Fairway Findings

Fairway Findings

แชร์

นำเสนอข้อมูลที่สรุปและแปลจากหนังสือและบทความวิจัยเกี่ยวกับกอล์ฟ เพื่อให้คุณได้เรียนรู้และเข้าใจเกมกอล์ฟได้ดียิ่งขึ้น

09/05/2026

กรอบ Frame work ในการทำความเข้าใจแนวคิดการสวิงของทีม Dr.Young hoo-kwon จาก TWU ⛳️

ในรอบหลาย 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับแต่ค้นพบการคำนวณระนาบสวิงใหม่นั้นคือ FSP ของทีมวิจัย ดร.ควอน ที่ถูกตีพิมพ์ ปี 2012 การค้นพบครั้งนี้เปลี่ยนกรอบคิดหลายอย่างที่เราเข้าใจในกอล์ฟ

นับแต่เราพบว่า Swing Plane ของกอล์ฟ ไม่ได้วิ่งอยู่บนระนาบเดียวอย่างที่ Ben Hogen หรือที่ Hank Haney เคยนำเสนอ แนวของสวิงไม่ได้วิ่งอยู่เป็นเส้นของก้านไม้กอล์ฟขณะจรดสวิงที่ลากผ่านลำตัว หรือลากผ่านหัวไหล่ ข้อค้นพบในปี 2012 ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ร่างกายไม่ได้สวิงอยู่บนระนาบเดียวแบบนั้นตลอดสวิง และระนาบที่ค้นพบได้จริงอยู่ระหว่างที่ ก้านขนาดพื้นขณะดาวสวิง ไปจนถึง ก้านขนาดพื้นขณะส่งไม้ฟอลโลทรู นั้นคือเส้นทางของ เพลนสวิงที่เกิดขึ้นจริง และนี้คือกรอบคิดใหม่ที่เป็นฐานคิดสำคัญที่จะนำไปสู่การทำความเข้าใจอีกหลายอย่างต่อมา ซึ่งนำไปสู่การทำความเข้าใจวงสวิงใหม่ในอีก 5 เรื่อง (ตามความเข้าใจของผมที่ตามอ่านจากงานวิจัย บทสัมภาษณ์ และการเข้าฟังบรรยายจริง )

1.เปลี่ยนมุมมองการนิยามสวิงเพลนใหม่ที่วัดได้อย่างชัดเจน
2.การเปลี่ยนวิธีคำนวณ X-factor ที่มาอิงกลับ FSP
3.สวิงไม่ได้อยู่บนระนาบเดียวตลอดการสวิง คือมี off กับ on plane
4.จากแนวคิดที่ได้จาก FSP ได้ต่อยอดไปสู่ สวิงสามสไตล์คือ Planar,Spiral,Reverse Spiral
5.Wrist Release ที่ไม่ได้มีแค่เร็วกับช้า แต่ถูกระบุใหม่ถึง 4 แบบ

5 เรื่องนี้อิงจากฐานของการนิยามสวิงเพลนแบบใหม่ นี้คือรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจกรอบวิธีคิดของ dr.kwon มากขึ้น

ไล่เรียงการทำความเข้าใจแนวคิดในวงสวิงของ ทีม Dr.Young hoo-Kwon

งานแรกที่ต้องไปอ่านคือ Assessment of planarity of the golf swing based on the functional swing plane of the clubhead and motion planes of the body points (Kwon,2012) คือเรื่องกาาค้นพบการนิยามสวิงเพลนแบบใหม่

ต่อมาคือ Validity of the X-factor computation methods and relationship between the X-factor parameters and clubhead velocity in skilled golfers (Kwon,2013) งานนี้เป็นงานแรกๆ ที่ประยุกต์จากการคำนวณ FSP มาขยายไปไกลขึ้น งานนี้เปรียบเทียบการคำนวณ X-factor ในแบบวิธีต่างๆ จนพบว่า X-foctor ไม่ได้มีผบต่อความเร็วของหัวไม้อย่างมีนัยสำคัญ

ต่อมาคือ Effects of pelvis-shoulders torsional separation style on kinematic sequence in golf driving (Han,2019) โดยงานนี้ศึกษา Kinematic sequence ที่ไปเชื่อมกับ X-factor โดยต้องการอยากรู้ว่า รูปแบบของกระดูกเชิงกรานและไหล่ ส่งผลต่อลำดับการเคลื่อนไหว อย่างไร งานนี้นำไปสู่การวางแบบจำลองที่ทีมงานเรียกว่า Inclined axle-chain system ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่นำไปสู่การค้นพบ 5 สไตล์ของการเคลื่อนไหว ที่แยกได้จากรูปแบบของ กระดูกเชิงกรานและไหล่ ที่ฉายลงบนระนาบ FSP งานนี้ยังค้นพบรูปแบบการคลายข้อมือที่สำคัญด้วยคือ Recocking ที่พูดไปในโพสก่อน ก่อนที่จะมาศึกษาจริงจังในงานตีพิมพ์ 2025 จากทีมวิจัยของ Kwon

อีกงานที่ตีพิมพ์ ในปีเดียวกัน 2019 นั้นคือ Effects of the golfer-ground interaction on clubhead speed in skilled male golfers (Han,2019) งานนี้ผมว่ามีความน่าสนใจอย่างมากถ้าเทียบกับการศึกษาแรงปฎิกิริยาจากพื้นของนักกอล์ฟขณะสวิง ในงานชีวกลศาสตร์อื่นๆมักศึกษาแค่ว่า นักกอล์ฟมือดีถ่ายน้ำหนักยังไง ออกแรงเหยียบไปที่พื้นเท่าไหร่ในแนวดิ่ง แต่งานนี้มองไปไกลกว่าอีกว่า แล้วแรงที่กระทำต่อพื้นนั้นไปส่งผลให้เกิดการหมุนอย่างไรในระบบร่างกายนักกอล์ฟ โดยงานนี้ใช้กรอบคิด FSP มาเป็นฐานในการหาแกนหมุนหลักของร่างกายที่น่าจะมีผลต่อวงสวิง และนั้นคือ แนวหน้าหลังและแกนตั้ง อาจข้ามไปได้แต่คือ ถ้าไม่มีกรอบคิด FSP เราก็จะยืนยันไม่ได้ว่า ทำไมร่างกายจึงต้องหมุนรอบแกนหน้า หลังและแกนตั้งเป็นหลัก งาน FSP เป็นฐานให้ โดยงานนี้ค้นพบ ข้อแตกต่างของเท้าแต่ละข้างในการเป็นคานงัด และ ตัวบิด (ค่อยมาลงรายละเอียดอันนี้ผมแค่จะสื่อไปถึงกรอบคิด FSP ว่านำไปสู่เรื่องอะำรบ้าง)

