อาจารย์ ดร.คมกฤษ แสนกุล

อาจารย์ ดร.คมกฤษ แสนกุล

แชร์

เงิน ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาสังคมที่รัฐควรดำเนินดารแก้ไข

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน 28/09/2025

#การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ซึ่งเกิดประโยชน์กับประชาชนมากควรฟังและศึกษารายละเอียดให้เข้าใจ ในบางกรณีที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นในชุมชนหรือที่ไหนก็แล้วแต่ไม่จำเป็นจะต้องประจบที่ศาลอย่างเดียวเราสามารถทำข้อตกลงโดยการเข้าไป เข้าไปใช้บริการศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่ใกล้เคียง ณ ปัจจุบันนี้ ก็จะมีบ้างตามสถานีตำรวจทั่วไปแต่ต่อไปในอนาคตนโยบายของกระทรวงยุติธรรมจะจัดให้มีศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนทุกท้องถิ่นเริ่มต้นที่ อบต.เทศบาลและอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้บริการไม่จำเป็นต้องเดินทางไปศาลและต้องมีค่าใช้จ่ายพอสมควรคดีเล็กน้อยสามารถจดได้ที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนครับ

ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

Photos from อาจารย์ ดร.คมกฤษ แสนกุล's post 28/09/2025

#การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน
เป็นคำถามที่ได้ยินมาบ้างพอสมควรเกี่ยวกับการจัดตั้ง"ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน" ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐยังไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ เกี่ยวกับผู้ไกล่เกลี่ยและการตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน” ว่ามีไว้ทำไม และจะช่วยอะไรได้จริงหรือไม่ จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานในท้องถิ่นหรือไม่ซึ่งก็จะเป็นคำถามที่มักได้ยินมาพอสมควร
ดังนั้นผมจะขอ จำแนกประโยชน์อย่างละเอียด แยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1. ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
2. ประโยชน์ที่หน่วยงานภาครัฐ/ท้องถิ่นได้รับ
#ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
1. เข้าถึงความยุติธรรมง่ายขึ้น
ไม่ต้องเดินทางไปศาลจังหวัดที่อาจอยู่ไกล เพราะศูนย์ตั้งอไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนตั้งอยู่ใน อบต./เทศบาล ใกล้บ้าน ประชาชนรู้สึกว่า “ความยุติธรรมอยู่แค่เอื้อมมือ”และในแต่ละศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเราจะมีคณะกรรมการและคณะทำงานที่เข้าเวรประจำอยู่และแต่ละศูนย์จะมีผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ไกล่เกลี่ยประจำศูนย์อยู่แล้วนอกจากจะมีการไกล่เกลี่ยเรายังสามารถให้คำปรึกษาในเรื่องของคดีและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา
ไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างทนายความ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล (ที่แม้บางกรณีจะไม่แพง แต่ก็เป็นภาระสำหรับคนจน) ขอให้เราเดินทางมาที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆเราจะมีคณะทำงานหรือผู้ไกล่เกลี่ยอำนวยความสะดวกและขจัดปัญหาข้อขัดแย้งให้กับประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียวซึ่งจะสร้างความสะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่ายแต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องยินยอมพร้อมใจกันที่จะไกล่เกลี่ยหาคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ยก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้
