25/06/2026
เร่งเวลาไปก็เท่านั้นค่ะเมื่อไม่ถึงเวลามันก็ยังไม่เกิดนะคะ
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ความเร็ว" เสมอไป
แต่มันขึ้นอยู่กับ "ความมั่นคง" ในวันที่ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์
เวลาที่เราเห็นคนอื่นวิ่งแซงหน้าไป... จิตใจเรามักจะเริ่มว้าวุ่นและพยายามเร่งเครื่องกดดันตัวเองให้เติบโต ให้สำเร็จ ให้มีความสุข (ตามเขาให้ทัน) จนบางที... เราลืมไปว่าหัวใจของเราไม่ได้สร้างมาจากเหล็กกล้า แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการเวลาในการเติบโต
—
การเข้าใจและยอมรับว่าชีวิตมีจังหวะเวลาของตัวเอง ไม่ใช่การปล่อยจอยยอมแพ้ แต่มันคือการฝึก Self-Awareness ที่เข้มข้นที่สุด เพื่อให้เรากลับมาเข้าใจความรู้สึกและความคาดหวังที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่เดินตามสคริปต์ที่สังคมเขียนให้
และในระหว่างที่เฝ้ารอ... การประคองใจไม่ให้วอกแวก ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร นั่นแหละครับคือ "วินัยทางใจ" (Mental Discipline) ซึ่งเป็นเหมือน "พวงมาลัยชีวิต" ที่แท้จริง ที่จะช่วยควบคุมทิศทางไม่ให้เราหลุดโค้งตกถนนไปเพราะแรงกดดันรอบข้าง
ดอกไม้จะงดงามที่สุดในฤดูกาลของมัน...
ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ 🤔 จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?
──────────
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม
22/06/2026
3 วิธี ในการฝึก " เห็นการยึด" น่าสนใจนะคะ
ทุกครั้งที่เราทุกข์ใจ มักมี "ความคาดหวัง" ซ่อนอยู่เสมอ
และความทุกข์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ล้วนๆ แต่เกิดจาก ช่องว่างระหว่างความจริง ↔ สิ่งที่ใจเราอยากให้เป็น
ตัวอย่างเช่น:
• ที่บ้านส่ง LINE มาห้วนๆ → ใจที่ยึดว่า "เขาต้อง nice กับเราสิ!" → รู้สึกเคืองใจทั้งวัน
• เสนองานแล้วเจ้านายเงียบ → ใจที่ยึดว่า "ต้องได้รับการยอมรับ" → รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า
• เพื่อนยกเลิกทริปกะทันหัน → ใจที่ยึดว่า "แผนต้องเป็นไปตามนั้น" → โกรธทั้งที่เขาอาจมีเหตุจำเป็น
จะเห็นได้ว่าความทุกข์จึงไม่ใช่แค่ “เหตุการณ์” ล้วนๆ แต่อยู่ที่ว่าใจเรา “ยึด” อะไรไว้ก่อนหน้านั้นด้วยต่างหาก!
—
สอดคล้องกับมุมของพุทธศาสนา สิ่งที่ใจเรายึดไว้มักขัดกับธรรมชาติของความจริง 3 อย่างคือ:
① ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ (อนิจจัง)
② การพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ทำให้เกิดความทุกข์ (ทุกขัง)
③ และหลายสิ่งไม่ได้เป็นไปตามที่ “เราสั่งได้” (อนัตตา)
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม “การยึด” ถึงทำให้เราทุกข์มาก ดังนั้น บทความนี้ SELminder อยากเจาะลึกเรื่องนี้ และดูว่าหากเราจะฝึกรู้ทันความยึดนี้ต้องเริ่มต้นอย่างไร…
──────────
12 ความยึดทางใจ (ที่เจอบ่อย) → คุณยึดข้อไหนอยู่บ้างครับ?
──────────
📍แล้วทำไม "ปล่อยวาง" แบบฝืนๆ ถึงไม่ได้ผล?
เพราะการบอกตัวเองว่า "ช่างมันเถอะ" หรือ "อย่าคิดมาก" ไม่ใช่การปล่อยวางครับ! มันคือ การกดทับ ต่างหาก...