ถ้างานของ Han (2019) ใช้ FSP เพื่อตอบคำถามว่าแรงปฏิกิริยาจากพื้นส่งผลต่อแกนหมุนของร่างกายยังไง งานชิ้นนี้ก็ใช้ FSP เพื่อมาไขความลับว่า การหมุนแบบไหนของร่างกายที่สร้างความเร็วหัวไม้ได้จริง ในอดีต งานวิจัยทางชีวกลศาสตร์มักจะพยายามหาความสัมพันธ์ของการขยับร่างกาย (เช่น การบิดแยกของไหล่และสะโพก หรือ X-factor) กับความเร็วหัวไม้ โดยวัดจากค่ามุมแบบ 3 มิติรวมๆ กัน ซึ่งมักจะได้ข้อมูลที่ปะปนกันจนผลสรุปคลาดเคลื่อน งาน Association between the on-plane angular motions of the axle-chain system and clubhead speed in skilled male golfers (Madrid,2020) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ไม่ปนกัน กรอบคิด FSP จึงเป็น แว่นกรอง ให้ได้ข้อมูลที่สะอาดและแม่นยำขึ้น และนำไปสู่ความคิดเรื่องการแยกการคำนวณ On/off-plane ออกจากกัน โดยตั้งกติกาใหม่ว่า เราจะสนใจเฉพาะการหมุนที่อยู่ บนระนาบ FSP เท่านั้น เดะตอนท้ายผมพิมพ์บอกว่าทำไมถึงสนใจแค่ FSP เท่านั้น ว่าง่ายๆถ้าไม่เอากรอบคิด FSP มาจับ ข้อมูลส่วนนี้ในการวิจัยก็จะปนกันไปหมด จนไปเจอข้อค้นพบที่น่าสนใจว่า การเพิ่มและเร่งความเร็วในนักกอล์ฟมือดีนั้นคือการ เร่งและเบรกบนระนาบสวิง อย่างถูกต้อง

แต่ต่อมาคืองาน Linear relationships among the hand and clubhead motion characteristics in golf driving in skilled male golfers (kwon,2021) และเนื้อหาในงานวิจัยบางส่วนนี้ถูกจัดบรรยาย ในหัวข้อ สัมมนา Swing Morphology ที่ สนามกอล์ฟวินเทจกอล์ฟคลับ ในประเทศไทย ปี 2023 ซึ่งผมได้เข้าฟังบรรยายนั้นด้วย งานนี้ศึกษา การเคลื่อนที่ของมือ (Hand Motion Plane) เทียบกับ FSP ว่าไปส่งผลต่อพฤติกรรมของหัวไม้ยังไงบ้าง มีข้อค้นพบคือว่า พบรูปแบบการสวิงเป็น 3 แบบคือ Planar ,Spiral ,Reverse Spiral และระนาบของมือมัก ชันกว่า FSP 10 องศา สรุปง่ายแบบเร็วได้ว่า Hand motion กำหนดรูปแบบวงสวิง และนี่เป็น Frame work ใหม่ในการมอง swing faults

และต่อมาชิ้นล่าสุดที่ในเพจได้นำเสนอไปคือ Effects of on-plane wrist release style on morphological, temporal, and kinematic swing characteristic in golf drives performed by skilled male golfers (Cheng,2025) ซึ่งก็ใช้แนวคิดจาก FSP วางรากฐานของงานทั้งหมดตลอด 10 กว่าปี มาเป็นฐานคิดแนวทางการวิจัย จนนำมาสู่ข้อค้นพบ รูปแบบการคลายข้อมือ 4 แบบ ที่ทำให้เรามองเรื่องนี้ได้ละเอียดขึ้น

หากใครจะพยายามทำความเข้าใจเฟรมเวิร์ก ของ Kwon ในการวิเคราะห์วงสวิง น่าจะต้องไปตามไล่เรียงอ่านงานเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่า แนวคิด FSP คือฐานคิดสำคัญในการทำความเข้าใจวงสวิง ของสำนัก Kwon หากอยากเข้าใจ kwon ก็ต้องเข้าใจความสำคัญของ FSP ให้ได้เสียก่อน

เมื่อมี FSP ทีมวิจัยจึงเริ่มแยกได้ว่า
อะไรคือการเคลื่อนไหวที่เกิด “บนระนาบสวิงจริง” และอะไรคือการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกระนาบ จนนำไปสู่การอธิบายเรื่อง X-factor, Kinematic Sequence, Ground Reaction Force, Hand Motion, Swing Morphology รวมถึง Wrist Release ได้ละเอียดและเป็นระบบมากขึ้น

และหัวใจของเฟรมเวิร์ก Kwon คือการมองสวิงกอล์ฟเป็นระบบกลไกที่เรียกว่า Inclined Axle-Chain System

Inclined Axle (แกนเอียง) ลำตัวของนักกอล์ฟที่เอียงเข้าหาบอลในขณะตี
Hub จุดกลางลำตัว (Mid-Trunk, MT) ที่เป็นจุดหมุนของระบบ functional double pendulum (อันนี้ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจคือจุดหมุนเคลื่อนที่ได้
Upper Lever (คานบน) เส้นจาก Mid-Trunk ถึง Mid-Hand เป็นคานเสมือนที่แทนทั้งแขนและไหล่
Lower Lever (คานล่าง) ไม้กอล์ฟ เส้นจาก Mid-Hand ถึงหัวไม้
Virtual Joint (ข้อต่อเสมือน) Mid-Hand (MH) ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่าง Upper Lever และ Lower Lever (อาจจะยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักวิจัย)
กรอบคิดนี้ทำให้วงสวิงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง ท่าทางแต่ถูกมองเป็นระบบการหมุน การเร่ง และการส่งต่อแรงในเชิงกลศาสตร์อย่างเป็นระบบ
ซึ่งมันก็คือภาพย่อยที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดใหญ่ที่เรียกว่า K:GRAND=IO=SE ของ Kwon เอง

ผมมองว่าเฟรมเวิร์กนี้ไม่ได้มีความสำคัญแต่ในเชิงปฎิบัติหรือการสอนกอล์ฟเท่านั้น แต่มันยังสำคัญต่อวิธีการกำหนดระเบียบวิธีวิจัยในโลกของกอล์ฟด้าน ไบโอเทคคินานกส์อีกด้วย เพราะเมื่อเปลี่ยนนิยามของสิ่งที่เรียกว่า Swing Plane วิธีการวัด การคำนวณ และการตีความข้อมูลต่างๆ ก็เปลี่ยนตามไปทั้งหมด

ในมุมของผม หากต้องการเข้าใจแนวคิดของสำนัก Kwon ให้ลึกจริง สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจไม่ใช่เรื่อง release หรือ sequence แต่คือ เหตุผลที่ FSP ถูกอธิบายขึ้นมาเพราะ FSP คือฐานคิดที่เชื่อมงานวิจัยของทีมนี้ตลอดกว่า 10 ปีเข้าด้วยกัน