หรือข้อพิพาทที่อาจยืดเยื้อในศาลนานหลายเดือน/ปี แต่เราอาจจะสามารถยุติความขัดแย้งนั้นได้ได้ภายในไม่กี่วัน หากเราเชื่อมั่นในศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในท้องถิ่นของท่าน
3. ลดความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์
การไกล่เกลี่ยไม่มีวัตถุประสงค์ในเรื่องของการแพ้หรือชนะ แต่จะเป็นการหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ คนที่เคยขัดแย้งกันยังสามารถอยู่ร่วมกันต่อไปได้ เช่น เพื่อนบ้าน ญาติ พี่น้อง เสร็จสิ้นการไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายพอใจจับมือกันถือว่าเป็นอันสิ้นสุดไม่ติดใจเอาความก็จะได้ทำการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดมิตรภาพความรักความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่นยังดำเนินไปเหมือนเดิม
วัตถุประสงค์ของการไกล่เกลี่ยไม่เน้นผลของการแพ้หรือชนะกระบวนการไกล่เกลี่ยเรามุ่งเน้นที่จะให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจในผลของการไกล่เกลี่ยและบันทึกเป็นข้อตกลงทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจกลับสู่สถานะของความเป็นญาติมิตรเพื่อให้เกิดความสามัคคีนั่นแฟนในแต่ละท้องถิ่นไม่เน้นแพ้ชนะไม่เน้นให้ใครเป็นผู้ผิดหรือถูกโดยเรายึดหลักการให้อภัยให้เกิดความพอใจผิดยอมรับผิดอาจจะมีการเสียค่าสินไหมเล็กๆน้อยๆไม่ดีมากเกินไปแต่ก็อยู่ในหลักการของความพอใจทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นการสัมฤทธิ์ผลแล้ว
หาคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจในผลของการไกล่เกลี่ยก็ไม่ตัดสิทธิ์ที่ท่านจะยื่นฟ้องต่อศาลหรือดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปได้
4. ได้รับความเป็นธรรมแบบไม่เหลื่อมล้ำ
คนจน คนไม่มีความรู้กฎหมาย คนชายขอบ เข้าถึงการคุ้มครองสิทธิได้เท่าเทียมกับคนมีเงิน ช่วยให้ประชาชนทุกระดับรู้สึกว่าได้รับการปกป้องเท่าเทียม ในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนแต่ละท้องถิ่นนั้นจะไม่มีความเหลื่อมล้ำจะไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษแต่จะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ใครผิดก็ยอมรับผิดและรับผิดชอบในส่วนที่อีกฝ่ายยอมรับได้ ไม่เป็นคดีความไม่เสียประวัติยังสามารถอยู่ในสังคมได้ตามปกติ ยังสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขอย่างญาติมิตร การให้เกียรติซึ่งกันและกันดังในสังคมการให้อภัยกันและกันในสังคม ถือเป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งในสังคมท้องถิ่นนั้นๆ แน่นอนการไกล่เกลี่ยจะไม่เกิดขึ้นหาคู่กรณีบางคนอยู่กับทิฐิความหญิงทนงไม่สามารถให้อภัยใครได้หรือแพ้ใครไม่เป็นคนไม่ยอมคนเหล่านี้ไกล่เกลี่ยไปก็ไร้ผล ในที่สุดคนแบบนี้ก็จะอยู่ในสังคมลำบาก การอยู่ร่วมกันในแต่ละสังคมจะต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพากันและกันครับ
5. เสริมความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและสิทธิของตนเอง
ระหว่างการไกล่เกลี่ย ประชาชนจะได้รับคำแนะนำความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และวิธีแก้ปัญหา นโยบายของกรมคุ้มครองสิทธิ์ กระทรวงยุติธรรม ก็ได้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายกรณีพิพาทกระบวนการไกล่เกลี่ยให้ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นได้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนในแต่ละท้องถิ่นซึ่งประชาชนสามารถสอบถามและศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิ์กระทรวงยุติธรรม
6. ช่วยลดปัญหาความเครียดและความรุนแรง
เมื่อข้อพิพาทไม่บานปลาย จะลดความเครียดทางจิตใจ และป้องกันการใช้ความรุนแรง เช่น ต่อยตีกัน ยิงกัน หรือฟ้องร้องกันเพื่ออยากเอาชนะกัน จนกลายเป็นศัตรูกันถาวร