และความรู้สึกที่ถูกกดทับไม่ได้หายไป มันจะเปลี่ยนรูปเป็น → ความเครียดสะสม → หมดพลัง → ระเบิดออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว
ดังนั้น การปล่อยวางที่แท้จริง จึงไม่ได้เริ่มจากการ "บังคับให้ไม่รู้สึก" แต่เริ่มจากการ "เห็น" ก่อนว่ากำลังยึดอะไรอยู่
—
📍3 เทคนิคฝึก "เห็นการยึด" (Self-awareness)
① ถามตัวเองว่า "ฉันกำลังยึดอะไรอยู่?"
ทุกครั้งที่ไม่สบายใจ ลองถามว่า → "ฉันอยากให้มันเป็นยังไง?" และ "มันไม่เป็นแบบนั้นตรงไหน?" แค่เห็นตรงนี้ ความรู้สึกหนักๆ มักเริ่มเบาลงเอง
② กลับมาที่ลมหายใจ
หายใจเข้า 4 วินาที → กลั้น 4 → หายใจออก 6
ทำแค่ 3-4 รอบ เพื่อให้ใจนิ่งพอจะ "มองเห็น" ได้ชัดขึ้น
③ เขียนระบายออกมา
ลองเขียนว่า → วันนี้รู้สึกอะไร → เกิดอะไรขึ้น → อยากให้เป็นยังไง → ยึดอะไรอยู่... เพียงแค่ลงมือเขียน 5 นาที อาจทำให้เราเห็นภาพสิ่งที่อยู่ในใจชัดมากครับ!
ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ 🤔 จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?
──────────
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม
18/06/2026
เราไม่จำเป็นที่จะต้องคาดหวังว่าจะต้องดีไปหมดทุกอย่างนะคะ เพราะเราก็ต่างใช้ชีวิตครั้งแรกเหมือนกันค่ะ
เราต่างก็เพิ่งใช้ชีวิตนี้กันเป็นครั้งแรก ไม่มีใครเก่งหรือใช้ชีวิตได้ดีไปกว่าใครเลย
หนังสือ : ขอให้เธอได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ
#สสส #สื่อสารสุข #กำลังใจ #คำคมจากหนังสือ
15/06/2026
เราทุกคนหนีกันเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยนะคะ
คำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ จนหลายคนเผลอรู้สึกหวาดกลัว
ทั้งที่จริงแล้ว เราต่างพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจว่า “วันนี้จะกินอะไรดี”
หรือวันที่เราบอกตัวเองว่า “วันนี้ไม่ไหวแล้ว ไว้ตื่นมาค่อยทำต่อ”
.
เพราะทุกการเลือก ทุกการลงมือทำ ล้วนพาเราไปสู่ผลลัพธ์บางอย่าง และตรงนั้นเองที่การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้น ดังนั้น การมีทักษะความยืดหยุ่น จึงเหมือนการมีเกราะไว้รองรับแรงกระแทกของชีวิต ขณะเดียวกัน เราก็ยังยืนหยัดได้อย่างมั่นคง และพร้อมปรับตัวไปกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
พบกับ MOODY ในงาน ThinkFest: Everybody Changes
ลงทะเบียนฟรีได้ที่:https://restspace.me/thinkfest/event/moody-exhibition
11/06/2026
เราจะเฆี่ยนตีตัวเองไปเพื่ออะไรกันคะ ใจดีกับตัวเอง โอบกอดตัวเองดีกว่านะคะ
เฆี่ยนตีตัวเองไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา พักหายใจสักครู่ แล้วเห็นอกเห็นใจตัวเองดูบ้าง
-------------------
ทุกครั้งเวลาทำอะไรผิดพลาด ความรู้สึกผิดหวังในตัวเองจะบังเกิดขึ้นภายในใจ ไม่เป็นไรถ้าคุณจะรู้สึกอย่างนั้น แต่อย่าจมกับมันจนต้อง ลงโทษ หรือ เฆี่ยนตีตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อตอกย้ำความผิดพลาดนั้น แล้วหวังว่าในครั้งต่อไปฉันจะไม่ทำพลาดแบบนี้อีก
