็จะเกิดประโยชน์ตอบการลดการลดจำนวนผู้คุมขัง เช่น การคุมขังคนที่ทำผิดเพราะปัญหาข้อพิพาทเล็ก ๆ น้อยๆ
6. สร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ก
การตั้งศูนย์ตไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน้ องอาศัยคนในชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ครู พระ หรือคนที่ประชาชนเคให้ความารพ → ทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของตัวเอง
7. เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย
ศูนย์สามารถเก็บข้อมูลประเภทข้อพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น หนี้สิน ที่ดิน ครอบครัว
→ หน่วยงานรัฐสามารถนำข้อมูลไปวางนโยบายเชิงป้องกันต่อไป
#สรุป
ประโยชน์ที่จะตอบสนองกลับ เมื่อจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ดังนี้
>ประชาชนได้: ความยุติธรรมที่ใกล้ตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดความเครียดและลดความขัดแย้ง เพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นสำคัญที่สุดเรื่องการลดค่าใช้จ่ายเพราะก็รู้อยู่แล้วว่าประชาชนต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีถ้าเป็นคดีเพียงเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟ้องที่ศาลให้เสียเวลาให้เสียเงินเสียทองเราสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการเก็บเกี่ยวข้อพิพาทภาคประชาชนโดยผู้ไกล่เกลี่ยนั้นจะเป็นการสมานฉันท์ระหว่างคู่กรณีให้มีความเข้าใจและสามารถที่จะกลับสู่มิตรภาพอันดีในระหว่างคู่กรณีได้อย่างถาวร วัตถุประสงค์ของการเกิดแก่คือเราไม่เน้นเรื่องของการแพ้ชนะแต่เราเรื่องของความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก ที่สำคัญที่สุดก็คือหาคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงและเข้าใจในรายละเอียดข้อตกลงแล้วมีความพึงพอใจมิตรภาพก็จะเกิดขึ้นครับ
> หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่นได้: ลดภาระงาน เสริมบทบาทท้องถิ่น เพิ่มความไว้วางใจ และใช้เป็นฐานข้อมูลพัฒนานโยบาย สำคัญที่สุดบุคคลที่สามารถนำพามิตรภาพและความสมานฉันท์ในท้องถิ่นได้บุคคลคนนั้นก็จะเป็นที่รักใคร่ของประชาชนผมเชื่อได้ว่าการสร้างมิตรภาพการสร้างพลังแห่งความรักสามารถทำให้คุณเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนได้ไม่ว่าองค์กรหรือหน่วยงานใดก็ตามที่มีการบูรณาการเรื่องการไกล่เกลี่ยจะเกิดผลดีทั้งนักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติรวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนครับ
02/09/2025
#ลัทธิมนุษยนิยมHumanism
"มนุษย์เกิดขึ้นมาจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ดำรงชีวิตอยู่เอง โดยปราศจากอำนาจหรือสิ่งเร้นลับใด ๆ ในการช่วยเหลือ”
สะท้อนแนวคิดทางปรัชญาการเมืองและปรัชญามนุษย์ที่ปฏิเสธการพึ่งพา สิ่งเหนือธรรมชาติ หรือ อำนาจภายนอก และมุ่งไปที่การพึ่งพา “เหตุผล” และ “ความสามารถของมนุษย์เอง”
1. ลัทธิมนุษยนิยม (Humanism) – ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
นักคิดอย่าง พิโค เดลลา มิรันโดลา (Pico della Mirandola) ใน Oration on the Dignity of Man เชื่อว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีและเสรีภาพที่จะกำหนดตนเอง ไม่ต้องรอพึ่งพิงพระเจ้าอย่างเบ็ดเสร็จ