#ประโยชน์ที่หน่วยงานภาครัฐ/ท้องถิ่นได้รับ
1. ลดภาระงานของศาลและหน่วยงานยุติธรรม
คดีเล็กน้อยจำนวนมาก เช่น หนี้ยืมเงิน รั้วบ้าน เสียงรบกวน ไม่ต้องขึ้นศาล
ทำให้ศาลและตำรวจมีเวลาไปจัดการคดีใหญ่ที่สำคัญกว่า เช่นเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและคดีอื่นๆ ที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชา
2. เสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล)
ทำให้ท้องถิ่นไม่ได้ดูแลแค่ถนน น้ำ ไฟ แต่ยังเป็น “ศูนย์กลางความยุติธรรม” ของประชาชน ยกระดับภาพลักษณ์ของนายก/ผู้บริหารท้องถิ่นว่าใส่ใจและห่วงใยประชาชนจริง สร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีต่อประชาชนเพราะในแต่ละพื้นที่เราจะมีผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งผ่านการอบรมและมีความรู้ความสามารถเป็นผู้ระงับข้อพิพาทที่ศูนย์จะเกี่ยวภาคประชาชนในแต่ละแห่งต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมคุ้มครองสิทธิ์ของกระทรวงยุติธรรมจึงจะมีสิทธิเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้ ท้องถิ่นจะเป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกให้สถานที่และจะเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของการไกล่เกลี่ยให้กับประชาชนทราบการไกล่เกลี่ยเป็นการเน้นในเรื่องของความพึงพอใจไม่ต้องการผลของการแพ้หรือชนะแต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องเกิดความพึงพอใจจึงจะถือว่าเป็นการไกล่เกลี่ยที่สัมฤทธิ์ผล หากมีกรณีที่คู่กรณีไกล่เกลี่ยแล้วเกิดความไม่พึงพอใจในผลของการไกล่เกลี่ยก็ไม่ตัดสิทธิ์คู่กรณีที่จะยื่นฟ้องต่อศาลได้ ถ้าคู่กรณีไกล่เกลี่ยสำเร็จทางศูนย์ไกล่เกลี่ยก็จะได้บันทึกข้อตกลงร่วมกันคืนมิตรภาพอันดีให้กับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นอันเสร็จสิ้น
3. ลดความขัดแย้งในพื้นที่
หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็จะได้มีการไกล่เกลี่ย ที่ศูนย์ไก่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนของแต่ละชุมชน วความสงบเรียบร้อยของชุมชนนั้น ก็มั่นคงขึ้น
ลดปัญหาความขัดแย้ง และลดมุมมองความคิดที่จะนำไปสู่ความแตกแยกทางสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชน น้องลง ซึ่งบางครั้งอาจลามไปสู่ ความขัดแย้งที่ใหญ่โตได้ มิติของการเมืองท้องถิ่น หากนำมาซึ่งวิสัยทัศน์ที่ดีจะเป็นเครื่องมือที่ดี ที่จะนำพาประชาชนให้เกิดความสามัคคีได้อย่างยั่งยืนและถาวรด้วยความรักในถิ่นฐานกำเนิดของตนเอง
4. เพิ่มความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐ
ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะได้มีการปฏิสัมพันธ์หรือมีการบูรณาการกับภาคประชาชนให้เกิดความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประชาชน มากกว่าการที่จะมองเรื่องของผลประโยชน์อื่นๆที่แฝงมาในรูปแบบของเกมส์ทางการเมือง เราควรสร้างความจริงใจและมิตรภาพที่ดีต่อประชาชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของภาครัฐกับเอกชน จะเห็นว่ารัฐบาลและท้องถิ่น เป็นที่พึ่งให้จริง ไม่ทอดทิ้งประชาชนเกิดความไว้วางใจพึ่งได้จริงๆ ส่งผลให้มีความร่วมมือ การประสานงานของภาครัฐด้านอื่น ๆ ง่ายขึ้น เช่น โครงการพัฒนาต่าง ๆ
5. ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐในระยะยาว
คดีที่ไม่เข้าสู่ศาล หมายถึงรัฐไม่ต้องใช้ทรัพยากรศาล อัยการ ตำรวจจำนวนมาก ลดค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการดำเนินการเรื่องการทำสำนวนคดีค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการเบิกเบี้ยเลี้ยงการเดินเผชิญสื่อต่างๆก็ถือว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณ ในเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการทำสำนวนการจ่ายเบี้ยเลี้ยงการลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนและอื่นๆที่ต้องดำเนินการ และหากเป็นคดีเล็กน้อยก็ไม่อยากให้มีการจับกุมคุมขังถ้าสามารถไกล่เกลี่ยได้ก็จะเกิดประโยชน์ตอบการลดการลดจำนวนผู้คุมขัง เช่น การคุมขังคนที่ทำผิดเพราะปัญหาข้อพิพาทเล็ก ๆ น้อยๆ
6. สร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ก
การตั้งศูนย์ตไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน้ องอาศัยคนในชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ครู พระ หรือคนที่ประชาชนเคให้ความารพ → ทำให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของตัวเอง
7. เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย
ศูนย์สามารถเก็บข้อมูลประเภทข้อพิพาทที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น หนี้สิน ที่ดิน ครอบครัว
→ หน่วยงานรัฐสามารถนำข้อมูลไปวางนโยบายเชิงป้องกันต่อไป
#สรุป
ประโยชน์ที่จะตอบสนองกลับ เมื่อจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน ดังนี้
>ประชาชนได้: ความยุติธรรมที่ใกล้ตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดความเครียดและลดความขัดแย้ง เพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นสำคัญที่สุดเรื่องการลดค่าใช้จ่ายเพราะก็รู้อยู่แล้วว่าประชาชนต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีถ้าเป็นคดีเพียงเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปฟ้องที่ศาลให้เสียเวลาให้เสียเงินเสียทองเราสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการเก็บเกี่ยวข้อพิพาทภาคประชาชนโดยผู้ไกล่เกลี่ยนั้นจะเป็นการสมานฉันท์ระหว่างคู่กรณีให้มีความเข้าใจและสามารถที่จะกลับสู่มิตรภาพอันดีในระหว่างคู่กรณีได้อย่างถาวร วัตถุประสงค์ของการเกิดแก่คือเราไม่เน้นเรื่องของการแพ้ชนะแต่เราเรื่องของความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก ที่สำคัญที่สุดก็คือหาคู่กรณีทั้งสองฝ่ายตกลงและเข้าใจในรายละเอียดข้อตกลงแล้วมีความพึงพอใจมิตรภาพก็จะเกิดขึ้นครับ
> หน่วยงานรัฐ/ท้องถิ่นได้: ลดภาระงาน เสริมบทบาทท้องถิ่น เพิ่มความไว้วางใจ และใช้เป็นฐานข้อมูลพัฒนานโยบาย สำคัญที่สุดบุคคลที่สามารถนำพามิตรภาพและความสมานฉันท์ในท้องถิ่นได้บุคคลคนนั้นก็จะเป็นที่รักใคร่ของประชาชนผมเชื่อได้ว่าการสร้างมิตรภาพการสร้างพลังแห่งความรักสามารถทำให้คุณเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนได้ไม่ว่าองค์กรหรือหน่วยงานใดก็ตามที่มีการบูรณาการเรื่องการไกล่เกลี่ยจะเกิดผลดีทั้งนักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติรวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนครับ

02/09/2025

#ลัทธิมนุษยนิยมHumanism
"มนุษย์เกิดขึ้นมาจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ดำรงชีวิตอยู่เอง โดยปราศจากอำนาจหรือสิ่งเร้นลับใด ๆ ในการช่วยเหลือ”
สะท้อนแนวคิดทางปรัชญาการเมืองและปรัชญามนุษย์ที่ปฏิเสธการพึ่งพา สิ่งเหนือธรรมชาติ หรือ อำนาจภายนอก และมุ่งไปที่การพึ่งพา “เหตุผล” และ “ความสามารถของมนุษย์เอง”
1. ลัทธิมนุษยนิยม (Humanism) – ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
นักคิดอย่าง พิโค เดลลา มิรันโดลา (Pico della Mirandola) ใน Oration on the Dignity of Man เชื่อว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีและเสรีภาพที่จะกำหนดตนเอง ไม่ต้องรอพึ่งพิงพระเจ้าอย่างเบ็ดเสร็จ
เขาเชื่อว่า คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถใช้เหตุผลและการกระทำ มากกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
2. โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) – Leviathan
ฮอบส์มองว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาติ (state of nature) ต้องพึ่งพากำลังและสติปัญญาของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด “ชีวิตมนุษย์ตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่โดดเดี่ยว ยากจน โหดร้าย และสั้น”
แม้สุดท้ายฮอบส์เสนอว่ามนุษย์ต้องสร้างรัฐ (Leviathan) เพื่อความปลอดภัย แต่ในแก่นแท้ เขายืนยันว่า มนุษย์ต้องพึ่งตัวเองก่อน ไม่มี “พลังลี้ลับ” มาช่วยคุ้มครอง
3. คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) – มนุษย์ในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์
มาร์กซ์มีคำพูดสำคัญว่า: “มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์ของตนเอง” (Man makes his own history)
เขาปฏิเสธการพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติ และเชื่อว่าโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และแรงงานของมนุษย์คือสิ่งที่กำหนดชีวิตจริง
แนวคิด “ต้องพึ่งพาตนเอง ไม่ใช่สิ่งเร้นลับ” จึงสอดคล้องกับลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism)
4. ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) – อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซาร์ตร์ย้ำว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ”
> ไม่มีพระเจ้าหรือสิ่งเร้นลับใด ๆ มากำหนดชะตา → มนุษย์ต้องเลือกและรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของตนเอง
> การอยู่รอดและความหมายชีวิตขึ้นกับ การกระทำของมนุษย์เอง ไม่ใช่การพึ่งพาอำนาจภายนอก
5. สายพุทธปรัชญา – วิถีไทย
คำสอนในพระพุทธศาสนา เช่น อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ (“ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”) มนุษย์ต้องพึ่งตนเองด้วยการฝึกจิตและปัญญา ไม่ใช่รอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
คล้ายกับซาร์ตร์และมาร์กซ์ ตรงที่เน้นการกระทำของมนุษย์เอง มากกว่าการยึดติดสิ่งเร้นลับ อำนาจอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้
#การเปรียบเทียบสั้น ๆ
นักปรัชญา/จุดร่วมกับข้อความนี้
> Humanists (Pico) /ศักดิ์ศรีและพลังของมนุษย์อยู่ที่ตัวเอง ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ
> Hobbes /มนุษย์ต้องพึ่งกำลังตนเองในสภาพธรรมชาติ
> Marx /มนุษย์สร้างประวัติศาสตร์ด้วยมือของตนเอง ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
> Sartre /มนุษย์ถูกบังคับให้มีเสรีภาพ ต้องเลือกและรับผิดชอบเอง
> พุทธปรัชญา /ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งพาปัญญามากกว่าสิ่งลี้ลับ
#สรุป
ข้อความนี้สะท้อน แก่นร่วม ของหลายปรัชญา ถ้าเน้นด้านสังคมและการเมือง → ใกล้เคียง มาร์กซ์ และ ฮอบส์ ถ้าเน้นเสรีภาพและการดำรงอยู่ → ใกล้เคียง ซาร์ตร์ ถ้าเน้นจิตวิญญาณและวิถีตะวันออก → สอดคล้องกับ พระพุทธศาสนา
#การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ 3 เส้า (มาร์กซ์ – ซาร์ตร์ – พุทธ) โดยเน้นให้เห็น จุดร่วม-จุดต่าง และเชื่อมโยงกับ “คุณค่า” และ “วัฒนธรรมไทย” เพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นระบบครับ
