25/08/2026
AGEStonger สุดท้ายของปี
ฝึกร่างกายสูงวัยให้แข็งแรง สุขภาพดี ผ่านความเข้าใจสรีรวิทยาของร่างกาย และการปรับตัวของร่างกายระบบต่างๆ กล้ามเนื้อ กระดูก ฮอร์โมน หลอดเลือดหัวใจ สมอง ระบบประสาทสั่งการ ฯลฯ
มาตรฐานสากล ACE, NSCA, NASM/AFAA
📌 22 พฤศจิ Treat & Train เมืองทอง
รายละเอียดเพิ่มเติมในคอมเม้น
24/08/2026
Sports Supplement
หรืออาหารเสริมเพื่อเพิ่มสมรรถภาพกีฬา … จำเป็นไหม ?
ถ้ายึดตาม Framework ของ AIS (Australian Institute of Sport) ก็ง่ายเลย
📌 มีการแบ่ง Supplement เป็น 4 กลุ่ม A —> D
✅✅ กลุ่ม A นี่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีประโยชน์
✅ กลุ่ม B เริ่มมีหลักฐานว่าเป็นประโยชน์ (อาจต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ตัวยอดฮิตในกลุ่มนี้ก็ Carnitine ที่หวังผลเรื่องการเผาไขมัน)
❌กลุ่ม C คือไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลไม่สนับสนุน (เช่น BCAA ไม่มีประโยชน์ ไปกิน Protein Supplement เป็นเรื่องเป็นราวดีกว่า ที่อยู่ในกลุ่ม A)
❌❌ กลุ่ม D คือสารที่ถูกแบน/สารกระตุ้นทั้งหลาย
—
จำเป็นไหม ? กลุ่ม B-D ก็แทบจะตอบได้ทันทีว่าไม่จำเป็น
—
ส่วนกลุ่ม A จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก
1) Sports foods พวกนี้คืออาหารนั่นแหละ ในรูปอาหารเสริม เช่น เวย์โปรตีน เจลพลังงาน บาร์ ฯลฯ
✅ พวกนี้จะมีความจำเป็น ก็คือ หากเราได้รับพลังงาน หรือสารอาหาร (Macro) ไม่เพียงพอ (อาจจะกินไม่ถึง หรือจำเป็นต้องใช้มาก เช่น เวลาวิ่งทางไกลต้องเติมเจล)
2) Medical supplements พวกนี้คือวิตามินแร่ธาตุ
✅ จำเป็นในกรณีที่มีการขาด หรือมีแนวโน้มจะขาด ที่พบบ่อยก็ธาตุเหล็ก โฟเลต แคลเซียม สังกะสี วิตามินดี
3) Performance supplements ได้แก่ คาเฟอีน เบต้า-อลานีน ไนเตรท โซเดียมไบคาร์บ ครีเอทีน
⭐️⭐️⭐️ ต้องเข้าใจว่าสารพวกนี้ที่มีวิจัยว่าเพิ่ม Performance มันคือช่วยได้หลักหน่วย % (ส่วนใหญ่ก็แถว 3-5%)
ในนักกีฬาที่แข่งขัน แน่นอนว่าตอบได้เลยว่าจำเป็น เพราะผลแพ้ชนะตัดกันหลักหน่วย% หรือไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ
แต่ในคนทั่วไป ถ้าเราไม่ได้จะไปแข่งอะไร การที่ Performance เพิ่ม 2-3% อาจจะไม่มีความจำเป็นกับชีวิตเราก็ได้ สู้เราเอาทุนไปให้สิ่งที่สำคัญกว่า (เช่น อาหารที่ดี ยิมที่ดี อุปกรณ์ ฯลฯ)
📌 ใดๆ ก็ตามพวก Supplements ที่ชอบกินกันส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็น หรือแทบไม่มีประโยชน์เลย หากเราละเลยสมดุลพลังงาน กินน้อยไป กินมากไป ไม่ใส่อาหารหลัก
Doctor Move
21/08/2026
คำแนะนำสั้นๆ กับการเวทเทรนนิ่งในสูงวัย
👉🏻 ถ้าใช้น้ำหนักเบา เช่น ยางยืด บอดี้เวท ให้ทำเร็วๆ (Power)
ถ้าใช้ตัวเปล่าแล้วยังทำช้าๆ แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มกับร่างกาย เหมือนลุกจากเก้าอี้ตัวเปล่า ... ก็ทำอยู่แล้วทุกวัน ถ้ายังทำเหมือนเดิมก็ไม่สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิมได้
(เอาตัวอย่างท่าลุกนั่งจากเก้าอี้ จังหวะที่ควรทำเร็วคือตอนเราถีบตัวส่งขึ้นจากเก้าอี้ แต่จังหวะลงควรควบคุมให้ช้า)
👉🏻 แต่ถ้าให้ดี ใช้น้ำหนักเยอะหน่อย (Strength)