เขาเชื่อว่า คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถใช้เหตุผลและการกระทำ มากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2. โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) – Leviathan
ฮอบส์มองว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาติ (state of nature) ต้องพึ่งพากำลังและสติปัญญาของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด “ชีวิตมนุษย์ตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่โดดเดี่ยว ยากจน โหดร้าย และสั้น”
แม้สุดท้ายฮอบส์เสนอว่ามนุษย์ต้องสร้างรัฐ (Leviathan) เพื่อความปลอดภัย แต่ในแก่นแท้ เขายืนยันว่า มนุษย์ต้องพึ่งตัวเองก่อน ไม่มี “พลังลี้ลับ” มาช่วยคุ้มครอง
3. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) – มนุษย์ในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์
มาร์กซ์มีคำพูดสำคัญว่า: “มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์ของตนเอง” (Man makes his own history)
เขาปฏิเสธการพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติ และเชื่อว่าโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และแรงงานของมนุษย์คือสิ่งที่กำหนดชีวิตจริง
แนวคิด “ต้องพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่สิ่งเร้นลับ” จึงสอดคล้องกับลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism)
4. ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) – อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซาร์ตร์ย้ำว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ”
> ไม่มีพระเจ้าหรือสิ่งเร้นลับใด ๆ มากำหนดชะตา → มนุษย์ต้องเลือกและรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของตนเอง
> การอยู่รอดและความหมายชีวิตขึ้นกับ การกระทำของมนุษย์เอง ไม่ใช่การพึ่งพาอำนาจภายนอก
5. สายพุทธปรัชญา – วิถีไทย
คำสอนในพระพุทธศาสนา เช่น อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ (“ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”) มนุษย์ต้องพึ่งตนเองด้วยการฝึกจิตและปัญญา ไม่ใช่รอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
คล้ายกับซาร์ตร์และมาร์กซ์ ตรงที่เน้นการกระทำของมนุษย์เอง มากกว่าการยึดติดสิ่งเร้นลับ อำนาจอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้
#การเปรียบเทียบสั้น ๆ
นักปรัชญา/จุดร่วมกับข้อความนี้
> Humanists (Pico) /ศักดิ์ศรีและพลังของมนุษย์อยู่ที่ตัวเอง ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ
> Hobbes /มนุษย์ต้องพึ่งกำลังตนเองในสภาพธรรมชาติ
> Marx /มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์ด้วยมือของตนเอง ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
> Sartre /มนุษย์ถูกบังคับให้มีเสรีภาพ ต้องเลือกและรับผิดชอบเอง
> พุทธปรัชญา /ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งพาปัญญามากกว่าสิ่งลี้ลับ
#สรุป
ข้อความนี้สะท้อน แก่นร่วม ของหลายปรัชญา ถ้าเน้นด้านสังคมและการเมือง → ใกล้เคียง มาร์กซ์ และ ฮอบส์ ถ้าเน้นเสรีภาพและการดำรงอยู่ → ใกล้เคียง ซาร์ตร์ ถ้าเน้นจิตวิญญาณและวิถีตะวันออก → สอดคล้องกับ พระพุทธศาสนา
#การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ 3 เส้า (มาร์กซ์ – ซาร์ตร์ – พุทธ) โดยเน้นให้เห็น จุดร่วม-จุดต่าง และเชื่อมโยงกับ “คุณค่า” และ “วัฒนธรรมไทย” เพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นระบบครับ
1. มาร์กซ์ (Marx)
> หัวใจความคิด : วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism) → โครงสร้างเศรษฐกิจ/การผลิตเป็นตัวกำหนดสังคมและความคิด
> คุณค่าที่เน้น : ความเสมอภาค ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การปลดปล่อยแรงงานจากการกดขี่
> ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างส่วนบน” ที่สะท้อนเศรษฐกิจและการเมือง → ถ้าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ต้องเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจ
เป้าหมาย : การปฏิวัติสังคม → สังคมไร้ชนชั้น
2. ซาร์ตร์ (Sartre)
> หัวใจความคิด : อัตถิภาวนิยม (Existentialism) → “การมีอยู่มาก่อนแก่นสาร” (existence precedes essence)
> คุณค่าที่เน้น : เสรีภาพ ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม ความจริงแท้ของชีวิต (authenticity)
> ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมเกิดจากการสร้างความหมายด้วยตนเองของมนุษย์ → ไม่มีสิ่งใดกำหนดตายตัว (ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่โครงสร้าง)
> เป้าหมาย : มนุษย์เลือกสร้างความหมายชีวิตเองในโลกที่ไร้ความหมายโดยเนื้อแท้
3. พุทธ
>หัวใจความคิด : อนัตตา – อนิจจัง – ทุกข์ → ไม่มีตัวตนถาวร ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง และความยึดติดคือรากเหง้าของทุกข์
>คุณค่าที่เน้น : ความพอเพียง ความกรุณา ความหลุดพ้นจากตัณหา → การดับทุกข์เป็นเป้าหมายสูงสุด
>ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมที่ดีคือสิ่งที่ช่วยให้คน “ลดอัตตา” มีเมตตา และอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน → ไม่ใช่แข่งขันหรือยึดถือวัตถุ
>เป้าหมาย : นิพพาน (การดับทุกข์) หรืออย่างน้อยคือการอยู่ร่วมในสังคมอย่างสมดุลและมีศีลธรรม
#การเปรียบเทียบ 3 เส้า
มิติ=มาร์กซ์/ซาร์ตร์/พุทธ
> มองมนุษย์ /มนุษย์เป็นผลผลิตของโครงสร้างเศรษฐกิจและชนชั้น/มนุษย์คือเสรีภาพ ต้องสร้างตัวเอง/มนุษย์ไม่มีแก่นสารถาวร (อนัตตา)
> สาเหตุแห่งปัญหา/การเอารัดเอาเปรียบในระบบทุน /การปฏิเสธเสรีภาพของตนเอง (bad faith)/อวิชชาและตัณหา
> ทางออก/การปฏิวัติ เปลี่ยนโครงสร้างสังคม/การเลือกอย่างเสรีและรับผิดชอบ /การดับตัณหา ฝึกสติ สมาธิ ปัญญา
> เป้าหมายสูงสุด สังคมไร้ชนชั้น ความจริงแท้และเสรีภาพของปัจเจก นิพพาน/ความหลุดพ้น
> บทบาทวัฒนธรรม/วัฒนธรรมสะท้อนเศรษฐกิจ/วัฒนธรรมคือสิ่งที่มนุษย์สร้างความหมาย/วัฒนธรรมคือสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงศีลธรรมและสมดุล
#จุดร่วม
> การปฏิเสธสิ่งกำหนดตายตัว
มาร์กซ์: ปฏิเสธ “ชนชั้น” ว่าต้องคงอยู่ตลอดไป
ซาร์ตร์: ปฏิเสธ “แก่นสารตายตัว” ของมนุษย์
พุทธ: ปฏิเสธ “อัตตา” ว่ามีตัวตนถาวร
> การเน้น “การเปลี่ยนแปลง”
มาร์กซ์: เปลี่ยนสังคมด้วยการปฏิวัติ
ซาร์ตร์: เปลี่ยนชีวิตด้วยการเลือก
พุทธ: เปลี่ยนตนเองด้วยการดับตัณหา
#จุดต่าง
> ระดับการมองปัญหา
มาร์กซ์ = โครงสร้างภายนอก (เศรษฐกิจ การเมือง)
ซาร์ตร์ = ปัจเจกและการเลือก
พุทธ = ภายในจิตใจและปัญญา
> เป้าหมาย