1. มาร์กซ์ (Marx)
> หัวใจความคิด : วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism) → โครงสร้างเศรษฐกิจ/การผลิตเป็นตัวกำหนดสังคมและความคิด
> คุณค่าที่เน้น : ความเสมอภาค ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ การปลดปล่อยแรงงานจากการกดขี่
> ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างส่วนบน” ที่สะท้อนเศรษฐกิจและการเมือง → ถ้าจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ต้องเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจ
เป้าหมาย : การปฏิวัติสังคม → สังคมไร้ชนชั้น
2. ซาร์ตร์ (Sartre)
> หัวใจความคิด : อัตถิภาวนิยม (Existentialism) → “การมีอยู่มาก่อนแก่นสาร” (existence precedes essence)
> คุณค่าที่เน้น : เสรีภาพ ความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม ความจริงแท้ของชีวิต (authenticity)
> ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมเกิดจากการสร้างความหมายด้วยตนเองของมนุษย์ → ไม่มีสิ่งใดกำหนดตายตัว (ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่โครงสร้าง)
> เป้าหมาย : มนุษย์เลือกสร้างความหมายชีวิตเองในโลกที่ไร้ความหมายโดยเนื้อแท้
3. พุทธ
>หัวใจความคิด : อนัตตา – อนิจจัง – ทุกข์ → ไม่มีตัวตนถาวร ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง และความยึดติดคือรากเหง้าของทุกข์
>คุณค่าที่เน้น : ความพอเพียง ความกรุณา ความหลุดพ้นจากตัณหา → การดับทุกข์เป็นเป้าหมายสูงสุด
>ความหมายต่อวัฒนธรรม : วัฒนธรรมที่ดีคือสิ่งที่ช่วยให้คน “ลดอัตตา” มีเมตตา และอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน → ไม่ใช่แข่งขันหรือยึดถือวัตถุ
>เป้าหมาย : นิพพาน (การดับทุกข์) หรืออย่างน้อยคือการอยู่ร่วมในสังคมอย่างสมดุลและมีศีลธรรม
#การเปรียบเทียบ 3 เส้า
มิติ=มาร์กซ์/ซาร์ตร์/พุทธ
> มองมนุษย์ /มนุษย์เป็นผลผลิตของโครงสร้างเศรษฐกิจและชนชั้น/มนุษย์คือเสรีภาพ ต้องสร้างตัวเอง/มนุษย์ไม่มีแก่นสารถาวร (อนัตตา)
> สาเหตุแห่งปัญหา/การเอารัดเอาเปรียบในระบบทุน /การปฏิเสธเสรีภาพของตนเอง (bad faith)/อวิชชาและตัณหา
> ทางออก/การปฏิวัติ เปลี่ยนโครงสร้างสังคม/การเลือกอย่างเสรีและรับผิดชอบ /การดับตัณหา ฝึกสติ สมาธิ ปัญญา
> เป้าหมายสูงสุด สังคมไร้ชนชั้น ความจริงแท้และเสรีภาพของปัจเจก นิพพาน/ความหลุดพ้น
> บทบาทวัฒนธรรม/วัฒนธรรมสะท้อนเศรษฐกิจ/วัฒนธรรมคือสิ่งที่มนุษย์สร้างความหมาย/วัฒนธรรมคือสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงศีลธรรมและสมดุล
#จุดร่วม
> การปฏิเสธสิ่งกำหนดตายตัว
มาร์กซ์: ปฏิเสธ “ชนชั้น” ว่าต้องคงอยู่ตลอดไป
ซาร์ตร์: ปฏิเสธ “แก่นสารตายตัว” ของมนุษย์
พุทธ: ปฏิเสธ “อัตตา” ว่ามีตัวตนถาวร
> การเน้น “การเปลี่ยนแปลง”
มาร์กซ์: เปลี่ยนสังคมด้วยการปฏิวัติ
ซาร์ตร์: เปลี่ยนชีวิตด้วยการเลือก
พุทธ: เปลี่ยนตนเองด้วยการดับตัณหา
#จุดต่าง
> ระดับการมองปัญหา
มาร์กซ์ = โครงสร้างภายนอก (เศรษฐกิจ การเมือง)
ซาร์ตร์ = ปัจเจกและการเลือก
พุทธ = ภายในจิตใจและปัญญา
> เป้าหมาย
มาร์กซ์ = สังคมยุติธรรม
ซาร์ตร์ = มนุษย์เสรีที่รับผิดชอบ
พุทธ = ความพ้นทุกข์
#การประยุกต์กับ “วัฒนธรรมไทย”
> มาร์กซ์ → ใช้อธิบายโครงสร้างอำนาจและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย → จุดแข็งคือช่วยชี้ให้เห็นความไม่ยุติธรรม
> ซาร์ตร์ → สอดคล้องกับค่านิยม “การเลือกของคนรุ่นใหม่” ในวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน ที่ไม่อยากถูกกำหนดโดยประเพณีเก่า
> พุทธ → รากฐานวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว → เน้น “เมตตา, พอเพียง, ลดอัตตา” → อาจช่วยประสานรอยร้าวทางสังคม
#ดังนั้น หากมองเป็น “สามเหลี่ยมความคิด”
มาร์กซ์; ให้เครื่องมือเข้าใจโครงสร้างสังคม
ซาร์ตร์ ; ให้ความหมายแก่เสรีภาพของปัจเจก
พุทธ; ให้เส้นทางสู่ความสงบและสมดุลภายใน
เมื่อเราอยู่ร่วมกัน เราอาจได้แนวทางวัฒนธรรมที่ “ยุติธรรม – เสรี – สมดุล” ซึ่งเหมาะกับการพัฒนาสังคมไทยที่ต้องการทั้งความเท่าเทียม เสรีภาพ และความสงบทางใจ ละหมาดซึ่งความผาสุข ครับ...