หวังเป็นนอย่างยิ่งว่าโพสนี้จะช่วยให้เข้าใจแนวคิดของทีมวิจัย Dr. Young-Hoo Kwon จากมหาลัย TWU ในการเข้าใจและวิเคราะห์วงสวิงกอล์ฟได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมีการนำเสนองานใหม่ที่ใด หรือแม้แต่ตอน Dr.kwon ว่าบรรยานที่ไทย แนวทาวนี้น่าจะช่วยเตรียมพร้อมให้เราเข้าใจเบื้องต้นได้ก่อนไปฟังบรรยายในครั้งต่อๆไป

และแน่นอนว่า ในโลกของกอล์ฟยังมีอีกหลาย framework ที่ใช้อธิบายวงสวิงในมุมที่แตกต่างกัน นี่เป็นเพียงหนึ่งในกรอบคิดของทีม Dr. Young-Hoo Kwon เท่านั้น รอบหน้าจะเป็นของใคร ทีมไหนอย่างไรก็ฝากติดตามด้วยครับ

------
**อธิบายความเข้าใจ functional swing plane แบบง่ายที่สุด คือว่า ระนาบสวิงแบบเก่า คือการถ่ายวิดีโอนักกอล์ฟจากด้านหลัง แล้วลากเส้นผ่านก้านไม้หรือไหล่ แล้วบอกว่า นี่คือระนาบสวิงของ ซึ่งมันง่าย แต่มันเป็นแค่ภาพ 2D และเป็นแค่ช่วงเวลาเดียวในการสวิง ซึ่งละเลยส่วนสำคัญหลายอย่างมาก การมาของ FSP บอกว่า เส้นนั้นมันไม่ได้บอกอะไรที่สำคัญจริงๆ เพราะสิ่งที่กระทบลูกคือหัวไม้ ไม่ใช่ไหล่ ไม่ใช่ก้าน ดังนั้นสิ่งที่ควรดูคือ หัวไม้วิ่งไปในทิศทางไหน ในช่วงที่มันใกล้จะตีลูก นั่นคือตั้งแต่ก้านขนานพื้นในดาวน์สวิงไปจนถึงก้านขนานพื้นในฟอลโลว์ทรู รวมถึงจุดที่ตีลูก
ระนาบที่หัวไม้วิ่งผ่านในช่วงนั้น คือ สวิงเพลนที่มีคสามตรงกับความเป็นจริงมากกว่า เลยเรียกนิยามมันใหม่ว่า FSP

----
รูปจาก drkwongolf.info/biom/fsp.html

#วิทยาศาสตร์การกีฬา

08/05/2026

รู้แล้วจด‼️⛳️
เมื่อแนวทางทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจกอล์ฟยุคใหม่ นักวิจัยจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบองค์ความรู้ รวมถึงความเชื่อต่าง ๆ ในการสอนกอล์ฟ และพัฒนาองค์ความรู้

นี่คือ 10 นักวิจัยที่น่าสนใจ ผู้มอบแนวคิดและองค์ความรู้สำคัญในการทำความเข้าใจวงสวิงกอล์ฟให้ลึกยิ่งขึ้น

ยังไงก็ตาม องค์ความรู้ด้านกอล์ฟยังคงมีอีกหลายประเด็นที่ท้าทายต่อการศึกษา บางเรื่องยังเป็นข้อถกเถียง บางเรื่องยังอยู่ระหว่างการค้นหาคำอธิบายที่ชัดเจน

แต่การเปิดรับข้อมูลและมุมมองที่รอบด้าน ย่อมช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของวงสวิงได้ใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น

ลองติดตามงานวิจัย บทความ และแนวคิดจากบุคคลเหล่านี้
เพื่อพัฒนาความเข้าใจในเกมกอล์ฟ และทำให้การเล่นกอล์ฟสนุกยิ่งขึ้น

ใครมีนักคิดนักวิจัยสายนี้ที่น่าสนใจลองคอมเม้นต์บอกกันครับเพื่อ พัฒนาวงการกอล์ฟบ้านเราให้ไปไกลยิ่งขึ้น✅

#วิทยาศาสตร์การกีฬา

04/05/2026

การค้นพบใหม่ในกอล์ฟ‼️
นี่เป็นอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจและน่าหยิบมาเล่าต่อ
ในโลกของกอล์ฟ เรามักแบ่งกลุ่มการปล่อยของข้อมือ ออกเป็น 2 แบบ คือ ปล่อยช้า และ ปล่อยเร็ว (ซึ่งคำสอนพวกนี้น่าจะอิงมาจากข้อค้นพบจากงานวิจัยตั้งแต่ปี 1999-2002 )

ซึ่งก็มีทีมที่สนใจว่าจริงๆแล้ว มันมีความซับซ้อนมากกว่านี้ไหม เราสามารถแบ่งกลุ่มอะไรได้อีกไหม ซึ่งเป็นคำถามที่ทีมนักวิจัยจาก Texas Woman's ถามในงานนี้

ซึ่งต้องเล่าย้อนคืนไปก่อนจะมาถึงข้อค้นพบนี้ มีงานวิจัยที่ศึกษาเรื่อง X-factor ซึ่งทำการศึกษาโดยทีมวิจัยจาก Texas Woman's เหมือนกัน โดยในงานพบความสัมพันธ์ของนักกีฬากลุ่มหนึ่งว่า มีการใช้ข้อมือสร้างพลังเป็นหลักไม่ใช่ลำตัว(ข้ามส่วนนี้ไปได้555) แต่ในงานนี้ค้นพบสิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมือของนักกอล์ฟในงานนี้ คลายมือก่อน แล้วกลับมาพับใหม่ แล้วค่อยปล่อยข้อมือที่หลัง ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มากในตอนนั้น เลยตั้งชื่อมันว่า Recocking หรือพับซ้ำ

ซึ่งหากเราดูกราฟของข้อมือ ที่คลาย แล้วพับ แล้วคลาย เราอาจจะบอกว่ามันเป็น Noise ของข้อมูล ซึ่งก็อาจจะเมคเซนส์อเพราะ โมเดลของ Double pendulum ที่ใช้กันมาตั้งแต่ 1968 ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า คลายไปทางเดียวไม่กลับ

ฉะนั้นในปี 2019 ทีมของนักวิจัยของมหาลัย Texas Woman's จึงมองเรื่องนี้ในวงสวิงใหม่ จนมาปี 2025 ทั้งในด้านแนวคิดต่างๆที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในกลุ่มของหมู่นักวิจัยกอล์ฟของ Texas Woman's ตั้งแต่ 2012 ที่มีการนิยามคำว่า Swing Plane ใหม่ โดย Kwon ไล่เรียงมาจนถึงงาน Han 2019 ที่มีจากจัดกลุ่ม Backswing pattern ถึง 5 แบบ จนมาเชื่อม ว่า On-plane และ Off plane คือตัวแปรของการสร้างความเร็วหัวไม้ และยืนยันว่าควรแยกสองเรื่องนี้ให้ชัด จนปี 2021 Kwon นิยามการเคลื่อนที่นอกระนาบของหัวไม้เป็น 3 แบบ ที่นิยามบน FSP ที่พบใน ปี 2025 นี่เป็นฐานคิดให้เกิดกรอบคิดในการจำแนกการ ปล่อยหัวไม้แบบใหม่