หนักหน่อยนี่หนักแค่ไหน ? ก็หนักมากพอที่เวลายกต้องตั้งใจออกแรง จดจ่อกับ Task ตรงหน้า ไม่ใช่ทำชิลๆ ทำไปหัวเราะไปได้ พูดคุยเล่นได้สบาย
ถ้าวัดด้วยคะแนนความรู้สึก 1 (ง่ายสุดๆ) ถึง 10 (ยกแทบไม่ไหว เต็มที่ก็ได้ทีเดียว) ... คุณควรจะรู้สึก "โว้ว หนักเหมือนกันนะเนี่ย" ตั้งแต่ทีแรก ความรู้สึกหนักสัก 5-6 คะแนน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ยกเลย แล้วจนครั้งสุดท้ายที่ยกอาจจะไป 9-10 คะแนน
📌อยากได้ประโยชน์จากมันอย่าสักแต่ว่าทำให้ครบๆจำนวนครั้งที่กำหนด แต่ตั้งมีความตั้งใจทำให้ "เร็ว" หรือ "หนัก" บ้าง
Doctor Move
20/08/2026
สควอทแบบคนเอเชีย (นั่ง🚽นั่นแหละ)
หลายคนอาจจะเคยเห็นฝรั่งตื่นเต้นกับการนั่งยองของคนเอเชีย เฮ่ย! คุณทำได้ไงอะไรแบบนั้น ในขณะทึ่คนไทยเราก็มองเป็นเรื่องธรรมดา
ท่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากว่า
“การไม่ใช้งาน ทำให้สูญเสียการใช้งานไป”
คนจะนั่งท่านี้ได้ข้อเท้าต้องกระดกได้ (Dorsiflexion) น่องต้องไม่ตึง สะโพกต้องงอได้ เปิดออกได้กว้าง หัวเข่าต้องพับได้มาก ต้องควบคุมการทำงานของเชิงกรานและกระดูกสันหลังได้ —> ไม่งั้นก็หงายหลังก้นกระแทกไปแบบต่างชาติแบบที่เรามักเห็นในคลิป
🤔 มันเป็น “Asian” สควอท เพราะถูกกำหนดด้วยเชื้อชาติหรอ ?
…เปล่าเลย มันเป็นเรื่องวิถีชีวิต ต่างชาติมีเก้าอี้ ส้วมนั่งใช้มานานก่อนเอเชีย พอไม่ได้นั่งกับพื้นเลย ก็สูญเสียความสามารถนั้นไป (ในอดีตทั่วโลกก็ทำได้หมด)
ส่วนคนที่ออกกำลังกาย ฝึกสควอท ก็จะทำได้
ส่วนคนเอเชีย หรืออย่างบ้านเราวัฒนธรรมนั่งพื้นยังเยอะ หรืออาจจะนั่งเก้าอี้ต้วเล็กๆที่เราอยู่ในท่าสควอท รวมถึงหลายที่ยังมีส้วมยอง (แม้จะค่อยๆลดลง)
เรื่องพวกนี้เราก็สามารถทำได้เป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องไปฝึกเลย
👉🏻 กลับมาที่ตอนเป็นเด็ก เกิดมาก็ทำท่านี้ได้หมด ไม่มีใครต้องสอน นั่งเล่นกับ ดิน ทราย หญ้า … มันเป็นพื้นฐานการเคลื่อนไหวในชีวิตมนุษย์เลย
สิ่งที่ผิดธรรมชาติคือการนั่งเก้าอี้ กับคนที่บอกว่าห้ามนั่งยอง ห้ามงอขานี่แหละ
Doctor Move
19/08/2026
ใครก็เป็นผู้เชี่ยวชาญได้…แค่มี AI
เอาแค่เรื่องชะลอวัยก็ไม่ถูกแล้ว … Cortisol แบบ Acute / Transient นี้ช่วยเรื่อง Immune (เหมือน IL-6 ที่สูงไม่ดี ทำให้เกิดการอักเสบ แต่ถ้าออกมาตอนออกกำลังกายช่วยลดการอักเสบ ช่วยเรื่องความไวต่ออินซูลิน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ)
แล้วเวลาพูดถึงฮอร์โมน … สิ่งที่เราคาดหวังจากการยกน้ำหนัก สร้างความแข็งแรง ชะลอวัย ก็คือพวกอนาโบลิกฮอร์โมน (Anabolic Hormone) เช่น เทสโทสเทอโรน หรือโกรทฮอร์โมน … ต้องหนักพอควร (> 80% 1 Repetition Max)
แถมยังเป็นเครื่องมือเดียวที่ใช้ต่อกรกับโรคของความเสื่อมชราของร่างกายทั้งหลาย เช่น กล้ามเนื้อน้อย กระดูกบางหรือพรุน สมองถดถอย เส้นเอ็นสูญเสียความแข็งแรง รวมถึงมีประโยชน์ต่อโรค NCDs อื่นๆ แทบทั้งหมด (เพิ่มคุณภาพชีวิตและลดการเสียชีวิตในคนเป็นมะเร็ง ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ซึมเศร้า เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ)