02/09/2025

#วันนี้ผมมีตัวอย่างประโยคเปรียบเทียบ คือประโยคที่ว่า “ประกายไฟที่ยังไม่เจอเชื้อเพลิงที่เหมาะสมเพื่อรอวันลุกโชนขึ้นมาอย่างโชติช่วง” หากโยงเข้ากับแนวคิดของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) จะสามารถตีความได้ลึกซึ้งในเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้ครับ
#การวิเคราะห์เชิงมาร์กซิสต์
1. ประกายไฟ (Spark) = ความไม่พอใจของชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกรรมาชีพ(กรรมกร)
มาร์กซ์มองว่าในระบบทุนนิยมมีการกดขี่ชนชั้นแรงงาน (Proletariat) โดยชนชั้นนายทุน (Bourgeoisie)
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ความไม่พอใจ ความโกรธแค้น และความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบก็คือ "ประกายไฟ" ที่มีอยู่แล้วในสังคม
อย่างไรก็ตาม "ประกายไฟ" เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้ จึงจำเป็นจะต้องมี......ตัวชนวน
2. เชื้อเพลิง (Fuel) = เงื่อนไขทางสังคมและการเมืองที่เหมาะสม
ประกายไฟต้องอาศัย "เชื้อเพลิง" เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นไฟลุกโชน ในมุมของมาร์กซ์ เชื้อเพลิงนี้คือ การตระหนักรู้ทางชนชั้น (Class Consciousness): ชนชั้นแรงงานต้องรู้ตัวว่าถูกกดขี่
การรวมตัวกัน (Collective Action): การจัดตั้งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง หรือขบวนการปฏิวัติ
วิกฤตทุนนิยม (Capitalist Crisis): เมื่อระบบทุนนิยมเข้าสู่ความขัดแย้งภายใน เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงานสูง ราคาสินค้าแพง เมื่อประกายไฟของความไม่พอใจความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมแสงหมายด้วยความโกรธในการที่ถูกอารักเอาเปรียบมาเจอเชื้อเพลิงเหล่านี้ จึงเกิดการลุกไหม้เป็น "การปฏิวัติ"
3. ไฟลุกโชน (Revolutionary Flame) = การปฏิวัติสังคม
มาร์กซ์เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเงื่อนไขสุกงอม (เหมือนเชื้อเพลิงที่สะสมไว้) การปฏิวัติชนชั้นแรงงานก็จะเกิดขึ้น ไฟที่ลุกโชน หมายถึงการโค่นล้มระบบทุนนิยมและสร้าง สังคมนิยม จึงนำไปสู่ ระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความต้องการล้มล้างระบบทุนนิยม
#ในระบอบที่มาร์กซ์พูดถึง
คำเปรียบเปรยนี้สัมพันธ์กับ “ทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์” (Historical Materialism) ของมาร์กซ์โดยตรง
-สังคมทุกยุคมีความขัดแย้งระหว่างผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่
-ความขัดแย้งนี้คือ “ประกายไฟ” ที่มีอยู่ตลอด
-ระบอบทุนนิยมคือระบบที่สะสมเชื้อเพลิงไว้มากที่สุด เพราะมันขยายการผลิต ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และวิกฤตซ้ำซาก
วันหนึ่งเมื่อ “ประกายไฟ” แห่งความไม่พอใจได้เจอกับ “เชื้อเพลิง” จากวิกฤตและการรวมตัวของชนชั้นแรงงาน ไฟแห่งการปฏิวัติจะลุกโชนขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อประกายไฟมาเจอกับเชื้อเพลิงทำให้ไฟลุกโชนเกิดการปฏิวัติต่อต้านระบบทุนนิยมทฤษฎีของมาร์คได้สืบทอดมาถึงทุกวันนี้ มันจะถูกหยิบยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อชนชั้นกรรมาชีพหรือชนชั้นแรงงานมองว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบหรือถูกกลุ่มนายทุนกดขี่สร้างความไม่พอใจแนวคิดนี้ได้ขยายไปอย่างรวดเร็วนั้นคือ แนวคิดมาร์กซิส
#สรุป
ดังนั้น คำพูดนี้หากอธิบายตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ ก็คือ ความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ในใจชนชั้นแรงงาน (ประกายไฟ) จะยังไม่กลายเป็นการปฏิวัติ จนกว่าจะเจอเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เหมาะสม (เชื้อเพลิง) เมื่อถึงเวลานั้น ไฟแห่งการปฏิวัติ (ลุกโชน) จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นแนวความคิดของตัวผมเองนะครับ ซึ่งมองว่าอะไรก็ตามถ้าถูกสะสมไว้มากๆมันก็จะทำให้ทะลักหรือล้นออกมา โดยเฉพาะความไม่พอใจที่เก็บไว้จนอัดอั้นก็เปรียบเสมือนประกายไฟในดวงใจนั่นเอง ซึ่งเป็นความเก็บกดและความรู้สึกภายในไม่สามารถที่มีผู้ใดอยากรู้ได้จึงเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำจะต้องตระหนักรู้ในความรู้สึกของประชาชนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขในการปกครองให้ดีขึ้นต่อไป
เทียบเทียบโดยอาจารย์ ดร.คมกฤษ แสนกุล
Karl Marx