โดยงานนี้พบว่ามีการปล่อยข้อมือถึง 4 แบบ คือ
DR1 (Delayed Release 1)ปล่อยช้า พับมือเพิ่มตอนลง)
DR2 ( Delayed Release 2)ปล่อยช้าเหมือนกันแต่ ไม่มีจังหวะค้าง ค่อยๆไล่คลายลงมา
ER (Early Release) ที่เราพูดกันคือคลายข้อมือตั้งแต่บนสุด
RC (Recocking) คลายก่อน แล้วพับใหม่ แล้วคลาย
ในกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยมีการใช้รูปแบบ RC ถึง 17 คน ในกลุ่มโปรทัวร์ เป็นรองจากกลุ่ม DR1 เท่านั้น ที่มี 22 คน

งานนี้ทำให้เราทบทวนความเชื่อเดิมที่เชื่อว่า การที่คลายข้อมือก่อน หรือต่างกัน จะส่งผลต่อความเร็วของหัวไม้กอล์ฟขณะสวิง แต่งานนี้กลับบอกว่า ความเร็วของหัวไม้กอล์ฟนั้นแทบไม่ต่างกันเลย แม้ความเร็วของการคลายข้อมือจะต่างกัน แม้ในการคลายข้อมือตั้งแต่ข้างบนสุด(ER) ก็ตีแรงพอๆกันแต่ร่างกายใช้อย่างอื่นชดเชยเข้ามาแทนซึ่งไม่ Efficient

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ความเร็วการคลายข้อมือ และ โครงสร้างของสวิง (sequence, transition ,plane)

แล้วสะท้อนถึงอะไรกัน งานนี้ยังพบความสัมพันธ์ที่ข้อมือไม่ใช่ตัวสร้างสปีดโดยตริง แต่เป็นตัวสะท้อนวิธีที่ร่างกายสร้างสปีด
กลุ่ม DR1,2 = สวิงขับเคลื่อนด้วยลำตัว ทรานซิชั่นยาว Sequence ครบ
กลุ่ม ER,RC = สวิงขับเคบื่อนด้วยแขน ทรานซิชั่นสั้น Sequence กระจุกตัวไม่สมบูรณ์

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า ทุกแบบดีเท่ากันแม้ความเร็วของหัวไม้กอล์ฟในแต่ละแบบการปล่อยไม่ได้แสดงผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ฉะนั้น สปีดเท่ากันไม่เท่ากับว่าคุณภาพสวิงเท่ากัน

งานนี้ยังมีข้อจำกัดที่เป็นเรื่องใหญ่อยู่ คือการจำแนกกลุ่ม (คือรากฐานของงานนั้นและ ถ้าจำแนกผิดมันก็เชื่อถือไม่ได้) งานนี้จำแนกกลุ่มโดยใช้คนดูด้วยตา แต่ไม่ยังไม่มีเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับทีมวิจัยก็มองเห็นในส่วนนี้ แต่นี้ก็เป็นรากฐานที่ดีในอนาคตได้

ไปตามอ่านเพิ่มเติมกันได้ครับ Cheng, K.-J., Mori, K., Lee, B., Martinez, A., Baek, S., Alvis, H. B., & Kwon, Y.-H. (2025). Effects of on-plane wrist release style on morphological, temporal, and kinematic swing characteristic in golf drives performed by skilled male golfers. Sports Biomechanics. Advance online publication.

#กอล์ฟ
#วงสวิงกอล์ฟ

Photos from Fairway Findings's post 15/03/2026

หลังจากนั่งงมสร้างวิธีการเก็บข้อมูลการออกรอบอยู่นานจนได้อันนี้มา Jodscore ระบบจัดเก็บข้อมูลการออกรอบแล้วแปลงเป็นการวิเคราะห์คล้ายๆแนวคิด Strokes Gained ที่ใช้ในระดับอาชีพ เพื่อให้เห็นว่า เสียสกอร์จากส่วนไหนของเกมมากที่สุด

แม้จะไม่ได้ใช้ข้อมูลระดับ shot-by-shot แบบทัวร์โปร
แต่มันออกแบบให้ใช้ ข้อมูลที่นักกอล์ฟทั่วไปเก็บได้จริงในสนาม แล้วนำมาเทียบกับค่า benchmark เพื่อดูแนวโน้มและจุดบอดของเกม

มันอาจไม่ได้แทนระบบวิเคราะห์ระดับทัวร์
แต่ก็น่าจะช่วยให้การเก็บสกอร์ธรรมดา
มีประโยชน์ต่อการพัฒนาเกมมากขึ้น ไม่มากก็น้อย

น่าจะลองให้ใช้ไวๆนี้ครับ แต่น่าจะเริ่มที่ขอนแก่นก่อน5555💡

แค่ใช้ Claude Code ก็เปลี่ยนการเก็บข้อมูลมาเป็นการวิเคราะห์ที่ลึกขึ้นได้ ‼️

13/02/2026

การลดการหมุนของ Pelvic เน้นเพิ่มส่วนต่างของช่วงบนและช่วงล่าง ส่งผลต่อความสม่ำเสมอจริงหรือไม่?
-----
ช่วงนี้หลังจากไม่ได้สรุปงานวิจัยมานานเนื่องจากวุ่นๆอยู่กับการเรียนต่อ ช่วงนี้จะทำวิจัยผมเลยได้มีโอกาสกลับไปอ่านงานต่าง ๆ มากขึ้น แล้วเลยแวะอ่านงานเกี่ยวกับกอล์ฟบ้าง

พออ่านแล้วก็มาสงสัยคำสอนกอล์ฟเก่าแก่บางอย่าง แล้วก็เจอประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากเหมือนว่าในบ้านเรา(หรืออาจจะมากกว่าบ้านเรา5555ไม่รู้อันนี้) จะมีสองสายธารความคิดในการสอนกอล์ฟเกี่ยวกับ ความสม่ำเสมอ ทั้งในเรื่องการเข้าบอล และทิศทางลูก

ผมลองแบ่งแบบคร่าว ๆ ออกเป็นสองแนวคิด (จากที่เห็นผ่านสื่อประปราย5555)

แนวคิดแรก 💡
เชื่อว่า ถ้าเราพยายามลดการเคลื่อนที่ของช่วงล่าง หรือ Pelvic ไม่ให้เคลื่อนมากจนเกินไป แล้วไปเน้นการสร้าง เกลียว ระหว่างช่วงบนกับช่วงล่างในช่วงแบ็คสวิง จะทำให้วงสวิงมีความสม่ำเสมอมากขึ้น ทั้งเรื่องการเข้าบอลและทิศทางลูก