มาร์กซ์ = สังคมยุติธรรม
ซาร์ตร์ = มนุษย์เสรีที่รับผิดชอบ
พุทธ = ความพ้นทุกข์
#การประยุกต์กับ “วัฒนธรรมไทย”
> มาร์กซ์ → ใช้อธิบายโครงสร้างอำนาจและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย → จุดแข็งคือช่วยชี้ให้เห็นความไม่ยุติธรรม
> ซาร์ตร์ → สอดคล้องกับค่านิยม “การเลือกของคนรุ่นใหม่” ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ที่ไม่อยากถูกกำหนดโดยประเพณีเก่า
> พุทธ → รากฐานวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว → เน้น “เมตตา, พอเพียง, ลดอัตตา” → อาจช่วยประสานรอยร้าวทางสังคม
#ดังนั้น หากมองเป็น “สามเหลี่ยมความคิด”
มาร์กซ์; ให้เครื่องมือเข้าใจโครงสร้างสังคม
ซาร์ตร์ ; ให้ความหมายแก่เสรีภาพของปัจเจก
พุทธ; ให้เส้นทางสู่ความสงบและสมดุลภายใน
เมื่อเราอยู่ร่วมกัน เราอาจได้แนวทางวัฒนธรรมที่ “ยุติธรรม – เสรี – สมดุล” ซึ่งเหมาะกับการพัฒนาสังคมไทยที่ต้องการทั้งความเท่าเทียม เสรีภาพ และความสงบทางใจ ละหมาดซึ่งความผาสุข ครับ...
02/09/2025
#วันนี้ผมมีตัวอย่างประโยคเปรียบเทียบ คือประโยคที่ว่า “ประกายไฟที่ยังไม่เจอเชื้อเพลิงที่เหมาะสมเพื่อรอวันลุกโชนขึ้นมาอย่างโชติช่วง” หากโยงเข้ากับแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) จะสามารถตีความได้ลึกซึ้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้ครับ
#การวิเคราะห์เชิงมาร์กซิสต์
1. ประกายไฟ (Spark) = ความไม่พอใจของชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ(กรรมกร)
มาร์กซ์มองว่าในระบบทุนนิยมมีการกดขี่ชนชั้นแรงงาน (Proletariat) โดยชนชั้นนายทุน (Bourgeoisie)
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ความไม่พอใจ ความโกรธแค้น และความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบก็คือ "ประกายไฟ" ที่มีอยู่แล้วในสังคม
อย่างไรก็ตาม "ประกายไฟ" เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้ จึงจำเป็นจะต้องมี......ตัวชนวน
2. เชื้อเพลิง (Fuel) = เงื่อนไขทางสังคมและการเมืองที่เหมาะสม
ประกายไฟต้องอาศัย "เชื้อเพลิง" เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นไฟลุกโชน ในมุมของมาร์กซ์ เชื้อเพลิงนี้คือ การตระหนักรู้ทางชนชั้น (Class Consciousness): ชนชั้นแรงงานต้องรู้ตัวว่าถูกกดขี่
การรวมตัวกัน (Collective Action): การจัดตั้งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง หรือขบวนการปฏิวัติ
วิกฤตทุนนิยม (Capitalist Crisis): เมื่อระบบทุนนิยมเข้าสู่ความขัดแย้งภายใน เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงานสูง ราคาสินค้าแพง เมื่อประกายไฟของความไม่พอใจความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมแสงหมายด้วยความโกรธในการที่ถูกอารักเอาเปรียบมาเจอเชื้อเพลิงเหล่านี้ จึงเกิดการลุกไหม้เป็น "การปฏิวัติ"
3. ไฟลุกโชน (Revolutionary Flame) = การปฏิวัติสังคม
มาร์กซ์เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเงื่อนไขสุกงอม (เหมือนเชื้อเพลิงที่สะสมไว้) การปฏิวัติชนชั้นแรงงานก็จะเกิดขึ้น ไฟที่ลุกโชน หมายถึงการโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้าง สังคมนิยม จึงนำไปสู่ ระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความต้องการล้มล้างระบบทุนนิยม
#ในระบอบที่มาร์กซ์พูดถึง