28/08/2025

#การผูกขาดพลังงานในประเทศไทย
โครงสร้างเศรษฐกิจ – การเมือง – ผลประโยชน์ ของประเทศ
วิเคราะห์ปัญหาการผูกขาดพลังงานในประเทศไทย
1. โครงสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซไทย
>บริษัทน้ำมันรายใหญ่และโรงกลั่นถูกควบคุมโดย กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับการเมืองและชนชั้นนำ
>ตลาดน้ำมันไทยไม่ใช่ ตลาดเสรีเต็มรูปแบบ แต่เป็นตลาดที่มีกลุ่มทุนไม่กี่รายครองกิจการต้นน้ำ (สำรวจ-ขุดเจาะ), กลางน้ำ (โรงกลั่น), และปลายน้ำ (ปั๊มน้ำมัน)
>ราคาน้ำมันจึงถูกกำหนดด้วยกลไกกึ่งผูกขาด ไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงของคนไทย
2. โครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมัน
>ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่ายสูงขึ้นเพราะมี ภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
>กลไกกองทุนนี้ถูกอ้างเพื่อ “พยุงราคา” และ “รักษาเสถียรภาพ” แต่ในความจริงมักใช้เพื่อประโยชน์กลุ่มทุนและรัฐ มากกว่าผู้บริโภค
3. ข้อจำกัดของพลังงานทางเลือก (ไบโอดีเซล / เอทานอล)
>การผลิตไบโอดีเซลต้องใช้ ปาล์มน้ำมัน, มันสำปะหลัง, อ้อย → ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ราคาผันผวน
>ต้นทุนการผลิตสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล (เพราะมีการนำเข้าน้ำมันดิบราคาต่ำกว่าบางช่วง)
>การผลักดันจริง ๆ ยังถูกขัดขวางโดยกลุ่มทุนที่ได้ผลประโยชน์จากน้ำมันฟอสซิล เพราะหากพลังงานทางเลือกเติบโตมากไป อาจกระทบกำไรจากธุรกิจเดิม
4. การเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานมักมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ กลุ่มทุนพลังงาน
ทำให้กฎหมายและนโยบายเอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของทุนมากกว่าผู้บริโภค
#แนวทางการแก้ไขปัญหา
1. ปฏิรูประบบพลังงานและการกำกับดูแล
>สร้าง องค์กรอิสระด้านพลังงาน ที่โปร่งใส ไม่ถูกครอบงำทางการเมือง
>เปิดเผยโครงสร้างต้นทุน ราคาน้ำมัน และกลไกกองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน
2. ส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง
> สนับสนุน ไบโอดีเซล, เอทานอล, พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังงานชีวมวล
>ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และกระจายโอกาสให้ชุมชนหรือเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมผลิตพลังงานได้เอง
3. กระจายการถือครองธุรกิจพลังงาน
>แยกการผูกขาดต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ
>เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนเข้ามาแข่งขันได้ (เช่น สหกรณ์พลังงานท้องถิ่น)
4. ปรับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมัน
>ทำให้ระบบโปร่งใส มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนจริง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือหารายได้ของรัฐ
>ปรับการอุดหนุนให้เหมาะสม เช่น อุดหนุนพลังงานสะอาดมากกว่าน้ำมันฟอสซิล
5. ใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดต้นทุนระยะยาว
>หากลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์หรือชีวมวลมากขึ้น จะลดภาระการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ
>ทำให้ราคาพลังงานเสถียรขึ้น ไม่ผูกติดกับราคาน้ำมันโลกมากเกินไป
#สรุป
ปัญหาน้ำมันแพงและการผูกขาดพลังงานในไทย ไม่ใช่แค่เรื่อง “เทคนิคการผลิต” แต่เป็นเรื่อง โครงสร้างเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางการเมือง
หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เปิดให้ชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วม และไม่ทำให้ระบบโปร่งใส การแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงจะไม่มีวันสำเร็จ