เรื่องชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) การยกเวทหนักนี่สิ่งที่ต้องทำเลย ทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น ร่างกายสร้างแรงได้มากขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ลดการบาดเจ็บ
นั่งเทียน 100%
แต่คนเชื่อเพียบ
🤦🏻♂️
Doctor Move
18/08/2026
พวกไม่สนับสนุน Hyrox บอกว่าเหลื่อมล้ำ ไม่เห็นใจคนจน บ้าทุนนิยม ดันเอามาเป็นเครื่องมือหาแสงให้ตัวเอง … แล้วมันต้องให้ AI เขียนเหมือนกันหมดด้วยนะ สมองตัวเองยังไม่ใช้เลย 🤯
18/08/2026
ออกกำลังกายหนักจะตุยไหม
…ยากครับ ส่วนใหญ่เกิดจากไม่ออกมากกว่า
📌 ออกกำลังกายหนัก (Vigorous) เสี่ยงแค่ไหนที่จะเกิดปัญหา Heart Attack
👉🏻เขาพบว่าการออกกำลังกายหนัก เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตา-ยเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction-AMI) ได้ถึง 2-107 เท่า
โดยถ้าเป็นคนที่ไม่เคยออกแล้วไปออกเลย จะเพิ่มความเสี่ยงได้มาก แต่ถ้าออกแบบหนักเป็นประจำ ความเสี่ยงนั้นจะลงเรื่อยๆ เหลือเพียง 2 เท่า (ของเวลานั่งนอนเฉยๆ)
ทีนี้ไอความเสี่ยงนี้นะ มันเป็นแบบสัมพัทธ์ (Relative Risk) เทียบกับขณะพัก
📊*ถ้าไปดูความเสี่ยงจริง (Absolute Risk) เขาพบว่าในคนที่สุขภาพดีทั่วไป โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจจนเสียชีวิตขณะออกกำลังกายคือ 1 ครั้งต่อ 1,124,200 ชั่วโมง (Jack M Goodman et al. Can J Cardiol. 2016 Apr.)
แปลง่ายๆ ว่าออกหนัก 100 ปี ถึงจะตา-ย (อยู่เฉยๆ = ตา-ยก่อน)
หรืออีกตัวเลขที่ถูกอ้างถึงในวารสาร AHA อยู่ที่ประมาณ 0.3 ต่อประชากร 100,000 คน กรณีอายุน้อยกว่า 35
แต่เมื่ออายุเกิน 35 ความเสี่ยงจะเพิ่ม 10 เท่าเป็น 3 ต่อ 100,000 ประชากร
(Exercise-related out-of-hospital cardiac arrest in the general population: incidence and prognosis. Eur Heart J. 2013)
💡เทียบกับคนทั่วไป ที่เกิดโรคหัวใจจนเสียชีวิต (โดยสาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย) จะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ต่อ 100,000 ประชากร*
ซึ่งไม่น่าแปลกใจว่านักกีฬา Elite มักจะมีอายุยืนกว่าคนทั่วไป 3-6 ปี
❗️ ส่วนคนที่มีโรคประจำตัวเดิม หรือที่เราชอบเห็นนักกีฬาเสียชีวิต (ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก แค่เป็นข่าว) โอกาสเสียชีวิตขณะออกกำลังกายหนักย่อมเพิ่มขึ้น
นั่นคือสาเหตุว่าทำไมถึงมีการตรวจคัดกรองนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Master Athlete (อายุ > 35 ปี)
คนที่มีโรคก็สามารถออกกำลังกายได้แทบเหมือนคนปกติ ถ้าผ่านการตรวจคัดกรอง และค่อยๆ ปรับโปรแกรมให้เหมาะสม
⚠️ในมือใหม่ ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากอายุเยอะหน่อย (เกิน 35) มีโรคประจำตัว จะไปแข่งจริงจัง ตรวจคัดกรองโดยแพทย์ ตรวจพวกสุขภาพหัวใจต่างๆไว้ปลอดภัยกว่า
✅ ธรรมชาติสร้างให้ทุกสิ่งมีชีวิต ขยับเคลื่อนไหว วิ่ง ทำกิจกรรมหนักๆ เร็วๆ เหนื่อยๆได้ เพราะในธรรมชาติสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวแบบหนักๆ ได้ (แบกอาหาร, สิ่งของ, สร้างบ้าน, สู้, หนีเอาชีวิตรอด) ก็จะไม่รอด
ในคลาส Safely Fit ก็จะมีพูดถึงประเด็นเหล่านี้และแนวทางการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
Doctor Move