คำเปรียบเปรยนี้สัมพันธ์กับ “ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical Materialism) ของมาร์กซ์โดยตรง
-สังคมทุกยุคมีความขัดแย้งระหว่างผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่
-ความขัดแย้งนี้คือ “ประกายไฟ” ที่มีอยู่ตลอด
-ระบอบทุนนิยมคือระบบที่สะสมเชื้อเพลิงไว้มากที่สุด เพราะมันขยายการผลิต ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตซ้ำซาก
วันหนึ่งเมื่อ “ประกายไฟ” แห่งความไม่พอใจได้เจอกับ “เชื้อเพลิง” จากวิกฤตและการรวมตัวของชนชั้นแรงงาน ไฟแห่งการปฏิวัติจะลุกโชนขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อประกายไฟมาเจอกับเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกโชนเกิดการปฏิวัติต่อต้านระบบทุนนิยมทฤษฎีของมาร์คได้สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ มันจะถูกหยิบยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อชนชั้นกรรมาชีพหรือชนชั้นแรงงานมองว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบหรือถูกกลุ่มนายทุนกดขี่สร้างความไม่พอใจแนวคิดนี้ได้ขยายไปอย่างรวดเร็วนั้นคือ แนวคิดมาร์กซิส
#สรุป
ดังนั้น คำพูดนี้หากอธิบายตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ก็คือ ความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ในใจชนชั้นแรงงาน (ประกายไฟ) จะยังไม่กลายเป็นการปฏิวัติ จนกว่าจะเจอเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหมาะสม (เชื้อเพลิง) เมื่อถึงเวลานั้น ไฟแห่งการปฏิวัติ (ลุกโชน) จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นแนวความคิดของตัวผมเองนะครับ ซึ่งมองว่าอะไรก็ตามถ้าถูกสะสมไว้มากๆมันก็จะทำให้ทะลักหรือล้นออกมา โดยเฉพาะความไม่พอใจที่เก็บไว้จนอัดอั้นก็เปรียบเสมือนประกายไฟในดวงใจนั่นเอง ซึ่งเป็นความเก็บกดและความรู้สึกภายในไม่สามารถที่มีผู้ใดอยากรู้ได้จึงเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำจะต้องตระหนักรู้ในความรู้สึกของประชาชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขในการปกครองให้ดีขึ้นต่อไป
เทียบเทียบโดยอาจารย์ ดร.คมกฤษ แสนกุล
Karl Marx
28/08/2025
#การผูกขาดพลังงานในประเทศไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจ – การเมือง – ผลประโยชน์ ของประเทศ
วิเคราะห์ปัญหาการผูกขาดพลังงานในประเทศไทย
1. โครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซไทย
>บริษัทน้ำมันรายใหญ่และโรงกลั่นถูกควบคุมโดย กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับการเมืองและชนชั้นนำ
>ตลาดน้ำมันไทยไม่ใช่ ตลาดเสรีเต็มรูปแบบ แต่เป็นตลาดที่มีกลุ่มทุนไม่กี่รายครองกิจการต้นน้ำ (สำรวจ-ขุดเจาะ), กลางน้ำ (โรงกลั่น), และปลายน้ำ (ปั๊มน้ำมัน)
>ราคาน้ำมันจึงถูกกำหนดด้วยกลไกกึ่งผูกขาด ไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงของคนไทย
2. โครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมัน
>ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่ายสูงขึ้นเพราะมี ภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
>กลไกกองทุนนี้ถูกอ้างเพื่อ “พยุงราคา” และ “รักษาเสถียรภาพ” แต่ในความจริงมักใช้เพื่อประโยชน์กลุ่มทุนและรัฐ มากกว่าผู้บริโภค
3. ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือก (ไบโอดีเซล / เอทานอล)