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราลดการหมุนหรือการขยับช่วงล่าง แล้วหมุนช่วงบนให้ได้มากที่สุด สร้างความตึงในโครงสร้างแบบ spiral line เพื่อให้เกิดความเสถียร

อีกแนวคิดหนึ่ง 🔦
ไม่ได้พยายามลดการเคลื่อนที่ของช่วงล่าง แต่กลับเน้นการเคลื่อนที่ให้เป็นระบบ เน้นการถ่ายแรง การใช้พื้น และการจัดลำดับการหมุนของร่างกาย แม้ระดับของ เกลียว อาจไม่มากเท่าแนวคิดแรก แต่ถ้าการเคลื่อนที่ถูกต้อง ก็สามารถสร้างทั้งระยะ และความสม่ำเสมอได้เหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในแนวคิดแรก มีความเชื่อว่า
การลดการหมุนของ Pelvic ในช่วง Backswing แล้วหมุนช่วงบนให้ได้มากที่สุด จนโครงสร้างกล้ามเนื้อเกิดความตึง จะช่วยลดความผิดพลาดในการเข้าบอลได้ เพราะโครงสร้างมัน นิ่งกว่า

อีกทั้งยังมีความคิดว่า
เกลียวที่มากพอ สามารถทดแทนการถ่ายเทน้ำหนักหรือการเคลื่อนที่แบบไดนามิกได้บางส่วน และแม้ระยะอาจไม่ได้มากเท่าสายที่ใช้ movement เต็มที่ แต่จะแลกมาด้วยความสม่ำเสมอที่สูงกว่า (สมมุติฐานผมที่จับประเด็นเรื่องนี้ได้จากที่ตามๆดู)

ตรงนี้แหละที่ผมเริ่มสงสัย

คำถามคือ แนวคิดเรื่อง ล็อกช่วงล่าง หรือ ลดการหมุนของ Pelvic ในช่วงแบ็คสวิงนั้น ส่งผลต่อความสม่ำเสมอจริงไหม

หรือเป็นเพียงกรอบความเชื่อที่เรายังไม่ได้ตรวจสอบด้วยข้อมูลเชิงกลศาสตร์อย่างจริงจัง (จากงานส่วนใหญ่ที่พยายามอ่าน ยังไม่มีการศึกษาตัวแปรนี้อย่างจริงจัง)

ผมเลยพยายามกลับไปดูงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อวางคำถามให้ชัดขึ้นในการแยกประเด็นคือ
1. ปัจจัยใดกันแน่ที่มีผลต่อการเข้าบอล และทิศทางของลูกในการสวิงกอล์ฟ
2. ปัจจัยเหล่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเคลื่อนที่ของช่วงล่างมากน้อยเพียงใด

อีกสิ่งที่ตามมาคือ

การลดการเคลื่อนที่ของช่วงล่าง อาจช่วยให้การเข้าบอลดีขึ้น แต่แลกกับระยะที่ลดลงไหม

ในทางกลับกัน การปล่อยให้ช่วงล่างเคลื่อนอย่างอิสระ เพื่อสร้างการถ่ายแรง อาจให้ระยะมากกว่า แต่จะเสียความสม่ำเสมอหรือไม่

หรือจริงๆแล้ว ความสม่ำเสมอไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า หมุนมากหรือหมุนน้อย แต่อยู่ที่ว่า เราควบคุมตัวแปรที่สำคัญจริง ๆ ในช่วงอิมแพคได้ดีแค่ไหน

ผมยังไม่ได้มีคำตอบชัดเจน (เนื่องจากการศึกษาส่วนใหญ่เน้นทบทวนวรรณกรรมเพียงเท่านั้นแต่มันก็เพียงพอที่จะสร้างองค์ความรู้เบื้องต้นต่อเรื่องนี้ได้)

แต่จากที่อ่านๆมา ผมเริ่มคิดว่าการลดการเคลื่อนที่ของช่วงล่าง อาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อ Clubface หรือ Club path อย่างมีนัยสำคัญและเกลียวเองก็น่าจะไม่สามารถทดแทน movement-based momentum ได้ในระดับที่บางคนเข้าใจ (ใครมีงานไหนน่าสนใจ แนวคิดไหนน่าสนใจลองคอมเม้นมาหน่อยครับ)

📍นี่น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อคนที่สนใจเรื่องนี้ครับ นี่น่าจะพอขยายขอบเขตการเข้าใจวงสวิงให้มากขึ้น และเชื่อมช่องว่าง ระหว่างงานวิจัยในวิทยาศาสตร์การกีฬากอล์ฟ กับ แนวทางในทางปฎบัติให้มากขึ้น สำหรับผู้ฝึกสอนกอล์ฟได้

---------
Footnote ที่อาตไปตามๆอ่านกัน ถ้าอยากสนใจว่าความสม่ำเสมอคือมีอะไรบ้างที่กระทบต่อ ความแม่นยำในการตีและทิศทาง อาจจะต้องไปดูเรื่อง Face angle,
Club path,Attack angle,Impact location
มีงานศึกษาเรื่องนี้คือ Differences in clubhead presentation between high and low handicap golfers ที่บอกความสม่ำเสมอในนักกอล์ฟแฮนดิแคปต่ำได้ แล้วเราค่อยไปเชื่อมว่า แล้วการเน้นการหมุนของช่วงล่างที่น้อยจะไปช่วยหรือส่งเสริมตัวแปรข้างต้นยังไงบ้าง ต้องไปตามๆหาอ่านกันดูครับ (ใครมีงานอะไรแนะนำมาได้ครับ ถึงแม้เราไม่ใช่นักวิจัย แต่สามารถศึกษาหาความรู้ วิพากษ์ เนื้อหาเรานี้จากการทบทวนวรรณกรรมได้ครับ)

แล้วค่อยไปเชื่อมว่า อะไรคือ Key ของเรื่องนี้
แล้วอาจจะตามอ่านเรื่อง Rate of Closure ของ Meckenzie ไปดูเรื่อง X-factor กับ Kwon หรือ Cheetham

อาจจะได้แนวทางว่า
ความสม่ำเสมอวัดจากอะไร
หน้าไม้ถูกควบคุมอย่างไร
แรงและMomentum ส่งผลอย่างไรต่อข้างบน
แล้วใหญ่สุดคือ การขยับช่วงล่างน้อย(หมุนเชิงกรานน้อย)สร้างเกลียวเพิ่มไปส่งผลยังไงต่อเรื่องข้างบนและอย่างไร

#กอล์ฟ

10/09/2025

ทำไมช่วงล่างต้องเคลื่อนก่อน? MOI? | Golf Science Room

Golf Science Room ในตอนแรกนี้เราจะมาพูดถึง กฎความเฉื่อย (Law of Inertia) ของนิวตัน และเชื่อมโยงเข้ากับการสวิงกอล์ฟ