แคเธอรีน มอร์แกน แชฟเลอร์ (Katherine Morgan Schafler) นักจิตอายุรเวท และผู้เขียนหนังสือ ‘The Perfectionist’s Guide to Losing Control’ เขียนประโยคหนึ่งในหนังสือของเธอว่า “เมื่อคุณลงโทษใครสักคน คนคนนั้นจะไม่เรียนรู้วิธีเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาจะเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงสาเหตุของการถูกลงโทษแทน”
แชฟเลอร์ยังอธิบายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของคำว่า การลงโทษ กับการมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบส่วนบุคคล ผลที่ตามมาตามธรรมชาติ และการฟื้นฟู ไว้ดังต่อไปนี้
1. การลงโทษ VS วินัย:
บางครั้งสองคำนี้อาจนำมาใช้ควบคู่กันแต่ผลลัพธ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการลงโทษ คือ การควบคุมและกีดกันพฤติกรรมเชิงลบ ส่วนระเบียบวินัย คือ การส่งเสริมเพื่อเพิ่มพฤติกรรมเชิงบวก แม้ในบางการกระทำการลงโทษจะจำเป็น แต่หลังจากนั้นก็ต้องเสริมแรงในเชิงบวกเข้าไปด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนา
2. การลงโทษ VS ความรับผิดชอบส่วนบุคคล:
ความรับผิดชอบส่วนบุคคล คือ การยอมรับความผิดพลาด และรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหา ซึ่งกำหนดให้เราต้องขอโทษต่อผู้ที่ได้ทำร้าย และให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ได้มาพร้อมกับวิธีการแก้ไขอื่นนอกจากการทำร้ายตัวเองซ้ำๆ
3. การลงโทษ VS ผลที่ตามมาตามธรรมชาติ: การลงโทษ คือ การสร้างความกลัวไม่ให้ทำแบบนั้นซ้ำอีก ขณะที่ผลที่ตามมาตามธรรมชาตินั้น เป็นวิถีแห่งการคาดคะเนว่าสิ่งที่เราเลือกทำนั้นมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง ซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกระทำที่ต่างออกไปเผื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้
4. การลงโทษ VS การฟื้นฟู: การลงโทษ คือ การพยายามทำให้จิตใจเสียขวัญ และลดพลังในความกล้าลงมือทำ ในขณะที่การฟื้นฟู คือความพยายามทำให้จิตใจมั่นคง และเพิ่มพลัง มุ่งเน้นไปที่การสร้างการเติบโตในเชิงบวกบนรากฐานที่แข็งแรง
ดังนั้น เธอจึงแนะนำให้เราฝึก ‘เห็นอกเห็นใจตัวเอง’ เมื่อทำผิดพลาด ‘ด้วยทฤษฎีการขยาย และสร้าง’ (The Broaden-and-Build Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวก ที่พัฒนาโดยนักจิตวิทยาสังคม บาบาร์รา เฟรดริกสัน (Barbara Fredrickson) ในปี 1998
“การวิจัยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกของความเห็นอกเห็นใจตนเอง กับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองมากขึ้น เพิ่มความคิดริเริ่มส่วนบุคคล เพิ่มความยืดหยุ่นต่อความเครียด ประเมินจุดแข็ง และจุดอ่อนในตนเองตามความเป็นจริงมากขึ้น แล้วระดับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลจะลดลง อัตราความเหนื่อยหน่ายจะลดลง จากนั้นเพิ่มแรงจูงใจในการแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต แล้วกำหนดเป้าหมายถัดไป” แชฟเลอร์กล่าว
หรือก็คือ เมื่อเราตกอยู่ในความคิดเชิงลบ มุมมองของคุณจะแคบลง ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับก้อนความรู้สึกผิดหวังกลมๆ สีดำนั่น ลองใส่สารละลายความเข้มข้นที่ชื่อว่า ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจตัวเองลงไป เพื่อทำให้ความขุ่นมัวของก้อนดำๆ จางลง แล้วคุณจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้นตามความเป็นจริงนั่นเอง