>การผลิตไบโอดีเซลต้องใช้ ปาล์มน้ำมัน, มันสำปะหลัง, อ้อย → ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ราคาผันผวน
>ต้นทุนการผลิตสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล (เพราะมีการนำเข้าน้ำมันดิบราคาต่ำกว่าบางช่วง)
>การผลักดันจริง ๆ ยังถูกขัดขวางโดยกลุ่มทุนที่ได้ผลประโยชน์จากน้ำมันฟอสซิล เพราะหากพลังงานทางเลือกเติบโตมากไป อาจกระทบกำไรจากธุรกิจเดิม
4. การเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานมักมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ กลุ่มทุนพลังงาน
ทำให้กฎหมายและนโยบายเอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของทุนมากกว่าผู้บริโภค
#แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. ปฏิรูประบบพลังงานและการกำกับดูแล
>สร้าง องค์กรอิสระด้านพลังงาน ที่โปร่งใส ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง
>เปิดเผยโครงสร้างต้นทุน ราคาน้ำมัน และกลไกกองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน
2. ส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง
> สนับสนุน ไบโอดีเซล, เอทานอล, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังงานชีวมวล
>ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และกระจายโอกาสให้ชุมชนหรือเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมผลิตพลังงานได้เอง
3. กระจายการถือครองธุรกิจพลังงาน
>แยกการผูกขาดต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
>เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนเข้ามาแข่งขันได้ (เช่น สหกรณ์พลังงานท้องถิ่น)
4. ปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมัน
>ทำให้ระบบโปร่งใส มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนจริง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือหารายได้ของรัฐ
>ปรับการอุดหนุนให้เหมาะสม เช่น อุดหนุนพลังงานสะอาดมากกว่าน้ำมันฟอสซิล
5. ใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
>หากลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์หรือชีวมวลมากขึ้น จะลดภาระการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ
>ทำให้ราคาพลังงานเสถียรขึ้น ไม่ผูกติดกับราคาน้ำมันโลกมากเกินไป
#สรุป
ปัญหาน้ำมันแพงและการผูกขาดพลังงานในไทย ไม่ใช่แค่เรื่อง “เทคนิคการผลิต” แต่เป็นเรื่อง โครงสร้างเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางการเมือง
หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เปิดให้ชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วม และไม่ทำให้ระบบโปร่งใส การแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงจะไม่มีวันสำเร็จ
>ถ้าเรามองปัญหาพลังงานไทยในกรอบ เศรษฐกิจการเมือง (Political Economy) จะเห็นว่าปัญหามันไม่ใช่เรื่อง “ต้นทุนการผลิต” อย่างเดียว แต่คือ โครงสร้างผลประโยชน์ ที่เชื่อมโยงกันระหว่าง ทุนใหญ่–รัฐ–ชนชั้นการเมือง
#วิเคราะห์โครงสร้างผลประโยชน์ "ทุนพลังงาน – การเมือง"
1. ทุนพลังงานครองอำนาจตลาด
>บริษัทพลังงานใหญ่ในไทยมีบทบาททั้ง ต้นน้ำ (ขุดเจาะ/สำรวจ), กลางน้ำ (โรงกลั่น), และปลายน้ำ (ค้าปลีก/ปั๊ม) → ทำให้เกิด vertical integration