การทำความเข้าใจ Law of Inertia,MOI จะช่วยให้เราสร้างความเร็วของหัวไม้สูงสุดได้ยังไง รับชมเต็ม Episode ได้ที่ Youtube : Fairway Findings
https://youtu.be/qd_NMJESPDs



#ความเฉื่อย

Photos from Fairway Findings's post 21/08/2025

เดบิวต์เข้าวงการ Youtuber ใหม่ไวๆนี้ กับ Content แบบ Video ครั้งแรกของเพจ ฝากติดตาม Golf Science Room ที่จะมาเล่าเนื้อหางานวิจัย โลกวิชาการของกอล์ฟ ให้เป็นเรื่องสนุกครับผม

Photos from Fairway Findings's post 21/05/2025

💡รีแคปสั้นๆกับเนื้อหาในส่วนคลาสของ โค้ชฝุ่น DAY3 กับการอบรม Golf Body Mechanics ที่พึ่งจบลงไปครับ

🔸ภาพใหญ่ของส่วนต่าง
• Technical ต้องการการออกแรงในมุมหมุน
• Lower Body ต้องการแรงถีบ (Explosive Push) ที่ดีมาก
• Upper Body ต้องแข็งแรงพอที่จะรับแรงกระชากได้โดยไม่บาดเจ็บ

🔸Stability/Mobility: เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกคน

🔸Lower Power: มีความสำคัญมาก เพราะเป็นหลักของ Ground Force และ Kinetic Sequence

🔸Rotary Propulsion: ต้องการ Kinetic Sequence ที่ดี ซึ่งหมายถึง Total-Body Strength และความสามารถในการรับแรงและออกแรงในมุม Rotation

🔸Lower Hypertrophy > Upper Hypertrophy: หากมีเวลาน้อย ให้เน้น Lower Body ก่อน

🔸Power มาพร้อม Dirrection เสมอ

🔸การทำ S&C ควรคำนึงถึงเรื่องการ Transfer ไปสู่กอล์ฟเสมอ
🔸Movement bias คำนึงถึงด้วยในการฝึก

🔸Force Absorption vs. Force Production: กอล์ฟส่วนใหญ่มีแต่ Force Production แต่ในการฝึกต้องฝึกกับ Reactive Ball ฉันการฝึกต้องฝึก Absorption ด้วย เพื่อปูพื้นฐานและป้องกันอันตราย

🔸การออกแรงจากพื้น สำคัญมากเช่นที่เราเข้าใจกัน‼️

🔸Periodization Plan
• Off-Season เน้นเน้น Hypertrophy (สร้างมวลกล้ามเนื้อ) และสร้างฐานความแข็งแรงโดยรวม ซึ่งโดยทั่วไปในทัวร์ไทย จะมีเวลาซัก 2 เดือน ก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่
(มวลกล้ามเนื้อเพิ่ม 10-15% ก็เพียงพอแล้ว)

• เชื่อมต่อจาก Off-Season สู่ In-Season เริ่มฝึกปรับร่างกายให้พร้อมสำหรับการฝึกเทคนิคและการแข่งขัน
เน้น Power และ Max Strength เพื่อรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพการออกแรงสูงสุด โดยไม่ทำให้กล้ามเนื้อล้า (เพิ่มขึ้นได้ซัก 10-15% จากเดิมก็ได้แล้ว)

คลาส 3 วัน ได้ความรู้มากๆครับ มันได้สร้างมุมมองให้เรามองภาพของการสวิงกอล์ฟ แค่ไม่กี่วิ ให้ได้กว้างไกลขึ้นกว่าเดิมมาก มันเปิดมุมมองให้เราวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในสวิง มากกว่าภาพที่เห็น ภาพภายนอกที่เรามอง แต่เป็นการมองไปถึง รากฐานความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และสมรรถนะทางกายภาพเชิงลึก ของร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากๆๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและข้อจำกัดของวงสวิง

ยังมีเนื้อหาอีกเยอะครับ555 ถ้ามีคลาสครั้งหน้าเพื่อนๆสนใจก็ลองไปตามดูที่นี้เลยครับ Sorawis Suebpong CF Performance Nirut Sanchai 🙏🏻🙏🏻

เดะรอบหน้าลองมา รีแคปสั้นๆกับวันแรก ของโปรแม้ก กับวันที่ 2 พี่น้ำ ครับ



14/05/2025

🪝เราเข้าใจคำว่า สิ่งอุดมคติมากแค่ไหน?

⛳️ ในสนามกอล์ฟ เราต่างเคยได้ยินคำว่า วงสวิงที่สมบูรณ์แบบ มันคือภาพในอุดมคติของการเคลื่อนไหวที่แม่นยำ ซ้ำได้แบบเดิม และดูสวยงามยังกะถูกสร้างมาจากเครื่องพิมพ์เดียวกัน นานมาแล้ว แนวคิดนี้กลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักกอล์ฟและผู้ฝึกสอนทั่วโลก

แต่น่าเสียดายที่มันยังคงเป็น มายา มากกว่าจะเป็น ความจริง

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง การเคลื่อนไหวของมนุษย์ไม่เคยเหมือนกันเป๊ะทุกครั้ง แม้จะฝึกมาดีแค่ไหนก็ตาม เราตีด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย สภาพสนามที่ต่างกัน แรงลมที่ไม่คงที่ หรือแม้แต่แรงกดดันจากการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้ทำให้วงสวิงของเรา แตกต่างเล็กๆ ทุกครั้ง แต่การแตกต่างนั้น ไม่ได้แปลว่า ผิดเสมอไป

📖นักวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกสิ่งนี้ว่า ความแตกต่างของการเคลื่อนไหว (หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า movement variability หรือจริงมันอาจแปลว่าความแปรปรวน แต่คำนี้มันดูงงๆ) ซึ่งหมายถึงการที่ร่างกายเคลื่อนไหวไม่เหมือนกันเป๊ะทุกครั้ง แม้จะพยายามทำสิ่งเดิมก็ตาม แต่น่าแปลกที่นักกอล์ฟระดับโลกหลายคนสามารถรักษาผลลัพธ์ เช่น ทิศทางของลูกหรือระยะทาง ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าวงสวิงของพวกเขาจะมีรายละเอียดที่เปลี่ยนไปทุกครั้งเล็กน้อย

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดี คือแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย นิโคไล เบิร์นสไตน์ (Bernstein, 1967 หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลเกี่ยวกับการศึกษาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ) ที่เสนอคำว่า “การทำซ้ำโดยไม่มีการทำซ้ำ” หมายความว่า แม้เราจะตีซ้ำๆ แต่ร่างกายจะหาวิธีใหม่เล็กน้อยในการแก้ปัญหาแต่ละครั้ง เปรียบเสมือนการแก้โจทย์เดิมซ้ำ แต่ลองวิธีใหม่ทุกครั้ง จนเจอสิ่งที่ลงตัวที่สุดในแต่ละสถานการณ์