-------------------
ไม่ใช่ว่า วิธีการลงโทษ เป็นเรื่องไม่ดี หรือสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะประโยชน์ของการลงโทษ คือการลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่หากทำเกินพอดีก็อาจให้โทษมากกว่าคุณได้ ดังนั้น ลองพิจารณาด้วยวิจารณญาณดูว่า วิธีการไหนจะทำให้ตัวเราเกิดการพัฒนา ไม่ใช่ถดถอย
08/06/2026
อย่าใจร้ายใส่กันเลยค่ะ ถึงจะมีคนใจร้ายกับเราแต่เราก็พูดได้เต็มปากว่าเราก็ไม่ใจร้ายกับใคร
ทุกคนต่างทำงานในหน้าที่ของตัวเอง
อย่าใจร้ายใส่กันเลยน้า
MOODY เป็นกำลังใจให้
05/06/2026
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา จะดีหรือไม่ดี...อยู่ที่เรามองจริงๆนะคะ
#ขึ้นอยู่กับมุมมอง
ชีวิตสะดุด
หรือเพียงหยุดเพื่อดูทิศทางใหม่
หลงทาง
หรือกำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ล้มเหลว
หรือกำลังเติบโต
ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
หรือเลือกที่จะเดินบนทางของตัวเอง
หนึ่งสถานการณ์อาจมองได้หลายแบบ
เลือกความหมายที่จะเปิดทางให้เราก้าวต่อไปดีกว่านะ
02/06/2026
คนข้างใจคือคนที่พร้อมฟังทุกคนนะคะ
เราไม่ได้ต้องการ “คนแก้ปัญหา” ทันทีเสมอไป
แต่เราอยากมีใครสักคนที่เปิดพื้นที่ให้เราได้พูด..
ได้รู้สึก.. และได้เป็นตัวเองอย่างรู้สึกปลอดภัย
—
หนึ่งในทักษะสำคัญของ Social and Emotional Learning (SEL) คือ “Relationship Skills” หรือความสามารถในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี และการสื่อสารอย่างชัดเจน
และ #การรับฟังอย่างตั้งใจ คือส่วนสำคัญของทักษะนั้น
.. ไม่ใช่การรีบสอน
.. ไม่ใช่การรีบแก้
.. และไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกหรือผิด
แต่คือการทำให้อีกคนรู้สึกว่า “เขามีพื้นที่ปลอดภัยพอที่จะเป็นตัวเอง”
บางครั้ง… การที่ใครสักคนรับฟังเราอย่างเข้าใจอาจช่วยเยียวยาหัวใจได้มากกว่าคำพูดใดๆ 💙
ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ 🤔 จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?
──────────
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม
29/05/2026
เราทุกคนเป็น limited editions ค่ะ
#เห็นคุณค่าของตัวเอง
#คำครูวันพระ
”คนที่ไม่รู้จักตัวเอง จะตีค่าตัวเองจากความคิดเห็น การกระทำของคนอื่นต่อเรา อย่างเช่น เขาให้ความเคารพ เราก็สรุปว่าเราเป็นคนน่าเคารพ เขารักเรา เราก็สรุปว่าเราเป็นคนน่ารัก แต่ถ้าเขาเลิกให้ความเคารพก็เศร้า หมดกำลังใจ คิดว่าตัวเองไม่มีค่า
ถ้าค่าของเราขึ้นอยู่กับสายตาและความคิดของคนอื่น แล้วตัวเราจะอยู่ตรงไหน ความมั่นคงในชีวิตจะมีได้อย่างไร
คนเราจึงต้องหมั่นละบาป บำเพ็ญกุศล ขัดเกลาจิตใจตัวเอง จนกระทั่งมองเห็นสิ่งที่มีค่าในตัวเราเอง เมื่อทำเช่นนั้นคนอื่นจะมองเห็นหรือไม่เห็น จิตใจเราก็มั่นคงไม่หวั่นไหว“
พระอาจารย์ชยสาโร
27/05/2026
ล้มลงบ้างก็ได้ แพ้บ้างก็ได้ ไม่เป็นไรเลยค่ะ...เป็นธรรมดาของชีวิต สำคัญที่เราเรียนรู้อะไรจากการที่เราล้มนะคะ แล้วลุกขึ้นอีกครั้งได้เสมอค่ะ
MOODY: จะล้มบ้างก็ได้ แต่ยิ่งลุกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ใช้ความยืดหยุ่นให้เป็น ในวันที่ชีวิตเผชิญกับปัญหา