17/08/2026
Hyrox ต้องเวทเทรนนิ่ง … เลยเป็นไฮบริด 🤔
…
ไม่ว่ากีฬาอะไร ก็ต้องเวทเทรนนิ่งทั้งหมด เพราะความแข็งแรงเป็นพื้นฐานการเคลื่อนไหวที่ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพกายมิติอื่นๆ ทั้งหมด มีหลักฐานงานวิจัยมากมายว่าช่วยให้ Performance ดีขึ้น และสำคัญคือลดการบาดเจ็บ
ไม่ต้องพูดถึงงานวิจัย มองแค่การเคลื่อนไหวมนุษย์ การที่เราขยับแขนขาร่างกายได้ ก็คือกล้ามเนื้อต้องหดตัว ยิ่งกล้ามเนื้อหดตัวด้วยแรงที่มาก (และเร็วได้) ก็ยิ่งส่งผลดี … และไม่ใช่แค่กล้ามเนื้อที่ดีขึ้น แต่ระบบประสาท เส้นเอ็น กระดูก ฮอร์โมน ฯลฯ ก็ดีขึ้นตามไปหมด
ดังนั้นเอาจริงๆ ทุกกีฬามันก็มีความไฮบริด ? (จริงๆ ผมก็ไม่ชอบคำนี้เท่าไหร่ มันใช้เป็น buzzword ที่ไม่ได้สื่อความหมายได้ดีนัก … กีฬาส่วนใหญ่ต้องใช้ศักยภาพร่างกายแทบทุกมิติ ไม่ใช่แค่แข็งแรง คาร์ดิโอดี แต่ต้องมีการทรงตัว การตอบสนอง ความคล่องตัว ความเร็วต่างๆ)
แต่ Hyrox จะนับว่าไฮบริดก็ยังไงอยู่ เพราะหลักๆ มันเป็นเรื่องความทนทานเลย ทั้ง Cardiovascular endurance หรือ Cardiorespiratory fitness (เรามักจะใช้ 2 คำนี้ทดแทนกันไปมา ขึ้นกับบริบท) ความทนทานของกล้ามเนื้อ (Muscular endurance) คือการที่กล้ามเนื้อต้องทนทำงานซ้ำๆได้อย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่ามันก็ต้องมี Strength / power อะไรด้วย แต่ทุกกีฬา หรือถ้าเรามาแข่งขันจับเวลามันก็ต้องใช้หมดแหละ ไม่ใช่แค่ไฮรอกซ์
แต่ไม่แข็งแรงจะบาดเจ็บนะ … ก็บอกแล้วว่าการฝึกความแข็งแรง/เวทเทรนนิ่งช่วยลดการบาดเจ็บ (รวมถึงกีฬา Endurance อย่างการวิ่ง)
👉🏻 ใดๆก็ตาม ถือว่าเป็นเทรนด์ที่ดีเลย ที่ทำให้คนเห็นความสำคัญของการฝึกความแข็งแรง / เวทเทรนนิ่งมากขึ้น
15/08/2026
ขับรถเร็วเกิดอุบัติเหตุ…โทษคนขับ
กินเยอะ น้ำหนักเกิน…โทษคนกิน
ดื่มเหล้า เมาขาดสติ…โทษคนดื่ม👉🏻 ออกกำลังกายหนัก จนบาดเจ็บ…โทษออกกำลังกาย 💁🏻♂️
15/08/2026
โภชนาการกีฬา สิ่งที่คนมักมองข้าม
เวลาพูดถึงอันตรายจากการฝึกซ้อมหนักหรือการแข่งขันระยะไกล เรามักจะเน้นย้ำเรื่องการซ้อมให้ถึง อย่าฝืนร่างกาย หรือ ตรวจคัดกรองโรคหัวใจและสุขภาพล่วงหน้า
แต่ประเด็นสำคัญที่มีผลต่อทั้งสมรรถภาพและความปลอดภัยโดยตรง ทว่ามักถูกละเลย คือเรื่องของโภชนาการและสารน้ำ (Hydration) โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬา Endurance ที่ใช้ระยะเวลานาน (เกินกว่า 60–90 นาทีขึ้นไป)
หลายคนอาจคุ้นเคยกับการจิบน้ำ เติม Energy Gel หรือเกลือแร่อยู่แล้ว แต่ปัญหาเรื่องน้ำและสมดุลเกลือแร่ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพที่คนจำนวนมากไม่ตระหนักถึง
👉ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
การเสียน้ำเพียง 2% ของน้ำหนักตัว จะทำให้ประสิทธิภาพการออกกำลังกาย (Aerobic Performance) เริ่มลดลงอย่างชัดเจน รู้สึกเหนื่อยและล้า สมองประมวลผลช้าลง การตอบสนองและการตัดสินใจแย่ลง
หากการเสียน้ำเพิ่มเกิน 4% อุณหภูมิแกนกลางกายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคจากความร้อน (Exertional Heat Illness) ทั้ง Heat Exhaustion และ Heat Stroke ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