>ถ้าเรามองปัญหาพลังงานไทยในกรอบ เศรษฐกิจการเมือง (Political Economy) จะเห็นว่าปัญหามันไม่ใช่เรื่อง “ต้นทุนการผลิต” อย่างเดียว แต่คือ โครงสร้างผลประโยชน์ ที่เชื่อมโยงกันระหว่าง ทุนใหญ่–รัฐ–ชนชั้นการเมือง
#วิเคราะห์โครงสร้างผลประโยชน์ "ทุนพลังงาน – การเมือง"
1. ทุนพลังงานครองอำนาจตลาด
>บริษัทพลังงานใหญ่ในไทยมีบทบาททั้ง ต้นน้ำ (ขุดเจาะ/สำรวจ), กลางน้ำ (โรงกลั่น), และปลายน้ำ (ค้าปลีก/ปั๊ม) → ทำให้เกิด vertical integration
>เมื่อทุนกลุ่มเดียวคุมทั้งห่วงโซ่ → ตลาดจึง กึ่งผูกขาด (Oligopoly)
ส่งผลให้ราคาถูกกำหนดได้ แม้ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง
2. ทุนพลังงานกับการเมือง
>บริษัทพลังงานและเครือข่ายทุนมักเป็น ผู้สนับสนุนทางการเงินให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง
>เมื่อมีการเลือกตั้ง → ทุนจ่ายเงินสนับสนุน / เมื่อพรรคขึ้นเป็นรัฐบาล → กำหนดนโยบายเอื้อให้ทุน เช่น การตั้ง โควต้าไบโอดีเซล/เอทานอล, การกำหนดอัตราภาษี, หรือการใช้ กองทุนน้ำมัน พยุงราคาในลักษณะที่ทำให้ธุรกิจเดิมไม่เสียผลประโยชน์
3. กลไกนโยบายที่กลายเป็นเครื่องมือผลประโยชน์
> กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ถูกอ้างว่าเพื่อ “รักษาเสถียรภาพราคา” แต่จริง ๆ มักใช้เพื่ออุดหนุนบางกลุ่มเชื้อเพลิงที่บริษัทใหญ่ได้ประโยชน์
> ภาษีพลังงาน กลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของรัฐ → ทำให้รัฐไม่อยากผลักดันพลังงานทางเลือกแรงเกินไป เพราะจะสูญเสียรายได้
> กฎหมายพลังงาน ส่วนใหญ่ถูกออกแบบโดยผู้ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน ทำให้ยากที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายเล็กหรือชุมชนเข้ามาแข่งขัน
4. เหตุที่พลังงานทางเลือกไม่เติบโต
>การลงทุนใน โซลาร์เซลล์, ลม, ชีวมวล, ไบโอดีเซล ต้องการนโยบายสนับสนุนระยะยาว แต่รัฐไทยออกนโยบายไม่ต่อเนื่องและมักปรับตามแรงกดดันจากทุนใหญ่
>เมื่อมีการผลักดันโครงการพลังงานหมุนเวียน ก็จำกัดให้ บริษัทใหญ่ ได้สัมปทานหรือใบอนุญาต ไม่ใช่ให้เกษตรกรหรือสหกรณ์ท้องถิ่น
>พลังงานทางเลือกถูกวางไว้เป็น “เสริม” ไม่ใช่ “ทางเลือกแท้จริง” เพราะหากเติบโตมากเกินไป จะกระทบฐานกำไรของธุรกิจน้ำมัน-ก๊าซที่กลุ่มทุนเดิมครอบครอง
5. โครงสร้างแบบ “ทุน–รัฐ–การเมือง”
>เราจะเห็นภาพ “สามเหลี่ยมผลประโยชน์” :
>ทุนพลังงาน ได้ผลกำไร → สนับสนุนทางการเงินแก่การเมือง
>นักการเมือง/รัฐ ได้ทุนสนับสนุน → แลกกับการออกนโยบายเอื้อทุน
>ประชาชน เป็นผู้แบกรับ → ราคาน้ำมันสูง, ขาดพลังงานทางเลือกจริงจัง
#แนวทางปฏิรูปเชิงเศรษฐกิจการเมือง
1. สร้างกลไกตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อน
> ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมัน, สัญญาสัมปทาน, การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน
> ลดอิทธิพลทุนต่อการเมือง ด้วยการจำกัดเงินบริจาคทางการเมืองจากบริษัทพลังงาน
2. กระจายการผลิตพลังงานไปสู่ชุมชน
> ส่งเสริม สหกรณ์พลังงาน ให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงานและแปรรูปเป็นไบโอดีเซลใช้เอง
>สนับสนุนโซลาร์เซลล์ครัวเรือนแบบ “net metering” (ขายไฟกลับเข้าระบบได้จริง)
3. แยกอำนาจผูกขาดพลังงาน
ปรับโครงสร้างกิจการพลังงาน ไม่ให้ทุนกลุ่มเดียวครองตั้งแต่ต้นน้ำ–ปลายน้ำ
เปิดเสรีจริง ๆ ให้มีผู้เล่นหลายราย
#สรุปในมุม Political Economy
>พลังงานในไทยถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการเมือง → ทำให้เกิดระบบที่รักษาผลประโยชน์ของกลุ่มเล็ก ๆ แทนที่จะกระจายไปสู่สังคม
>พลังงานทางเลือกไม่เติบโต เพราะจะทำลายฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของกลุ่มทุน
>การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการ ปฏิรูปโครงสร้างผลประโยชน์ ระหว่างรัฐ–ทุน–การเมือง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Khon Kaen?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Khon Kaen
40000