มีงานวิจัยของ Horan et al. (2011) ได้ศึกษาเปรียบเทียบนักกอล์ฟชายและหญิงระดับสูงระหว่างช่วงดาวน์สวิง พบว่าแม้จะมีความแตกต่างในการหมุนลำตัวและเชิงกราน นักกอล์ฟยังสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือและหัวไม้ในช่วงท้ายของสวิงได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึง กลยุทธ์แบบลำดับชั้น (hierarchical strategy) ที่ยอมให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นในช่วงต้นของการเคลื่อนไหว แต่กลับควบคุมอย่างแม่นยำเมื่อใกล้ถึงจุดปะทะกับลูก

ขณะที่ต่อมา Tucker et al. (2013) พบว่า นักกอล์ฟที่มีทักษะสูงสามารถรักษาความสม่ำเสมอของผลลัพธ์ เช่น ความเร็วลูกกอล์ฟ ได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจะมีความแตกต่างในวงสวิงแต่ละครั้ง ทั้งระหว่างบุคคล (inter-player variability) และภายในบุคคลเดียวกัน (intra-player variability) ผลลัพธ์นี้ตอกย้ำว่า ความสม่ำเสมอ ที่แท้จริงในกอล์ฟไม่ใช่การเคลื่อนไหวเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่คือ ความแม่นยำของผลลัพธ์ ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

📍นั่นทำให้ทิศทางของการฝึกซ้อมยุคใหม่เปลี่ยนไปสู่แนวทางที่ให้ผู้เล่น “สำรวจความหลากหลาย” ของการเคลื่อนไหว เช่นใน Differential Learning ที่จงใจให้ตีด้วยท่าทางหลากหลาย บางครั้งถึงขั้นตี “ผิด” เพื่อให้ระบบประสาทได้เรียนรู้เส้นทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา หรือ Constraints-Led Approach ที่เปลี่ยนเงื่อนไขของงาน สภาพแวดล้อม และร่างกาย เพื่อให้ผู้เล่นเรียนรู้จากสถานการณ์จริง (การออกแบบแนวทางการสอนแบบนี้มีหลากหลายมากครับ)

แต่ถึงแม้เราจะพูดกันมากขึ้นว่า แต่ละคนมีวงสวิงของตัวเอง คำถามคือ

เราเข้าใจ วงสวิงที่เป็นตัวเอง จริงหรือแค่พูดกันตามๆกันมา‼️
ใครเป็นคนรู้ได้ว่า วงสวิงของเรา ควรเป็นอย่างไร
แล้วรู้ได้อย่างไร⁉️

คำถามเหล่านี้พาเราไปสู่ระดับปรัชญา เพราะหากเรายังฝึกโดยให้โค้ชเป็นผู้บอกว่าท่านี้ดี ท่านั้นผิด หรือพยายามยัดร่างกายทุกคนให้เข้ากับ กรอบของเทคนิค เพียงทางเดียวละก็ เราก็ยังติดอยู่ในโครงสร้างการเรียนรู้แบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคำพูดไป

🔅การยอมรับความแตกต่างที่แท้จริง ต้องไม่ใช่แค่การ ให้สิทธิ์นักกอล์ฟแตกต่างได้
แต่ต้องหมายถึง การโอนอำนาจในการค้นหาคำตอบกลับไปสู่นักกอล์ฟเอง สิ่งนี้สำคัญมากครับในการทำความเข้าใจการตีกอล์ฟในระดับที่มากขึ้น🔅

แนวทางสมัยใหม่อย่าง ecological dynamics (แนวคิดนี้มองว่าการเคลื่อนไหวของมนุษย์ไม่ได้เกิดจาก คำสั่งจากสมองล้วนๆ แต่เกิดจาก การโต้ตอบระหว่างร่างกาย-สิ่งแวดล้อม-เป้าหมาย โดยคร่าวๆครับ)
และ non-linear pedagogy(การออกแบบสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ กระโดด-ย้อนกลับ-สำรวจ ด้วยตัวเองตามจังหวะของแต่ละคน อารมณ์แบบ เรียนรู้แบบไม่ต้อง A-B-C) จึงเน้นไม่ใช่แค่ เปลี่ยนเทคนิคการฝึก แต่เปลี่ยน บทบาทของครู จากผู้สอน เป็นผู้ออกแบบสถานการณ์
เปลี่ยน ผู้กำหนดคำตอบ เป็น ผู้อำนวยการให้เกิดคำถาม

เพราะแท้จริงแล้ว

คงไม่มีใครรู้ว่าวงสวิงของเราควรเป็นแบบไหน 100% ความเป็นไปได้มากสุดคือเราให้คำตอบแก่ตัวเราเอง เมื่อคุณได้ฝึกฝนในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้ และมีเสรีภาพที่จะเรียนรู้จากความแตกต่างของตัวเอง จนมันจะตกผลึกเป็นองค์ประกอบบางอย่าง ผ่านการศึกษาพูดคุยกับตนเองและคนอื่นอย่างหนัก
ซึ่งผมคิดว่านี้คือแก่นแกนของการสอน การเรียนกอล์ฟในระดับลงลึกลงไปขั้นปรัชญาอย่างแท้จริง

ถ้าชอบบทความการสรุปแบบนี้ อย่าลืมกดไลก์และแชร์ให้เพื่อนๆ นักกอล์ฟด้วยนะครับ🙏🏻
#วงสวิง #สอนกอล์ฟ #สวิงอุดมคติ

อ้างอิง

Bernstein, N. A. (1967). The coordination and regulation of movements. Oxford: Pergamon Press.

Horan, S. A., Evans, K., & Kavanagh, J. J. (2011). Movement variability in golf: A review. Journal of Sports Sciences, 29(9), 955–966. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/21266926/

Tucker, C. B., Anderson, R., & Kenny, I. C. (2013). Is outcome related to movement variability in golf? Sports Biomech, 12,https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/24466647/

11/05/2025

“Rope swing drill” by Dr.kwon
Objective: control tempo and swing plane

09/05/2025

Laban Movement Analysis and Golf biomechanics
⛳️วิเคราะห์การเคลื่อนไหวข้ามศาสตร์จากการเคลื่อนไหวในการแสดงสู่การตีความในกีฬากอล์ฟ

ในการวิจัยกอล์ฟเราอาจคุ้นเคย กับการวิเคราะห์เชิงกลไก สะโพกเคลื่อนที่ไปแค่ไหน มือหมุนไปอย่างไร การเคลื่อนที่เชิงมุมข้อมือเคลื่อนที่เร็วแค่ อัตราเร่งของหัวไม้ในระหว่างปะทะมีมากแค่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น งานวิจัยเชิงปริมาณที่นำข้อมูลต่างมาวิเคราะห์ ซึ่งในบ้างครั้งมันดูเหมือนขาดอะไรไป การทำตามความเข้าใจตามผลการวิเคราะห์เหล่านี้มันก็ยังไม่ทำให้ การสวิงนั้นลื่นไหล