>เมื่อทุนกลุ่มเดียวคุมทั้งห่วงโซ่ → ตลาดจึง กึ่งผูกขาด (Oligopoly)
ส่งผลให้ราคาถูกกำหนดได้ แม้ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง
2. ทุนพลังงานกับการเมือง
>บริษัทพลังงานและเครือข่ายทุนมักเป็น ผู้สนับสนุนทางการเงินให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง
>เมื่อมีการเลือกตั้ง → ทุนจ่ายเงินสนับสนุน / เมื่อพรรคขึ้นเป็นรัฐบาล → กำหนดนโยบายเอื้อให้ทุน เช่น การตั้ง โควต้าไบโอดีเซล/เอทานอล, การกำหนดอัตราภาษี, หรือการใช้ กองทุนน้ำมัน พยุงราคาในลักษณะที่ทำให้ธุรกิจเดิมไม่เสียผลประโยชน์
3. กลไกนโยบายที่กลายเป็นเครื่องมือผลประโยชน์
> กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถูกอ้างว่าเพื่อ “รักษาเสถียรภาพราคา” แต่จริง ๆ มักใช้เพื่ออุดหนุนบางกลุ่มเชื้อเพลิงที่บริษัทใหญ่ได้ประโยชน์
> ภาษีพลังงาน กลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของรัฐ → ทำให้รัฐไม่อยากผลักดันพลังงานทางเลือกแรงเกินไป เพราะจะสูญเสียรายได้
> กฎหมายพลังงาน ส่วนใหญ่ถูกออกแบบโดยผู้ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน ทำให้ยากที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือชุมชนเข้ามาแข่งขัน
4. เหตุที่พลังงานทางเลือกไม่เติบโต
>การลงทุนใน โซลาร์เซลล์, ลม, ชีวมวล, ไบโอดีเซล ต้องการนโยบายสนับสนุนระยะยาว แต่รัฐไทยออกนโยบายไม่ต่อเนื่องและมักปรับตามแรงกดดันจากทุนใหญ่
>เมื่อมีการผลักดันโครงการพลังงานหมุนเวียน ก็จำกัดให้ บริษัทใหญ่ ได้สัมปทานหรือใบอนุญาต ไม่ใช่ให้เกษตรกรหรือสหกรณ์ท้องถิ่น
>พลังงานทางเลือกถูกวางไว้เป็น “เสริม” ไม่ใช่ “ทางเลือกแท้จริง” เพราะหากเติบโตมากเกินไป จะกระทบฐานกำไรของธุรกิจน้ำมัน-ก๊าซที่กลุ่มทุนเดิมครอบครอง
5. โครงสร้างแบบ “ทุน–รัฐ–การเมือง”
>เราจะเห็นภาพ “สามเหลี่ยมผลประโยชน์” :
>ทุนพลังงาน ได้ผลกำไร → สนับสนุนทางการเงินแก่การเมือง
>นักการเมือง/รัฐ ได้ทุนสนับสนุน → แลกกับการออกนโยบายเอื้อทุน
>ประชาชน เป็นผู้แบกรับ → ราคาน้ำมันสูง, ขาดพลังงานทางเลือกจริงจัง
#แนวทางปฏิรูปเชิงเศรษฐกิจการเมือง
1. สร้างกลไกตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน
> ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมัน, สัญญาสัมปทาน, การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน
> ลดอิทธิพลทุนต่อการเมือง ด้วยการจำกัดเงินบริจาคทางการเมืองจากบริษัทพลังงาน
2. กระจายการผลิตพลังงานไปสู่ชุมชน
> ส่งเสริม สหกรณ์พลังงาน ให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและแปรรูปเป็นไบโอดีเซลใช้เอง
>สนับสนุนโซลาร์เซลล์ครัวเรือนแบบ “net metering” (ขายไฟกลับเข้าระบบได้จริง)
3. แยกอำนาจผูกขาดพลังงาน
ปรับโครงสร้างกิจการพลังงาน ไม่ให้ทุนกลุ่มเดียวครองตั้งแต่ต้นน้ำ–ปลายน้ำ
เปิดเสรีจริง ๆ ให้มีผู้เล่นหลายราย
#สรุปในมุม Political Economy
>พลังงานในไทยถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการเมือง → ทำให้เกิดระบบที่รักษาผลประโยชน์ของกลุ่มเล็ก ๆ แทนที่จะกระจายไปสู่สังคม
>พลังงานทางเลือกไม่เติบโต เพราะจะทำลายฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของกลุ่มทุน
>การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการ ปฏิรูปโครงสร้างผลประโยชน์ ระหว่างรัฐ–ทุน–การเมือง