-------------------
“เมื่อความลักลั่นของสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตมนุษย์เราตกอยู่ในสภาวะสับสน และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลับมาพร้อมกับความถดถอยของสุขภาพจิต ทำให้เกิดความวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิวัฒนาการด้านสมองและระบบประสาทด้านการพักผ่อนและความเครียดของมนุษย์เราตอนนี้ ไม่ได้พัฒนาให้เอื้อต่อชีวิต ณ ปัจจุบันที่ก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว”
ดร.เบนจามิน ไวน์สตีน นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับผู้ปฏิบัติงานในสถานการณ์วิกฤต กล่าว ก่อนจะอธิบายถึงแนวคิดและทักษะ Resilience หากแปลเป็นภาษาไทยส่วนใหญ่เราจะคุ้นหูกันกับคำว่า ความยืดหยุ่น ซึ่งในงานเสวนา ‘Resilience Showcase’ ที่จัดขึ้นโดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ปีที่แล้ว ใช้คำว่า ‘การฟื้นคืน’ แทน
MOODY จึงอยากมาเล่าถึง Resilience การฟื้นคืน หรือ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ให้ทุกคนได้ฟังกัน เพราะเชื่อว่าหากทุกคนฝึกใช้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดนี้ทุกวัน จะทำให้จัดการกับชีวิตที่กำลังเจอกับวิกฤตปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาได้ง่ายขึ้น
อย่างที่กล่าวไป คำว่า Resilience สามารถเรียกในภาษาไทยได้ทั้งคำว่า ความยืดหยุ่น และ การฟื้นคืน เพราะหากดูคำนิยามของแนวคิดแล้วหมายถึงทักษะการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบากหรือท้าทายได้สำเร็จ
หากอ้างอิงตามคำจำกัดความของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) แนวคิดนี้ก็หมายถึงการมีความยืดหยุ่นด้านจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรม และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ ทางกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับตุ๊กตาล้มลุกดารุมะ ที่ไม่ว่าจะผลักให้มันหงายไปด้านใดก็ตามสักกี่ครั้ง ดารุมะก็จะเด้งกลับมาทรงตัวได้ดังเดิม ดังนั้น หากเรามีความยืดหยุ่น มีจุดถ่วงดุลเหมือนกับดารุมะ ไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับอะไรก็ตาม เราก็จะเด้งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า ปัญหาหลักของคนส่วนใหญ่คือ ‘ขาดการตระหนักรู้’ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของแนวคิดนี้ เพราะการตระหนักรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบร่างกายและสมอง ที่เมื่อเจอปัญหาสักอย่างนั้น สมองมักตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ก่อนเสมอ แน่นอนว่ามันเป็นรากฐานของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ
สารแห่งความเครียด ความกังวลจึงหลั่งออกมาจำนวนมาก ขณะนั้นเองที่มันไปครอบงำระบบสมองส่วนตรรกะและความคิดให้ทำงานได้น้อยลง ทำให้อาการซึม เครียด และกังวลเกิดขึ้นก่อนเสมอ และหากขาดการตระหนักรู้ก็กลายเป็นว่าเราจะเครียดยิ่งกว่าเดิม เกินกว่าความจำเป็น จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนจมดิ่งหรือคิดวนอยู่กับความเครียดนั้นโดยไม่ไปไหนสักที