นอกจากนี้ยังเพิ่มความเครียดต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Exertional Rhabdomyolysis) จนเกิดไตวายเฉียบพลันได้
👉ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำจากการดื่มน้ำมากเกินไปขณะออกกำลังกาย (Exercise-associated hyponatremia; EAH)
มักเกิดจากการดื่ม *น้ำเปล่า* ปริมาณมากเกินไปเพื่อชดเชยเหงื่อโดยไม่มีการทดแทนโซเดียมที่เสียไป ทำให้ระดับโซเดียมในเลือดเจือจางลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ตามมาคือน้ำไหลเข้าสู่เซลล์จนเกิด ภาวะสมองบวม (Cerebral Edema) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ แน่นท้อง คลื่นไส้ สับสน งุนงง ในรายที่รุนแรงอาจเกิดอาการชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้
👉สภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น
สภาพอากาศในบ้านเรามีความชื้นสัมพัทธ์สูง ทำให้เหงื่อระเหยระบายความร้อนได้ยาก ร่างกายจึงต้องขับเหงื่อมากขึ้น ทำให้สูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ที่คุ้นชินกับการซ้อมในห้องแอร์หรือสภาพอากาศปิด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ Heat Acclimatization (การปรับสภาพร่างกายให้ชินกับความร้อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป) อย่างน้อย 10-14 วันก่อนการแข่งขันจริง ควบคู่ไปกับการเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และวางแผนการดื่มน้ำผสมเกลือแร่อย่างเหมาะสม
❗กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
👉มีโรคประจำตัว เช่น
โรคหัวใจและหลอดเลือด --> การขาดน้ำทำให้เลือดข้นและหัวใจต้องเต้นเร็วขึ้นเพื่อรักษา Cardiac Output เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
โรคไตเรื้อรัง --> ความสามารถในการปรับสมดุลเกลือแร่และกรองของเสียลดลง ไวต่อการเกิดไตวายเฉียบพลันจากภาวะขาดน้ำหรือ Rhabdomyolysis
โรคเบาหวาน --> ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมีฤทธิ์ดึงน้ำออกทางปัสสาวะ (Osmotic Diuresis) ทำให้สูญเสียน้ำเร็วขึ้น และระบบประสาทอัตโนมัติอาจควบคุมการหลั่งเหงื่อเพื่อระบายความร้อนได้แย่ลง
👉มีการกินยาบางชนิด เช่น
ยาขับปัสสาวะ --> เร่งการขับน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงขาดน้ำและโซเดียมต่ำ
ยาลดความดันกลุ่ม Beta-blockers --> ขัดขวางการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการขยายตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนัง ทำให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลง
ยาแก้แพ้รุ่นแรก (CPM) และยาแก้คัดจมูก (Pseudoephedrine) --> ยับยั้งการหลั่งเหงื่อและเพิ่มการสร้างความร้อนในร่างกาย
ยารักษาโรคซึมเศร้าหรือจิตเวชบางชนิด เช่น ยากลุ่ม TCAs (Amitriptyline, Nortriptyline) --> ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมอง (Hypothalamus) และลดการขับเหงื่อ
ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) --> การใช้ก่อนหรือระหว่างแข่งระยะไกลร่วมกับภาวะขาดน้ำ จะลดเลือดไปเลี้ยงไตและเพิ่มความเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของ EAH
Doctor Move