งานนี้น่าจะเป็นงานแรกๆในโลกของกีฬากอล์ฟ (ในกีฬาอื่นๆมีการใช้ศาสตร์ LMA ไปวิเคราะห์การเคลื่อนไหวอยู่บ้าง เช่น กีฑา การต่อสู้ไทชิ) ที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ศาสตร์หนึ่งว่าด้วย biomechanics กับอีกศาสตร์ที่เป็นศาสตร์เกี่ยวกับการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวในการแสดง (LMA)

ไม่น่าเชื่อที่ว่ามันจะสามารถอธิบายการเคลื่อนไหวสร้าง ภาพความเข้าใจในกอล์ฟให้มันลึกซึ้งได้ขึ้นไปอีก

**หมายเหตุ LMA ย่อมาจาก Laban Movement Analysis คือระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมนุษย์ ชอบถูกใช้ใน สาขาการแสดง นาฎศิลป์ ศิลปะการเคลื่อนไหว

📍ถ้าจะให้อธิบายงานนี้แบบเรียบง่าย คงจะต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า วงสวิงสองวงของนักกอล์ฟระดับฝีมือดีที่มีการเคลื่อนไหว ออกแรงคล้ายๆกัน หรือมีผลลัพท์ทางชีวกลศาสตร์ที่คล้ายกัน แต่วงนึงอาจสวิงด้วยความตึงเครียด อีกวงอาจจะสวิงได้ด้วยความลื่นไหล

ซึ่งมันทำให้เราคิดได้ว่า แค่ผลลัพธ์ทางชีวกลศาสตร์คล้ายกัน แต่คุณภาพของการเคลื่อนไหวนั้นอาจต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของวงสวิงได้

ถ้าจากข้อมูลแบบเดิมเช่น เขามีความเร็วเชิงมุมของข้อมือที่สูงมาก มีแรง GRF ในแนวตั้งที่สูงมากช่วง ก้านไม้ขนากับพื้นตอน Downswing แต่คำถามคือ

แล้วมัน ลื่น ไหม?
มั่นคง ไหม?
แน่นไป หรือ เบาไป?
ร่างกายทั้งตัวทำงานเป็นทีม หรือ สั่งไม้ให้ขยับ?

สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารูัว่า มันเกิดอะไร แต่ยังไม่ได้บอกว่ารู้สึกยังไง ดังนั้น LMA ช่วยแปลตัวเลขให้เป็น ความรู้สึกทางการเคลื่อนไหว ซึ่งผมว่ามันดูมีความหมายอย่างมาก เพราะมันกำลังจะบอกความรู้สึกที่เกิดจากภายใน

มันเหมือนกับว่า การตีความโดย ภาษา LMA ร่วมกับข้อมูลทางตัวเลยที่ได้จากการวัด มันกำลังบอกว่า ร่างกายของนักกอล์ฟ พูดอะไรกับเรา

จุดประสงค์ของงานจึงไม่ใช่เพียงเพื่อวัดความเร็วหรือมุมเท่านั้นแบบที่งานวิจัยอื่นๆในสาขานี้ทำ แต่เพื่อ ตีความคุณภาพของการเคลื่อนไหว เช่น ความลื่นไหล ความมั่นคง และจังหวะ วงสวิงของนักกอล์ฟมืออาชีพจึงไม่ใช่แค่ แม่น แต่ ไหล อย่างมีภาวะและมีจุดมุ่งหมาย (ซึ่งจะมีวิธีการตีความตามแบบวิธี LMA โดยแบ่งเป็น 4 ส่วนหลัก Flow, Weight, Time, Space)

✅สิ่งที่ทำให้งานนี้มันดูว้าวมากๆคงจะเป็น
บูรณาการข้ามศาสตร์” จากกลศาสตร์เชิงฟิสิกส์ → สู่ภาษาของการเต้น → กลับมาสู่วิธีคิดในการสอนกีฬา

นักวิจัยไม่ได้มองวงสวิงเป็นเพียงกลไก แต่มองว่าเป็น “ภาษา” ที่ร่างกายใช้สื่อสาร และเชื่อว่า หากเราฟังภาษานั้นให้ดี เราจะเข้าใจมากกว่าที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวจะบอกได้

‼️และงานลักษณะนี้ชอบถูกวิจารณ์ว่า ฟังดูสวยหรู แต่จะช่วยให้ตีดีขึ้นจริงหรอ? (คงคล้ายกับงานทางปรัชญา แบบพวกความดีคืออะไร ความรู้คืออะไร ต้นไม้ล้มในป่าถ้าไม่มีคนรับรูัจะมีเสียงไหม) ตัวนักวิจัยเองก็ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพไม่อาจเห็นผลทันทีในตัวเลขระยะทางหรือความแม่นยำ แต่เขาเสนอว่า เมื่อเราฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอโดยใช้การรับรู้จากภายในควบคู่กับข้อมูลภายนอก เราจะสร้างวงสวิงที่ กลมกลืนกับร่างกาย มากกว่า ฝืนร่างกายให้ทำตามท่า

มันเหมือนไม่ได้มองแค่ว่าเป็น กลไก แบบหุ่นยนต์ แต่มัน คือศิลปะอย่างหนึ่ง

💡ผมมองว่างานพวกนี้มันเมื่ออ่านแล้วมันทำให้ Mindset มันทำให้ภาพความเข้าใจเราในการตีเปลี่ยน มันเหมือนสร้างภูมิทัศน์การรับรู้และทำความเข้าใจกอล์ฟให้กว้างขึ้น ซึ่งผมชอบเรียกความรู้สึกนี้ว่า มัน Appreciate หรือเกิดความอิ่มเอมทางปัญญาเพิ่มขึ้น ซึ่งมันเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างความรับรู้ความเข้าใจในกอล์ฟ ให้กว้างไกลมากว่าเดิม ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญมากในการพัฒนา

คงสนุกน่าดูถ้าเราไปคิดต่อว่า วงสวิงของเรากำลังพูดอะไรอยู่?

ใครสนใจก็ลองไปอ่านเพิ่มเติมตามลิงค์ ได้เลยครับมันส์มาก สนุกมากครับ

ถ้าชอบบทความการสรุปแบบนี้ อย่าลืมกดไลก์และแชร์ให้เพื่อนๆ นักกอล์ฟด้วยนะครับ🙏🏻
#วงสวิง #สอนกอล์ฟ

อ้างอิง
Kim, J., Bulmer, L. M., Chen, J., MacPherson, T., & Kerr, G. (2024). An exploratory study of a choreographic approach to golf swing dynamics: Bridging biomechanics and Laban movement analysis. Sensors, 24(13), 6845. https://www.mdpi.com/1424-8220/24/21/6845

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ห้องออกกำลังกายและกีฬา ใน Khon Kaen?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


ในเมืองขอนแก่น
Khon Kaen
40000