ในทางกลับกัน คนที่มีการฝึกฝนอยู่เสมอ จะสามารถตระหนักรู้ถึงกระบวนการทำงานนี้โดยอัตโนมัติ นั่นทำให้พวกเขาเกิดความยืดหยุ่นทางจิตใจ เพราะเข้าใจการทำงานของร่างกายที่เชื่อมต่อไปยังจิตใจนั่นเอง จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ และจัดการกับมันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น
โดย ดร.เบนจามิน ได้ให้แบบฝึกหัดพื้นฐานในการฝึกความยืดหยุ่นไว้ด้วย เรียกว่า ‘Resilience Break’ ได้แก่
1 - Breath it: การฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าและออก ด้วยการหลับตา กำหนดลมหายใจ แล้วโฟกัสไปที่ลมหายใจตั้งแต่หายใจเข้า แล้วไล่ตามลมหายใจไปว่าผ่านอวัยวะใดบ้างจนหายใจกลับออกมา
2 - Name it: ขณะที่มีสมาธิอยู่กับลมหายใจ ให้สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างในไปด้วย แล้วบอกกับตัวเองให้ได้ว่ามันคือความรู้สึกไหน หรือเราเจ็บปวดตรงไหนบ้างในขณะที่หายใจ
***โดย MOODY จะขอขยายความตรงนี้เพิ่มเติมคือ อย่าลืมว่าแท้จริงแล้วร่างกายและจิตใจเราทำงานร่วมกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียด วิตกกังวล นั่นแปลว่ากล้ามเนื้อต่างๆ ของร่างกายก็ตอบสนองเช่นกัน
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียดมากๆ จะมีอาการปวดหัวจนต้องขอยาแก้ปวดสักเม็ดสองเม็ด และนอกจากนั้นพวกกล้ามเนื้อมัดเล็กต่างๆ ก็เกิดความตึงเครียดด้วยเช่นกัน เพียงแต่เรามักไม่ค่อยรู้ตัว หรือไม่เคยสังเกตมาก่อนเท่านั้นเอง
แต่เมื่อเราตระหนักรู้แล้วว่า กำลังรู้สึกอะไรอยู่ เครียด วิตก โกรธ โมโห หรือเศร้า รวมถึงรับรู้ได้ว่ากำลังเจ็บปวดตรงส่วนใด ย่อมทำให้เราเบาใจและสามารถหาทางจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้เร็วขึ้น***
3 - Embrace it: การโอบกอดมันไว้ ด้วยการเห็นอกเห็นใจ และกรุณาต่อตัวเอง ต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งที่เกิดขึ้น จุดนี้เองที่เป็นอีกก้าวสำคัญทำให้จิตใจเราเปิดกว้างพร้อมที่จะก้าวต่อไป หรือลุกขึ้นต่อสู้กับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
สรุปแล้ว Resilience คือหนึ่งในแนวคิดที่รวมเอาทักษะพื้นฐานทางจิตวิทยามาใช้ โดยกุญแจสำคัญดอกแรกคือ ‘การตระหนักรู้’ จากนั้นให้ใช้ประโยชน์จากทักษะต่างๆ เช่น การเขียนไดอารีบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น เขียนความรู้สึก ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงการออกกำลังกาย ฝึกสติ กำหนดลมหายใจ เพื่อให้พวกเราเรียนรู้ถึง ‘ความยืดหยุ่น’ หรือ ‘การฟื้นคืนตัวเอง’ ให้ได้เร็วขึ้น ยิ่งฝึกทุกวันก็ยิ่งเห็นผลได้ชัดเจน
-------------------
“เราต่างเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของตัวเอง” หนึ่งในประโยคของ ดร.เบนจามิน ที่กระแทกใจ MOODY เพราะเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือความสามารถในการเลือกวิธีตอบสนองกลับจากภายในของตัวเรานั่นเอง
ดังนั้น อยากให้ทุกคนลองฝึก Resilience ทำให้ตัวเองยืดหยุ่นบ่อยๆ จะได้ไม่จมดิ่งกับปัญหานานๆ แล้วจะพบว่าคุณจะได้เวลากลับคืนมาเยอะมาก เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่ชอบ